📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

นิสัยอันตราย มุมมืดทางจิตวิทยาของมนุษย์ | เกลา SHOT เด็ด อ.ตฤณห์

Klaoshow12:31

Transcription

แล้วมีนิสัยอะไรคะ ที่ในมุมมองนักอาชญาวิทยาที่มองว่าเฮ้ย นิสัยเนี้ยอันตรายสุดๆ เลย แล้วก็แก้ยากมากๆ ด้วยอ่ะ

ผมคิดว่านิสัย lack of empathy นะ คือ การไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มันจะเริ่มตั้งต้นมาจากตอนที่เราเป็นเด็กอ่ะครับ พอเป็นเด็กปุ๊บ พอเราไม่มีน้ำใจ ไม่เห็นอกเห็นใจคนอื่น ล้มแล้วหัวเราะ ก็กลายเป็นแบบเด็กที่ชอบบูลลี่คนอื่น แล้วพอชอบบูลลี่คนอื่นเสร็จ พ่อแม่ไม่แก้ไข หรือไม่เห็นถึงลักษณะนิสัยเนี้ย แก้ไม่ทัน และพอมาจนโตเนี่ย กลายเป็นบุคลิกภาพหลงตัวเอง นาร์ซิสซิสต์ ไม่เห็นใจคนอื่น หลอกใช้คนอื่น เหยียบคนอื่นเพื่อเป็นบันไดสู่ความสำเร็จของตัวเอง ทั้งหมดทั้งหลายที่ผมพูดเนี่ย มันอยู่ใน dark triad ทางจิตวิทยาของมนุษย์ อือ ซึ่งผมว่ามันเป็นอะไรที่แก้ได้ยากมากเลย

การไม่เห็นใจคนอื่นและการไม่มีน้ำใจเนี่ย เรื่องน้ำใจมันไม่ใช่เรื่องที่โรงเรียนสอนนะ สมมุติว่าไปไหนซื้อของฝากคนอื่น ลองสังเกตสิ คนที่มีน้ำใจอ่ะ เราจะมองว่าเขาเป็นคนที่นิสัยดี น่ารัก ในที่ทำงานน่ะ มันจะมีอยู่ไม่กี่คนหรอกที่เราพูดว่ามีน้ำใจ แล้วนึกถึงหน้าคนนี้เลย เพราะการมีน้ำใจอ่ะ มันเป็นเรื่องที่ต้องฝึกสอนที่บ้าน เขาสอนมา เขาถึงเป็นแบบนั้น ไม่เชื่อไปดูได้เลย คนที่มีน้ำใจ พ่อแม่เขาก็ต้องมีน้ำใจเช่นกัน อือฮึ มีน้ำใจจริงๆ ที่ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ เราเราดูออกมั้ย ก็ออกนะ คิดว่าเต้นเคนก็น่าจะดูออกนะ

คำว่ามีน้ำใจมันไม่ได้อยู่ที่ของครับ มันไม่ได้อยู่ที่ทุกเทศกาลนึกถึงเจ้านายแล้วเอาซื้อมาให้อันนั้นอาจจะไม่ใช่น้ำใจ อาจจะเป็นการประจบ แต่น้ำใจเนี่ย ในทุกขณะที่คนๆ นึงสามารถทำได้ ช่วยถือของ เดินไปเป็นเพื่อน เรื่องง่ายๆ หรือคนกำลังพลุกพล่านอยู่ เปิดน้ำให้ ปิดน้ำให้ น้ำใจมันมาในรูปแบบไหนก็ได้ โดยที่น้ำใจมันมาโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องคิดด้วยซ้ำว่าต้องช่วยแบบไหน อื อืออื เป็นลึกเข้าไปเป็นอัตลักษณ์ได้เลยไหม ได้ครับ ออค่ะ ที่บ้านต้องสอนมาดีอ่ะ อืค่ะ

ขอย้อนกลับไปนิดนึงตรงที่เรื่องของการบูลลี่ อื อ่า เพราะว่าอันนี้แพนด้าเองก็ก็เกิดการตั้งคำถามเนาะ เช่นอย่างสมัยเมื่อก่อน อือ ตอนที่ย้อนกลับไปของแพนด้าแล้วกัน ตอนแบบยังเป็นเด็กประถมอย่างเงี้ย อ่า แบบกับเพื่อนๆเรา หรือว่าเวลาเพื่อนได้รับแบบเพื่อนล้มหรืออะไรอย่างเงี้ย อยู่กับเพื่อน่ะ คือมันไม่ได้รู้จักคำว่าบูลลี่นะตอนนั้น แต่เราก็หัวเราะอ่ะค่ะ อือฮึ เอ่อ การที่เราหัวเราะ หรือว่าเราชอบใจ หรือเราตลกกับเวลาที่คนอื่นกำลังเดือดร้อนอย่างเงี้ย มันเอฟเฟค หรือปลูกฝังอะไรเราบ้างอ่ะคะ

ผมว่านะ เวลาเกิดเรื่องตลกขบขันขึ้นในเพื่อนรุ่นเดียวกัน แล้วเราหัวเราะ ผมว่ามันเป็นเรื่องปกติ อ๋อ แต่ถ้าหัวเราะเสร็จ คุณช่วยเหลือเค้ามั้ย อื หรือหัวเราะอย่างเดียวเลย เพื่อนเลือดออก ก็ยังหัวเราะต่อ ผมว่าการล้มแบบไม่ได้หนักหนาสาหัสมาก มันก็อาจจะเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่ถ้าเพื่อนหัวแตก หน้าผากแยกอย่างเงี้ยครับ ถ้าหัวเราะออกเนี่ย ผมว่าแปลกแล้วนะ อือ อันนั้นเริ่มมีคำว่า เค้าเรียกว่าอะไรอ่ะ อึม อ่า มีความสุขจากการเห็นผู้อื่นเจ็บปวด อันนั้นน่ะน่าจะไม่ปกติละ แต่ถ้าล้มแบบหัวทิ่มตกบันไดอย่างเงี้ย แต่ไม่มีอะไรหัก เป็นผมผมก็หัวเราะ เพราะมันเป็นปฏิกิริยาที่มันโจ๊กอ่ะในหมู่เพื่อนฝูงอ่ะ แต่สุดท้ายแล้ว สมมุติเพื่อนแขนหัก เราต้องรู้สึกเดือดร้อนแล้วพาเพื่อนไปโรงพยาบาล อันนี้เป็นสิ่งที่จะตามมาตามมาหรือเปล่า เปล่า ตามมาอยู่ ทำมาอยู่ หัวเราะเสร็จก็มีการช่วยเหลืออยู่ เออเป็นเรื่องปกติครับ อืค่ะ

โอเค เราก็ไม่ต้องรู้สึกว่าเฮ้ย เมื่อก่อนเราเคยเป็นคนไม่ดี มันไม่ใช่บูลลี่ บูลลี่คือการกลั่นแกล้ง รังแก แบบตั้งใจ ใช่ เช่นผลักเขาตกบันได อันนี้บูลลี่แน่นอน บูลลี่ไม่ใช่แค่คำพูด ไม่ใช่ครับ บูลลี่เนี่ยมี 3 แบบค่ะ มี verbal บูลลี่ ใช้คำพูดในการรังแกกลั่นแกล้ง Physical บูลลี่ก็คือทุบตีทำร้าย กับอีกอันนึง Social บูลลี่ Social บูลลี่คือการบอกให้คนอื่นไม่ต้องไปคุยกับคนนี้นะ แบนมันไม่ต้องคุยกับมัน บีบบังคับให้สังคมบูลลี่เค้า มี 3 แบบ คือการบูลลี่มันเกิดจากการตั้งใจให้เค้าแบบรู้สึกแย่

แต่อ้ะ คำพูดอ่ะค่ะ บางครั้งเราไม่ได้ตั้งใจอ่ะ อือ แต่มันออกมาแล้ว แล้วมันเหมือนการบูลลี่เค้าอย่างเงี้ยอ ยกตัวอย่างได้มั้ย อย่างเช่นแบบอ่ะ สมมุติเรารู้จักคนคนนึง เป็นเพื่อนหรือคุณพ่อคุณแม่เรียกแบบ "อ้วน" อย่างเงี้ย อ่า ถือเป็นการบูลลี่หรือยังคะ

ผมว่าเป็นการบูลลี่นะครับ คือบางครั้งเนี่ย คำพูดที่เราพูดกับเขาบ่อยๆ เขาอาจจะไม่ได้ชอบก็ได้ อื อย่างครูที่โรงเรียนเรียกเด็กว่า "ดั้มดั" "อ้วนๆ หลังห้องหยิบของให้หน่อย" อย่างเงี้ย นี่คือการบูลลี่เด็กนะ คนที่บูลลี่เด็กมากที่สุดคือครูที่โรงเรียน แต่เขาก็ไม่ได้เจตนา คือคำว่าเจตนาหรือไม่เจตนา เหยื่อเไม่รับทราบหรอกครับ แต่คุณพูดและกระทำออกมาแล้ว เรียกเค้าแล้วเพื่อนทั้งห้องก็เรียกตามอย่างเงี้ย เด็กเขาอาจจะไม่ได้ชอบ ไม่ได้พอใจในรูปร่างของเขาอยู่แล้ว คุณยิ่งมาตอกย้ำด้วยคำพูดแบบเนี้ย "อ้วนดำ ไอ้แว่น" อะไรอย่างเงี้ย ก็อาจจะสร้างแผลทางใจให้เด็กได้ ซึ่งเจอเจอบ่อยตามโรงเรียน ครูชอบตั้งฉายาให้เด็ก อื จริงๆ เด็กก็ตั้งฉายาให้ครูเหมือนกัน ไม่รู้ครูรู้หรือเปล่า หายกันมั้ยคะอย่างงี้

แล้วอย่างอาจารย์บอกว่าเอ่อนิสัยเนี่ยมันเปลี่ยนง่าย แต่บางคนน่ะเขาพยายามที่จะเปลี่ยนแล้ว แต่มันเปลี่ยนไม่ได้จริงๆ มันจะมีมั้ยคะคนที่แบบไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยตัวเองได้

มีเยอะแยะ ส่วนใหญ่คนที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้เยอะกว่าคนที่เปลี่ยนได้ครับ คนที่ตั้งใจเอาจริงเอาจังแล้วเปลี่ยนแปลงเนี่ยยาก เขาต้องมีความเอ่อมีระเบียบในตัวเองสูง มีดิสซิปลินสูง เอาจริงเอาจัง เอาเรื่องง่ายๆ นะเรามาคุยกันเรื่องนี้ พรุ่งนี้จะลดน้ำหนัก เอาคำเนี้ยมีกี่คนทำได้ พูดอย่างงี้ทุกวันได้มั้ย พรุ่งนี้จะลดน้ำหนัก เออก็ใช่ไง เราได้ยินมาตลอดถูกมั้ยครับ เอาแค่เรื่องง่ายๆ เนี่ย คุณตอบผมแล้วกันว่ามีกี่คนที่ทำได้ อื ก็น่าจะน้อย เออสรุปแล้ว การเอาจริงเอาจัง การเคารพคำพูดตัวเองอ่ะ เป็นเรื่องหลักว่าคนเนี้ยจะเปลี่ยนนิสัยได้จริงมั้ย การเปลี่ยนนิสัยมันไม่ใช่แค่พูดว่าจะทำอ่ะ มันต้องเพอร์ฟอร์ม หรือมันต้องลงมือปฏิบัติด้วย อย่างเช่นถ้ามีลูกคนแรกจะเลิกบุหรี่ มันมีพ่อที่เลิกบุหรี่ได้จริงๆ ครับ ภายในวันเดียวหักดิบเลย พอมีลูก กับอีกคนนึงที่ลูกโตแล้วก็ยังไม่เลิก ก็พูด เด็กมันจำได้นะ คนอื่นก็จำได้เหมือนกันว่าคุณเคยพูดว่าอะไร สุดท้ายแล้วมันอยู่ที่ใจครับ การเลิกบุหรี่ การเลิกสุรา การมีการเสพติดต่างๆ เนี่ย ถ้าใจมันไม่ได้เข้าการบำบัดไปก็เท่านั้น ใจเนี่ยคือเป็นหลักเลย เป็นตัวตั้งตัวตีเลยว่าเนี่ยมันจะทำให้เราทำสำเร็จหรือไม่ อื ตัวยากับการแพทย์เนี่ยเป็นเรื่องช่วยเหลือนะ เป็นไซด์ข้างๆ ช่วยซัพพอร์ต ใจเราเนี่ยเป็นอันดับในการตั้งมั่นไว้ว่าเราจะเปลี่ยนนิสัยยังไง

สมมุตินะว่าวันนี้อยากเปลี่ยนมาก อือ แต่ก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าใจมันจะสู้หรือเปล่า อ เราจะมีวิธีทำยังไงให้เราแบบเติมพลังใจของเราให้เราแบบทำสิ่งนี้สำเร็จได้สักทีอ่ะค่ะ

มีตัวยึดเหนี่ยวจิตใจมั้ย ถ้าไม่ใช่คนอื่น ก็ทำเพื่อแม่ ก็ทำเพื่อตัวเองจริงๆ การทำเพื่อตัวเองเนี่ย มันไม่ต้องมีข้ออ้างอย่างอื่นหรอกครับ คือสิ่งเนี้ย สมมุติว่าถ้าเราเปลี่ยนแปลงแล้วจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ถ้าคุณอยากชีวิตดีขึ้น คุณก็เปลี่ยน มันง่ายๆ แค่นี้เลย มันอยู่ที่ว่าแรงจูงใจเราเนี่ย มันเอาชนะความขี้เกียจ หรือความเหละการเป็นคนขี้แพ้ได้มั้ย อือ มันอยู่ที่ว่าเราจริงจังกับการเปลี่ยนแปลงแค่ไหน ถ้าเรามองว่ามันเป็นเรื่องเล็ก อย่างเช่นจะไม่กินน้ำตาลทุกวัน จะกินแค่อาทิตย์ละครั้ง มันก็อยู่ที่คุณเอาจริงเอาจังแค่ไหน อือฮึ

แต่ถ้ามันมีแรงจูงใจอย่างอื่นมากระตุ้น เช่นแฟน นอกใจ อื ไปหาคนที่ผอมกว่า แล้วแฟนก็บอกก็บอกแล้วว่าเธออ้วน มันอยู่ที่ว่าตัวกระตุ้นคุณน่ะมันเกิดจากอะไร อ ถ้าคุณไม่ทำเพื่อตัวเอง คุณต้องการทำเพื่อเอาชนะ มันก็เป็นแรงจูงใจที่ดีครับ เพราะว่าผู้หญิงหลายคน หรือว่าผู้ชายก็แล้วแต่ ใช้แรงจูงใจจากความเกลียดชัง ความแค้น มากกว่าความรักตัวเอง อือ ซึ่งมันมักได้ผลนะ ค่ะ อื จริงค่ะ อย่างเวลาคนอกหักอะไรอย่างงี้เนาะ มักจะแบบหักเปลี่ยนตัวเองให้ดูดีขึ้น อือ ซึ่งมันก็ดีกับตัวคุณไง ถูกมั้ย ดีกับตัวคนที่คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดี

แล้วการที่เราแบบเอาสิ่งยึดเหนี่ยวเป็นคนอื่นอยู่เสมออ่ะ มันดีมั้ยคะ

มันก็ไม่ดีอยู่แล้วครับ เพราะว่าทำไมเราต้องทำเพราะว่าคนอื่นน่ะ ตัวเราอยู่กับเราตลอดเวลา ตัวเราเนี่ยแหละที่จะไม่เคยทอดทิ้งเรา คือตัวเราเอง ดังนั้นการเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เป็นโมเดลให้ตัวเองน่าจะดีที่สุด อันนี้สำหรับความคิดผมนะ

เวลาที่เราดูข่าวค่ะอาจารย์ อันนี้อยากรู้มากกว่าแบบอย่างอาชญากร หรือคนที่ก่อเหตุ อื เวลาที่มีผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์คนรอบตัว ครอบครัว หรือเพื่อนบ้าน เขาจะบอกว่า เฮ้ย ปกติคนเนี้ยเป็นคนดี อือ เออนิสัยที่เรารู้จักเขาอ่ะ เป็นคนดีนะ ไม่น่าจะทำ แล้วอะไรที่มันเป็นสาเหตุ หรือเป็นเหตุจูงใจให้คนที่เป็นคนดีเนี่ย ทำสิ่งที่ไม่ดีสุดๆ ได้อ่ะค่ะ

เอาตอบแบบทั่วไปก่อนแล้วกันนะ แรงกดดัน เค้ามีแรงกดดันรอบด้านหรือเปล่าที่บีบบังคับให้เขาจะต้องทำอย่างนั้นอย่างเช่น เป็นหนี้ หรือว่าโดน เอ่อ กดดันด้านอื่นๆ ที่บังคับให้ต้องทำสิ่งที่มันไม่ดี นี้กับอีกอย่างนึง คนดีของคุณอาจจะไม่ใช่คนดีของสังคม อื ในเครือญาติคุณ คุณมองว่าลูกฉันเป็นคนดี หลานฉันเป็นคนดี ผมเห็นหลายคดีเหลือเกิน แต่หลานฉันเป็นคนดีนะครับ ออกไปแว้นสร้างความรำคาญ 3:00 4:00 น. คนที่บอกว่าเด็กคนเนี้เป็นคนดี มีแค่คนในครอบครัว แต่สังคมอีก 1,000 คนบอกว่าลูกคุณเลว สรุปแล้วลูกคุณเลวหรือดีครับ

อืม แต่มันก็ทำใจยากมั้ยคะ

มันอยู่ที่ว่าใครเป็นคนให้คำนิยามว่าคนนี้เป็นคนดี เพราะส่วนใหญ่ที่มันยังมีความเกรงใจที่บ้านอยู่ ก็จะไม่แสดงนิสัยที่ไม่ดีต่อหน้าบ้าน ก็จะไปแอบทำความเบี่ยงเบนต่างๆ เนี่ยออกมาหลังพลบค่ำ หลังเลิกเรียน หรือว่ารวมแก๊งกับเพื่อน ค่อยไปแสดงความไม่ดีออกมา ดังนั้นคำว่า "เป็นคนดี" ต้องเป็นสิ่งที่สังคมให้คำนิยาม ไม่ใช่คนในบ้านให้เอง เพราะการเป็นคนดีมันเป็นคำที่สังคมจะต้องยอมรับ เป็นหนึ่งในสมาชิกในสังคมที่มีคุณภาพ ไม่ใช่คุณเป็นคนดีในตระกูลแล้วเป็นคนเลวของสังคม ภาพรวมที่เหลือ ผมก็ไม่นับว่านี่เป็นคนดีนะ ค่ะ อื

ถามต่อเรื่องของความยุติธรรมดีกว่า อือ อื ในมุมมองของอาจารย์ อาจารย์ว่าความยุติธรรมคืออะไร

ความยุติธรรมมันเป็นเพียงนามธรรมครับ ถ้าไม่มีการปฏิบัติให้เกิดขึ้นเชิงประจักษ์ ผมถือว่าไม่ใช่ความสำเร็จของการใช้คำว่าความยุติธรรม ความยุติธรรมคือความสมดุลระหว่างกฎหมาย มนุษยธรรม และกระบวนการทางสังคม ถ้าความยุติธรรมไม่ถูกนำมาปฏิบัติให้เกิดเห็นแจ้ง มันคือความไม่ยุติธรรม

แต่ยุติธรรมกับกลุ่มนึงก็อาจจะไม่ได้ยุติธรรมกับอีกกลุ่มนึงหรือเปล่า

คำว่าความยุติธรรมเนี่ย มันจะต้องอย่างที่บอก สมดุลเรื่องมนุษยธรรมและเรื่องกฎหมาย อือฮึ สิ่งเนี้ยมันต้องชั่งน้ำหนักครับ ความยุติธรรมมันจะยุติธรรมต่อเมื่อคุณให้สัดส่วนทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม เท่าเทียมไม่ได้แปลว่าเท่ากันด้วยนะ สมมุติว่าเด็กตัวเล็กอยากจะยืนมองที่สูงๆ คุณต้องให้ที่เหยียบอ่ะ 3 กล่อง แต่ผู้ใหญ่ที่สูงแล้ว คุณให้ 1 กล่อง เขาจะมองเห็นได้เท่ากัน นั่นคือความเสมอภาคครับ ซึ่งความเสมอภาคกับความเท่าเทียมเนี่ยไม่เหมือนกัน ถ้าเราให้กล่องทุกคนเท่ากัน แม้จะให้เท่ากันมันก็ไม่เรียกว่ายุติธรรมอยู่ดี เพราะเด็กและผู้ใหญ่คนเนี้ยไม่สามารถมองเข้าไปข้ามกำแพงได้เท่ากัน ดังนั้นความเท่าเทียมยังไม่ใช่ความยุติธรรม ถ้ามันไม่เสมอภาค เสมอภาคคือสัดส่วนที่เหมาะสมกับแต่ละคน ให้แต่ละคนมีสิทธิ์เข้าถึงสิ่งใดสิ่งเหมือนกัน เนี่ยความยุติธรรม