Transcription
สวัสดีทุกท่านที่กำลังรับชมอยู่ในขณะนี้ นะคะ อาจจะเป็นทั้งคุณพ่อคุณแม่ หญิงตั้งครรภ์ หรือทุกท่านที่สนใจเลยนะคะ ดิฉัน นางสาวปจริยพัฒ ตั้งจิตประสงค์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สำนักทันตสาธารณสุขค่ะ
วันนี้นะคะ ก็รับหน้าที่เป็นพิธีกรนะคะ ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวการดูแลสุขภาพช่องปากหญิงตั้งครรภ์และเด็กปฐมวัยค่ะ เด็กปฐมวัยที่เราพูดถึงกันในวันนี้นะคะ ก็จะเริ่มตั้งแต่แรกเกิดนะคะ หรือว่า 0 ปี เนี่ย ไปจนถึง 6 ปีเลยค่ะ
วันนี้นะคะ เราก็ได้รับเกียรติจากคุณหมอฟันนะคะ คนสวยของสำนักทันตากรมอนามัยค่ะ ที่จะมาให้ความรู้เรื่องนี้ค่ะ ถ้าหากทุกท่านนะคะ มีข้อสงสัย ก็สามารถที่จะส่งคำถามถามเข้ามาในช่องแชทได้ตลอดเวลาเลยนะคะ
ค่ะ วันนี้เราอยู่กับ ทันตแพทย์หญิงปฐมา ชวนเมทา ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้างานส่งเสริมสุขภาพช่องปากหญิงตั้งครรภ์และเด็กปฐมวัย สำนักทันตาสุขสุขค่ะ สวัสดีค่ะ
>> สวัสดีค่ะ
>> ค่ะ ขออนุญาตเรียกว่าคุณหมอ 1 เลยนะคะ
ได้ ค่ะ Thank you
>> ค่ะ คุณหมอสวยมากเลยนะคะวันนี้
ขอบคุณค่ะ
>> ค่ะ เดี๋ยวเราขออ่อ เริ่มกันที่ประเด็นหลัก ๆ ที่เราสนใจที่จะพูดถึงกันในวันนี้นะคะ ก็คือเป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพช่องปากนะคะ ตั้งแต่ตั้งครรภ์นะคะ ไปจนถึงเด็กปฐมวัย ขออนุญาตเริ่มในส่วนของหญิงตั้งครรภ์ก่อนเลยนะคะ คุณหมอ คุณหมอคะ หญิงตั้งครรภ์เนี่ย ค่ะ ก็มักจะพบปัญหาสุขภาพช่องปากใช่มั้ยคะ เอ่อ ทีนี้ถ้าเกิดว่าเราตั้งครรภ์กับสุขภาพช่องปากเนี่ย มันสัมพันธ์กันยังไงคะ ส่วนใหญ่เราจะพบปัญหาอะไรได้บ่อยที่สุดคะ
>> ขณะตั้งครรภ์ค่ะ เราจะมีเจ้าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าฮอร์โมนนะคะ ที่มันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานะคะ แล้วก็ในช่วงตั้งครรภ์เนี่ย เจ้าฮอร์โมนเพศค่ะ ฮอร์โมนเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรน ที่เราร่ำเรียนกันมาตั้งแต่สมัยยังเอ่อ ยาไวนะคะ มันมีการเปลี่ยนแปลง แล้วทีนี้มันทำให้ เอ่อ ในช่องปากมันมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง มันก็จะทำให้เหงือกของเราค่ะ เอ่อ มีการอักเสบได้ง่ายนะคะ เหงือกอักเสบ อาการของมันก็คือเวลาเราแปรงฟันแล้วมีเลือดออก หญิงตั้งครรภ์ก็จะพบภาวะเนี้ยเยอะมากกว่าคนทั่วไป จริงๆแล้ว เอ่อ คนทั่วไปเนี่ย อาจจะมีภาวะนี้แหละ แต่พอตั้งครรภ์ มันก็เห็นชัดมากขึ้นนะคะ ในหญิงตั้งครรภ์ เราจะพบภาวะเหงือกอักเสบ เอ่อ ประมาณ 40 ถึง 75% เลยนะคะ ก็เป็นปัญหาสำคัญที่ เอ่อ ทำให้หญิงตั้งครรภ์เนี่ย อาจจะมาพบกับคุณหมอฟันค่ะ แล้วก็อีกปัญหานึงนะคะ ก็คือเรื่องของการ เอ่อ เปลี่ยนแปลงไปของในช่วงไตรมาสแรก คือมีการคลื่นไส้อาเจียนนะคะ เราก็จะมีคำแนะนำแบบ กินระหว่างมื้อมากขึ้น ทีนี้กินจุบกินจิบ พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปมากขึ้นเนี่ย โดยที่เราอาจจะแปรงฟันลำบาก เพราะแปรงแล้วคลื่นไส้อาเจียน มันก็เลยส่งผลให้เกิด เอ่อ โรคฟันผุได้ง่ายขึ้นอีก 1 โรคนะคะ ก็เป็น 2 โรคที่พบกันบ่อย คือเหงือกอักเสบแล้วก็โรคฟันผุค่ะ
>> ค่ะ ดังนั้นก็คือว่าปัญหาที่พบบ่อยเนี่ย ก็มาจากทั้งฮอร์โมนด้วยแล้วก็พฤติกรรมด้วย ใช่มั้ยคะคุณหมอคะ คุณหมอคะ แต่ว่ามันจะมีที่ เอ่อ โบราณอ่ะค่ะ โบราณว่ากันมาว่าพอท้องเนี่ย ลูกอ่ะดึงแคลเซียมไปหมด ท้องลูกคนนึงเนี่ย ฟันผุหมดปาก มันจริงมั้ยคะคุณหมอ
>> โบราณจริงๆค่ะ เราถึงจะโบราณแค่ไหนเราก็ไม่ควรจะโทษลูกนะคะ จริงๆแล้วแคลเซียมในฟันเนี่ย มันหายไปได้จากพฤติกรรมการกิน หรือว่าโรคฟันผุ แต่ว่าเด็กเนี่ยไม่เคยดึง ดึงแคลเซียมจากคุณแม่ไปนะคะ ก็พยายามอย่าโทษลูกนะคะ มันเกิดจากพฤติกรรมการกินของเราที่เปลี่ยนไป แล้วก็พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากที่เปลี่ยนไปมากกว่าค่ะ
>> ค่ะ สรุปว่าเรื่องแคลเซียมจากฟันของแม่เนี่ย ไม่จริง ลูกไม่ได้ดึงแคลเซียมจากฟันของแม่ แต่อาจจะมาจากพฤติกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนอะไรต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกว่ามีปัญหาในช่องปากใช่มั้ยคะ
>> ค่ะ แล้วก็ยังมีอีกหนึ่งความเชื่อค่ะคุณหมอ ที่บอกว่าถ้าเกิดว่าไปทำฟันแล้วเนี่ย เสี่ยงแท้งแน่นอน ก็ส่งต่อกันมาว่าอย่าไปทำฟันนะ จะแท้งแน่นอน อะไรอย่างเงี้ยค่ะ คุณหมอจริงมั้ยคะ
>> อาจจะเป็นความกังวลใจที่ เอ่อ เป็นความเชื่อส่งต่อกันมาในสืบเนื่องกันมานานนะคะ ทำให้เอ่อ คุณแม่พยายามไม่อยากจะไปทำฟัน แต่ว่าจริงๆแล้วการที่เรามีฟันผุ หรือว่ามีเหงือกอักเสบอยู่ในช่องปากเยอะๆ โดยเฉพาะตอนตั้งครรภ์เนี่ย มันมีความเสี่ยงเสี่ยงมากกว่าอีกค่ะ เราพบว่ามีงานวิจัยนะคะ เขาบอกว่าการที่เรามีโรคปริทันต์อักเสบ หรือว่าโรคอักเสบเนี่ย มันมีความสัมพันธ์กับภาวะคลอดก่อนกำหนด แล้วก็การที่คลอดออกมาแล้วน้องเบบี๋ น้ำหนักตัวอาจจะน้อยก็ได้นะคะ เนื่องจากจากการอักเสบที่เกิดขึ้นตลอดเวลานะคะ ดังนั้น เอ่อ อยากจะให้สร้างความเชื่อมั่นค่ะว่า ขณะที่เราตั้งครรภ์เนี่ย ก เอ่อ ควรที่จะไปรับการตรวจฟันแล้วก็ทำความสะอาดช่องปากด้วยค่ะ
>> ค่ะ สรุปว่าในช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่เนี่ย สามารถที่จะทำฟันได้โดยไม่อันตรายแล้วก็ทำได้ตลอดเลยใช่มั้ยคะ การตั้งครรภ์เลยค่ะ
>> ค่ะ มีบริการอะไรบ้างนะคะคุณหมอที่คุณหมอแนะนำให้ทำอ่ะค่ะ
>> ค่ะ สำหรับสิทธิประโยชน์ของคนไทยนะคะ ในการตั้งครรภ์ 1 ครั้งเนี่ย เราจะได้รับการตรวจฟันแล้วก็ขัดทำความสะอาดสะอาด หรือว่าขูดหินปูนค่ะ ก็ทำได้ท้องละ 1 ครั้งนะคะ แนะนำให้ทุกท่านฝากครรภ์แล้วก็ไปตรวจฟันทำความสะอาดช่องปาก การตรวจฟันเนี่ย มันมีข้อดีมากๆนะคะคุณขิม คือทำให้เรารู้ว่าในช่องปากของเราเนี่ย มันมีปัญหาอะไร เราอาจจะพบปัญหาที่ซ่อนอยู่ขณะที่ยังไม่ได้ตั้งครรภ์เนาะ แล้วก็พอ
>> เราไปรับการตรวจ เราอาจจะได้รับการอุดฟัน ในช่วงเวลาที่เหมาะสมนะคะ ทำให้เราไม่ไปปวดช่วงไตรมาสท้ายๆ ในการทำฟันช่วงท้ายๆ มันก็จะมีความอึดอัดเวลาคุณแม่ไปทำฟันอยู่แล้วนะคะ ก็สนับสนุนให้ไปตรวจฟันไปทำฟันกันด้วยค่ะ
>> ค่ะ ก็คือว่าฝากครรภ์แล้วก็ตรวจฟันด้วยนะคะ
>> ค่ะ ก่อนที่จะผ่านพาร์ทของหญิงตั้งครรภ์เนี่ย ให้คุณหมอช่วยอ่าแนะนำหญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ค่ะ ว่าจะต้องดูแลสุขภาพช่องปากอย่างไรดีบ้างคะคุณหมอคะ
>> ก็อย่าลืมค่ะ สิ่งจำเป็นที่สุดเลยก็คืออาจจะต้องปรับเปลี่ยนความเชื่อของเราค่ะว่า การตั้งครรภ์เนี่ย เราไม่ได้ทำให้แท้งอะไรเวลาทำฟันนะคะ ก็แนะนำให้ไปทำฟันทุกเอ่อ ทุกครั้งที่ตั้งครรภ์นะคะ ไปตรวจฟันก่อน อาจจะไปตรวจในช่วงที่เราสบาย ตรวจตั้งแต่ เอ่อ ฝากครรภ์ครั้งแรกเลยก็ได้นะคะ แล้วก็หญิงตั้งครรภ์ทุกคนเนี่ย จริงๆแล้วก็เป็นวัยรุ่น วัยทำงานนะคะ การเอ่อ ปฏิบัติการ เอ่อ การเค้าเรียกว่าอะไร การดูแลสุขภาพช่องปากนะคะ ก็เป็นสิ่งที่ทำรูทีนก็ทำต่อไปค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแปรงฟันโดยใช้สูตร 222 ของกรมอนามัยนะคะ ก็คือแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้ากับก่อนนอน แปรงเสร็จแล้วก็ นอน นอนเลยนะคะ ไม่กลับไปกินอีกแล้วก็ 2 ที่ 2 คือแปรงฟันอย่างน้อย 2 นาที และ 2 สุดท้ายก็คือหลังจากที่เราแปรงฟันเสร็จแล้วค่ะ 2 ชั่วโมง พยายามเลี่ยงการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารหวานนะคะ ถ้าเป็นไปได้ ก็คือทานดื่มเฉพาะน้ำเปล่าอย่างเดียว แล้วก็นอกจากนั้นแนะนำให้ใช้ไหมขัดฟันค่ะ ในวัยทำงานทุกคน เอ่อ มันเราสามารถพบโรคฟันผุตรงซอกฟันได้นะคะ การแปรงฟัน หรือว่าการทำความสะอาดโดยไม่ได้ใช้ไหมขัดฟันเนี่ย อาจจะ เอ่อ ดูแลได้ไม่ทั่วถึง ก็แนะนำให้แปรงฟันแล้วก็ใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วยค่ะ
>> ค่ะ อันนี้ก็คุณหมอก็ได้ฝากเรื่องของการดูแลสุขภาพในระหว่างตั้งครรภ์นะคะ คือตรงดูแลให้ดีเหมือนเดิมนะคะ แล้วก็เพิ่มเติมก็คือควรที่จะไปพบหมอฟันด้วย หรือถ้าเกิดว่า เอ่อ โรงพยาบาลหรือพี่พยาบาลเขาเขียนว่าให้ไปพบหมอฟัน ก็ไม่ต้องกลัวใช่มั้ยคะ เพราะว่าไม่อันตราย ไม่ได้อันตรายอะไรเลย
>> ใช่ค่ะ ต่อไปนะคะ เราก็จะเขยิบค่ะ ตอนเมื่อสักครู่นี้ตั้งครรภ์ใช่มั้ยคะ ตอนนี้คุณแม่คลอดออกมาแล้วค่ะ ให้คุณหมอช่วยแนะนำการดูแลสุขภาพช่องปากของทารกหน่อยค่ะ เอาตั้งแต่ยังไม่มีฟันเลยค่ะคุณหมอ
>> ค่ะ จริงๆ เอ่อ อันนี้ก็เป็นความเชื่อเหมือนกันค่ะว่า สำหรับฟันน้ำนมเนี่ย เดี๋ยวสักพักมันก็หลุดเป็นฟันแท้และ เราไม่ต้องดูแลดีมากก็ได้ แต่จริงๆแล้วค่ะ ฟันน้ำนมเนี่ย ถ้าเราไม่เซฟไว้นะคะ มันก็ส่งผลคือ สามารถทำนายได้เลยว่าฟันแท้ที่กำลังจะเกิดขึ้นเนี่ย มันอาจจะผุหรือมีปัญหาได้นะ คะ การดูแลเนี่ย เราต้องดูแลตั้งแต่ก่อนที่ฟันจะขึ้นเลยนะคะ หลังจากที่ดื่มนมแม่เนาะ กรมอนามัยสนับสนุนให้เอ่อ ดื่มนมแม่นะคะ 6 เดือนล้วนไม่น้ำตามนะคะ ก็ยังเป็นเอ่อ สโลแกนที่ถูกต้องนะคะ สำนักทันตะก็สนับสนุนการดื่มนมแม่ แต่ว่าหลังจากที่ดื่มนมแม่แล้วเนี่ย เอ่อ มีคำแนะนำค่ะ จากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยนะคะ ปี 256 แล้วก็ในส่วนของทันตแพทย์ด้วยนะคะ ให้ใช้เอ่อ ผ้าสะอาดค่ะ จะเป็นผ้าก๊อซก็ได้ หรือว่าผ้าอ้อมที่สะอาดนะคะ ชุบน้ำสะอาด อาจจะเป็นน้ำต้มสุกก็ได้นะคะ บิดหมาดนะคะ แล้วก็เช็ดทำความสะอาดในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นกระพุงแก้มนะคะ บริเวณลิ้นแล้วก็ เอ่อ บริเวณขากรรไกรนะคะ เพื่อที่จะเพื่อที่จะเอ่อ ป้องกันทั้งความเพิ่มทั้งความสะอาด ป้องกันเชื้อราแล้วก็เพิ่มความคุ้นชินค่ะ ให้กับเด็กเวลามีอะไรอยู่ในช่องปากนะคะ แล้วก็พอเขารู้สึกสะอาดสบาย ดังนั้นในอนาคตค่ะ เขาจะไม่ปฏิเสธการแปรงฟันนะคะ
>> ค่ะ งั้นแสดงว่าต่อให้เป็นทารกที่ดื่มนมแม่ หรือดื่มดื่มนมผสม ก็ต้องทำความสะอาดช่องปากใช่มั้ยคะ
>> ใช่แล้วค่ะ
>> ค่ะ แล้วถ้าเกิดว่าน้องเริ่มมีฟันซี่แรก ล่ะคะคุณหมอ จะต้องดูแลยังไงบ้างคะ ก็คือใช้แปรงสีฟันได้เลยมั้ย ยาสีฟันต้องผสมฟลูออไรด์มั้ย เพิ่งมีฟันซี่เดียวเองนะ อะไรอย่างเงี้ยค่ะคุณหมอ
>> อุ๊ย ถามนำมากเลยค่ะ ก็ เอ่อ ฟันโผล่ขึ้นมาแล้วนะคะ เราก็สามารถใช้แปรงสีฟันขนนุ่มนะคะ เอ่อ เราสามารถเลือกซื้อแปรงได้ในเอ่อ ซุปเปอร์มาร์เก็ตหลากหลายค่ะ ก็ดูตามช่วงอายุว่ามันเป็นช่วงไหนเนาะ แต่ในช่วงแรกเนี่ย เราก็ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ได้เลยนะคะ 1,000 ppm แต่มีข้อควรระวังค่ะ คุณขิม คือเวลาบีบค่ะ เราอาจจะไม่สามารถบีบได้เต็มแปรงเลย สำหรับเด็กเล็กนะคะ 0 อายุ 0-3 ปีเนี่ย
>> หรือฟันเพิ่งเริ่มขึ้นเนี่ย เราจะใช้ปริมาณยาสีฟันแค่พอเปียก หรือว่าเราจะใช้เป็นเมล็ดข้าวสารก็ได้นะคะ แล้วก็พอบีบปุ๊บนะคะ อาจจะบีบที่หลังมือก็ได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่ แล้วก็แตะๆเอาแค่พอเปียกนะคะ แล้วก็แปรงทำความสะอาดได้ตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้นเลย
>> ค่ะ แล้วคุณหมอคะ จะมี เอ่อ มีคำเคยได้ยินมีคำถามนะคะ ถ้าเกิดว่าสมมุติว่าเขายังไม่เริ่มใช้แปรงสีฟันให้กับลูก
>> เขาใช้ผ้าก๊อซให้กับลูกที่ฟันซี่แรกนะคะ ต้องใช้ยาสีฟันมั้ยคะ
>> แนะนำให้ใช้นะคะ คือเนื่องจากฟันน้ำนมของเราค่ะ แค่ชื่อก็บอกแล้วว่าฟันน้ำนมเนาะ มันขึ้นมาเนี่ย พวกแร่ธาตุหรือต่างๆเนี่ย มันยังไม่สมบูรณ์เท่ากับฟันแท้ ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยให้มันแข็งแรงมากขึ้นก็คือยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ผสม ดังนั้นสนับสนุนให้ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ จะเป็นแปรงหรือว่าจะเป็นผ้าอ้อมก็ยังดีค่ะ ถ้าขึ้นมานิดๆหน่อยๆใช่มั้ยคะคุณขิม
>> ค่ะ ก็คือใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ได้เลยตั้งแต่ซี่แรกนะคะ
>> คุณหมอคะ ช่วยเอ่อ แนะนำวิธีการแปรงฟันของเด็กค่ะ สมมุติว่ามีฟัน 1 ซี่ 2 ซี่ 4 ซี่ หรือว่าเริ่มมีฟันเยอะขึ้นเนี่ย วิธีการแปรงฟันของเด็กเนี่ย ต้องทำยังไงบ้างคะ
>> ค่ะ เมื่อกี้ยังพูดไม่จบเรื่องของการบีบยาสีฟันเนาะ เอ่อ ในเด็กอายุ 0-3 ปี เราจะใช้ยาสีฟันแค่พอเปียก หรือว่าเมล็ดข้าวสาร แต่พอพอโตขึ้นมาสักหน่อยค่ะ 3 ปีถึง 6 ปี 3 ปีเนี่ย เอ่อ ฟันน้ำนมจะขึ้นมาครบแล้วค่ะ ทั้ง 20 ซี่นะคะ เราก็ขยับมาใช้ปริมาณที่มากขึ้นได้ ก็จะเป็นปริมาณเท่าความกว้างของแปรงสีฟัน หรือว่าเท่ากับเมล็ด เอ่อ ข้าวโพดก็ได้นะคะ ก็ต้องเป็นผู้ปกครองบีบให้เนาะ
>> ค่ะ แล้วก็ทำความสะอาด
>> มันจะมีท่าค่ะ ในการจับทำความสะอาดนะคะ แล้วก็เอ่อเอ่อ เราเราอาจจะต้องอยู่ที่ 12:00 น. กับลูกนะคะ จะเป็นท่านอนก็ได้ ถ้าน้องไม่ดิ้น เราก็สามารถแปรงได้เลย แต่ถ้าน้องดิ้นนะคะ เราอาจจะต้องมีการล็อคแขนแล้วก็ล็อคขา กันนิดหน่อยนะคะ เราสามารถเอ่อ ดูภาพนี้ได้นะคะ มันมีภาพในเพจต่างๆนะคะ ในเพจสำนักทันตะก็มีนะคะ แล้วก็เพจฟันน้ำนมก็มีค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามารถไปศึกษาท่าจับได้นะคะ หลังจากที่เราจับมั่นแล้วนะคะ เราก็จะลงมือปฏิบัติค่ะ ก็คือแปรง แปรงให้ทั่วทุกซี่ทุกด้านนะคะ เอ่อ แปรงด้วยวิธีถูกไปมาค่ะ คุณขิม
>> ค่ะ
>> ซึ่งมันแตกต่างจากแปรงของผู้ใหญ่เนาะ วิธีการแปรงให้ดู
>> เวลาแปรงของเด็กเนี่ย เด็กฟันน้ำนมเนี่ย มันจะมีลักษณะแบนค่ะ คุณขิม แต่ฟันแท้เนี่ย มันจะนูนๆนิดนึง ลองสังเกตได้นะคะ
>> เวลาฟันแบนๆของฟันน้ำนมเนี่ย วิธีการแปรง เราไม่ต้องแปรงยุ่งยากยากเหมือนผู้ใหญ่ ค่ะ เราก็สามารถถูไปมาได้เลยนะคะ เราก็จะแอคชั่นถูไปมาแบบนี้เลยค่ะ
>> ก็ถูไปมาให้ลูกนะคะ จริงๆเราต้องแปรง คุณขิมทราบมั้ยคะว่าเราจะต้องแปรงให้ลูกไป จนถึงอายุเท่าไหร่เอ่ย
>> เออ เท่าไหร่ดีคะ คุณหมอเคยเห็นว่าประมาณ เนี่ย สัก 3 ขวบ พอเข้าโรงเรียนเนี่ย คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะให้เริ่มแปรงเองแล้วค่ะ จริงๆแล้วควรจะแปรงไปจนถึง
>> เมื่อไหร่ดีคะคุณหมอ
>> จริงๆ 3 ขวบ แปลงเองได้ แต่ผู้ปกครองต้องแปรงซ้ำนะ กล้ามเนื้อที่ผูกโบว์ได้ หรือว่าผูกเชือกรองเท้าได้ ทานยาเม็ดได้นะคะ อันนี้ก็มาร์คไว้เลย เราต้องช่วยแปรงจนกว่าเขาจะสามารถ
>> แปลงเองได้อย่างมีคุณภาพค่ะ
>> ค่ะ
>> แสดงว่าถ้าเกิดสมมุติว่าเด็ก ถึงแม้ว่าจะแปรงเองได้ คุณพ่อคุณแม่ก็ยังต้องช่วยแปรงให้ หรือแปรงซ้ำให้อยู่ใช่มั้ยคะคุณหมอ
>> ถูกต้องค่ะ
>> ค่ะ เด็กเล็กนะคะ ก็ยังใช้วิธีการถูไปมานะคะ แล้วก็พ่อแม่แปรงให้ หรือแปรงซ้ำนะคะ
>> แล้วก็ต้องใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ขนาด คุณหมอก็ได้แจ้งไปแล้วนะคะ ถ้าเกิด 0-3 ปี
>> เมล็ดข้าวสารใช่มั้ยคะคุณหมอ แล้วก็พอ 3 ถึงประมาณ 6 ปีก็จะเป็นเมล็ดข้าวโพดนะคะ
>> 6 ปีขึ้นไปเท่าไหร่ทราบ
>> 6 ปีขึ้นไปเท่าไหร่คะคุณหมอ
>> นั่นสิคะ ตื่นเต้นจังเลย เราสามารถติดกันได้
>> เราสามารถบีบได้เต็มแปรงเลยนะคะ ถ้า 6 ปีขึ้นไปนะคะ เขาจะมีเอ่อ การควบคุมการกลืนได้ดีขึ้นนะคะ สามารถบ้วนออกมาได้แล้วก็ เอ่อ เป็นปริมาณยาสีฟัน ปริมาณฟลูออไรด์ที่เหมาะสมที่ควรจะได้รับด้วยค่ะ
>> คุณหมอคะ แล้วก็ถ้าเกิดว่าสมมุติว่าเด็ก ที่ดูดขวดนม ใช้ขวดนมอยู่เนี่ย ควรจะเลิกเมื่อไหร่ดีคะ
>> เอ่อ ปกติลูกคุณขิม เลิกกี่กี่โมง เราควรจะแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เลิกขวดนมให้ลูก เอ่อ เมื่อไหร่ดีคะคุณหมอ
>> จริงๆเอ่อ เราควรจะเตรียมพร้อมค่ะ ตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นเนี่ย พยายามบอกเอ่อ ผู้ปกครองค่ะว่า เอ่อ สัก เตรียมตัวที่จะเลิก 1 ขวบนะนะคะ ก็คือประมาณ 1 ขวบควรจะเลิกนมขวด แต่มันจะต้องมีการเตรียม เตรียมพร้อม เตรียมใจก่อนค่ะ พอเราไม่สามารถหักดิบได้ทุกเคส นะคะ ดังนั้น พอฟันเริ่มขึ้นและก็ต้องพึงระวังว่า อ่ะ อีกไม่นานมันจะต้องทานอาหารตามวัยเนาะ เราก็จะต้องค่อยๆเอ่อ ลดการใช้นมขวดลงนะคะ แล้วก็พอ 1 ขวบปุ๊บ ถ้าเป็นไปได้ก็เปลี่ยนจากขวดมาเป็นแก้ว หรือว่าจะเป็นหลอดดูดก็ได้ค่ะ
>> ค่ะ แล้วถ้าเกิดสมมุติว่าปล่อยให้ลูกเนี่ย ดูดขวดไปยาวๆยาวๆเลยเนี่ย จะส่งผลยังไงกับสุขภาพช่วงปากบ้างคะคุณหมอ
>> ค่ะ อย่างแรกเลยที่จะเกิดขึ้นก็คือเด็กจะฟันผุ นะคะ พอแล้วก็เด็กจะติดการดูดนม ทำให้อาจจะไม่ค่อยรับประทานอาหารหลักตามมื้อนะคะ เพราะอิ่มนมไปแล้ว
>> ก็จะส่งผลต่อการขาดสารอาหารได้ด้วยนะคะ ทุกโภชนาการนะคะ แล้วก็บางคนอาจจะอ้วน จากเอ่อน้ำหวาน หรือว่านมนมที่ถ้าไม่ใช่นมจืดนะคะ แล้วก็เอ่อนอกจากโลกของเนื่องจากนอก จากเรื่องของโภชนาการแล้วเนี่ย การติดจุก ติดขวดมันสามารถส่งผลกับขากรรไกรได้ค่ะ ถ้าติดไปจนถึงประมาณ 3 ขวบ 5 ขวบ เลิกไม่ได้ก็มีผลทำให้การสบฟันอาจจะมีปัญหาได้ด้วยค่ะ
>> ซึ่งถ้าการสบฟันมีปัญหามันส่งผลยังไงบ้าง คะคุณหมอ
>> ก็ในอนาคตอาจจะต้องจัดฟันด้วยนะ อ พูดไม่ชัดนะคะ
>> อค่ะ คุณหมอคะ มีคำถามมาจากหลังบ้านค่ะ
>> ย้อนกลับไปที่หญิงตั้งครรภ์ค่ะ ถ้าคุณแม่ที่เขาแพ้ท้องแล้วเขาอาเจียนบ่อยๆอ่ะคะ
>> จะต้องจะต้องทำยังไงดีคะ เมื่อเมื่อสักครู่คุณหมอบอกว่าเอ้ย ถ้าเรากินเยอะมันก็ส่งผลกับสุขภาพช่องปาก กินจุบจิบ แต่ถ้าเกิดเราแพ้ท้อง เราอาเจียนเนี่ย เราจะต้องจัดการยังไงคะ ต้องต้องรีบแปรงฟันเลยมั้ย หรือว่าจะต้องทำยังไงบ้างคะ
>> หลังจากที่อาเจียนนะคะ แพ้ท้องปุ๊บ เราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องแปรงฟันทันทีนะคะ ถ้าเรารู้สึกว่าไม่สบายช่องปากนะคะ ก็พยายามบ้วนปากนะคะ บ้วนด้วยเอ่อน้ำสะอาดก็ได้ หรือว่า จะบ้วนด้วยน้ำผสมเบกกิ้งโซดาก็ได้นะคะ เพิ่มความเป็นด่างเนาะ อ
>> ค่ะ
>> มันก็จะเหมือนเหมือนทำให้สภาวะในช่องปาก ค่อนข้างสมดุลมากขึ้น แต่ไม่แนะนำให้แปรงฟันหลังจากที่อาเจียนทันทีนะคะ มันอาจจะส่งผลทำให้เอ่อ ฟันสึกเพิ่มมากขึ้นได้ค่ะ
>> ค่ะ เพราะว่าน้ำย่อยก็เป็นกรดใช่มั้ยคะคุณหมอ
>> ค่ะ ก็ให้คุณหมอฝากเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากของของเด็กๆค่ะ เมอร์สครูที่เราคุยกันมาทั้งหมดเนี่ย ให้คุณหมอช่วยอ่อรวบยอดทั้งหมดให้หน่อยนะคะ ว่าคุณแม่จะต้องดูแลลูกยังไงบ้างค่ะ
>> สำหรับเอ่อ การดูแลเด็กนะคะ เราจะแบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญค่ะ คือเรื่องของการทำความสะอาด แล้วก็เรื่องของการรับประทานอาหาร รับประทานนมอะไรอย่างเงี้ยนะคะ เรื่องของการทำความสะอาดเนี่ย เราแนะนำให้ใช้เช็ดทำความสะอาดตั้งแต่ก่อนฟันจะขึ้นนะคะ แล้วพอฟันขึ้นแล้วนะคะ 0-3 ปีก็ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์นะคะ บีบยาสีฟันโดยพวกเรานะคะ โดยผู้ดูแลต้องบีบให้จนกว่าเขาจะเริ่มแปรงฟันเองได้ ก็คือเอ่อ จนกว่าจะผูกโบว์ได้นะคะ เราก็มีหน้าที่ทั้งแปรงให้แล้วก็บีบให้ด้วยนะคะ เอ่อ ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับ 0 ถึง 3 เนี่ย จะอยู่ที่ยาสีฟันแค่พอเปียก หรือว่าเมล็ดข้าวสารนะคะ แล้วก็แปรงให้นะคะ พอ 3 ขวบขึ้นไปค่ะ จนถึงต่ำกว่า 6 ขวบเนี่ย เราก็จะเพิ่มปริมาณยาสีฟันนะคะ เป็นเท่ากับความกว้างของแปรงสีฟัน หรือว่าเท่ากับเมล็ดข้าวโพดนะคะ ก็ยังต้องแปรงให้ แปรงซ้ำให้อยู่ เนื่องจากยังแปรงไม่สะอาดนะคะ ยังแปรงไม่เกลี้ยง แล้วก็พอ 6 ขวบขึ้นไปค่ะ เด็กบางคนที่เอ่อ สามารถเขียนเริ่มเขียนหนังสือได้แล้วเนี่ย บางทีเราอาจจะเริ่มไว้วางใจเล็กน้อย แต่ก็ยังพัฒนาการกล้ามเนื้อมือยังไม่เต็ม เราก็จะต้องดูต่อไป อาจจะสัก 7-8 ขวบนะคะ 6 ขวบขึ้นไป บีบได้เต็มความยาวของแปรงสี เอ่อ ขนแปรงเลยค่ะ อันนี้เป็นพาร์ทของการแปรงฟันเนาะ แล้วก็พาร์ทของการรับประทานอาหาร หรือว่ารับประทานนมนะคะ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคฟันผุ สนับสนุนให้ดื่มนมแม่ค่ะ จนถึง 6 เดือน โดยเช็ดทำความสะอาดหลังจากที่ดื่มนมนะคะ หลังจากนั้นพอเริ่มทานอาหารมื้อหลักแล้วนะคะ เราก็อาจจะต้องทยอยทยอย ค่อยๆลดลดเอ่อ ปริมาณ การการดื่มนมขวด โดยเฉพาะเรื่องของการนอนหลับคาขวดนะคะ อันนี้ก็ต้องพยายามลด เพราะว่ามันมีความเสี่ยงทำให้ฟันผุได้ง่ายนะคะ ก็ 1 ขวบก็ควรจะเลิกนมขวดนะคะ แล้วก็ดื่มนมจืด ไม่ดื่มนมหวานนะคะ ไม่เอาน้ำ น้ำผลไม้นะคะ มาใส่ขวดแล้วก็ให้ดื่มนะคะ อันนี้ก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่สนับสนุนเลย และถ้าเป็นไปได้ค่ะ เริ่มหวานช้าก็ผุช้า ดังนั้นเริ่มเร็วก็ผุเร็ว มีงานวิจัยค่ะ ว่าถ้าเกิดว่าเริ่มก่อน 2 ขวบ มันก็จะมี ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุนะคะ แล้วก็ส่งผลต่อภาวะโภชนาการตามมาด้วยนะคะ ก็พยายามเริ่มช้าค่ะ ยังไงโตมาก็รู้จักชานมไข่มุกอยู่แล้วนะคะ ดังนั้นเริ่มช้าดีกว่าเริ่มเร็วค่ะ
>> ค่ะ แล้วก็ต้องไปพบหมอฟันด้วยใช่มั้ยคะคุณหมอ เด็กนี่กี่ครั้งต่อปีดีคะ หรือว่าต้องถี่แค่ไหนคะคุณหมอ
>> ตามปกติแล้วก็คือ 6 เดือน 1 ครั้งนะคะ เพราะอะไร เพราะว่าฟันน้ำนมเนาะ ไอ้ส่วนประกอบต่างๆแร่ธาตุมันยังน้อยอยู่ค่ะ เวลา มันผุแล้วมันลุกลามเร็วมาก ดังนั้นเราจะรอ 1 ปีเหมือนผู้ใหญ่ไม่ได้ ก็อาจจะต้องสัก 6 เดือนมาพบทีนะคะ แล้วก็ถ้าเป็นไปได้ค่ะ เพราะฟันเริ่มขึ้นฟันฟันฟันกรามนะคะ บริเวณนี้พอเริ่มขึ้นะสัก 3 ขวบ ถ้าคุณพ่อคุณแม่สามารถทำความสะอาดโดยใช้ไหมขัดฟันบริเวณซอกฟันฟันกลางได้ด้วยเนี่ย ก็จะดีมากๆเลยค่ะ เพราะว่าเด็กเล็กเนี่ย ส่วนใหญ่มักจะผุบริเวณซอกฟันนะคะ ค่ะ
>> เด็กใช้ไหมขัดฟันได้มั้ยคะคุณหมอ
>> ใช้ได้ค่ะ แต่ว่าผู้ดูแลต้องเป็นคนให้เนาะ ค่ะ
>> ค่ะ วันนี้ก็ได้สาระดีๆมากเลยนะคะ ตั้งแต่ในช่วงที่ตั้งครรภ์นะคะ มาจนถึงลูกน้อยคลอดออกมาจนมีฟันน้ำนมแล้วก็มาเป็นฟันถาวรค่ะ
>> ในช่วงของการตั้งครรภ์ก็ต้องดูแลสุขภาพช่องปากให้ดี แล้วก็ไม่ต้องกลัวหมอฟัน คุณหมอก็แนะนำให้พบหมอฟันนะคะ อย่างน้อยต่อการ 1 การตั้งครรภ์ก็ต้องพบหมอฟันอย่างน้อย 1 ครั้งนะคะ ก็ไปตรวจหรือรับบริการตามที่อ่า ตามความจำเป็นนะคะ ต่อมาพอลูกคลอดออกมานะคะ คุณหมอก็แนะนำให้เช็ดช่องปากเลยนะคะ ตั้งแต่ยังไม่มีฟันนะคะ ไม่ว่า จะดื่มนมแบบไหนก็ตาม ถ้าแต่ก็แนะนำให้ดื่มนมแม่นะคะ แต่ถ้าเกิดมีความจำเป็นที่จะต้องดื่มนมผสม ก็ก็ไม่เป็นไร แต่ก็ต้องเช็ดช่องปากเหมือนกัน
>> ค่ะ
>> ค่ะ แล้วในส่วนของการบีบยาสีฟัน คุณหมอก็แบ่งตามช่วงอายุให้แล้วนะคะว่าขนาดของยาสีฟันของเด็กเล็กเลย 0 ไปถึง 3 ปีเนี่ย ก็เมล็ดข้าวสาร แล้วก็ต่อมา 3 ปีถึง 6 ปีก็เมล็ดข้าวโพด หลังจาก 6 ปีขึ้นไปเนี่ย ก็บีบเต็มแปรงได้เลย
>> ค่ะ แต่ว่าแปรงก็ต้องเป็นแปรงเด็กใช่มั้ยคะคุณหมอ
>> ค่ะ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องคุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลนะคะ ให้ลูกใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ได้เลยค่ะ วันนี้นะคะ เรา 2 คนก็ต้องขอขอบพระคุณสำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัยนะคะ ที่ได้ให้เกียรติเรา 2 คนนะคะ มาได้นำเสนอหรือเล่านะคะ หรือแชร์เรื่องของสุการดูแลสุขภาพช่องปากนะคะ เพราะว่าเราก็อยากจะให้ทุกท่านนะคะ มีสุขภาพช่องปากที่ดีนะคะ ลูกคลอดออกมาก็มีสุขภาพช่องปากที่ดีด้วยกันนะคะ แล้วก็อ่า ให้คุณหมอฝากคีย์เวิร์ดสั้นๆสำหรับการดูแลสุขภาพช่องปากทั้งแม่และลูกค่ะ
>> ค่ะ สำหรับแม่นะคะ ก็อย่าลืมฝากครรภ์แล้วต้องไปตรวจฟันด้วยนะคะ ทุกการตั้งครรภ์นะคะ เพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนด แล้วก็ทารกน้ำหนักตัวน้อย สำหรับลูกนะคะ ก็ลูกรักฟันดี เริ่มที่ครอบครัวค่ะ จริงๆเราควรจะเหมือน เอ่อ เริ่มทำพร้อมๆกันทั้งครอบครัว เพราะว่าปกติเนี่ย ในปัจจุบันเนี่ย ครอบครัวอาจจะไม่ได้มีแค่คุณพ่อคุณแม่ แล้วก็คุณลูก อาจจะมีทั้งคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายนะคะ จริงๆการดูแลเด็กเนี่ย มันไม่ได้มีแค่พ่อแม่ เราอาจจะต้องสื่อสารไปถึงผู้ใหญ่ในบ้านด้วยนะคะ ก็เอ่อเอ่อ แปรงฟันทำความสะอาดช่องปากนะคะ ตั้งแต่แรกเกิดเนาะ แล้วก็พอฟันซี่แรกขึ้นนะคะ ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นก็แปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์นะคะ แปรงให้ลูกจนกว่าลูกจะผูกโบว์ได้นะคะ แล้วก็ดื่มนมขวด เอ่อ ขออภัยค่ะ ดื่มนมจืดนะคะ เลิกนมขวดภายใน 1 ปี แล้วก็ไปพบทันตแพทย์นะคะ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้งค่ะ
>> ค่ะ คุณหมอคะ ก่อนที่เราจะจบกันวันนี้นะคะ ก็มีคำถามมาจากทางบ้านนะคะ ถามว่าถ้าเด็กกินยาสีฟันจะมีผลอะไรมั้ยคะ
>> ค่ะ
>> เด็กเอ่อ แสดงว่าอาจจะวางยาสีฟันไว้ใกล้ มือเด็กนะคะ การกินยาสีฟันในปริมาณที่มันไม่มากนะคะ กินเท่ากับปริมาณที่เราบีบให้เนี่ย ไม่ส่งผลอันตรายอะไรเลยค่ะ เพราะว่าเรามีการคำนวณไว้แล้ว แต่ถ้าเกิดปล่อยให้เด็กหยิบมาเอ่อ กินเล่นนะคะ มันอาจจะส่งผลเสียค่ะ
>> ค่ะ
>> ก็จริงๆมัน depend on น้ำหนักตัวด้วยนะ คะ ดังนั้นเอ่อ พยายามเป็นหน้าที่ของผู้ดูแลค่ะ ที่จะต้องดูแลทั้งเรื่องของการเก็บยาสีฟันให้พ้นมือเด็กนะคะ แล้วก็บีบยาสีฟันให้ด้วย ถ้าเกิดว่าอันตรายนะคะ มันอยู่ที่น้ำหนักตัวเนาะ ถ้าเอ่อ โดยปกติปติเนี่ย จะอันตรายมากถ้าเกิดว่ากินไปเป็นหลอดเลย ซึ่งปัจจุบันเนี่ย ก็ยังไม่ครบนะคะ
>> ค่ะ ถ้างั้นก็คือทางที่ดีคือบีบให้ จะได้จะได้ปริมาณที่มันไม่มากจนเกิน
>> ของความต้องการของเด็กนะคะ แล้วก็
>> เช็ดออกให้เลยได้มั้ยคะคุณหมอ
>> เช็ดออกให้
>> ค่ะ เพื่อป้องกันเด็กที่จะกลืนกลืนฟองยาสีฟัน หรือว่า
>> โดยเฉพาะเด็กต่ำกว่า 6 ขวบค่ะ เพราะยังควบคุมการกลืนได้ไม่ค่อยดีนะค่ะ ถ้าเกิดใช้ วิธีแปรงแห้งก็สามารถเช็ดออกให้ได้ค่ะ
>> ค่ะ แต่ว่าก็แนะนำให้คุณหมอแนะนำให้เอ่อ บีบยาสีฟันให้แล้วก็ควบคุมต้องดูแลตลอดการแปรงฟันใช่ค่ะ
>> ค่ะ
>> แล้วก็เก็บด้วย
>> เก็บยาสีฟันนะคะ ไม่ให้เด็กบีบยาสีฟันเอง รวมถึงที่โรงเรียนด้วยใช่มั้ยคะคุณหมอ ที่โรงเรียนทั้งในชั้นอนุบาล คุณครูก็จะต้องเป็นคนจัดการช่วยเด็กบีบให้ใช่มั้ยคะ
>> ใช่ค่ะ
>> ค่ะ มีคำถามเพิ่มเติมอีกมั้ยคะ
>> ค่ะ
>> ค่ะ
>> ค่ะ สำหรับวันนี้นะคะ ก็ได้ความรู้ได้สาระ คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะนำไปดูแลสุขภาพทั้งตนเองนะคะ แล้วก็ลูกหลานในครอบครัวได้หมดเลยนะคะ ขอบคุณสำนักส่งเสริมสุขภาพอีกครั้งนึงนะคะ ที่ให้เกียรติเรา 2 คน ขอบคุณคุณหมอ 1 ด้วยนะคะ ที่เอ่อ มาให้ข้อมูลความรู้วันนี้นะคะ คุณพ่อคุณแม่ก็คงจะได้เอ่อ ข้อมูลความรู้ต่างๆกลับไปในชีวิตประจำวัน ค่ะ ถ้าเกิดว่ามีข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ ก็สามารถเข้าที่ Facebook ของสำนักทันตาธารณสุข กรมอนามัยนะคะ ซึ่งทีมงานนะคะ ได้พิสูจน์แล้วนะคะ ก็จะส่งข้อคำถามเข้าไปถามใน inbox ได้นะคะ หรือว่าจะเอ่อ ดู infographic ที่ทางทีมของสำนักทันตสาธารณสุขนะคะ ได้เผยแพร่ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องที่ไม่เป็นเฟกนิวส์นะคะ ก็ขอบคุณทุกท่านมากๆค่ะ ขอบคุณค่ะ
>> สวัสดีค่ะ
>> สวัสดีค่ะ