📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

วิวัฒนาการศาลปกครองในช่วงเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองและระบบกฎหมาย

สํานักงานศาลปกครอง9:28

Transcription

มีวิวัฒนาการศาลปกครองในช่วงเปลี่ยนแปลงการเมือง การปกครอง และระบบกฎหมายนี่ปรายรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศต่างๆ ในเอเชียเผชิญกับลัทธิล่าอาณานิคมอย่างรุนแรง อังกฤษทำสงครามฝิ่นและมีชัยชนะเหนือประเทศจีน และได้ทำสนธิสัญญานานกิง ทำให้อังกฤษมีสิทธิ์นอกอาณาเขตในประเทศจีน อังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยและเรียกร้องการทำสัญญาดังกล่าวกับประเทศไทยเช่นกัน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงเล็งเห็นอันตรายในการปฏิเสธความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก จึงทรงดำเนินพระราชโองการเปิดการติดต่อกับประเทศตะวันตกอย่างกว้างขวาง ดังนั้นเมื่อจอห์นเบาว์ริงเข้ามาเจรจาทำสนธิสัญญาพระราชไมตรีกับไทย พระองค์จึงทรงทำสัญญาด้วย เพราะ [เพลง] [เพลง] การเดินทางมาของอังกฤษครั้งนั้นได้เตรียมเรือปืนไว้พร้อมแล้ว และยังต้องทรงทำสัญญากับประเทศอื่นอีกหลายประเทศ การเปิดการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตกอย่างกว้างขวางนี้ทำให้ระบบการปกครองของไทยได้รับอิทธิพลของต่างชาติและมีการปรับใช้กฎหมายของไทยกับชาวต่างชาติด้วย

ถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้รับแนวพระราชดำริทั้งการเมืองจากพระราชบิดามา ดำเนินการต่อไปตามหลักการใหญ่ๆ ทั้งพระราชดำริการเมืองภายในและภายนอกประเทศ ความหวังทั้งการเมืองของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลายประกาศมาสำเร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเสด็จประพาสต่างประเทศของพระองค์เริ่มต้นเมื่อพระชนมายุ 17 พรรษา โดยการเสด็จสิงคโปร์และชวาอย่างเป็นทางการที่เบต้า V คุณนั่งเช่าฮอลันดาซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมในขณะ [เพลง] ก็ได้รับเสด็จหน้าการประชุมของที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน การได้ทอดพระเนตรและเยี่ยมชมการดำเนินงานของที่ปรึกษาราชการแผ่นดินครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญในการตั้ง Council of State ในประเทศไทย บุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการศึกษาแนวคิดการจัดตั้งที่ปรึกษาราชการแผ่นดินหรือ Council of State คือเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ เมื่อดูจากปีที่ท่านใกล้กฎหมายฉบับนี้แล้ว สันนิษฐานได้ว่าการศึกษารูปแบบและแนวคิดการบริหารราชการแผ่นดินด้วยองค์กร Council of State เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 [เพลง]

สำหรับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ในช่วงต้นราชการท่านยังไม่สามารถบริหารประเทศตามแนวคิดของพระองค์เอง เนื่องจากมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเป็นผู้ดำเนินการ จนครั้งเมื่อมีพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 จึงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงการเมือง การปกครองครั้งสำคัญของประเทศ อันคือ มีจุดกำเนิดของรูปแบบศาลปกครองในประเทศไทยอย่างในปัจจุบัน การบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองนั้นเริ่มจากการปฏิรูปการคลัง ปฏิรูปขนบธรรมเนียมการเข้าเฝ้า จากนั้นได้ทรงจัดตั้งสภาหลักขึ้น 2 สภา คือ Council of State และ Privy Council พระราชบัญญัติ Council of State ประกาศเมื่อ 8 พฤษภาคม ปีพุทธศักราช 2417 จัดตั้งครั้งแรกมีขุนนางระดับสูง 12 ท่าน มีอำนาจหน้าที่ 2 ประการ คือเป็นที่ปรึกษาของพระองค์ในการบริหารราชการแผ่นดินและในการร่างกฎหมาย กับพิจารณาเรื่องที่ราษฎรได้รับความเดือดร้อน สมาชิกที่อยู่ในสภานี้ไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์อย่างไร มีตำแหน่งอย่างไร จะมีฐานะเท่าเทียมกัน แสดงความคิดเห็นต่างๆ ได้อย่างเต็มที่และมีความสำคัญเสมอกัน งานที่สำคัญอันดับแรกของคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินคือ [เพลง] ขอแก้ไขและปรับปรุงของราชการต่างๆ ที่สำคัญคือการจัดการเกี่ยวกับระบบภาษีอากร อำนาจหน้าที่ของคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินมีได้มีเฉพาะอำนาจในการบริหารราชการเท่านั้น หากได้ตรวจสอบแล้วเห็นผิดว่ามีการปฏิบัติราชการผิดปกติ ยังมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการศาลรับสั่งเพื่อสอบสวนเอาความผิดต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำการดังกล่าวได้ การจัดตั้ง Council of State คือที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในครั้งนั้นมีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอยู่หลายประกาศ นอกเหนือจากการพิจารณาคดีความของขุนนางระดับสูงแล้วยังมีงานเกี่ยวกับการวางระเบียบ บังคับข้อกฎหมายต่างๆ ด้วย [เพลง] [เพลง]

มีการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้หลายประกาศ คณะที่ปรึกษานั้นก็ยังไม่ค่อยเข้าใจบทบาทหน้าที่ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนมาใช้วิธีทำงานด้วยพระองค์เอง ประกอบกับการเกิดวิกฤตการณ์วังหน้า เกิดความตึงเครียดระหว่างวังหลวงกับวังหน้า จนต้องเชิญสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เข้ามายุติเหตุการณ์ เหตุการณ์นี้ทำให้พระองค์ตระหนักว่าการพัฒนาประเทศยังคงต้องอาศัยคนรุ่นเก่าอยู่มาก พระองค์มีความระมัดระวังรอบคอบมากขึ้นในการนำพาการเปลี่ยนแปลงและใช้กฎหมายมาต่อสู้กับอำนาจของบุคคลเพื่อวางรากฐานในการสร้างรัฐชาติหรือ Nation State [เพลง]

ขอเบอร์ระยะเวลาผ่านไประยะหนึ่ง กลุ่มเชื้อพระวงศ์และขุนนางที่เคยศึกษาในยุโรปได้มีข้อราชการกราบทูลเสนอแนะเพื่อขอให้พระองค์ทรงพิจารณาการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดินตามแบบตะวันตกอย่างเต็มที่ พระองค์มีพระราชดำรัสตอบความเห็นนั้น ซึ่งทำให้เห็นได้ว่าพระองค์ทรงตระหนักในเรื่องการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทรงติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของประเทศในยุโรปและไม่ได้ปิดกั้นความคิดใหม่ในรูปแบบของการเมืองการปกครอง ซึ่งจะทำได้ต้องอาศัยปัจจัย 2 ประการ 1 [เพลง] การเปลี่ยนแปลงนั้นข้าราชการต้องทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ มีการประชุมและประสานงานกันอย่างดี 2 การออกกฎหมายก็จะต้องมีผู้ที่มีความรู้มีความรอบคอบรอบด้านเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งหาได้ยากยิ่งในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม คำกราบบังคมทูลความเห็นในการ [เพลง] ผู้บริหารราชการแผ่นดินนี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระบบบริหารราชการแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกครั้ง ซึ่งพระองค์ได้ทรงนำแนวคิดตะวันตกในการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยของพระมหากษัตริย์ออกสู่สภาต่างๆ ดังที่เคยทรงนำแนวคิดนั้นมาปรับใช้ในช่วงต้นราชการในปีพุทธศักราช 2431 ทรงทดลองปฏิรูปการปกครองแบบใหม่ที่มีสภาพร้อมทั้งทดลองให้มีเสนาบดีสภาทำหน้าที่บริหารราชการ ในวันที่ 19 กันยายน ปีพุทธศักราช 2435 [เพลง] ทรงโปรดเกล้าฯ โปรดกระหม่อมแต่งตั้งองคมนตรีสภาเป็นที่ปรึกษา โดยคัดเลือกบุคคลจากความรู้และมีอิทธิพล ในปีพุทธศักราช 2437 มีประกาศตั้งรัฐมนตรีสภาเป็นที่ปรึกษากฎหมายแทนที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน โดยทำหน้าที่เกี่ยวกับการร่างและยกเลิกกฎหมาย มีส่วนบังคับใช้กฎหมายและร่วมกับองคมนตรีสภาในการทำหน้าที่ศาลรับสั่ง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากสนธิสัญญาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตตามแบบที่ญี่ปุ่นทำสำเร็จ ด้วยการเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายให้เป็นแบบตะวันตก บรรดาประเทศที่มีสนธิสัญญาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับไทยนั้นใช้กฎหมายแบบประมวลกฎหมาย ยกเว้นอังกฤษที่ใช้แบบจารีตประเพณี พระองค์ทรงเลือกระบบประมวลกฎหมายเป็นหลักในการปฏิรูประบบกฎหมาย งานร่างประมวลกฎหมายอาญา แพ่ง และพาณิชย์ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่นั้น เมื่อมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงสนพระทัยในงานร่างกฎหมายมาก แต่การร่างกฎหมายยังมีความล่าช้า ในที่สุดปีพุทธศักราช 2466 ได้มีการจัดตั้งกลุ่มร่างกฎหมายขึ้นและมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2468 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การร่างกฎหมายยังดำเนินต่อไป เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพุทธศักราช 2475 ได้มีพระบรมราชโองการโอนกรมร่างกฎหมายไปขึ้นกับคณะกรรมการราษฎรเพื่อความสะดวกในการดำเนินการออกกฎหมาย ประเทศไทยได้พยายามร่างกฎหมายและใช้เป็นข้ออ้างในการเจรจาเรื่องเอกราชทางสายและในที่สุดประเทศไทยก็ได้อำนาจคืนโดยประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศสุดท้ายในปีพุทธศักราช 2482 ระบบกฎหมายได้รับการยอมรับจากอารยะประเทศและสามารถสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคมไทย