Transcription
สวัสดีครับ ผมคิดว่าหลายคนนะครับ น่าจะได้เห็นข่าวการเสียชีวิตของคุณเหน่ง เหม่งจ๋ ซึ่งป่วยเป็นโรคตับแข็งระยะสุดท้าย และตรวจเจอว่ามีมะเร็งตับร่วมด้วยนะครับ วันนี้ผมก็เลยอยากจะหยิบยกกรณีศึกษาครั้งนี้เนี่ย มาเล่าให้ฟังว่ามันน่าจะเป็นจากอะไรที่ทำให้คุณเหน่งเนี่ยเสียชีวิต และที่สำคัญครับ โรคตับแข็งคืออะไร อาการมันเป็นแบบไหน เราจะตรวจได้ยังไง ใครเสี่ยง และถ้าเราเป็นตับแข็งเนี่ย มันจะมีวิธีในการดูแลรักษาอย่างไรบ้าง เดี๋ยวนะครับ เล่าให้ฟังนะครับ
พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนี ธนียว เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความเสียใจและเป็นกำลังใจให้กับทางครอบครัว เพื่อนฝูง และก็ทุกๆคนที่ติดตามผลงานของคุณเหน่งอย่างมากนะครับ เรื่องนี้กระทันหันพอสมควรนะครับ แต่จริงๆ ถ้าเราไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเนี่ย ผมรู้สึกว่าคุณเหน่งเนี่ยน่าจะป่วยมาสักพักแล้วนะครับ
อ่ะ ขอเข้าเรื่องเลยนะครับ คุณเหน่ง เหม่งจ่าย ก็มีชื่อจริงว่าคุณอาทิตย์ มีมาก ปัจจุบันก็อายุ 47 ปี เท่าที่ผมไปหาตามแหล่งต่างๆเนี่ย เห็นเรื่องของอายุมีความคลาดเคลื่อนบ้างนะครับ แต่คาดว่าน่าจะอายุ 47 ปีนั่นแหละนะครับ คุณเหน่งเนี่ย ภรรยาเขาเล่าว่า เคยมีปัญหาเรื่องของโรคตับมาสักพัก และมีการเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เรื่อยๆนะครับ แต่ก็ไม่ได้มีการแจ้งให้คนทั่วไปทราบนะครับ แล้วอาการเนี่ย มันก็มาทรุดหนักช่วงประมาณตรุษจีนที่ผ่านมา ก็ตรุษจีนก็คือวันที่ 17 กุมภาพันธ์นะครับ ตอนนั้นอาการทรุดหนักนะฮะ แล้วบอกว่ามีการตรวจเจอมะเร็งตับนะครับ คือตอนแรกเนี่ย ทำ CT สแกนที่ช่องท้อง ปรากฏว่ามีก้อนอยู่ที่ตับ 2 ก้อน แล้วตอนนั้นเขาก็ไม่ได้ฟันธงว่ามันคืออะไรนะครับ แต่ว่าน่าจะเป็นจากตัวมะเร็งนี่แหละนะฮะ
ทีนี้เรื่องราวก็ดำเนินมาเรื่อยๆนะครับ จนถึงช่วงประมาณก่อนวันที่ 17 แต่ช่วงเวลาเนี่ยไม่แน่ใจนะครับ เห็นว่าวันนั้นเนี่ย คุณเหน่งเขาได้ไปทำการเจาะน้ำออกจากท้อง ซึ่งคนที่มีโรคตับแข็งแข็งเนี่ยนะครับ มันจะมีน้ำในท้องปริมาณมาก แล้ววันนั้นเนี่ย เค้าก็เจาะออกไป 10 ลิตร ซึ่งทางภรรยาของเขาเนี่ย ก็บอกว่าวันนั้นเนี่ย คุณหมอเขาแนะนำว่า เออ เราจะต้องให้โปรตีนไข่ขาว โปรตีนอัลบูมินนะ เพราะว่าคุณเหน่งเนี่ย มีความดันต่ำตั้งแต่แรกแล้วก็เรื่องน้ำที่เราเจาะไปเยอะเนี่ย มันมันอาจจะอันตรายได้ แต่คุณเหน่งก็ขอไม่รับโปรตีนอัลบูมินนี้ นะครับ แล้วก็คุณหมอก็บอกว่าโอเค ถ้าไม่รับนะ จะต้องระวังวูบนะครับ มันอาจจะความดันตก ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรนะครับ ก็ยังติดงานแสดงต่างๆอยู่ เห็นทางภรรยาก็บอกว่า เออ ก็พาเค้าไปขึ้นเครื่องบินนะฮะ ตอนไปขึ้นเครื่องบินก็รู้สึกว่ามันมีอาการวูบๆ เวียนหัวนะครับ ก็รู้สึกไม่ค่อยดีละนะฮะ
ทีนี้ผ่านไปแป๊บนึง วันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมาเนี่ย ก็เห็นบอกว่ามีอาการแน่นหน้าอกนะครับ คลื่นไส้อาเจียน ก็เลยพาส่งโรงพยาบาลนะครับ ส่งโรงพยาบาลเนี่ย เห็นว่ามีการให้เลือดหรือว่าผลิตภัณฑ์จากเลือด ซึ่งตรงเนี้ย ผมเห็นแหล่งข่าวไม่ค่อยเยอะนะครับ ดังนั้นไม่แน่ใจว่าทำอะไรบ้าง แต่ตอนนั้นเนี่ย คุณเหน่งเขาก็มีอาการพูดไม่ค่อยรู้เรื่องแล้วสับสนแล้วนะครับ และรูปล่าสุดของเขาที่ออกมาเนี่ย ทุกๆคนถ้าเห็นนะครับ ก็จะเห็นว่าเออลักษณะของเค้าเนี่ย ผอมอย่างชัดเจนเลยนะครับ แล้วก็ท้องเนี่ยโตขึ้นนะฮะ ซึ่งอันนี้เนี่ย ก็เป็นสิ่งที่เราเห็นได้แตกต่างจากตอนที่เขา้ายังอยู่บนทีวีให้เราดูนะครับ ดังนั้นจะเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดเจนนะครับ
ทีนี้พอมาวันที่ 19 หลังจากเข้าโรงพยาบาลมา วันที่ 18 19 ตอนเช้าเนี่ย 7:00 น.เช้า มีอาการหัวใจวายแล้วก็ 8:20 เนี่ย ก็ได้รับข่าวว่าคุณเหน่งเสียชีวิตลงแล้วนะครับ นี่คือเรื่องราวทั้งหมดที่รวบรวมได้นะฮะ
ทีนี้เราต้องมารู้ก่อนว่ามันน่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างนะครับ คุณเหน่งเนี่ย ก็น่าจะมีโรคตับแข็งมาสักระยะนึงแล้วล่ะครับ แต่ว่าระยะนึงเนี่ย นานแค่ไหน อันนี้ตอบไม่ได้ เพราะว่าในแหล่งข่าวไม่มีจริงๆนะครับ เวลาคนเราเป็นตับแข็งเนี่ย สาเหตุส่วนใหญ่ที่เป็นไปได้นะครับ ที่เจอบ่อยๆก็คือ 1 ดื่มเหล้าเยอะนะครับ อันที่ 2 คนที่มีโรคประจำตัวทางด้านของโรคกลุ่มโรคอ้วน ไขมันพอกตับ เบาหวานที่คุมไม่ดีนะครับ ที่เราเรียกว่าเป็นกลุ่ม NCD (noncommunicable Disease) นั่นเองนะครับ พวกเนี้ยจะทำให้ตับเนี่ย มันมีความผิดปกติ เราจะเรียกว่าเป็น Metabolic Dysfunction Associated Fatty Liver disease นะครับ ก็คือมีไขมันพอกตับที่เนื่องมาจากไอ้โรคพวกเมื่อกี้ทั้งหมด อันนี้ก็เป็นสาเหตุอีกอันนึงที่ทำให้เราเจอได้ว่ามีตับแข็ง อันที่ 3 คือไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นไวรัสตับอักเสบ B หรือตับอักเสบ C นะครับ แต่ในขณะนี้ไวรัสตับอักเสบ C เรามียารักษาที่ทำให้มันหายขาดได้ ดังนั้นจึงมีเหตุผลจากไวรัสตับอักเสบ C ลดลงไปเรื่อยๆ แต่ไวรัสตับอักเสบ B เรายังไม่สามารถทำให้มันหายขาดได้อย่างน่าพอใจ คนส่วนมากเนี่ย ถ้าจะเป็นก็เป็นตลอดชีวิต และเราก็จำเป็นจะต้องตรวจติดตาม เพื่อประเมินว่าคนนี้เข้าสู่ระยะตับแข็ง หรือมันมีเป็นมะเร็งตับอะไรขึ้นมาหรือเปล่านะครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะได้กล่าวต่อไปว่าต้องตรวจอะไรบ้างนะครับ
อ่ะ นอกเหนือจากนั้น สาเหตุอื่นๆก็มีครับ เช่น ภูมิแพ้ต่อต้านต่ำนะครับ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นในผู้หญิงซะมากกว่า เราจะเรียกว่า autoimmune hepatitis นะครับ อื่นๆที่เป็นไปได้คือ ท่อน้ำดีมันโดนทำลายนะครับ แล้วเช่น อ่า primary biliary cholangitis นะครับ หรือบางคนจะเรียกว่า primary biliary cirrhosis ก็ได้นะครับ อ่าอีกอันนึงคือเป็น PSC (Primary Sclerosing Cholangitis) คือพวกเนี้ย ชื่อมันแปลกๆไม่จำเป็นต้องจำนะครับ แต่อาเอาเป็นว่ามันเป็นภูมิคุ้มกันอย่างผิดปกติ ที่ทำลายท่อในตับของเราพวกนั้นนั่นเองนะครับ บางคนก็เกิดจากการที่ไม่สบายป่วยมานานๆนะครับ มีการอักเสบของตับอยู่เรื่อยๆ ก็จะเกิดเรื่องพวกนี้ หรือมีโรคผิดปกติ เช่น มีโรคที่มีเหล็กเกินในร่างกาย อ่าโรคนี้เราเรียกว่า hemochromatosis หรือบางคนมีโรคที่มีทองแดงผิดปกติในร่างกาย เรียก Wilson disease นะครับ โรคพวกเนี้ย มันจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ตับมันแข็งได้
ส่วนกรณีของคุณเหน่งเนี่ย จะเป็นจากอะไรนั้น ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกันนะครับ เพราะว่าในนั้นก็ไม่ได้มีอะไรบอกไว้ แต่ที่ต้องบอกว่าเจอได้บ่อยๆในคนไทยก็คือการดื่มเหล้า แล้วก็ไวรัสตับอักเสบนะครับ น่าจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง
คำถามก็คือ ต้องดื่มเหล้าแค่ไหนมันถึงจะเป็นนะครับ คือโดยทั่วไปเนี่ย มันมีงานศึกษาไว้ว่า ถ้าเราดื่ม ดื่มเหล้าเนี่ย 80 กรัมต่อวันเป็นเวลา 10 ปี มันจะเป็นนะครับ โดยทั่วไปแล้วเนี่ย เวลาที่เราดื่ม เช่น เบียร์กระป๋องนึงนะ ครับ หรือว่าเครื่องดื่มกระป๋องเนี่ย มันจะมีแอลกอฮอล์อยู่ประมาณซัก เอ่อ 10 กรัมบวกๆ นิดหน่อยนะครับ ดังนั้นคุณต้องดื่มไปโน่น 8 กระป๋อง 10 ปี
อย่างไรก็ตามครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นกรณีแบบนี้ บางคนที่ดื่มหนักมากๆ เราเรียกว่า binge drinking ก็คือเสาร์อาทิตย์มาที กงเหล้าดื่มๆๆนะ ครับ แล้วบางคนก็วันธรรมดาก็ไม่ดื่มสักพักนึง เอาใหม่ ไอ้พวกอย่างนี้ก็เสี่ยงเหมือนกันครับ ถึงแม้ว่าจะดื่มไม่ถึงจำนวนที่เมื่อกี้ผมบอก มันก็มีข้อเสี่ยงอยู่ดีนะฮะ
อ่ะ อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่เราเจอได้ ทีนี้พอเป็นอย่างนี้มาแล้วเนี่ย อาการมันจะเป็นยังไงนะครับ อาการเริ่มต้นของโรคเนี้ยมักจะไม่มีอะไรชัดเจนนะครับ บางคนอาจจะมีอาการเป็นตะคริวบ่อย อ่าอันนี้ยังไม่ต้องกังวลนะ บางคนบอกว่าเอ้ย ฉันก็เป็นตะคริว ไม่ใช่ครับ คนพวกเนี้ย มันจะเป็นตะคริวอยู่เรื่อยๆนะครับ ที่ขาบ้าง ที่แขนบ้างนะฮะ จะเป็นได้ง่ายๆนะฮะ รู้สึกอึดๆท้องนะครับ แล้วกินอะไรก็แน่นๆท้องอย่างเงี้ยฮะ พวกเนี้ยอาการไม่จำเพาะ แต่ต้องไปตรวจนะครับ เพราะถ้าไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรเนี่ย ยังเชื่อไม่ได้ว่านั่นคืออาการปกติ นะครับ ก็ต้องไปตรวจดูก่อนให้ชัวร์ๆว่ามันเป็นอะไรนะ
ส่วนใหญ่แล้วเนี่ย ไม่ได้มีอาการอะไรชัดเจนจนกว่ามันจะแสดงอาการออกมา เช่น มีน้ำในท้องนะครับ อ่ามีน้ำในท้องอย่างกรณีของคุณเหน่ง แล้วก็ภรรยาบอกว่า เออ มันมีมะเร็ง มีก้อนที่ตับเนี่ย แล้วมันลามไปที่ปอด ก็อาจจะเป็นมะเร็งเนี่ย ลามไปก็ได้ หรืออาจจะเป็นน้ำในท้องเนี่ย ที่มันเข้าไปในปอด อันนี้ก็เจอได้เหมือนกันนะฮะ ซึ่งพอมีน้ำในท้องมันก็จะท้องอืดครับ ท้องบวมท้องอืด อาหารก็ไม่ย่อยนะครับ แล้วก็พอเป็นมากๆเนี่ย มันก็จะเหนื่อย เพราะมันดันดันกระบังลมให้เราหายใจไม่ได้ บางคนน้ำในท้องมันรั่วเข้ามาในปอด ปอดเราโดนบี้มันก็หายใจไม่ออกอยู่ดีนะครับ บางคนมีอาการเลือดออกทางเดินอาหารนะฮะ หรือมีริดสีดวงที่เลือดออกก็สามารถเป็นไปได้ กล้ามเนื้อก็จะสลายไปเรื่อยๆนะครับ บางคนสารพิษที่ปกติตับมันจะกำจัดให้เนี่ย มันกำจัดไม่ได้เพราะมันเสียไปแล้ว มันเข้าสู่สมอง สมองก็จะเบลอนะครับ แล้วก็จะเป็นภาวะเพี้ยนๆ หรือว่าภาวะที่สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง เหมือนกรณีของคุณเหน่งก็ได้นะครับ อ่าอันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า Hepatic Encephalopathy
น้ำในท้องท้องเนี่ย มันก็อาจจะติดเชื้อเข้าไปในนั้นได้นะครับ เชื้อพวกนี้ก็มาจากลำไส้ของเรา ซึ่งซึ่งถ้าเกิดว่าลำไส้ของ เรามันบวมมันอักเสบเรื่อยๆเนี่ยนะครับ เชื้อโรคที่อยู่ในลำไส้มันก็รั่วเข้าไปข้างในน้ำ แล้วก็ติดเชื้อในน้ำนั้น ซึ่งอันเนี้ย ก็เป็นภาวะที่เราเจอได้บ่อย แล้วก็ค่อนข้างอันตรายเสียด้วยนะครับ ดังนั้นเนี่ย จะสังเกตว่าอาการมีได้หลากหลายมากเลยนะครับ อย่างไรก็ตาม เราควรต้องไปตรวจเสมอ
ทีนี้ถ้าเราเป็นอันนี้ขึ้นมาเนี่ย หรือเราสงสัยว่าเราเป็นนะครับ หมอจะตรวจอะไรบ้างนะฮะ ก็แน่นอนครับ ถ้าสมมุติน้ำในท้องมันเยอะๆขนาดเนี้ย หมอก็เจาะน้ำออกมาดูนะครับ แล้วจริงๆมันมีวิธีในการตรวจดูซิว่าระดับอัลบูมินหรือโปรตีนไข่ขาวในน้ำ กับในเลือดเราเทียบกันแล้วเนี่ย มันสงสัยว่าเป็นภาวะนี้มั้ย ถ้าสงสัยอ่ะ แล้วก็จะมี การตรวจอย่างอื่นคัดกรองเพิ่มเติมว่า เออ มีหลอดเลือดที่จะฉีกขาดได้มั้ย ที่มันจะทำให้เลือดออกนะครับ มีโปรตีนในเลือดผิดปกติตัวไหนบ้างนะครับ หรือว่ามีโรคอื่นๆที่มันยังซ่อนอยู่พวกเนี้ย หมอจะตรวจหมด รวมทั้งมะเร็งตับด้วยนะครับ อันเนี้ยกรณีนี้ผมคิดว่าคุณเหน่งเนี่ยน่าจะเป็นมาสักพักแล้ว และภรรยาบอกว่าเค้ามีการเจาะน้ำออกจาก เอ่อ ท้องอยู่เรื่อยๆนะครับ ซึ่งต้องบอกว่าปกติเจาะน้ำออกจากท้องเนี่ย ถ้าเราจะเจาะมากกว่า 5 ลิตรนะครับ ตั้งแต่ 5 ลิตรขึ้นไปเราจะต้องให้โปรตีนไข่ขาวเสริมเสมอๆนะ ครับ และในกรณีนี้ที่คุณเหน่งเนี่ย ปฏิเสธการรับโปรตีนไข่ขาวทั้งๆที่ตัวเองเจาะออกไป 10 ลิตร มันอันตรายมากๆครับ
อันตรายยังไง คุณเหน่งเนี่ย ตอนแรกมีความดันที่ต่ำอยู่แล้วนะครับ พอเราเจาะเนี่ย ถ้าเราเจาะไปเยอะๆ สิ่งที่เกิดขึ้นนะครับคือความดันในช่องท้องมันลดลง การหันเพราะน้ำมันหายไปถูกมั้ยครับ เราเจาะมาหมดแล้ว ทีนี้ไอ้ตอนที่มีน้ำเยอะๆนี่นะครับ มันน้ำพวกเนี้ย มันมีน้ำหนัก มีแรงดัน มันจะไปกดหลอดเลือดที่อยู่ข้างในช่องท้องเราเรียกว่า blood vessel นะครับ พอกดอ่ะ อันนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่าไอ้หลอดเลือดพวกเนี้ย มันจะเป็นหลอดเลือดดำแล้วก็หลอดเลือดแดง สุดที่เป็นหลอดเลือดดำเนี่ยโดนกดมันจะบีบเลือดกลับไปที่หัวใจได้ดีนะครับ ทำให้หัวใจเรามีเลือดมาเติมแล้วก็ปั๊มได้อย่างปกติ แต่ทีเนี้ย ถ้าเกิดคุณเอาแรงดันจากน้ำออกกระทันหันปึ๊บ เกิดอะไรขึ้น หลอดเลือดในลำไส้เนี่ย เป็นไงครับ ไม่มีอะไรกด แรงดันไม่มีอะไรกด หลอดเลือดขยายครับ ขยายทั่วท้อง เกิดอะไรขึ้น ความดันตกอย่างรุนแรงครับ ความดันตกรุนแรงคืออะไร เลือดที่มันควรจะกลับหัวใจได้ มันกลับมาไม่ได้ ครับ เพราะไม่มีแรงดันจะส่งมันมาเหมือนกับไอ้น้ำเมื่อกี้มันคอยบีบๆอัดๆให้เลือดมันกลับสู่หัวใจ ตอนนี้เอาน้ำออกไปแล้วกระทันหันมากเลย ร่างกายยังไม่ทันปรับตัว ดังนั้นเนี่ย ความดันเลือดที่กลับสู่หัวใจมันตก และคุณเหน่งมีอาการความดันต่ำตั้งแต่แรก พอเจอเรื่องนี้เข้าไปยิ่งความดันตกใหญ่เลยครับ และนี่แหละอันตรายมากๆ เพราะว่ามันจะนำไปสู่ปัญหาอีกหลายอย่างถัดมา
ปัญหาที่เจอบ่อยๆ ไตวายครับ เราเจอว่าคนที่เราเจาะน้ำตั้งแต่ 5 ลิตรขึ้นไปแล้วเราไม่ให้โปรตีนเสริมเนี่ย ไตวายอย่างน้อยๆก็เกิน 25% บางคนอาจจะมากกว่านั้นซะอีก อย่างกรณีของคุณเหน่ง ผมคิดว่าโอกาสที่เขาจะไตวายได้เนี่ยสูงมากๆ เพราะว่าถ้าเกิดความดันต่ำก่อนเจาะแล้วนะครับ มันมีโอกาสที่จะไตวายได้เยอะกว่าเดิม ดังนั้นกรณีเนี้ย คือมันลำบาก เพราะว่าถ้าเกิดว่าเราปฏิเสธไม่รับอัลบูมิน หมอก็ไม่สามารถที่จะให้ได้ เพราะว่าถ้าคนไข้ปฏิเสธเราก็ให้ไม่ได้อยู่ดีนะครับ แล้วถ้าเกิดคนไข้บอกว่า เออ จะขอเจาะออกได้มากที่สุดเท่าที่หมอทำได้ คือจริงๆมันจะทำไงได้อ่ะ เราก็ต้องทำให้นะครับ เพราะฉะนั้น อันเนี้ย ผมไม่แน่ใจว่าจริงๆเกิดปัญหาอะไรในด้านของการสื่อสารหรือไม่นะครับ ดังนั้นพวกนี้ผมจะไม่เข้าไปยุ่งแล้วกันนะครับ แต่เอาเป็นว่ามันอันตรายแล้วกันในการเจาะ ปกติ 5 ลิตรผมก็จะให้โปรตีนเสริมแล้ว ถ้าไม่มันมากกว่า 5 ลิตรก็จะต้องมากกว่านั้น นะครับ เช่น ตัวทั่วไปถ้าตั้งแต่ 5 ลิตรขึ้นไปนะครับ ทุกๆลิตรที่เราเจาะออกเราจะให้โปรตีนอัลบูมินอยู่ที่ 6-8 กรัม ในกรณีที่เราเจาะ 10 ลิตรออกไปเนี่ย ผมจะให้โปรตีนอัลบูมิน 80 กรัมครับ 80 กรัม หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้อง 60 กรัม ซึ่งค่อนข้างข้างที่จะเยอะมากนะครับ แต่ถ้าเราเจาะออก 5 ลิตร ผมก็จะให้อยู่แค่ 5 * 8 40 กรัม หรืออย่างน้อยก็ 30 กรัมอ่ะ ประมาณนี้ นะครับ นี่คือเป็นตัวเลขที่เราต้องให้นะครับ
ทีนี้ถ้าเราไม่ให้ ความดันต่ำแล้วจะเกิดปัญหาเรื่องของไตวาย ซึ่งเราเรียกว่า hepatorenal syndrome ซึ่งอันตรายมากๆนะครับ ตรงนี้อันตรายเรียกว่าสุดๆเลยก็ได้ เพราะว่ามันอาจจะทำให้มีปัญหาต่างๆตามมามากมายเลย คือไตเนี่ย มันทำหน้าที่ในการขับพวกสารพิษต่างๆ โดยเฉพาะตัวที่เรียกว่าแอมโมเนียนะครับ อ่าพวกเนี้ย ตับก็จัดการแอมโมเนีย ไตก็จัดการแอมโมเนีย ถ้ามันจัดการไม่ได้ปุ๊บ แอมโมเนียไปไหนครับ สมองไปสมองแล้วเกิดอะไรขึ้นครับ สับสนเหมือนกรณีของคุณเหน่งเป็นเปี๊ยบเลยนะครับ และนอกเหนือจากนั้น พอไตวายปุ๊บ ทำอะไรให้เกิดขึ้นก็ขับน้ำไม่ ออกครับ เราปัสสาวะทิ้งไม่ได้ มันไปไหนอ่ะ มันท่วมอยู่ในร่างกาย อาการก็จะเหนื่อย ครับ เหนื่อยแน่นหน้าอกอย่างที่คุณเหน่งเป็นนะฮะ เพราะไตมันขับน้ำไม่ได้ มันไปไหนไม่ได้ มันก็ต้องอัดแน่นอยู่ในร่างกายถูกมั้ยครับ คลื่นไส้อาเจียน เกิดจากอะไรได้บ้าง ก็ถ้าเกิดว่าลำไส้มันบวมอ่ะ ลำไส้มันบวมพวกนี้ก็จะยิ่งมีปัญหา แล้วก็สุดท้าย ดูดซึมอาหารไม่ได้ มันก็จะมีอาการจุกแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียนตามมาก็ได้
อย่างไรก็ตามครับ อาจจะมีภาวะอื่นๆแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อที่อยู่ในน้ำก็ได้ เพราะว่าการติดเชื้อเนี่ย มันสามารถมาได้ตลอดเวลา จะตอนไหนก็ได้ แล้วการติดเชื้อเนี่ย ก็ทำให้ระบบทั้งหมดแย่ลงกระทันหันก็ได้เหมือนกัน ดังนั้นกรณีของคุณเหน่งเนี่ย ผมคิดว่ามีหลายๆอย่างที่ทำให้แย่ลงนะครับ อย่างแรกก็คือเรื่องของความดันที่ตกจากการที่เราเจาะเอาน้ำออกมากเกินไปแล้วไม่ได้โปรตีน อย่างต่อมาน่าจะเป็นเรื่องของไตวายนะครับ ไตวายเนี่ย มันมักจะมาคู่กับอวัยวะอื่นๆที่มันเสียไปพร้อมๆกันทั้งหมดเลยก็ได้ เพราะว่าถ้าความดันมันตกทุกๆอวัยวะก็จะไม่ได้รับเลือดนะครับ อาจจะมีเรื่องของการติดเชื้อแทรกซ้อนซ่อนอยู่แล้วเราไม่เจอมันตอนนั้น รวมทั้งอาจจะมีเรื่องของการสับสนที่คุณเหน่งเป็นเนี่ย คือสารพิษมันขึ้นสู่สมองแล้ว
อย่างไรก็ตามครับ นี่ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นไปได้ มันยังอาจมีเหตุผลอื่นอีกก็คือเท่าที่เราไปดูในข่าวมาเนี่ย ก็จะเจอว่ามีการให้เลือด แสดงว่าอาจจะต้องมีการสูญเสียเลือดไปจากบางส่วน การสูญเสียเลือดในคนที่เป็นตับแข็งเนี่ยนะครับ เรากังวลอยู่ 2 ทางหลักๆเลย ทางแรกนะครับ หลอดเลือดที่ผิดปกตินะฮะ หลอดเลือดที่ผิดปกตินี่มันมายังไง โดยปกติแล้วตับที่มันแข็งมากๆมันมีพังผืดไปเกาะเต็มไปหมด เกิดจากการอักเสบเรื้อรังจากเหตุผลต่างๆที่เมื่อกี้ผมเล่าไป พอมันแข็งเป๊กอย่างนี้เป็นก้อนปุ๊บ สิ่งที่เกิดขึ้นนะครับคือเลือดเนี่ย เวลาที่มันกลับเข้าไปที่หัวใจมันจะต้องผ่านตับตัวนี้ ถ้ามันผ่านแล้วเจอตับที่แข็งมันผ่านไม่ได้ มันก็ต้องสร้างหลอดเลือดที่เหมือนเป็นไปข้างๆเพื่อข้ามตัดตัวนี้ไป ไอ้หลอดเลือดตัวนี้เนี่ย มันก็อาจจะเกิดการโป่งพองแล้วปริแตกขาดได้นะครับ ซึ่งไอ้หลอดเลือดตัวเนี้ย มันมีอยู่หลักๆ 2 ที่จะเป็นปัญหา ที่แรกก็คือริดสีดวงครับ ที่ที่ 2 ก็คือในหลอดอาหาร ถ้ามันฉีกขาดปุ๊บ เลือดก็จะออกมาอย่างไม่หยุด แล้วพวกเนี้ยก็จะมีเลือดเต็มไปหมด แต่กรณีของคุณเหน่งเนี่ย ไม่ได้มีการเล่าเรื่องนี้ไว้ ดังนั้นผมคิดว่าอาจจะไม่ใช่การที่มีเลือดออกเยอะ
อีกบริเวณนึงซึ่งน่ากลัวพอกันก็คือ มะเร็งตับมันแตกครับ คุณเหน่งเนี่ย มีมะเร็งตับอยู่ 2 ก้อน ผมไม่รู้ว่าก้อนอยู่ตรงไหน แล้วมันใหญ่แค่ไหน แต่มะเร็งตับเนี่ย ถ้ามันอยู่ข้างในแล้วมันแตกนะครับ อันนั้นต้องบอกว่าเป็นอะไรที่เราทำอะไรไม่ได้เลย เกือบร้อยทั้งร้อยจะเสียชีวิต เพราะมันแตกทีเดียวเนี่ย เลือดจะเต็มท้องไปหมด จะทำให้ท้องมันป่องท้องมารเหมือนกับมีน้ำอยู่ในท้อง แล้วอันนั้นก็คือต่อให้เราให้เลือดเข้าไปเท่าไหร่ เราจะผ่าตัด เราจะอะไรเนี่ย ส่วนใหญ่จะช่วยเหลือชีวิตไว้ไม่ได้ และต่อให้เราช่วยเหลือชีวิตไว้ได้ในตอนนี้ ต่อไปในภายภาคหน้า มันก็จะแย่ลงจากอะไรสักอย่างนี่แหละครับนะฮะ งั้นอันนี้คือเรื่องของเลือดออกที่เราต้องกังวลมากๆว่ามันเกิดขึ้นมาตอนไหนกันแน่นะครับ เราต้องมีการตรวจติดตามเพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดภาวะนี้นะฮะ
อ่ะ นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่าคุณเหน่งน่าจะไปถึงขั้นเสียชีวิตได้ เพราะไอ้เรื่องพวกเนี้ยทั้งหมดประกอบกัน ส่วนจะมีเรื่องไหนบ้างนั้น คงจะต้องไปดูรายละเอียดในการรักษา
อ่ะ ทีนี้เรื่องของคุณจบไป ผมอยากขอพูดเรื่องของตับแข็งว่าปกติเราจะดูแลอะไรยังไงกับมันได้บ้างนะครับ คนที่มีความเสี่ยงโดยทั่วไปเวลาที่เราไปตรวจร่างกายทั่วๆไปประจำปีเนี่ย เราก็มักจะดูเอนไซม์ตับนะครับ ถ้าเอนไซม์ตับเราเริ่มมีความผิดปกติแล้วเนี่ย คุณหมอเขาจะมีความรู้สึกว่าเอ้ย เราจะต้องดูให้มันลึกกว่านี้และแล้วต้องติดตามด้วยนะครับ ถ้าเกิดติดตามไปแล้วหาเหตุผลที่ทำให้เอนไซม์ตับมันสูงไม่ได้เนี่ย อาจจะต้องมีการตัดชิ้นเนื้อตับออกมาตรวจ หรืออาจจะตรวจดูขนเลือด ดูซิว่าเอ๊ะ เรามีภาวะเลือดเม็ดเลือดแดงเยอะเกินไปมั้ย ที่ทำให้เป็นภาวะแบบนี้ อ่า เม็ดเลือดแดงเยอะแล้วมันทำให้มีธาตุเหล็กเกิน hemochromatosis หรือมีโรคคอปเปอร์หรือไอ้ตัวทองแดงมันเกินพวกนี้ก็จะมีอาการทางระบบประสาทโรคตับได้นะครับ แล้วก็มีอาจจะมีเป็นวงกลมๆที่รอบๆตาดำเราเนี่ย อ่าวงเนี้ยก็สามารถจะได้เจอได้นะครับ เราก็ถ้าเราสงสัยหมอจะตรวจอะไรเพิ่มเติมพิเศษนะ
ถ้าเกิดเริ่มเข้าสู่ระยะตับแข็งเนี่ย ระยะแรกๆมันยังไม่มีน้ำในท้องหรอกนะครับ ตอนหลังมันถึงจะมีนะ พวกนี้เวลาหมอเค้าตรวจเค้าจะทำยังไงบ้าง เค้าก็อาจจะมีวิธีได้ 2-3 อย่าง ดีที่สุดที่แบบชัวร์ที่สุดก็คือตัดชิ้นเนื้อตับออกมาตรวจ แต่มันต้องผ่าตัดไม่มีใครอยากทำ อย่างที่ 2 เนี่ย คือก็เป็นการวัดคล้ายๆเครื่อง ultrasound นะครับ เราจะเรียกว่าเครื่อง elastography ดูความยืดหยุ่นของตับ ถ้าค่าความยืดหยุ่นมันแย่มากๆเลยอันเนี้ย แสดงว่าโอเคคุณอาจจะเป็นตับแข็งนะครับ มันจะมีเป็นการรายงานผลว่าเออมันมันแข็งแค่ไหนด้วยนะครับ
อ่ะ พอเราประเมินอย่างนี้เสร็จปุ๊บ เป็นตับแข็ง หมอจะทำอะไรอีกหลายอย่างเลย เจาะเลือดมหาศาลดูทุกๆอย่างนะครับ แล้วจะต้องดูว่าเรามีปัญหาเรื่องของมะเร็งตับหรือยังด้วย การทำอัลตราซาวด์ทุกๆ 6 เดือนร่วมกับการตรวจ alpha-fetoprotein ทุก 6 เดือน ดังนั้นถ้าเกิดว่าคุณเป็นคนที่ที่มีโรคตับแข็งแล้ว คุณจะต้องตรวจแบบนี้ กรณีพิเศษคือคนที่มีไวรัสตับอักเสบ B แบบเรื้อรัง คนพวกนี้คุณไม่ต้องมีตับแข็ง คุณก็เป็นมะเร็งตับได้ ดังนั้นคุณหมอเขาจะมีการตรวจ screening ด้วย ultrasound และการตรวจ AFP เนี่ยประจำ อันนี้ผมบอกไว้ก่อนนะ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นตับแข็ง คุณก็เป็นมะเร็งตับได้ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบ B นะครับ ดังนั้นอย่าชะล่าใจ ถ้าวันนี้บอกว่าเออตับก็ยังปกติดี เอนไซม์ตับไม่มีปัญหาอะไร แต่เรามีไวรัส B อยู่เรื้อรัง เราก็ไม่ต้องทำอะไรไม่ใช่ ครับ คุณต้องทำครับ คุณต้องกลับไปหาหมอโรคตับแล้วก็ตรวจเป็นประจำด้วยนะครับ เพราะของคุณเนี่ย ไม่ต้องเป็นแข็งมันก็สามารถที่จะเกิดปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมาได้นะครับ
อ่ะ ทีนี้พอหมอตรวจเป็นอย่างนี้ต่อแล้วไง ต่ออันที่ 2 คือความดันในตับเนี่ย มันจะค่อนข้างสูงนะครับ ความดันในตับเวลาที่เราจะวัดจริงๆเนี่ย เราจะต้องใส่สายสวนเข้าไปทางหลอดเลือดที่คอแล้วเข้าไปวัดข้างใน แต่ก็แน่นอนครับ ไม่ค่อยมีคนอยากจะทำกัน ดังนั้นเราจึงอนุโลมให้ใช้วิธีการตรวจ ultrasound ตับแล้วก็ดูความแข็งของตับ แล้วก็ดูคู่กับคะแนนต่างๆที่คุณหมอเขาจะสามารถตรวจได้ เช่น อ่าคะแนน fibrosis 4 นะครับ แล้วก็อื่นๆอีกเยอะแยะไปหมด ตรงนั้นก็ให้เป็นหน้าที่ของคุณหมอโรคตับ คุณหมอโรคตับเยังจะประเมินอีกอย่างนึงนะครับ คือ Child-Pugh Score นะครับ อ่าอันนี้เป็นเหมือนเป็นคะแนนเพื่อที่จะดูว่าเรามีโอกาสที่โรคมันจะลุกลามมากน้อยแค่ไหน แล้วก็เราจะใช้คะแนนแทนตัวเนี้ย ในการปรับยาต่างๆที่เราจะต้องกิน อีกอย่างนึงซึ่งเราจะคำนวณก็คือ MELD Score (MELD sodium) นะครับ เดี๋ยวนี้มี MELD sodium อ่า แล้วก็อย่างอื่นๆอีกนะครับ ซึ่งตรงเนี้ย มันเป็นคะแนนที่จะบอกว่าความเจ็บป่วยของโรคตับเราเนี่ย มันมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะดูว่าเราต้องปลูกถ่ายตับเร็วแค่ไหนด้วยนะครับ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่คุณหมอก็จะต้องประเมิน
ทีนี้ในขั้นตอนการดูแลตับแข็งเนี่ย มีเยอะมากๆเลยนะครับ ผมจะขอเล่าคร่าวๆ แต่รายละเอียดเนี่ยจะต้องไปคุยกับคุณหมอโรคตับครับด้วยตัวเองนะครับ อย่างแรก คุณอาจจะต้องกินโปรตีนให้เพียงพอนะครับ แต่ผมเคยเล่าไว้ว่าโปรตีนที่มากเกินไปเนี่ย จะทำให้คุณมี เอ่อ มีพิษจากตัวแอมโมเนียขึ้นไปสมองได้ แล้วคุณก็จะมีปัญหาได้นะครับ อย่างไรก็ตามครับ นั่นไม่ใช่ข้อจำกัดของการไม่ของการที่จะต้องกินโปรตีน คุณจะต้องกินโปรตีนอยู่ที่ 1.2-1.5 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน โดยใช้น้ำหนักในขณะที่คุณไม่มีน้ำในท้อง คุณต้องเอาน้ำในท้องออกไปก่อนแล้วคิดคำนวณตรงนั้น ซึ่งคุณหมอก็จะสามารถตอบคุณได้ว่าคุณต้องกินเท่าไหร่
อันที่ 2 คุณจะต้องป้องกันไม่ให้มีภาวะสับสน หรือ hepatic encephalopathy พวกนี้ ด้วยการขับถ่ายทุกวัน และคุณหมอเขาจะให้ยาถ่ายตัวนึงชื่อ lactulose มากินนะครับ ตัวนี้มันจะเป็นตัวที่จับเอาแอมโมเนียแล้วถ่ายอุจจาระออกไปนะครับ คุณจะต้องถ่ายอย่างน้อยๆก็ 2 ครั้งต่อวัน 1 ครั้งเนี่ย อาจจะน้อยไป คุณอาจจะต้องถ่าย 2 ครั้ง และถ้าช่วงไหนมันมีอาการกำเริบ มีอาการสับสน หมอจะให้คุณถ่าย 4 ครั้งต่อวันนะครับ มิฉะนั้นเนี่ย จะไม่สามารถแก้ไขภาวะนี้ได้นะฮะ
ต่อมา ทำไมต้องเป็นโปรตีน 1.2-1.5 กรัม เพราะว่าคนไข้ที่เป็นโรคตับแข็งเนี่ย กล้ามเนื้อจะสลายเร็วมาก เนื่องจากว่าภาวะการอักเสบในร่างกายมันจะกินกล้ามเนื้อคุณไปเรื่อยๆ และอันที่ 2 คือในทางในลำไส้ของ คุณเนี่ย มันบวมนะครับ เนื่องจากความดันมันสูงมาก เลือดมันเดินยาก มันจะดูดซึมอาหารไม่ได้ ดังนั้นจำเป็นจะต้องกินเข้าไปให้เพียงพอเพื่อให้มันยังอยู่นะครับ อย่างกรณีของคุณเหน่งเนี่ย คุณจะเห็นว่าภาพท้ายๆของเขาเนี่ย ผอมมากเลย กล้ามเนื้อหาย นี่แหละครับ ภาวะ sarcopenia ที่เกิดจากกรณีของโรคตับแข็งเรื้อรังนะครับ อันนี้คือเรื่องโภชนาการนะ
การออกกำลังกาย อันนี้ต้องทำแน่นอน
ต่อมาคือการป้องกันการเกิดเลือดออกจากหลอดเลือดในทางเดินอาหารต่างๆ อันนี้นะครับ มันจะมียาที่คุณต้องกินแน่ๆนะฮะ เช่น ยา propranolol ชาคาดอล พวกนี้เป็นยากลุ่ม Beta Blocker ที่เป็นเขาจะเรียกว่า Non-Selective Beta blocker คุณต้องกิน ต้องกินนะ ไม่กินจะมีโอกาสที่มันจะมีเลือดออกมาได้นะครับ คุณหมอเจะเป็นคนปรับยาให้ ว่าคุณจะต้องกินยังไง คุณไม่สามารถไปซื้อยาพวกนี้มากินเองได้นะครับ และจะต้องมีการส่องกล้องเข้าไปเรื่อยๆเพื่อเช็คดูซิว่า มันมีหลอดเลือดโป่งพองมั้ย ถ้ามีคุณหมอเขาจะทำการเอาหนังยางไปรัดจัดการให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มันมีการเลือดออก ซึ่งตรงคุณหมอก็จะบอกคุณเองว่าจะต้องทำบ่อยแค่ไหน ในแต่ละคนจะไม่เหมือนกันนะครับ อันนี้เป็นวิธีในการป้องกันการเกิดเลือดออก ซึ่งคุณไม่มีทางรู้ว่ามันจะออกมาตอนไหนด้วยนะฮะ
ต่อมาคือจะต้องจัดการกับน้ำในท้อง จัดการยังไงให้น้ำในท้องมันหายไป สิ่งที่คุณทำเองได้นะครับ ลดโซเดียมให้ต่ำที่สุด การที่ คุณกินโซเดียมมันจะทำให้น้ำในท้องเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วนะครับ ต่อมาคุณหมอก็จะต้องมีการเจาะน้ำออกอยู่เรื่อยๆ มีการเสริมอัลบูมินอย่างที่ผมบอกตอนแรก อย่างที่ 3 คือการใช้ยาขับปัสสาวะ ซึ่งจะต้องใช้ทั้งหมด 2 ตัวร่วมกันคือ furosemide และ spironolactone 2 ตัว ใช้ตัวเดียวไม่ได้นะครับ เราต้องใช้ 2 ตัวเพื่อป้องกันไม่ให้มันมีปัญหาการดื้อยาขับปัสสาวะ คุณหมอจะให้ยา 2 ตัวนี้แน่ๆ คุณต้องกินแน่ๆนะครับ จะมีการปรับขนาดตามน้ำในท้องที่คุณมี แต่ถ้าเกิดน้ำในท้องมันเป็นแล้วเป็นอีกเนี่ย เราเจาะแล้วเจาะอีก ปรับยาระดับสูงสุดแล้วมันยังกลับมาเนี่ย ก็จะต้องมีการประเมินเพิ่มเติมครับ อย่างแรก คุณอาจจะเป็นกลุ่มที่เราเรียกว่า hepatorenal syndrome type ที่ 2 ตรงนี้ถ้าผู้ฟังไม่เข้าไปไม่เป็นไรนะครับ มันมี type ที่ 1 กับ type ที่ 2 Type ที่ 2 เนี่ย จะมาด้วยอาการมีน้ำในท้องไม่ยอมหายไปซักทีนะฮะ อ่าถ้า type ที่ 1 เนี่ย คืออยู่ๆไตมันจะวายอย่างรวดเร็วนะครับ พวกนี้เนี่ย ถ้าคุณมีภาวะนี้นะครับ ห้ามเจาะน้ำออกจากท้องเด็ดขาด เพราะถ้าเกิดคุณเจาะปุ๊บ ไตคุณจะวายทันที และต้องหยุดยาขับปัสสาวะโดยด่วน ภาวะนี้หมอเขาจะวินิจฉัยได้ยังไง เค้าจะวินิจฉัยดูปริมาณโซเดียมที่อยู่ในปัสสาวะของคุณ แล้วก็ดูค่าการทำงานของไต ซึ่งอันนั้นปล่อยให้หมอตับเค้าทำหน้าที่ของเค้า เราไม่จำเป็นต้องรู้ นะครับ แต่ถ้ามีภาวะนี้ เค้าจะเจาะให้คุณไม่ได้นะฮะ ซึ่งผมเล่าเรื่องนี้เพราะว่าผมเคยเจอคนไข้เนี่ย มาได้ท้องมารแล้วก็เจาะให้อยู่เรื่อยๆ จนวันนึงเนี่ย เค้าเป็นโรคเนี้ย แล้วผมบอกว่าผมเจาะให้เค้าไม่ได้นะ เค้าโวยวายใหญ่เลย ทำไมเจาะไม่ได้ ที่ผ่านๆมายังเจาะได้ ผมก็บอกเขาว่า เออ เนี่ย คุณเป็นโรคนี้ ถ้าผมเจาะให้คุณตอนเนี้ย คุณไตวายแล้วคุณเสียชีวิตได้เลยนะครับ อ่า เค้าถึงจะเข้าใจ แล้วก็ผมก็เลยอยากจะมาเล่าให้ทุกคนฟังว่า ไม่ใช่ทุกครั้งที่หมอเ้าจะเจาะน้ำในท้องให้คุณได้นะ
อ่า ทีนี้สมมุติว่าน้ำในท้องมันกลับมาเรื่อยๆ เราแก้ทุกอย่างหมดแล้วไม่ได้เจออะไร มันจะมีอีกวิธีนึง เราเรียกว่า TIPS procedure นะครับ Transjugular Intrahepatic Portosystemic Shunt ก็คือเราจะใส่ท่อเข้าไปทางหลอดเลือดที่คอเข้าไปที่ตับนะครับ แล้วมันจะมีระบบหลอดเลือด 2 ระบบ หลอดเลือดอันนึงอยู่ที่ตับ อ่าระบบ Portal นะครับ Portal เนี่ย มันเป็นระบบที่จริงๆเอาไว้จัดการกับพวกพิษต่างๆที่มาจากลำไส้เนี่ย แล้วตอนเนี้ย มันตันอยู่เพราะว่าตับของคุณแข็งมันไปปิดทางเดิน มันก็จะเกิดภาวะความดันในตับตรงเนี้ยสูง ก็คือ Portal Hypertension แล้วก็ระบบหลอดเลือดปกติเราจะเรียกว่า systemic circulation นะครับ ในเมื่อทางนี้มันตัน เราจะต้องเชื่อมท่อระหว่างหลอดเลือด 2 อันนี้ให้เลือดที่มันอยู่ตรงเนี้ย มันมาทางนี้แล้วออกไปได้นะครับ อันเนี้ยเป็นวิธีในการทำ TIPS นะครับ ซึ่งคุณหมอเขาจะเลือกเป็นรายๆไป ไม่ใช่ทุกรายที่ทำได้นะครับ ก่อนที่เขาจะทำเนี่ย ต้องประเมินว่าคุณมีโรคหัวใจมั้ย ความดันในปอดมีปัญหาอะไรหรือเปล่านะครับ อีกเยอะแยะไปหมดนะครับ ดังนั้นนี่เป็นทางเลือกทางนึง ซึ่งหมอเขาจะพิจารณาแต่ไม่ใช่ทุกคนทำได้ นะครับ ถ้าทำไม่ได้เค้าก็จะไปดูว่าคุณปลูกถ่ายตับได้มั้ย ถ้าปลูกถ่ายตับไม่ได้ก็ต้องเจาะไปเรื่อยๆนะครับ
อ่ะ อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่เขา้าจะต้องทำแน่ๆนะครับ ในเรื่องของ อ่า ตับนะครับ ผมอยากจะเล่าเรื่องของ อ่า การเสียชีวิตนะครับว่าเวลาที่เราเจอระยะต่างๆเนี่ย คนไข้จะอยู่ได้นานเท่าไหร่ เราเรียกว่า median survival สำหรับคนที่มีอาการสับสน (hepatic encephalopathy) แล้วและยังไม่ได้รักษาให้ดีนะครับ พวกนี้เนี่ย จะอยู่ได้ไม่ถึงปีครับ อยู่ได้ไม่ถึงปีถ้าไม่ได้ รับการปลูกถ่ายตับนะ อันที่ 2 คือถ้าเกิดคนที่เริ่มมีน้ำในท้องแล้วเยอะๆ พวกเนี้ย อยู่ได้ประมาณปีนิดๆนะครับ จะเห็นว่ามันยากมากเลย ส่วนคนที่มีปัญหาเรื่องไต อ่ามีโรคตับแล้วตามมาด้วยไตวายพวกนี้นะครับ อัตราการเสียชีวิตสูงมาก ส่วนใหญ่จะอยู่ได้ประมาณ 2 อาทิตย์ไม่เกินนี้
และเมื่อกี้ผมบอกว่าโรคตับแข็งเนี่ย มันมีแบบที่ยังไม่มีน้ำนะครับ พวกนี้เราจะเรียกว่า compensated liver cirrhosis คือเรายังสามารถที่จะจัดการกับภาวะน้ำเกินต่างๆพวกนี้ได้นะครับ พวกเนี้ย อัตราการอยู่รอดชีวิตอยู่ เอ่อ อยู่รอดของเราเนี่ย มันจะมันจะแย่กว่าคนทั่วไปนะครับ อัตราการตายเราจะสูงกว่าคนทั่วๆไปประมาณประมาณสัก เอ่อ 4.7 เท่า แต่ถ้าเกิดคุณมีน้ำในท้องแล้ว อัตราการเสียชีวิตของคุณเมื่อเทียบกับคนทั่วไปสูงกว่าประมาณ 9.7 เท่า นะครับ
และการที่ตับเสียไป ไม่ใช่มีแค่เรื่องของความดันต่างๆในตับที่มันจะเสียนะครับ แต่มันยังมีเรื่องของการล้างจัดการสารพิษต่างๆที่มา จากลำไส้ คุณจะล้างมันไม่ได้ มันก็จะเข้าไปสู่สมองแล้วเกิดปัญหา และตับยังเป็นแหล่งการสร้างโปรตีน ถ้ามันสร้างไม่ได้ คุณก็จะขาดโปรตีนในร่างกายนะครับ อ่าอันนี้จะมีปัญหาโปรตีนที่ว่าก็คือโปรตีนเกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด โปรตีนของทำให้เลือดเนี่ย มันไม่แข็งตัวนะครับ คือคนที่ เป็นโรคตับเนี่ยเนี่ย คุณจะเลือดออกง่ายกว่าปกติก็ได้ หรือคุณจะเกิดลิ่มเลือดขึ้นมาในร่างกายก็ได้ทั้งคู่ เพราะว่าโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับ 2 ระบบเนี้ย มันถูกสร้างโดยตับ ซึ่งตอนนี้ตับทำงานไม่ได้นะครับ และมันยังมีในเรื่องของการสร้าง เอ่อ ตัวคอเลสเตอรอลที่ดีคือ HDL ด้วย ถ้าตับเสีย คุณจะมี HDL ที่ต่ำมากๆ บางคนอยู่ที่ 0 ถามว่า 0 แล้วมันยังไง คือสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ ต่อมหมวกไตของ คุณเนี่ย เวลาที่คนเป็นโรคตับ เลือดจะไปเลี้ยงน้อยลง มีการอักเสบ มันจะทำงานไม่ค่อยได้ คราวนี้ถ้าเกิดว่ามันทำงานไม่ค่อยได้ แล้วคุณมี HDL ให้มันน้อยเนี่ย มันจะไม่สามารถสังเคราะห์ฮอร์โมนที่มาจากต่อมหมวกไตได้ ก็จะเกิดภาวะสเตียรอยด์ในร่างกาย หรือคอร์ติซอลมันต่ำ พอคอร์ติซอลต่ำ เกิดอะไรขึ้น คุณอาจจะความดันตกได้ คุณมีโพแทสเซียมสูงได้นะครับ แล้วคุณมีค่าความกดด่างในเลือดผิดปกติได้ พวกเนี้ยทั้งหมดมันเลยสามารถทำให้คนนึงเนี่ย เสียชีวิตได้เลยนะครับ
คนพวกเนี้ย พอเราปล่อยให้เป็นโรคตับนานๆนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นเนี่ย กล้ามเนื้อสลาย เอสโตรเจนสูงเกินในร่างกายเราจะสังเกตว่า อาจจะมีหัวนมแหลมได้นะครับ อ่า ขนตามร่างกายก็จะร่วง อ่าอันนี้เราเจอได้นะครับ เอ่อ สารที่ทำให้หลอดเลือดมันขยายตัวเนี่ย มันจะคั่ง แล้วมันไปคั่งที่ไหนไม่คั่ง มันไปคั่งตามปอด ทำให้เกิดหลอดเลือดผิดปกติที่เราเรียกว่า arteriovenous malformation ป่องขึ้นมา คนพวกนี้นะครับ จะหายใจแล้วเหนื่อยมากนะครับ อ่าอ่า จะเหนื่อยมาก โดยเฉพาะตอนยืนขึ้นมา เพราะตอนยืนขึ้นมาเนี่ย ไอ้ AVM นี่มันอยู่ตรงข้างล่างของปอด อยู่ๆมันขยายกระทันหัน มันดึงเลือดลงไป คุณจะเหนื่อยนะ ครับ ตอนนอนราบคุณจะรู้สึก เอ่อ ดีขึ้นเบาขึ้นนะ อันนี้ในทางการแพทย์เนี่ย ถ้าใครเป็นหมอก็ต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้นะครับ เพราะว่ามันมันมีหลายอย่าง และอีกโรคนึง โรคนี้ก็คือที่เราเรียกว่าเป็น อ่า เป็น hepatopulmonary syndrome ก็เกิดจากไอ้หลอดเลือดตรงนี้มันขยาย อีกอันนึงก็คือเป็น portopulmonary hypertension ก็คือ มีโรคตับและมีหลอดเลือดในปอดเนี่ย มันมีแรงดันสูงด้วย ไอ้พวกนี้ก็ต้องรักษาด้วยวิธีพิเศษนะครับ ซึ่งจะยุ่งยากไปกว่าเดิมอีก แล้วก็มีปัญหาต่อการปลูกถ่ายตับด้วยนะฮะ
ที่สำคัญคือ เมื่อกี้น้ำในท้องสามารถเข้ามาในปอดได้ โดยเฉพาะข้างขวา เพราะว่าไอ้ตัวกะบังลมด้านขวามันมักจะมีรูรั่วอยู่นิดนึง น้ำมันจะเข้าตรงนั้นได้ง่ายขึ้นนะครับ บางทีบางคนไม่มีน้ำในท้องแต่มีน้ำในปอด ก็เป็นภาวะนี้ได้นะครับ โดยเฉพาะคนที่มีน้ำน้อยๆนะ วิธีการรักษาคือเจาะน้ำมันออกเท่านั้นเอง แล้วก็ควบคุมโซเดียมร่วมกับกินยาขับปัสสาวะนะครับ งั้นจะเห็นว่าการดูแลโรคตับแข็งเนี่ย มันเยอะมาก แล้วมันหลากหลาย แล้วก็มีปัญหาเต็มไปหมดเลย วันเนี้ยผมเล่าก็คงจะไม่จบแน่ๆนะครับ แต่นี่คือขนาดผมเล่าคร่าวๆแล้ว ผมคิดว่าหลายคนอาจจะยังงงอยู่ด้วยซ้ำไปว่า เฮ้ย มันอะไรเยอะแยะขนาดนี้ เอ่อ จริงๆแล้วนี่คือเป็นเหตุผลนึง ซึ่งผมยังไม่เคยเอาโรคตับแข็งมาเล่าให้เราฟังนะครับ เพราะว่ามันเยอะ และนี่ก็ยังไม่หมดด้วย มีอีกหลายอย่าง และในแต่ละอย่างเนี่ย ถ้าเกิดว่าใครมีคำถามในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนะครับ ก็สอบถามมาเป็นเรื่องๆไปแล้วกัน เพราะว่าแค่อ่าปัญหาโรคปอดในโรคตับแข็งเมื่อกี้ผมยังพูดไม่หมดเลยว่า มันจะต้องทำยังไง ถ้าคุณเป็นขึ้นมาแล้วมันจะรักษายังไง แล้วเวลารักษาไปแล้วเนี่ย ใช้เวลานานเท่าไหร่ การปลูกถ่ายตับมันจะช่วยได้มั้ย ช่วยได้นานแค่ไหน แล้วเมื่อไหร่ถึงเริ่มเห็นผล อันเนี้ยแหละครับ เยอะแยะไปหมดเลยนะฮะ
งั้นวันนี้ผมจะขอเล่าประมาณเท่านี้แล้วกันนะครับ ถ้าเกิดว่าใครมีคำถามตรงไหนเฉพาะเจาะจง ก็สอบถามมาเป็นข้อๆแล้วกันนะครับ ยังไงก็สุดท้ายก็ขอแสดงความเสียใจและขอเป็นกำลังใจให้กับทางครอบครัว ทางเพื่อนฝูง และก็ทางทุกๆคนที่ติดตามผลงานของคุณเหน่ง เหม่งจ๋ ด้วยนะครับ วันนี้ก็เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ