Transcription
มึงเคยสงสัยมั้ยว่าศาสนาพุทธเป็นระบบ Play to win หรือเปล่า? ทำไมคนชอบเชื่อกันว่ายิ่งบริจาคเยอะยิ่งได้บุญเยอะ ยิ่งได้ไปสวรรค์ชั้นสูง? กูจะพาไปดูข้อมูลดิบจากพระไตรปิฎก ไม่ต้องมานั่งโลกสวย ตัดเรื่องดราม่าออกไป แล้วมาดูกติกาของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้
คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด คิดว่าการทำทานคือการเอาเงินฟาดหัวเทวดา แล้วจะได้ตั๋ว VIP ขึ้นสวรรค์ แต่ความจริงคนละเรื่องเลย มึงรู้มั้ยว่าในสมัยพุทธกาล มันมีเศรษฐีบริจาคเป็นร้อยล้าน แต่ได้อานิสงส์ 100 กว่าขอทานที่แบ่งข้าวคำเดียวก็มี? กูไม่ได้พูดเอง แต่มันมีหลักเกณฑ์วัดผลอยู่ 3 ข้อใหญ่ๆ ที่มึงต้องรู้ ถ้ามึงอยากเล่นเกมนี้ให้ชนะ
ข้อแรกคือเจตนา มึงต้องบริสุทธิ์ทั้ง 3 ระยะ ก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ ถ้ามึงให้เงินล้านนึง แต่ให้เสร็จแล้วมานั่งเสียดาย หรือให้เพราะอยากหน้าใหญ่ อานิสงส์มึงร่วงทันที ยิ่งกว่าหุ้นตกอีก
ข้อ 2 คือวัตถุทาน เงินหรือของที่มึงเอามา ต้องบริสุทธิ์ ไม่ใช่ไปโกงเข้ามา ไม่ใช่เงินฟอก แล้วเอามาทำบุญล้างซวย แบบนั้นระบบกรรมมันไม่นับแต้มให้มึงหรอก
ข้อ 3 คือเนื้อนาบุญ หรือผู้รับ อันนี้แหละที่คนชอบเถียงกัน พระพุทธเจ้าตรัสถึงลำดับขั้นของเนื้อนาบุญไว้ชัดเจนมาก เหมือนเทียร์ลิสต์ในเกมเลย การให้ทานกับสัตว์เดรัจฉาน ได้อานิสงส์ระดับหนึ่ง ให้กับคนทุศีลก็ได้อีกระดับ ให้กับคนมีศีลก็สูงขึ้นไปอีก จนถึงให้พระอริยเจ้า อันนี้คือตัวคูณสูงสุด
แต่เดี๋ยวก่อน มึงอย่าเพิ่งรีบไปกดเงินมาบริจาค เพราะจุดที่พีคที่สุดคือทานที่ไม่ต้องใช้เงินสักบาท แต่ได้บุญมากกว่าการสร้างวัด พระพุทธเจ้าตรัสว่าการถือศีล 5 ให้บริสุทธิ์ มีอานิสงส์มากกว่าการถวายสังฆทาน และที่โหดกว่านั้น การเจริญเมตตาจิต แค่ชั่วลัดนิ้วมือเดียว หรือแค่สูดดมของหอมแป๊บเดียว มีอานิสงส์มากกว่าการถือศีล
และขั้นสุดยอดระดับ God Tier คือการเจริญวิปัสสนา เห็นความไม่เที่ยงของสังขาร แค่แว๊บเดียว แม้ชนะทุกอย่างที่กูพูดมาทั้งหมด
กลับมาที่คำถามว่าบริจาคเยอะจะได้ไปสวรรค์ชั้นสูงมั้ย คำตอบคือไม่เกี่ยว สวรรค์ชั้นสูงพวกพรหมโลก เขาใช้อารมณ์ของสมาธิและปัญญา ไม่ได้ใช้ใบอนุโมทนาบัตร ถ้ามึงบริจาคหมดตัว แต่จิตใจยังร้อนรุ่ม ยังยึดติด มึงก็ไปได้แค่สวรรค์ชั้นกามภพ หรือเผลอๆ ไม่ได้ไปไหนเลย
เพราะงั้น เลิกคิดว่าศาสนาพุทธ คือการเอาเงินซื้อบุญ มันคือศาสตร์แห่งการสละออก ไม่ใช่การสะสม ถ้ามึงให้เพื่อจะเอา มึงขาดทุนตั้งแต่เริ่มแล้ว