📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

สิงคโปร์กำลังล่มสลายอย่างช้าๆ ทั้งๆที่รวย!! #ทำไมไดอะรี่ I แค่อยากเล่า...◄2359►

FNDiary30:12

Transcription

ทำไมประเทศสิงคโปร์อาจจะกำลังพังคลืนลงมาอย่างช้าๆ แล้วเอาจริงๆ คนสิงคโปร์เนี่ย เขาก็อาจจะแอบอิจฉาคนไทยอยู่ก็ได้นะ

คือเมื่อพูดถึงเรื่องราวของประเทศสิงคโปร์เนี่ย หลายๆ คนก็คงจะนึกถึงประเทศที่เขามีความเป็นโลกแห่งอนาคต หรือว่าเป็นประเทศที่คนไทยหลายๆ คนเนี่ย อยากจะให้สยามแลนด์ของเราเป็นแบบนั้นบ้าง ใช่มั้ย? อย่างเช่น การไม่มีคอร์รัปชั่น การที่เด็กในประเทศนี้เรียนเก่งกันจนกระทั่งติดอันดับท็อปของโลก รวมถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือพวกเขา รวยนั่นเองนะครับ

เพราะเพื่อนๆ รู้กันหรือเปล่าว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวหลักๆ ของคนสิงคโปร์เนี่ยนะ มันจะอยู่ในระดับที่มากกว่าทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีกันอีก คือมากกว่าญี่ปุ่นเกือบ 2 เท่าอ่ะ ซึ่งแบบ โอ้โห เมื่อฟังเผินๆ แล้วเนี่ย มันก็ดูดีใช่ไหม? คือเป็นบ้านเมืองที่แบบ เราอยากจะเก็บกระเป๋าย้ายเข้าไปอยู่ในตอนนี้กันมากเลย

แต่ทำไมกันล่ะครับผม คนสิงคโปร์หลากหลายคนในทุกวันนี้เนี่ย เขาถึงหาบ้านอยู่แทบจะยากกัน หรือบางคนนี่ต้องแสนอนาถเกินขนาด ย้ายออกไปอยู่อย่างต่างประเทศกันเลยนะ ครับผม

คือนั่นแหละ สิงคโปร์เนี่ย เขาได้มีมุมมืดอะไรที่เรายังไม่ทราบกันซ่อนอยู่ อย่างนั้นเหรอ? เราก็ต้องบอกว่า ใช่ครับ มันมีแล้ว มันก็มีอยู่เยอะกันเสียด้วย ที่เมื่อฟังจนจบแล้วเนี่ย เราก็อาจจะเลิกอิจฉาคนสิงคโปร์กันไปเลยก็ได้นะครับ ดังนั้น เราก็มาฟังกันเลยดีกว่า กับรายการ "แค่ อยากเล่า" กับแอดมินเพจ FN Nendary

ถ้าหากเราได้ย้อนกลับไปในสิงคโปร์เมื่อสักปีก่อนที่แล้ว ก็คือตอนที่สิงคโปร์เขาได้รับเอกราชมาหมาดๆ เนี่ยนะ ในตอนนั้นนะ ครับเพื่อนๆ เชื่อกันหรือเปล่าว่าคนเนี่ย เขาไม่คิดเลยว่าประเทศสิงคโปร์เนี่ย จะสามารถพัฒนาตนเองให้ได้กลายเป็นประเทศซึ่งร่ำรวยกันได้ขนาดนี้

เนื่องจากว่าสิงคโปร์ในยุคนั้นเนี่ย มันเป็นอะไรอ่ะ? มันก็เป็นดินแดนกับเกาะเล็กๆ ที่ขนาดของเกาะเขาเนี่ยก็ได้มีขนาดที่เล็กไปกว่ากรุงเทพฯ ถึง 2 เท่า ประชากรของเขานี่ก็อ่านเขียนไม่ได้ไปกว่าครึ่ง มีความขาดแคลนกันเยอะแยะ

นอกจากนั้นเอง ด้วยความที่ประเทศสิงคโปร์มันเป็นเกาะเล็กๆ เนี่ย มันก็ยังทำให้สิงคโปร์ไม่สามารถเพาะปลูกข้าว เพาะปลูกนา หรือว่าจะทำอะไรในประเทศที่คนเข้ามาหากินกันได้แบบ "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" หรือแม้กระทั่งน้ำจืดเองเนี่ย มันก็ยังเป็นสิ่งที่หายากในสิงคโปร์เลยนะครับผม

ก็คือพอพวกเขาจะกินหรือจะใช้อะไรที มันก็จำเป็นจะต้องไปนำเข้าจากประเทศนอกกันทั้งนั้นเลย และไอ้การที่ไป import เข้ามาเนี่ย มันก็ยิ่งไปเพิ่มความจนให้กับประชาชนเข้าไปอีก เนื่องจากว่าพอออร์ตเข้ามาเนี่ย ของก็แพง ใช่มั้ยครับผม คือสิงคโปร์ในยุคนั้นเนี่ย เป็นอะไรที่ไม่น่าอยู่อย่างมาก

ในขณะที่ว่ามาเลเซียซึ่งแต่ก่อนเนี่ย เขามีอิทธิพลเหนือเกาะสิงคโปร์เนี่ยนะ เขาก็ยังสามารถเลือกที่จะตัดดินแดนสิงคโปร์ทิ้งออกไปได้ ให้แบบ อะ อยากแยกประเทศก็แยกไปเลยแล้วกัน โดยที่ไม่ได้คิดอะไรมากเลยนะครับ

แต่แต่ว่าข้อดีอย่างหนึ่งที่สิงคโปร์เขาได้มีในตอนนั้นก็คือ พวกเขาเนี่ย ได้มีนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งที่ชื่อว่า ลี กวน ยู นั่นเองครับผม ซึ่งมุมหนึ่งเนี่ย หลายๆ คนอาจจะมองว่านายกรัฐมนตรีคนเนี้ย จะเป็นผู้นำที่เผด็จการก็ได้ เนื่องจากว่าเขาก็ครองเก้าอี้มานานแล้วก็ไม่ยอมที่จะปล่อยอำนาจไปอยู่กับใคร ใช่มั้ย?

แต่ทว่าก็ต้องยอมรับแล้วว่าเขาก็เป็นนายกฯ ที่มีความสามารถแล้วก็วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกันอยู่จริงนะครับ เนื่องจากว่าตั้งแต่ วันแรกเลยที่บุรุษคนเนี้ยเขาได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์นะ เขาเนี่ยก็ได้มากล่าวว่าสิงคโปร์เนี่ย ต่อให้เราจะไม่มีทรัพยากรอะไรที่ดีๆ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เหมือนประเทศอื่นนะ แต่ว่าบ้านเราเนี่ย มีทรัพยากรอยู่ 2 อย่างที่สามารถใช้ได้ และสามารถทำให้ประเทศเราเนี่ย ขึ้นมารวยกันได้แบบหูดับตับไหม้กันเลย

ซึ่งทรัพยากรที่ว่านี่ก็คือ 1. คน และ 2. การทำงานหนัก นั่นเอง เพราะเขาเชื่อว่าไอ้ทรัพยากร 2 อย่างนี้นะครับ มันจะสามารถเปลี่ยนสิงคโปร์เนี่ย ให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกกันได้ ที่จะไปดึงดูดเงินทองของคนต่างชาติเนี่ย ให้เข้ามาในประเทศกันนะครับ

ซึ่งถามว่าเขาจะทำยังไงกันล่ะ ที่จะไปดึงเงินจากคนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนกันได้ใช่ไหม? มันก็ต้องเกิดจากการที่สิงคโปร์เนี่ย เขาได้พัฒนาคนแล้วก็พัฒนาบ้านเมืองกันขึ้นมาเองนะ ดังนั้นเอง สิงคโปร์ในตอนนั้นเนี่ย ก็เลยได้มีการจัดระเบียบแล้วก็จัดความโปร่งใสของสิงคโปร์น่ะ ให้แต่ก่อนไอ้ที่มันมีคอร์รัปชันก็มีอยู่นี่แหละ แต่สิงคโปร์เนี่ย เขาได้ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ปีนะครับ เคลียร์การคอร์รัปชันกันไปจนกระทั่งสิงคโปร์เนี่ยก็ได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศอันดับต้นๆ เวลาคนเขาจะพูดถึงเรื่องราวของความโปร่งใสกัน หรือเรียกง่ายๆ ว่าสิงคโปร์เนี่ย เขาได้สร้างสังคมในแนวคิดที่จะให้สังคมเนี่ย มีคุณธรรมคู่กับการใช้ชีวิตกันไปนะครับ

เพราะถ้าหากว่าไอ้คนในเมืองแล้วก็ทั้งบ้านเมืองเนี่ย มันมีคุณภาพเยอะแยะกันมาก มันก็จะยิ่งทำให้พวกนักลงทุนน่ะ เขารู้สึกมั่นใจได้ว่าถ้าหากเขาเอาเงินมาลงกับประเทศนี้นะ มันจะก่อการพัฒนาอะไรเกิดขึ้นมา แล้วก็ทำให้เขาเนี่ย ได้รวยกันขึ้นไปอีก ก็คือเป็นนโยบายแบบวิน-วิน นะครับ คนที่เอาเงินมาลงเนี่ยก็รวยกันไป ด้วยสิงคโปร์เนี่ยก็ได้รับเงินของคนลงทุน มาทำให้ประเทศได้รวยขึ้นไปอีก

ซึ่งถ้าหากมองเผินๆ เนี่ย ไอ้ นโยบายเหล่านี้มันก็ดูเหมือนจะเป็นนโยบายที่ดีกันใช่มั้ย? นอกนอกจากจะได้เงินแล้วเนี่ย คนในประเทศก็ยังเป็นคนดีกันอีกนะ

แต่เราเคยได้ยินคำนี้มั้ยครับว่า "เหรียญน่ะ มันก็มี 2 ด้านกันเสมอ" นะครับ เพราะว่าไอ้เรื่องที่มันได้ทำให้สิงคโปร์ได้รวยขึ้นมาในวันนั้นเนี่ย มันก็จะเป็นพิษที่ทำให้สิงคโปร์ได้เจ็บหนักจากภายในในทุกวันนี้กันนะครับ

ซึ่งไอ้เรื่องเหล่านั้นเนี่ย มันจะมีอะไรกันบ้าง เราก็ค่อยๆ มาแจกแจงกันทีละข้อเลยดีกว่า และเดี๋ยวตอนจบเนี่ย มาดูกันว่าเพื่อนๆ น่ะ ยังจะอยู่กันในประเทศแบบนี้กันอีกมั้ยนะ ครับ

คือสมมุติว่าสักวันนึงรัฐบาลของประเทศไทยเนี่ย สามารถดำเนินนโยบายกันได้ให้เป็นแบบสิงคโปร์กันเลย เรายังจะชอบการอยู่ในสังคมที่ดูดี มีระเบียบกันไปทุกอย่าง แบบนี้กันมั้ยนะ?

เริ่มกันตั้งแต่การที่สิงคโปร์เนี่ย เขาได้มีระเบียบกันมากจนกระทั่งระเบียบเนี่ย มันกลายเป็นความสุดโต่งกันไปเลยนะ ที่อันนี้เนี่ย เราก็ไม่ได้หมายถึงกับแค่การที่คนสิงคโปร์เขาห้ามเคี้ยวหมากฝรั่ง หรือถ้าไปทิ้งขยะอะไรสี สัวเนี่ย จะโดนค่าปรับกันจนตูดบานกันเลยนะ ไอ้เรื่องนั้นน่ะ มันมันจิ๊บจ๊อยกันมากนะครับผม ถ้าหากจะมาเทียบกับเรื่องอื่นๆ

อย่างเช่นสิงคโปร์เนี่ย เขาได้มีความรักธรรมชาติมากจนกระทั่งเขาได้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการจะมีรถแต่ละคันของคนสิงคโปร์เนี่ย มันต้องแพงขึ้นเป็นหลากหลายเท่าตัว

ยกตัวอย่างก็อย่างเช่น ถ้าหากประชากรสิงคโปร์คนไหนคิดอยากจะมีรถขึ้นมาเป็นของตนเองสักคัน ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋งหรือรถมอเตอร์ไซค์เนี่ยนะ พวกเขานะครับก็จะไม่สามารถดุ่มๆ ไปซื้อรถกันได้นะ แต่พวกเขาเนี่ย ต้องเก็บตังค์ไปเพื่อซื้อสิทธิ์ในการที่จะให้เรามีรถกันได้ก่อนนะครับ จากการไปซื้อสิ่งที่เขาเรียกว่า COE หรือว่าใบอนุญาตในการครอบครองรถกันมาก่อนนี่แหละ ก่อนที่เราจะนำเอาใบเหล่านี้นะครับ ไปยื่นกับบริษัทที่ซื้อรถอีกทีว่า "เนี่ย ค่ามีใบอนุญาตให้ค่าได้ซื้อรถได้แล้วนะ ค่าจะขอซื้อรถได้ 1 คันกันมั้ยนะ"

ซึ่งไอ้ราคาของใบ COE ที่บอกเนี่ย มันก็ไม่ใช่ถูกๆ แบบใบละ 100-500 บาทอะไรแบบนี้นะ แต่ว่า 1 ใบเนี่ย มันสามารถปาไปได้ถึง 9,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 200,000 กว่าบาทไทยเลย สำหรับการจะซื้อรถมอเตอร์ไซค์นะ แล้วก็ราคาเนี่ย มันจะอัพไปอีกถ้าหากเราจะซื้อรถเก๋งกันนะ คือจะมากไปได้ถึง 115,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 2,900,000 บาทไทยเลย นี่คือระดับรถแบบกากๆ กันเท่านั้นนะ

แล้วไอ้ราคานี้เนี่ย เรายังไม่ได้รวมถึงราคาของตัวค่ารถนะครับผม คือมันเป็นแค่การซื้อสิทธิ์ก่อนจะมีรถเนี่ย เราต้องเสียตังค์ไปแล้วเกือบ 3 ล้านบาทไปฟรีๆ

แต่ว่าที่เจ็บปวดที่สุดคืออะไรรู้มั้ย? คือว่าไอ้ใบเหล่าเนี้ย ถ้าหากเพื่อนๆ ได้ซื้อสิทธิ์ในการครอบครองรถมาเนี่ย มันจะมีอายุอยู่เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้นนะ ที่ถ้าหากหมด 10 ปีแล้วเพื่อนๆ ยังอยากจะมีรถต่อขับรถใบต่อ เพื่อนๆ ก็ต้องไปต่ออายุกับไอ้เจ้าใบนี้อีกด้วย ราคาที่แบบ ก็อาจจะจุกอกกันมากกว่าเดิมก็ได้ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเนี่ย เขาจะมีการอัพราคาอะไรกันมั้ยนะ

คือ นั่นน่ะ แค่ได้ยินเรื่องแรกเนี่ย เราก็แทบจะไม่อยากไปอยู่ที่สิงคโปร์กันแล้วใช่ไหมครับผม คือมีมอเตอร์ไซค์ 1 คันยังต้องลำบากกันขนาดนี้เลย

หรือว่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนไทยก็มักจะอิจฉาคนสิงคโปร์เป็นประจำเลยนะครับ จนกระทั่งมองว่าสิงคโปร์เนี่ย เขาได้เป็นเทพ แต่ว่ามันก็มีเรื่องร้ายๆ ได้แฝงอยู่เช่นกัน นั่นก็คือปัจจัยในเรื่องการศึกษาของคนสิงคโปร์นั่นเองครับ

เพราะแบบทุกครั้งเลยเวลาที่มันมีการประกาศผลสอบแข่งขันระหว่างประเทศกันเนี่ยนะ เราก็จะเห็นได้เลยว่ามันมีเด็กสิงคโปร์เนี่ย ได้ขึ้นไปติดในอันดับท็อปของโลกกันทั้งนั้นเลย คือเก่งเลข เก่งวิทย์ เก่งอะไรกันหมดเลย เนื่องจากว่ามาตรฐานการเรียนของสิงคโปร์เนี่ย เราก็ต้องบอกว่ามันดีมากจริงๆ นะครับ

อันนี้เนี่ย ก็ต้องขอบคุณท่านนายกฯ ลี กวน ยู เหลือเกินที่เขา เขาได้มีนโยบายกึ่งๆ กุศโลบายอ่ะ ก็คือแทนที่เขาจะพัฒนาให้เด็กบอก "ลูกเรียนที่เก่งๆ อะไรอย่างเดียวนะ" แต่ไม่ครับ นายกฯ เนี่ย เขาจะมีการไปเล่นกับระบบของการเรียนหน่อย ก็คือเด็กๆ ทุกคนเนี่ย จะต้องถูกการสอบวัดมาตรฐานการเรียนอย่างต่อเนื่องเลย คือตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม อะไรกันนะ

ถ้าหากเด็กๆ แต่ละคนเนี่ย จะอัปเกรดตนเองขึ้นไปให้เก่งๆ ให้แบบไปอยู่ในสถาบันการศึกษาที่ดี มีโครงการเรียนการสอนที่ดีเนี่ย พวกเขานะครับ ก็จำเป็นจะต้องมีคะแนนทั้งการสอบและการเรียนที่ดี พวกเขาถึงจะปลดล็อคสิทธิ์ในการที่จะเข้าไปเรียนยังโรงเรียนดีๆ แบบนี้กันได้นะ

และด้วยความที่ว่าไอ้สิ่งเหล่านี้มันเหมือนเป็นตัวกำหนดชีวิตของเด็กตั้งแต่ตอนเล็กๆ เลยอ่ะ คือถ้าหากเขาเรียนดี สามารถเข้าศึกษากันในแบบโรงเรียนประถมงามๆ แบบเนี้ย มันก็จะเป็นตัวตัดสินเลยนะครับว่าเด็กในอนาคตเนี่ย จะได้เป็นเจ้าคนนายคนกันหรือเปล่า หรือว่าจะเป็นแค่แบบพนักงานชนชั้นล่างนะครับ

นั่นแหละ มันก็เลยได้ทำให้พ่อแม่เด็กสิงคโปร์หลายๆ คนเนี่ย ก็จำเป็นจะต้องเขี่ยวเข็ญให้ลูกได้เรียนดีๆ สิ เพื่อจะเอาสิทธิพิเศษอันนี้มาให้ได้นะครับ คือพอเรียนโรงเรียนธรรมดากันเสร็จเนี่ย ลูกๆ ก็ไม่ต้องทำอะไรแล้วล่ะ จะเข้ายังสถาบันกวดวิชากันต่อ หรือพอลูกของพวกเขามีเวลาว่างแล้วพ่อแม่เห็นแบบลูกๆ จะเริ่มหยิบมือถือมาเล่นกันหน่อยเนี่ย พ่อแม่ก็จะเกิดอาการทนไม่ไหว้นะครับ ก็จะเขวี้ยงหนังสือนวนิยายของกิตติศักดิ์ คงคาเนี่ย ให้ลูกเขาได้อ่านกันพร้อมกับบอกลูกว่า "ลูก ถ้าอยากจะพักผ่อนเนี่ย ก็ให้พักผ่อนแบบมีคุณภาพหน่อยได้มั้ยลูก? เนี่ย มือถืออะไรไม่ต้องไปเล่นมันหรอก เรามาอ่านหนังสือกันดีกว่านะ"

คือถึงแม้ว่าหนังสือเ มันจะเป็นหนังสือนวนิยายที่เป็นเรื่องแฟนตาซีนะลูก แต่ลูกรู้มั้ยว่าการใช้ทั้งโครงเรื่องแล้วก็การสะบัดสำนวนของหนังสือในเล่มเนี้ย มันดีงามกันมากนะลูก พ่อแม่อ่านแล้วพ่อแม่ยังเพลินเลย หนำซ้ำมันยังทำให้พ่อแม่เนี่ย ได้พัฒนาสมองมากกว่าการมาเล่นมือถืออีกนะลูก ดังนั้น ลูกต้องทำตามพ่อแม่นะ

เออะ แต่แต่พ่อแม่ครับ ไอ้หนังสือเล่มสืบสวนอะไรเนี่ย ผมก็อ่านจนจบหมดแล้วนะ

โอ๊ย ลูกแล้วลูกรู้หรือยังว่าตอนนี้มีเล่มใหม่กันออกแล้ว เป็นหนังสือที่มีชื่อว่า "เบญจธีรคันดอน" นะ

>> อ๋อยังเลยครับ

>> นั่นแหละ ถ้าลูกรู้แล้วเนี่ย ลูกก็ไปซื้อหนังสือเล่มใหม่มาให้แม่สิ จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปนะ เดินไปเลยมันมีขายหมดเลยนะ ลูก

โอย แม่เชยมากเลย เดี๋ยวนี้ใครไปร้านหนังสือกันนี่ เขา สั่งซื้อจากช่องทางออนไลน์กันแล้ว

โอ๊ลๆ คือเนี่ย แม่แค่แม่เข้าไปในช่อง FNY แล้วแม่ไปกดลิงก์คำบรรยายด้านล่างเข้านะ มันก็จะมีลิงก์เข้าไปสั่งซื้อหนังสือได้ตามเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์แล้ว

ทำไมพ่อแม่เนี่ยเชยจัง

อุ๊ย ลูกเก่งจังเลย ทำไมลูกเราเป็นคนฉลาดแบบนี้ เดี๋ยวนี่ต้องให้รางวัลลูกแล้วล่ะ เอาลูกเลือกมา ลูกจะเอาอะไรจ๊ะ ระหว่างคลาสเรียนภาษาอังกฤษพิเศษเพิ่ม หรือว่าคลาสเรียนเปียโน

คือทุกอย่างก็ยังวนเวียนอยู่กับการเรียนพิเศษกันอยู่ดีนะครับ

คือ นั่นแหละ เราจะเห็นได้ใช่มั้ยครับว่าเด็กสิงคโปร์เนี่ย เขาจะถูกสอนให้ตนเองต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาเลยอ่ะ จนกระทั่งในเวลาต่อมา ไอ้การแข่งขันกันแบบรุนแรงเนี่ยแหละ มันก็เลยเป็นผลทำให้เด็กสิงคโปร์เนี่ย เขาได้มีความเก่ง เป็นเด็กที่เรียนดีกันอยู่เยอะกันยังไงล่ะ

แต่ทว่าไอ้ มุมมืดที่น่ากลัว ซึ่งแฝงมากับเรื่องเนี้ย ก็คือ 1. เด็กเนี่ย ก็จะไม่มีเวลาในวัยเด็กอย่างที่เด็กควรจะได้เป็นเลยนะครับ คือแทนที่เด็กจะสามารถไปเล่นไปใช้ชีวิตไปพัฒนาสมองอะไรกันได้ตามแบบธรรมชาติที่เด็กเขาควรจะเป็นกันเนี่ย เด็กสิงคโปร์นะครับ ก็จะถูกยัดเยียดเรื่องราวของการศึกษาเนี่ย ใส่ลงไปในหัวเขาตั้งแต่เด็ก บางคนยังไม่สามารถจะเดินกันได้เลยนะครับ คือ "ลูกเรียนให้ดีๆ สิ โตขึ้นไปเนี่ย จะได้เป็นเจ้าคนนายคน เป็นเถ้าแก่เนี้ยไปดูแลธุรกิจอะไรกันแบบนี้"

คือเขา ลืมนึกไปนะครับว่าอาชีพคนเนี่ย มันก็ไม่ได้มีเพียงแค่ต้องเป็นเถ้าแก่เนี้ย หรือเป็นวิศวกรอะไรนะ แต่มันก็ยังมีพวกอาชีพศิลปงศิลปินอีก หรือว่าเป็นอาชีพที่อะ ก็ต้องยอมรับแล้วว่าโอกาสในการสร้างรายได้ที่มันก็มีน้อย แต่ถ้าหากทำได้ดีจริงๆ มันก็ปังขึ้นมาอย่างพวกดารากันแบบนี้นะครับผม

แต่ นั่นน่ะ เด็กสิงคโปร์นะครับ เขาจะไม่ ได้มีโอกาสให้เลือกเดินทางในชีวิต หรือไม่ ได้มีโอกาสไปค้นหาตนเองกันเลยตั้งแต่ในตอนเด็กๆ นะครับ

ซึ่งอันเนี้ย เอาจริงๆ ตอนแรกๆ แอดก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะว่ามันสำคัญกันยังไง เนื่องจากว่าคนไทยเราเนี่ย ก็ได้ถูกปลูกฝังมาด้วยเรื่องราวที่คล้ายๆ กันแบบนี้ใช่มั้ย? แต่พอตอนที่แอดได้มาใช้ชีวิตอยู่ในแถบยุโรปเนี่ย เราตกใจมากเลยนะว่าเด็กๆ ที่เนี่ย เขาเรียนกันถึงเท่าไหนรู้ป่ะ? เขาเรียนกันถึงแค่ครึ่งวันนะครับผม คือครึ่งวันเช้า แล้วเขาก็ปล่อยให้เด็กในช่วงบ่ายเนี่ย ออกไปเล่นไปทำกิจกรรมไปหาความชอบอะไรของตนเอง แล้วหนำซ้ำในแต่ละระดับชั้นของเด็กประถมเนี่ย เขาก็ไม่จำเป็นจะต้องมีการไปสอบปลายภาคอะไรกันอยู่ด้วยนะ

คือคุณครูส่วนใหญ่ในประเทศของยุโรปเนี่ย เขาเหมือนจะแค่ทำหน้าที่ในการผลักดัน หรือว่าสอนให้เด็กได้รู้จักวิธีในการใช้ชีวิตกันขึ้นมานะครับผม แล้วก็ปล่อยให้เด็กเนี่ย ไปเรียนรู้ในการที่จะโตอะไรไปในหนทางของตนเองกันไป

คือนั่นแหละ amazing มากเลย แต่เอาเป็นว่าทีนี้เรากลับมาในเรื่องราวของสิงคโปร์ของเรากันต่อนะครับผมนั่นก็คือเรื่องราวความรักในที่ 2 ของการเรียนหนักๆ นั่นเอง

ก็คือไอ้สิ่งนี้เนี่ย มันจะสร้างให้คนสิงคโปร์ เขาได้มีความเป็น เอจะเรียกว่านิสัยเสียก็ได้ 1 อย่างอันนะ ก็คือเขาเนี่ยจะเป็นพวกที่ชอบแข่งขัน พวกที่ชอบเอาชนะอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ย ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่ดีนะครับผม แต่ว่ามันเกิดขึ้นมาจากความหวาดกลัวอยู่ทุกครั้งอ่ะว่า เขาเนี่ย จะกลายเป็นคนที่แพ้ แพ้ หรือว่าจะกลายเป็นคนที่ตกขบวน กลายเป็นคนที่พลาดโอกาสอะไรอยู่หรือเปล่า

จนกระทั่งมันได้มีคำเรียกเฉพาะของคนเหล่านี้เลยนะว่า "เกียซู" ครับผม หรือว่าคนที่แบบ กลัวจะพ่ายแพ้อะไรกันแบบนี้เนี่ยแหละ

ซึ่งข้อดีของสิ่งเนี้ย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นตัวที่ได้ผลักดันให้เราต้องสู้อยู่ตลอดเวลานะ แต่ว่าข้อเสียก็คือ มันจะทำให้ผู้คนเนี่ย เขาต้องอยู่กับความเครียดตลอดเวลา เพราะเราคิดดูสิว่าถ้าหากเพื่อนๆ ได้อยู่ที่ทำงานแล้วแบบ เราไม่ทำอะไรเก่งๆ กันไปแบบเนี้ย เราอาจจะโดนเพื่อนร่วมงานทำงานดีกว่าแซงขึ้นไปได้ หรือว่าเพื่อนร่วมห้องเรียนดีกว่าแล้วก็แบบ นำชั้นเราขึ้นไปหมดเลย แล้วเราก็จะตกเป็นอยู่แบบรั้งท้ายของห้อง ไม่มีใครมาใส่ใจ อนาคตของพวกเราก็จะมืดมนกันอยู่เลย

คือ นั่นแหละ พอมันมีภาพหลอนๆ แบบนี้ว่าเราจะกลายเป็นไอ้ขี้แพ้อยู่ทุกวันเนี่ย มันก็จะไปบ่มให้เด็กน่ะ ได้เกิดความเครียดขึ้นมา แล้วพอเป็นผู้ใหญ่เนี่ย ไอ้สิ่งเหล่านี้มันก็ไม่ได้หายไปไหนนะ มันก็จะไปติดอยู่กับการใช้ชีวิตของพวกเขาเนี่ย อยู่ตลอดไปนะ

ซึ่งไอ้ความกดกดดันเหล่านี้นี่แหละมั้ง มันก็เลยคงเป็นอีกหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนสิงคโปร์เนี่ย เขาอยากจะมีลูกกันน้อยลงด้วยนะ เพราะใครกันล่ะ อยากจะให้ลูกของตนเองเนี่ย ต้องเติบโตมาเจอกับสภาพความเป็นผู้ใหญ่ที่มันกดดันกันแบบนี้ใช่มั้ย?

และเอาจริงๆ ไอ้เรื่องการมีลูกน้อยเนี่ย มันก็เป็นหนึ่งในปัญหาหลักๆ ของทุกวันนี้เนี่ยแหละ ที่ทำให้สิงคโปร์ก็ได้เริ่มล่มจมลงอย่างช้าๆ นะครับ เพราะหนึ่งในสาเหตุที่มันทำให้สิงคโปร์ได้ร่ำได้รวยมาในทุกวันนี้ ก็อย่างที่บอกว่าเขาเนี่ย มีประชากรที่มีคุณภาพ ใช่มั้ย? แต่มันจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ ถ้าหากประชากรสิงคโปร์มีลูกน้อยลง แล้วคนที่ มีคุณภาพจะมาพัฒนาประเทศเหล่าเนี้ย มันก็ ได้ลดน้อยลงกันไปนะ แล้วคนสิงคโปร์ที่เป็นผู้อาวุโสทั้งหลายแหละเนี่ย เขาจะหาใครมาดูแล หรือว่าจะมีใครมาจ่ายเงินสมทบเลี้ยงเขา ยามแก่ยากกันนะครับ อันนี้มันก็เป็นปัญหาอย่างหนักยิ่งกันเลย

ซึ่งไอ้สาเหตุของการที่คนสิงคโปร์ไม่อยากมีลูกเนี่ย ก็ไม่ใช่แค่เขาไม่อยากจะให้ลูกได้เติบโตมาเจอกับเรื่องที่แย่ๆ หรือว่าเขาไม่ได้มีความงี่กันอย่างเดียวนะ แต่ทว่ามันเป็นเรื่องราวของภาระทางด้านเงินครับ เนื่องจากว่าการจะเลี้ยงเด็กได้แต่ละคนเนี่ย มันก็ต้องใช้เงินกันเยอะ ใช่มั้ย? ใครที่มีลูกเนี่ย ก็น่าจะรู้กันดีนะครับผม

ซึ่งอันเนี้ย ถ้าหากใครบอกว่า "ก็มันไม่เห็นจะยากลำบากอะไรกันเลยนี่ ก็ไหนบอกว่าค่าเงินเดือนเฉลี่ยของคนสิงคโปร์เนี่ย มันก็เยอะกันเป็นอันดับต้นๆ ของโลกกันไม่ใช่เหรอ? คือเยอะกว่าญี่ปุ่นกันด้วยซ้ำนะ"

เราก็ต้องบอกจริงครับผม รายรับพวกเขาเนี่ย ก็มีเยอะกันจริง แต่ทว่าพอหันมามองในรายจ่ายของสิงคโปร์เนี่ย มันก็พุ่งขึ้นสูงแรงกว่าเงินเดือนของสิงคโปร์กันอีกนะครับ คือมันสูงจนขนาดที่ถึงในจุดที่ว่าคนสิงคโปร์ในยุคเนี้ย ก็แทบจะเอาเงินมาซื้อบ้านเป็นของตนเองกันไม่ได้แล้วอ่ะ

ซึ่งไอ้การที่พวกคนสิงคโปร์ไม่ได้มีตังค์เนี่ยนะ ก็ไม่ใช่ว่าคนสิงคโปร์อ่ะ เขาเป็นคนที่ฟุ่มเฟือย ใช้เงินมือเติบรูดบัตรปื๊ดรูดบัตรปื๊ด หรือว่าชอบซื้อของแบรนด์เนมมาอวดกันนะครับ คือคนสิงคโปร์เนี่ย นับได้ว่าเป็นหนึ่งในชนชาติที่ชอบเก็บออมกันมาก เยอะพอพอกับคนจีนกันเลยอ่ะนะ ก็ก็แหงล่ะ เพราะว่าไอ้พวกบรรพบุรุษเขาเนี่ย ก็มาจากทางจีนกันทั้งนั้นนะครับ

แต่ก็นั่นแหละ ขนาดที่พวกเขาได้เก็บหอมรอมริบกันเก่งขนาดเนี้ย เงินที่พวกเขาใช้จะกินอยู่กันในแต่ละวันเนี่ย ก็ว่ากันว่ามันยังไม่พอเลยนะ โดยเฉพาะกับเรื่องราวของบ้านเนี่ย ที่มันก็ไม่ได้ถือว่าเป็นของฟุ่มเฟือยอะไรเลย เพราะว่ามนุษย์ทุกคนเนี่ย ก็จำเป็นจะต้องมีชายคาเอาไว้อาศัยอยู่กันใช่มั้ยครับ

ซึ่งสมัยก่อนเนี่ย ประเทศสิงคโปร์นะครับ เขาเคยมาแก้ไขปัญหาเรื่องบ้านรอบนึงละ แล้วเหมือนก็เหมือนจะได้ผลกันอยู่สักพักนึงอ่ะนะครับ ผม ก็คือที่ประเทศสิงคโปร์เนี่ย เขาจะมีสิ่งซึ่งเรียกว่าจะแปลเป็นภาษาไทยว่าอะไร อ่ะประมาณว่า "บ้านเอื้ออาทร" ก็แล้วกัน ที่ทางรัฐบาลเนี่ย ก็จะสร้างตัวตึกขึ้นมาอยู่หลายๆ ตึกเลย ให้ผู้คนธรรมดานะครับ สามารถมาเช่าอาศัยอยู่ได้ในราคาที่ถูกอย่างมากเลย ครับผม ที่ถึงแม้ว่ามันจะมีเวลาจำกัด คือเช่าอยู่กันได้เพียงแค่ 99 ปีนะครับ แต่ มันก็คงจะไม่มีใครที่อยู่ถึง 99 ปีกันหรอก

นั่นแหละ รัฐบาลสิงคโปร์เนี่ย เขาได้คิดค้นสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อจะให้ประชากรทุกคนของสิงคโปร์ได้มีที่พักที่อยู่กันนะ ครับ

แต่ถ้าว่าภาพตัดกลับมาในยุคปัจจุบันครับ มันก็เหมือนกับว่าขนาดไอ้โครงการบ้านเอื้ออาทรที่มันราคาบ้านฉันจะถูกจะถูกเนี่ยนะ มันก็ยังแพงเกินกว่าที่คนสิงสิงคโปร์เนี่ย เขาจะเอาเงินไปเช่าซื้ออยู่กันได้เลยนะครับ เนื่องจากว่าค่าบ้านของสิงคโปร์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพื่อนๆ รู้หรือเปล่าว่ามันพุ่งสูงกันไปเท่าไหร่ ครับผม คือพุ่งสูงกันไปในระดับ 50% น่ะ คือสมมุติว่าบ้านหลังเนี้ย เพื่อนๆ จะซื้อมา 2 ปีที่แล้วมันราคาอยู่ประมาณ 10 ล้านใช่ไหม ใน 2 ปีต่อมาเนี่ย มันราคาปาไปแล้ว 15 ล้านนะครับ คือแบบโอ้โห แล้วไอ้ราคาที่มันพุ่งขึ้นแบบเนี้ย ใครจะไปหาเงินมาพันในเวลา 2 ปีใช่มั้ย?

ซึ่งเนี่ย เรายังไม่ได้รวมถึงระบบการหักตังค์ หรือว่าการซื้อสิทธิ์พิเศษอะไรที่เหมือนกับสิทธิในการซื้อรถทั้งสิงคโปร์เนี่ย เขาได้มีแฝงกันอยู่ในประเทศอีกเยอะกันมากเลยนะ

และนั่นแหละ เมื่อเราเอาทุกอย่างมารวมๆ กันแบบเนี้ย มันก็เลยได้ทำให้คนสิงคโปร์หลายๆ คนนะครับ เขาไม่สามารถที่จะอยู่ในประเทศของตนเองได้ คือไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากอยู่ เขา ยังอยากอยู่กัน แต่มันมันแบบ หาซื้อบ้านอะไรกันไม่ได้นะ จนกระทั่งตอนเนี้ย ที่สิงคโปร์เขาก็เริ่มมีเทรนด์ใหม่ๆ แล้วนั่น ก็คือเทรนด์ที่หลากหลายครอบครัวเนี่ย จำเป็นจะต้องย้ายที่อยู่ออกไปยังนอกประเทศกันนะครับ

ก็คือไปซื้อบ้านอยู่ในแถวๆ มาเลเซียอะไรกันแล้ว แบบพอตอนเช้าอยากจะทำงานใช่มั้ย? ก็ขับรถน่ะเข้ามาทำงานในสิงคโปร์ หรือบางที่ย้ายไปไกลๆ หน่อยเนี่ย เขาก็จะนั่งเครื่องบินนะครับ เข้ามาทำงานในสิงคโปร์

คือแบบเพื่อนๆ คิดดูสิ คือถึงแม้ว่านั่งเครื่องบินมาทำงานแต่ละวันมันจะดูเท่กันมากนะ แต่ว่ามันก็จะเป็นอะไรที่เหนื่อยมากเลยนะ กับการต้องบอร์ดดิ้งขึ้นเครื่องอะไรแต่ละวันเนี่ย แต่นั่นแหละ พวกเขาก็ต้องทำนะครับ เพราะเขาบอกว่าไอ้ค่าเครื่องบินที่เขาจะจ่ายไปเนี่ย แต่ละวันเนี่ย มันจะถูกแล้วก็คุ้มมากกว่าค่าที่เขาจะเอาไปซื้อบ้านน่ะ

คือนั่นน่ะ มันต้องแบบ ค่าบ้านแพงขนาดไหนกัน จนทำให้คนเนี่ย ต้องยอมจ่ายค่าเครื่องบินเพื่อเดินทางไปทำงานได้ในทุกๆ วัน

ซึ่งอันเนี้ย ถ้าหากใครได้นึกว่า อ้าว ไอ้เรื่องแบบนี้มันอาจจะเกิดขึ้นได้หรือเปล่าว่าพวกคนสิงคโปร์เนี่ย เขาก็ยังมีความขยันไม่พอกัน ยังไงล่ะ? คือเขาอาจจะแบบ เป็นแค่พนักงานประจำไม่ได้เหมือนคนบ้านเราไง ที่พอเลิกงานกันแล้วเนี่ย เราก็ยังออกไปหางานเสริม ไปขายแบบเต้าฮวยเต้าทึงอะไรกันต่อยามดึกดื่น เพื่อจะเอาเงินมาเสริมกัน

คือนั่นแหละ คนสิงคโปร์ก็จะเป็นคน ที่ขี้เกียจกันหรือเปล่า?

คืออันเนี้ย เราก็ต้องบอกว่าถ้าหากเพื่อนๆ ได้ฟังตั้งแต่ในข้อแรกที่แอดได้เล่ากันมาเนี่ยนะ ตั้งแต่เด็กของพวกเขาเนี่ย เป็นคนถูกสอนให้สู้ตายกันมาตั้งแต่เล็กเล็ก เป็นคนที่ต้องอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำกันเพื่อจะสอบเข้าได้แค่โรงเรียนประถมแบบเนี้ย เพื่อนๆ คิดเหรอครับว่าคนประเภทนี้เขาจะเป็นคนที่ขี้เกียจ?

คือเอาจริงๆ เนี่ยนะ สิงคโปร์เนี่ย จะเป็นคนที่ขยันแล้วก็บ้างานมากเลย ขนาดที่ว่าพอมันได้มีการมาเก็บตัวเลขสำรวจว่าประเทศไหนได้ทำงานหนักกันมากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนี่ยนะ สิงคโปร์คือของอันดับ 1 ตลอดกาลนะ หรือถ้าหากจะเอาตัวเลขเนี้ยไปเทียบกันในอันดับของประเทศในเอเชียเนี่ย สิงคโปร์คืออยู่ในอันดับ 3 รองลงมาจากแค่ประเทศภูฏานแล้วก็สหรัฐอาหรับเอมิเรตกันเท่านั้นเองนะ

คือนั่นน่ะ เขาได้ขยันกันไปขนาดนั้น ซึ่งอันนี้ถ้าหากใครสงสัยว่า "เดี๋ยวนะ อันดับ 1 นี่มันคือภูฏาน และอันดับ 2 มันคืออาหรับเอมิเรตเหรอ? อมิเรตนี่มันรวยน้ำมันมันยังต้องทำงานกันหนักแบบนี้อีกเหรอ?"

เราก็ต้องบอกว่าไอ้การเก็บตัวเลขเนี้ย เขาไม่ได้ไปเก็บกับแค่พวก élite ที่เป็นคนรวยๆ กันไง เขาไปเก็บจากพวกคนงานที่มันเป็นค่าเฉลี่ยโดยรวม ไม่ว่าทำงานประเภทไหนก็ตามนะครับผม

ซึ่งที่ภูฏานเนี่ย ก็ว่ากันว่ามีคนงานซึ่งทำงานอยู่ในกลุ่มของเกษตรเนี่ยเยอะ พวกเขาก็เลยต้องทำงานหลังขดหลังแข็งกัน แล้วก็ทำงานเป็นเวลายาวมากเลย ส่วนที่อาหรับเอมิเรตเนี่ย มันก็มีอะไรครับ มันก็มีแรงงานจากพวกอินเดีย ปากีสถานนี่แหละ เข้าไปทำงานเยี่ยงทาสกันก็ว่าได้ ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในมุมมืดของดูไบกันนะครับผม

นั่นแหละ ไอ้พวกคนกลุ่มเหล่าเนี้ย เขาทำงานหนักกันมาก เพราะว่าพวกเขาก็มีพื้นฐานชีวิตที่ต่ำกันยังไงล่ะ? คืออาจจะไม่ได้โอกาสในการรับการศึกษามาสูงๆ ไม่ได้เรียนในที่ดีๆ พวกเขาก็เลยต้องจำใจมาทำงานอะไรกันหลังขดหลังแข็งกันแบบเนี้ย

แต่เนี้ย ประเทศสิงคโปร์ที่ได้อยู่อันดับ 3 เนี่ย พวกเขามีการศึกษาที่ดี ได้เข้าโรงเรียนงามๆ นำซ้ำ ยังได้ทำงานที่มีเงินรายได้สูงๆ กันอีกนะ แต่พวกเขาเนี่ย ก็ยังต้องมาทำงานหลังขดหลังแข็งกันเยี่ยงพวกไอ้ 2 ประเทศที่เหลือกันอยู่นั่นน่ะ

แต่ถามว่าสิ่งที่พวก เขาได้กลับมาคืออะไรครับ? พวกเขากลับไม่สามารถเอาเงินเดือนที่พวกเขาหามาได้มาซื้อบ้านกันได้ หรือแค่จะมีลูกแต่ละคนเนี่ย พวกเขายังกลับไม่คิดเลยว่าลูกมันคือลูก แต่ลูกมันคือภาระที่พวกเขาต้องดูแลกันนะ

ซึ่งเมื่อพูดมาถึงตรงนี้เนี่ย หลายๆ คนก็คงจะสงสัยกันแล้วใช่มั้ยครับว่า อ้าว แล้วถ้างั้นทำไมบ้านเขาเนี่ย ถึงได้มีข้าวของที่มันได้แพงกันตั้งแต่แรก? คือมันไม่มีหนทางอันไหนเลยหรือไงที่จะทำให้คนสิงคโปร์เนี่ย เขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อยู่ในระดับที่ค่าครองชีพได้ถูกๆ กันแบบปกติ?

นะครับผม ซึ่งไอ้เรื่องนี้เองเนี่ย แอดก็ต้องบอกว่ามันเป็นปัญหาที่ก็ได้เกิดขึ้นจากการที่สิงคโปร์เนี่ย เขาได้ร่ำรวยขึ้นมาในตอนแรกกันนี่แหละครับ

ซึ่งเมื่อพูดมาถึงตรงนี้เนี่ย หลายๆ คนก็คงจะงงใช่ไหมฮะ "เดี๋ยวนะ แล้วร่ำรวยขึ้นมาแล้วนะ แล้วมันทำให้คนสิงคโปร์ได้ยากลำบากกันได้ยังไง?"

นะครับ ก็คือเพื่อนๆ ค่อยๆ ฟังกันมาแล้วกันนะ คือในตอนแรกที่สิงคโปร์เขาเห็นว่าบ้านของตนเองไม่ค่อยมีทรัพยากรอะไรเนี่ย พวกเขานะครับ ก็เลยไปดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากชาวต่างชาติกันมาอยู่เยอะมากเลย จากการมีนโยบายแบบฟรีภาษี ฟรีวีซ่าอะไรกันแบบนี้ขึ้นมาบ้าง

ซึ่งผลของมันในช่วงตอนแรกๆ นี่ก็ต้องบอกว่ามันได้ดีมากเลยนะครับ คือมีเงินหลั่งไหลมา แล้วก็ 30 ปีที่ผ่าน มาเนี่ย สิงคโปร์ก็พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วกันเลย จนกระทั่ง GDP ของประเทศเขา หรือว่าขนาดเศรษฐกิจเนี่ย มันก็ใหญ่ไปพอๆ กับประเทศไทยเลยนะครับ ทั้งๆ ที่ว่าสิงคโปร์เนี่ย มีขนาดเล็กเป็นแค่ครึ่งนึงของกรุงเทพฯ ก็เท่านั้นเอง

แต่นั่นแหละครับ ไอ้ตัวเลขที่มันได้เยอะเนี่ย มันก็ไม่ได้บ่งบอกนะครับว่าผู้คนที่เขา เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ข้างในประเทศทั้งหมดเนี่ย เขาจะมีความสุขกัน เพราะว่าทันทีที่เงินมันไหลมา หรือว่าประเทศได้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นใช่มั้ย มันก็ทำให้ข้าวของในบ้านเมืองของเขา เขาเนี่ยแพงขึ้นอย่างทันตา

นะ เพราะว่าพอไอ้นักลงทุนต่างๆ เขาได้เอาเงินมาลงในสิงคโปร์เนี่ย เขาก็ไม่ใช่แค่ไหลเข้ามาในเงินอย่างเดียวไง แต่ว่าเขาก็ยังมีการมาซื้อที่พักพัก มาซื้อที่อสังหาอะไรอยู่กันในสิงคโปร์ แล้วไอ้พวกนี้เวลามันซื้อน่ะ มันจะซื้อกันแบบถูกๆ กันที่ไหนใช่มั้ย? เขาเป็นคนรวยกันนี่ ซึ่งนั่นแหละ มันก็เลยทำให้ไอ้พวกคนขายบ้านต่างๆ เนี่ย จะไปขายกับพวกสิงคโปร์กากๆ ทำไมอ่ะ? ก็ไปขายให้กับคนรวยที่เขาได้เข้ามาลงทุนแบบนี้สิ ราคาของบ้านเนี่ย มันก็เลยได้อัพไป 1 หน่อ

แล้วแต่ว่าหลังๆ มาเนี่ย มันยังมีพวกนักลงทุนต่างๆ เขาเห็นว่าเอ๊ะ ราคาบ้านพวกเนี้ย ยิ่งอยู่ไปราคามันยิ่งขึ้น เก็มาซื้อกันเพื่อเก็งกำไรกันต่ออีกนะ ครับ คือซื้อกันเพื่อไม่ได้เอาไว้ให้ตัวเองอยู่นะ แต่เพื่อเอาไว้ให้เช่าต่อแล้วก็สามารถอัพราคาอัพราคาขึ้นได้อีก

และนั่นแหละ มันก็เลยเป็นปัญหากับพวกคนสิงคโปร์ธรรมดากันเลยยังไงล่ะ ที่พวกเขาเนี่ย ก็เป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้มีเงินรวยๆ เหมือนพวกนักลงทุนต่างๆ เนี่ย ที่จะแบบ โอ้โห เอาเงินมาซื้อบ้านทีเป็นราคาหลังละ 10 ล้านแบบเนี้ย แต่ว่าราคาบ้านเนี่ย มันก็กลับอัพขึ้นไปแบบไม่เกรงใจเงินเดือนพวกเขานะ

ซึ่งในเวลาต่อมาเนี่ย ถึงแม้รัฐบาลสิงคโปร์จะมีการออกกฎเพื่อเบรกการซื้ออสังหาของพวกชาวต่างชาติบ้าง คือใส่พวกภาษี หรือว่าสิทธิ์อะไรเนี่ย เพิ่มเติมขึ้นไปเหมือนกับเวลาจะซื้อรถอ่ะ แล้วต้องไปซื้อสิทธิ์ก่อนนั่นน่ะ ชาวต่างชาตินะครับ ก็ต้องซื้อพวกบ้านเหล่าเนี้ย เป็นราคาที่แพงขึ้นถึง 60% ครับ

แต่ประเด็นก็คือไอ้พวกชาวต่างชาติ ต่างๆ ที่มาสิงคโปร์น่ะ เขาก็รวยอยู่แล้วไง ไอ้การจะจ่ายตังค์เพิ่มขึ้น 60% บางที สำหรับพวกเขาเนี่ยเนี่ย มันก็เป็นแค่ขนแข้งเส้นนึงกันเท่านั้นน่ะ คือเขาก็คิดว่าไอ้ 60% ที่จ่ายไปเพิ่มเนี่ย ก็เป็นค่าเข้าเมืองของสิงคโปร์ก็พอนั่นแหละ

มันก็เลยได้ทำให้ไอ้ราคาบ้านต่างๆ ก็ยังได้อัพขึ้นอัพขึ้นเรื่อยๆ นะครับผม รวมถึงค่าของสินค้าต่างๆ ด้วยที่มันก็ได้เพิ่มขึ้น ด้วยสตอรี่คล้ายๆ กันเนี่ยแหละ จนกระทั่งของทุกอย่างในสิงคโปร์นะ มันแทบจะแพงกันไปหมดเลยนะ

คือนั่นแหละ มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะครับ ถ้าหากว่าเพื่อนๆ เนี่ย สามารถทำงานได้เยอะๆ ก็จริง แต่ว่าไอ้ค่าข้าวของจำเป็น ที่เราต้องใช้เนี่ย คืออันนี้ไม่ได้พูดถึงของฟุ่มเฟือยเลยนะ มันจะได้มีความเพิ่มขึ้นสูงกว่าเงินเดือนที่เราได้ถูกอัพขึ้นน่ะ มันก็เลยทำให้ชีวิตของคนสิงคโปร์หลายๆ คนในตอนนี้นะครับ เขา มีอารมณ์เหมือนกับเติมน้ำลงในโอ่งที่รั่วอยู่ตลอดเวลา คือหาเงินมาเท่าไหร่ก็ใช้ไม่พอใช้ไม่ทันนะ

และนั่นแหละ ด้วยเรื่องราวความกดดันต่างๆ เหล่าเนี้ย มันก็เลยได้ผลักให้คนสิงคโปร์ ที่ก็มีความเครียดอยู่แล้วเนี่ย ก็ต้องไปหาบ้านอยู่นอกเมืองกันอย่างเช่นไปตั้งรกรากกันอยู่ที่มาเลเซียแบบนี้ แล้วก็ค่อยเดินทางเข้ามาทำงานในสิงคโปร์ หลังจากนั้น ก็กลับไปพักที่มาเลเซียกันต่อ

หรือถ้าบางคน เขาไม่ติดกันหน่อยว่าจำเป็นจะต้องอยู่สิงคโปร์ จำเป็นจะต้องทำงานสิงคโปร์เนี่ยนะ มันก็มีคนหลากหลายจำพวกนะครับ เขาได้เลือกจะบินไปอยู่ที่อื่นที่มันมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าแล้ว อย่างเช่นบินไปประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์กันแบบเนี้ย เพราะว่าสำหรับพวกเขาแล้วเนี่ย นอกจากที่ประเทศเหล่านั้นน่ะ มันจะมีค่าบ้านที่ถูกกว่าแล้วนะ พวกเขานะครับ ก็ยังสามารถใช้ชีวิตที่ผ่อนคลาย มีธรรมชาติ แล้วก็ไม่ต้องมาบีบคั้น มีการแข่งขันอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับสิงคโปร์กันด้วยนะ

และนั่นแหละ ถ้าหากสิงคโปร์เขาได้เกิดการสมองไหล ก็คือคนที่เก่งๆ ดีๆ นะ ย้ายออกไปนอกประเทศกันอยู่เยอะแบบเนี้ย แล้วในอนาคตที่มันจะเกิดอะไรขึ้นกับสิงคโปร์ล่ะ ถ้าหากว่ามันไม่มีอนาคตของชาติมาช่วยขับเคลื่อนกันต่อใช่ไหม? เพราะเราก็ปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าไอ้ชาติทุกชาติที่มันได้เริ่มแบบถดถอยลงมาในทุกวันเนี้ย มันก็เกิดขึ้นมาจากการที่คนแก่ในบ้านเนี่ยเยอะ แล้วก็คนหนุ่มสาวเนี่ย ก็ย้ายออกไปหาที่อื่นอะไรกันหมด

คือแม้กระทั่งที่ยุโรป เกาหลีใต้ หรือว่าญี่ปุ่น เนี่ย เขาก็ยังเจอปัญหานี้เลย แล้วปัจจุบันก็เหมือนกับจีนเนี่ย ก็จะเริ่มเจอด้วยเช่นกันนะ

แต่ไอ้บ้านพวกนั้นน่ะ เขาค้า ยังพอมีทรัพยากรอะไรที่เขา เขาพอหากินในบ้านได้เองไง แต่ว่าสิงคโปร์นี่อย่างที่บอก เขาไม่ได้มีทรัพยากรอะไรเริ่มต้นเลย นอกจากคนกันนะครับ

และนั่นแหละ มันจะเป็นประโยชน์อะไรล่ะ ถ้าหากว่าเขาได้รวย มีตัวเลข GDP ที่สูงๆ แต่แบบคุณภาพชีวิตของข้างในนี่มันกดดันกันสุดๆ เลย

และถึงแม้ตอน เนี้ย รัฐบาลสิงคโปร์จะพยายามหาทางแก้ไขปัญหาในตรงเนี้ย แต่ก็เหมือนกับว่ามันจะยังไม่มีความกระเตื้องอะไรขึ้นมาเลยนะ

ซึ่งถ้าหากเพื่อนๆ อยากได้ยินถึงเรื่องราวของมุมมืดในประเทศอะไรอื่นๆ อย่างเช่นมุมมืดจีน มุมมืดญี่ปุ่น มุมมืดอินเดีย แบบเนี้ย แอดก็มีลิงก์ให้ฟังด้านล่างนะครับ หรือถ้าแอด ยังไม่ได้ทำมุมมืดของประเทศไหน หรืออยากให้ทำเนี่ย ก็สามารถเม้นต์มาบอกกันได้ ที่ด้านล่างเช่นกันละเด้อ

และสำหรับวันนี้ นะครับ แอดก็ต้องขอตัวลาไปก่อนแล้วครับ บ๊ายบาย