📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

พระพุทธเจ้ากับนางกรรณิการ์#ความเลื่อมใสอันบริสุทธิ์#ธรรมะกับชีวิตจริง#ธรรมะสอนใจ#อานิสงส์ผลบุญ

น้องใหม่เล่าเรื่อง54:02

Transcription

ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถีอันรุ่งเรือง มีหญิงสาวผู้หนึ่งนามว่ากรณิกา นางเป็นบุตรีของช่างทำเครื่องประดับคู่ มีฐานะปานกลาง กรรณิกา มิได้มีเพียงรูปโฉมที่งดงามราวกับดอกกรรณิกาที่บานสะพรั่งในยามค่ำคืนเท่านั้น แต่จิตใจของนางยังเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสในพระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างยิ่งยวด ทุกเช้า เมื่อแสงทองจับขอบฟ้า กรรณิกาจะจัดเตรียมภัตตาหารอันประณีตและดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม เพื่อไปใส่บาตรและฟังธรรม ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร นางมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของความพ้นทุกข์ แต่ในขณะเดียวกัน นางก็ยังคงติดอยู่ในบ่วงแห่งความกังวล เรื่องภาระทางโลก ทั้งการดูแลบิดามารดาที่ชราภาพและการงานในครอบครัว

บททดสอบแห่งศรัทธา

วันหนึ่ง ขณะที่กรณิกากำลังนั่งสมาธิอยู่ใต้ร่มไม้ในสวน พลันเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่ออัคคีภัยได้ลุกไหม้โรงงานเครื่องประดับของบิดา นาง ทรัพย์สมบัติที่สะสมมาทั้งชีวิตมอดไหม้ไปกับกองเพลิง บิดาของนางล้มป่วยลงด้วยความเสียใจอย่างหนัก กรณิกา ผู้เคยมีความสงบทางจิตใจ กลับถูกซัดกระหน่ำด้วยคลื่นแห่งความทุกข์ระทม นางเกิดความสงสัยในโชคชะตาว่า "ข้าพเจ้าบำเพ็ญทาน รักษาศีล และฟังธรรมมาโดยตลอด เหตุใดความวิบัติเช่นนี้จึงยังเกิดขึ้นกับครอบครัวของข้าพเจ้า"

ด้วยความสับสน นางจึงเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ เชตวันมหาวิหาร เมื่อไปถึง นางกราบลงแทบพระบาทด้วยน้ำตาที่นองหน้า แล้วทูลถามถึงเหตุแห่งความทุกข์ที่ดูเหมือนจะอยุติธรรมนี้

พระธรรมเทศนาท่ามกลางหยาดน้ำตา

พระพุทธเจ้าทรงทอดพระเนตรกรณิกาด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ ทรงมิได้ตรัสปลอบประโลมด้วยถ้อยคำหวานหู แต่ทรงตรัสถามนางด้วยอุปมาว่า "กรรณิกา เธอกำลังถือดอกกรรณิกาที่แห้งเหี่ยวอยู่ในมือใช่หรือไม่ เมื่อวานนี้ดอกไม้นี้ยังสดสวยและทรงกลิ่นหอม แต่เหตุใดวันนี้มันจึงเปลี่ยนไป"

กรรณิกา ทูลตอบว่า "พระองค์ผู้เจริญ เพราะดอกไม้มีสภาพต้องโรยราเป็นธรรมดาของมันเอง พระเจ้าข้า"

พระพุทธองค์จึงตรัสสืบไปว่า "ศรัทธาของเธอก็เช่นกัน หากศรัทธานั้นวางอยู่บนเงื่อนไขว่าชีวิตต้องราบรื่น ศรัทธานั้นก็เหมือนดอกไม้ที่รอวันเหี่ยวเฉา แต่หากศรัทธาของเธอวางอยู่บนความเข้าใจในสัจธรรม ศรัทธานั้นจะมั่นคงดุจภูเขาหินที่ไม่สะเทือนด้วยแรงลม"

พระองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องโลกธรรม 8 ให้นางฟังว่า "ในโลกนี้มีสิ่งคู่กันเสมอ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีสรรเสริญ มีนินทา มีสุข มีทุกข์ กรรณิกาเอ๋ย ทรัพย์ที่ถูกไฟไหม้ไปนั้นคือทรัพย์ภายนอก แต่มิมีไฟใดสามารถเผาผลาญอริยทรัพย์ คือศีล สมาธิ และปัญญา ที่เธอสั่งสมไว้ในจิตใจได้เลย ความทุกข์ที่เธอรู้สึก มิได้เกิดจากไฟที่ไหม้บ้าน แต่เกิดจากความยึดมั่นว่าสิ่งเหล่านั้นต้องอยู่กับเธอตลอดไป"

กรณิกานิ่งสดับพระธรรมคำตรัสของพระพุทธองค์ เปรียบเสมือนแสงประทีปที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด นางเริ่มเห็นว่าที่ผ่านมา นางทำบุญเพื่อหวังความสุขในรูปแบบของความมั่นคงทางโลก แต่นางไม่เคยทำบุญเพื่อการปล่อยวางอย่างแท้จริง พระพุทธองค์ทรงสอนให้นางแผ่เมตตากับความสูญเสียนั้น แล้วใช้ปัญญามองดูว่า แม้กายของบิดาจะป่วยไข้ แม้ทรัพย์จะอันตรธานไป แต่ตัวจิตของนางยังสามารถเป็นอิสระได้ หากนางไม่นำเอาความทุกข์ภายนอกมาเป็นภาระภายใน

นางกราบพระพุทธเจ้าด้วยจิตที่โปร่งเบากว่าเดิม แล้วทูลถามว่า "พระองค์ผู้เจริญ แล้วข้าพเจ้าควรทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตที่เหลืออยู่ เมื่อทุกอย่างที่เคยสร้างมาสูญสิ้นไปเช่นนี้"

พระพุทธเจ้าทรงแย้มสรวลน้อย แล้วตรัสว่า พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตรกรณิกาด้วยสายพระเนตรที่เปี่ยมด้วยความหยั่งรู้ ก่อนจะตรัสตอบด้วยพระสุรเสียงอันกังวานว่า "กรรณิกาเอ๋ย เมื่อน้ำในตุ่มรั่วไปจนหมด คนเขลา ย่อมเอาแต่นั่งร้องไห้เสียดายน้ำที่รินรดลงดิน แต่คนฉลาด ย่อมพิจารณาดูรอยรั่วแล้วเริ่มอุดรูนั้น ก่อนจะตักน้ำใส่ลงไปใหม่ ทรัพย์ทางโลกที่สูญไป เปรียบเสมือนน้ำที่รั่วรดลงดินไปแล้ว การคร่ำครวญมิอาจเรียกน้ำนั้นกลับคืนมาได้ บัดนี้ เธอจงใช้มือที่ยังแข็งแรงและจิตที่ยังตื่นรู้ของเธอ สร้างชีวิตขึ้นใหม่ด้วยมรรค คือหนทางแห่งการกระทำที่ถูกต้อง"

ศิลปะแห่งการมีชีวิตอยู่

พระพุทธเจ้าทรงแนะให้ นางเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า โดยทรงวางหลักการครองเรือนท่ามกลางความสูญเสีย ให้นางเห็นเป็นลำดับดังนี้

* **สัมมาอาชีวะ** คือ การเลี้ยงชีพชอบ แม้โรงงานเครื่องประดับจะมอดไหม้ แต่ทักษะและฝีมือในใจเธอ มิได้ไหม้ไปกับไฟ จงใช้มือที่เคยร้อยหยาดอัญมณี มาร้อยเรียงศรัทธาขึ้นใหม่ เริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์

* **อปริหานิยธรรม** คือ ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม จงดูแลบิดามารดาด้วยความอดทน การปรนิบัติผู้มีพระคุณในยามยาก คือมงคลอันสูงสุดที่จะดึงดูดเทวดาและมนุษย์ให้มาเกื้อกูล

* **อัตตาหิอัตตโนนาโถ** คือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อย่ารอคอยปาฏิหาริย์จากสวรรค์ แต่จงสร้างปาฏิหาริย์ด้วยความเพียรของตนเอง

กรณิกาฟังดังนั้น จึงเกิดความมุมานะ นางกลับไปหาบิดาที่กำลังนอนซม ทรัพย์สินที่เหลือเพียงน้อยนิด ถูกแปรเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบทำเครื่องหอมและดอกไม้ประดิษฐ์ นางใช้ฝีมืออันประณีตที่เคยทำเครื่องประดับทองคำ มาประดิษฐ์ดอกไม้แห้งที่เก็บจากสวน ผสมกับเครื่องหอมที่ปรุงขึ้นเอง ด้วยความใส่ใจ ธรรมะในทุกหยาดเหงื่อ

ในขณะที่นางทำงาน นางมิได้ทำด้วยความโลภ หรือความอยากจะได้ทรัพย์คืนมา แต่นางทำด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ทุกครั้งที่ร้อยดอกไม้ นางจะพิจารณาถึงอนิจจังของกลีบดอกไม้ และอนัตตาของความทุกข์ที่เคยเกาะกินใจ

ชาวเมืองสาวัตถีเห็นกรณิกา ที่เคยเป็นลูกเศรษฐี กลับมานั่งร้อยดอกไม้ขาย ด้วยรอยยิ้มที่สงบเยือกเย็น ต่างก็พากันแปลกใจและเข้ามาอุดหนุน เครื่องหอมของนาง มิได้หอมเพียงเพราะกลิ่นดอกไม้ แต่หอมด้วยกลิ่นแห่งศีลและความกตัญญู ที่เลื่องลือไปทั่ว

วันหนึ่ง บิดาของนางเริ่มมีอาการดีขึ้น และถามนางว่า "ลูกรัก เหตุใดเจ้าจึงดูมีความสุขนัก ทั้งที่บ้านเราเหลือเพียงเท่านี้"

กรณิกาตอบบิดาว่า "ท่านพ่อ เมื่อก่อนเรามีทองคำมากมาย แต่ใจเรากลับวุ่นวาย เพราะต้องคอยรักษา บัดนี้เรามีเพียงดอกไม้และเครื่องหอม แต่ใจลูกกลับสว่างไสว เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนให้ลูกรู้จักการมีอยู่โดยไม่ยึดมั่น ลูกพบแล้วว่าความสุข มิได้อยู่ที่ว่าเรามีอะไร แต่อยู่ที่ว่าเราวางอะไรลงได้บ้าง"

ความลึกซึ้งในความว่าง

เวลาผ่านไป กรณิกากลับมามั่งคั่งอีกครั้ง ด้วยน้ำพักน้ำแรงและความซื่อสัตย์ แต่นางคนใหม่ มิใช่กรณิกาคนเดิม ที่หวั่นเพลิดไปตามลมพายุนางกลายเป็นอุบาสิกา ผู้เป็นเสาหลักในการอุปถัมภ์วัดพระเชตวัน

วันหนึ่ง ขณะที่นางนำเครื่องหอมไปถวายพระพุทธเจ้า นางได้ทูลถามปัญหาธรรมที่ค้างคาใจมานานว่า "พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพเจ้าไม่มีทรัพย์ ข้าพเจ้าทุกข์เพราะความขาดแคลน เมื่อข้าพเจ้ามีทรัพย์ ข้าพเจ้ากลับพบว่าความกังวลลึกๆ ยังคงอยู่ ปราปรายดุจเงาที่ตามตัว ข้าพเจ้าควรทำอย่างไร เพื่อให้จิตนี้หลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีก็ตาม"

พระพุทธเจ้าทรงชี้ไปที่ตะเกียงที่ตามไฟอยู่ แล้วตรัสถามว่า "พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตรดวงไฟที่ลุกโชนอยู่ ในตะเกียงแล้วตรัสถามกรณิกา ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ลึกซึ้งว่า 'กรรณิกาเอ๋ย แสงสว่างที่เธอมองเห็นนี้ เกิดจากอะไร'"

นางนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนทูลตอบว่า "เกิดจากน้ำมันที่หล่อเลี้ยง เกิดจากไส้ที่ส่งผ่าน และเกิดจากเปลวไฟที่ลุกไหม้ พระเจ้าข้า"

"แล้วหากน้ำมันหมดลง หรือไส้ตะเกียงถูกดึงออกไป แสงสว่างนั้นจะยังคงอยู่หรือไม่"

"ย่อมดับไป พระเจ้าข้า"

"กรรณิกา ความกังวลที่เธอกล่าวถึง ดุจดังเงาที่ติดตามตะเกียงนั้น คือสิ่งที่เรียกว่าอุปาทาน หรือการเข้าไปยึดมั่นว่าน้ำมันนั้นเป็นเรา ไส้นั้นเป็นเรา และแสงสว่างนั้นเป็นของเรา เมื่อเธอมั่งมี เธอกลัวว่าน้ำมันจะหมด เมื่อเธอยากจน เธอกระวนกระวายหาไส้มาเติม"

ธรรมะเรื่องเรือที่ไร้รอยรั่ว

พระพุทธเจ้าทรงอุปมาต่อไป เพื่อให้กรณิกาเห็นภาพของจิตที่หลุดพ้นจากพันธนาการอย่างแท้จริง ทรงตรัสถึงการใช้ชีวิตอยู่ในโลก โดยไม่ให้โลกกัดกินใจ เปรียบเสมือนคนพายเรือข้ามฟาก เรือต้องลอยอยู่บนน้ำ แต่่น้ำต้องไม่รั่วเข้ามาในเรือ "จิตของเธอก็เช่นกัน เธอจงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางทรัพย์สิน ท่ามกลางลาภยศและสรรเสริญ แต่อย่าปล่อยให้น้ำ คือความยินดียินร้ายในสิ่งเหล่านั้น รั่วซึมเข้ามาในจิตใจ จนเรือคือชีวิตของเธอ ต้องหนักและจมลง"

กรณิกาสดับฟังแล้ว เกิดความสว่างไสวในใจ นางเริ่มเข้าใจว่าความทุกข์ มิได้เกิดจากการมีทรัพย์ แต่เกิดจากการเป็นเจ้าของทรัพย์ ด้วยความหลงผิด

บททดสอบจากพราหมณ์ผู้ริษยา

ในขณะที่กรณิกากำลังเจริญในธรรมและรุ่งเรืองในงาน มีพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า พารัตวาชะ ผู้เคยมีอคติต่อพระพุทธศาสนา และริษยาในความสำเร็จของกรณิกา เขาพยายามกลั่นแกล้งนาง ด้วยการปล่อยข่าวลือว่า เครื่องหอมของกรณิกาใส่ยาเสน่ห์ เพื่อมอมเมาผู้คนให้มาซื้อ จนทำให้ชาวเมืองบางส่วนเริ่มหวาดระแวงและเลิกอุดหนุนนาง

วันหนึ่ง พารัฐวาชะ พราหมณ์ มายืนด่าทอกรณิกาถึงหน้าบ้าน ด้วยถ้อยคำหยาบคาย หวังจะให้นางโกรธตอบ เพื่อให้ภาพลักษณ์อุบาสิกาผู้ทรงศีล ต้องมัวหมอง

กรณิกานิ่งฟังด้วยใบหน้าสงบ นางมิได้โต้ตอบด้วยโทสะ แต่กลับนำน้ำเย็น 1 ขัน และเครื่องหอมที่ประณีตที่สุด ออกมามอบให้พราหมณ์ผู้นั้น พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ท่านพราหมณ์ หากท่านเชิญแขกมาที่บ้าน แล้วเตรียมอาหารไว้ต้อนรับ แต่แขกผู้นั้นไม่ยอมรับอาหารนั้น อาหารนั้นจะตกเป็นของใคร"

พราหมณ์ตอบอย่างกระแทกกระทั้นว่า "ก็ต้องตกเป็นของเจ้าของบ้านผู้เตรียมไว้น่ะสิ"

กรณิกายิ้มอย่างเมตตา แล้วกล่าวว่า "เช่นนั้น ท่านพราหมณ์ ถ้อยคำหยาบคายและความโกรธที่ท่านนำมามอบให้ข้าพเจ้านี้ ข้าพเจ้าขอไม่รับไว้ ดังนั้น สิ่งเหล่านั้นย่อมกลับไปสู่ท่านผู้เป็นเจ้าของตามเดิม ขอท่านจงรับน้ำเย็นนี้ไปดื่มให้ชื่นใจเถิด"

การเผชิญหน้ากับความว่างเปล่า

พราหมณ์ พารัตวาชะ ถึงกับอึ้งไป ความร้อนรุ่มลึกในใจของเขา มลายหายไป เพราะความเย็นแห่งเมตตาของนาง เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เหตุใดหญิงผู้นี้ จึงมีความมั่นคงดุจศิลากลางพายุ

ต่อมากรณิกา ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอีกครั้ง คราวนี้นางมิได้ถามเรื่องความทุกข์ หรือความสุข แต่นางทูลถามถึงความว่าง "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าฝึกวางใจในทรัพย์ วางใจในคำนินทา ได้บ้างแล้ว แต่ในบางครา เมื่อข้าพเจ้านั่งอยู่เพียงลำพัง ข้าพเจ้ากลับรู้สึกถึงความอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก ความว่างเปล่านี้ คือธรรมะ หรือคือความเศร้าที่ซ่อนอยู่กันแน่ พระเจ้าข้า"

พระพุทธพุทธเจ้าทรงชี้ไปที่ท้องฟ้าอันกว้างไกล >> พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตรท้องฟ้าอันกว้างไกล ที่ครอบคลุมกรุงสาวัตถีอยู่แล้ว ตรัสถามด้วยพระสุรเสียงที่อ่อนโยนว่า "กรรณิกาเอ๋ย เมื่อเธอมองขึ้นไปบนฟ้า เธอเห็นความว่างเปล่าใช่หรือไม่ แล้วท้องฟ้านั้น ดูเศร้าหมอง หรืออ้างว้าง เพราะความว่างนั้น หรือไม่"

นางนิ่งพิจารณาแล้วทูลว่า "หามิได้เถอะเจ้าข้า ท้องฟ้าก็เพียงจะเป็นท้องฟ้า มันกว้างใหญ่ จนดูเหมือนไม่มีขอบเขตเท่านั้น"

"นั่นแหละ กรรณิกา ความอ้างว้างที่เธอรู้สึก เกิดจากจิตที่ยังพยายามหาอะไรมาเติมให้เต็ม เมื่อหาอะไรมาเติมไม่ได้ เธอจึงเรียกสภาวะนั้นว่าความเหงา หรือความเศร้า แต่ความว่างในทางธรรม หรือสุญญตา มิใช่การไม่มีอะไรเลย หากแต่คือการเห็นว่าทุกสิ่ง รวมถึงตัวตนของเธอนั้น ไม่มีแก่นสารที่เที่ยงแท้"

ปัญญาที่เหนือกว่าการครอบครอง

พระพุทธเจ้าทรงอธิบายต่อไปว่า "ความอ้างว้าง เปรียบเสมือนบ้านที่ว่างเปล่า แล้วเจ้าของบ้านรู้สึกกลัว เพราะอยากให้มีคนอยู่ แต่ความว่างในทางธรรม เปรียบเสมือนบ้านที่ไม่มีขยะรกเรื้อน เจ้าของบ้านย่อมเป็นสุข เพราะความโปร่งโล่ง เมื่อใดที่เธอเห็นว่า แม้แต่ความสุข ความทุกข์ หรือแม้แต่ตัวเธอเอง ก็เป็นเพียงกระแสของธาตุที่ไหลวนไปตามเหตุปัจจัย เมื่อนั้น ความอ้างว้างจะเปลี่ยนเป็นความอิสระ ท้องฟ้าไม่เคยร้องไห้ เพราะไม่มีเมฆฉันใด จิตที่เข้าถึงสุญญตาก็ย่อมไม่หวั่นไหว เพราะไม่มีตัณหามาเกาะกินฉันนั้น"

กรณิกาได้ฟังดังนั้น จิตของนางก็พลันสงบระงับลง ความรู้สึกวูบโหว่ในอก ถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจอันเยือกเย็น นางเริ่มเห็นว่าความว่างที่นางกลัว แท้จริงคือประตูสู่สันติสุขที่ยั่งยืนที่สุด

การอภัยทานท่ามกลางเสียงสรรเสริญ

ในขณะที่กรณิกากำลังดื่มด่ำกับรสแห่งธรรม พราหมณ์พารทวาชะ ที่เคยจองเวรนาง ได้เดินเข้ามาในวิหาร ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป เขามิได้พกพาความริษยามาด้วยเหมือนครั้งก่อน แต่ในแววตามีความสับสนและละอายใจ

พราหมณ์ทุรนทุรายตัวลงกราบหน้าพระพักตร์พระพุทธเจ้า แล้วหันมาทางกรณิกา "แม่นางกรณิกา ข้าพเจ้าเพี้ยนทำลายเจ้า ด้วยวาจาและเล่ห์กลอบ น้ำเย็นและเครื่องหอมตอบแทน ยิ่งเจ้าสงบ ข้าพเจ้ายิ่งร้อนรุ่มดุจไฟสุมขอน บัดนี้ ข้าพเจ้าขอยอมแพ้ต่อเมตตาของเจ้า และขอขมาในสิ่งที่ล่วงเกิน"

กรณิกาประคองมือรับการขอขมา "ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้ามิได้มีสิ่งใดต้องให้อภัย เพราะข้าพเจ้ามิได้ถือเอาคำของท่านมาเป็นภาระตั้งแต่ต้น เมื่อไม่มีผู้รับ คำด่าคำด่านั้น ย่อมเป็นโมฆะไปเอง ขอท่านจงพบความสงบเช่นเดียวกันเถิด"

บทเรียนสุดท้าย ธรรมะคือแผ่

พระพุทธเจ้าทรงทอดพระเนตรทั้ง 2 คน แล้วตรัสสรุปใจความสำคัญว่า "กรรณิกา ภารวาชะ พวกเธอจงดูเถิด ความโกรธ เปรียบเสมือนการกำถ่านไฟร้อนๆ หวังจะขว้างใส่ผู้อื่น แต่ผู้ที่ถูกไฟลวกก่อน คือตัวผู้กระทำเอง ส่วนความเมตตา คือกระแสน้ำที่ดับไฟได้ทุกชนิด"

กรณิกาจึงทูลถามเป็นครั้งสุดท้ายว่า "เมื่อข้าพเจ้าเข้าใจถึงความว่างและเมตตาเช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้ายังต้องแสวงหาอะไรอีกไหม พระเจ้าข้า"

พระพุทธองค์ตรัสอุปมาเรื่องแพว่า "เปรียบเสมือนคนต่อแพ เพื่อข้ามฟาก เมื่อข้ามถึงฝั่งแล้ว เขาควรแบกแพนั้นขึ้นบกไปด้วย หรือควรวางแพนั้นทิ้งไว้ แล้วเดินต่อไปอย่างตัวเปล่า"

กรณิกาทูลตอบอย่างมั่นใจว่า "ควรวางทิ้งไว้ พระเจ้าข้า"

"ธรรมะของตถาคตก็เช่นกัน มีไว้เพื่ออาศัยข้าม มิใช่มีไว้เพื่อยึดถือ แม้แต่ความดี เธอก็ต้องทำ โดยไม่ยึดว่า 'ฉันเป็นคนดี' แม้แต่ปัญญา เธอก็ต้องมี โดยไม่ยึดว่า 'ฉันเป็นผู้รู้' เมื่อใดที่เธอวางได้ แม้แต่ความดีที่เธอทำ เมื่อนั้นเธอจะพบกับความหลุดพ้นที่แท้จริง"

กรณิกาก้มลงกราบพระบาทด้วยความซาบซึ้งใจ นางเห็นทางสายเอกที่ชัดแจ้งแจ่มแจ้ง มิใช่ทางแห่งการสะสม คือทางแห่งการสละออก เมื่อกรรณิกา ก้าวผลประตูวัดพระเชตวัน มุ่งหน้ากลับสู่ใจกลางกรุงสาวัตถี โลกใบเดิมที่นางเคยรู้จัก ดูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มิใช่เพราะโลกเปลี่ยน แต่เป็นเพราะดวงตาแห่งปัญญาของนาง ได้เปลี่ยนไปแล้ว นางเดินผ่านตลาดที่พลุกพล่าน เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนแย่งชิงลูกค้า ความวุ่นวายที่เคยทำให้นางรู้สึกตื่นเต้น หรือบางครั้งก็หงุดหงิด บัดนี้กลับดูเหมือนระบำแห่งเหตุและปัจจัย ที่ดำเนินไปตามธรรมดาของมัน

การครองเรือนด้วยใจที่วางแพ

กรณิกากลับมาบริหารกิจการเครื่องหอมและโรงงานเครื่องประดับของนางต่อ แต่ทว่าวิธีการของนาง กลับสร้างความฉงนให้แก่บริวารและคู่ค้าเป็นอย่างมาก กำไรที่มากกว่าตัวเงิน นางไม่ได้ตั้งราคาสินค้าเพื่อขูดรีด แต่ตั้งราคาเพื่อให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้ออยู่ได้ด้วยความสุข นางมักกล่าวกับลูกน้องว่า "เราไม่ได้ขายเพียงเครื่องหอม แต่เรากำลังส่งต่อความสงบใจให้ผู้คน"

ความเมตตาที่เป็นเกราะคุ้มภัย

เมื่อบริวารทำผิดพลาด แทนที่จะดุด่าด้วยโทสะ นางกลับใช้การสอบถามถึงเหตุปัจจัย และช่วยแก้ไขด้วยปัญญา ทำให้บริวารรักและเกรงใจ จนไม่มีใครกล้าทุจริต

การแบ่งปันที่ไม่หวังชื่อเสียง

นางจัดตั้งโรงทานไว้หน้าบ้าน เพื่อมอบอาหารและน้ำดื่มแก่ผู้ยากไร้ โดยที่นางมักจะปลอมตัวเป็นหญิงสามัญ ไปช่วยตักน้ำให้ผู้อื่น เพื่อฝึกจิตไม่ให้ยึดติดในหัวโขนของเศรษฐินี

วันหนึ่ง พราหมณ์พารทวาชะ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นกัลยาณมิตรของนาง ได้มาเยี่ยมเยียนและถามด้วยความสงสัยว่า "กรรณิกา เจ้าทำงานหนักกว่าเดิม ขยายกิจการกว้างขวางกว่าเดิม แต่เหตุใดข้าพเจ้ากลับเห็นเจ้าดูว่างเปล่า และเบาสบาย ราวกับคนที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย"

กรณิกายิ้มพลางชี้ไปที่กังหันลมที่กำลังหมุนอยู่หน้าบ้าน "ท่านพราหมณ์ ดูนั่นสิ กังหันลมต้องหมุนไปตามแรงลม เพื่อวิดน้ำเข้านา แต่มันไม่ได้ยึดถือเอาลมมาเป็นของมัน และมันไม่ได้กักเก็บน้ำไว้เพื่อตัวเองคนเดียว ข้าพเจ้าก็เช่นกัน กายและสมองทำงานไปตามหน้าที่ แต่ใจของข้าพเจ้านั่งดูอยู่เฉยๆ ดุจคนดูละคร"

พายุลูกใหญ่ที่เข้ามากระทบความสงบของนาง

ถูกทดสอบอีกครั้ง เมื่อกรุงสาวัตถีเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงอย่างรุนแรง ธุรกิจเครื่องหอม ซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว พ่อค้าหลายรายล้มละลาย บางรายถึงขั้นปลิดชีพตนเอง บิดาของกรณิกา เริ่มกลับมาวิตกกังวลอีกครั้ง "ลูกรัก ทรัพย์ที่เราเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ กำลังจะมาลายไปอีกแล้วหรือ สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งเรานัก" บิดากล่าวด้วยความสั่นเครือ

กรณิกาเข้าไปประคองบิดา แล้วตรัสด้วยธรรมะที่กลั่นมาจากใจ "ท่านพ่อ เมื่อปีก่อน เราทุกข์เพราะบ้านไฟไหม้ บัดนี้ เรากำลังทุกข์เพราะกลัวทรัพย์หมด แต่ความจริงคือความทุกข์ทั้ง 2 ครั้ง เกิดจากสิ่งเดียวกัน คือการที่เราเอาใจไปผูกไว้กับตัวเลขและสิ่งของ ที่มันพร้อมจะเปลี่ยนแปลงเสมอ"

นางตัดสินใจเปิดโกดังเก็บสินค้า และเปลี่ยนจากโรงงานเครื่องหอม เป็นศูนย์ช่วยเหลือทันที นางนำทรัพย์สินที่มี มาเปลี่ยนเป็นข้าวสารและยารักษาโรค แจกจ่ายชาวเมือง โดยไม่เสียดายแม้แต่น้อย

ปัญญาในวิกฤต

ในขณะที่เศรษฐีคนอื่น พยายามกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร กรณิกา กลับสละออกจนเกือบหมดสิ้น ท่ามกลางวิกฤตนั้นเอง นางได้ค้นพบความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า ความสุขที่เกิดจากการสละออกนั้น ยิ่งใหญ่และมั่นคงกว่าความสุขที่เกิดจากการครอบครอง

เย็นวันหนึ่ง นางนั่งสมาธิอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัด จิตของนางดิ่งลงไปลึก จนเห็นสภาวะที่เรียกว่า โลกุตตรธรรม หรือธรรมที่อยู่เหนือโลก นางเห็นความเกิดดับของความกลัว ความห่วงใย และความหวัง จนเหลือเพียงผู้รู้ที่นิ่งสงบ ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในใจของนาง เป็นปัญญาที่ผุดขึ้นมาว่า "หากเรายังกลัวความยากจน แสดงว่าเรายังรักความรวย หากเรายังดีใจที่ได้ช่วยคน แสดงว่าเรายังยึดติดในตัวตนว่าเป็นผู้ให้"

กรณิกาจึงลืมตาขึ้น พร้อมกับตั้งคำถามสำคัญ ที่นางต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าอีกครั้ง

กรณิกาตัดสินใจเดินทางไปยังเชตวันมหาวิหารอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศของบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความระส่ำระสาย แต่นางกลับเดินด้วยย่างก้าวที่มั่นคงและเบาสบายอย่างประหลาด เมื่อไปถึงเบื้องพระพักตร์ นางกราบลงแล้วทูลถามสิ่งที่ค้างคาใจในสมาธิว่า "พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้สละทรัพย์ เพื่อช่วยผู้คน จนเริ่มเห็นความว่าง แต่ในความว่างนั้น ข้าพเจ้ากลับพบความพอใจในการเป็นผู้เสียสละ และความภูมิใจที่ไม่หวั่นไหวต่อวิกฤต ข้าพเจ้าควรทำอย่างไร เพื่อไม่ให้แม้แต่ความดี หรือความภูมิใจนี้ กลายเป็นพันธนาการใหม่ ที่รัดรึงจิตใจเจ้าค่ะ"

ธรรมะเรื่องบ่วงทองคำ

พระพุทธเจ้าทรงทอดพระเนตรกรณิกา ด้วยสายพระเนตรที่ทรงพลัง แล้วตรัสอุปมาที่ทำให้พราหมณ์ พระทวาชะ และอุบาสกผู้อื่นที่นั่งอยู่ตรงนั้น ถึงกับนิ่งอึ้งว่า "กรรณิกาเอ๋ย บ่วงที่ทำด้วยเหล็กสนิมเขรอะ กับบ่วงที่ร้อยด้วยทองคำประดับเพชร เมื่อนำมารัดคอคนไว้ ย่อมทำให้สำลักและเป็นทุกข์เหมือนกัน ใช่หรือไม่"

นางทูลตอบว่า "ใช่พระเจ้าข้า"

"ความชั่ว เปรียบเสมือนบ่วงเหล็ก ที่รัดรึงให้เราตกต่ำ แต่ความดีที่ยึดมั่นถือมั่น เปรียบเสมือนบ่วงทองคำ ที่รัดให้เราติดอยู่ในลาภยศ และความสรรเสริญทางใจ เธอกำลังก้าวข้ามบ่วงเหล็กมาได้แล้ว แต่อย่าได้เผลอเอาคอไปสวมบ่วงทองคำ เพียงเพราะมันดูสวยงามและนุ่มนวลกว่าเลย"

พระองค์ทรงสอนเรื่องสุญญตา ปาริสุทธิ หรือความบริสุทธิ์แห่งความว่างเปล่าว่า "จงทำความดี แต่อย่าเป็นเจ้าของความดีนั้น จงช่วยโลก แต่อย่าสำคัญตัวว่าเป็นผู้ช่วยโลก เมื่อใดที่เธอสละได้ แม้กระทั่งความรู้สึกว่า 'ฉันเป็นผู้สละ' เมื่อนั้น ความว่างของเธอจะสมบูรณ์ ดุจอากาศที่ไม่มีใครสามารถวาดลวดลาย หรือจับจองเป็นเจ้าของได้"

การเผชิญหน้ากับความสูญเสียครั้งสุดท้าย

ในขณะที่กรณิกากำลังดื่มด่ำกับรสพระธรรม ข่าวร้ายจากในเมืองก็มาถึง บิดาของนาง ที่เพิ่งฟื้นไข้ กลับทรุดหนักลงอีก เนื่องจากตรากตรำช่วยนางแจกจ่ายอาหารแก่คนยากจน

กรณิกา รีบกลับไปหาบิดาที่บ้าน บิดาจับมือ นางไว้แน่น แล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือ "ลูกรัก พ่อคงอยู่ดูความสำเร็จของเจ้าต่อไปไม่ไหวแล้ว ทรัพย์สินเราก็เกือบหมด บ้านเมืองก็วุ่นวาย พ่อเป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก"

หากเป็นกรณิกาคนเก่า นางคงจะร้องไห้คร่ำครวญ แต่กรณิกาคนใหม่ กลับยิ้มอย่างอ่อนโยน นางนึกถึงคำสอนเรื่องบ่วงทองคำ และเรือที่ไร้รอยรั่ว นางกระซิบบอกบิดาว่า "ท่านพ่อ ทรัพย์ที่เราแจกไปนั้น เราไม่ได้สูญเสีย แต่นั่นคือเรากำลังย้ายทรัพย์ จากคลังที่ไฟไหม้ได้ ไปไว้ในคลังที่ไม่มีวันตายเจ้าค่ะ ส่วนกายของท่านพ่อนี้ เปรียบเสมือนเสื้อผ้าที่เก่าคร่ำคร่า ถึงเวลาที่ท่านจะถอดวางไปพักผ่อนแล้ว อย่าได้ห่วงกันณิกาเลย เพราะลูกพบสมบัติที่ไม่มีใครขโมยได้แล้วเจ้าค่ะ"

บิดาเห็นความสงบนิ่งและมั่นคงในดวงตาลูกสาว ความกังวลสุดท้ายในใจ ก็มลายสิ้นไป ท่านหลับตาลงด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข เป็นการจากลาที่สงบที่สุด เท่าที่คนเมืองสาวัตถีเคยพบเห็น

แสงประทีปในคืนที่มืดมิด

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีฌาปนกิจ กรณิกากลายเป็นหญิงสาวตัวคนเดียว ท่ามกลางบ้านเมืองที่ยังคงยากลำบาก ทรัพย์สินของนางเหลือเพียงน้อยนิด แต่ชื่อเสียงและความเคารพที่ผู้คนมีต่อ นางกลับเพิ่มพูนมหาศาล

พราหมณ์พระรัตวาชะ ถามนางว่า "บัดนี้ เจ้าไม่มีทั้งบิดาและทรัพย์มหาศาล เจ้าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายนี้"

กรณิกาไม่ตอบเป็นคำพูด แต่นางหยิบตะเกียงที่น้ำมันเกือบจะหมดขึ้นจุด แล้วเดินออกไปที่ระเบียงบ้าน ทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าที่ไร้ดาว นางพึมพำกับตัวเองถึงความหมายของความว่าง ที่พระพุทธองค์ทรงสอน "นางเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความสว่างที่แท้จริง มิได้เกิดจากน้ำมันตะเกียงที่เต็มเปี่ยม แต่ อยู่ที่การรู้เท่าทันว่าวันหนึ่งไฟต้องดับ และใจที่เตรียมพร้อมรับความมืดนั้น ต่างหากคือความสว่างที่ถาวร"

กรณิกาจะนำพาชีวิตที่เหลืออยู่ ไปในเส้นทางใด ระหว่างการสละโลกเพื่อออกบวชเป็นภิกษุณี หรือการเป็นประทีปทางปัญญาในคราบของฆราวาส ท่ามกลางสังคมที่ขัดสน อยากให้ชีวิตของนางดำเนินไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่นี้อย่างไรดีครับ

หลังจากการจากไปของบิดา และการสละทรัพย์จนเกือบสิ้น กรณิกาตกอยู่ในห้วงแห่งการตัดสินใจครั้งสำคัญ นางนั่งอยู่ท่ามกลางความสงัดของบ้าน ที่เคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คน บัดนี้เหลือเพียงความเงียบ และกลิ่นหอมจางๆ ของดอกกรรณิกา ที่นางปลูกไว้ในใจของนาง เกิดกระแสความคิด 2 สาย สายหนึ่งโหยหาความสงบวิเวก ณ อารามภิกษุณี เพื่อมุ่งตรงสู่พระนิพพาน โดยไร้พันธนาการ อีกสายหนึ่งมองเห็นเพื่อนมนุษย์ในเมืองสาวัตถี ที่ยังคงจมอยู่ในกองทุกข์ และต้องการประทีปส่อง

ปริศนาธรรมที่ริมสระน้ำ

เช้าวันรุ่งขึ้น กรณิกาเดินทางไปยังสระโบกขรณี ใกล้กับวัดพระเชตวัน นางเห็นใบบัวที่รองรับหยดน้ำค้างอยู่ พลันนั้น พระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระอานนท์ ได้เสด็จผ่าน มาพอดี กรณิกาจึงกราบทูลถามถึงความสับสนในใจ "พระองค์ผู้เจริญ ใจข้าพเจ้าบัดนี้ ดุจดังนกที่อยากโบยบินไปสู่ป่าลึก เพื่อความสงบอันเป็นที่สุด แต่เท้าของข้าพเจ้า ยังถูกยึดไว้ด้วยเสียงร้องไห้ของผู้คนที่ลำบาก การเลือกความสุขส่วนตน โดยการออกบวช กับการอยู่สู้กับโลกธรรม เพื่อผู้อื่น อย่างไหนคือทางที่พระองค์ทรงสรรเสริญเจ้าข้า"

พระพุทธองค์ทรงชี้ไปที่ใบบัวที่นางมองอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ตรัสว่า "กรรณิกา เธอเห็นหยดน้ำบนใบบัวนั้นหรือไม่ น้ำอาศัยใบบัวอยู่ แต่ใบบัวไม่เปียกโชกด้วยน้ำ ฉันใด จิตของผู้รู้ธรรม ย่อมอาศัยอยู่ในโลก แต่ไม่เปียกแฉะด้วยโลก ฉันนั้น การบวชที่แท้จริง มิใช่อยู่ที่การเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม หรือการย้ายที่อยู่ แต่อยู่ที่การถอนความยึดมั่นออกจากจิตใจ หากเธอออกบวช แต่ใจยังห่วงหาความสรรเสริญว่าตนเป็นผู้ละทิ้งโลก นั่นก็มิใช่การบวชที่แท้ แต่หากเธออยู่ในโลก อย่างผู้ที่วางตัวตนได้แล้ว ทุกที่ที่เธอเหยียบย่างไป นั่นแหละ คืออาราม"

กรณิกา ผู้บวชใจในเรือน

คำตรัสนั้น ปลดล็อคพันธนาการสุดท้ายในใจของกรณิกา นางเข้าใจแล้วว่า นางไม่จำเป็นต้องหนีโลก เพื่อหาธรรม แต่นางสามารถใช้โลก เป็นฐานแห่งการปฏิบัติธรรมได้ นางกลับสู่ย่านการค้า ในฐานะหญิงสามัญ ที่ไม่มีสมบัติมากมาย แต่มีมหาเมตตาเป็นทุนรอน

กรณิกา เริ่มรวบรวมเหล่าสตรีที่กำพร้าและยากไร้ มาฝึกสอนศิลปะการทำเครื่องหอม จากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่าย นางไม่ได้สอนเพียงวิชาชีพ แต่ในทุกๆ ขั้นตอนของการปรุงเครื่องหอม นางจะสอดแทรกธรรมะไปด้วย "เมื่อบดสมุนไพร จงบดขยี้มานะทิฐิของตนให้ละเอียด ไปพร้อมกัน เมื่อปรุงกลิ่นหอม จงนึกถึงศีล ที่หอมทวนลมได้ ยิ่งกว่าน้ำอบใด"

กิจการเล็กๆ ของนาง กลายเป็นสถานพำนักทางใจ มากกว่าโรงงาน คนที่มาซื้อเครื่องหอมจากนาง มักจะได้คำแนะนำธรรมะ ที่ช่วยดับทุกข์แถมไปด้วย จนผู้คนขนานนามนางว่า "กรณิกา อุบาสิกาผู้มีกลิ่นธรรม"

การเผชิญหน้ากับความเสื่อมลาภครั้งสุดท้าย

กาลเวลาผ่านไป มีเศรษฐีใหม่ในเมือง พยายามจะฮุบที่ดินและกิจการของนาง ด้วยเล่ห์เหลี่ยมกฎหมาย เขาบีบคั้นให้นางต้องออกจากที่พัก ที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้ พร้อมพระรัตวาชะ โกรธแค้นแทน และอาสาจะใช้เส้นสายในราชสำนัก เข้าช่วยเหลือ แต่กรณิกา กลับวางมือบนแขนของพราหมณ์ แล้วกล่าวว่า "ท่านพราหมณ์ เรามาที่โลกนี้ ด้วยมือเปล่า และเราจะไปด้วยมือเปล่า ที่ดินนี้ ข้าพเจ้าเพียงอาศัยอยู่ชั่วคราว หากเขาต้องการครอบครองก้อนดินเหล่านี้ ก็ให้เขาเอาไปเถิด แต่เขาไม่มีวันครอบครองความสงบในใจข้าพเจ้าได้"

นางเก็บข้าวของเพียงย่ามเดียว และเดินออกจากบ้านที่เคยเป็นของตระกูล ไปอย่างสง่าผ่าเผย โดยมีเหล่าสตรีที่นางเคยช่วยเหลือ เดินตามเป็นขบวนยาว นางไม่ได้ไปไหนไกล แต่ไปอาศัยอยู่ใต้ร่มไม้และศาลา พลิกฟื้นพื้นที่รกร้าง ให้กลายเป็นสวนสมุนไพร และที่พักพิงของผู้ยากไร้

ธรรมะที่ไร้รูปร่าง

คืนหนึ่ง ณ ขณะที่นางนั่งสมาธิอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านคนยากจน นางได้สัมผัสถึงสภาวะที่กว้างใหญ่กว่าเดิม นางเห็นว่าแม้บ้านจะหายไป ที่ดินจะเปลี่ยนมือ บิดาจะจากไป หรือร่างกายจะร่วงโรยไปตามวัย แต่สิ่งที่เป็นเราจริงๆ นั้นไม่มีเลย ความว่างเปล่าที่น่ากลัว บัดนี้กลายเป็นอิสระอันมหาศาล นางไม่ได้เป็นทั้งลูกเศรษฐี คนยากจน หรือแม้แต่ อุบาสิกาผู้ทรงธรรม แต่เป็นเพียงกระแสแห่งปัญญา ที่เคลื่อนไปตามโลก เพื่อบรรเทาทุกข์

ในขณะนั้นเอง พระพุทธเจ้า ได้เสด็จมาปรากฏในนิมิต หรือความทรงจำที่แจ่มใส แล้วตรัสถามคำถามสุดท้าย ที่ท้าทายจิตใจของนาง ยิ่งกว่าครั้งไหนครับ >> ในท่ามกลางความหงัดสงัดของราตรีที่มืดมิดที่สุด กันณิกานั่งนิ่งดุจรูปปั้นหินใต้ร่มไม้ใหญ่ จิตของนางดิ่งลึก จนเสียงแมลงและลมหนาวมิอาจกล้ำกราย ในมโนภาพอันกระจ่างใส พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตรมายังนาง ด้วยความเมตตาอันลุ่มลึก แล้วตรัสถามปริศนาธรรมสุดท้ายว่า "กรรณิกา เมื่อบ้านถูกยึดไป ทรัพย์ถูกละลายไป บิดาจากไป และแม้แต่เกียรติยศแห่งความเป็นผู้ทรงธรรมของเธอ ก็ไม่มีใครมองเห็นอีก บัดนี้ ในความว่างเปล่าที่เธอเหลืออยู่ เธอยังเห็นใครที่กำลังบรรลุธรรมอยู่หรือไม่"

การทลายกำแพงแห่งตัวตน

คำถามนั้น เปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของกรณิกา นางนิ่งยิ่งพิจารณา ลึกลงไปในจิตใจที่เคยภูมิใจว่า "ฉันเป็นผู้ปล่อยวาง ฉันเป็นผู้มีเมตตา ฉันเป็นอุบาสิกาที่ดี" นางพลันตระหนักว่า แม้แต่นางที่กำลังนั่งสมาธินี้ ก็ยังเป็นเพียงตัวตนที่นางสร้างขึ้นมา เพื่อยึดถือว่าตนเองดีกว่าผู้อื่น หรือเป็นผู้ที่ก้าวหน้าในธรรมมากกว่าผู้อื่น

กรรณิกา ก้มลงกราบในจิต แล้วทูลตอบด้วยความสว่างไสวที่ไร้คำพูดว่า "พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ไม่มีกรณิกาผู้บรรลุธรรม มีเพียงความว่างที่รับรู้ความว่าง ไม่มีใครเหลือให้สูญเสีย และไม่มีใครเหลือให้ได้อะไรอีกต่อไปแล้วเจ้าค่ะ"

แสงสว่างที่ไม่มีตะเกียง

เมื่อนางลืมตาขึ้นในเช้าวันใหม่ กรณิกาพบว่าโลกยังคงเหมือนเดิม ชาวบ้านยังคงยากจน พราหมณ์พารัฐวาชะ ยังคงกังวลแทนนาง และเศรษฐีใหม่ที่ยึดที่ดินของนาง ก็ยังคงละโมบ แต่สำหรับกรณิกา ความรู้สึกว่าต้องแบกโลก ได้หายไปแล้ว นางเริ่มใช้ชีวิตในศาลาวัฏ อย่างเรียบง่ายที่สุด นางทำงานในสวนสมุนไพร ไม่ใช่เพราะอยากได้ผลผลิต แต่เพราะมันคือหน้าที่ของกายที่ต้องขยับ นางสอนธรรมะให้ผู้คน ไม่ใช่เพราะอยากเป็นอาจารย์ แต่เพราะธรรมะไหลออกจากใจ ดุจน้ำที่ไหลออกจากตุ่มที่เต็มเปี่ยม

วันหนึ่ง เศรษฐีใหม่ที่มายึดที่ดินของนาง เกิดล้มป่วยด้วยโรคประหลาด ที่ไม่มีหมอคนใดรักษาได้ ความกังวลทำให้เขาแทบคลั่ง พราหมณ์พารัฐวาชะ มาบอกนางด้วยใจที่แอบสะใจว่า "นั่นคือผลกรรมของเขาแล้ว กรรณิกา เขาทำร้ายเจ้า เขาจึงต้องรับผลเช่นนี้" แต่กรณิกา กลับลุกขึ้นหยิบย่ามสมุนไพร แล้วพูดว่า "ท่านพราหมณ์ หากเราเห็นคนตกน้ำ แล้วมัวแต่นั่งนินทาเรื่องกรรมของเขา เขาก็คงจมน้ำตาย เมตตาไม่มีเงื่อนไข และปัญญาไม่มีการเลือกข้าง ข้าพเจ้าจะไปรักษาเขา"

ยาหม้อที่ปรุงด้วยสุญญตา

กรณิกา เดินกลับเข้าไปในบ้านเดิมของนาง ที่บัดนี้กลายเป็นคฤหาสน์ของเศรษฐีผู้ละโมบ นางเผชิญหน้ากับเขาที่นอนซมอยู่บนเตียงทองคำ เศรษฐีผู้นั้นมองนางด้วยความหวาดระแวงและอับอาย นางไม่ได้พูดถึงอดีต ไม่ได้ทวงถามความยุติธรรม แต่นางลงมือปรุงยาด้วยความสงบ พลางกล่าวว่า "ท่านเศรษฐี ยาหม้อนี้ จะรักษาเพียงกายของท่าน แต่ใจของท่าน ต้องรักษาเอง ความเจ็บปวดที่ท่านรู้สึก มิได้เกิดจากโรคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความหนักของทรัพย์ ที่ท่านพยายามกอดไว้ ในขณะที่ร่างกายกำลังจะแตกสลาย"

ทุกวันที่นางมารักษากรณิกา จะนำดอกกรรณิกาสดๆ มาวางไว้ข้างเตียงเสมอ กลิ่นหอมของมัน คอยเตือนใจเขาถึงความงามที่เรียบง่าย และความไม่เที่ยงของชีวิต จนในที่สุด ใจของเศรษฐีก็เริ่มอ่อนโยนลง เขาเริ่มมองเห็นความว่างเปล่าในดวงตาของกรณิกา ความว่างที่ไม่ได้ขาดแคลน แต่เป็นความว่างที่เต็มไปด้วยความรัก

ปลายทางที่ไม่มีจุดจบ

หลังจากเศรษฐีหายดี เขาขอคืนที่ดินและบ้านให้กรณิกา พร้อมจะขมานางด้วยทรัพย์มหาศาล แต่กรณิกา เพียงยิ้มแล้วส่ายหน้า "ท่านเศรษฐี ข้าพเจ้าได้พบบ้านที่แท้จริงแล้ว บ้านที่ไม่มีใครยึดไปได้ บ้านที่ไม่ต้องมีหลังคาหรือฝาผนัง ท่านจงเก็บที่ดินนี้ไว้เถิด แต่จงใช้มัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ที่ยังไม่มีที่อาศัย ส่วนข้าพเจ้านั้น บัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นเพียงสายลมที่ผลัดผ่านไป"

กรณิกา เดินออกจากประตูบ้านตระกูลของนางไปครั้งสุดท้าย นางเดินมุ่งหน้าไปยังทิศที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ โดยไม่อาจรู้ได้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ในระหว่างทาง นางเห็นดอกกรรณิกา ดอกหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้นดิน นางก้มลงมองมันด้วยรอยยิ้ม แล้วเดินต่อไป ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ของยามเช้า กรณิกา ก้าวเดินกลับเข้าสู่เขตวัดพระเชตวัน ด้วยความรู้สึกที่ประหลาดล้ำ ฝีเท้าของนางแผ่วเบาราวกับไม่ได้สัมผัสพื้นดิน มิใช่เพราะอิทธิฤทธิ์ใดๆ หากแต่เป็นเพราะภาระในใจ ที่เคยแบกไว้ว่าตนเป็นใคร หรือต้องเป็นอะไรนั้น ได้อันตรธานไปสิ้นแล้ว

เมื่อนางมาถึงลานอโศก ที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ท่ามกลางภิกษุและพุทธบริษัท ที่แวดล้อม พระพุทธเจ้า ทรงทอดพระเนตรมาที่นาง แล้วตรัสทักด้วยถ้อยคำที่สั่นสะเทือนใจผู้ฟังทั้งปวงว่า "กรรณิกา เธอไปทำความดีมาหรือ เธอไปทิ้งอะไรมากันแน่"

กณิกากราบลงด้วยความสงบนิ่ง ก่อนทูลตอบว่า "พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าไปเพื่อจะรักษาผู้อื่นด้วยความดี แต่กลับพบว่าความดีนั้นเอง ที่เป็นกำแพงกั้นข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าจึงทิ้งกำแพงนั้นเสีย บัดนี้ ไม่มีผู้ให้ ไม่มีผู้รับ และไม่มีสิ่งที่ให้ มีเพียงการกระทำที่ปรากฏขึ้นแล้วดับไปตามเหตุปัจจัยเจ้าค่ะ"

ธรรมะเรื่องพิณที่ไร้สาย

พระพุทธองค์ทรงแย้มสรวลแล้วตรัสอุปมาถึงสภาวะจิตของนางในขณะนี้ว่า "กรรณิกาเอ๋ย จิตของเธอในยามนี้ เปรียบเสมือนพิณที่ไร้สาย แม้ไม่มีสายให้ดีดจนเกิดเสียง แต่ความเงียบของมัน กลับเป็นดนตรีที่ไพเราะที่สุด เพราะมันไม่ต้องพึ่งพิงสิ่งใด เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในตัวมันเอง คนทั้งหลายทำดี เพื่อหวังผล แห่งคนดีดพิณ เพื่อหวังเสียงเพลง แต่เธอได้ก้าวข้ามเสียงเพลงนั้น มาสู่ความสงบอันเป็นอมตะแล้ว"

พระอานนท์ ผู้ยืนอยู่ข้างกาย จึงทูลถามว่า "พระองค์ผู้เจริญ เมื่อนางเข้าถึงสภาวะเช่นนี้แล้ว นางควรดำรงตนอย่างไร ในท่ามกลางโลก ที่ยังเต็มไปด้วยความวุ่นวายนี้เจ้าค่ะ"

พระพุทธองค์ทรงตอบว่า "อานนท์ ผู้ที่เข้าถึงธรรมเช่นนี้ ย่อมอยู่โลกอย่างผู้ว่าง แต่ไม่ว่างเว้นจากการทำประโยชน์ เขาจะทำทุกอย่าง ดุจดั่งแสงอาทิตย์ ที่ส่องสว่างให้มวลไม้ โดยไม่เคยทวงถามว่า ตนได้แสงนั้นไปเท่าใด หรือไม้ต้นใด จะกตัญญูต่อเขาหรือไม่"

บททดสอบครั้งสุดท้าย วาจาจากศัตรูเก่า

ในขณะนั้นเอง ภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นพราหมณ์ผู้เคร่งครัดในขัตติยะ และเคยดูแคลนสตรีเพศ ได้ลุกขึ้นถามลองภูมิธรรมของนางว่า "แม่นางกรณิกา หากเจ้าว่าเจ้าว่างเปล่า และไร้ตัวตนจริง เหตุใดเจ้าจึงยังต้องกินข้าว ยังต้องอาศัยร่มไม้ และยังต้องเดินไปมา ให้คนสรรเสริญอยู่เล่า การที่เจ้าทำเช่นนี้ มิใช่เป็นการสร้างตัวตนใหม่อีกรูปแบบหนึ่ง หรือ"

กรณิกานิ่งฟังด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยเมตตา นางไม่ได้โต้เถียงเพื่อเอาชนะ แต่นางชี้ไปที่เงาของต้นอโศก ที่ทอดลงบนพื้นดิน "ท่านผู้เจริญ เงาของต้นไม้นี้ ปรากฏอยู่บนพื้นดินใช่หรือไม่ แต่มันเคยเจ็บปวด เมื่อคนเหยียบย่ำมัน หรือมันเคยภาคภูมิใจ เมื่อดอกไม้ร่วงหล่นลงมาประดับ ข้าพเจ้าบัดนี้ ก็เป็นเพียงเงาของอดีต ที่ยังหลงเหลืออยู่ กายนี้กินอาหารตามเหตุปัจจัย เดินไปตามหน้าที่ของรูปธรรม แต่ใจข้าพเจ้า มิได้อยู่ข้างในเงานั้นอีกต่อไปแล้ว"

ภิกษุรูปนั้น ถึงกับนิ่งอึ้ง และลดมานะลงทันที ด้วยปัญญาที่เฉียบแหลมของหญิงอุบาสิกาผู้นี้

การส่งต่อประทีปที่ไม่มีวันดับ

พระพุทธองค์ทรงเล็งเห็นว่า บัดนี้กรณิกา มิใช่เพียงผู้ฟังธรรมอีกต่อไป แต่นางได้กลายเป็นธรรมะ ที่เป็นเนื้อเป็นหนัง พระองค์จึงทรงมอบหมายภารกิจสุดท้ายให้นางว่า "กรรณิกาเอ๋ย สาวัตถี และเมืองใกล้เคียง ยังมีสตรีและผู้คน ที่หลงทางในกองทุกข์อีกมาก จงใช้ความไม่มีตัวตนของเธอ เข้าไปเยียวยาพวกเขา จงเป็นดั่งดอกกรรณิกา ที่บานในความมืด ส่งกลิ่นหอมปลอบประโลมผู้ที่เหนื่อยล้า โดยไม่จำเป็นต้องประกาศนามของเธอ"

กรณิการับพระบัญชานั้น ด้วยหัวใจที่นอบน้อม นางไม่ได้ออกบวชเป็นภิกษุณีตามรูปแบบ แต่ถือนุ่งขาวห่มขาวอย่างเรียบง่าย กลับไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ยากจนที่สุด นางใช้เวลาทั้งวัน ไปกับการดูแลคนป่วย สอนเด็กๆ ให้รู้จักสติ และช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในครอบครัว ด้วยปัญญา

ความจริงที่อยู่เหนือคำบอกเล่า

หลายสิบปีผ่านไป กรณิกากลายเป็นหญิงชรา ที่ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปอย่างชัดเจน เด็กๆ รุ่นใหม่ เรียกนางว่า "ยายกรณิกา" ผู้ที่มักจะมีรอยยิ้มประหลาด และดวงตาที่ใสกระจ่าง ราวกับทารก

วันหนึ่ง ขณะที่นางนั่งพักผ่อนอยู่ใต้ร่มไม้ ที่นางปลูกไว้เองกับมือ พร้อมพระรัตวาชะ ในวัยชรา มาเยี่ยม นางถามคำถามที่เขาสงสัยมาตลอดชีวิตว่า "กรรณิกา สุดท้ายแล้ว นิพพานที่เจ้าถึงนั้น มันรสชาติเป็นอย่างไร"

กรณิกา มิได้ตอบเป็นคำพูด แต่นางยื่นขันน้ำเปล่า ที่ว่างเปล่าให้เขา แล้วชี้ไปที่ท้องฟ้า ที่กำลังเปลี่ยนสีในยามเย็น พราหมณ์พารัฐวาชะ รับขันน้ำที่ว่างเปล่ามาไว้ในมือ เขาจ้องมองลงไปในความไม่มีอะไรนั้นอยู่เนิ่นนาน ทันใดนั้น ความเงียบรอบกาย กลับก้องกังวานในใจเขา กรณิกาในวัยชราแย้มรอยยิ้ม ที่ปราศจากร่องรอยแห่งความกังวล นางเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า "ท่านพราหมณ์ น้ำในขันนั้นไม่มีอยู่ แต่ความว่างในขัน กลับรองรับอากาศได้ทุกอย่าง นิพพานมิใช่รสชาติ ที่ลิ้นจะสัมผัสได้ แต่มันคือการที่ใจเลิกหิวกระหาย ในรสชาติทั้งปวง เมื่อใจไม่หิว ใจก็ไม่พร่อง เมื่อไม่พร่อง ใจก็เต็มเปี่ยมอยู่ในตัวมันเอง"

บทเรียนสุดท้ายแห่งสังขาร

เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงปัจฉิมวัยของกรณิกา ร่างกายของนางเริ่มทรุดโทรมลงตามกฎของไตรลักษณ์ ที่นางพิจารณามาทั้งชีวิต ข่าวเรื่องอาการป่วยของอุบาสิกาผู้มีกลิ่นธรรม แพร่กระจายออกไปทั่วกรุงสาวัตถี แม้แต่เศรษฐีที่เคยยึดที่ดินของนาง ซึ่งบัดนี้กลายเป็นกัลยาณมิตรผู้ใจบุญ ก็รีบเดินทางมาเยี่ยมเยียนนาง พร้อมกับเหล่าสตรีที่นางสั่งสอน คนเหล่านั้นมาพร้อมกับความโศกเศร้า บ้างก็ร้องไห้ เพราะเสียดายในความดีของนาง

กรณิกา ลืมตาขึ้นช้าๆ มองดูหยาดน้ำตาของคนรอบข้าง แล้วกล่าวด้วยเสียงที่แผ่วเบาแต่ชัดเจนว่า "พวกเธอร้องไห้ให้แก่สิ่งใด ร้องไห้เพราะใบไม้ที่กำลังจะร่วง หรือร้องไห้เพราะลืมไปว่าต้นไม้ยังคงอยู่ กายของข้าพเจ้า คือใบไม้ ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงประทาน คือต้นไม้ หากพวกเธอยังยึดเหนี่ยวในตัวข้าพเจ้า พวกเธอก็ยังติดอยู่ในบ่วงทองคำ ที่ข้าพเจ้าเคยเล่าให้ฟัง"

ธรรมะที่ไม่มีผู้สืบทอด

เศรษฐีผู้นั้น คุกเข่าลงแล้วถามว่า "ท่านกรณิกา เมื่อท่านจากไปแล้ว ใครจะเป็นผู้สืบทอดความเมตตา และปัญญาที่ยิ่งใหญ่นี้ต่อไป ใครจะส่องประทีปให้แก่พวกเรา"

กรณิกา ส่ายหน้าช้าๆ "ไม่มีใครสืบทอดธรรมะได้ เพราะธรรมะมิใช่ทรัพย์สิน ที่ยกให้กันได้ ธรรมะคือสิ่งที่แต่ละคน ต้องทำให้แจ้งในใจตนเอง พวกเธอจงเป็นประทีปให้แก่ตัวเอง อัตตาทีปา อย่าได้ยึดถือเอาบุคคลเป็นสรณะ แต่จงยึดถือเอาความจริงเป็นสรณะ" นางชี้ไปที่ดอกกรรณิกา ที่บานสะพรั่งอยู่หิมหน้าต่าง "ดูดอกไม้นั่นสิ มันส่งกลิ่นหอม โดยไม่เลือกว่าใครจะดมมัน ร่วงหล่น โดยไม่เลือกว่าใครจะมอง จงทำหน้าที่ของเธอให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องถามหาผู้สืบทอด"

วาระสุดท้าย ณ เชตวันมหาวิหาร

ในวันสุดท้ายของนาง กรณิกา ขอให้คนช่วยพา นางไปยังวัดพระเชตวัน นางปรารถนาจะดับขันธ์ ใกล้กับที่ประทับของพระพุทธเจ้า เมื่อมาถึง พระพุทธเจ้าทรงเสด็จออกมาทอดพระเนตรนางเป็นครั้งสุดท้าย บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด ดุจโลกทั้งใบหยุดนิ่ง พระพุทธเจ้าตรัสถามเพียงคำเดียวว่า "กรรณิกา เธอเห็นทางสายนั้น ชัดเจนดีอยู่หรือ"

นางรวบรวมลมหายใจสุดท้าย ประคองอัญชลีขึ้นที่อก ดวงตาของนางสะท้อนผ้าพระพุทธองค์ ด้วยความซาบซึ้งอันหาที่สุดมิได้ "ข้าพเจ้าไม่เห็นทาง ไม่เห็นผู้เดิน และไม่เห็นจุดหมายเจ้าค่ะ เพราะข้าพเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกับทางสายนั้น ไปเสียแล้ว" สิ้นคำกล่าว กรณิกาก็ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกอย่างสงบ ดวงตาของนางปิดลง พร้อมรอยยิ้มที่ค้างอยู่บนใบหน้า เป็นการจากไปที่ไม่มีความทุรนทุราย ไม่มีปุจฉา และไม่มีวิสัชนาใดๆ อีกต่อไป

กลิ่นหอมที่ทวนลม

หลังจากร่างของกรณิกา ถูกเผา ณ เชิงตะกอนที่เรียบง่าย พราหมณ์พารวัชชะ และชาวเมือง ต่างแปลกใจว่า แม้ลมจะพัดไปทางทิศใด กลิ่นหอมของดอกกรรณิกา และเครื่องหอมที่นางเคยปรุง กลับฟุ้งกระจายไปทั่วทุกทิศทาง เป็นกลิ่นหอมที่แปลกประหลาด มันไม่ได้หอมเพียงแค่จมูก แต่มันหอมเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ

พระพุทธเจ้า ทรงทอดพระเนตรคนไฟที่ลอยหายไปในอากาศ แล้วตรัสกับเหล่าภิกษุว่า "กลิ่นดอกไม้และกลิ่นจันทร์ ไม่อาจหอมทวนลมได้ แต่กลิ่นแห่งศีลและปัญญา ของอุบาสิกาผู้ว่างเปล่านี้ ย่อมฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศทาง กรณิกามิได้หายไปไหน แต่นางได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมะ ที่ไม่มีวันตาย จวบจนทุกวันนี้ เรื่องราวของหญิงสาวชื่อกรณิกา ยังคงถูกเล่าขาน ในฐานะผู้ที่เปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นปัญญา และเปลี่ยนความว่างเปล่า ให้เป็นความอิสระที่แท้จริง >>

ท่ามกลางความเงียบงัน ที่ครอบคลุมลานวัดพระเชตวัน หลังควันไฟสุดท้ายจางหายไป พราหมณ์ภารทวาชะ ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขามองไปที่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า พลันรู้สึกถึงความอัศจรรย์ใจ ที่ไม่อาจบรรยายได้ เพราะในขณะที่เขาสูญเสียกัลยาณมิตรที่ดีที่สุดไป เขากลับไม่รู้สึกถึงความเศร้าโศกเสียใจ อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

พระพุทธเจ้า เสด็จเข้ามาใกล้พราหมณ์ชราแล้ว ตรัสถามด้วยความเมตตาว่า "ภารวาชะ เธอหาอะไรอยู่ในความว่างนั้นหรือ"

พราหมณ์กราบลงทูลว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพเจ้ากำลังมองหากรรณิกา แต่ข้าพเจ้ากลับพบเพียงสายลม แสงแดด และกลิ่นหอม ที่หาที่มาไม่ได้ ข้าพเจ้าสงสัยว่าจิตที่หลุดพ้นแล้วเช่นนาง บัดนี้ไปสถิตอยู่ ณ ที่ใดเจ้าคะ"

พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตรไปที่หยาดน้ำค้าง บนยอดหญ้า ที่กำลังระเหยกลายเป็นไอ เมื่อต้องแสงตะวัน แล้วตรัสเป็นปริศนาธรรมสุดท้ายว่า "ภารวาชะเอ๋ย เปรียบเสมือนรอยโค บนท้องฟ้า หรือรอยปลา ในกระแสหนาม เธอจะตามหาทางเดินของจิต ที่ปล่อยวางแล้ว ได้จากที่ไหน กรณิกามิได้ไป และมิได้อยู่ นางเป็นดุจเปลวไฟ ที่ดับไป เพราะสิ้นเชื้อ เมื่อเชื้อคือตัณหาหมดสิ้นไป เปลวไฟนั้น มิได้หนีไปซ่อนที่ใด แต่มันกลับคืนสู่ธรรมชาติ ที่ไร้ขอบเขต"

มรดกที่ไร้รูปธรรม

นับจากวันนั้น เมืองสาวัตถีก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ พราหมณ์พารทวาชะ ได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ ในการดูแลสวนกรณิกา ที่นางทิ้งไว้ เขาไม่ได้สอนให้คนมากราบไหว้รูปนาง แต่เขาสอนให้คนรู้จักปรุงเครื่องหอมแห่งจิตใจ อย่างที่กรณิกาเคยทำ เหล่าสตรีที่นางเคยช่วยเหลือ ได้กลายเป็นกลุ่มอุบาสิกา ที่เข้มแข็ง พวกนางช่วยกันดูแลคนยากจน ไม่หวังลาภยศ ทุกครั้งที่มีใครถามว่า พวกเธอทำไปเพื่ออะไร พวกนางจะเพียงแต่ยิ้ม แล้วตอบว่า "เราทำ เพราะน้ำในขัน มันเต็มจนล้นออกมาเอง"

ดอกกรรณิกา ที่บานในใจผู้คน

ในค่ำคืนหนึ่ง ที่แสงจันทร์กระจ่างฟ้า ดอกกรรณิกาในสวน เริ่มบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมแรงกว่าทุกวัน ชาวเมืองที่เคยขัดแย้งกัน พ่อค้าที่เคยละโมบ และผู้คนที่เคยโศกเศร้า เมื่อได้กลิ่นหอมนั้น ต่างพากันหยุดนิ่ง อยู่กับปัจจุบันขณะ พวกเขาไม่ได้นึกถึงกรณิกา ในฐานะบุคคลอีกต่อไป แต่พวกเขานึกถึงความสงบ ที่นางเคยแสดงให้เห็น นึกถึงคำสอนที่ว่า "ความสุขไม่ได้เกิดจากการมี แต่เกิดจากการลดความอยากมี"

เรื่องราวของกรณิกา จึงไม่ได้จบลงที่เชิงตะกอน แต่มันเริ่มต้นใหม่ ในใจของทุกคน ที่ยินดีจะวางบ่วงทองคำของตนเองลง กลิ่นหอมของนาง ยังคงอบอวลอยู่ในทุกย่างก้าว ของผู้ที่ฝึกปล่อยวาง และสืบเนื่องต่อไป ในฐานะธรรมะที่ไม่มีตัวตน ปราบชั่วกาลนาน แม้เสียงเล่าขานจะจางหายไป ตามกาลเวลา แต่ความว่างที่เปี่ยมด้วยเมตตา ยังคงทำงานของมันต่อไป ดุจดอกกรรณิกา ที่บานเพื่อร่วงโรย และร่วงโรย เพื่อเป็นปุ๋ยให้แก่ต้นไม้แห่งปัญญา ต้นต่อไป อย่างไม่จบสิ้น หวังว่า เรื่องราวของกรณิกา จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และให้แง่คิดในการใช้ชีวิต ขอบใจทุกท่าน ที่รับชมตั้งแต่ต้นจนจบ