Transcription
ธนาคารโลกเนี่ยเ้าได้มีการจัดอันดับอยู่ ว่าประเทศไหนรวยไม่รวยอย่างไรนะฮะ เราถูกจัดอยู่ในประเทศที่เรียกว่า Upper Middle Income ก็คือรายได้อยู่ในระดับปานกลางนะ เฉลี่ยปานกลางของโลก แต่ปานกลางของโลกเขา ยังแบ่งอีกเป็น 2 กลุ่มย่อย กลุ่มล่างก็ คือรายได้ปานกลางแต่ขั้นต่ำ กับบนคือปาน กลางขั้นสูงนะ เพราะฉะนั้นเราเอยู่ในเฉียด ที่จะเป็นประเทศรายได้สูงและยังอยู่ใน ขั้นก่อนนะ ถ้าเทียบเก็บอันดับนะ ถ้ามีแบ่ง เป็น 4 ระดับก็คือรวย รวยรายได้ปานกลาง ขั้นบนอันดับ 2 รายได้ปานกลางอันดับล่าง ขั้น 3 แล้วก็ยากจนอันดับ 4 เราอยู่ 2 ก็ ถือว่าไม่เลว
ทีนี้ถ้าเรามาเทียบความร่ำ รวยนะครับ แบบมองเฉพาะในประเทศ เมื่อกี้เรา ดูในระดับโลกแล้วว่าเราดูโอเค แต่ว่าการ ที่ประเทศมันไปอยู่ตรงจุดนั้น อันดับที่ 2 ในโลกเนี่ย มันไม่ได้สะท้อน ภาพว่าทุกคนได้เงินก้อนนั้น เราก็ต้องมา ซูมเข้าไปอีกว่า แล้วในเงินก้อนนั้นที่ได้เนี่ย มันเป็นใครกันแน่ มันเหมือนเป็น ปีระมิด 2 ชั้นนะ ชั้นแรกก็เป็นปีระมิด ใหญ่เลยเราอยู่ในนี้ ทีนี้มาแตกเป็น ปีระมิดตัวที่ 2 การประเมินนะครับ เค้ามัก จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มนะครับ กลุ่มที่สูง ที่สุดก็คือท็อป 10% บางคนก็เรียกว่า el อะไรต่างๆนะฮะ กลุ่มที่ 2 ก็คือกลุ่มกลางๆ 40% เาก็จะเรียกว่าเป็นประมาณคนชั้นกลาง และกลุ่มที่ 3 ก็คือ 50% เค้าเรียก bottom 50 ก็คือยากจนที่สุด ถ้าเราไปดูตัวเลขนะ ครับเพื่อเห็นภาพล่างที่สุดเลยนะฮะ ก็จะมี รายได้ต่ำเลยตั้งแต่ 1,000 กว่าบาทขึ้นมา เรื่อยๆ ปึ๊บๆ จนถึงประมาณสซัก 5,000 กว่า บาทต่อคนต่อเดือน อันนี้เ้าวัดเป็นลายครัว เรือนก็คือดูว่าแต่ละครัวเรือนเนี่ยมี สมาชิกกี่คนแล้วเฉลี่ยหารออกมาต่อหัว ถ้า เช่นในในบ้านนั้นนะฮะมีพ่อแม่ลูกอะไรต่าง ๆ เค้าก็จะนับจำนวนคนที่มีแล้วหารว่า รายได้ทั้งหมดของทุกคนในครัวเรือนเอามาหาร ด้วยจำนวนหัวในครัวเรือนแล้วเหลือเท่า ไหร่ คำตอบของ bottom 50 อยู่ที่ประมาณ โดยเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 1,500 ถึงประมาณ 5,000 อันนี้ก็จะเป็น bottom 50 ถ้า เทียบกับข้างบนสุดล่ะ ท็อป 10% เปอร์เซ็นต์ปัจจุบันเนี่ยต่อคนต่อเดือนนะ ครับโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณเกือบๆ 30,000 บาท งั้นความต่างเนี่ยนะฮะถ้า เทียบตรงกลางๆเนี่ยจะอยู่ที่ประมาณเกือบๆ 10 เท่า
งั้นถามว่าเยอะมั้ยก็เยอะ ก็แปล ว่าเราอยู่อันดับ 2 ก็จริง แต่ปรากฏว่าคน ที่อยู่อันดับ 2 จริงๆเนี่ย มันก็คือท็อป 10% นี่แหละ ส่วนที่เหลืออีก 50-40% เนี่ย มันตกลงมาข้างล่าง รายได้ไม่ค่อยสูง มากนักครับ ในภาพรวมการพัฒนาของเราเนี่ย ไม่ได้ขี้เหร่อย่างน้อยเนี่ย โดยภาพรวมเรา อยู่ในระดับการพัฒนาที่ดี มีรายได้ต่อหัว ที่สูงค่อนข้างใช้ได้ แต่ปัญหาตัวนึงคือ เรื่องของการกระจาย เพราะพอเรามาดูไส้ในแล้ว เรากลับพบว่ามันมีความเหลื่อมล้ำที่ สูงนะ คนที่อยู่ข้างบนสุดมีเพียงแค่ 10% เท่านั้นเองที่ได้ไปค่อนข้างเยอะ เมื่อ เทียบกับคนที่อยู่ด้านอีก 90% ที่ยังได้ อะไรอยู่ในระดับที่จำกัดครับ
คือการจะทำให้รวยขึ้นเนี่ย โดยพื้นฐานนะ ครับมันทำได้ 2 วิธี แรกก็คือเรื่องของการ ทำด้วยตัวเอง การทำด้วยตัวเองก็คือคุณก็ ต้องไปทำให้เค้าเก่งขึ้น ท้ายสุดเค้าจะมี รายได้มากขึ้น อย่างคนที่หางานไม่ได้ก็ไป ช่วยให้เค้าหางานได้ คนที่สามารถทำอะไรได้ เช่นเกษตรกรสามารถปลูกพืชอะไรต่างๆ ได้ผล ผลิตเท่านึง แต่คุณก็เข้าไปสนับสนุน เครื่องจักรสนับสนุนเงินกู้ ท้ายสุดเขาก็ พัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ทำให้เขาผลิตได้ 2 เท่า 3 เท่า รายได้เขาก็มากขึ้น อันนั้นก็ เป็นเวย์นึง อีกเวย์นึงนะครับก็คือเรื่องของ จะเป็นกลไกทางด้านสังคม เค้าเรียกว่าเป็น การกระจายโดยใช้ redistributive policy นะ Redistributive policy ก็คือการที่จะ เอาเงินจากคนรวยที่อยู่ในท็อปที่ผมพูด เมื่อกี้ในการกระจายเข้าไปให้คนกลุ่มล่าง มากยิ่งขึ้น
ที่น่าสนใจก็คือในปัจจุบันนะ ผมเข้าใจว่าอ่าเงินที่มาจากภาครัฐตอน เนี้ยส่วนนึงก็ได้ช่วยในการแก้ไขปัญหาตรง นี้อยู่แล้ว มีการช่วยเหลือในหลายรูปแบบนะ ทั้งแจกเงินไปโดยตรงเลย เช่นแจกเบี้ยผู้ สูงอายุ เติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงการที่เรามี 30 บาทรักษาทุกโรคก็ ช่วยลดรายจ่าย หลายรัฐบาลก็เลือกแบบหลัง แต่พอเลือกแบบหลังเนี่ยก็จะเจอข้อคอหา เสมอว่ามันเป็นนโยบายประชานิยมหรือเปล่า เพราะว่าการที่ภาครัฐไปอุดหนุนคนจนมาก ยิ่งขึ้นนะครับและท้ายสุดก็ต้องมีการจัด เก็บภาษีอะไรตามมาเพื่อให้ฐานะทางการคลัง มันเป็นไปได้ แต่ทำแบบนั้นเนี่ยหลายๆคนก็จะบอกว่า พยายามแทบตายท้ายสุดก็ไม่ได้อะไร ต้องเสียภาษีเยอะ ขณะที่บางกลุ่มเนี่ยอาจ จะไม่รับการพัฒนาแต่ท้ายที่สุดเขากลับได้ รับการช่วยเหลือจากภาครัฐ มันก็เป็นปัญหา ในเชิงสังคมที่มีการดีเบตกันอยู่ครับ
สิ่งที่เราเห็นคือปลายทางใช่มั้ ก็คือตลาด หุ้นมันขึ้นจริงๆ หลายๆนักวิเคราะห์แล้ว กันนะ ผมก็ไม่ได้เป็นนักวิเคราะห์ แต่เราก็ ไปตามดูว่านักวิเคราะห์ที่เค้า้ามีความ เชี่ยวชาญในแต่ละท่านเค้ามองยังไง หลายๆคน บอกว่าไม่มีทางถึง 1,400,500 แต่ตอนนี้ก็ กระโดดเกินนะ หมายถึงตัวเซต Index มันเกิน 1,500 ไปแล้ว มันเป็นตัวสะท้อนว่าอ่าตลาด หุ้นมันพุ่งแรงจริง แต่ส่วนที่ผมเข้าไป พยายามทำความเข้าใจกับมันเนี่ย สามารถทำ ได้ภายในศาสตร์ของทางเศรษฐศาสตร์ด้วย ก็คือพยายามไปนั่งอ่านดูว่าแล้วท้ายสุดมัน มีอะไรที่มันเป็นปัจจัยเชิงพื้นฐานหรือ เปล่าที่มันใช้ในการอธิบาย คำตอบที่ผมพบก็คือว่าการขึ้นของตลาดหุ้นนะครับ ในรอบนี้เนี่ยมันมีทั้งปัจจัยที่เป็นปัจจัยอ่าที่ มาจากเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้นจริง แต่ขณะ เดียวกันก็มีปัจจัยที่มันไม่ได้เกี่ยว ข้องขึ้นด้วยนะ
ผมขออนุญาตไล่ให้ฟัง ตัวอย่างตัวนึงที่มันไม่เกี่ยวข้องด้วยเลยนะ ครับอย่างเช่นตัวแรกก็คือจะเป็นเรื่องของ อ่าต่างประเทศมันมีปัญหานะฮะ มีประเทศนึง ที่มีปัญหาก็คืออินโดนีเชียที่เขามีปัญหา เรื่องของ Government ธรรมาภิบาล จนท้าย ที่สุดเนี่ยมันเกิดข้อคอหา นะฮะ นักลงทุนต่างๆก็เริ่มมองว่าตลาดที่มัน มองตอนแรกคิดว่าไม่มีปัญหากลายเป็นมีปัญหา ความ เสี่ยงเรื่องธรรมาภิบาลเขาก็เริ่มอยาก รีบาalanceซออกมานะครับ แต่พอรีบาanceซออก มาเสร็จปุ๊บเนี่ยแปลว่ามันก็ต้องมีประเทศ ที่จะต้องได้รับอานิสงส์ใช่มั้ยครับ สำหรับประเทศไทยก็เป็นหนึ่งที่น่าจะได้ ประโยชน์จากช่องทางนี้ก็คือเวลาเงินโยก ออกมาจากอ่าประเทศในภูมิภาคเดียวกันเขาก็ จะไปลงในประเทศแถบนี้แหละ ซึ่งประเทศไทยก็ เป็นหนึ่งในประเทศที่อาจจะมีสตอี่อยู่ บ้างนะ มีการเลือกตั้ง ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดู ดีขึ้นมันก็เลยไหลเข้ามา แต่ถามว่ามันเป็น ตัวสะท้อนมั้ในเชิงโครงสร้าง สำหรับผมผมจะ มองปัจจัยนี้ว่ามันไม่ใช่เพราะมันเป็นแค่ การยกเงิน
ส่วนที่ 2 นะครับเราก็มาดูเศรษฐกิจ ภายในว่ามันมีข่าวอะไรดีมยนะครับ อ่าจริงๆ ข่าวที่น่าจะสอดคล้องและน่าจะติดตาม ที่สุดก็คือตัวเลขไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว 25 ไตรมาสที่แล้วนะครับ สิ่งที่พบก็คือ ว่าการเติบโตมันสูงกว่าที่คาดจริงๆ ดร. เอกนิติบอกว่าจะโตเฉพาะไตรมาสนั้น แค่ 0.3 นะ กระโดดมาจริงเนี่ยเกิน 2% และทำให้ เฉลี่ยของทั้งปีเนี่ยน่าจะอยู่ 2.2.4% 4% อันนี้ถือว่าสูงมาก มันก็มาสู่คำถามต่อนะ แล้วไอ้ที่มันสูงมาอย่างเงี้ย มันคือ คเฟิร์มหรือเปล่าว่ามันจะทำว่าเศรษฐกิจ เราจะดีขึ้นนะ ผมก็เลยต้องไปไล่ดูไส้ในของ มัน
เรามาดูไส้ในทีละตัวนะครับ ไส้ในตัวแรก ก็คือการบริโภค การบริโภคมันดูดีขึ้นจริงๆ นะจากที่เคยโตไม่ถึง 3% นะครับ ปลายๆมาๆ อ่าไตรมาสที่ 4 โตเกิน 3% แต่ถ้าเราไปดู ไส้ในตรงนั้นเนี่ย เรากลับพบว่ามันไม่ได้ มาจากนะครับภาคครัวเรือนที่มีรายได้ มากขึ้นสามารถจับใจใช้ซอยมากขึ้น แต่มันกลับไปตรงกับเหตุการณ์นึงก็คือภาครัฐเนี่ยมี โครงการ EV 3.0 0 ที่จะนะครับช่วยอุด หนุนคนที่ซื้อรถ EV แล้วมันจะสิ้นสุดปลาย ปีนั้นพอดี มันก็เลยมีความเป็นไปได้ว่า หลายๆคนเนี่ยอาจจะเอาเงินในอนาคตมาใช้ คือเขา้าไม่ได้รวยขึ้น เพราะถ้ารวยขึ้นเนี่ย เขาจะจ่ายได้ตลอดทุกปีใช่มั้ยครับ แต่ถ้า เค้าเงินเอาเงินในอนาคตมาใช้ เมื่อไหร่มัน แปลว่าปีหน้าเาก็จะแย่ ปีต่อไปเขาก็จะแย่ เราเห็นภาพนี้มากกว่าในเรื่องของการ บริโภคนะครับ
ในส่วนการลงทุนภาครัฐนะฮะ ก็ คล้ายๆคลึงกัน เราก็พบว่าปลายปีเนี่ยเรามี รัฐบาลใหม่เข้ามานะ่อรัฐบาลคุณอิทินเข้า มาเป็น interim government ก่อนการเลือก ตั้งเข้ามาช่วงระยะสั้น 3-4 เดือนนะครับ ที่เา้าคุยกันตอนนั้น แต่สิ่งที่รัฐบาลคุณ อนุทธินทำก็คือมีการเร่งการเบิกจ่ายค่อนข้างเยอะ ก็คือเอาเงินที่คุณจะจ่ายในปี 2026 ของภาครัฐนะ โดยเฉพาะยิ่งการลงทุน ภาครัฐเนี่ยเอาไปจ่ายซะก่อนในปลายปีที่ แล้ว งั้นสิ่งที่เราจะเห็นก็คือจะคล้ายๆ กับภาพแรกก็คือเป็นการเอาเงินในอนาคตมา ใช้นะครับ เพราะฉะนั้นในแง่มุมนี้เองก็ เป็นปัจจัยที่ 2 ที่เราเริ่มเอ๊ะเหมือน กันว่ามันอาจจะไม่ใช่
ทีนี้มาสู่ว่าแล้ว มันมีอะไรหรือเปล่า ที่มันเป็นข่าวดีล่ะนะ มันมันมาจากโครงสร้างจริงๆล่ะนะ เราก็พบ ว่ามีไม่ใช่ไม่มียกตัวอย่างเช่นการลงทุน ภาคเอกชนนะก็ต้องให้เครดิตนะครับทาง ดร. เอกนิติที่มีโครงการเช่นอ่าในเรื่องของ Thailand Fast Pass คือในอดีตนะครับ มันมีนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาใน ประเทศไทยแล้วก็มาขอ BOI เวลาเขาจะมาลง ทุนเขาก็ต้องการสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี เค้าก็ขอสิทธิมาจาก BOI แต่ป้าพอขอไป เสร็จแล้วเนี่ยเขายังรอไม่ลงทุน ดร.นิติก็ ไปพบว่ามันมีคนที่ขออยากจะลงทุนแต่ไม่ได้ ลงทุนเนี่ยเป็นหลัก 400,000- 500,000 ล้านบาทแล้วถามว่าทำไมเค้าไม่ลงทุน ก็กลาย เป็นว่าเค้าติดปัญหาอุปสรรคนะในการติดต่อ กับราชการมั่ง ขอน้ำขอไฟขอใช้ที่ดินอะไร ต่างๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ดร.ตัวติก็เลยเร่ง เข้ามาทะลวงมันก็เลยทำให้ตัวเลขภาคเอกชน มันเพิ่มสูงขึ้น ไอ้อย่างนี้ก็เป็นข่าวดี หรือข่าวดีอีกส่วนนึงนะครับเราก็จะเห็น เรื่องของภาคส่งออกที่มันดูดีกว่าที่คาด เดือนมกราคมก็โตไป 24% พอแกะไปดูไส้ในบาง ส่วนก็เราก็เริ่มเห็นความเข้มแข็งขึ้น จริงๆ แต่ว่าความเข้มแข็งต่างๆเหล่าเนี้ย มันก็ดันไปผูกโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่เป็น หลักนะฮะ เป็นอาจจะเป็นธุรกิจเช่นธุรกิจ ต่างชาติที่เข้ามาการลงทุนที่สูงขึ้นก็มา จากพวก FDI ต่างๆ เพราะฉะนั้นมันก็ โดยสรุปนะครับก็มีข่าวดีอยู่บ้างอย่างที่บอก อย่างเช่นภาคส่งออกมันก็มีการเติบโตขึ้น ได้ดี การลงทุนภาคเอกชนมันก็พิกอัพจาก รัฐบาลนะครับเพราะฉะนั้นจะถามว่ามันเป็น ข่าวลวงเลยมั้ยผมก็คิดว่าไม่ใช่ แต่เป็น ข่าวดีมันก็ไม่สุดเพราะมันมีหลายปัจจัย ที่มันเป็นปัจจัยเสริมเข้ามาด้วยครับ
อย่างแรกเราพูดถึงเป้าหมายก่อนนะครับ เวลา เราพูดถึงเป้าหมายว่าเศรษฐกิจจะโตปีละ เท่าไหร่นะ ปีละ 2% 3% อะไรต่างๆเนี่ย ต้องดูก่อนว่าเขาพูดถึงเมื่อไหร่ ถ้าพูด ถึงแค่ปีไหนปีหนึ่งนะ ปีนี้จะโต 2% เพิ่ม เป็น 3% อะไรต่างๆอย่างเงี้ย อันเนี้ทำได้ ไม่ยาก ถามว่าทำไมก็คือในแต่ละปีเนี่ยเรา สามารถที่จะโยกทรัพยากรไปมาได้ระหว่างปี นะผมเลยยกตัวอย่างเช่นอย่างปีเนี้ย ทำไมนะ เว ถ้าท่านไปดูอ่าพยากรณ์ของหลายเจ้านะ อย่างเช่นของต่างประเทศพวก World Bง หรือจะเป็นของในประเทศมั้ แต่เรา TDI เองก็มองว่าเศรษฐกิจจะโตไม่ถึง 2% ทั้งๆที่ปีที่ แล้วมันเหมือนจะดีขึ้นและโตถึงประมาณ 2.2.4% 4% แต่ทำไมปีนี้มันดูแย่ ส่วนนึง เนี่ยฮะที่มันเกิดขึ้นก็เป็นว่ามันเกิด จากการชิเงินก็คือในช่วงปลายปีที่แล้ว เนี่ยรัฐพอรัฐบาลกุอิทินเข้ามาก็มีการ เร่งการเบิกจ่ายการลงทุนเพราะฉะนนี้เอง เงินที่มันควรจะลงทุนในปีเนี้ยบางส่วนมัน ถูกโยกจ่ายไปแล้วในปีที่แล้วมันก็จะเกิด ปัญหาทำให้เงินในปีนี้มันพร่องลงไปเช่น เดียวกันนะฮะ
การตั้งรัฐบาลล่าช้ามันทำให้เกิดความ เสี่ยงที่เงินที่มันควรจะงบประมาณนะฮะ ปลายปีช่วงตุลาคมถึงธันวาคมมันควรจะต้อง ใช้งบประมาณปีใหม่คือปี 70 แต่ป้าปรากฏว่าการตั้งรัฐบาลมันอาจจะมีความ ล่าช้ามันก็จะdelดีลayตรงนี้ไปอีกมันยิ่ง ทำให้เงินที่ควรจะจ่ายปีนี้มันบางส่วนมัน ก็ไปปีหน้า เราจะเห็นว่าตรงนี้เป็นตัว อย่างของเงินที่มันกระจายไปทำให้มันเกิด หลุมทางเศรษฐกิจขึ้นมาในปีนี้ งั้นเช็ค เช่นเดียวกันถ้าจะทำในลักษณะเนี้ย การโต 3% ทำได้ไม่ยาก คุณก็แค่กู้เงิน หาเงินต่างๆ ที่มันมีซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ แล้วคุณก็ จ่ายเงินไปแจกเงินไปนะ คุณก็จะทำให้เกิด multiplier นะ เศรษฐกิจก็จะโตได้ แต่สิ่ง ที่น่าคุยมากกว่าคือเรื่องของระยะยาวแล้ว เวลาเราพูดถึงระยะยาวเราหมายถึงการเติบโต เฉลี่ยประมาณ 3-5 ปี การทำแบบเนี้ยนะฮะ สมมุติว่าตั้งเป้าว่าดอกอย่างนิติบอกว่า จะโตให้ได้ 3% หรือ 3% คือมากกว่า 3% เป็นไปได้มย คำตอบคือยากถ้าเป็นระยะกลาง ถึงยาวนะครับ
ข้อแรกก็คือสิ่งที่ยากเนี่ย เป็นเพราะว่าตัว GDP ถ้าเรามองถึงระยะปาน กลางเนี่ยมาตวัดจะใช้คำว่า potential GDP หรือศักยภาพที่เศรษฐกิจเราจะทำได้ภายใต้ อ่าถ้าเศรษฐกิจมันได้ดีไม่มีวิกฤตอะไร ต่างๆนานา ตัวเลขเนี้ยในปัจจุบันเนี่ยถูก ยอมรับว่านะฮะอยู่ที่ประมาณ 2.7% นี่คือ ถ้าทำได้ดีที่สุดแล้วโดยเฉลี่ยเราควรจะโต ได้ประมาณ 2.7% ต่อปี แต่ว่าตัวเลขเนี้ย ต้องยอมรับก่อนว่ามันต่ำกว่าช่วงก่อน โควิดที่ตอนนั้นเราโตได้ถึง 3.6% นะฮะ แต่ หลังโควิดเป็นต้นมาเนี่ย การค้าโรคอะไร ต่างๆก็เปลี่ยน สถานะหนี้นะครับรวมทั้งมีทรัมป์เทรดว อะไรต่างๆมันเข้ามาทำให้คน ที่ GDP เราลดลงรวมทั้งปัญหาของเราเอง ด้วยเช่นสังคมสูงวัย ภัยด้านสิ่งแวดล้อม อะไรต่างๆนานา
ทีนี้การจะขึ้นจาก 2.7% 7% เป็น 3% เนี่ยมันไม่ง่าย เพราะว่าการจะดัน long termth เนี่ยมันต้องมีการแก้ไข ปัญหาเชิงโครงสร้าง และปัญหาเชิงโครงสร้าง สำหรับผมเนี่ย ถามว่ามันคืออะไร มันคือ ปัญหาที่รายได้นะครับอ่าที่สร้างมาจาก ข้างบนเนี่ยมันลงไม่ไปถึงฐานล่าง นั่นก็ คือธุรกิจต่างๆพวก SE ก็ดีนะครับ คนที่ทำ งานในต่างจังหวัดในเมืองรองอย่างเงี้ยเขา ไม่ได้รับรายได้จากภาคท่องเที่ยว SE ไม่ สามารถเชื่อมโยงกับบริษัทใหญ่ บริษัทส่ง ออกได้ งั้นพอเขาไม่มีรายได้เนี่ยมันก็ทำ ให้เศรษฐกิจมันดูซึมไปหมดนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเลย ที่มันยาก และถ้าเกิดว่าดร. อย่างนิติอยาก จะทำให้เกิน 3-3 Plus เนี่ยต้องมาเล่น ตรงนี้
ในมุมมองของผมนะฮะ อย่างแรกขอคอมเมนต์ก่อน ว่าในเชิงสถาบันก่อนคือผมเวลามองทีมนะฮะ ก็ด้วยความเคารพต่อ ดร.เอกนิตินะครับ ทางคุณศุภจี คุณเสียนะ ผมมองว่าทั้ง 3 ท่านเนี่ยเป็นคนที่เก่ง แต่ว่าทั้ง 3 ท่านเนี่ยในมวลผมนะ จะเป็นลักษณะของเป็นถ้าเทียบกับฟุตบอลจะเป็นตัวลับคล้ายๆ defender ดร.เอกนิติเข้ามาตอนไหนเข้ามา ตอนที่ฐานะการคลังไม่ดี พื้นฐานของดร.อีก นิติก็มาจากกระทรวงที่เก็บภาษี เพราะฉะนั้นเค้ามีหน้าที่ในการรักษาวินัยทาง ด้านการเงินการคลังทำไงก็ตามให้มันแน่น นะซึ่งมันเป็นพื้นฐานนะฮะมันไม่ใช่ตัวสร้าง รายได้เช่นเดียวกันพอคุณไปดูคุณศุภจีก็ เหมือนกันเข้ามาก็จะเป็นตอนที่เรามี เทรดวอร์ก็เข้ามาเพื่อเจรจากับทรัมป์นะ ครับแล้วอาจจะทำgด g บ้างแต่ก็เป็นเรื่อง ของเกษตรนะสร้างรายได้ไม่ค่อยเยอะ คุณ ศิศักดิ์ก็เข้ามาจัดการนะฮะด้านการทูตก็ ไปจัดการเรื่องของแคมโบเดียเป็นหลัก คือถ้าถ้าดูของทั้ง 3 ท่านเนี่ยจะเห็นว่า เหมือนกันเลยก็คือมีลักษณะของการเป็น Defender กองหลัง
แต่ตอนเนี้ยถ้าเราต้องการจะเดินหน้าไป ต่อเนี่ยเราต้องหาคน ที่สามารถสร้างรายได้ได้ไม่ใช่ป้องกันการ สูญเสีย ถ้าเราอยากป้องกันการสูญเสียเรา ใช้ Defender ได้ แต่ถ้าเราอยากที่จะไป เป็นกองหน้าสิ่งที่เราต้องทำคืออะไรนะ 1 ก็คือต้องสามารถที่จะสร้างรายได้จากภาค ส่งออกให้ได้ ตอนนี้ภาคส่งออกเป็นหัวใจ สำคัญเลยทุกประเทศเจอเทรดวอร์เหมือนกัน หมดและสิ่งที่ทุกประเทศต้องทำก็คือทำ ยังไงก็ได้ให้ประเทศมีรายได้มากขึ้น ฉันต้อง ส่งออกไปได้แต่จำนวนผู้บริโภคมันเท่าเดิม งั้นตรงนี้เราต้องการคนที่เก่งเข้ามาวาง กลยุทธ์นะฮะต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ต้องทำยังไงให้เราอยู่ในอุตสาหกรรมชั้นนำของ โลกให้ได้
ส่วนที่ 2 คือพรรคท่องเที่ยวก็ คล้ายๆกัน ตอนนี้นะฮะในขณะที่ประเทศอื่นๆ เขามีนักท่องเที่ยวนะฮะโตเป็น New record โตมากแต่ของเรายังไม่สามารถกลับไปจำนวน นักท่องเที่ยวได้ 40 ล้านคนก่อนโควิดได้ เลยอันนี้ก็เป็นอีกตัวที่เป็นสัญลักษณ์ ว่าเรายังขาดกองหน้าที่จะทำให้เราสามารถ ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาได้ เพราะฉะนั้น โจทย์อันนี้เป็นโจทย์แรกเลย
ส่วนที่ 2 ก็ คือพอเราสร้างรายได้เข้ามาแล้วตอนเนี้ย เรายังมีปัญหาที่เงินมันไม่กระจายอีก ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาสำคัญ SME อะไรต่างๆนี้ เป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด รายได้ของเขาเข้ามานะ ผมยกตัวอย่างเช่นการลง ทุนจะเห็นภาพชัดนะฮะเราสามารถดึงการลงทุน เข้ามาได้เรามี Data Center เข้ามาแต่ Data Center ของเราถามว่าใช้ชิ้นส่วน ของคนไทยมากน้อยแค่ไหน ใช้แรงงานคนไทยมากน้อยแค่ไหน คำตอบคือน้อยมาก ด้วยสเกลเดียว กันถ้าเราเอาอุตสาหกรรมนะ เอาเงินเท่ากัน นะฮะเอายานยนต์เข้ามาเราพบว่าเค้าจ้างที เนี่ยยานยนต์จ้างเป็นล้านคน แต่ถ้าเกิดว่า เป็น Data Center เนี่ยเจออะไรไม่เกิน 100 คน อันนี้คือตัวอย่างแล้วมันแปลว่าอะไร มันแปลว่าเราทำไงให้เราสามารถใช้คน ของเราได้ไม่ใช่ว่าเค้าเข้ามาแล้วเราได้ แต่ค่าน้ำค่าไฟค่าเช่าที่ดินซึ่งก็จะเป็น พวกนายทุนเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์ อันนี้ก็จะเป็นส่วนที่ 2 ที่เป็นโจทย์สำคัญ นะเพราะฉะนั้นกล่าวโดยสรุปผมคิดว่าเรา ต้องการคนที่เป็นกองหน้าใครก็ได้ที่ สามารถสร้างรายได้ให้ได้เยอะกับ 2 คือเรา ต้องการคนที่จะมาช่วยเคลียร์ในเรื่องของ เชิงโครงสร้างในเรื่องของการกระจายการ สนับสนุน SM การทำไงให้คนของเราเก่งขึ้น และสามารถไปเชื่อมโยงสร้างรายได้จากภาค ส่วนต่างๆให้ได้ครับ
คืออันนี้เป็นโจทย์ที่ยากมากนะฮะ คือตอน นี้ผมคิดว่าทั่วโลกเป็นเหมือนกันหมดก็คือ ธุรกิจมันเริ่มไม่ดีมันเริ่มซบเซามันอาจ จะเกิดจากพวกสถานการณ์ที่เรียกว่า globalization ที่ถดถอยจากโรคที่มันเติบ โตไปด้วยกันกลายเป็นโรคที่เติบโตแบบเอา ตัวเองก่อนเอาคนอื่นทีหลัง ผมชอบนะตอนผมไป ดูในบางทีก็ดูในอินเทอร์เน็ตนะฮะแล้วไป ฟังบทเรียนของต่างประเทศว่าเค้าทำยังไงนะ ตัวนึงที่ผมคิดว่าชอบมากเลยนะก็คือเขา สรุปบทเรียนเป็น 2 ข้อแค่นั้นเอง 1 ก็คือ ต้องยืดหยุ่นปรับตัวได้เสมอ สร้าง connection เอาไว้ ท้ายที่สุดเราไม่รู้หรอกเราจะตกงานเมื่อไหร่ และ 2 ก็คือเราหา รายได้ได้ก็จาก connection เท่านั้น เพราะฉะนั้น connection นี่เป็นส่วนสำคัญนะฮะ ที่จะทำให้ไปต่อได้ เราต้องปรับตัวแล้วก็ อาศัย connection เป็นตัวทำให้เรารอด
กับส่วนที่ 2 ที่ผมชอบนะ แล้วก็มันคล้ายกัน กับเศรษฐกิจพอเพียงนะ ก็คือเขาบอกว่า เทคนิคของเขาก็คือเขาไม่ได้มองว่าเขาจะ อยู่ยาว คือหลายๆคนเวลามองเห็นรายได้ มองเห็นยอดขายแล้วคิดว่าตัวเองจะอยู่แบบนี้ มาอีก 10 ปี 20 ปีแบบเดิม คิดว่าทำธุรกิจ เดียวแล้วจะประสบความสำเร็จไปจนเกษียณ อายุแต่ว่าตอนนี้อาจจะไม่ใช่แล้ว ภายใต้ ความไม่แน่นอนของโลกสมัยใหม่เนี่ยเป็น ความเป็นไปได้สูงว่าคนอาจจะตกงานเมื่อ ไหร่ก็ได้ธุรกิจอาจจะเจ๊งเมื่อไหร่ก็ได้ งั้นที่ สิ่งที่เขาเสนอคืออะไรเขาบอกว่า คุณต้องอยู่ให้ฐานะต่ำกว่าไม่ใช่อยู่เท่า นะสมัยก่อนเแนะนำจะบอกว่ามีเท่าไหร่ คุณก็ ใช้ตามฐานะใช่มั้ฮะแต่ตอนเนี้ยมีเท่าไหร่ ให้ใช้ในฐานะด้อยกว่านิดนึงเพราะเผื่อ เวลาเมื่อไหร่ที่เราล้มเรายังมี Saving พอที่จะดูแลตัวเองได้
ผมว่าถ้ามองเรื่องของการเลื่อนชนชั้นน่ะ นะครับเราไล่ตั้งแต่เรื่องของการกระจาย รายได้ก่อนนะครับการกระจายรายได้เนี่ยเรา เห็นว่าที่ผ่านมาเนี่ยความเหลื่อมล้ำมัน มากขึ้นนะครับความเหลื่อมล้ำทางรายได้นะ ครับและอ่าถ้าเราดูว่าแล้วไอ้ความเหลือ ร้อนที่มันเพิ่มขึ้นเนี่ยมันเพิ่มขึ้นจาก คนที่รายได้น้อยช่วงล่างของการกระจาย รายได้เค้ารายได้เค้าลดลงหรือว่าเป็นช่วงบน ที่ถ่างขึ้นนะครับเราพบว่าหลักๆเนี่ยมา จากช่วงบนนะครับคนรายได้สูงเนี่ยถ่างตัว ขึ้นไปต่างจากคนกลุ่มอื่นๆเยอะ
คำถามที่ เ่อสำคัญขึ้นมาอีกก็คือว่าแล้วถ้าเราไม่ ได้มองแค่ภาพ snapsot การกระจายรายได้ล่ะ ถ้าเรามองแบบเป็นภาพไดนามิที่ยาวขึ้นว่า แล้วคนไทยเนี่ยเนี่ยเค้ามีโอกาสที่จะขยับ ฐานะจากคนรายได้น้อยเป็นคนรายได้ปานกลาง ได้หรือเปล่านะครับเราพบว่าโดยเฉลี่ยนะ ครับเ่อ 1 ใน 3 ของแรงงานไทยเนี่ยจะไม่ สามารถขยับชนชั้นได้นะครับจะล็อคอยู่ที่ desไเดิมในช่วงเวลา 10 ปีนะครับที่น่า เป็นห่วงก็คือว่าถ้าเราดูกลุ่มคนรายได้ น้อยเนี่ยเกินครึ่งเนี่ยเขาจะไม่มีโอกาส ที่จะขยับเป็นคนชั้นรายได้ปานกลางได้นะ ครับจะถูกล็อคอยู่ที่กลุ่มรายได้เดิม
ของคำถามก็คือว่าแล้วแล้วไอ้ภาพตรงเนี้ย นะครับมันเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับประเทศ อื่นนะครับเราก็ลองเอาdata้าของประเทศไทย เนี่ยมาลองเทียบกับของประเทศอื่นๆที่ต้อง เลือกประเทศที่เขามีdata้าที่มากพอที่จะ มาเทียบกันได้นะครับเราพบว่าทั้งในมิติ ของ Mobility โดยรวมก็คือว่าความสามารถใน การขยับกลุ่มได้โดยรวมแล้วก็เทียบกับว่า แล้วกลุ่มกลุ่มบนสุดเนี่ยเขามีความแตก ต่างจากกลุ่มล่างสุดมยในเชิงของไอ้การ ขยับกลุ่มตรงเนี้ยนะครับเราพบว่า mobility ของประเทศไทยเนี่ยต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ ประเทศอื่นๆที่มันพอจะมีdata้าที่เอามา คำนวณเทียบกันได้
>> อยากให้อาจารย์อธิบายอ่ะคะว่าทำไมคนไทย ถึงมีโอกาสเลื่อนชนชั้นทางเศรษฐกิจเอามั้ คะ
>> ผมคิดว่าถ้าดูในเป็นภาพเป็นระบบอ่ะนะครับ มันจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเอ่อคนขยันหรือ ไม่ขยันหรือว่าเป็นเรื่องของปัดเจกผมว่า มันเป็นเรื่องของกลไกเชิงระบบนะครับผมว่า ภาพตรงเนี้ยมันสะท้อนอย่างน้อย 3 เรื่อง นะครับอันแรกเนี่ยก็คือว่าโอกาสของคน เนี่ยตั้งแต่เขาเกิดเนี่ยมันเป็นยังไง บ้างนะครับเ่อผมคิดว่ามันมีข้อจำกัดทั้ง ในเรื่องของคุณภาพของการศึกษานะครับอย่าง เช่นเ่อณวันเนี้ยเราเห็นว่าเ่อคุณภาพของ โรงเรียนเนี่ยแต่ละประเภทเนี่ยมันเริ่ม ต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆนะครับโรงเรียนรัฐ โรงโรงเรียนเอกชนโรงเรียนอินเตอร์ตรง เนี้ยนะครับทำให้ความสามารถของเอ่อเด็กๆ ที่จะเอ่อคนที่เป็นคนรายได้น้อยเนี่ยก็ อาจจะมีการศึกษาที่ยากขึ้นเมื่อเทียบกับ ในอดีตที่เขาจะสามารถขยับจากเ่อชนชั้นราย ได้น้อยเป็นชนพานกลางได้นะครับ
อย่างในเรื่องของสาธารณสุขนะครับเราเห็นว่า ประเทศไทยเนี่ยมีเรื่องนี้ที่มีการจัดการ เรื่องเนี้ยน่าจะเป็นประเทศที่ดีที่สุดใน โลกก็ว่าได้ในเรื่องของเอ่อการเข้าถึง บริการเอ่อทางการแพทย์ทางเรื่องของโรง พยาบาลต่างๆนะครับแต่ว่าข้อจำกัดที่สำคัญ ก็คือว่าค่าเสียโอกาสของคนเวลาที่ต้องไป โรงพยาบาลรัฐเนี่ยมันกินเวลาไปไปครึ่ง คล้อนวันนะครับซึ่งตรงเนี้ยมันทำให้เขา้า เ่อเสียโอกาสในการทำงานในการทำมาหากินของ เขาเมื่อเทียบกับคนที่มีอtionัในการไป โรงพยาบาลเอกชนได้นะครับ
อีกอันนึงที่เราพบ จากข้อมูลก็คือว่าถ้าแบ่งตามเพศนะครับ เอ่อแรงงานหญิงเนี่ยมีโอกาสในการเลื่อน ชั้นเนี่ยต่ำกว่าแรงงานรายได้ชายอย่างมี นัยยะสำคัญนะครับซึ่งมันสะท้อนว่าในความ เป็นจริงเนี่ยแรงงานผู้หญิงเนี่ยก็ยังมี เรื่องของสวัสดิการในการลาในเรื่องของ เอ่ออtionัในการดูแลบุตรเนี่ยยังไม่ได้ มากเท่าที่ควรที่จะทำให้เขาสามารถมี ครอบครัวได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเขาจะสูญ เสียความก้าวหน้าในทางในหน้าที่การงานไป หรือเปล่า
นอกจากเรื่องเพศแล้วเนี่ยเราพบว่าแรงงาน ไทยอ่ะครับจะแบ่งเป็น 2 2 กลุ่มชัดเจนนะ ครับคือกลุ่มที่กลุ่มแรกเนี่ยคือกลุ่มที่ มีนายจ้างที่เป็นระบบชัดเจนนะครับมีความ เป็นทางการมากมีการให้สวัสดิการเรื่องของ การลาเรื่องของการรักษาพยาบาลอะไรต่างๆนะ ครับกลุ่มที่ 2 เนี่ยเป็นกลุ่มที่ความ เป็นทางการเนี่ยยังไม่สูงมากนักนะครับ สวัสดิการไม่เต็มที่ไม่มีดูอาจจะไม่มี Provident fundา ไม่ได้ยืดหยุ่นได้เหมือนของกลุ่มแรกนะ ครับเราพบว่า 2 กลุ่มเนี้ยนะครับมีความ แตกต่างเรื่องของความสามารถในการเลื่อน ชั้นรายได้เนี่ยชัดเจนกลุ่มหลังเนี่ย โอกาสในการเลื่อนเนี่ยน้อยกว่ากลุ่มแรก อย่างเห็นได้ชัด
ผมว่าทุกประเทศเนี่ยมันมีความเหลื่อมล้ำ อยู่ละคนรวยก็มักจะมีรายได้มากกว่าคนจน หลายเท่านะครับแต่ว่าที่สำคัญไปกว่านั้น เนี่ยก็คือว่าทำยังไงให้โอกาสในเรื่องของ การศึกษาในเรื่องของการสาธารณสุขเนี่ยมัน ลงมาถึงคนรายได้น้อยด้วยนะครับเราอยากจะ ให้สังคมไทยเนี่ยเป็นสังคมแห่งความหวังนะ ครับถ้าคนที่ขยันเอ่อเค้าก็มีสามารถที่จะ ลืมตาอ้าปากได้สามารถที่จะเอ่อทำงานแล้ว ก็ขยับเลื่อนเ่อชนชั้นของเขาได้เลื่อน ฐานะรายได้ของเขาได้เราอยากให้คุณภาพของ การศึกษาเนี่ยมันไม่ต่างกันมากนักระหว่าง เอ่อโรงเรียนประเภทต่างๆนะครับไม่ได้บอก ว่าโรงเรียนอินเตอร์ต้องลดคุณภาพลงนะครับ แต่ว่าโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนรัฐเนี่ย ต้องเพิ่มคุณภาพของตัวเองนะครับให้คนไม่ รู้สึกว่าเฮ้ยเขาจะต้องแบบทำงานเอาเงิน ก้อนทั้งชีวิตเนี่ยไปจ่ายค่าเทอมให้ลูก ผมคิดว่า 4 ปีจากเนี้ยนะครับเ่อข้อจำกัดทาง การคลังเนี่ยมันมากกว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว อย่างเห็นได้ชัดนะครับ resource เรื่อง ของงบประมาณต่างๆของเราเนี่ยมันไม่ได้ ง่ายเหมือนเดิมนะครับดังนั้นถ้าจะบริหาร จัดการก็ต้องคำนึงถึงเรื่องงบประมาณมาก ขึ้นนะครับแต่ว่าถ้าเอาเฉพาะเรื่องการ ศึกษาเนี่ยผมก็คิดว่างบของกระทรวงศึกษา เนี่ยก็เป็นกระทรวงที่ได้แทบจะมากที่สุด อยู่แล้วนะครับดังนั้นผมคิดว่ามันอาจจะ ไม่ได้อยู่ที่เรื่องเงินมันอาจจะอยู่ที่ เรื่องว่าการให้แรงจูงใจกับโรงเรียนเป็น อย่างไรกับคุณครูเป็นอย่างไรรวมไปถึงว่า เราจะมีอtionัที่ทำให้โรงเรียนเนี่ย สามารถแข่งขันกันเรื่องคุณภาพได้มยในการ ที่จะดึงดูดนักเรียนต่างๆครับ
ผมว่าเรื่องข้อจำกัดทางการคลังเนี่ยตอน เนี้ยผมว่าหลายๆท่านน่าจะทราบอยู่แล้วว่า มันยากกว่าเมื่อ 4 ปีก่อนเยอะนะครับ รัฐมนตรีคลังที่จะเข้ามาใหม่เนี่ยงานไม่ ได้ง่ายเหมือนเมื่อการเลือกตั้งปี 66 นะ ครับเ่อผมว่าความเสี่ยงที่ชัดเจนที่สุด ตอนเนี้ยนะครับคือเรื่องการเติบโตทาง เศรษฐกิจนะครับถ้าไปดูของเอ่อแผนการ คลังระยะปานกลางนะครับเขาก็จะตั้ง สมมุติฐานว่าเศรษฐกิจปีเนี้ยนะครับจะโต เกือบๆ 2% นะครับรวมกับพวก inflation ด้วยนะครับก็ nominal GDP น่าจะอยู่ที่ 2.2 โดยประมาณ ทีนี้ถ้ามาดูความจริงของเศรษฐกิจไทยเนี่ย เราจะเห็นว่าโปรเจคชั เนี่ยมันลดลงเรื่อยๆนะครับอย่างเอาของ แบงค์ชาติเนี่ยตอนเน่าจะอยู่ที่ 1.5% 5% ใช่มั้ครับเงินเฟ้อก็ก็แทบจะไม่มีนะครับ ดังนั้นไอ้การเติบโตทางเศรษฐกิจเนี่ยมัน ไม่ได้สูงเหมือนที่อยู่ในแผนการคลังระยะ ปานกลาง นั่นหมายความว่าอะไร นั่นหมายความว่าตอนนี้เนี่ยหนี้สาธารณะของเราเนี่ยมัน อยู่ที่ประมาณ 65% ต่อ GDP นะครับเอ่อมี โอกาสสูงมากที่ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า เนี่ยมันจะเกินมันจะแตะระดับ 70% นะ ครับซึ่งแปลว่าด้วยพรบ.วินัยการคลังกับรัฐบาล อยู่เฉยไม่ได้แล้วครับเอาข้อจริงถ้าแตะ 69 เมื่อไหร่ก็ต้องเริ่มคิดแล้วว่าเฮ้ย เราต้องเริ่มยกระดับเพดานหนี้เนี่ยขึ้นไป เผื่อละเพราะถ้าเกิดมันช็อกขึ้นมารัฐบาล ก็ก็ผิดกฎหมายไปเลยถูกมั้ยครับ
ดังนั้นผมว่ารัฐบาลใหม่เนี่ยขึ้นมาเนี่ย ก็ต้องวางแผนเผื่อไว้เลยว่าช็อกแรกเนี่ย ก็คือว่าหนี้มันจะถึงไอ้เพดานเนี่ยเร็ว กว่าที่โปรเจคไว้ในแผนการคลังทางระยะพาน กลางนะครับคำถามคือว่าถ้ายกเพดานหนี้แล้ว เป็นไงนะครับไอ้การยกเพดานหนี้เนี่ยมันจะ มาในภาวะที่ตอนเนี้ยเราถูก Rating Agency ลด Outlook ไปใช่ไหมครับ 2 เจ้ามี S&P ที่ไม่ลดเพราะว่าเค้าเห็นว่าเรามีแผนที่ ชัดเจนว่าจะทำอะไรนะครับแต่ว่าถ้ายกขึ้น มาเนี่ยมันก็ขัดแย้งกับสิ่งที่เราเ่อ ประกาศไว้ก่อนเลยประกาศไว้ก่อนหน้าแล้ว ถูกมั้ครับดังนั้นเนี่ยผมคิดว่ารัฐมนตรี คนใหม่ที่เข้ามาเนี่ยก็จะต้องอธิบายต่อ สาธารณชนต่อ Agency ให้ได้นะครับว่าความ จำเป็นของการขยับขึ้นคืออะไรนะครับแล้ว แผนของเขาที่มองไป 4 ปีข้างหน้าเนี่ยเขา จะทำอะไรให้ rating Agency เชื่อว่า ประเทศไทยเนี่ยยังมีวินัยการคลังที่ดีพอ ในขณะเดียวกันมันยังต้องประคับประคอง เศรษฐกิจได้ด้วย
นอกจากตัว GDP ที่พูดถึง เมื่อกี้แล้วนะครับความเสี่ยอย่างนึงคือ เรื่องของดุลการคลังเองถ้าดูแผนการคลัง ระยะพานกลางเนี่ยจะเห็นว่าเค้า expect ว่าเค้าโปรเจคว่าดุลเนี่ยมันจะอยู่ที่ประมาณ 4.4% 4% ต่อ GDP ปีนี้นะครับแล้วก็ใน 5 ปีข้างหน้าไปจนถึงปี 70 เนี่ยมัน จะค่อยๆลดลงไปแตะระดับ 2% ต่อ GDP นะ ครับซึ่งอันเนี้ยผมว่าเป็นเป้าที่ค่อนข้าง ambitious มากนะครับเพราะว่าที่ผ่านมา เนี่ยเราขาดดุลประมาณ 4% ต่อ GDP มาโดย ตลอดรายได้เนี่ยเขา expect ว่ามันจะต้อง โตประมาณ 2-3% โดยเฉลี่ยนะครับรายจ่าย เนี่ยจะโตได้แค่ประมาณ 1% ตลอดไอ้ช่วง 5 ปีเนี้ยนะครับซึ่งด้วยโปรเจคชัอันเนี้ย มันค่อนข้างยากทั้งในมิติของเศรษฐกิจซึ่ง เศรษฐกิจเราก็ต้องการการกระตุ้นใช่มั้ ครับในมิติของการเมืองผมคิดว่านายกก็คง ไม่ได้อยากที่จะเห็นการใช้จ่ายที่จำกัด ขนาดนั้นภาษีที่ต้องเพิ่มขนาดนั้นถูกมั้ ครับมันค่อนข้างยากเรายิ่งดูrecคอร์ดของ ของประเทศไทยเนี่ยเราแทบจะไม่เคย deliver เป้าของการขาดดุลได้เลยนะครับซึ่ง อันเนี้ยผมว่าเป็นสิ่งที่ต้องใช้ commitment อย่างมากนะครับแล้วก็ รัฐมนตรีท่านใหม่เนี่ยก็จะต้องแข็งพอที่ จะเอ่อปฏิเสธแรงเสียงเรียกร้องทางการ เมืองว่าอยากได้นั่นอยากได้นี่แต่เขาก็ ต้องพูดความจริงให้เห็นว่าฐานะการคลังของ ประเทศณวันนี้เป็นยังไงถ้าจะกระตุ้น เศรษฐกิจซึ่งต้องทำทำอย่างไรให้มันตอบ โจทย์ระยะยาวได้ด้วยครับ
>> ผมว่าตอนเนี้ยเรามีกลุ่มของโวเตอร์มี กลุ่มก้อนที่ที่มากเพียงพอที่จะเข้าใจ แล้วว่าไอ้นโยบายต่างๆที่ที่เป็นการแจก เนี่ยนะครับสุดท้ายภาระพวกเนี้ยเราต้อง เป็นคนจ่ายในวันพรุ่งนี้นะครับซึ่งคนที่ จ่ายเนี่ยก็หนีไม่พ้นคนรายได้ปานกลางนะ ครับซึ่งเป็นกลุ่มเสียภาษีหลักของประเทศ นะครับดังนั้นผมคิดว่าคนพวกเนี้ยนะครับ เริ่มคนเนี่ยเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นว่า นโยบายพวกเนี้ยทำออกมาแล้วเนี่ยมันมีผล ระยะยาวต่อประเทศยังไงบ้างนะครับคนเริ่ม รู้ว่าถ้ากระตุ้นแบบนี้มันจบแค่แพร่ ไตรมาสนี้มันไม่ได้มีความหมายต่อกับ เศรษฐกิจในอนาคตครับ
เวลาที่เรามีนโยบายรถแรกจากแถมอ่ะนะครับ มันดึงให้ประเทศเราเนี่ยติดอยู่ในกับดักอย่างน้อย 3 ชั้น ด้วยกันนะครับชั้นแรกเนี่ยคือกับดักของ การกระตุ้นระยะสั้นนะครับที่ผ่านมาเรา เห็นอย่างเช่นมาตรการที่แจกเงินมาตรการ ที่ช่วยร้านค้านะครับแต่ว่าไม่ดึงให้ เขา้าเข้าระบบอย่างเช่นคนละครึ่งนะครับ เราเห็นมาตรการอย่างถ้าย้อนไปไกลหน่อย อย่างรถคันแรกนะครับที่แน่นอนว่ากระตุ้น สินเชื่อได้ดีในระยะนั้นนะครับแต่ว่าสิ่ง ที่ตามมาก็คือว่าหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะ อย่างยิ่งหนี้ที่เกี่ยวกับออโต้เนี่ยเพิ่มขึ้น เยอะมากนะ การพวกเนี้ยนะ ครับมันทำให้เ่อสังคมเนี่ยเสพติดกับเอ่อ เรื่องของการกระตุ้นระยะสั้นนะครับอย่าง เช่นผมคิดว่าช่วงเนี้ยเวลาเราคุยกับร้าน ค้าเนี่ยหลายๆร้านก็เริ่มถามว่าอ้าวแล้ว ปีนี้ไม่มีมาตรการอย่างช็อดีมีคืนหรอ เพราะกลายเป็นว่าเขาเคยชินว่าเฮ้ยทุกต้น ปีมันจะต้องมีของขวัญปีใหม่ลักษณะนี้นะ ครับซึ่งทั้งที่จริงเนี่ยของขวัญปีใหม่ จากรัฐเนี่ยมันก็คือเงินภาษีของพวกเราเอง นะครับ
กับดักที่ 2 เนี่ยผมคิดว่าเป็นกับ ดักเรื่องของกับดักทางโอกาสนะครับเราเอ่อ คุยกันเมื่อสักครู่ว่าความเหลื่อมล้ำทาง โอกาสของประเทศไทยเนี่ยจัดว่าเป็นระดับ ที่สูงมากๆเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่ ผ่านมาเนี่ยเราแทบไม่มีนโยบายเชิงโครง สร้างนะครับที่ไปจัดการกับเรื่องของ อุปสรรคที่มันทำให้เกิดความเหลื่อมลับทาง โอกาสพวกนี้เลยเป็นทศวรรษที่สูญหายไปกับ เรื่องของการดำเนินนโยบายระยะสั้นนะครับ
กับดักที่ 3 เนี่ยว่ากับดักทางการคลังนะ ครับเอ่อเวลาที่เรากระตุ้นเศรษฐกิจเนี่ย ภาระวันนี้เนี่ยมันก็คือภาระที่เราต้อง จ่ายในวันพรุ่งนี้นะครับซึ่งคนที่ต้อง จ่ายหลักๆเนี่ยมันคือผู้เสียภาษีแน่นอนนะ ครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรายได้ปาน กลาง คิดว่าควรควรจะมี 3 อย่างน้อย 3 ข้อนะ ครับอันแรกเนี่ยก็คือกล้าพูดความจริง เรื่องการคลังของประเทศไม่ขายฝันที่เกิน ฐานะการคลังของประเทศนะครับอันที่ 2 นะ ครับก็คือกล้าที่จะ say กับฝ่ายการเมือง ต่างๆนะครับอาจเอ่อรัฐบาลใหม่เนี่ยเป็นไป ได้สูงที่จะเป็นวันผสมถูกมั้ครับก็อาจ จะมีกระทรวงอื่นนักการเมืองอื่นที่เรียก ร้องอยากได้มาตรการนั้นมาตรการนี้นะ ครับผมคิดว่ารัฐมนตรีคลังเนี่ยต้องแข็งพอ ที่จะปฏิเสธนักการเมืองพวกนั้นได้ว่ามาตรการ แบบไหนที่คุ้มค่าในระยะยาวมาตรการไหนที่ กระทรวงการคลังเนี่ยไม่มีงบประมาณพอที่จะ เจียดไปทำได้นะครับอันที่ 3 เนี่ยต้องมอง ยาวเรื่องของมาตรการต่างๆนะครับเ่อ 4 ปี จากเนี้ยมันไม่ง่ายเหมือนเลือกตั้งครั้ง ที่ผ่านมานะครับกระตุ้นระยะสั้นเนี่ยเอ่อ มันทำได้ไม่เยอะแล้วครับทำยังไงให้การ กระตุ้นเนี่ยมันมีผลที่มากกว่าการกระตุ้น เศรษฐกิจแค่ไตรมาสเดียวทำยังไงที่กระตุ้น ไปแล้วเอ่อมันทำให้เอกชนเห็นว่าเฮ้ยมันมี potential นะเขากล้าลงทุนทำยังไงให้ กระตุ้นไปแล้วเนี่ย SME ต่างๆร้านค้าต่างๆที่ได้ประโยชน์ เนี่ยเข้าระบบภาษีด้วยก็จะแบ่งเบาภาระ ภาษีของมนุษย์เงินเดือนในอนาคต
คิดว่าอันแรกอ่ะนะครับระยะสั้นเนี่ยหนี ไม่พ้นว่าต้องประคองเศรษฐกิจถูกมั้ ครับการประคองเนี่ยโจทย์ก็ยากขึ้นและเ่อว่าทำ ยังไงให้การกระตุ้นเนี่ยมันมีผลต่อเนื่อง ในระยะยาวมันดึงคนเข้าระบบด้วยนะครับผม คิดว่าด้วยเงื่อนไขทางการเมืองเนี่ยมี โอกาสสูงที่เราจะเห็นคนละครึ่งกลับมาใหม่ นะครับแต่ว่าผมไม่อยากให้คนละครึ่งเนี่ย มันกลับมาในรูปแบบเดิมถูกมั้ครับเ่อทำ ยังไงให้คนละครึ่งเนี่ยมันอยู่แล้วมันส่งผล ต่อเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนนะครับอันนี้ ก็เป็นโจทย์ที่รัฐบาลใหม่เนี่ยต้องเอาไป คิดว่าที่ผ่านมาเนี่ยบทเรียนจากงานวิจัย ต่างๆเป็นยังไงเราเห็นเอฟเฟคต่อร้านค้า เอฟเฟคต่อ consumer แล้วเราทำยังไงให้ อยากให้มันมีเอ่อ Impact มากขึ้นทำยังไง ให้มันไม่เอาเปรียบร้านค้าที่เขาเสียภาษี แล้วเเข้าร่วมโครงการไม่ได้
ระยะยาวเนี่ย ผมคิดว่าต้องจัดการเรื่องวินัยการคลังนี่ แหละครับต้นปีหน้าเนี่ยก็ต้องมาคุยเรื่อง ยกระดับเพดานหนี้ละนะครับทำยังไงให้ agency ให้นักลงทุนเนี่ยยังเชื่อว่าเราเนี่ยมีวินัยทางการคลังถูกมั้ ครับอันเนี้ เป็นคำถามยากเพราะว่าไม่มีใครอยากเห็น ภาษีขึ้นการขึ้นภาษีนะครับไม่มีใครอยาก เห็นว่าอ้าวงบประมาณที่จะไปลงที่นั่นที่ นี่ถูกรอนลงไปถูกมั้ครับก็ต้องทำยังไงให้ สร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจในประเทศ เรื่องของการเน้นการลงทุนพวกเนี้ยนะครับ กับการคอมมิต่อวินัยการคลังกับสาธารณชน กับทางนักลงทุนต่างๆครับ
ถ้าพูดถึงคนที่ไปทำงานต่างประเทศของคนไทย เนี่ยจริงๆมีมานานแล้วต้องเข้าใจกันก่อน ว่าด้วยกำลังซื้อในประเทศด้วยตลาดแรงงาน หลายๆอย่างเองเนี่ยเราเห็นการเติบโตเสร็จ เศรษฐกิจไทยแม้ว่าในช่วงหลายสิบปีก่อนจะ เติบโตได้แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นใช่มั้ ฮะหลายประเทศเองเขามีค่าแรงที่จ่ายให้ได้ ดีกว่าเราเราก็เห็นคนไทยย้ายไปทำงานไม่ ว่าจะเป็นในตะวันออกกลางใช่มั้ครับ ไต้หวันเกาหลีใต้หรือว่าประเทศใกล้เคียง ก็เห็นต่อเนื่องเพราะจริงๆแล้วมันมีมานาน แล้วแต่ถ้าจะพูดถึงในเวบของโซเชียลมีดีย ใกล้ๆนี้เราก็เห็นในช่วงที่ผ่านมาเนี่ยก็ อาจจะด้วยเจนใหม่ๆนะฮะเด็กรุ่นใหม่ที่ก็ อาจจะรู้สึกว่าการเติบโตของรายได้ใน ประเทศอาจจะดูไม่ค่อยดีนักด้วยของปัจจัย หลายๆอย่างเขาอาจจะรู้สึกว่าอยากที่จะ ย้ายไปแล้วไม่ใช่แค่เป็นเวฟแรกเหมือนใน อดีตที่ไปแค่ในวัยแรงงานไปจบแล้วเนี่ยทำ งานเสร็จก็กลับบ้านเอาเงินเข้าประเทศมา พัฒนาบ้านเกิดเ้าอ่ามาให้ดูแลครอบครัวของ เขาส่งลูกไปโรงเรียนบ้างดูแลอ่าผู้สูง อายุในบ้านบ้างแต่ว่าเด็กรุ่นใหม่ถ้าดู จากโซเชียลมีดีล่าในหลายๆรอบที่ผ่านมาอาจ จะเป็นลักษณะไม่ใช่ว่าไปแล้วอ่าไปทำงาน แล้วกลับอันนี้แตกต่างนะครับเพราะว่าการ ที่เขาไปในจุดนั้นเนี่ยเขาเหมือนจะย้าย ถิ่นฐานไปซะด้วยซ้ำเพราะฉะนั้นมันไม่ เหมือนกับเวฟแรกที่ไปทำงานแล้วกลับมา แต่ว่าเวฟนี้ไปแล้วก็อยากจะไปตั้งถิ่นฐาน เลือกประเทศที่ตัวเองสนใจนะครับไปเรียน หนังสือก่อนนะต้องเรียกว่าไปเรียนหนังสือ ก่อนจบแล้วเนี่ยไปทำงานไปตั้งถิ่นทาน เพราะฉะนั้นเวฟเนี่ยอาจจะเห็นในลักษณะที่ แตกต่างกันกับสมัยก่อนนะครับ
ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าความอยากจะไปกับ ไปได้จริงเนี่ยแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นจริง ๆแล้วเด็กรุ่นใหม่ที่บอกว่าอยากจะย้ายไป อยู่ต่างประเทศเนี่ยจริงๆแล้วมันอาจจะมา จากความรู้สึกหรือเป็นแรงกดดันของเขานะ ครับที่รู้สึกว่าอยู่ประเทศไทยต่อไปการ เติบโตของเศรษฐกิจก็เรียกว่าโตต่ำนะครับ ความช่องว่างของรายได้ก็สูงหรือว่าโอกาส ทางด้านปัญหาปัจจัยทางการเมืองเองก็ยังกด ดันเพราะฉะนั้นหลากหลายปัจจัยเหล่าเนี้ย ก็เรียกว่าเป็น push factor หรือปัจจัย ในการที่จะผลักเขออกไปนะครับทีนี้มาดูว่า ไปได้จริงกันแค่ไหนเนี่ยหลายคนก็อยากที่ จะออกไปเรียนหนังสือต่างประเทศอยากจะไปทำ งานต่างประเทศแต่ความง่ายมันไม่ได้ง่าย อย่างนั้นนะครับต้องเข้าใจกันก่อนว่ามัน ต้องเป็นระดับที่มีทักษะจริงๆหรือคนที่ เรียนเก่งจริงๆที่จะไปต่างประเทศหรือคน ที่มีเงินจริงๆที่จะสามารถไปจ่ายค่าเทอม ไปเรียนต่อต่างประเทศได้ถ้าคนเก่งก็ สามารถที่จะขอสกอลชิหรือขอทุนถูกมั้ยครับ ที่จะไปต่างประเทศเพราะฉะนั้นจริงๆเราก็ ต้องมาดูว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นแต่ต่อ ให้มันสามารถทำได้ต้องเข้าใจกันก่อนว่าคน ที่จะสามารถไปได้เนี่ยอย่างแรกอาจจะรู้ สึกว่าจะได้ยินข่าวว่าคนไปเรียนต่อต่าง ประเทศกันเยอะมากซึ่งก็อาจจะเข้าใจว่าราย ได้ของเราเองในระดับกลางระดับบนก็เติบโต ขึ้นคุณพ่อคุณแม่เองก็ให้โอกาสในจุดนี้นะ ครับเขาเองก็สามารถที่จะนำเงินนะไปเรียน ต่อต่างประเทศแล้วต้องเข้าใจว่าในช่วงที่ ผ่านมาเนี่ยในต่างประเทศเองอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาในยุโรปออสเตรเลียประเทศไหนๆ ก็แล้วแต่เองเนี่ยเขาก็มีเศรษฐกิจที่เติบ โตได้ดีเขาขาดแคลนแรงงานเพราะฉะนั้นเวลา นักศึกษาที่จบปริญญาตรีหรือปริญญาโทอ่า ที่ในประเทศเหล่านั้นเนี่ยก็มีโอกาสที่จะ หางานได้มากขึ้นนะครับเพราะฉะนั้นเองเขา ก็สามารถที่จะอ่าหางานนะครับแล้วก็สามารถ ที่จะขอสิทธิประโยชน์ต่างๆที่จะเข้ามา อาศัยในประเทศเหล่านั้นได้มากขึ้นที่ เรียกว่า PR นะครับก็อ่าคนที่พำนักระยะ ยาวเนี่ยก็อยู่ได้มากขึ้นเพราะฉะนั้นก็จะ เป็นเวฟในลักษณะนั้นมากกว่าแต่ไม่ได้บอก นะครับว่าทุกคนประสบความสำเร็จเราจะเห็น เคสบางเคสนั้นเองที่สามารถไปได้อยู่นาน มากขึ้นตั้งรากฐานครอบครัวนะครับอยู่ต่าง ประเทศอ่าอ่าตรงนั้นก็จะเป็นจุดนึงแต่ไม่ ได้บอกว่าจะทำได้กันซะทุกคนนะคนที่ไปแล้ว ไม่สามารถหางานได้สุดท้ายก็กลับมาบ้านเรา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับก็สามารถที่จะ มาพัฒนาประเทศได้แต่ก็เข้าใจว่าที่พูดใน จุดแรกก็เรียกว่าสมองไหลก็อาจจะทำเห็น ภาพว่าการกลับมาพัฒนาประเทศในจุดที่เราขาด แคลนเ่อในเรื่องของเทคเรื่อง AI เรื่อง วิศวกรรมเรื่องหลายๆอย่างเองก็ไม่สามารถ จะเดินหน้าได้เต็มที่มากนักแต่ก็ไม่ได้ บอกว่าเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ประเทศไทยไม่ ได้อยู่ณปัจจุบันทำให้ประเทศไทยไม่สามารถ เติบโตได้ดีกว่านี้ผมว่าเบนหรือสมองไหล เนี่ยอาจจะยังไม่ได้อธิบายในจุดนี้ผมว่า เรามีปัจจัยอื่นมากกว่านะครับ
ต้องเข้าใจว่าประเทศไทยเนี่ยมีปัญหาเชิง โครงสร้างสังคมสูงวัยอยู่แล้วเพราะฉะนั้น วันเนี้ยเราเจอสังคมสูงวัยก็คือคนเตรียม พร้อมในการเกษียณอยู่มีเยอะเยอะมากนะ เรามีปัญหาขาดแคลนแรงงานเวลาต่างชาติเอง เข้ามาตั้งโรงงานที่บ้านเราหรือมาตั้งธุรกิจ บ้านเราคำถามหลักๆของเค้าคือเรามีคนงานพอ หรือเปล่าอีกอย่างก็คือเราบอกว่าอ่ะเรา บอกว่าเราไม่ใช้คนงานในประเทศเราใช้แรง งานต่างด้าวเค้าก็กลับมาถามคำถามอีกว่า เรามีแรงงานมีทักษะพอหรือเปล่าเพราะ ฉะนั้นแรงงานต่างด้าวที่เราบอกว่าเราใช้ จากประเทศเพื่อนบ้านสัก 3-4 ล้านคนเนี่ย อาจจะไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์การพัฒนาใน รูปแบบของเศรษฐกิจไทยที่เปลี่ยนไปที่เรา จะใช้เรื่องนวัตกรรมเราใช้เรื่อง AI เรา ใช้เรื่องเทคโนโลยีที่มากขึ้นเราบอกเรา ต้องใช้คนในประเทศหรือว่าคนงานที่มีทักษะ จริงๆซึ่งตรงเนี้ยเป็นจุดสำคัญเลยว่าถ้า เราต้องการวิศวกรเราต้องการคนงานมีทักษะ ทางด้านนี้แต่คนเหล่านั้นเองเพ พร้อมที่จะ ไปทำงานในต่างประเทศแน่นอนว่าอาจจะโดน ผลกระทบได้
เวลาเราพูดเรื่อง migration หรือ การย้ายถิ่นมันจะมีอยู่ 2 ตัว push factor กับ pool factor คำว่า push ก็ คือตัวปัจจัยที่ทำให้เขาออกนะครับอาจจะ ความยากจนนะครับหรือว่าปัจจัยโครงสร้าง ต่างๆที่ทำให้เขาไม่สามารถเติบโตในประเทศ ได้อันนี้ก็จะเป็นจุดนึง pool ก็คืออะไร ที่มันดูดเข้าไปทำไมเวลาเไปเถึงเลือกไป ประเทศที่เติบโตได้ดีกว่าอาจจะไปไต้หวัน ไปเกาหลีใต้ไปตะวันออกกลางไปสหรัฐอเมริกา ไปชาติยุโรปไปอื่นๆมากมายเพราะว่ารายได้ ของเขาดึงดูดถูกมั้ยครับจริงๆทักษะเองอาจ จะไม่ได้มีอะไรมากหลายคนก็ไปทำงานได้ภาค เกษตรในต่างประเทศนะครับยกตัวอย่างหลายคน เองไปทำงานภาคเกษตรในอิสราเอลซึ่งตรงนี้ เองรายได้สูงมากนะครับแล้วเขาก็ส่งเงิน กลับประเทศค่อนข้างมากนะครับแต่ว่าคน กลุ่มเนี่ยต้องเข้าใจก่อนเวลาไปเนี่ยเขา ไม่ได้ย้ายถิ่นถาวรเขาไปทำงานด้วยปัจจัย เรื่องของรายได้สุดท้ายพอถึงจุดนึงเขาก็ กลับประเทศนะครับซึ่งตรงนั้นเองก็อาจจะ เห็นทั้ง 2 ส่วนนะครับว่าโอกาสในประเทศ มันค่อนข้างจำกัดต่างประเทศยังเปิดกว้าง เพราะฉะนั้นเขาก็มีการย้ายถิ่นในจุดนี้ แต่เชื่อว่าคำว่าย้ายถิ่นในลักษณะนี้เป็น การย้ายชั่วคราวสุดท้ายคอนแทคเขาหมดเขาก็ กลับประเทศนะครับเรายังไม่ได้เห็นลักษณะ ของการย้ายในลักษณะที่ว่าเห็นการเติบโต ของรายได้มหาศาลกลุ่มนั้นจะเป็นลักษณะของ professional หรือเป็นลักษณะของการทำงาน อาชีพซึ่งเป็นลักษณะของการเรียนต่อบ้าง อะไรบ้างแล้วสุดท้ายก็นะครับก็ตั้งถิ่น อยู่ที่นั่นซะมากกว่าแต่ยังไม่ได้เห็น จำนวนที่มากพอส่วนใหญ่วันนี้เราจะเห็น ลักษณะของการไปทำงานชั่วคราวตามคอนแทคอาจ จะ 3 ปี 5 ปีสุดท้ายกลับมาซะมากกว่านะ ครับ
ต้องย้อนกลับไปครับว่าโครงสร้างเศรษฐกิจ เป็นอย่างไร GDP ของไทยเนี่ยถ้าย้อนกลับ ไปในอดีตที่ตั้งแต่เราโตได้เป็น 10 กว่า เปอร์เซ็นต์นะครับตั้งแต่ก่อนวิกฤตต้มยำ กุ้งเนี่ยไม่ได้บอกว่าโตได้ 10 กว่า เปอร์เซ็นต์แล้วคนไทยเองจะอยู่ในประเทศ จริง ๆแล้วในช่วงนั้นเราก็เห็นข่าวว่าคนไทยเอง ก็ไปทำงานในตะวันออกกลางไปทำงานในต่าง ประเทศเช่นกันเพราะจริงๆแล้วการเติบโต อย่างเดียวมันไม่พอต่อให้เราเติบโตได้แต่ ฐานเราค่อนข้างต่ำเวลาเราเห็นต่างประเทศ เองเนี่ยรายได้ต่อหัวเขาสูงถูกมั้ยครับ ค่าแรงเราณตอนนู้นน่ะวันละ 100 กว่าบาท 200 บาทเองในต่างประเทศเองเได้มากกว่า นั้นเพราะฉะนั้นก็เห็นภาพอ่ะครับว่าการ ที่ไปทำงานในต่างประเทศมันมีโอกาสสำหรับ เค้าที่จะเก็บเงินนะครับแล้วส่งกลับมา บ้านเราเพราะฉะนั้นจริงๆก็จะเป็นโจทย์ นั้นส่วนหนึ่งแต่บอกว่าเอ๊ะแล้วประเทศไทย มันเป็นแบบเนี้ยรายได้ต่อหัวต่ำมันจะต่ำ ไปเรื่อยๆหรือเปล่าจริงๆแล้วมันต้องอาศัย หลายปัจจัยเช่นเราบอกว่าถ้าจะให้รายได้ สูงขึ้นนะครับอ่า GDP per capital หรือ รายได้ต่อหัวเนี่ยมันต้องเห็นการเติบโต ทีนี้เราจะเติบโตได้สักเท่าไหร่ถึงจะหลุด กับดักรายได้ปานกลางถูกมั้ยครับให้ไปสู่ รายได้ระดับสูงที่บอกว่าจะโตได้ปีละ 5% ต่อเนื่องเนี่ยสุดท้ายเราสามารถเติบโตได้ คำว่าจะให้เศรษฐกิจโตได้ขนาดนั้นเนี่ยมัน ต้องมีเรื่องของการศึกษามันมีเรื่องของ เทคโนโลนะครับมีเรื่องของโครงสร้างกฎ ระเบียบมีเรื่องของการลงทุนโดยเฉพาะการลง ทุนจากต่างประเทศแล้วก็ไหนประเทศที่เข้า มาวันเนี้ยเราพยายามมองภาพของรัฐบาลใน ช่วงที่ผ่านมามีทั้งแก้ปัญหาระยะสั้นซะ ส่วนใหญ่เพราะว่าอย่าลืมว่าเศรษฐกิจไทย เนี่ยเจอปัญหาระยะสั้นค่อนข้างมากไผ่แล้ง น้ำท่วมเศรษฐกิจมีปัญหาจากต่างประเทศบ้าง แต่การแก้ปัญหาระยะยาวจริงๆเนี่ยก็ยังทำ อยู่เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้ให้น้ำหนักใน จุดนี้มากนักเพราะฉะนั้นที่บอกว่าเราจะโต จนกระทั่งเศรษฐกิจไทยหลุดกับดักรายได้ปาน กลางเป็นรายได้ระดับสูงเหมือนที่หลาย ประเทศเค้าคาดการณ์กันเนี่ยของไทยเองจริง ๆแล้วก็ยังไม่สามารถที่จะหลุดตรงนั้นได้ นะครับอาจจะประมาณ 10 ปีเราก็ยังไม่ได้ เห็นภาพจุดนั้นนะครับเพราะฉะนั้นเวลาเรา ฟังแบบนี้ว่าอีก 10 ปีเราก็ไม่สามารถที่ จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากจะเป็นรายได้ ระดับสูงคนรุ่นใหม่เขาฟังแบบนี้ก็อาจ จะคิดเหมือนกันว่าเขาอยู่ไปอีก 10 ปีก็ ยังอาจจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนักก็ อาจจะเป็นแรงกดดันในจุดหนึ่งว่าทำไมเขา ถึงคิดว่ามันถึงเวลาที่เขาพร้อมที่จะไป เปิดโอกาสในต่างประเทศซะมากกว่านะ ครับมาก กว่าที่จะอยู่เฉยๆอยู่ในประเทศแต่จริงๆก็ ไม่ได้บอกว่าคิดผิดนะครับจริงๆแล้วถ้ามี โอกาสให้ตัวเองได้มีโอกาสได้ไปเรียนต่าง ประเทศไปทำงานต่างประเทศได้สำหรับคนที่ทำ ได้ก็เป็นเรื่องดีทีเดียวนะครับแต่สำหรับ คนที่ทำไม่ได้จริงๆก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ จริงๆแล้วถ้าเราขวนขวายเพิ่มเติมเรียน อะไรเพิ่มเติมจริงๆก็ยังมีโอกาสได้อยู่นะ ครับแล้วคนรุ่นเอ่อมีอายุมากหน่อยก็อย่า เพิ่งไปว่าเค้าว่าเค้าไปต่างประเทศแล้วจะ ไม่พัฒนาในประเทศจริงๆแล้วเปิดโอกาสเ้า ด้วยเพราะจริงๆแล้วคนในอดีตที่วัยวัน เนี้ยอยู่ในวัยสูงวัยย้อนกลับไป 30-40 ปี ก่อนก็มีคนจำนวนมากที่ไปทำงานต่างประเทศ แล้วก็นำเงินกลับมาในประเทศถูกมั้ยครับ เพราะจริงๆแล้วมันก็มีการเปลี่ยนแปลงนะ ครับก็อย่าเพิ่งไปมองว่ามันเป็นเรื่องที่ เสียหายซะทั้งหมดเพียงแต่ว่าต้องบอกเค้า จริงๆว่าการที่ไปทำงานต่างประเทศได้สุด ท้ายแล้วถ้าวันนึงนะมีทั้งการส่งเงินกลับ มาช่วยเหลือครอบครัวมีทำกลับมาแล้วมี ทักษะต่างๆที่สามารถพัฒนาประเทศได้จริงๆ ประเทศไทยก็ยังมีโอกาสอยู่ครับ
ผมยังไม่ได้คิดว่า World Bank หรือว่า หน่วยงานต่างประเทศอื่นๆจะเห็นว่าประเทศ ไทยสามารถที่จะหลุดกับดักรายได้ปานกลาง ได้ภายใน 5 ปีหรือแม้แต่ 10 ปีจริงๆแล้ว โจทย์สำคัญมันมีเยอะมากนะครับมันมีเรื่อง ของการทลายปัญหากฎระเบียบเรื่องของ คอร์รัปชัมีเรื่องของอ่าการสร้างโครง สร้างพื้นฐานนะครับยกทักษะฝีมือแรงงาน ปัญหาในเรื่องของการศึกษามีเยอะแยะมากมาย เลยมันไม่ใช่เพียงแต่ว่าใส่เงินเข้าไป แล้วเงินมันจะทวีคูณขึ้นมาจนทำให้รายได้ ต่อหัวมันสูงขึ้นจริงๆแล้วมันเป็นปัญหา เชิงโครงสร้างมากมายเลยแต่ไม่ได้บอกว่าทำ ไม่ได้เพียงแต่ว่าต้องเร่งมือทำแล้วก็ให้ โฟกัสจริงๆผมเชื่อครับว่าถ้าเรามีรัฐบาล ที่มาใหม่แล้วเา้ามองภาพโครงสร้างระยะยาว ของประเทศมากกว่ามองเพียงปัญหาเฉพาะหน้า ตรงนี้เองอาจจะเป็นโอกาสก็ได้ที่อาจจะทำ ให้เศรษฐกิจไทยสามารถที่จะหลุดพ้นไอ้ตัว หลุมตัวเนี้ยครับที่เห็นภาพว่าเศรษฐกิจโต ต่ำที่สุดในภูมิภาคถ้าสามารถที่จะทำได้ใน ระยะระยะกลางจริงๆเนี่ยก็มีโอกาสอ่ะครับ เราอาจจะไม่ได้บอกว่าเราต้องโต 5% แต่สัก 3-4% อย่างน้อยเองก็ย่นเวลาจากที่เรามอง ว่าเรามองไม่เห็นปลายทางเลยว่าจะเป็นราย ได้ระดับสูงอาจจะกลับมาก็ได้อาจจะไม่ใช่ 10 ปีอาจจะเป็น 15 ปีก็ได้อย่างน้อยคน ยังเฝ้ารอนะครับแล้วตั้งความหวังได้ครับ
>> ฝากถึงรัฐบาลใหม่ค่ะว่าเราควรทำนโยบายยัง ไงเพื่อทำให้ไทยเนี่ยกลายเป็นเศรษฐกิจ แห่งความหวังสำหรับคนรุ่นใหม่ได้
>> ตรงนี่ค่อนข้างยากนะครับเพราะจริงๆแล้ว มันไม่ใช่เพียงแต่คนรุ่นใหม่อย่างเดียว แต่คนไทยโดยรวมเองเนี่ยเราก็เห็นภาพ เศรษฐกิจไทยที่โตต่ำมาเป็นเวลานานมันมี ปัญหาเชิงโครงสร้างมากมายเลยที่เราถูก รัฐบาลในอดีตเนี่ยมองข้ามแล้วก็ไปโฟกัส ที่ปัญหาระยะสั้นซึ่งไม่ได้ผิดนะครับ เพราะประเทศไทยเนี่ยติดหล่มเศรษฐกิจโตต่ำ มาตลอดกำลังซื้อออนแอร์มาตลอดเพราะฉะนั้น ต้องโฟกัสที่ปัญหาระยะสั้นเพียงว่าต้อง แบ่งกลุ่มมาดูแลปัญหาระยะยาวด้วยไม่ ฉะนั้นถ้าเราทุบทุ่มทรัพยากรทั้งหมดมาที่ ปัญหาระยะสั้นเราก็จะเจอแบบเนี้ยครับว่า สุดท้ายระยะยาวเองเนี่ยเรายังไปไม่ถึงไหน เพราะจริงๆเราก็ยังอยากจะมองจริงๆว่ามัน ไม่ใช่แค่เด็กรุ่นใหม่อย่างเดียวแต่ทุกคน นะครับวันนี้กำลังให้น้ำหนักว่าเราเริ่ม มองอนาคตเราได้มั้ยนะครับให้เศรษฐกิจไทย เนี่ยอย่างน้อยขยายตัวได้ไม่ใช่ต่ำ 2 ไม่ ใช่ 2.5 5 อย่างที่เรียกว่าศักยภาพ เศรษฐกิจแต่ไปให้ถึง 3 ไปให้ถึง 4 เหมือน ประเทศเพื่อนบ้านได้มยซึ่งวันเนี้ยความ หวังที่มองภาพว่าจะเติบโตได้มันต้องเริ่ม ทำณปัจจุบันแก้ไขกฎระเบียบแก้ปัญหา คอร์รัปชัดูเรื่องของการไปเปิดตลาดต่าง ประเทศดูการเจรจาการค้าเสรีกับหลากหลาย ประเทศดึงนวัตกรรมเข้ามาดึงเรื่องของ FDI เข้ามาถูกมั้ยครับตรงนี้มันจะมีความหลาก หลายที่มากขึ้นในขณะเดียวกันก็ต้องดูแล เรื่องการศึกษาดูแลเรื่องแรงงานดูแล เรื่องเอ่อหลายๆอย่างอ่ะครับให้คุณสามารถ ที่จะมีการออมมีการลงทุนได้ดีขึ้นผมว่า โจทย์พวกเนี้ยเป็นโจทย์ที่ไม่ใช่แค่Genซ อย่างเดียวแต่ว่าทุกเจนนะครับวันนี้เองก็ มาปัญหาในประเทศไทยที่ไม่แตกต่างกันเพียง แต่ว่าคนรุ่นใหม่เองเขาอาจจะรู้สึกว่าวัน เนี้ยมันเป็นวัยรุ่นของเขาค้าเป็นวัยที่ เขาเริ่มเข้ามาเอยากจะมองว่าในอนาคตเอยาก จะเติบโตได้เร็วกว่านี้นะครับซึ่งก็ไม่ ได้ผิดอะไรเพราะมันเป็นวัยที่เขาทุ่ม ทรัพยากรในกับชีวิตของเขาให้เต็มที่ก็อาจ จะมองนะครับว่าจริงๆแล้วปลายทางของประเทศ ไทยยังมีอยู่ไม่ใช่เพียงรัฐบาลใหม่แต่ว่า จริงๆแล้วก็ทุกรัฐบาลน่ะถ้าเรามีความหวัง เราก็สามารถที่จะ push เค้านะครับพยายาม ที่จะอ่าให้เค้าเพิ่มน้ำหนักในจุดนี้ได้ มากขึ้นนะครับจริงๆแล้วทุกคนก็ต้องเป็น ฝ่ายตรวจสอบและมีส่วนร่วมนะครับทางด้าน ของการเมืองและก็เศรษฐกิจสังคมนะครับ
2 ส่วนนะครับอย่างแรกคือคนไทยที่อาจจะ เรียกว่า brain drain หรือสมองไหลไปอยู่ ต่างประเทศไม่ใช่แค่ว่าไปทำงานตามคอนแทค 3 ปี 5 ปีแต่คนที่ไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่นนะ ครับบอกว่าให้กลับมาเมืองไทยจริงๆแล้วถ้า ไปบอกเว่าให้กลับมาเพราะว่านี่นี่คือบ้าน เกิดผมว่าอย่างเดียวคงไม่พอเพราะว่าเค้า ไปอยู่ที่นั่นเมีชีวิตที่สุขสบายมีรายได้ ที่ดีนะครับจริงๆแล้วเราต้องมองนะครับว่า ใช้ในต่างประเทศได้เราดูคนจีนคนเกาหลีใต้ หรือแม้แต่คนญี่ปุ่นที่สมัยก่อนเคยไปอยู่ ต่างประเทศก็มีหลายคนที่เขากลับประเทศนะ ครับเพราะอะไรเพราะว่าเขาเห็นโอกาสในการ เติบโตในประเทศเขาสูงมากเศรษฐกิจที่เขา เติบโตได้ดีมากเขาก็เห็นโอกาสในจุดนี้เขา ก็เลยย้ายกลับมาถูกมั้ครับกลับมาบ้านเรา ว่าถ้าจะทำพูดคงไม่พอ ต้องทำให้ชัดเจนว่าวันเนี้เราจะวางระบบ วางรากฐานและการเติบโตตรงเนี้ยมันจะเป็น โอกาสดึงดูดเขาถ้าเขาเห็นโอกาสตรงนี้ผม เชื่อว่าถ้าเขาสามารถสร้างรายได้ไม่ต้อง เท่าเทียมกับที่เขาอยู่ที่อเมริกาหรือใน ประเทศอ่าพัฒนาแล้วแต่ใกล้เคียงกันเนี่ย เขาเองก็สามารถที่จะย้ายกลับมาได้ถ้าอยู่ ใกล้ชิดกับครอบครัวผมเชื่อว่าตรงนั้นก็ เป็นรากฐานอย่างหนึ่งนะครับสำหรับแต่ว่า มันต้องมีการสร้างแล้วก็ปูพื้นฐานให้เขา เห็นนะครับ
ในขณะเดียวกันเราบอกว่าเศรษฐกิจไทยเนี่ย เราบอกเราเพิ่งพาแรงงานในประเทศไม่พอ เราก็รู้อยู่แล้วเรามีปัญหาขาดแคนแรงงาน เราจะไปพึ่งรายงานต่างด้าวไร้ทักษะก็ไม่ได้ วันนี้เราต้องดึงดูด Foreign Talent ก็คือคนที่มีความรู้ ความสามารถจากต่างประเทศให้เข้ามาถูกมั้ ครับทางด้านไอทีบ้างอ่าวิศวกรรมบ้างหลายๆ อย่างเองก็มาในประเทศเพื่อมาทำงานแล้วก็ พยายามที่จะผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆมากมาย คำว่ากฎระเบียบเป็นสำคำที่สำคัญมากนะ ครับเพราะว่าหลายคนที่เข้ามาทำงานเมืองไทย แล้วเจอปัญหาเยอะมากเลยเรื่องวีซ่าบ้างนะ ครับเรื่องการต่ออะไรหลายๆอย่างเอกสาร หลายๆอย่างบ้างเพราะผมเชื่อว่าตรงเนี้ย เนี่ยเป็นโจทย์นึงที่ทำให้ทำไมเวลาเรา เทียบกับเวียดนามมาเลเซียสิงคโปร์มันถึง เทียบได้ค่อนข้างยากผมเชื่อว่าถ้าเราทำ ตรงเนี้ยให้ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน ให้ได้ก่อนนะครับค่อยๆดูเรื่องกฎระเบียบ ดูเรื่องความน่าสนใจไอ้เรื่องอาหารเรื่อง อากาศเนี่ยผมว่าเราชนะเค้าถูกมั้ครับ เรื่องธรรมชาติเรื่องความน่าอยู่ของ ประเทศไทยแต่มันไม่พอมันต้องมีหลายๆอย่าง ที่ประกอบกันผมเชื่อว่าโจทย์ตัวเนี้ยเรา จะดึงดูดต่างชาติให้มาได้มากขึ้นนะครับ