Transcription
มึงรู้ไหมว่าในบรรดาการให้ทั้งหมด พระพุทธเจ้าบอกว่าการให้อะไรได้บุญเยอะที่สุด คำตอบคือการให้ธรรมะหรือการให้ปัญญากับคนอื่น บาลีบอกไว้ชัดเจนเลยว่าสัพพทานังธัมมทานังชินาติ การให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง
กูจะเล่าให้ฟังว่าทำไมมันถึงเจ๋งขนาดนั้น และพระพุทธเจ้าพูดถึงอานิสงส์เรื่องนี้ไว้ยังไงบ้าง ก่อนอื่นมึงต้องเข้าใจก่อนว่าการให้ธรรมทานเนี่ย มันไม่ใช่แค่การพิมพ์หนังสือสวดมนต์แจกวะเว้ย มันคือการให้ความจริงให้ความรู้ที่ทำให้คนหนึ่งคิดได้ หรือดึงเขาออกมาจากความมืดบอด สมมุติมึงให้เงินคน 100 บาท เขาเอาไปซื้อข้าวกินมื้อเดียวก็หมด แต่มึงให้สติ หรือสอนวิธีคิดให้เขาเอาตัวรอดได้ เขาจะใช้สิ่งนั้นไปตลอดชีวิต พระพุทธเจ้าถึงบอกไงว่าการให้แบบนี้มันเปลี่ยนวงจรชีวิตคนได้เลย
ทีนี้มาดูอานิสงส์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ถ้ามึงเป็นคนที่ชอบให้ความรู้หรือดึงสติคน ข้อแรกเลยมึงจะเป็นคนที่มีปัญญาเฉียบแหลม ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า เพราะตอนที่มึงพยายามอธิบายความจริงให้คนอื่นฟัง สมองมึงต้องตกผลึกก่อน กฎแห่งกรรมมันแฟร์เสมอ มึงให้ความสว่างกับคนอื่น มึงก็จะไม่มีวันเจอทางตัน
ข้อ 2 พระพุทธเจ้าบอกว่าคนที่ให้ธรรมะจะเป็นคนที่ไม่โดนใครหลอกง่ายๆ เพราะอานิสงส์ของการเปิดตาคนอื่นจะส่งผลให้มึงมีสัญชาตญาณในการมองคนและมองโลกที่ทะลุปรุโปร่ง
ข้อ 3 อันนี้พีคมากคือ มันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มึงบรรลุธรรมหรือหลุดพ้นได้เร็วขึ้น ในสมัยพุทธกาลมีพระหลายรูปที่แค่ฟังคำสอนสั้นๆ แล้วบรรลุเลย นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะในอดีตชาติ พวกท่านเคยสั่งสมการให้ปัญญาคนอื่นมานับไม่ถ้วน
พระพุทธเจ้าเคยเปรียบเทียบไว้ว่า สมมุติมึงเอาของมีค่ามากองรวมกันจนสูงเท่าภูเขาแล้วบริจาคทั้งหมด บุญนั้นก็ยังเทียบไม่ได้กับการที่มึงสอนให้คนนึงเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมแค่ประโยคเดียว เพราะวัตถุสิ่งของต่อให้ให้เยอะแค่ไหนมันก็ตัดกิเลสหรือดับทุกข์ในใจคนไม่ได้ แต่ปัญญาเนี่ยมันเข้าไปตัดที่ต้นตอของปัญหาเลย
ในพระไตรปิฎกมีการบันทึกไว้เลยว่า พระสารีบุตร ผู้เป็นเลิศทางปัญญา ก็เพราะท่านตั้งจิตปรารถนาที่จะเป็นผู้เผยแผ่ธรรม ท่านตระเวนให้ความรู้และชี้ทางสว่างให้ผู้คนมานับชาติไม่ถ้วน จนสุดท้ายผลของการให้ปัญญานั้นก็สะท้อนกลับมาทำให้ท่านกลายเป็นอัขสาวกที่มีปัญญามากที่สุดรองจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น