Transcription
ขอเจริญพรทุกท่าน
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่องธรรมะใจสงบ เมื่อพบธรรมวันนี้ อาตมาขอฝากธรรมะบทหนึ่งที่จะเตือนใจผู้ที่กำลังเร่ง ผู้ที่กำลังดิ้น ผู้ที่กำลังทุกข์ เพราะอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ
หัวข้อในวันนี้คือ "อย่าเร่งจนเป็นทุกข์ ทุกอย่างมีเวลาของมัน เพราะกรรมจัดสรรในเวลาที่ใช่" บางครั้งเราทำดีแล้วไม่ได้ดีทันที เราอดทนแล้วแต่ยังไม่เห็นผล เรารักใครบางคนเต็มหัวใจแต่กลับไม่ได้รับความรักตอบ เราทุ่มเทกับงานแต่กลับไม่ได้รับโอกาสเหมือนคนอื่น แล้วใจเราก็เริ่มถามว่า "เมื่อไหร่จะถึงเวลาของเรา ทำไมเขาได้ก่อนเรา ทำไมกรรมถึงไม่ยุติธรรม"
แต่แท้จริงแล้ว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตมันไม่เคยพลาดแม้แต่วินาทีเดียว เพียงแต่มันยังไม่ถึงเวลาที่กรรมจะแบ่งบานผลของมันออกมาให้เราเห็นเท่านั้นเอง ในโลกนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ความสุข ความทุกข์ ความสำเร็จ ความล้มเหลว ล้วนมีเหตุแห่งมัน
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดแต่เหตุ ดับเพราะเหตุ" เมื่อเราทำเหตุแห่งบุญไว้ ผลแห่งบุญย่อมมาถึงในวันที่กรรมอนุญาต แต่ถ้าเรายังเร่ง ยังดิ้น ยังอยากให้ผลมาทันใจ เรานั่นแหละจะเป็นผู้ทุกข์ก่อนใครทั้งหมด
จงเชื่อในกฎของกรรม เพราะมันยุติธรรมกว่าทุกสิ่ง ไม่มีใครหนีกรรมได้ และไม่มีใครถูกลืมในกาลเวลา ถ้าเราทำดี บุญจะคอยหนุน เพียงแต่บุญไม่เคยรีบ บุญจะมาถึงในวันที่เราสมควรได้ครับ
เช่นเดียวกัน ถ้าใครทำชั่ว ผลแห่งกรรมนั้นก็จะ ไม่หายไปไหน มันรอวันที่จิตเขาอ่อนแอพอ แล้วผลของกรรมจะเดินทางมาสอนเขาอย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องมีใครไปตามทวง
เพราะฉะนั้น วันนี้อย่าเร่งจนเป็นทุกข์ อย่าเร่งรัก อย่าเร่งสำเร็จ อย่าเร่งให้ชีวิตไปถึงปลายทาง ทั้งที่ใจยังไม่พร้อมจะรับมัน ทุกสิ่งที่กรรมจะให้ มันจะมาในวันที่เรามีวาสนาพอที่จะรักษาไว้ได้
จงใช้เวลานี้ฝึกใจให้สงบ ฝึกวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ฝึกมองความช้าเป็นครู ฝึกยิ้มให้กับความล่าช้า เพราะบางครั้งความช้าของกรรมกำลังปกป้องเราไม่ให้พังในสิ่งที่เรายังไม่พร้อมจะรับ
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "เมื่อถึงเวลา ผลแห่งกรรมจะให้ผลเอง โดยไม่ต้องเรียกร้อง" เพราะฉะนั้น จงทำดีต่อไป แม้วันนี้ยังไม่เห็นผล แต่วันหนึ่งบุญที่เราทำจะมาหาเราแน่ ในเวลาที่เหมาะสม ในจังหวะที่งดงามที่สุดของชีวิต
ชีวิตไม่ต้องรีบ ขอเพียงเรายังเดินด้วยใจดี ยังทำเหตุที่ต้องถูก วันหนึ่งผลจะงดงามกว่าที่เราคิดไว้ อย่าลืมว่าดอกไม้ทุกดอกย่อมบานในฤดูของมัน และกรรมดีทุกอย่างก็จะผลิบานในเวลาที่ใช่เสมอ
เพราะฉะนั้น วันนี้จงพักใจ หยุดเร่ง หยุดดิ้น แล้วปล่อยให้ธรรมชาติของกรรมจัดสรรทุกสิ่งตามจังหวะของมันเถิด ขอให้ใจของท่านสงบ เมื่อรู้ว่าทุกสิ่งที่รออยู่จะมาถึงแน่ เมื่อถึงเวลา
เพราะในความเป็นจริงของชีวิต ไม่มีใครได้ทุกอย่างในเวลาที่ตัวเองต้องการ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงสั่งสมบารมีนับอสงไขยไตรยกรรม จึงจะตรัสรู้ได้ การจะได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งในชีวิตไม่ได้เกิดจากการเร่ง แต่เกิดจากเหตุที่เราวางไว้อย่างต่อเนื่อง เพราะทุกสิ่งมีเวลาของมัน
เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ถูกฝังในดิน มันต้องรอฝน รอแสงแดด รอฤดูที่เหมาะ ถึงจะงอกงามได้ อย่างสมบูรณ์ หากเราขุดดูทุกวัน มันจะไม่เติบโตเลย
เช่นเดียวกับชีวิตเรา หากเรามัวแต่เร่ง มัวแต่หงุดหงิดกับสิ่งที่ยังไม่มา ใจเราก็จะเต็มไปด้วยความทุกข์ จนลืมเห็นความงามของสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้า คนส่วนมากทุกวันนี้ไม่ได้ทุกข์เพราะไม่มีสิ่งดีๆ แต่ทุกข์เพราะใจไม่ยอมรอ ใจอยากให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามกำหนดของตัวเอง
เราอยากให้คนรักเข้าใจเราในทันที อยากให้ชีวิตดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้เวลา อยากให้ผลบุญมาตอบแทนโดยไม่ต้องผ่านบทเรียนของความเจ็บปวด แต่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามเหตุปัจจัย"
ไม่มีใครเร่งกรรมได้ ไม่มีใครข้ามผลแห่งเหตุที่ตนเองเคยทำ เมื่อเรายังมีเหตุที่ต้องชดใช้ ผลดีจะยังไม่เบ่งบาน แต่เมื่อเราชดใช้ครบ บุญเก่าจะค่อยๆแผ่ผลมาหาเราอย่างนุ่มนวล
เพราะฉะนั้น เมื่อวันนี้ยังไม่เห็นผลของความดี จงอย่าโทษบุญ จงอย่าท้อแท้ เพราะบุญไม่เคยลืมใคร มันเพียงแต่รอเวลา รอวันที่ใจเราพร้อมจะรับผลนั้นอย่างเข้าใจ ถ้าเรายังใจร้อน แม้ได้สิ่งดีมาก็รักษาไว้ไม่ได้ เพราะใจยังไม่สงบพอ ยังไม่เห็นคุณค่าพอ
ทุกสิ่งที่กรรมจัดสรรจะมาพร้อมกับบทเรียน เพื่อให้เราพัฒนา ไม่ใช่แค่ได้รับสิ่งนั้นเท่านั้น เพราะฉะนั้น อย่าเร่งเลย ชีวิตไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่ต้องรีบเหมือนคนอื่น ขอเพียงเรารู้ว่าทุกสิ่งมีเหตุและผล และเรากำลังเดินอยู่บนทางที่ถูกต้อง
ให้ระลึกไว้เสมอว่า ความสุขไม่ได้อยู่ที่การถึงเป้าหมายไว้ แต่อยู่ที่การเดินอย่างมีสติ อย่างเข้าใจ
พระพุทธองค์ตรัสว่า "ความเพียรที่ไม่ประมาทคือทางแห่งความไม่ตาย" หมายความว่าเราควรทำดีอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เร่งร้อน ไม่ย่อท้อ เพราะผลจะมาถึงเองเมื่อถึงเวลา เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ที่ขึ้นตรงเวลาเสมอ ไม่เคยช้า ไม่เคยรีบ แต่ก็ให้แสงสว่างแก่ทุกชีวิตอย่างเท่าเทียม
เราเองก็เช่นกัน หากใจมั่นในทางธรรม ใจตั้งอยู่ในความดี วันนึงชีวิตจะสว่างขึ้นเอง โดยไม่ต้องรีบ อย่าลืมว่าทุกสิ่งในโลกนี้มีเหตุแห่งการปรากฏและดับไป แม้ความทุกข์ก็เกิดจากเหตุ และจะดับได้เมื่อเราหยุดเร่ง หยุดดิ้น หยุดปรุงแต่งให้ชีวิตต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
เมื่อเรายอมรับได้ว่าทุกอย่างมีเวลาของมัน ใจก็จะเบา ความคาดหวังจะค่อยๆคลาย ความทุกข์จะค่อยๆลด และเราจะเริ่มเห็นความงามของปัจจุบันที่แท้จริง เพราะปัจจุบันนี่เองคือเวลาของกรรม เวลาของการสร้างเหตุใหม่ เวลาของการฝึกใจให้รู้จักรอ
และเมื่อเรารอได้อย่างสงบ เราจะเข้าใจคำว่า "ทุกอย่างมาถึงในเวลาที่ใช่" อย่างลึกซึ้งที่สุดในชีวิต
หลายคนในยุคนี้ ใช้ชีวิตเหมือนกำลังวิ่งแข่งกับเวลา แข่งกับคนอื่น แข่งกับความสำเร็จ จนลืมไปว่าใจของตนกำลังเหนื่อยทุกวัน
เราตื่นขึ้นมาพร้อมความคาดหวัง พร้อมแรงกดดัน พร้อมคำถามที่ว่า "เมื่อไหร่ชีวิตจะดีขึ้น เมื่อไหร่จะพ้นจากความทุกข์นี้เสียที" แต่ในความเป็นจริง ชีวิตไม่เคยเดินตามใจเรา เพราะมันต้องเดินตามกรรมที่เราทำไว้
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม" หมายความว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งสุขและทุกข์ ล้วนเป็นผลจากเหตุที่เราได้ทำไว้ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเพราะบังเอิญ ไม่มีโชคชะตา มีแต่เหตุและผลที่สืบต่อกันไปอย่างแม่นยำ
ดังนั้น เมื่อวันนี้เรายังไม่ได้สิ่งที่หวัง ยังไม่เจอสิ่งที่ใจต้องการ จงอย่าโทษฟ้า อย่าโทษกรรม แต่ให้กลับมาดูเหตุแห่งปัจจุบัน เราทำสิ่งใดไว้ เรากำลังสร้างเหตุแบบใดอยู่ เพราะสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะเป็นรากฐานของผลในวันข้างหน้า
หากเราทำดีต่อไป โดยไม่เร่ง ไม่ดิ้น ไม่ใจร้อน ผลดีจะตามมาแน่ แม้มาช้าแต่มาแน่นอน แต่ถ้าเราเร่งจนลืมทำ รีบจนลืมสติ สิ่งที่ได้มากลับกลายเป็นทุกข์ที่ต้องชดใช้อีกยาวนาน
ใจคนเรามักจะไม่พอ เมื่อได้สิ่งหนึ่งก็อยากได้อีกสิ่งหนึ่ง เมื่อมีแล้วก็กลัวจะเสีย เมื่อเสียแล้วก็อยากได้คืน วัฏจักรของความอยากนี่เอง ทำให้เราทุกข์ พระพุทธองค์ตรัสว่า "ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์"
เมื่อใจยังอยากมาก ก็จะต้องเร่งมาก และเมื่อเร่งมาก ความทุกข์ก็จะตามมากับความคาดหวังที่ไม่สมหวัง แต่ถ้าเราฝึกปล่อยใจ ฝึกเข้าใจว่าทุกสิ่งต้องอาศัยเวลา เราจะเริ่มเห็นว่าชีวิตไม่ได้ใจร้ายกับเราเลย มันเพียงแต่กำลังสอนให้เราอดทน สอนให้เรารู้จักรอ
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้เราเห็นว่าทุกสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวร แม้แต่ความทุกข์ก็ไม่ยั่งยืน ความช้าของชีวิตวันนี้ อาจเป็นเพราะกรรมเก่ากำลังถูกชำระ และความดีที่เราทำกำลังสั่งสม เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผลแห่งกรรมนั้นจะผลิบานออกมาเอง เหมือนดอกบัวที่ค่อยๆผลิจากโคลนตมขึ้นสู่แสงแดด มันไม่ได้บานในวันเดียว แต่มันบานแน่ หากเรายังยืนอยู่ในทางที่ถูกต้อง
เพราะฉะนั้น หากวันนี้ชีวิตยังไม่ดี จงอย่าเร่งจนใจร้อน อย่าเปรียบเทียบกับใคร อย่าทำดีเพราะอยากได้ผล แต่จงทำดีเพราะเข้าใจในเหตุ เพราะเมื่อเหตุพร้อม ผลย่อมเกิด ไม่มีสิ่งใดสูญเปล่า ไม่มีความพยายามใดไร้ความหมาย
บุญที่เราทำจะรอเวลาให้ผล กรรมดีที่เราสร้างจะค่อยๆปรากฏ เมื่อใจเรานิ่งพอจะรับมัน จงให้เวลา กับชีวิต ให้เวลากับกรรม ให้โอกาสกับตัวเองได้เรียนรู้ในทุกบทของความล่าช้า เพราะในความล่าช้านั้นมีธรรมะซ่อนอยู่ มันกำลังสอนให้เรารู้จักวาง สอนให้เรารู้จักรอ สอนให้เรารู้จักเห็นคุณค่าของปัจจุบัน
เมื่อใจเราหยุดเร่ง เราจะเริ่มเห็นว่าความสงบไม่ได้อยู่ไกลเลย มันอยู่ตรงที่เรายอมรับว่าทุกอย่างมีเวลาของมัน และเวลาแห่งกรรมย่อมยุติธรรมเสมอ อดทนและเข้าใจเหตุ
ไม่มีใครหนีผลแห่งการกระทำของตนเองได้ และไม่มีใครถูกลืมโดยกฎแห่งกรรม ทุกสิ่งที่เราทำ ทุกความดีที่เราหว่านลงไป มันจะเติบโตในเวลาที่เหมาะสม
บางครั้งชีวิตอาจดูนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังความนิ่งนั้น บุญกำลังทำงานอย่างเงียบๆ เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ใต้ดิน รอวันที่ จะโผล่ขึ้นมาเห็นแสง ไม่มีสิ่งใดสูญเปล่า ไม่มีการให้ใดไร้ค่า เพราะแม้เพียงรอยยิ้มเดียวที่ออกจากใจเมตตา ก็กลายเป็นเหตุให้เราพบผลดีในวันข้างหน้า
ในทางธรรม ความอดทน คือพื้นฐานของการเข้าถึงความสงบ พระพุทธองค์ตรัสว่า "ขันติคือเครื่องประดับของนักปราชญ์" หมายถึงคนที่มีปัญญาย่อมรู้จักรอ รู้จักนิ่ง รู้จักให้เวลาแก่เหตุแห่งกรรม
คนที่ใจร้อน มักเร่งให้ชีวิตเป็นไปตามใจปรารถนา แต่เมื่อไม่ได้ดังใจ ก็ร้อนรุ่มเผาตัวเองจนมอดไหม้ ในขณะที่คนมีธรรม จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น มองเห็นทุกสิ่งเป็นธรรมดา ไม่ว่าดี หรือร้าย เพราะเขารู้ว่าสิ่งนี้มีเพราะสิ่งนั้นมี เมื่อเรายังสร้างเหตุไม่ครบ ผลย่อมยังไม่ปรากฏ เมื่อเหตุพร้อม ผลย่อมมาทันที นี่คือความจริงอันเที่ยงแท้ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
คนในยุคนี้ มักเข้าใจผิดว่าความสำเร็จเกิดจากความเร็ว แต่ในทางธรรม ความสำเร็จแท้จริงเกิดจากความมั่นคงของใจ เพราะใจที่มั่นจะไม่สั่นไหวเมื่อผลยังไม่มา ใจที่สงบจะไม่ทุกข์เมื่อสิ่งที่หวังยังไม่เกิด
ทุกอย่างในโลกนี้มีจังหวะของมัน มีเวลาที่กรรมอนุญาต ถ้าเราฝืนเราจะเหนื่อย ถ้าเราฝึกยอมรับใจจะเย็น พระองค์สอนให้เรารู้จักละความอยาก เพราะความอยากคือรากของทุกข์
เมื่อใจไม่อยาก ใจจะเริ่มวาง และเมื่อใจวาง ใจจะเริ่มเห็นความจริงว่าทุกสิ่งในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย มีแต่เหตุและผลที่หมุนเวียนกันไปตามการ
อย่ากลัวความช้า เพราะความช้าคือช่วงเวลาที่กรรมกำลังปรับสมดุลชีวิตเรา กำลังจัดเรียงสิ่งที่เหมาะสมเข้ามาให้ตรงกับวาสนา และกำลังพาเราออกจากสิ่งที่ไม่คู่ควร
หลายครั้งที่เราผิดหวัง ไม่ใช่เพราะกรรมไม่ให้ แต่เพราะกรรมรู้ว่าเรายังไม่พร้อมจะรักษาสิ่งนั้นไว้ได้ จึงต้องปล่อยให้เราผ่านการเรียนรู้ก่อน เพื่อให้เราเติบโตพอจะอยู่กับสิ่งดีได้อย่างยั่งยืน
จงมองความช้าเป็นเพื่อน มองการรอคอยเป็นการภาวนา ทุกลมหายใจที่เรารอด้วยใจสงบ คือการสั่งสมบุญทางใจ ทุกครั้งที่เรายอมรับโดยไม่บ่น คือการชำระกรรมอย่างเงียบๆ ทุกครั้งที่เรายังเลือกทำดี ทั้งที่เหนื่อย คือการเดินอยู่บนหนทางแห่งการพ้นทุกข์
เพราะความดีไม่มีวันสูญ และกรรมดีไม่มีวันลืม มันเพียงแต่รอเวลา หนุนรอใจเราพร้อมจะรับผลแห่งบุญนั้นอย่างสงบ เมื่อถึงเวลานั้น ท่านจะรู้ด้วยตนเองว่าความช้าไม่ใช่การถูกทอดทิ้ง แต่คือความเมตตาของกรรมที่กำลังจัดสรรทุกสิ่งให้ลงตัวที่สุดในเวลาที่ใช่
บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าช้า แท้จริงแล้วมันคือความพอดีที่ชีวิตกำลังจัดวางให้ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า "มัชฌิมาปฏิปทาคือหนทางสายกลาง" หมายถึงไม่เร่งจนเกินไป ไม่ช้าจนเกินไป ทำทุกสิ่งด้วยความเข้าใจในเหตุและผล
เพราะถ้าเรายังเร่งทุกอย่างด้วยอารมณ์ ใจเราจะกลายเป็นผู้สร้างทุกข์ให้ตนเองโดยไม่รู้ตัว ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากพยายามวิ่งให้เร็วกว่าเวลา อยากประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนอื่น อยากได้ความสุขโดยไม่ต้องผ่านความพยายาม แต่ลืมไปว่าแม้แต่พระพุทธองค์เอง ยังต้องผ่านความเพียร ความอดทน ความเสียสละ ก่อนจะเข้าถึงความจริงอันสูงสุดได้ เราผู้เป็นเพียงมนุษย์ จะหวังผลในทันทีได้อย่างไร
ชีวิตที่มีคุณค่า ไม่ใช่ชีวิตที่ได้ทุกอย่างเร็ว แต่คือชีวิตที่เรียนรู้ทุกอย่าง อย่างเข้าใจ เพราะความเข้าใจนี่เอง จะทำให้เราไม่หวั่นไหวเมื่อผลยังไม่มาถึง ใจที่มีธรรมะ จะรู้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ แม้ไม่เป็นดั่งหวัง แต่ล้วนมีเหตุผลของกรรมซ่อนอยู่
ถ้าเรายังต้องเจอกับคนที่ไม่ดี แปลว่าเรายังมีเหตุที่ต้องเรียนรู้จากเขา ถ้าเรายังต้องเผชิญความล่าช้า แปลว่ากรรมกำลังให้เวลาเราฝึกใจ ฝึกนิ่ง ฝึกวาง เพราะถ้าใจยังไม่รู้จักวาง แม้สิ่งดีจะมาถึงเราก็ยังไม่สุขอยู่ดี เพราะเราจะกลัวเสียมันไปอีก
ในทางพระธรรม ความอดทนและความเข้าใจคือกุญแจที่เปิดประตูสู่ความสงบ พระองค์ตรัสว่า "ความอดทนยิ่งกว่าความเพียรทั้งปวง" หมายความว่าคนที่รู้จักอดทนต่อความไม่สมหวัง ต่อความล่าช้า ต่อความทุกข์ คือคนที่กำลังสะสมบุญอันยิ่งใหญ่
เพราะใจที่ไม่ดิ้น ใจที่ไม่เร่ง คือใจที่เริ่มเข้าใกล้ความพ้นทุกข์ เราไม่จำเป็นต้องเร่งให้บุญให้ผล ไม่ต้องรีบให้คนเข้าใจเรา ไม่ต้องดิ้นรนให้สิ่งที่เราปรารถนามาถึงเร็วขึ้น เพราะสิ่งที่เป็นของเราไม่มีทางหลุดมือไปไหน สิ่งที่ไม่ใช่ของเรา ต่อให้ไขว่คว้าเพียงใด สุดท้ายก็จะหลุดลอยไปเอง
จงมองโลกด้วยสายตาของความเข้าใจ มองความล่าช้าเป็นธรรมชาติ มองอุปสรรคเป็นครู เพราะในทุกความช้าของชีวิต มักซ่อนบทเรียนที่ลึกซึ้งที่สุดไว้เสมอ
ถ้าเราหยุดเร่ง หยุดบ่น หยุดถามว่าทำไม แล้วหันมามองด้วยใจสงบ เราจะเห็นว่ากรรมไม่ได้ใจร้ายกับเราเลย กรรมแค่ให้เวลาเราสร้างเหตุให้ครบ เพื่อให้ผลที่ออกมานั้นสมบูรณ์ที่สุด
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นก่อนเวลาอันควร และไม่มีสิ่งใดมาช้ากว่าที่กรรมกำหนด ทุกสิ่งล้วนเที่ยงตรงในจังหวะของมันเอง ดังนั้น วันนี้ถ้าเรายังไม่ถึงเป้าหมาย จงไม่ต้องเร่ง ถ้ายังไม่เห็นผลของความดี จงไม่ต้องท้อ ถ้ายังไม่เจอสิ่งที่รอคอย จงอย่าหวั่นไหว เพราะทุกอย่างกำลังเดินตามกฎของธรรม ทุกอย่างกำลังถูกจัดสรรโดยกรรมในเวลาที่เหมาะสมที่สุด
ขอเพียงเรายังไม่หยุดทำดี ยังไม่หยุดอดทน ยังไม่หยุดศรัทธา วันหนึ่งสิ่งที่ควรเป็นของเราจะมาถึงแน่นอน และในวันนั้นเราจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ที่แท้แล้วความช้า ไม่ใช่การลงโทษของกรรม แต่คือความเมตตาที่ทำให้เราพร้อมจะรับสิ่งดีด้วยใจที่สงบที่สุด
บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่ารอ นานเกินไป แท้จริงแล้วมันคือเวลาที่กำลังเตรียมเราให้พร้อม เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะให้ร่มเงา เหมือนแม่น้ำที่ต้องค่อยๆไหลผ่านหินนับพันก้อนก่อนจะถึงทะเล
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามเหตุปัจจัย" หมายถึงไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยไร้เหตุ ทุกสิ่งต้องอาศัยเงื่อนไขแห่งเวลาและกรรม ถ้าเหตุยังไม่ครบ ผลย่อมยังไม่ปรากฏ แต่เมื่อเหตุผลย่อมเกิดขึ้นโดยไม่ต้องเร่ง นี่คือ กฎแห่งธรรมที่เที่ยงตรงยิ่งกว่ากฎใดในโลก
ในชีวิตคนเรา มักอยากให้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามใจอยาก สำเร็จเร็ว อยากหายทุกข์ไว อยากให้คนที่รักกลับมาในทันที แต่ชีวิตไม่เดินตามอารมณ์ของเรา มันเดินตามเหตุที่เราสร้างไว้
ถ้าอดีตเราเคยประมาท เคยเบียดเบียน เคยเร่งในสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลา ผลแห่งกรรมนั้นจะย้อนมาสอนให้เรารู้จักคำว่า "รอ" เพราะการรอไม่ใช่การสูญเสีย แต่คือการฝึกใจให้รู้จักนิ่ง ให้รู้จักเห็นว่า สรรพสิ่งไม่อยู่ในอำนาจของเรา
เมื่อใจเริ่มยอมรับความจริงข้อนี้ได้ ความทุกข์ก็ จะค่อยๆคลาย พระองค์ทรงแสดงธรรมไว้ชัดว่า "ผู้มีปัญญาย่อมไม่เร่งเร้าเหตุ แต่คอยผลด้วยใจสงบ" นี่คือหนทางแห่งผู้มีธรรม
เพราะการเร่งให้ผลเกิดก่อนเหตุ เปรียบเสมือนการดึงต้นกล้าให้โต สุดท้ายต้นไม้นั้นย่อมตาย ชีวิตก็เช่นกัน ถ้าเรายังไม่พร้อมจะรับสิ่งใด ต่อให้สิ่งนั้นมาถึงเราก็รักษาไว้ไม่ได้
ความทุกข์ส่วนใหญ่ของมนุษย์ในยุคนี้ เกิดจากการไม่ยอมรอ เราอยากให้บุญตอบแทนทันที อยากให้ความรักสมหวังทันใด อยากให้ความสุขเกิดโดยไม่ต้องสร้างเหตุ แต่ความจริงคือทุกสิ่งต้องอาศัยเวลา เพราะเวลาไม่ใช ่ศัตรู แต่คือผู้ช่วยของกรรม
จงจำไว้ว่า ความช้าในวันนี้ อาจเป็นกรอบป้องกัน ไม่ให้เราพลาดในวันหน้า ถ้าเราได้สิ่งที่อยากได้เร็วเกินไป เราอาจยังไม่เข้าใจค่าของมัน ถ้าเราเดินทางถึงเป้าหมายเร็วเกินไป เราอาจยังไม่มีปัญญาพอจะอยู่กับสิ่งนั้นอย่างสงบ
ทุกวินาทีที่เรายังรอ กำลังเป็นวินาทีที่ชีวิตกำลังสอนให้เราละอัตตา สอนให้เรายอมจำนนต่อกฎแห่งธรรม เพราะเมื่อเราเข้าใจว่าทุกอย่างมีเวลาของมัน ใจเราจะไม่ดิ้น ไม่เร่ง ไม่หวั่นไหว และเมื่อใจนิ่ง ปัญญาจะเกิด ความสงบจะปรากฏ ความสุขที่แท้จริง จะไม่ต้องรออีกต่อไป
อย่าให้ความรีบของโลก ทำให้เราหลง ลืมจังหวะของธรรม เพราะธรรมะไม่เคยเร่งใคร ธรรมะเพียงรอให้เราหยุด เพื่อที่จะมองเห็น
เมื่อเราหยุดเร่ง เราจะเริ่มเห็นว่าทุกอย่างที่เคยคิดว่าช้า มันกำลังเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ที่สุด ในเวลาที่กรรมเห็นว่าควร และในเวลาที่ใจเราพร้อมจะรับมันอย่างเข้าใจ เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีอะไรช้าเกินไป ไม่มีอะไรเร็วเกินไป มีแต่เวลาแห่งความพอดี ที่พระธรรมจัดสรรไว้ อย่างเที่ยงธรรมเสมอ
เพราะในทุกชีวิต ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่มีความล่าช้าที่ไม่สมเหตุผล และไม่มีความเร็วใด ที่ไม่ก่อให้เกิดผลแห่งกรรม ทุกอย่างล้วนดำเนินไปตามเหตุและปัจจัย เมื่อเหตุพร้อม ผลย่อมปรากฏ เมื่อเหตุยังไม่ครบ ต่อให้ดิ้นรนเท่าใดก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
คนส่วนใหญ่ทุกข์เพราะใจเร่ง ใจอยากให้ได้ อยากให้เป็น อยากให้ถึง โดยไม่รู้เลยว่า เวลาก็เป็นส่วนหนึ่งของกรรมเช่นกัน มันกำลังจัดสรรสิ่งที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่ถูกต้องที่สุด
สำหรับบางคน เรียบรู้แล้วต้องเสียใจ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่ใจจะเข้าใจรักแท้ บางคนรีบประสบความสำเร็จ แต่กลับล้มหนักกว่าคนที่เดินช้า เพราะบุญยังไม่มากพอจะรองรับผลนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า "ผลแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาอันสมควร" ไม่ช้าไป ไม่เร็วไป แต่ตรงต่อเวลาเสมอ เราอาจไม่เห็นด้วยตา แต่ธรรมะเห็นได้ด้วยใจที่นิ่ง
ใจที่นิ่งนิ่งเท่านั้น ที่จะรู้ว่าอะไรควรเกิด และอะไรยังไม่ถึงเวลา เพราะเมื่อเราหยุดเร่ง เราจะเริ่มเห็นว่าทุกสิ่งกำลังค่อยๆพลิบานในเวลาของมัน เหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานยามเช้า มันไม่รีบ แต่มันงดงามได้ด้วยความสงบ
เหมือนชีวิตคน ถ้าเราฝืนให้มันโต เกินวาสนา เราก็จะต้องชดใช้ด้วยความเหนื่อย ความเครียด และความผิดหวัง แต่ถ้าเรารู้จักรอ รู้จักปล่อย ให้กรรมพาเราไปในเส้นทางของมัน ใจเราจะค่อยๆเรียนรู้ ค่อยๆเติบโต โดยไม่เร่ง
ทุกวันนี้ผู้คนเร่งหาความสุข เร่งหาความสำเร็จ เร่งให้คนอื่นเข้าใจตน แต่ลืมไปว่าความสุขที่แท้จริงนั้น ไม่เคยเกิดจากการเร่ง มันเกิดจากการเห็นและยอมรับว่าทุกอย่างมีเวลาของมัน
เหมือนเมล็ดพันธุ์แห่งกรรม ที่ต้องใช้เวลาในการแตกหน่อ ออกใบ และผลิ ดอก ไม่มีใครปลูกวันนี้แล้วเก็บพรุ่งนี้ได้ฉันใดก็ฉันนั้น ชีวิตก็ต้องอาศัยเวลาและเหตุปัจจัยให้ครบถ้วน
เมื่อเข้าใจดังนี้ ใจก็ จะเริ่มสงบ ไม่ต้องแข่งขันกับใคร ไม่ต้องเร่งเหมือนคนอื่น เพราะเรารู้ว่ากรรมของเราไม่เหมือนกรรมของเขา หนทางของเราไม่เหมือนหนทางของใคร
สิ่งที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การเร่ง แต่คือการวางใจไว้ในความถูกต้อง ทำเหตุให้ดี ทำใจให้สงบ ส่วนผลนั้น ปล่อยให้กรรมและเวลาเป็นผู้จัดสรรเอง เพราะเมื่อถึงเวลาที่ใช่ สิ่งที่ควรเป็นของเราจะเดินเข้ามาเอง โดยไม่ต้องแสวงหา
ความสุขที่แท้จริง ไม่ต้องรีบ แค่รอด้วยความเข้าใจ และใช้เวลาที่มีอยู่ ฝึกใจให้รู้จักรออย่างมีธรรม แล้ววันหนึ่งคุณจะเห็นว่า การไม่เร่ง คือการเดินทางที่เร็วที่สุด สู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
ขอเจริญพรทุกท่าน ในท้ายที่สุดของการฟังธรรมครั้งนี้ ขอให้เราได้หยุดนิ่งอยู่กับใจสักครู่ หายใจเข้าอย่างรู้ตัว หายใจออกอย่างปล่อยวาง เพื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้อย่างลึกซึ้งว่า "สรรพสิ่งทั้งปวงมีเวลาเป็นของตน ไม่ มีสิ่งใดต้องรีบ ไม่มีสิ่งใดต้องเร่ง เพราะทุกอย่างดำเนินไปตามเหตุปัจจัยที่เราสร้างไว้"
เมื่อเหตุพร้อม ผลย่อมปรากฏ และเมื่อเหตุยังไม่พร้อม ต่อให้เร่งเพียงใด มันก็ยังไม่เกิดขึ้น ในความเป็นจริงของชีวิต ความทุกข์ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากสิ่งภายนอก แต่มาจากใจที่อยากให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นตามที่เราต้องการ เราเร่งให้รักสม ให้บุญส่งผล เร่งให้ชีวิตดีขึ้นทันตาเห็น แต่ลืมไปว่าการเร่งคือการฝืนธรรม เพราะธรรมะคือความพอดี
ทุกอย่างต้องอาศัยเวลา ต้องอาศัยเหตุ ต้องอาศัยความเข้าใจ เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ต้องใช้เวลาเติบโต จะฝืนให้มันออกดอกในคืนเดียวไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ใจเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะรอ ด้วยความเข้าใจและศรัทธาในกรรม เพราะกรรมไม่เคยลืม แต่กรรมไม่เคยเร่ง
ทุกอย่างจะมาถึงเมื่อถึงเวลาอันควร สิ่งที่เป็นของเราไม่ต้องแย่ง มันจะกลับมาหาเราเอง สิ่งที่ยังไม่ถึงเวลาไม่ต้องดิ้น เพราะต่อให้ได้มาก็อยู่ไม่นาน
พระพุทธองค์ตรัสว่า "ผู้มีปัญญาย่อมไม่เร่งเร้าในสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลา" เพราะรู้ว่าการเร่งคือการสร้างเหตุแห่งความทุกข์ใหม่ แต่การรออย่างมีสติ คือการสร้างเหตุแห่งปัญญา
ดังนั้น หากวันนี้คุณกำลังรอคอยสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความรัก การให้อภัย หรือแม้แต่ผลบุญที่คุณตั้งใจทำ จงอย่าเร่งจนใจเป็นทุกข์ แต่ให้ทำหน้าที่ของตนด้วยใจสงบ รู้เท่าทันความคิด วางใจไว้ในเหตุที่ดี และให้เวลาเป็นผู้ทำหน้าที่แทนคุณ เพราะเวลาไม่เคยทรยศใครที่เดินด้วยความดี ด้วยสติ และด้วยความเข้าใจในธรรม
ขอให้ทุกท่านระลึกไว้เสมอว่า การเปลี่ยนชีวิตไม่ใช่การเร่งให้ผลเกิดเร็วขึ้น แต่คือการเปลี่ยนใจให้เข้าใจความจริงของธรรมชาติ เมื่อใจเข้าใจ ทุกสิ่งจะค่อยๆคลี่คลาย ความทุกข์จะเบาบาง ความสุขจะปรากฏ ไม่ใช่เพราะเราได้ในสิ่งที่อยากได้ แต่เพราะเราเห็นตามความเป็นจริงว่าทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรต้องเร่ง ไม่มีอะไรต้องหนี แค่ทำดีต่อเนื่อง ใจจะเป็นสุขเอง
สุดท้ายนี้ ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่เสียสละเวลาอันมีค่า มานั่งฟังธรรมด้วยใจสงบในวันนี้ ขอให้เสียงธรรมนี้เป็นแสงสว่างเล็กๆ ที่ค่อยๆจุดประกายในใจท่าน ให้รู้จักการรออย่างมีสติ รออย่างเข้าใจในกรรม และรออย่างไม่ทุกข์ เพราะเมื่อเราวางใจได้ ทุกย่างก้าวที่เหลือของชีวิต จะเต็มไปด้วยความเบาสบาย และความสงบที่แท้จริง
ขออำนวยพรให้ทุกท่านเจริญในธรรม เจริญในปัญญา และพบความสุขที่ไม่ต้องเร่งหา แต่เกิดขึ้นในใจที่หยุดนิ่งอยู่กับปัจจุบันขณะนี้เอง