Transcription
ก็ก็ต้องเติมความหวังเข้าไปเรื่อยๆ ครับ [เสียงหัวเราะ] ครับ ผมผมชอบเอ่อคำพูดนึงของอาจารย์ต้น วีรยุทธ นะฮะ พูดไว้ในที่ประชุมใหญ่พรรค เขาบอกว่า ขนาดของขบวนการสีส้ม หรือว่าขนาดของพรรคประชาชนเนี่ย มันโตตามความหวัง
ออ ความหวังใหญ่ในประเทศนี้ ประชาชนมีความหวังที่ใหญ่ พรรคจะโตตาม แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ประตา ประชาชนเริ่มรู้สึกหมดหวังกับการเมืองเนี่ย พรรคเราก็จะเล็กตาม เพราะฉะนั้นโจทย์ของพวกเราเนี่ย ในฐานะที่เราเป็นยานพาหนะในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเนี่ย เรามีหน้าที่เติมความหวังเข้าไป
อืม แต่มันจะยากมั้ฮะ ว่าผมกำลังคิดตามที่คุณนี้พูดมาทั้งหมดนะฮะ ว่าการที่เราจะเติมความหวังเข้าไปเนี่ย มันอาจจะคือ 1 คือพอไม่ได้เป็นรัฐบาลเนี่ย มันอาจจะขับเคลื่อนอะไรบางอย่างยาก
ครับ กับ 2 คือการที่จะเติมเข้าไปเนี่ย การจะไปเรสประเด็นใหม่ๆเนี่ย หลายอย่างมันก็เริ่มขับเคลื่อนไปแล้วเนี่ย มันมันยิ่งทำให้งานตัวนี้มันยากมั้ฮะ
ครับอ เอิ่ม ผมคิดว่าในในเรื่องของตัวทีม ครม.เงา ที่พวกเราพยายามทำก็เป็นหนึ่งในนั้นนะ ครับ ที่พยายามจะเสนออะไรไปข้างหน้า
แล้วก็การที่เรายืนยันว่าเรายังเป็นพรรคที่ยึดมั่นในหลักการเดิม อุดมการณ์เดิมไม่เปลี่ยนแปลงเนี่ย ก็อย่างน้อยๆก็ยังเป็นคนที่ทำให้ประชาชนยังไม่รู้สึกสิ้นหวังหรือหมดหวัง แล้วก็ยังพร้อมที่จะเป็นเสาหลักเสานึงที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า
อย่างน้อยๆมันก็ยังมีพรรคการเมืองที่จุดยืนยังคงเหมือนเดิม เชื่อมั่นเหมือนเดิม ว่าเราจะขับเคลื่อนการเมืองที่แบบทำให้ อำนาจสูงสุดในประเทศนี้เป็นของประชาชน ใช่ มั้ครับ ว่าสิ่งที่เราจะต้องเติมความหวัง หังให้กับประชาชนเห็นมากยิ่งขึ้นเนี่ย ก็คือการที่เอ่อเราทำงานลงในรายละเอียดและสามารถเอ่อส่งมอบผลลัพธ์ที่แท้จริงได้ นอกจากกฎหมายหรือการขับเคลื่อนงานในสภา
ครับ ผมยกตัวอย่างอย่างเช่น การทำงานการเมืองในท้องถิ่น เราเห็นลำพูนโมเดลใช่มั้ฮะ ที่ระดับ อบจ.สามารถส่งมอบนโยบายอะไรหลายๆ อย่างได้ สุดท้ายมันเปลี่ยนกลับมาเป็นผลการเลือกตั้งที่ทำให้เราสนาเอ่อชนะสนามการเมืองในระดับประเทศเนี่ย เพิ่มอีก 1 เขตครบทั้งจังหวัด
เอ่อ โจทย์ที่สำคัญก็คือ แล้วเราจะสามารถมีโอกาสเข้าไปทำงานการเมืองในระดับท้องถิ่นเพิ่มเติมยังไง เพื่อส่งมอบผลงานให้ประชาชนเห็นเพิ่มขึ้นได้