📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ถ้าคุณอายุ 13-18 ดูคลิปนี้ให้จบ ! (ก่อนจะสายไป)

Nerdy Nut15:03

Transcription

ผมอยากให้ทุกคนที่กดดูคลิปนี้นะครับ ตั้งใจดูคลิปนี้ให้จบเลย โดยเฉพาะถ้าคุณอายุ 13-18 ปีครับ เพราะว่าตอนนี้เนี่ย ผมเพิ่งอายุ 20 ปีแล้ว ผมรู้สึกว่าถ้าผมรู้คำแนะนำเหล่านี้ทั้งหมดนะครับ ตั้งแต่อายุ 13-18 ปี ชีวิตผมน่าจะดีกว่านี้มากเลยครับ ซึ่งคำแนะนำเหล่านี้เนี่ย รวมไปถึงเรื่องการเรียน การพัฒนาตัวเอง การหารายได้เสริมระหว่างการเรียน ความรัก และสิ่งที่สำคัญที่สุดนะครับ ที่หลายคนสงสัยก็คือ เรื่องการลงทุนที่ดีที่สุดครับ สำหรับอายุ 13-18 ปี ซึ่งทั้งหมดเนี่ยครับ ผมจะมัดรวมเป็น 5 คำแนะนำครับผม โดยทั้ง 5 ข้อเนี่ยมีความสำคัญเท่ากันหมดเลยครับ ผมเลยอยากให้ทุกคนเนี่ย ดูให้จบแล้วก็จำให้ได้ครบทั้ง 5 ข้อ และนำไปปรับใช้กับตัวเองเลยนะครับ ผมรับรองเลยว่าชีวิตคุณเนี่ยจะดีกว่าชีวิตของผมในตอนนี้มากเลยครับ เมื่อคุณอายุ 20 ปี

ข้อคิดแรกครับผมก็คือ อย่าใส่ใจความคิดของคนรอบข้างมากจนเกินไปครับ คือผมเข้าใจว่ากูรูหลายๆ คนแล้วก็ครีเอเตอร์หลายๆ คนนะครับ น่าจะชอบบอกว่า เวลาที่เราจะลงมือทำอะไรนะครับ อย่าไปใส่ใจความคิดคนรอบข้างเลย ซึ่งผมเองเนี่ยก็หลงเชื่อคำพูดแบบนี้มาเยอะเลยครับ เพราะว่าผมเองเนี่ย เวลาจะทำงานอะไรหรือว่าอยากทำอะไรให้เสร็จนะครับ ผมก็มักจะสนใจแต่งานนั้น 100% เลยครับ ไม่สนใจแต่สิ่งรอบข้างอะไรเลย บางทีถ้างานผมไม่เสร็จจริงๆ เนี่ย ผมอาจจะปฏิเสธคุณพ่อคุณแม่ด้วยซ้ำนะครับ ว่าผมอาจจะไม่ออกไปทานข้าวกับพวกท่านนะครับ เพราะว่างานยังไม่เสร็จจริงๆ ซึ่งทางนี้นะครับ ผมมันอาจจะมีข้อดีอยู่บ้างครับ ตรงที่เราโฟกัสกับงานได้เต็มร้อย แต่ข้อเสียเนี่ยก็มากพอสมควรนะครับ เพราะว่าความจริงที่หลายคนพยายามจะปฏิเสธนะครับ ผมก็คือ เวลาที่เราลงมือทำอะไรใหม่ๆ นะครับ มันต้องมีคนที่จับตามองเราอยู่แล้วครับผม อย่างส่วนตัวตอนผมเริ่มทำ YouTube เนี่ย ต่อให้มีผู้ติดตามแค่ 10 คนหรือ 20 คนนะครับ 10 หรือ 20 คนเหล่านั้นเนี่ยก็เป็นเพื่อนของผมแล้วก็สมาชิกในครอบครัวของผม ซึ่งหลายครั้งนะครับ เค้าก็มักจะคอยจับตามองดูว่าผมทำได้ไปถึงไหนแล้ว ผมมีทำอะไรผิดพลาดหรือเปล่า ผมควรแก้ไขอะไรตรงไหน หรือผมทำอะไรที่มันดีหรือเปล่า ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนหรือว่าเริ่มทำอะไรนะครับ มันต้องมีคนเหล่านี้อยู่แล้ว ซึ่งสิ่งนี้ผมอยากให้ทุกคนเนี่ย ไม่ใช่การที่เราหันหน้าหนีแล้วก็ไม่ลงมือทำในสิ่งที่เราทำอยู่นะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนทำเนี่ยก็คือ ยอมรับมันครับผม แล้วก็ทำมันให้ดีที่สุดครับ ลองนึกดูสิครับว่า ถ้าสมมุติทุกคนจับตามองเราอยู่นะครับ แล้วเราสามารถทำสิ่งที่เราอยากจะทำเนี่ย ให้มันออกมาดีที่สุดและทำตัวเองให้มันออกมาดูดีที่สุดได้นะครับ มันจะดีขนาดไหนครับ และสิ่งที่สำคัญที่สุดนะครับ ก็คืออย่าไปสนใจครับผม ว่าเราจะผิดพลาดตรงไหนอะไรยังไง เพราะว่าสิ่งที่ตัดสินว่าเราเป็นคนแบบไหนนะครับ ไม่ใช่ว่าเราทำผิดเยอะแค่ไหนครับผม แต่เป็นการที่เราตอบสนองต่อความผิดพลาดนั้นๆ ครับผม ว่าเราปรับแก้ไขมันหรือเปล่า ว่าเราปรับปรุงตัวหรือเปล่า หรือว่าพัฒนาขึ้นจากนั้นหรือเปล่าครับผม ดังนั้นเนี่ย ถ้าโดนว่าก็ไม่เป็นไรครับผม

คำแนะนำที่ 2 ของผมก็คือ ทำไมการออกกำลังกายเนี่ยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ผมเริ่มทำครับ คือส่วนตัวแล้วเนี่ย ผมเป็นคนนึงที่เริ่มออกกำลังกายตั้งแต่อายุ 16-17 และผมรู้สึกว่า ถ้าหากผมเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่อายุ 12, 13 หรือ 14 เนี่ย ชีวิตผมน่าจะดีกว่านี้เยอะเลยครับผม คือตอนช่วงมัธยมเนี่ย ผมเป็นคนนึงที่ขี้อายมากๆ เลยครับผม ไม่กล้าแสดงออก แค่พรีเซนต์หน้าห้องต่อหน้าเพื่อน 20-30 คนเนี่ย ผมก็รู้สึกว่ามันยากมากๆ เลยครับผม ไม่ต้องไปพูดถึงการที่ผมขึ้นไปพูดหน้าเสาธงเลย ผมพูดไม่ได้จริงๆ ครับผม ตอนนั้นบุคลิกผมไม่ดี แถมผมไม่มีความมั่นใจขนาดนั้นด้วยครับ แล้วตอนนั้นเนี่ย ผมก็พยายามหาวิธีหลายวิธีมากเลยครับผม ในการแก้ไขสิ่งนี้ แต่ผมมาจบที่เรื่องการออกกำลังกายครับผม คือตอนแรกเนี่ย ผมชอบคิดว่าการออกกำลังกายเนี่ย มันดีแค่ทำให้ร่างกายเราดีขึ้น แล้วก็มีกล้ามใหญ่ขึ้น แล้วก็ร่างกายแข็งแรงขึ้นแค่นั้นครับ แต่พอลงมือทำดูแล้วจริงๆ นะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การออกกำลังกายเนี่ย แน่นอนมันทำให้ร่างกายผมดูดีขึ้นครับผม แล้วก็ร่างกายผมเนี่ยแข็งแรงมากขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาคือบุคลิกที่ดีขึ้นครับผม หลังผมตรงขึ้น ผมยืนด้วยความมั่นใจมากขึ้น และผมรู้สึกว่าโดยรวม ผมมันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นกับตัวผมครับผม และสิ่งนึงที่ตามมาหลังจากภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและร่างกายที่ดูดีขึ้นนะครับ ก็คือความมั่นใจในตัวเองครับผม รู้สึกว่าผมสามารถพูดต่อหน้าคนหลายๆ คนเนี่ยได้ดีขึ้นกว่าตอนแรกเยอะเลยครับผม เพียงเพราะว่าผมมองร่างกายของตัวเองแล้วรู้สึกว่าผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้นครับ เพราะแทนที่ผมไปคิดว่าร่างกายผมเนี่ยดูไม่ดีพอ ผมไม่ดี ภาพลักษณ์ผมดูไม่ดี ผมกลับมองว่าร่างกายผมเนี่ย ต่อให้ไม่ได้ใหญ่ที่สุด ไม่ได้กล้ามโตที่สุด หรือไม่ได้แข็งแรงที่สุดนะครับ แต่ก็เป็นร่างกายนึงที่ผมตั้งใจสร้างมันมากับมือ และเป็นร่างกายที่ผมภูมิใจที่จะมีมันครับผม เพียงแค่เปลี่ยนความคิดแค่นี้เนี่ย มันทำให้ผมสามารถมีความมั่นใจมากขึ้นเยอะนะครับ แล้วผมเชื่อว่าเพื่อนๆ คนไหนเนี่ยที่ไม่ได้มีความมั่นใจหรือไม่มั่นใจตัวเองนะครับ ถ้าลองออกกำลังกายดู น่าจะช่วยได้เยอะเลยครับ แถมมีคนนึงครับผม ที่ชื่อว่า Andia Eli นะครับผม ซึ่งเขาเป็นโค้ชที่สอนเทลที่เก่งมากๆ ครับผม ที่อเมริกา เคยพูดไว้ว่า สาเหตุที่คุณขายของไม่ออกเนี่ย มันเป็นเพราะว่าร่างกายของคุณเนี่ยไม่ได้ถูกพัฒนา ก็คือถ้าคุณไม่เล่นเวทไม่ออกกำลังกายนะครับ มันก็เป็นปกติที่คุณจะขายของไม่ออก ซึ่งสาเหตุที่เขาใช้คำพูดแบบนี้นะครับ เป็นเพราะว่าคนที่ออกกำลังกายและมีรูปร่างที่ดีนะครับ มักจะส่งต่อความมั่นใจตัวเองครับผม ถ้าพูดเป็นๆ นะครับผม หรือพูดง่ายๆ คือภาพลักษณ์เขาเนี่ยจะดูดีขึ้นครับผม ทำให้ลูกค้ามากขึ้น ทำให้ความน่าเชื่อถือเขามากขึ้น และทำให้คนหลายๆ คนนะครับ หรือหลายๆ งานนะครับ อยากจะติดต่อเขามากขึ้นครับผม ทั้งนี้เพื่อนๆ คนไหนที่มีปัญหาเรื่องความมั่นใจตัวเอง ไม่กล้าพูดต่อหน้าคนหลายๆ คนนะครับ แทนที่เราจะไปลองซ้อมพูดนะครับผม ลองเริ่มออกกำลังกายและทำให้ตัวเองภูมิใจในร่างกายตัวเองก่อนนะครับผม มั่นใจว่าวิธีนี้น่าจะได้ผลนะครับ เพราะผมเองเนี่ยก็ทำมาแล้ว แล้วผมรู้สึกว่าได้ผลจริงๆ ครับ

คำแนะนำที่ 3 ผมก็คือ การเรียนรู้ในห้องเรียนอย่างเดียวเนี่ยมันไม่พอจริงๆ ครับ คือผมชอบคิดนะครับ ว่าการที่ผมตั้งใจเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวเนี่ย ก็เพียงพอ ต่อให้ผมได้งานดีๆ มีรายได้เยอะๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนะครับ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับผม คือลองนึกภาพตามผมดูนะครับ คือคนที่เรียนเก่งทุกคนนะครับผม ก็คือจะได้คะแนนดีใช่มั้ยครับ แต่มันใช่ว่าคนที่ได้คะแนนดีทุกคนเนี่ย จะได้งานที่ดีและจะได้เงินเยอะครับผม เพราะว่าตลาดแรงงานทุกวันนะครับผม นับวันนะครับ มันยิ่งมีการแข่งขันสูงขึ้นเยอะเลยครับผม ทุกคนเนี่ยครับผม จบเนื้อหาเดียวกัน เรียนเหมือนกัน ดังนั้นเนี่ยครับ ถ้าเราไม่ได้มีสกิลอะไรให้โดดเด่น หรือว่าไม่ได้มีประสบการณ์อะไรที่แตกต่างจากคนอื่นๆ นะครับ แทบจะมีโอกาสน้อยมากๆ เลยครับ ที่ว่านายจ้างเนี่ยจะมาสนใจตัวเรามากกว่าคนอื่นๆ ถ้าสมมุติเราเป็นนายจ้างเนี่ย เราจะอยากได้คนที่มันเหมือนกับคนอื่นๆ หรอ เราก็อยากได้คนที่แตกต่าง มีอะไรที่โดดเด่นกับคนอื่นๆ จริงมั้ยครับ ไม่งั้นก็จ้างไม่คุ้ม ดังนั้นเนี่ย สิ่งที่เราต้องเริ่มทำ ก็คือเริ่มเรียนรู้นอกห้องเรียนครับผม ซึ่งส่วนตัวแล้วเนี่ย วิธีที่ง่ายที่สุดเลยก็คือดู YouTube ครับผม เพราะสิ่งที่ผมเริ่มต้นทำตอนอายุ 15-16 เนี่ย แล้วผมรู้สึกว่ามีประโยชน์มากๆ เลยครับ ก็คือการเริ่มดู YouTube ครับผม ซึ่ง Channel ที่ผมดูเนี่ย ก็มี Channel แบบ Allie Ofd Alexy, Graham Stephan และที่สำคัญที่สุดก็คือ Char Moran ครับผม ซึ่ง YouTube ทั้ง 4 คนนี้นะครับผม เป็นคนที่ทำ Content เกี่ยวกับไฟแนนซ์ เรื่องการเงิน การลงทุน การทำธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องการพัฒนาตัวเองครับผม ดังนั้นเนี่ย ผมเลยรู้สึกว่า หลังจากที่ได้ดูทั้ง 4 คนนี้เยอะๆ ครับผม ก็คือผมกลับบ้านมาก็ดูทุกวันเลย เพราะว่าผมชอบเนื้อหาตอนนั้นมากๆ เลยครับ ผมก็ดูทุกวันครับผม แล้วมันทำให้ผมเข้าใจเรื่องของการเงิน เศรษฐกิจและการพัฒนาตัวเองมากกว่าตอนก่อนที่ผมดูเนื้อหาพวกนั้นเยอะมากๆ เลยครับ ซึ่งจริงๆ แล้วนะครับ การเรียนนอกห้องเรียนเนี่ย มันไม่ได้มีแค่สิ่งที่ผมทำครับ เพื่อนๆ ทุกคนเนี่ย สามารถใช้วิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่าผมได้ครับ แต่แค่ใช้ YouTube เหมือนกันเลยครับผม ก็คือเข้าไปที่ YouTube นะครับ แล้วก็ลองเสิร์ชหา Soft skill อะไรก็ได้ที่เราสนใจเลยครับผม ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโค้ด การตัดต่อวีดีโอ การทำเว็บไซต์ หรือว่าการทำกราฟิกดีไซน์นะครับผม ใช้พวก Adobe Illustrator หรือแอปอะไรพวกนี้นะครับ ลองเข้าไปดูคลิปต่างๆ ครับผม แล้วก็ลองไปฟังคนอื่นเขาสอนดูครับผม พอเราเรียนรู้เค้าเสร็จนะครับ ก็ลองมาฝึกฝนฝีมือเราให้เก่งๆ เลยครับผม และแค่นั้นครับผม เราก็จะเป็นคนนึงในสายงานเราที่มีทักษะที่โดดเด่น และถ้าสมมุติเวลาสมัครงานครับผม หรือว่าไปสมัครงานแข่งขันกับคนในสายงานเรา เพื่อนๆ เรานะครับ ก็มีแนวโน้มที่นายจ้างงานนะครับผม จะเลือกจ้างเรา เพราะว่าเรามีทักษะที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ เยอะเลยครับ รายได้ของเราเนี่ยก็เพิ่มขึ้นไปอีกครับ แต่ถ้าเพื่อนๆ คนไหนเนี่ยไม่ได้ชอบวิธีการดูคลิปสอนนะครับ อาจจะใช้วิธีเดียวกับเพื่อนของผมก็ได้นะครับ คือก่อนที่จะเข้ามาเรียนคณะแพทย์เนี่ย ผมมีเพื่อนอยู่คนนึง เขาก็ได้ไปฝึกงานที่บริษัทคริปโตที่นึงครับผม แล้วพอไปฝึกงานที่บริษัทคริปโตแห่งนี้นะครับ เค้าก็ได้รับความรู้เกี่ยวกับคริปโตและเทคโนโลยี Blockchain มาเยอะมากๆ เลยครับ จนตอนนี้นะครับผม เขาสามารถนำความรู้เหล่านั้นเนี่ยไปใช้ในการลงทุนของเขาได้ครับผม และในปีที่ผ่านมาเนี่ย เค้าก็สามารถสร้างเงินได้หลายล้านเลยครับผม ซึ่งอันนี้ครับผม ผมก็คิดว่าแสดงให้เห็นว่า การที่เราเอาเวลาเนี่ยไปพัฒนาตัวเองนอกห้องเรียนเนี่ย สามารถสร้างรายได้ให้เราได้มหาศาลเลยครับผม ไม่ว่าจะเป็นใน Short term หรือ Long term ครับ

คำแนะนำที่ 4 ครับผม ก็คือ ลงทุนอะไรให้รวย ซึ่งตอนอายุ 13 หรือ 18 นะครับผม ถ้าเราลองไปถามครีเอเตอร์หลายๆ คนหรือว่า YouTuber หลายๆ คนนะครับผม เห็นหลายท่านเนี่ยบอกว่าเราควรเอาเงินของเราเนี่ย ไปลงทุนอสังหา ไปลงทุนหุ้น หรือว่าบางที่นะครับ อาจจะเป็นกองทุนหรือเก็บออมเฉยๆ ก็ได้ครับผม ซึ่งส่วนตัวเนี่ย ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำนี้ครับผม เพราะว่าถ้าลองนึกตามผมดูนะครับ คือ Return เฉลี่ยของพวกนี้นะครับผม ก็คือเราจะได้เงินประมาณ 10-20% ต่อปีครับผม ถ้าผมให้แบบเวอร์ๆ ครับผม แบบปีดีๆ เลยนะครับ อาจจะได้ 20% ต่อปี แต่ปัญหาคนอายุ 13-18 เนี่ยครับ ก็คือเงินต้นของเค้าเนี่ยครับผม น้อย อาจจะประมาณ 10,000 บาท 20,000 หรืออาจจะเป็นอย่างมากก็คือประมาณ 50,000-60,000 ครับผม แต่ถ้าผมสมมุติให้เป็น 10,000 แล้วกันครับผม ลองนึกภาพตามผมดูนะครับ ในปีแรกที่เราเริ่มลงทุน อาจจะเป็นแบบ S&P 500 เลยอะไรแบบนี้ก็ได้ครับผม เราลงทุนไป 10,000 เสร็จแล้วนะครับ เราได้ผลตอบแทนมาประมาณ 10% แล้วกันครับผม ก็เป็น 11,000 บาท จาก 10,000 บาท แล้วในปีถัดมาเราก็ได้ดอกเบี้ยทบต้นครับผม หรือว่าสิ่งที่เรียกว่า Compound Interest ครับผม ก็ทำให้เงินของเราครับผม จาก 10,000 นะครับผม บวกอีก 10% ก็กลายเป็น 12,100 บาท เราเอาไปลงไว้ใช่ไหมครับ เราได้เงินเพิ่มเป็น 12,100 บาท ลองนึกดูสิครับว่าเงิน 2,100 บาทเนี่ย มันพอต่อการใช้ชีวิตของเราตลอด 2 ปีทันมั้ยครับ คำตอบก็คือไม่ครับผม เงิน 2,100 บาทเนี่ยน้อยมากๆ เลยครับผม คือผมเข้าใจนะครับ ว่าถ้าสมมุติคุณอยากลงทุนเนี่ย คุณควรลงทุนเพื่อวินัยครับผม ฝึกวินัยในการลงทุน ให้มีหน้าที่ในการจัดการเงิน Manage เงินดีๆ เผื่อว่าในอนาคตเนี่ย ถ้าเรามีเงินมากขึ้นเนี่ยครับผม ก็จะสามารถจัดการการเงินได้อย่างเหมาะสมครับผม เพราะเรามีประสบการณ์ในการลงทุนมาแล้ว แต่ถ้าสมมุติเพื่อนๆ คนไหนเนี่ย อยากจะใส่เต็มกับการหารายได้เพิ่ม อยากมีเงินเก็บเยอะๆ นะครับ สิ่งที่ผมคิดว่าทุกคนควรลงทุนนะครับผม ก็คือควรไปลงทุนกับ Skill ครับผม หรือถ้าให้พูดง่ายๆ ครับ ก็คือพวก Soft Skill ต่างๆ ครับผม เพราะว่าการที่เรามี Soft Skill ต่างๆ หรือว่า High Income Skill นะครับผม มันจะทำให้เราสามารถหารายได้เพิ่มครับผม แล้วพอเราหารายได้เพิ่มแล้วนะครับผม สิ่งที่จะตามมานะครับ ก็คือเราจะมีเงินต้นเพิ่มครับผม และสาเหตุที่ผมใช้คำว่าให้หา High Income Skill และไม่ใช่ทำงานมากขึ้นนะครับ เป็นเพราะว่าถ้าเรามี High Income Skill นะครับผม รายได้ต่อเวลาครับผม จะเพิ่มขึ้นครับ พูดง่ายๆ คือ เราสามารถทำงานด้วยระยะเวลา 1 ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมงเท่าเดิมครับ แต่รายได้ครับผมจะเพิ่มขึ้น เพราะว่าเรทที่เขาให้แต่ละ Skill เนี่ยมันแตกต่างกัน และ High Skill ต่างๆ ก็จะเป็นพวกตัดต่อวีดีโอ อาจจะเป็นกราฟิกดีไซน์ เว็บดีไซน์ หรือเขียนโค้ดก็ได้ครับผม ง่ายๆ เลยครับผม ซึ่ง Skill ทุกอย่างนะครับผม สามารถเรียนรู้ได้ง่ายๆ จากแพลตฟอร์มแบบ YouTube อะไรพวกนี้โดยที่ไม่เสียเงินเลยครับ ดังนั้นเนี่ย สิ่งที่ผมอยากจะย้ำก็คือ คนที่อายุ 13-18 ครับ ถ้าสมมุติคุณมีเงิน 10,000 ครับผม คุณอยากเอาเงิน 10,000 เนี่ยไปลงทุนให้หมดครับผม เพราะว่าการลงทุนเนี่ยมันไม่ได้ให้ผลตอบแทนคุณขนาดนั้นครับ ลองนึกดูสิว่าถ้าคุณลงไป 2 ปี คุณได้กลับมาแค่ 2,100 บาทเองครับ ถ้าสมมุติคุณโชคดีมากๆ นะครับ ก็คือตลาดหุ้นเนี่ยขึ้น 40% เลย แต่จริงๆ แล้วนะครับผม ถ้าสมมุติคนเอาเงิน 10,000 บาทนี้นะครับ ไปลงทุนกับการหา Soft Skill หรือหา High Income Skill มาครับผม แล้วคุณลองเอา Skill นั้นครับผม ไป Freelance หาเงินเพิ่มดูครับ แทนที่เงินต้นคุณเนี่ยจะเป็น 10,000 บาท ใช่มั้ยครับ เงินต้นคุณจาก 10,000 บาทเนี่ย อาจจะกลายเป็น 50,000 อาจจะเป็น 100,000 สำหรับบางคนครับผม ถ้าทำได้ดีมากๆ เนี่ยอาจจะเป็นล้านเลยก็ได้ครับผม และตอนนั้นเนี่ยครับผม พอคุณมีเงินต้นพอแบบนี้แล้วเนี่ย คุณถึงเริ่มเอามันไปลงทุนครับผม และตอนนั้นเนี่ย ผลตอบแทนต่อปีคุณเนี่ยมันจะเริ่มเยอะขึ้นมากๆ เลยครับผม แถมถ้าสมมุติคุณแบ่งส่วนนึงจาก 10,000 ของคุณเนี่ย ไปลองฝึกลงทุนดูครับผม อาจจะมีประสบการณ์ในการลงทุน ทำให้คุณจัดการพอร์ตของคุณเนี่ยได้ดีขึ้นอีก ผลตอบแทนคุณเนี่ยอาจจะไม่ใช่แค่ 10%-20% ถ้าโชคดีนะครับผม อาจจะเป็นประมาณ 30%-40% เลยก็ได้ครับผม ถ้าคุณเลือกหุ้นถูกตัวหรือว่าลงคริปโตถูกตัวอะไรประมาณนี้นะครับ นั่นคือเป็นสิ่งที่ผมอยากจะแชร์ให้ทุกคนฟังกันครับ เพราะว่าหลายครั้งเนี่ย ผมเห็นคนไปเน้นย้ำเรื่องการลงทุนมาก จนลืมว่าพื้นฐานของการลงทุนเนี่ย คือการที่คุณต้องมีรายได้ประจำของคุณเนี่ยให้มันมากก่อนครับ ซึ่งอันนั้นเนี่ยก็จะตามมาจากการที่เรามี High Income Skill ครับ

และคำแนะนำที่ 5 ครับผม ที่ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เนี่ยน่าจะพูดไม่เหมือนผม ก็คือผมอยากให้คุณเนี่ยลองมีความรักดูครับ เพราะการที่คุณมีความรักเนี่ย มันจะฝึกให้คุณรู้จัก Balance ชีวิตของคุณครับ คุณจะมีโลกอยู่ 2 โลกครับผม 1 คือโลกของตัวคุณเอง เป็นโลกที่คุณมีเป้าหมายชีวิต มีมิชชั่นชัดเจน และมีสิ่งที่รู้ว่าต้องทำอะไรในแต่ละวันครับผม ก็เป็นหน้าที่การงานของคุณในพวกนั้นนั่นแหละครับ แต่อีกโลกหนึ่งครับผม ก็เป็นโลกแห่งความสัมพันธ์ของคุณครับ เป็นสถานที่ที่คุณอยู่กับคนที่คุณรัก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรักของคุณ ลูกๆ คุณในอนาคตหรือใครก็ตามนะครับ ซึ่งทั้ง 2 สิ่งนี้เนี่ย คุณไม่สามารถละเลยสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เลยครับ ถ้าคุณละเลยการงานของคุณเนี่ย อีก 10 ปีคุณก็จะไม่ใช่คนที่คุณอยากจะเป็นครับ แต่ในทางกลับกันถ้าคุณละเลยความสัมพันธ์ของคุณนะครับ ความสัมพันธ์ของคุณก็พังครับผม คุณก็จะไม่มีคนรอบข้างคุณ หรือว่าต่อให้มีคนรอบข้างนะครับ คนที่คุณรักเนี่ย ก็อาจจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับคุณเหมือนเดิมนะครับผม ดังนั้นเนี่ย จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ที่คุณจะต้อง Balance ชีวิตให้ได้ครับผม และถ้าสมมุติคุณไม่เคยมีความรักมาก่อนเนี่ย พอคุณมีครั้งแรกครับผม คุณจะรู้สึกว่าการมีความรักเนี่ย มันยากอยู่นะครับ มันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยชิน เพราะว่าหลายครั้งเนี่ย เราต้องไปใส่ใจกับสิ่งที่เราไม่เคยใส่ใจมาก่อน หรือเป็นสิ่งที่เรานึกไม่ถึงมาก่อนครับผม และบางครั้งเนี่ย อารมณ์ที่เรามีในความรู้สึกต่างๆ ในความสัมพันธ์ของเรานะครับผม อาจจะเป็นอารมณ์สุขมากๆ ทุกข์มากๆ เครียดมากๆ หรือเศร้ามากๆ นะครับผม อารมณ์เหล่านี้เนี่ย สามารถส่งผลต่อ Performance ของเราในการทำงานได้ครับ และเช่นเดียวกัน ถ้าสมมุติว่าทำงานมาเครียดๆ นะครับผม มันอาจจะส่งผลต่อชีวิตคู่ของคุณหรือชีวิตรักของคุณหรือครอบครัวของคุณได้ครับผม ดังนั้นเนี่ย ผมเลยอยากให้ทุกคนเนี่ยลองมีความรักครับผม คุณจะได้รู้ว่าจะต้องจัดการความรู้สึกและอารมณ์ของคุณยังไง เพื่อที่คุณจะสามารถ Balance ทั้งชีวิตของคุณและชีวิตคู่ของคุณนะครับผม ได้ทั้งคู่โดยที่ไม่ละเลยสิ่งใดสิ่งหนึ่งครับผม พูดง่ายๆ คือคุณต้องรักในมิชชั่นของคุณครับ รักในสิ่งที่คุณจะทำ รักในสิ่งที่คุณจะเป็น และรักในเป้าหมายของคุณครับ แต่ในเวลาเดียวกันนะครับ ก็อย่าลืมจะรักคนที่รักคุณด้วยครับผม แต่ทั้งนี้นะครับผม ไม่ได้บอกว่าให้ทุกคนเนี่ยเข้าความสัมพันธ์ไปด้วย Expectation ว่าคุณจะเจอเนื้อคู่ของคุณ แต่ผมอยากให้คุณเข้าความสัมพันธ์ไปด้วยความคิดที่ว่า คุณจะวางตัวให้ดีที่สุด คุณจะให้เกียรติคู่ของคุณและคนที่คุณรัก และคุณจะทำยังไงก็ได้นะครับผม ให้ทั้งตัวคุณและเค้าเนี่ย พัฒนาไปด้วยกัน เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ตัวเองอยากจะเป็นทั้งคู่ครับผม และท้ายที่สุดเนี่ย ถ้ามันเวิร์คก็ดี ถ้าไม่เวิร์คก็ไม่เป็นไรครับผม ก็จบกันด้วยดี เพราะทั้งนี้เนี่ย เราทั้งคู่ได้พยายามให้ดีที่สุดแล้ว แล้วก็ได้เติบโตมาและพัฒนาตัวเองไปด้วยกันครับ แล้วก็มีแต่สิ่งดีๆ ให้กันครับ อันนั้นเป็นสิ่งที่ผมอยากจะให้ทุกคนเข้าไปความสัมพันธ์ด้วยความคิดประมาณนี้นะครับ

สุดท้ายนี้นะครับผม ขอขอบพระคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ดูคลิปนี้จนจบนะครับผม อยากจะบอกเฉยๆ ครับ ว่าคลิปนี้เนี่ย มันเป็นการที่ผมมองย้อนตัวเองตอนที่อายุ 13 หรือ 18 เนี่ย แล้วก็เห็นถึงปัญหามากมาย เห็นถึงสิ่งต่างๆ ผมทำผิดพลาดมาเยอะครับผม เลยนำทุกอย่างเนี่ยมาย่อยแค่เป็น 5 คำแนะนำที่ผมอยากจะให้ตัวเองในช่วง 13-18 ครับ ถ้าสมมุติเพื่อนๆ คนไหนดูคลิปนี้แล้วเนี่ยครับผม หวังว่าสิ่งที่ผมแนะนำไปเนี่ย น่าจะพอเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ และถ้าเพื่อนๆ คนไหนเนี่ย นำไปปรับใช้ทั้งหมดตั้งแต่เนิ่นๆ แบบอายุ 13 หรือ 14 นะครับผม มั่นใจว่าพออายุ 20 แล้วเนี่ย ชีวิตเพื่อนๆ ทุกคนเนี่ยจะดีกว่าผมเยอะเลยครับผม เพราะสิ่งเหล่านั้นเนี่ย ล้วนเป็นสิ่งที่ผมผิดพลาดมาเยอะนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าถ้ามีคนมาเตือนแบบนี้เนี่ย ชีวิตผมน่าจะไม่ได้ผิดพลาดเยอะขนาดนั้นในตอนนั้นครับ สุดท้ายนี้ครับผม ถ้าเพื่อนๆ คนไหนถูกใจคลิปแบบนี้หรือ Content ของ นัท เนี่ย ก็อย่าลืมกด Like Subscribe Channel ของ นัท ด้วยนะครับ ไว้เจอกันใหม่คลิปหน้าครับผม เดี๋ยวผมจะลงทุกวันพุธตอน 17.00 น. นะครับ สวัสดีครับ