Transcription
สวัสดีทุกท่านที่กำลังรับชมอยู่ตอนนี้ครับ วันนี้เรามีข้อคิดดีๆ จากหลักธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้ามาฝาก ในหัวข้อ "คนพูดจาเสียมารยาท ไม่ให้เกียรติ จงอย่าตอบโต้"
เชื่อว่าหลายคนในชีวิต คงเคยต้องเจอกับคนที่พูดจาทำร้ายจิตใจ พูดดูถูก พูดประชดประชัน หรือพูดโดยไม่เห็นคุณค่าของเรา และหลายครั้งคำพูดเหล่านั้น ก็มักทำให้เราโกรธ เสียใจ น้อยใจ หรืออยากตอบกลับให้แรงกว่าเดิม แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า ความโกรธไม่เคยดับได้ด้วยความโกรธ และคนที่ควบคุมใจตัวเองได้ คือผู้ที่เข้มแข็งที่สุด ดังนั้น คลิปนี้จะพาทุกท่านไปเรียนรู้วิธีวางใจเมื่อเจอคนพูดจาไม่ดีใส่ เรียนรู้การใช้สติแทนอารมณ์ และเข้าใจว่าความสงบในใจสำคัญกว่าการเอาชนะคนอื่นมากเพียงใด ถ้าพร้อมแล้ว ไปรับฟังข้อคิดดีๆ ไปพร้อมกันเลยครับ
ข้อที่ 1 อย่าเอาคำพูดของคนไร้มารยาทมาทำลายใจตัวเอง
ในชีวิตของคนเรานั้น ไม่มีทางเลยที่จะพบแต่คนพูดดี มีมารยาท และให้เกียรติเราเสมอไป บางคนพูดจาแทงใจดำ บางคนพูดจาดูถูกเหยียดหยาม บางคนเหมือนไม่เห็นคุณค่าของคนอื่น และหลายครั้งคำพูดเหล่านั้น ก็มักจะย้อนกลับมาทิ่มแทงอยู่ในใจของเราไม่สิ้นสุด จนทำให้หลายคนเสียความมั่นใจ เสียความสุข และกลายเป็นคนคิดมากโดยไม่จำเป็น ทั้งที่ความจริงแล้ว คำพูดเหล่านั้นสะท้อนตัวตนของผู้พูด มากกว่าคุณค่าของผู้ฟัง
พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างลึกซึ้งว่า คนที่ยังเต็มไปด้วยความโกรธ ความหลง และอคติ มักแสดงออกผ่านคำพูดที่ทำร้ายผู้อื่น เพราะจิตใจของเขาไม่มีความสงบ เมื่อใจขุ่นมัว คำพูดก็ย่อมขุ่นมัวตามไปด้วย ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่เจอคนพูดจาเสียมารยาท สิ่งแรกที่เราควรทำไม่ใช่การรีบตอบโต้ แต่คือการตั้งสติ และมองให้ลึกว่าคำพูดเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องมีอำนาจเหนือใจเราเลย
คนจำนวนมาก พอถูกดูถูก ก็รีบโต้กลับทันที เพราะคิดว่าการเงียบคือการยอมแพ้ แต่ในความจริงแล้ว การควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ต่างหากคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะคนทีชนะคนอื่น อาจดูเก่งเพียงชั่วคราว แต่คนทีชนะใจตัวเองได้ คือคนที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง การตอบโต้ด้วยอารมณ์ไม่เคยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น มีแต่จะทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้คำพูดไม่กี่ประโยค กลายเป็นบาดแผลยาวนาน และบางครั้ง เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ก็อาจทำลายความสัมพันธ์ที่สร้างมาหลายปี
คนมีปัญญา จึงเลือกนิ่ง ไม่ใช่เพราะไม่มีคำจะพูด แต่เพราะรู้ว่าคำพูดบางคำไม่คุ้มค่าพอให้เราต้องลดตัวลงไปทะเลาะด้วย พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบไว้ เหมือนคนเอาของมามอบให้ ถ้าเราไม่รับของนั้น ก็ยังเป็นของของเขาอยู่ เช่นเดียวกัน เมื่อใครโยนคำพูดร้ายๆ ใส่เรา แต่เราไม่เก็บมาคิด ไม่เก็บมารับเข้าหัวใจ ความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้นกับเรา แต่คนส่วนใหญ่มักผิดพลาดตรงที่ เอาคำพูดของคนอื่นมาตัดสินคุณค่าของตัวเอง พอถูกดูถูกครั้งเดียว ก็คิดว่าตัวเองไม่มีค่า โดนตำหนิหน่อย ก็เสียใจเป็นวันเป็นคืน ทั้งที่ความจริงแล้ว คุณค่าของคนเราไม่ได้ลดลงเพราะคำพูดของใครคนหนึ่งเลย ต่อให้คนทั้งโลกมองไม่เห็นคุณค่าของเรา แต่ถ้าเรายังเห็นคุณค่าของตัวเอง เราก็ยังเป็นคนที่มีความหมายเสมอ
คนที่พูดจาไม่ให้เกียรติผู้อื่น บ่อยๆ แท้จริงแล้ว ลึกๆ ในใจเขาอาจกำลังไม่มีความสุข บางคนใช้คำพูดข่มคนอื่น เพื่อปกปิดปมด้อยของตัวเอง บางคนทำร้ายคนอื่น เพราะชีวิตตัวเองเต็มไปด้วยความทุกข์ และบางคนไม่เคยได้รับการสอนเรื่องมารยาทและการควบคุมอารมณ์ จึงเติบโตมาแบบใช้อารมณ์นำชีวิต ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องเอาความผิดพลาดของคนอื่น มาลงโทษตัวเอง ด้วยการเก็บมาคิดจนใจพัง การปล่อยวางไม่ได้หมายถึงการยอมให้คนอื่นทำร้ายเรา แต่หมายถึงการไม่ยอมให้คำพูดเหล่านั้น เข้ามามีอำนาจเหนือจิตใจของเรา เพราะเมื่อใดที่ใจเราเริ่มหวั่นไหว ไปกับทุกคำพูดของคนอื่น ชีวิตเราจะไม่มีวันสงบเลย วันนี้มีคนชมเรา พรุ่งนี้มีคนด่าเรา แล้วเราจะต้องทุกข์สุขตามคำพูดของคนอื่นไปตลอดชีวิตหรือ คนที่มีสติ จะเลือกใช้ชีวิตบนพื้นฐานของความเข้าใจตัวเอง ไม่ใช่บนความคิดเห็นของคนอื่น และยิ่งเราโตขึ้น เราจะยิ่งเข้าใจว่า การนิ่งเงียบในบางสถานการณ์ คือการรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง คนบางคน พยายามยั่วให้เราโกรธ เพราะเขาอยากเห็นเราเสียอาการ อยากเห็นเราหลุดจากความสงบ แต่ถ้าเรายังนิ่งได้ ยังยิ้มได้ ยังควบคุมสติได้ คนที่ชนะจริงๆ ก็คือเรา เพราะเราไม่ได้ปล่อยให้อารมณ์ของคนอื่น มาควบคุมชีวิตของเราอีกต่อไป จงจำไว้ว่า คนที่มีวุฒิภาวะ จะไม่เสียเวลากับการเอาชนะทุกคน แต่จะเลือกเอาชนะใจตัวเองในทุกวัน บางครั้งการไม่ตอบโต้ คือการปกป้องพลังงานชีวิตของตัวเอง เพราะการทะเลาะ การโต้เถียง และการจมอยู่กับคำพูดแย่ๆ ของคนอื่น ล้วนทำให้ใจเราเหนื่อยโดยใช่เหตุ ชีวิตคนเราสั้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับคนที่ไม่เห็นคุณค่าของเรา แทนที่จะเก็บคำพูดเหล่านั้นมาทำร้ายตัวเอง เราควรหันกลับมาพัฒนาจิตใจของตัวเองให้เข้มแข็ง ฝึกสติให้มากขึ้น ฝึกปล่อยวางให้เก่งขึ้น และเรียนรู้ที่จะไม่เอาอารมณ์ของคนอื่น มาเป็นภาระในใจเรา เพราะสุดท้ายแล้ว ความสุขหรือความทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่คนพูด แต่อยู่ที่ใจเราจะเลือกเก็บสิ่งใดไว้ต่างหาก ถ้าเราเลือกเก็บแต่คำพูดร้ายๆ ใจเราก็จะหนัก แต่ถ้าเราเลือกปล่อยผ่าน เหมือนลมที่พัดมาแล้วผ่านไป ใจเราก็จะสงบขึ้น และมีพลังมากขึ้น คนที่เข้มแข็งที่สุด ไม่ใช่คนทีพูดเก่งที่สุด แต่คือคนที่รักษาความสงบในใจตัวเองไว้ได้ แม้ต้องเผชิญกับคำพูดที่ไม่น่าฟังก็ตาม
ข้อที่ 2 การนิ่งไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือพลังของคนที่ควบคุมใจตัวเองได้
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า การเงียบเมื่อถูกดูถูก คือความอ่อนแอ คือการยอมแพ้ หรือคือการไม่มีศักดิ์ศรี จึงพยายามตอบโต้ทุกครั้งเมื่อถูกคนอื่นพูดจาไม่ดีใส่ เพราะคิดว่าหากไม่ตอบกลับ จะถูกมองว่าแพ้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่ตอบโต้ทุกเรื่องด้วยอารมณ์ ต่างหากที่กำลังพ่ายแพ้ต่อความโกรธของตัวเอง
พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า คนที่สามารถควบคุมใจตัวเองได้ คือผู้ที่ประเสริฐกว่าคนที่เอาชนะผู้อื่นนับพันครั้ง เพราะการชนะใจตัวเองนั้นยากที่สุด เมื่อมีใครพูดจาเสียมารยาทใส่เรา แล้วเรายังสามารถนิ่งได้ ยังมีสติได้ ยังรักษาความสงบในใจไว้ได้ แสดงว่าเรากำลังมีพลังบางอย่างที่เหนือกว่าคนทั่วไป นั่นคือพลังแห่งสติและวุฒิภาวะ
คนทีใจนิ่ง ไม่ใช่คนทีไม่รู้สึกเจ็บ แต่คือคนที่รู้จักจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้อย่างมีสติ ไม่ปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบมาควบคุมชีวิต เพราะหลายครั้ง คำพูดเพียงไม่กี่คำ สามารถทำให้คนทะเลาะกันจนเสียความสัมพันธ์ ทำให้ครอบครัวแตกแยก หรือแม้กระทั่งสร้างบาดแผลในใจที่ยาวนาน ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากการที่ไม่มีใครยอมควบคุมอารมณ์ของตัวเอง ต่างคนต่างเอาชนะกันด้วยคำพูด จนสุดท้ายไม่มีใครชนะจริงเลย มีแต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย
คนมีปัญญา จึงเลือกนิ่งในบางสถานการณ์ เพราะรู้ว่าการตอบโต้ ไม่ได้ทำให้ตัวเองสูงขึ้น แต่กลับทำให้ใจต่ำลง ไปอยู่ในระดับเดียวกับคนที่กำลังใช้อารมณ์ใส่เรา เปรียบเหมือนคนกำลังโยนโคลนใส่เรา ถ้าเราโยนกลับ แม้จะโดนเขา แต่ตัวเราก็เปื้อนเหมือนกัน การนิ่งจึงไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการรักษาความสะอาดของใจตัวเองไว้
คนบางคน ชอบใช้คำพูดรุนแรง เพื่อยั่วให้อีกฝ่ายหลุดจากความสงบ เพราะเมื่อใดที่เราควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเหนือเรา แต่ถ้าเรายังนิ่ง ยังสุขุม ยังไม่หวั่นไหว เขาจะหมดพลังไปเอง เพราะคนที่กำลังโกรธ มักต้องการเชื้อไฟจากอารมณ์ของอีกฝ่ายเสมอ และเมื่อไม่มีไฟตอบกลับ ความโกรธนั้น ก็จะค่อยๆ มอดลงไปเอง นี่คือเหตุผลว่าทำไม คนมีสติ จึงมักดูสงบนิ่ง แม้ต้องเผชิญกับคำพูดที่ไม่น่าฟัง เพราะเขารู้ว่า การเอาชนะคนอื่น ไม่สำคัญเท่ากับการรักษาความสงบในใจตัวเอง
ชีวิตของคนเรานั้น สั้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับการโต้เถียงทุกเรื่อง คนบางคนเข้ามาในชีวิต เพียงเพื่อทดสอบสติของเราเท่านั้น ถ้าเราเผลอไหลไปตามอารมณ์ ก็เท่ากับเราปล่อยให้คนอื่นควบคุมจิตใจของเราได้ง่ายๆ แต่ถ้าเรายังยิ้มได้ ยังนิ่งได้ แสดงว่าเราโตขึ้นแล้ว และเข้าใจชีวิตมากขึ้น เมื่อก่อน เราอาจเคยเป็นคนใจร้อน เคยต้องการเอาชนะทุกคำพูด เคยคิดว่าต้องตอบกลับให้เจ็บกว่าเดิม จึงจะสะใจ แต่เมื่อผ่านเรื่องราวมามากขึ้น เราจะเริ่มเข้าใจว่า ความสะใจเพียงชั่วคราว ไม่เคยให้ความสุขที่แท้จริงเลย หลังจากการทะเลาะจบลง สิ่งที่เหลืออยู่ คือความเหนื่อยใจ ความเสียใจ และความวุ่นวายในความคิด ตรงกันข้ามกับการนิ่งอย่างมีสติ แม้อาจไม่ได้ทำให้ อีกฝ่ายหยุดพูดทันที แต่จะทำให้ใจเราสงบ และไม่ต้องมานั่งเสียพลังงานกับเรื่องไร้สาระอีก
คนทีเข้มแข็งจริง จึงไม่จำเป็นต้องพูดมาก ไม่จำเป็นต้องประกาศว่าตัวเองเหนือกว่าใคร เพราะความสงบของเขา จะเป็นคำตอบทุกอย่างในตัวอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราฝึกดูใจตัวเอง มากกว่าคอยมองความผิดของคนอื่น เพราะถ้าเรามัวแต่เอาใจไปผูกกับคำพูดของคนอื่น เราจะไม่มีวันเป็นอิสระจากความทุกข์เลย วันนี้มีคนชมเราก็ดีใจ พรุ่งนี้มีคนด่าเราก็ทุกข์ใจ แบบนี้ชีวิตจะไม่มีความมั่นคงทางจิตใจเลย แต่ถ้าเราเริ่มฝึกใจให้หนักแน่น ไม่หวั่นไหวกับคำพูดของคนอื่น เราจะค่อยๆ กลายเป็นคนที่สงบขึ้น และมีความสุขง่ายขึ้น การนิ่งจึงเป็นพลังของคนที่เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต และเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ว่าทุกคนล้วนมีด้านมืด มีอารมณ์ มีวันที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องเก็บทุกคำพูดมาทำร้ายใจตัวเอง คนที่พูดไม่ดีใส่เรา อาจลืมสิ่งที่พูดไปแล้ว แต่คนที่เจ็บกลับเป็นเรา ถ้าเรายังเอามาคิดซ้ำๆ ดังนั้น จงอย่าให้คำพูดของใคร มามีอำนาจเหนือความสุขในชีวิตของเรา เพราะความสงบคือสิ่งมีค่าที่สุด และคนที่รักษาความสงบในใจไว้ได้ แม้ท่ามกลางคำพูดร้ายๆ คือคนที่มีพลังภายในอย่างแท้จริง การนิ่งอย่างมีสติ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เหนืออารมณ์ทั้งปวง และเมื่อใดที่เราควบคุมใจตัวเองได้ เมื่อนั้น ไม่มีคำพูดของใคร จะสามารถทำลายเราได้อีกต่อไป
ข้อที่ 3 คนพูดจาไม่ให้เกียรติผู้อื่น กำลังสะท้อนตัวตนของเขาเอง
ในโลกใบนี้ คนเรามักตัดสินกันจากคำพูด เพราะคำพูดคือสิ่งที่เผยให้เห็นความคิด จิตใจ และระดับวุฒิภาวะของคนๆ หนึ่งได้ชัดที่สุด คนที่มีจิตใจอ่อนโยน มักพูดด้วยความเข้าใจ คนที่มีเมตตา มักพูดให้กำลังใจผู้อื่น ส่วนคนที่เต็มไปด้วยความโกรธ ความอิจฉา หรือความคับแค้นในใจ มักแสดงออกผ่านคำพูดที่ทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น เมื่อมีใครพูดจาเสียมารยาท พูดดูถูก หรือไม่ให้เกียรติเรา อย่าเพิ่งรีบคิดว่าเป็นเพราะเราไม่มีคุณค่า แต่จงเข้าใจก่อนว่า คำพูดเหล่านั้น กำลังสะท้อนตัวตนของผู้พูด มากกว่าสะท้อนคุณค่าของผู้ฟัง
พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า คนเราจะเป็นอย่างไร ให้ดูที่การกระทำและวาจา เพราะสิ่งเหล่านี้คือผลที่ออกมาจากจิตใจภายใน คนที่ใจสงบ จะไม่พูดทำร้ายคนอื่นโดยไม่มีเหตุผล และคนที่มีปัญญา จะไม่ใช้คำพูดต่ำๆ มาทำให้ตัวเองดูสูงขึ้น แต่คนที่ชอบเหยียดหยามคนอื่น มักกำลังพยายามปกปิดบางอย่างในใจตัวเอง บางคนปกปิดปมด้อย บางคนปกปิดความล้มเหลว บางคนปกปิดความอิจฉา และบางคนแค่ไม่มีสติพอที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเอง จึงเลือกใช้คำพูดไร้สาระ เพื่อระบายสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจ
หลายครั้ง คนที่ชอบพูดแรงๆ กับคนอื่น แท้จริงแล้ว กลับเป็นคนที่อ่อนแอภายในมากที่สุด เพราะเขาไม่สามารถจัดการความทุกข์ของตัวเองได้ จึงต้องโยนความทุกข์นั้นใส่คนรอบข้าง เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ เราจะเริ่มไม่โกรธทุกคำพูดที่มากระทบใจ เพราะเราจะเห็นว่า คนที่พูดจาไม่ดีใส่เรานั้น แท้จริงแล้ว เขาอาจกำลังทุกข์อยู่ในใจด้วยซ้ำ คนที่มีความสุขจริง จะไม่เอาเวลามานั่งทำร้ายจิตใจคนอื่น คนที่ใจเต็มไปด้วยความสงบ จะไม่สนุกกับการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีใคร และคนที่มีความสุขกับชีวิตตัวเอง จะไม่เสียเวลามาคอยดูถูกคนอื่นให้ต่ำลง เพื่อทำให้ตัวเองดูสูงขึ้น
ดังนั้น เวลามีใครพูดจาเสียมารยาทใส่เรา อย่าเพิ่งรีบเอาคำพูดเหล่านั้น มาตัดสินคุณค่าของตัวเอง เพราะต่อให้ใครจะพูดกับเราแย่แค่ไหน มันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงว่า เรายังเป็นคนมีคุณค่าเหมือนเดิม ดอกไม้ไม่ได้สูญเสียความสวยงาม เพียงเพราะมีคนไม่ชอบกลิ่นของมัน ทองคำก็ไม่ได้กลายเป็นเหล็ก เพียงเพราะมีคนพูดว่ามันไม่มีค่า เช่นเดียวกันกับคน เราจะมีค่าหรือมีค่าไม่ได้ ขึ้นอยู่กับปากของใคร แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรามองตัวเองอย่างไร
คนจำนวนมาก ใช้ชีวิตอยู่กับความทุกข์ เพราะเอาความคิดเห็นของคนอื่น มาเป็นตัวกำหนดชีวิต พอมีคนชม ก็ดีใจจนลืมตัว พอมีคนด่า ก็เสียใจจนหมดกำลังใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว คำพูดของคนอื่น เป็นเพียงเสียงภายนอก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเสียงภายในใจของเราเอง ถ้าใจเรามั่นคงพอ คำพูดร้ายๆ ก็เป็นได้แค่ลมที่พัดผ่านไปแล้วผ่านไป แต่ถ้าใจเราอ่อนแอ แม้เพียงคำพูดเล็กน้อย ก็อาจกลายเป็นบาดแผลใหญ่ได้
พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราฝึกใจ มากกว่าฝึกเอาชนะคนอื่น เพราะเมื่อใจเราเข้มแข็ง เราจะไม่หวั่นไหวกับทุกคำพูดของผู้คนอีกต่อไป คนที่มีวุฒิภาวะ จะรู้ว่าการเสียเวลาไปโต้เถียงกับคนที่ไร้เหตุผล ไม่มีประโยชน์อะไรเลย บางคนยิ่งเราอธิบาย ก็ยิ่งไม่เข้าใจ ยิ่งเราเถียง ก็ยิ่งบานปลาย เพราะเขาไม่ได้ต้องการเหตุผล แต่ต้องการเอาชนะ ดังนั้น การนิ่งในบางครั้ง จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพราะเรากลัว แต่เพราะเราเลือกจะรักษาความสงบของใจตัวเอง มากกว่าชนะคารมของใคร คนที่ฉลาด จะไม่พาตัวเองลงไปอยู่ในสนามอารมณ์ของคนอื่น เพราะรู้ว่าถ้าปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ สุดท้ายเราก็จะกลายเป็นเหมือนคนที่กำลังทำร้ายเราไม่ผิดครั้ง คนที่พูดจาไม่ให้เกียรติผู้อื่น ก็เหมือนคนถือถ่านไฟร้อนอยู่ในมือ เขาคิดว่าจะปาใส่คนอื่นให้เจ็บ แต่สุดท้ายมือของเขาเอง ต่างหากที่ร้อนก่อนเสมอ เพราะทุกคำพูดที่ออกจากปาก ล้วนสร้างผลกรรมให้กับตัวผู้พูดทั้งสิ้น คนที่พูดดี ใจย่อมสงบ คนที่พูดร้าย ใจย่อมรุ่มร้อน ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปแก้แค้นหรือตอบโต้ใครเลย เพราะกฎแห่งกรรมทำงานของมันอยู่แล้ว หน้าที่ของเราคือรักษาใจตัวเอง ไม่ให้ตกต่ำไปตามพฤติกรรมของคนอื่น
เมื่อใดที่เราเริ่มเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ เราจะเริ่มให้อภัยง่ายขึ้น ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายสมควรได้รับ แต่เพราะเราไม่อยากแบกความโกรธไว้ในใจอีกต่อไป ความโกรธเหมือนไฟที่เผาคนถือก่อน เผาคนอื่นเสมอ และยิ่งเราเก็บคำพูดแย่ๆ ของคนอื่นมาคิดซ้ำเท่าไหร่ เราก็ยิ่งทำร้ายตัวเองมากขึ้นเท่านั้น ชีวิตคนเราสั้นมาก สั้นเกินกว่าจะเสียเวลามานั่งทุกข์กับคำพูดของคนที่ไม่รู้จักให้เกียรติผู้อื่น แทนที่เราจะเสียเวลาเอาชนะคนเหล่านั้น เราควรเอาเวลามาพัฒนาจิตใจของตัวเองให้สูงขึ้นดีกว่า เพราะเมื่อจิตใจเราสูงพอ เราจะไม่อยากลดตัวลงไปทะเลาะกับใครอีกเลย เหมือนนกที่บินสูง จะไม่ลงมาแย่งอาหารกับมดบนพื้น คนที่มีจิตใจสงบ ก็เช่นกัน เขาจะไม่เสียพลังงานกับเรื่องเล็กน้อย และไม่เอาคำพูดไร้สาระของใคร มาทำให้ใจตัวเองวุ่นวายอีกต่อไป สุดท้ายแล้ว คนพูดจาเสียมารยาท อาจทำให้เราเจ็บได้เพียงชั่วคราว แต่ถ้าเราเก็บคำพูดนั้นมาคิดจนเสียความสุข นั่นคือเรากำลังทำร้ายตัวเองซ้ำอีกครั้ง ดังนั้น จงเรียนรู้ที่จะปล่อยผ่าน จงมองคำพูดของคนอื่น ด้วยความเข้าใจ มากกว่าความโกรธ และจงจำไว้ว่า คนที่พูดจาไม่ให้เกียรติผู้อื่น ไม่ได้ลดคุณค่าของเราเลย แต่เขากำลังเผยให้เห็นระดับจิตใจของตัวเองต่างหาก และเมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ ใจเราจะเบาขึ้น สงบขึ้น และไม่ต้องเสียเวลาแบกอารมณ์ของคนอื่น มาเป็นภาระในชีวิตอีกต่อไป
ข้อที่ 4 คำพูดที่รุนแรงของคนอื่น ไม่ควรกลายเป็นความทุกข์ของเรา
เราไม่มีทางหลีกหนีคำพูดของผู้คนได้พ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำงานกับใคร หรือใช้ชีวิตแบบใด ก็ต้องมีวันที่เจอคนพูดจาไม่ดีใส่เสมอ บางคนพูดโดยไม่คิด บางคนพูดเพราะอารมณ์ บางคนพูดเพื่อเอาชนะ และบางคนพูดเพื่อทำร้ายจิตใจผู้อื่นโดยตรง หลายคนเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น ก็เก็บมาคิดทั้งวันทั้งคืน จนกลายเป็นความทุกข์ในใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว คำพูดของคนอื่น เป็นเพียงเสียงที่ผ่านเข้ามา แต่สิ่งที่ทำให้เราเจ็บจริงๆ คือการที่เราเอาคำพูดเหล่านั้น มาเก็บไว้ในใจ ต่างหาก
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่มากระทบใจอยู่ตลอดเวลา ทั้งคำชม คำนินทา ความรัก ความเกลียดชัง ความสมหวัง และความผิดหวัง ไม่มีใครสามารถห้ามคนทั้งโลกไม่ให้พูดไม่ดีได้ แต่เราสามารถฝึกใจตัวเองได้ ไม่ให้ทุกข์กับคำพูดเหล่านั้น
เมื่อใดที่เราปล่อยให้คำพูดของคนอื่น เข้ามาควบคุมอารมณ์ เมื่อนั้น เราก็กำลังมอบอำนาจในการกำหนดความสุขให้กับคนอื่นทันที วันนี้เขาชมเรา ก็มีความสุข พรุ่งนี้เขาด่าเรา ก็ทุกข์ใจ ชีวิตแบบนี้ จะไม่มีวันสงบเลย เพราะใจเราจะขึ้นอยู่กับปากของคนอื่นตลอดเวลา แต่คนที่เข้าใจธรรมะ จะค่อยๆ เรียนรู้ว่า ความสุขที่แท้จริง ต้องเกิดจากใจที่มั่นคง ไม่ใช่จากคำยอมรับของผู้คน
หลายครั้ง คนเราทุกข์ ไม่ใช่เพราะเหตุการณ์นั้นร้ายแรง แต่ทุกข์เพราะคิดซ้ำไปซ้ำมา จนใจตัวเองอ่อนล้า โดนคนพูดไม่ดีใส่ เพียงไม่กี่นาที แต่กลับเก็บไปคิดเป็นเดือน บางคนถึงขั้นนอนไม่หลับ เสียความมั่นใจ และเริ่มมองตัวเองในแง่ลบ ทั้งที่คนพูด อาจลืมสิ่งที่พูดไปแล้วด้วยซ้ำ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า บางครั้ง ศัตรูที่ทำร้ายใจเรามากที่สุด ไม่ใช่คนอื่น แต่คือความคิดของเราเอง
คนที่มีสติ จึงไม่ปล่อยให้คำพูดของใคร เข้ามาปักอยู่ ในใจนานเกินไป เพราะรู้ว่า ถ้ายิ่งคิด ก็ยิ่งทุกข์ ถ้ายิ่งเก็บ ก็ยิ่งหนักใจ เหมือนคนแบกหินก้อนใหญ่ไว้ตลอดเวลา ไม่มีวันเดินได้อย่างสบายใจ
พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องการปล่อยวาง ไม่ใช่ให้เราเป็นคนเฉยชา แต่ให้เราเข้าใจธรรมชาติของโลก ว่าทุกคนล้วนมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง และเราไม่สามารถควบคุมปากของใครได้เลย ต่อให้เราดีแค่ไหน ก็ยังมีคนไม่ชอบเราอยู่ดี ต่อให้เราไม่เคยทำร้ายใคร ก็ยังมีคนเข้าใจผิด หรือพูดถึงเราในทางไม่ดีได้เสมอ ถ้าเราเอาทุกคำพูดมาใส่ใจ ชีวิตเราจะไม่มีวันเป็นอิสระจากความทุกข์เลย
คนที่เข้มแข็งทางจิตใจจริง ไม่ใช่คนที่ไม่มีใครพูดไม่ดีใส่ แต่คือคนที่โดนพูดร้าย แล้วใจยังสงบได้ ต่างหาก คนบางคน พยายามตอบโต้ทุกครั้งเมื่อถูกดูถูก เพราะคิดว่าถ้าไม่ตอบกลับ จะเสียศักดิ์ศรี แต่ในความจริงแล้ว การเถียงกับคนที่ใช้อารมณ์ มักไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะเพิ่มความวุ่นวายให้ชีวิต และทำให้ใจเรา ร้อนตามไปด้วย คำพูดที่พูดออกไปตอนโกรธ มักสร้างบาดแผลที่แก้ไขได้ยาก หลายคนเสียความสัมพันธ์ดีๆ เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ
ดังนั้น การนิ่งในบางสถานการณ์ จริงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความฉลาดของคนที่มองเห็นผลลัพธ์ระยะยาว คนที่มีวุฒิภาวะ จะรู้ว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องเอาชนะ เพราะถึงชนะคารม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะชนะใจ และถึงเราจะพูดแรงกลับไปได้แค่ไหน สุดท้ายใจก็ไม่ได้สงบขึ้นเลย มีแต่ความเหนื่อยและความวุ่นวายที่ตามมา
เมื่อเราฝึกมองให้ลึก เราจะเริ่มเข้าใจว่า คนที่ชอบพูดทำร้ายคนอื่น มักกำลังมีบางอย่างที่ไม่สงบอยู่ในใจ บางคนมีปมด้อย บางคนกำลังเครียด บางคนอิจฉา และบางคนแค่ไม่เคยถูกสอนให้พูดดีๆ กับคนอื่นเลย ดังนั้น แทนที่เราจะโกรธ เราควรสงสารมากกว่า เพราะคนที่ใจดีจริง จะไม่สนุกกับการทำร้ายใครเลย คนที่มีความสุขกับชีวิต จะไม่เสียเวลามานั่งพูดจาให้ร้ายคนอื่นทุกวัน
ดังนั้น เมื่อใดที่เจอคนพูดจาเสียมารยาท อย่าเพิ่งรีบลดตัวเองลงไปตอบโต้ แต่จงรักษาความสงบของใจไว้ให้ได้ เพราะความสงบ คือพลังที่มีค่าที่สุดในชีวิต คนเราหลายคน เสียเวลาไปทั้งชีวิต เพื่อหาความสุขภายนอก แต่กลับไม่เคยฝึกใจตัวเองให้สงบเลย ทั้งที่ความสุขที่แท้จริง เริ่มต้นจากใจที่ไม่หวั่นไหวกับสิ่งกระทบภายนอก
เมื่อเราเริ่มเข้าใจว่า คำพูดของคนอื่น ไม่สามารถทำลายคุณค่าของเราได้ เราจะเริ่มใช้ชีวิตง่ายขึ้น เบาขึ้น และไม่ต้องคอยพิสูจน์ตัวเองให้ใครเห็นอีกต่อไป เพราะคนที่รู้คุณค่าของตัวเองจริงๆ จะไม่เอาคำดูถูกของใคร มาทำให้ตัวเองหมดคุณค่าเด็ดขาด เปรียบเหมือนภูเขาที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อสายลม ไม่ว่าลมจะแรงเพียงใด ภูเขาก็ยังตั้งอยู่ได้เช่นเดิม คนที่มีสติและปัญญา ก็เช่นกัน แม้จะเจอคำพูดร้ายแค่ไหน ใจก็ยังมั่นคงได้ เพราะเขาไม่ปล่อยให้เสียงของคนอื่น ดังกว่าเสียงแห่งสติในใจตัวเองเสมอ
สุดท้ายแล้ว ชีวิตของเราจะสุขหรือทุกข์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครพูดอะไรกับเราแต่อยู่ที่ว่า เราเลือกเก็บสิ่งใดไว้ในใจต่างหาก ถ้าเราเลือกเก็บคำพูดร้ายๆ มาคิดซ้ำ ใจเราก็จะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่ถ้าเราเลือกปล่อยผ่าน เหมือนปล่อยใบไม้ไปตามลม ใจเราก็จะค่อยๆ เบาขึ้น สงบ และมีความสุขมากขึ้น คนที่มีปัญญา จะไม่เสียเวลาทำสงครามกับทุกคำพูดของผู้คน แต่จะใช้เวลาไปกับการฝึกใจตัวเองให้เข้มแข็ง เพราะเมื่อใจเราแข็งแรงพอ ไม่มีคำพูดของใคร จะสามารถทำลายความสงบในชีวิตเราได้อีกต่อไป
ข้อที่ 5 การตอบโต้ด้วยความโกรธ ไม่เคยทำให้ใจสงบ
ในชีวิตของคนเรานั้น เมื่อถูกพูดจาไม่ดีใส่ สิ่งแรกที่มักเกิดขึ้น คืออารมณ์โกรธ ความน้อยใจ และความอยากเอาคืนทันที เพราะธรรมชาติของมนุษย์ มักไม่ชอบการถูกดูถูก หรือถูกทำให้เสียหน้า เมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่ให้เกียรติ หัวใจก็ร้อนขึ้น ความคิดเริ่มฟุ้งซ่าน และหลายครั้ง เราก็เผลอพูดอะไรกลับไป โดยไม่ทันคิด เพียงเพราะอยากเอาชนะ หรืออยากให้อีกฝ่ายเจ็บเหมือนที่เรา รู้สึก แต่สุดท้าย หลังจากพูดออกไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ กลับไม่ใช่ความสุข แต่คือความเสียใจ ความอึดอัดใจ และความวุ่นวายในจิตใจ
พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างลึกซึ้งว่า ความโกรธไม่เคยดับความโกรธได้ มีแต่ความเมตตาและสติเท่านั้น ที่จะดับไฟแห่งอารมณ์ได้ เพราะเมื่อใดที่เราใช้อารมณ์ตอบโต้คนที่กำลังใช้อารมณ์อยู่ สถานการณ์จะยิ่งรุนแรงขึ้น เหมือนการเอาน้ำมันไปราดกองไฟ ยิ่งตอบแรง ก็ยิ่งเจ็บกันทั้งสองฝ่าย และสุดท้าย ไม่มีใครชนะจริงเลย
คนที่กำลังโกรธ มักคิดว่า ถ้าตอบกลับให้แรงกว่าเดิม แล้วจะรู้สึกดีขึ้น แต่ความจริงแล้ว ความสะใจจากการเอาชนะคารม เป็นเพียงความรู้สึกชั่วคราว หลังจากนั้น ใจก็ยังไม่สงบอยู่ดี เพราะลึกๆ แล้ว ความโกรธยังคงเผาใจเราอยู่ตลอดเวลา เปรียบเหมือนคนถือถ่านไฟร้อนอยู่ในมือ เพื่อจะขว้างใส่คนอื่น ก่อนที่ฝ่ายจะเจ็บ มือของเราก็ร้อนก่อนเสมอ เช่นเดียวกันกับความโกรธ ก่อนที่เราจะทำร้ายใคร ใจของเราก็ถูกเผาไหม้ไปก่อนแล้ว
หลายคนใช้ชีวิตอยู่กับความเครียดและความทุกข์ เพียงเพราะเก็บคำพูดของคนอื่นมาคิดซ้ำไปซ้ำมา บางคนทะเลาะกัน เพียงไม่กี่นาที แต่โกรธกันเป็นปี บางคนเสียเพื่อน เสียครอบครัว เสียความสัมพันธ์ดีๆ เพราะคำพูดที่พูดออกไปตอนโมโห เพียงประโยคเดียว และถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน บางคำพูดก็ยังกลายเป็นแผลในใจที่ลืมไม่ลง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม คนมีปัญญา จึงระวังคำพูดของตัวเองมาก โดยเฉพาะตอนที่กำลังโกรธ เพราะรู้ว่าอารมณ์เป็นสิ่งชั่วคราว แต่ผลของคำพูด อาจอยู่กับคนฟังไปตลอดชีวิต
เมื่อมีใครพูดจาเสียมารยาทใส่เรา แทนที่จะรีบตอบโต้ทันที เราควรหยุดใจตัวเองก่อน และถามตัวเองว่า การตอบกลับนั้น จะทำให้อะไรดีขึ้นจริงหรือไม่ หรือเพียงแค่ทำให้อารมณ์สะใจชั่วครู่ แต่สร้างปัญหาระยะยาวตามมา คนที่มีสติ จะรู้ว่า บางครั้ง การเงียบ คือคำตอบที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพราะไม่มีเหตุผลจะพูด แต่เพราะรู้ว่า บางคนไม่ได้ต้องการฟังเหตุผล เขาเพียงแค่อยากระบายอารมณ์ หรืออยากเอาชนะเท่านั้น ถ้าเราไหลตามอารมณ์เขาไป เราก็จะตกอยู่ในสนามแห่งความโกรธบทเดียวกันทันที แต่ถ้าเรายังนิ่งได้ ยังควบคุมสติได้ เราจะกลายเป็นฝ่ายที่มีพลังเหนืออารมณ์ทั้งหมด
คนที่เข้มแข็งจริง ไม่ใช่คนที่พูดชนะทุกครั้ง แต่คือคนที่ควบคุมใจตัวเองได้ แม้ในวันที่ถูกยั่วยุมากที่สุด พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราฝึกสติอยู่เสมอ เพราะสติคือเกราะป้องกันใจที่ดีที่สุด เมื่อมีสติ เราจะไม่เผลอพูดตามอารมณ์ง่ายๆ และจะเริ่มมองเห็นว่า ความโกรธเป็นเพียงอารมณ์ชั่วคราว ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ถ้าเราไม่เติมเชื้อเพลิงให้มัน ความโกรธก็จะค่อยๆ สงบลงเอง แต่คนส่วนใหญ่มักทำตรงกันข้าม คือยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ ยิ่งพูดก็ยิ่งแรง จนสุดท้าย เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่จริง อาจปล่อยวางได้ ตั้งแต่แรก
คนที่มีวุฒิภาวะ จะไม่เสียเวลาไปกับการเอาชนะทุกคน เพราะเข้าใจว่าชีวิตมีเรื่องสำคัญกว่านั้นมาก เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองกับทุกคำดูถูก และไม่จำเป็นต้องตอบกลับทุกคำพูดที่ไม่น่าฟัง เพราะถึงแม้เราจะชนะการโต้เถียง แต่ถ้าใจยังร้อน ยังทุกข์ ก็ถือว่าเราแพ้อยู่ดี ความสงบในใจ ต่างหากคือชัยชนะที่แท้จริง
เมื่อใดที่เราปล่อยให้คำพูดของคนอื่น มาควบคุมอารมณ์เราได้ง่ายๆ เมื่อนั้น เราก็กำลังฝากความสุขของตัวเอง ไว้กับปากของคนอื่นทันที วันนี้เขาพูดดี เราก็สุข พรุ่งนี้เขาพูดร้าย เราก็ทุกข์ แบบนี้ชีวิตจะไม่มีวันมั่นคงเลย แต่ถ้าเราเริ่มฝึกใจให้หนักแน่นมากขึ้น เราจะค่อยๆ เข้าใจว่า คำพูดของคนอื่น เป็นเพียงเสียงภายนอกเท่านั้น ไม่มีอำนาจทำร้ายเราได้ หากเราไม่ยอมเปิดใจรับมันเข้ามา เหมือนฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ ถ้าเราไม่เปิดหน้าต่าง ฝุ่นก็ไม่สามารถเข้ามาในบ้านได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่เปิดใจรับความโกรธ จากคนอื่น ใจเราก็จะยังสะอาดและสงบอยู่ได้เสมอ
หลายครั้ง คนที่พูดจาไม่ดีใส่เรา อาจกำลังทุกข์อยู่ในใจเขาเอง บางคนเครียดจากชีวิต บางคนผิดหวัง บางคนมีปมด้อย จนต้องใช้คำพูดข่มคนอื่น เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีค่า เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ เราจะเริ่มมองคนเหล่านั้น ด้วยความสงสาร มากกว่าความโกรธ เพราะคนที่มีความสุขจริง จะไม่เที่ยวทำร้ายจิตใจคนอื่นไปทั่ว คนที่ใจสงบ จะไม่สนุกกับการใช้คำพูดเหยียบย่ำใคร
ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องเอาความทุกข์ของคนอื่น มาใส่ไว้ในใจตัวเองอีกต่อไป ชีวิตของเรามีค่ามากเกินกว่าจะเสียพลังงานไปกับการทะเลาะ หรือจมอยู่กับคำพูดแย่ๆ ของใคร จงเลือกเก็บพลังใจไว้ใช้กับสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น ดีกว่าใช้เวลาไปกับการพัฒนาตัวเอง ดูแลคนที่รัก และรักษาความสงบในใจให้มั่นคง เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ชนะชีวิต ไม่ใช่คนที่เอาชนะคนอื่นได้ทุกคน แต่คือคนทีรักษาความสงบในใจตัวเองไว้ได้ แม้ต้องเผชิญกับคำพูดที่รุนแรงเพียงใดก็ตาม
เมื่อเราเริ่มปล่อยวางความอยากเอาชนะ ใจเราจะเบาขึ้น และมีความสุขมากขึ้น เราจะไม่เหนื่อยกับการพิสูจน์ตัวเอง และไม่ทุกข์กับทุกคำพูดของผู้คนอีกต่อไป เพราะเราเข้าใจแล้วว่า การตอบโต้ด้วยความโกรธ ไม่เคยทำให้ใจสงบ แต่การมีสติและปล่อยวาง ต่างหาก คือหนทางแห่งความสุขที่แท้จริง
ข้อที่ 6 จงใช้สติแทนอารมณ์ แล้วชีวิตจะสงบขึ้นมาก
ในชีวิตของคนเรานั้น สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุด ไม่ใช่คำพูดของคนอื่น แต่คือการที่เราใช้อารมณ์ตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้น โดยไม่มีสติ หลายครั้ง เพียงคำพูดไม่กี่คำ ก็สามารถทำให้คนโกรธกัน แตกหักกัน หรือสร้างบาดแผลในใจที่ยาวนานได้ เพราะเมื่ออารมณ์เข้ามาครอบงำ สติจะหายไปทันที คนที่กำลังโกรธ มักพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่ควรพูด ทำในสิ่งที่ตัวเองจะมานั่งเสียใจภายหลัง และหลายครั้ง ก็ทำลายสิ่งดีๆ ในชีวิต ด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การมีสติ คือหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิต เพราะสติจะช่วยให้เรารู้ทันอารมณ์ของตัวเอง และไม่ปล่อยให้ความโกรธ ความน้อยใจ หรือความอยากเอาชนะ เข้ามาควบคุมชีวิต
เมื่อมีใครพูดจาเสียมารยาทใส่เรา แทนที่เราจะรีบตอบกลับทันที ถ้าเราหยุดนิ่งสักนิด หายใจลึกๆ และตั้งสติให้ได้ เราจะเริ่มเห็นว่า คำพูดเหล่านั้น เป็นเพียงเสียงที่ผ่านเข้ามาเท่านั้น แต่สิ่งที่จะทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ คือปฏิกิริยาของเราเอง
คนจำนวนมาก เสียความสุขในชีวิต เพราะไม่เคยฝึกใจตัวเองให้มีสติพอ เมื่อถูกกระทบเพียงเล็กน้อย ก็โกรธทันที พอมีคนพูดไม่ถูกใจ ก็พร้อมจะตอบโต้ทันที โดยไม่ทันคิดว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร บางคนทะเลาะกับคนในครอบครัว เพราะอารมณ์เพียงไม่กี่นาที แต่ต้องเสียใจไปอีกหลายปี บางคนเสียเพื่อน เสียคนรัก เสียโอกาสดีๆ ในชีวิต เพราะคำพูดที่พูดออกไปตอนกำลังโมโห ทั้งที่จริงแล้ว ถ้ามีสติมากกว่านั้นอีกเพียงนิดเดียว เรื่องราวทั้งหมด อาจไม่บานปลายเลย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม พระพุทธเจ้าจึงทรงเน้นเรื่องสติอยู่เสมอ เพราะสติคือเครื่องหยุดไฟแห่งอารมณ์ที่ดีที่สุด เมื่อมีสติ เราจะไม่พูดทุกอย่างที่คิด และจะไม่ทำทุกอย่างตามใจอารมณ์
คนที่ไม่มีสติ มักใช้ชีวิตเหมือนเรือที่ไม่มีหางเสือ ถูกคลื่นอารมณ์พัดไปทางไหน ก็ไหลไปทางนั้น วันนี้โกรธ ก็พูดแรง พรุ่งนี้เสียใจ ก็มานั่งทุกข์ใจทีหลัง แต่คนที่ฝึกสติ จะเริ่มควบคุมตัวเองได้มากขึ้น แม้จะยังรู้สึกโกรธอยู่ แต่เขาจะไม่ปล่อยให้ความโกรธ มาควบคุมคำพูดและการกระทำของตัวเอง เพราะเขาเข้าใจว่า ความสงบของใจ สำคัญกว่าการเอาชนะคารมของใคร
หลายครั้ง การตอบโต้คนที่พูดจาเสียมารยาท ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย มีแต่จะเพิ่มความวุ่นวายให้ชีวิต และทำให้ใจเราหนักขึ้นกว่าเดิม บางคนเถียงกัน เพียงเรื่องเล็กน้อย แต่สุดท้าย กลายเป็นความเกลียดชังที่ยืดเยื้อ เพราะไม่มีใครยอมลดอารมณ์ของตัวเองลง
คนที่มีปัญญา จึงเลือกใช้สตินำหน้าอารมณ์เสมอ เขาจะไม่รีบตัดสิน ไม่รีบโต้กลับ และไม่รีบใช้อารมณ์ตอบแทนความหยาบคายของคนอื่น เพราะรู้ว่า ถ้าเขาหลุดไปใช้อารมณ์เหมือนกัน เขาก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่กำลังทำร้ายเขาเลย การมีสติ ไม่ได้หมายความว่า เราต้องยอมทุกอย่าง หรือปล่อยให้ใครมารังแก แต่หมายถึงการเลือกตอบสนองอย่างมีปัญญา มากกว่าการตอบสนองด้วยอารมณ์
คนที่มีสติ จะรู้ว่าเรื่องไหนควรพูด เรื่องไหนควรเงียบ เรื่องไหนควรปล่อยผ่าน และเรื่องไหนควรถอยออกมา เพื่อรักษาความสงบในชีวิตของตัวเอง เพราะบางครั้ง การเงียบ ไม่ได้แปลว่าแพ้ แต่แปลว่าเราโตพอที่จะไม่เอาตัวเองไปจมอยู่กับความวุ่นวายที่ไม่จำเป็น
ส่วนใหญ่มักคิดว่า คนที่พูดเก่ง เถียงเก่ง คือคนเข้มแข็ง แต่ในความจริงแล้ว คนที่เข้มแข็งที่สุด คือคนที่ควบคุมใจตัวเองได้ต่างหาก คนที่โดนยั่วยุแล้วไม่หลุด คนที่โดนดูถูกแล้วไม่ตอบโต้ด้วยความหยาบคาย คนที่ยังรักษาความสงบในใจไว้ได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางคำพูดที่รุนแรง นี่ต่างหาก คือคนที่มีพลังภายในอย่างแท้จริง
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบจิตใจของคนไม่มีสติ เหมือนลิงที่กระโดดไปมาตลอดเวลา ไม่มีความสงบ เพราะถูกอารมณ์พาไปทุกทิศทุกทาง แต่คนที่ฝึกสติ จะค่อยๆ ทำให้ใจนิ่งขึ้น มั่นคงขึ้น และไม่หวั่นไหวกับสิ่งกระทบภายนอกง่ายเหมือนเดิม
เมื่อใดที่ใจนิ่งมากขึ้น เราจะเริ่มเห็นว่า หลายเรื่องในชีวิต ไม่จำเป็นต้องเอามาเป็นอารมณ์เลย คำพูดของคนอื่นก็เช่นกัน ถ้าเราไม่รับเข้ามาเก็บไว้ในใจ มันก็เป็นเพียงเสียงหนึ่งที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไปเท่านั้น แต่เพราะคนส่วนใหญ่มักเก็บทุกคำพูดมาคิดซ้ำ ใจจึงเหนื่อยและเต็มไปด้วยความทุกข์ โดยไม่จำเป็น บางคนโดนคนพูดไม่ดีใส่ เพียงครั้งเดียว แต่กลับคิดวนอยู่หลายวัน จนเสียพลังใจ เสียสมาธิ และไม่มีความสุข ทั้งที่คนพูด อาจลืมไปด้วยซ้ำ
ดังนั้น ถ้าอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ เราต้องเริ่มฝึกสติให้มากขึ้น ฝึกดูอารมณ์ของตัวเองให้ทัน และฝึกปล่อยวางในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถห้ามคนทั้งโลกไม่ให้พูดไม่ดีได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะปล่อยให้คำพูดเหล่านั้น เข้ามามีอำนาจเหนือใจเราหรือไม่
คนที่มีสติ จะไม่เอาความผิดพลาดของคนอื่น มาทำร้ายตัวเอง เขาจะไม่แบกอารมณ์ของคนอื่น กลับมาทำให้ชีวิตตัวเองวุ่นวาย และจะไม่ปล่อยให้ความหยาบคายของใคร มาทำลายความสงบในใจของตัวเองเด็ดขาด
เมื่อเราเริ่มใช้สตินำอารมณ์ ชีวิตจะเปลี่ยนไปมาก เราจะโกรธช้าลง ทุกข์น้อยลง และเข้าใจผู้คนมากขึ้น เราจะเริ่มมองเห็นว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีวันที่อ่อนแอ มีวันทีหลงผิด และมีวันที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ดังนั้น แทนที่จะโกรธทุกคนที่พูดไม่ดีใส่เรา เราจะเริ่มวางใจเป็นกลางมากขึ้น และเลือกเก็บพลังงานชีวิตไว้กับสิ่งที่สำคัญจริงๆ เพราะชีวิตสั้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับการทะเลาะ หรือการตอบโต้คนที่ไม่มีสติ คนที่ฉลาด จะไม่เอาใจตัวเองไปผูกไว้กับอารมณ์ของคนอื่น แต่จะหันกลับมาฝึกใจตัวเองให้สงบ มั่นคง และหนักแน่นมากขึ้นทุกวัน เพราะสุดท้ายแล้ว ความสุขที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการเอาชนะคนอื่น แต่เกิดจากการเอาชนะอารมณ์ของตัวเองได้ต่างหาก และเมื่อใดที่เรามีสติมากพอ เมื่อนั้น คำพูดร้ายๆ ของใคร ก็จะไม่สามารถทำลายความสงบในใจเราได้อีกต่อไป
ข้อที่ 7 การปล่อยวางคำพูดของคนอื่น คือการปลดปล่อยใจตัวเองให้เป็นอิสระ
คนจำนวนมาก ใช้ชีวิตอยู่กับความทุกข์ เพียงเพราะไม่สามารถปล่อยวางคำพูดของคนอื่นได้ มีใครพูดไม่ดี เพียงครั้งเดียว ก็เก็บมาคิดทั้งวัน บางคนโดนดูถูก เพียงประโยคเดียว แต่กลับจำไปทั้งชีวิต จนกลายเป็นปมในใจ และทำให้ตัวเองไม่มีความสุขอีกเลย ทั้งที่ความจริงแล้ว คำพูดเหล่านั้น อาจเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบของคนพูด แต่เพราะเราเอามาเก็บไว้ในใจ มันจึงกลายเป็นความทุกข์ที่ยาวนาน
พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า ความทุกข์ส่วนใหญ่ของมนุษย์ ไม่ได้เกิดจากสิ่งภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการยึดติดของใจต่างหาก เมื่อเรายึดติดกับคำพูดของคนอื่น เราก็จะปล่อยใจตัวเองให้ถูกลากไปตามอารมณ์ของผู้คนทันที วันนี้มีคนชม ก็สุขใจ พรุ่งนี้มีคนด่า ก็ทุกข์ใจ ชีวิตแบบนี้ จะไม่มีวันพบความสงบได้เลย เพราะใจของเรา กำลังฝากไว้กับความคิดเห็นของคนอื่น ตลอดเวลา
แต่คนที่เข้าใจธรรมะ จะค่อยๆ เรียนรู้ว่า ความสงบที่แท้จริง เกิดจากการรู้จักปล่อยวาง ไม่ใช่การพยายามควบคุมให้ทุกคนพูดดีกับเรา เพราะในโลกนี้ ไม่มีทางเลยที่เราจะทำให้ทุกคนพอใจได้ ต่อให้เราเป็นคนดีแค่ไหน ก็ยังมีคนไม่ชอบเราอยู่ดี ต่อให้เราไม่เคยทำร้ายใคร ก็ยังมีคนเข้าใจผิด หรือพูดจาไม่ให้เกียรติเราได้เสมอ ถ้าเรามัวแต่เอาทุกคำพูดมาใส่ใจ ชีวิตเราจะเหนื่อยมาก และไม่มีวันหลุดพ้นจากความทุกข์ได้เลย
หลายครั้ง คนเราทุกข์ ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ทุกข์เพราะใจเราไม่ยอมปล่อยเรื่องนั้นไปต่างหาก เหมือนคนที่โดนลูกศรยิง 1 ครั้ง แต่กลับหยิบลูกศรมาทิ่มตัวเองซ้ำไปซ้ำมาในความคิดทุกวัน คำพูดของคนอื่น ก็เช่นกัน ถ้าเขาพูดจบแล้ว มันก็ควรจบลงตรงนั้น แต่เพราะเรายังคิดซ้ำ ยังเก็บมาน้อยใจ ยังเอามาตัดสินคุณค่าของตัวเอง เราจึงกลายเป็นคนทำร้ายใจตัวเองโดยไม่รู้ตัว
คนที่มีปัญญา จะรู้ว่า บางเรื่องไม่ควรค่าแก่การเก็บมาใส่ใจเลย เพราะชีวิตมีเรื่องสำคัญมากกว่านั้นมาก เราไม่จำเป็นต้องเอาเวลาทั้งวัน มาหมกมุ่นกับคำพูดของคนที่ไม่ ได้มีผลอะไรกับชีวิตเราในระยะยาว การปล่อยวาง จึงไม่ใช่การแกล้งทำเป็นไม่รู้สึก แต่คือการยอมรับความจริงว่า คนอื่นมีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์พูดในแบบของเขา และเราก็มีสิทธิ์เลือกว่า จะรับหรือไม่รับสิ่งเหล่านั้น เข้ามาในใจ เหมือนเวลามีคนยื่นของบางอย่างมาให้ ถ้าเราไม่รับของนั้น ก็ยังอยู่กับเจ้าของเดิม เช่นเดียวกัน เมื่อมีคนโยนคำพูดร้ายๆ มาให้เรา แต่เราไม่เก็บมาคิด ไม่รับเข้าหัวใจ ความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้นกับเราเลย
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า การปล่อยวาง คือการยอมแพ้ หรือคือการไม่มีคุณค่าในตัวเอง แต่ในความจริงแล้ว การปล่อยวาง คือพลังของคนที่เข้มแข็งทางจิตใจมากต่างหาก เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถปล่อยผ่านคำพูดแย่ๆ ได้ง่ายๆ หลายคนพยายามเอาชนะทุกคำดูถูก พยายามพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็น จนเหนื่อยใจ แต่สุดท้าย ก็ยังไม่มีความสุข เพราะยิ่งพยายามควบคุมความคิดของคนอื่นมากเท่าไหร่ ใจก็ยิ่งวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น
คนที่มีความสุขจริง จึงไม่ใช้ชีวิตเพื่อเอาชนะความคิดเห็นของใคร แต่ใช้ชีวิตเพื่อรักษาความสงบในใจตัวเอง เมื่อเราเริ่มปล่อยวาง เราจะรู้สึกเบาขึ้นมาก เหมือนวางของหนักที่แบกมานานหลายปี เราจะไม่ต้องมานั่งคิดมากกับทุกคำพูด ไม่ต้องคอยกังวลว่าใครจะมองเราอย่างไร และไม่ต้องเหนื่อยกับการพยายามทำให้ทุกคนพอใจอีกต่อไป เพราะเราเข้าใจแล้วว่า ต่อให้เราดีแค่ไหน ก็ยังมีคนไม่ชอบเราอยู่ดี นี่คือธรรมดาของโลกที่ไม่ไม่มีใครหลีกหนีได้
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรามองโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่มองตามความอยากของตัวเอง เพราะความทุกข์เกิดขึ้น เมื่อโลกไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ เราอยากให้ทุกคนพูดดีกับเรา อยากให้ทุกคนให้เกียรติเรา อยากให้ทุกคนเข้าใจเรา แต่ในความจริง มนุษย์แต่ละคนล้วนมีความคิด นิสัย และอารมณ์ต่างกัน เราไม่สามารถบังคับใครได้เลย ดังนั้น สิ่งเดียวที่เราควรฝึก คือการดูแลใจตัวเอง ไม่ให้ทุกข์กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
เมื่อมีใครพูดจาเสียมารยาทใส่เรา แทนที่จะรีบโกรธ หรือเสียใจ ลองมองให้ลึกลงไปว่า คำพูดเหล่านั้น อาจสะท้อนความทุกข์ในใจของคนพูด มากกว่าสะท้อนคุณค่าของเรา คนที่มีความสุขจริง จะไม่สนุกกับการทำร้ายจิตใจคนอื่น และคนทีใจสงบจริง จะไม่เที่ยวพูดเหยียบย่ำใคร ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องเอาความทุกข์ของคนอื่น มาเป็นภาระในใจตัวเองอีกต่อไป ชีวิตของเรามีค่ามากเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับการจมอยู่กับคำพูดลบๆ ของผู้คน จงเก็บพลังใจไว้ใช้กับสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น ดีกว่าใช้ไปกับการคิดมากเรื่องที่ควบคุมไม่ได้
เมื่อเราเริ่มปล่อยวาง ใจเราจะค่อยๆ สงบขึ้น อารมณ์จะนิ่งขึ้น และเราจะเข้าใจว่า ความสุขที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การได้รับคำชมจากทุกคน แต่อยู่ที่การมีใจที่มั่นคง แม้ต้องเจอ กับคำพูดที่ไม่น่าฟังต่างหาก คนที่เข้มแข็งที่สุด ไม่ใช่คนที่ไม่มีใครพูดร้ายใส่ แต่คือคนที่โดนพูดร้าย แล้วยังยิ้มได้ ยังใช้ชีวิตต่อได้ และยังรักษาความดีในใจตัวเองไว้ได้ โดยไม่เปลี่ยนไปเป็นคนใจร้าย เหมือนคนที่ทำร้ายเขานั่นคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ปลดปล่อยใจตัวเองจากคำพูดของผู้คนได้ คือคนที่ได้พบอิสรภาพทางใจอย่างแท้จริง และเมื่อใจเป็นอิสระจากคำตัดสินของคนอื่น เมื่อนั้น ชีวิตก็จะเบาสบาย สงบ และมีความสุขมากขึ้น อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ข้อที่ 8 คนที่รักษาความสงบในใจได้ คือผู้ชนะที่แท้จริง
ในชีวิตของคนเรานั้น ไม่มีใครหลีกหนีคำพูดของผู้คนได้พ้น ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน ตั้งใจแค่ไหน หรือใช้ชีวิตระวังตัวเพียงใด ก็ยังมีวันที่ต้องเจอคนพูดจาไม่ให้เกียรติ พูดดูถูก พูดประชด หรือพยายามทำร้ายจิตใจเราอยู่เสมอ และหลายครั้ง สิ่งที่ทำให้คนจำนวนมากล้มลง ไม่ใช่ปัญหาชีวิตที่หนักหนา แต่คือการปล่อยให้คำพูดของคนอื่น เข้ามาทำลายความสงบในใจตัวเอง บางคนใช้เวลาทั้งวัน คิดมาก เพราะคำพูดเพียงประโยคเดียว บางคนเสียความมั่นใจ เสียความสุข และเปลี่ยนตัวเองไป เพราะเอาคำตัดสินของคนอื่น มาเป็นตัวกำหนดคุณค่าของชีวิต
แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า คนที่เข้มแข็งที่สุด ไม่ใช่คนที่เอาชนะคนอื่นได้ทุกครั้ง แต่คือคนที่สามารถรักษาใจตัวเองให้สงบได้ แม้ต้องเผชิญกับสิ่งกระทบมากมาย เพราะชัยชนะเหนือผู้อื่น อาจเป็นเพียงชัยชนะชั่วคราว แต่ชัยชนะเหนือใจตัวเอง คือชัยชนะที่แท้จริงและยั่งยืนที่สุด
คนไม่มีสติ เมื่อถูกใครพูดจาไม่ดีใส่ มักรีบตอบโต้ทันที เพราะคิดว่าถ้าไม่ตอบ จะเสียศักดิ์ศรี แต่ความจริงแล้ว การตอบกลับด้วยอารมณ์ ไม่ได้ทำให้เราดูสูงขึ้นเลย กลับยิ่งทำให้ใจเราร้อนรุ่มและวุ่นวายมาก กว่าเดิม หลายคนชนะการโต้เถียง แต่กลับแพ้ความสงบในใจตัวเอง หลังจากทะเลาะจบลง ก็ยังเอาคำพูดเหล่านั้น มาคิดซ้ำไปซ้ำมา จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทั้งที่อีกฝ่ายอาจลืมเรื่องทั้งหมดไปแล้ว
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนเรื่องการฝึกจิตใจ มากกว่าการเอาชนะคนอื่น เพราะถ้าใจเราไม่มั่นคง ต่อให้โลกภายนอกสงบแค่ไหน เราก็ยังทุกข์ได้อยู่ดี แต่ถ้าใจเราเข้มแข็งพอ ต่อให้เจอคำพูดร้ายแรงเพียงใด ใจก็ยังสงบได้
คนที่รักษาความสงบในใจตัวเองไว้ได้ จึงเป็นคนที่มีพลังภายในสูงมาก เพราะเขาไม่ได้ปล่อยให้คำพูด หรืออารมณ์ของใคร มาควบคุมชีวิตเขาอีกต่อไป ชีวิตของคนเรานั้น สั้นมาก สั้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับการทะเลาะ หรือการเอาชนะทุกคนบนโลกนี้ คนที่มีปัญญา จะเลือกเก็บพลังงานชีวิตไว้กับสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า เช่น การพัฒนาตัวเอง การดูแลคนที่รัก และการรักษาความสงบในใจของตัวเอง เพราะเขาเข้าใจว่า ความสุขที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการได้รับคำชมจากทุกคน แต่เกิดจากที่ใจเราไม่หวั่นไหวไปกับคำพูดของผู้คนต่างหาก
คนที่ยังต้องการให้ทุกคนยอมรับ อย่างต้องการเอาชนะทุกคำดูถูก จะเหนื่อยมาก เพราะโลกนี้ไม่มีวันเป็นไปอย่างที่เราต้องการได้ทั้งหมด ต่อให้เราดีแค่ไหน ก็ยังมีคนไม่ชอบเราอยู่ดี ต่อให้เราจริงใจกับทุกคน ก็ยังมีคนเข้าใจผิดเราได้เสมอ นี่คือธรรมดาของโลกที่ไม่มีใครหลีกหนีได้
เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ เราจะเริ่มหยุดคาดหวังจากผู้คนมากเกินไป และหันกลับมาดูแลใจตัวเองให้มากขึ้นแทน พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ไม่ใช่การเปลี่ยนคนอื่น แต่คือการฝึกใจตัวเองให้มั่นคง คนที่ใจมั่นคง จะไม่หวั่นไหวง่ายกับคำพูดลบๆ เขาจะไม่เอาคำดูถูกมาทำลายคุณค่าของตัวเอง และจะไม่ลดตัวลงไปตอบโต้ด้วยความหยาบคาย เหมือนคนที่กำลังทำร้ายเขา เพราะเขารู้ว่า ถ้าใช้อารมณ์ตอบกลับ เขาก็ไม่ต่างอะไรจากอีกฝ่ายเลย
หลายครั้ง คนที่พูดจาไม่ดีใส่เรา อาจกำลังทุกข์อยู่ในใจตัวเอง บางคนเครียด บางคนอิจฉา บางคนมีปมด้อย และบางคนแค่ขาดการอบรมเรื่องมารยาท ดังนั้น คำพูดของเขา จึงสะท้อนระดับจิตใจของเขา มากกว่าสะท้อนคุณค่าของเรา เมื่อเราเริ่มมองเห็นเช่นนี้ ใจเราจะค่อยๆ เบาลง และไม่รู้สึกจำเป็นต้องเอาชนะใครอีกต่อไป เพราะเราเข้าใจแล้วว่า คนที่กำลังใช้อารมณ์ใส่คนอื่นนั้น แท้จริงแล้ว เขากำลังแพ้ใจตัวเองอยู่ต่างหาก ส่วนคนที่ยังนิ่งได้ ยังมีสติได้ และยังรักษาความเมตตาไว้ได้ แม้จะถูกทำร้ายทางคำพูด คือคนที่ชนะอย่างแท้จริง
ความสงบในใจ ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เองโดยธรรมชาติ แต่มันเกิดจากการฝึกฝน คนที่ใจสงบ ไม่ใช่คนที่ไม่เคยเจอปัญหา แต่คือคนที่ผ่านปัญหามามาก จนเข้าใจว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเอาอารมณ์ของคนอื่น มาเผาใจตัวเองอีกต่อไป
เมื่อก่อน เราอาจเคยโกรธง่าย เคยอยากเอาชนะทุกคำพูด เคยเสียใจทุกครั้งที่โดนดูถูก แต่เมื่อโตขึ้น เราจะเริ่มเข้าใจว่า การรักษาความสงบในใจ สำคัญกว่าการชนะคารมของใครมากนัก บางครั้ง การนิ่ง คือคำตอบที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพราะเราไม่มีเหตุผลจะพูด แต่เพราะเราไม่อยากเอาความสงบของตัวเอง ไปแลกกับความวุ่นวายที่ไม่จำเป็น
คนที่ฉลาด จะไม่เถียงกับทุกคน และไม่พยายามอธิบายตัวเองให้คนที่ไม่คิดจะเข้าใจฟัง เพราะเขารู้ว่า ต่อให้พูดดีแค่ไหน ถ้าอีกฝ่ายเต็มไปด้วยอคติ สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ดี ดังนั้น แทนที่จะเสียเวลาไปกับการเปลี่ยนความคิดของคนอื่น เราควรหันกลับมาฝึกใจตัวเองให้เข้มแข็งดีกว่า เมื่อใจเราเข้มแข็งพอ คำพูดของคนอื่น ก็จะเป็นเพียงเสียงหนึ่งที่ผ่านเข้ามา แล้วผ่านไป เหมือนลมที่พัดผ่านต้นไม้ ต้นไม้ไม่ได้หยุดเติบโต เพียงเพราะลมแรง เช่นเดียวกับคนที่มีใจมั่นคง ก็จะไม่หยุดใช้ชีวิต เพียงเพราะคำพูดแย่ๆ ของใครคนหนึ่ง
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่กำหนดความสุขของชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นพูดกับเรา แต่คือวิธีที่เราเลือกมองและจัดการกับสิ่งเหล่านั้นต่างหาก ถ้าเราเลือกเก็บทุกคำพูดมาทำร้ายตัวเอง ใจเราก็จะไม่มีวันสงบ แต่ถ้าเราเลือกปล่อยผ่าน เลือกให้อภัย และเลือกไม่เอาอารมณ์ของคนอื่น มาเป็นภาระในใจเรา ชีวิตเราจะเบาขึ้นมาก คนที่รักษาความสงบในใจตัวเองไว้ได้ แม้ต้องอยู่ท่ามกลางคำพูดร้ายๆ คือคนที่มีชัยชนะเหนือโลกภายนอกอย่างแท้จริง เพราะไม่มีอะไรมีพลังมากไปกว่าจิตใจที่สงบ มั่นคง และไม่หวั่นไหวต่อสิ่งกระทบทั้งปวง และเมื่อใดที่เราฝึกใจจนเข้าถึงความสงบเช่นนั้นได้ เมื่อนั้น คำพูดของใคร ก็จะไม่สามารถทำลายความสุขในชีวิตเราได้อีกต่อไป
ก่อนจะจบคลิปนี้นะครับ อยากฝากข้อคิดสำคัญไว้กับทุกท่านว่า ในชีวิตของเรา ไม่มีทางหลีกหนีคำพูดของคนอื่นได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะเก็บหรือปล่อยวางคำพูดเหล่านั้น เข้ามาในใจเรา การตอบโต้ด้วยอารมณ์ อาจทำให้รู้สึกสะใจเพียงชั่วครู่ แต่สุดท้ายแล้ว กลับทิ้งความหนักใจและความเสียใจไว้กับตัวเราเอง ในทางตรงกันข้าม หากเราเลือกใช้สติ เลือกเงียบบางสถานการณ์ และไม่เอาคำพูดของคนอื่น มาทำร้ายใจตัวเอง เราจะพบว่าชีวิตเบาลงอย่างมาก ความสงบจะเริ่มเกิดขึ้นในใจ และเราจะไม่ต้องเหนื่อยกับการพิสูจน์ตัวเองให้ใครทุกคนบนโลกนี้อีกต่อไป จำไว้นะครับว่า คนที่มีความสุขจริง ไม่ใช่คนที่ไม่มีใครพูดไม่ดีใส่เรา แต่คือคนที่ไม่ปล่อยให้คำพูดเหล่านั้น มีอำนาจเหนือใจตัวเองได้ต่างหาก ขอให้ทุกท่านนำข้อคิดนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ฝึกปล่อยวาง ฝึกสติ และรักษาความสงบในใจให้ได้ แม้ต้องเจอกับสถานการณ์ที่ยากแค่ไหนก็ตาม แล้วคุณจะพบว่าความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ใกล้กว่าที่คิด ขอบคุณทุกท่านที่รับชม แล้วพบกันใหม่ในคลิปหน้าครับ