Transcription
1 ใน 7 ของคนทั่วโลกกำลังประสบปัญหาด้านสุขภาพจิต คุณหันไปมองรอบตัว มันมีคนที่ เป็นอยู่ เราแค่มองไม่เห็นเท่านั้นเอง
ตอนนี้มีเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ของพี่น้องชาวไทย? อันดับแรกจริงๆเนี่ยโรควิตกกังวล ผมว่าหลายคนเนี่ยที่ฟังอยู่เนี่ยเคยเป็น นั่งๆ อยู่รู้สึกมือถือสั่น ทั้งที่จริงๆไม่ได้สั่น
ซึมเศร้าเนี่ยมันต้องใช้ยาเท่านั้นที่จะรักษา ถ้าฉันเป็นเนี่ยเดี๋ฉันจะเข้าไปในวงจร อุบาทของการต้องกินยายาตื่นตาย ผมยืนยัน ไม่มีจิตภาพคนไหนที่อยากให้ยาคุณไปตลอดชีวิต
ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการทำร้ายตัวเองจนเสียชีวิตเนี่ย ไม่เคยมีครั้งไหนที่เป็นสาเหตุเพียงสาเหตุเดียวแล้วอธิบายได้หลายครั้ง เราไปดูข่าวแล้วก็จะบอกว่าเอ คนนี้ทำร้ายตัวเองเพราะว่าเขาอกหัก ผมเชื่อว่าทุกคนที่เคยฟังก็เคยอกหักแล้ว ทำไมเราถึงไม่ทำร้ายตัวเอง? เพราะว่าคนนั้นจริงๆเนี่ย เขาอาจจะมีเรื่องราวอื่นๆอีกมากมาย แต่เราไม่รู้
มันมีวิธีง่ายๆ เช่นเทคนิคครับ ในการกู้สติในวันที่ดิ่งหรือว่าหมดสติสุดๆ มั้ครับ? ครับ เราทำกันเลยมั้ฮะ? ได้ครับ
หมอนัทนะครับ ชื่อเต็มๆต้องให้ให้ยศเต็มๆหน่อยนะ ดร.นายแพทย์วรสนะครับ โชติพิทยสุนนท์ วันนี้เราจะมาหาคัมภีร์ใจครับ หรือว่าไบเบิลของใจเราที่จะช่วยให้เราเนี่ยนะ ก้าวข้ามผ่านทุกวิกฤตไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหนก็ตามนะฮ์
วันนี้คนที่เหมาะสมในการดูคอนเทนต์ ต้องบอกเลยนะครับว่าเป็นทุกเพศทุกวัยจริงๆ คิดว่าคนจะได้ประโยชน์อะไรมากที่สุดจากการอยู่กับเรา 1 ชั่วโมงเต็มๆในวันนี้? เอ่อ ผมคิดว่าคนที่จะดูหลังชั่วโมงโมงนี้เป็นต้นไปเนี่ย อย่างน้อยเนี่ย คุณจะได้อะไรบางอย่างไปเริ่มกับตัวเองจริงๆ เรื่องสุขภาพใจเนี่ย มันเริ่มได้เลยครับ มันมันแทบจะไม่ต้องใช้เงินทองมากมาย
เราอย่าไปมองจนถึงว่าวันนึงเราจะเจ็บป่วยแล้วเราค่อยเริ่ม แปลว่าคุณสูญเสียอะไรบางอย่างไปแล้ว คุณเจ็บป่วย คุณสูญเสียการงาน คุณสูญเสียความสัมพันธ์ คุณสูญเสียภาพลักษณ์ของคุณไปบางอย่าง ถ้าเราไปรอถึงจุดนั้นน่ะ มันไม่คุ้มค่า
แต่ถ้าเกิดเราเริ่มเลยตอนนี้ครับ คนเรามักไม่เห็นโรงศพไม่หลั่งน้ำตา ใช่มั้ครับ? เราไปหาหมอเนี่ยหความดันสูงแล้วเป็นโรคประจำตัวแล้วเราถึงเริ่มออกกำลังกาย เรื่องสุขภาพใจเหมือนกันครับ ถ้าเกิดคุณไปรอจนถึงเกิดปัญหาบางอย่างแล้วไม่ยอมเริ่มตั้งแต่วันนี้เนี่ย มันก็จะเกิดผลกระทบปลายทาง
แต่ถ้าเกิดเราเริ่มวันนี้เลย ง่ายมากครับ จริงๆมันมีจุดที่เราทำได้มากมาย แล้วพอเราทำได้กับตัวเองนั่นแปลว่าคนรอบข้างคุณจะได้ด้วย คนรอบข้างคุณได้ด้วย ครอบครัวคุณได้ ที่ทำงานคุณได้ ชุมชนคุณได้ ชุมชนคุณได้ หลายๆชุมชนมีสุขภาพใจที่ดี ประเทศได้ความหวังมีแน่นอนใน 1 ชั่วโมงต่อจากนี้ไปครับ
จริงๆดูมาถึงตรงเนี้ยครับ ผ่านมาสักหลายๆ นาทีเนี่ย ผมว่าถ้าเกิดคุณทนมาได้ถึงตรงตรงนี้เนี่ย แปลว่ามันก้าวแรกแล้วนะครับ ต่อให้มันคือการหยุดยืนเฉยๆ มันไม่ได้แปลว่าคุณถอยหลังละ คุณกำลังเริ่มเปิดใจฟังอะไรสักอย่างนึง ที่อาจจะรู้สึกตอนแรกอาจจะรู้สึกว่าเอ้ย เรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องไกลตัวมากๆ หรือเป็นเรื่องอะไรที่ไร้สาระ เป็นแค่คำคมหรือเปล่า
ถ้าเกิดเราเปิดใจเราเริ่มฟังเนี่ย มันจะทำให้คุณอย่างน้อยตอนนี้หยุดยืนแค่ หยุดยืนหายใจ บางครั้งก็เป็นชัยชนะแล้วครับ พี่วุฒิครับ
อันดับแรกเราเข้าเรื่องอะไรครับ ในเมื่อคุณหมอเองเนี่ยเป็นคนที่เจอข้อมูลตลอดเวลา อัปเดตตลอดแล้วต้องไปพูดไปกล่าวแทบทุกวัน ครับ นะครับทุกคนให้คุณหมอเนี่ยไปพูดขึ้นเวทีแทบทุกวันเนี่ย ครับ สิ่งที่อยากจะให้คุณหมอมาแบ่งปันเปิดหัวข้อของเราในวันนี้เลยดีกว่า ต้นชั่วโมงเนี่ย สถิติเรื่องอะไรยังไงที่คิดว่าตอนนี้เป็นกังวลที่สุดแล้วเราควรจะเริ่มกับสิ่งนี้ก่อน? ครับ
1 ใน 7 ของคนทั่วโลกกำลังประสบปัญหาด้านสุขภาพจิต เรามีประชากรทั่วโลกประมาณ 7,000 ล้านคน นั่นแปลว่ามีคน 1,000 ล้านคนครับ พี่วุฒิที่กำลังประสบปัญหาด้านสุขภาพจิตอยู่ คนเป็นหวัดยังไม่เยอะขนาดนี้เลยครับ ในห้องเนี่ยที่กำลังอัดกันอยู่เนี่ยมีคนเกิน 7 คนแน่ๆ แปลว่า 1 ในนั้นเนี่ยกำลังประสบปัญหาด้านสุขภาพจิตอยู่ คุณหันไปมอง มองรอบตัวมันมีคนที่เป็นอยู่ เราแค่มองไม่เห็นเท่านั้นเอง
ดังนั้นมันก็ไม่ต้องพูดแล้วใช่มั้ครับว่า อ้อ ปัญหาทางสุขภาพจิตเนี่ย มันเป็นเรื่องที่แบบอาจจะไม่เกิดขึ้นกับเรา หรือว่าเอ่อ คนอาจจะเป็นโรคอื่นได้มากกว่า มันเกิดขึ้นแน่ๆครับ ในช่วงชีวิตคนนึงเนี่ย จะมีปัญหาด้านสุขภาพจิตเกิดแน่ๆ ประมาณ 1 ใน 4 เกิดแน่ๆ แต่ต่อให้มันไม่เป็นปัญหาสุขภาพจิตแบบโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลนะ คุณยังต้องรับมืออีกหลายเรื่องนะ ครับที่ไม่ใช่โรค ความเครียด เบิร์นเอาท์ หมดไฟ ปัญหาทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว
เพราะเรามองสุขภาพกายเป็นเรื่องสำคัญมาก แล้วก็อาจจะจับต้องได้ แต่พอสุขภาพจิตบังว่า โอ้ ฉันฉันไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งๆนั้น เพราะถ้ายุ่งปุ๊บเนี่ย ฉันจะโดนตราหน้าว่าฉันเป็นคนบ้า ถูกต้อง เป็นมานานมากเลยนะครับพี่วุฒิ ย้อนกลับไปสักประมาณ 20 ปีก่อน ถ้าเราไปดูละครไทยเนี่ย หลังคา หลังคาแดก อันนั้นมันหนังเปล่าที่พี่เบิ้ลเล่น ผมจำได้ คือถ้าไปกลัวหลังคาแดงแล้วแต่รู้แต่ว่าจะไม่ไปนะ เพราะไปจะโดนมัดแล้วก็โดนฉีดยา อะไรสักอย่าง
อีกทางนึงก็คือ ถ้าคุณเป็นตัวร้ายในละครเรื่องไหนเนี่ย คุณจะจบที่โรงพยาบาลจิตเวช อือ ฉากสุดท้ายผมจำได้เลยก็จะเข็นมาตาลอยๆนะ ครับ แล้วก็เหมือนถูกเทวดาพระเจ้าลงโทษให้คุณจะต้องจบที่โรงพยาบาลจิตเวท มันก็เลยกลายเป็นการตีตราครับว่าปัญหาจิตเวทคือความชั่วร้ายหรือเปล่า คือบาปกรรมหรือเปล่า หรือเป็นสิ่งที่คนรังเกียจ ก็เลยต้องมาเป็นจุดจบของตัวร้ายทุกเรื่อง
ภาพสมัยก่อนเหมือนกันครับ เอ่อ โรงพยาบาลที่ดูน่ากลัว หรือแม้แต่จิตแพทย์เองก็ดูประหลาด แต่ว่าถ้าเกิดใครมีโอกาสตอนนี้นะ เดี๋ยวผมจะชวนพี่วูดี้ไปรองโรงพยาบาลศรีธัญญาก็ได้ หนึ่งในโรงพยาบาลจิตเวทที่ใหญ่ที่สุด ทุกคนเข้าไปตกใจครับ เพราะว่า เหมือนเอกชน อื เป๊ะเลยครับ ทุกคนไม่มีใครดูแบบร้องไห้ วุ่นวายอาละวาด ทุกอย่างมีแอร์ มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ เก้าอี้สีสวย อือ มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว สมัยนี้เราพูดเรื่องจิตเวทได้เป็นเรื่องปกติ
สมัยก่อนเนี่ยมันเรามีสื่อน้อยอ่ะครับ เราก็อาจจะพูดเรื่องจิตเวทไม่เยอะ แต่พอตอนเนี้ยเรามีโซเชียลมีเดีย 10-20 ปีก่อน ถ้าเราพูดเรื่องโรคซึมเศร้าเนี่ย บอกฉันเป็นโรคซึมเศร้า ถูกมองว่าบ้า อื ตอนเนี้ย ถ้าเกิดวัยรุ่นเจนซีหรือเจนวายก็ตามนะครับ บอกว่าฉันป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ทุกคนแบบพร้อมที่จะเข้าใจ ไม่ได้บอกว่าคุณเป็นบ้า
ในสถิติตอนนี้ถ้าเรียบเรียงมาเลยเนี่ย ตอนนี้มีเรื่องอะไรที่เป็น เอ่อ เรื่องใหญ่ของพี่น้องชาวไทย ใช้คำนี้ดีกว่าครับ ครับ ก็ถ้าเป็นเอาโรคจิตเวทนะครับ หลายคนมองข้าม ชอบไปพูดเรื่องโรคซึมเศร้ามา อันดับ 2 อันดับแรกจริงๆเนี่ย ส่วนมากเป็นเรื่องโรควิตกกังวล
โรควิตกกังวลนี้รวมหลายโรคนะครับ เช่นการกลัว เอ่อ ของมีคม การกลัวเลือด กลัวสัตว์แมลงต่างๆเนี่ย ก็ถือว่าเป็นโรควิตกกังวล หรือโรคพานิคก็ตาม หรือโรควิตกกังวลไปทั่วก็ตาม พวกนี้เนี่ย คนมักมองว่ามันเป็นความกังวลคนนะครับ แล้วไม่ได้มองว่ามันเป็นโรค ก็เลยเพิกเฉยไป ไม่ได้รักษา แต่จริงๆแล้วเนี่ย มันเป็นสิ่งที่ถ้าเกิดเรารักษา ทำให้สุขภาพจิตคุณดีขึ้น
มีสัญญาณอะไรบ้างที่จะบอกว่าเราน่าจะมีความวิตกกังวลจริงๆ เพราะว่าเรามองว่าความ เฮ้อตกใจ หรือใช้ หรือใช้คำว่าแพนิคทั่วไป แล้วตอนนี้ อุ๊ย แพนิค ผมเองก็ยอมรับว่าบางทีเราอาจจะใช้พืดโดยที่เราไม่รู้ตัว ก็เลยอยากจะรู้ว่าจริงๆแล้วอะไรคือวิตกกังวล? มันไม่มีเกณฑ์ตัดสินที่ชัดเจนนะครับ แต่ละคนไม่เหมือนกัน อารมณ์ ความเครียด เอาง่ายๆเลยครับ เวลาผมไปพูดเนี่ย บอกว่าความเครียดของคุณแปลว่าอะไร ยังตอบกันไม่ได้เลย บางคนบอกว่าความเครียดของฉันคืออารมณ์ เช่นกลัว บางคนบอกว่ามันคือความกังวล บางคนบอกว่าความโกรธคือความเครียด แค่ตัวอารมณ์ยังตีความไม่เหมือนกัน ความคิดบางคนบอกว่าความเครียดไม่ใช่ความอารมณ์นะ มันคือความเครียดความคิดที่วกวน เป็นความเครียด หรือบางคนบอกความคิดที่ตื้อๆคือความเครียด บางคนบอกไม่ใช่ทั้ง 2 อย่าง และไม่ใช่ทั้งอารมณ์ ไม่ใช่ทั้งความคิด แต่มันคือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เสียงดังมากขึ้น หรือเป็นอาการทางกาย เช่น เริ่มปวดหัว ปวดท้อง หายใจเร็ว มือจีบ เหงื่อออก บอกว่าสิ่งนี้คือความเครียด แต่ละคนยังนิยามไม่เหมือนกันเลยครับ
อื เราอ่ะจะเป็นคนที่รู้ที่สุดว่าความเครียดของฉันคืออะไร แต่ก่อนที่คุณจะรู้ได้ คุณต้องรู้ว่าปกติแบบที่คุณไม่เครียดคืออะไร อือ แล้วคุณถึงจะมาเทียบกันได้ว่าเฮ้ย แบบนี้คือไม่เครียด แบบนี้คือเครียด สิ่งที่มองง่ายอีกอย่างนึงก็คือ ถ้าเกิดเครียดแล้วเนี่ย มันทำให้คุณเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างไป ยกตัวอย่างเช่น ประสิทธิภาพในการทำงานของคุณดรอปลงนะครับ หรือการความสัมพันธ์ของคุณมันแย่ลง จากเดิมที่คุณอยากคุยกับคนนั้นคนนี้ไม่คุยละ อันนี้อาจจะเป็นสัญญาณที่บอกเรื่องความเครียด
ถ้าจะกลับไปที่วิตกกังวลแล้วดูเลยเนี่ย ตอนเนี้ยเราวิตกกังวลเรื่องอะไรบ้าง แล้วจู่ๆ อาจจะเป็นจำนวนที่มากขึ้นด้วยซ้ำไป ที่สมัยก่อนอาจจะไม่มี ครับ ถ้าวันนี้เลยเนี่ย ผมเชื่อว่าเรื่องเศรษฐกิจ สถานการณ์โลกที่มันเปลี่ยนแปลงไป มันทำให้คนกังวล คนเราเนี่ย เมื่ออยู่ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งนานๆเนี่ย จะเริ่มปรับตัวได้ เราย้อนไปตอนช่วงโควิดนะ ครับ ตอนโควิดตอนนั้นเลย ช่วงแรกเราก็ใช้ชีวิตยากเหมือนกันเนาะ ผ่านไปสักปีนึง ทุกคนก็เริ่มแบบ มันก็พอไหวนะครับ คนมีความสามารถในการปรับตัว คนไทยยิ่งเก่งมากเลย สามารถในการปรับตัวให้เข้ากับมันได้ มันเหมือนเวลาเราอยู่ในห้องมืดๆอ่ะครับ ช่วงแรกเราจะมองไม่เห็น แต่พอผ่านไปสักพักนึงเนี่ย ตาเราจะเริ่มปรับแสงได้แล้ว เราก็จะเริ่มอยู่กับสถานการณ์นั้นได้
สถานการณ์ความเครียดตอนนี้เหมือนกันครับ คนกำลังรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ความขัดแย้งในภูมิภาคอื่นแล้วส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเรา ตอนนี้ยังปรับตัวไม่ได้ แต่ก็เริ่มปรับตัวได้แล้วนะ ก่อนหน้าเนี้ย พี่วุฒิจะจำได้ว่า คนพูดเรื่องน้ำมันเยอะ ตอนนี้จะเริ่มพูดเรื่องน้ำมันน้อยลงแล้ว ก็จะไปเรื่องอื่นๆแทน เช่นเรื่องปากท้อง เรื่องข้าวของที่ราคาเปลี่ยนแปลงไปนะครับ
ฉายฉากทัให้เห็นได้มั้ครับว่าตอนที่เราเจอข่าวคราวต่างๆ หรือว่าเห็นเนี่ย ความวิตกกังวลเนี่ย มันเข้ามาสะสมยังไง แล้วในเมื่อเราเข้าหัวข้อนี้แล้วเนี่ย แล้วมันจะค่อยๆถอนยังไง? เออ มันสะสมมันสะสมจาก 2 ที่ครับ สะสมจากตัวอุปกรณ์เราก่อนเลยครับ ตอนเนี้ยสื่อโซเชียลมีเดียที่คุณดูอยู่อ่ะ จริงๆคุณรู้หรือเปล่าว่าเค้ากำลังใช้สิ่งที่เรียกว่าอัลกอริทึม หรือว่าเป็นระบบบางอย่างที่จะส่งข้อมูลให้คุณซ้ำๆ สมมุติว่าคุณเสิร์ช พี่ พี่วูดี้ Woody Woody World รายการพี่วูดี้ สักพักนึงมาอีกแล้วนะครับ เป็นเทปก่อนหน้านี้มาอีกแล้ว คุณก็จะรู้สึกว่า สงสัยคนทั้งประเทศต้องดูรายการพี่วูดี้ แน่เลย ถึงถูกมาส่งมาซ้ำๆ แต่เปล่าเลยครับ จริงๆจริงๆคนก็ดูเยอะนะครับพี่วูดี้ แต่ว่าแต่ว่าหมายถึงว่ามันรู้ว่าคุณกำลังชอบอะไร ก็เลยฟีดไปให้อีกเรื่อยๆ ฟีดให้คุณไปเรื่อยๆ แปลว่าถ้าคุณดูกันเรื่องที่คุณกังวลอยู่เนี่ย มันก็จะฟีดเข้าคุณเรื่อย คุณก็รู้สึกว่าความกังวลมันเริ่มสะสมตัวขึ้นเรื่อยๆ เรื่องอื่นไม่มีเลย มีแต่เรื่องแย่ๆ เรื่องที่คุณกังวลตลอด เราก็เก็บไว้ มันเริ่มตั้งแต่มือถือ เสร็จแล้วเนี่ย มันก็เข้าไปในตัวคุณเอง มนุษย์ทุกคนเหมือนถังน้ำอ่ะครับ พอเราเติมเข้าไป เติมเข้าไปเรื่อยๆ วันนึงมันจะเต็ม ความกังวลคุณมันจะเต็ม ถ้าเกิดคุณไม่หาทาง 2 อย่าง 1 หยุดที่จะเติมมันเข้าไปอีกอันนึง คุณไม่เจาะรูมันออกไป ความเครียดไม่เคยถูกระบายออกด้วยวิธีการใดวิธีการนึง มันก็จะเต็ม เพราะฉะนั้นเนี่ย ความเครียด ความวิตกกังวลทั้งหลายเนี่ย มันจะต้องใช้การบริหารจัดการ ถ้าเกิดเราสามารถเอาเข้าให้น้อย เอาออกให้มากได้ สุดท้ายมันจะอยู่ในระดับสมดุล
วิธีในการเอาออก ผมว่ามันท้าทายมากเลยนะหมอ ครับ เอาออกยังไงได้บ้างในวันนี้ที่สามารถจับต้องได้เลย? วิธีผมกับวิธีพี่วูดี้ไม่เหมือนกันแน่นอน ครับ แต่ละคนไม่เหมือนกันเลย อ ครับ ของผมผมแชร์ก่อนแล้วกัน ของผมคือการนอนอยู่บ้านเฉยๆ ครับ เอ่อ มีคนเข้าใจว่าโฆษกกระทรวงสาธารณสุขต้องเอ็กซ์สตรีมไม่เลยครับ ผมอินโทรเวิร์ตสุดๆเลยครับ การอยู่บ้านได้นอนดูทีวีออนดีมานด์ ได้อยู่กับหมาที่บ้าน มีความสุขมากๆ ผมได้ชาร์จพลัง ได้หาอะไรกินอร่อยๆ ผมได้ชาร์จพลัง แต่คนอื่นอาจจะไม่ใช่ อาจจะไปชอบออกกำลังกาย อาจจะได้ไปคุยกับเพื่อนแล้วรู้สึกดี แต่ละคนวิธีการไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบแบบไหน แล้วแบบไหนมันมันมันเหมาะกับตัวคุณในสถานการณ์นั้นมากที่สุด
ผมสังเกตว่าอะไรก็ตามที่มันทำให้เรารู้สึกอึนๆ มึนๆเนี่ย ครับ เราอาจจะต้องตัดสิ่งนั้นสิ่งแรก เชื่อมั้ครับ ช่วงที่ผ่านมาผมตัดทุกโซเชียลมีเดียหมดเลยจากมือถือนะ ตอนแรกมันก็หวิวๆนะฮะ เพราะว่าเปิดเข้าไปมันจะทิ้งเหลืออยู่แค่แอปแชทเพื่อคุยกับที่บ้าน หรือทีม และออฟฟิศ แต่นอกเหนือจากนั้นใช่มั้หมอนิ้วผมเนี่ย พอกดเข้าไปในมือถือเนี่ย ผมรู้เลยว่าพอผมเมสเสจคุยกับทีมงาน ครับ ผมจะสไลด์เพื่อจะไปเปิดแอปอีกอันนึง ซึ่งไม่มีแล้ว อ เนี่ยผมเห็นพฤติกรรมมัน อัตโนมัติ โอ้หมันมันข้ามแล้วผมก็เปิดปัดเปิดปัดหน้าจอเพื่อจะไป ผมเลยเพิ่งเห็นตัวเองว่ากระโดดจากแอปแชท ไปแอปโซเชียล 1 ไปแอปโซเชียล 2 ไปแอปโซเชียล 3 ไปแอปโซเชียล 4 ครับ พี่วูดี้มันมีคำนึงที่เขาบอก เอ่อ ใช้เรียกอาการนึง ผมว่าหลายคนเนี่ยที่ฟังอยู่เนี่ย เคยเป็นเรียกว่า Phantom Vibration คือ นั่งๆอยู่รู้สึกมือถือสั่น อื ทั้งที่จริงๆไม่ได้สั่นนะครับ มันเป็นอาการของคนที่รู้สึกกังวลตลอดเวลาว่าสิ่งนั้นมันกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว ฉันกำลังจะพลาดมันไป มันมีคำนึงที่เขาจะเรียกว่า ผมว่าหลายคนเคยได้ยิน Fear of Missing Out เรากลัวที่เราจะพลาดเรื่องราวบางอย่าง มนุษย์เป็นสัตว์สังคมครับ ในพันธุกรรมเราเนี่ย มันถูกสอนว่าคุณเป็นสัตว์สังคมนะ คุณอยู่อย่างเดียวดาย คุณจะตาย คุณอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่พาเราเข้าสังคมอ่ะ เราจะชอบสิ่งนั้น เราก็เลยรู้สึกว่าเรากลัวพลาดอะไรไปบางอย่างที่มันสำคัญสำหรับเรา แล้วมันเกิดขึ้นแล้วเราไม่ได้ไปแจมสิ่งนั้น บางครั้งเราก็เลยรู้สึกว่ามือถือสั่น บางครั้งเรารู้สึกว่าเฮ้ย ฉันหยิบขึ้นมาเพื่อจะปัดแอปโดยอัตโนมัติ โดยสมองส่วนใต้สำนึกเนี่ย มันบอกให้ฉันทำแบบนั้น เพื่อฉันจะได้อยู่ในโครงในสังคมนี้ต่อไป
อืแปลก เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผมมารู้ทีหลังว่ามันมีดราม่าทุเรียน ครับ แล้วผมไม่ได้ติดตามมันเลย ฮะ แล้วพอมันมาแล้วมันจบอ่ะ ผมก็บอกว่าอ๋อ แล้วมันเป็นอย่างงี้ อ๋อป่า แล้วมันเป็นงี้ อ้า แล้วมันก็จบ ออมันจบแล้ว ออมันเราไม่รู้ว่าเกิดขึ้นแล้วแล้วจบไป ใช่ แต่พอเรามาคิดดูอีกทีครับ พี่วูดี้ ฉันต้องรู้สิ่งนี้หรือเปล่า? ใช่ เออ คือถ้าเกิดมันเป็นการทำงาน พี่วูดี้บอก เป็นการทำงาน แต่ว่าเราไม่ได้เป็นนักข่าว ที่จะต้องรีพอร์ตมันตลอดเวลา ใช่ เอ๊ะ ตกลงมันจำเป็นกับเรามั้ย แล้วเราพลาดไปมันชีวิตเราเปลี่ยนหรือเปล่า?
ถ้าพูดถึงวิธีในการดีท็อกซ์ โดยเฉพาะ Digital Detox เนี่ยนะ พักใจจากจอแบบที่ งานไม่เสียนะครับ แล้วก็ใจไม่พังเนี่ยนะ ครับ สำหรับคนที่ยังต้องทำงานหน้าจอตลอดวัน หมอมีคำแนะนำครับ ผมตั้งหน้าจอตลอดทั้งวันเลยครับพี่ครับ เพราะเราต้องทำเรื่องสื่อ เริ่มจาก Mindset ก่อน อ Mindset ว่าคุณกำลังทำดีท็อกซ์เงี้ยไป เพื่ออะไร อือ สิ่งนึงที่คุณได้จากดีท็อกซ์แน่ๆ ก่อนที่จะเรื่องเกี่ยวกับมัน เรื่องสุขภาพจิต เรื่องความเครียดนะ คุณได้สิ่งที่ทุกคนได้เท่ากันมาโดยตลอด แล้วคุณไม่สามารถโกงสิ่งนี้ได้ เวลาการที่เราดีท็อกซ์ออกไป เราเอาบางอย่างออกไป นั่นแปลว่าคุณได้คืนมาบางอย่าง เวลาสมมุติว่าคุณลดเวลาการเล่นมือถือไปสักประมาณชั่วโมงนึงเนี่ย คุณได้ชั่วโมงนั้นคืนมานะ ชั่วโมงนั้นเนี่ย อ จริงๆ เอ่อ ดูดูเน็ตดู Netflix ดูอะไรอย่าง เงี้ย ดูได้เรื่องนึงเลยนะครับ ไปออกกำลังกายเนี่ย จริงๆออกกำลังกายชั่วโมงเนี่ย เนี่ยก็แทบจะเพียงพอแล้วนะครับ คุณก็ฟิตมากขึ้น อื คุณได้เวลาคืนมา อย่างที่ 2 คุณได้สิ่งที่ คุณได้คืนมาคือได้ความเป็นตัวของตัวเอง การที่เราอยู่ในสื่อโซเชียลมีเดียเนี่ย มันมีเรื่องราวของคนมากมายมหาศาลอยู่ข้างนอก เรื่องราวตามมาด้วยอารมณ์ เพื่อนฉันได้ไปเที่ยวดีจังเลย คนนั้นมีความสุขจังเลย หรืออุ๊ย มันมีดราม่ากันมากมาย เราเอาตัวเราไปสนใจข้างนอก แต่การที่เราให้ทำดีท็อกซ์ เราพักเวลายกตัวอย่างเช่น ตื่นมาตอนเช้าเนี่ย ผมเนี่ย 30 นาทีตอนเช้า ผมจะไม่จับมือถือ เพราะว่า เพราะว่ารู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ฉันอยากอยู่กับตัวเองมากที่สุด เป็นช่วงเวลาที่ฉันตื่นขึ้นมา ฉันอยากจะบอกกับตัวเองว่า วันนี้ฉันจะทำอะไร ฉันอยากจะให้กำลังใจตัวเอง ฉันอยากยืนมองหน้ากระจกบอกว่าเอ้ย วันนี้เธอทำได้นะ เธอตาคล้ำนะ ตอนคืนเธอนอนไม่พอหรือเปล่านะครับ ได้พูดคุยถามตัวเอง ได้เดินหายใจออกไปสูดอากาศข้างนอก จิบน้ำจิบชาที่เราชอบ แล้วก็เปิดสมองพร้อมว่าเอ้ย วันนี้มันจะเป็นวันที่ดี แต่ถ้าเกิดพี่วูดี้เริ่มต้นด้วยวันที่มันแบบสับสนอลหม่านมากๆเลย มีแต่เรื่องราวดราม่าดราม่าที่ค้างมาจากเมื่อคืนนะครับ อ่านเต็มไปหมดเลย พี่วูดี้จะเริ่มวันด้วยความที่มันวุ่นวายเต็มไปหมด
งั้นเปรียบเทียบให้ผมฟังได้มั้ครับว่า 2 คนที่คนคนหนึ่งเปิดมาหยิบมือถือแล้วดูเลยเนี่ย ครับ ทั้งๆที่เค้าบอกเป็นเรื่องดีๆทั้งนั้นนะ ว่ากันว่านะ กับอีกคนนึงที่ไม่แตะเลย ครับ เอ่อ เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงหรือ 1 ชั่วโมงก็ได้ นะเปรียบเทียบทางจิต ครับ ซิว่ามันต่างกันเลย 2 จิตเนี่ย ผมไม่เชื่อว่ามีเรื่องดีๆตลอด คือเราวัดเอาไปเข้าไปดูจริงๆครับ เค้าการันตีว่าเข้าไปเนี่ย เดี๋ยวจะมีข่าวดีขึ้นมาในฟีดเท่านั้น นั่นคือความคาดหวังครับ แต่ในความเป็นจริง เราจะเจอแต่เรื่องดราม่ามากมาย เพราะดราม่ามันจะมันจะดันฟีดขึ้นมา แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นปุ๊บ? Multi-verse แรก คุณไปแบบคุณเฟรช คุณได้อยู่กับตัวเอง คุณได้ถามตัวเอง คุณได้จัดระเบียบในสมอง เพราะคุณตื่นมา สมองมันโล่งอ่ะครับ เราได้จัดระเบียบว่า วันนี้ฉันจะทำ 1 2 3 4 มีระบบระเบียบ อย่างน้อยให้เก็บที่นอนหน่อย สมองโล่งๆ แทนที่จะหยิบมือถือเราเก็บที่นอน ฉันสำสำเร็จละ อือ สมองโล่งๆ ฉันอาบน้ำ อาบน้ำสะอาด วันนี้อาบน้ำสะอาด แต่งตัวดี ทำผมดี ไปเคลียร์ทุกอย่าง แล้วก็ค่อยไปเจอเรื่องแรกคือเรื่องราวบนท้องถนน ครับ นะครับให้มันวุ่นวาย เป็นเรื่องแรก อื เราเริ่มต้นด้วยความเฟรช ครับ อีกทางนึงคนที่เริ่มต้นด้วยความวุ่นวาย ข่าวดาราศิลปิน หมายถึงว่าลืมตามมาหรืออาจจะไม่ลืมแต่ยังไม่ลุกกับเซียงแต่หยิบมือถือแล้วนะ ด้วยข่าวน้ำมันขึ้นแล้ว ยังนอนแล้วก็แล้วก็แสงส่องมาที่ตาปึ๊บ อันนั้นเลเวลที่หนักขึ้นไปอีกก็คือยังไม่ลุกเลยด้วยซ้ำ เออ แล้วก็ยังอยู่ที่เดิม เพราะว่า เพราะว่ามันสนุกครับ อื เรื่องดราม่าเป็นเรื่องที่สนุก แล้วก็ยังอยู่ที่เดิม ปรากฏว่าฉันกะจะว่าฉันจะตื่น ใช้เวลาอาบน้ำทั้งหมดประมาณชั่วโมงนึง ก่อนจะออกกลับบ้าน กลายเป็นว่าต้องรีบ เฮ้ย ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วมัวแต่ไถดูอะไรอยู่ก็ไม่รู้ แล้วพลังงานจิตเป็นยังไงตอนนั้น? ความเร่งรีบอ่ะครับ ความเร่งรีบมันมีแต่ความอลหม่าน พลังงานจิตมันก็แยกแลง แทนที่คุณจะมาด้วยแบบความเบิกบาน มีพลังเต็มที่มุ่งไปข้างหน้า คุณถูกดึงถอยหลังไปบ้างด้วยเรื่องเมื่อวาน คุณถูกดึงไปข้างหน้าบ้าง ด้วยเรื่องความกังวลในอนาคต ถูกดึงกลับไปกลับมา แล้วก็ไม่อยู่กับปัจจุบันที่คุณต้องทำให้ดีที่สุด คือคุณต้องไปอาบน้ำและแต่งตัวและเตรียมรับมือกับวันๆนี้
คือแล้วมันเชื่อมโยงยังไงกับการลดความวิตกกังวลในขั้นพื้นฐาน? มีคนแนะนำว่าตื่นมาตอนเช้าเนี่ย สิ่งที่คุณควรจะทำทุกวันคือการเก็บเตียง พี่วุฒิเคยได้ยินมั้ครับ เราต้องเก็บเตียงก่อน ถามว่าเฮ้ย เก็บเตียงมันมีประโยชน์ยังไง ฉันมีแม่บ้านที่บ้านคอยช่วยเก็บเตียงละ ทำไมฉันต้องเก็บเตียง? เราทุกคนอยากมีความสำเร็จเล็กๆน้อยๆเกิดขึ้นในตอนเช้า ถ้าเกิดเราสามารถสำเร็จเล็กๆน้อยๆด้วยการเก็บเตียง หรือแปรงฟันอย่างสะอาด ล้างหน้าอย่างดีได้ อาบน้ำมีเวลาอาบน้ำอย่างเต็มที่ เราจะรู้สึกถึงความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ ซึ่งความสำเร็จเล็กๆน้อยๆพวกเนี้ยครับ มันจะทำให้ทั้งวันของคุณมันกลายเป็นวันที่ดี เพราะต่อให้ทั้งวันคุณไม่สำเร็จ อื อย่างน้อยมันมีอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นเล็กๆน้อยๆแล้วคุณสำเร็จไปแล้ว
วันนี้มันมีงานวิจัยออกมาเยอะหรือยังครับ ว่าเรื่องการนอนมันเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตแน่ๆ? มหาศาลครับ ถ้าเกิดคุณนอนไม่พอ สมองคุณไม่รีเซต เรื่องราวที่มันยังค้างคาอยู่ในใจ มันก็ยังวนเวียนอยู่ นอนก็ไม่ดี เป็นวัฏจักรอ่ะครับ ครับ มันส่งผลทั้งทางตรงคือทางสมองของคุณ แล้วก็ทางอ้อม เพราะว่าคุณก็รู้สึกว่ามันเริ่มต้นวันด้วยสิ่งที่ไม่ดี ครับ
เมื่อกี้หมอบอกแล้วว่าอันดับ 1 มันเป็นเรื่องวิตกกังวลเนาะ ผมก็ขอรวมๆวิตกกังวล เอ่อ เครียด แพนิค แล้วอยู่ในหมวดนั้นเลย ครับ รองลงมามีเรื่องอะไรต่อไปครับ? ไม่ใช่ ซึมเศร้า? ซึมเศร้าครับ โรคซึมเศร้า
เรามาใช้โอกาสตรงนี้สักพักในการเจาะลงไปเรื่องซึมเศร้าหน่อยได้มั้ครับว่าวันนี้ ซึมเศร้าหน้าตาเป็นยังไง แล้วก็สิ่งที่ยังเข้าใจผิดมีอะไรบ้าง แล้วโอกาสที่คนที่ดูอยู่เนี่ย ที่ว่ากันว่าเป็นซึมเศร้าเนี่ย นะครับ จะได้มีโอกาสเห็นแสงสว่างมีอะไรบ้างครับ? อ ถ้าโรคซึมเศร้าเลยนะครับ โรคที่ขึ้นต้นด้วยคำว่าโรค โรคแปลว่าโลคะ หรือความผิดปกติ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Disorder แปลว่าจะต้องเข้าเกณฑ์การวินิจฉัยบางอย่าง แล้วก็เกิดความ เอ่อ ความผิดปกติไปทางฟังก์ชัน หรือว่าสมรรถนะของคุณบางอย่าง พิมพ์ว่าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า หรือแบบทดสอบโรคซึมเศร้าเนี่ย มันจะขึ้นมา 9 ข้อ แล้วก็ให้เราติ๊ก นะครับ อันนี้คือโรค แต่หลายคนไม่ได้เป็นโรคขนาดนั้น อาจจะเป็นอารมณ์ซึมเศร้า หรือบางคนอาจจะเป็นภาวะซึมเศร้า ไม่เหมือนกัน อารมณ์ซึมเศร้าก่อน อารมณ์ซึมเศร้าก็คือเกิดขึ้นได้ทุกคนครับ เป็นเรื่องปกติ ครับ ผมก็มีอารมณ์ซึมเศร้า พี่วูดี้ก็มีอารมณ์ซึมเศร้า เช้ารถติดก็ซึมเศร้า รู้สึกว่าจะมารายการไม่ทันแล้ว ผมก็รู้สึกแอบเศร้าเล็กๆ หรือว่ามีทะเลาะกับใคร ผมก็รู้สึกเศร้า อารมณ์ซึมเศร้าเป็นอารมณ์ที่ทุกคนต้องมี เกิดขึ้นและดับไป เหตุการณ์เกิดขึ้นจบแล้วอารมณ์ซึมเศร้าหายไป
แต่ถ้าเกิดไปอีกระดับนึงคือภาวะซึมเศร้า ยังไม่ใช่โรคนะครับ อาจจะเป็นเรื่องราวบางอย่างที่มันเปลี่ยนแปลงชีวิตเยอะๆ เช่นเราสูญเสียคนที่รัก สูญเสียของที่รัก พอสูญเสียไปปุ๊บ สิ่งนั้นเสียไปแล้ว แต่เรายังมีภาวะอยู่สักระยะนึง อีกสักประมาณ 1-2 สัปดาห์ที่ก็ยังเศร้าอยู่ แม้เหตการณ์นั้นจะจบไปแล้วก็ตาม เรายังเศร้าอยู่ แต่ฉันยังทำงานได้
แต่ถ้าเป็นโรคซึมเศร้า นั่นคืออีกขั้นนึง คุณไม่สามารถทำงานได้ คุณเริ่มไม่มีความสัมพันธ์ที่ดี คุณเริ่มไม่ดูแลตัวเอง จากอาการซึมเศร้าแล้ว ถ้าเกิดคุณหมอเข้าไปดูเข้าเกณฑ์การวินิจฉัย 9 ข้อ นั่นแปลว่าโรคซึมเศร้า
9 ข้อทวนให้ฟังแบบคร่าวๆได้มั้ครับว่ามีอะไรบ้าง ผมอยากทราบจังเลย? กิน นอน อ่อนเพลีย สมาธิเสีย ไร้ค่า เชื่องช้า อยากตาย ไม่ใส่ใจ ซึมเศร้านะครับ เหมือน เหมือนท่องสมัยสอบนะครับ กินก็คือปัญหาเรื่องการกินน้อย กินมาก นอน นอนผิดปกติ นอนน้อย นอนมากนะครับ อ่อนเพลีย รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรงตลอดเวลา ทำอะไรก็ไม่ได้ สมาธิเสีย ไม่สามารถจดจ่อได้ ไร้ค่า นะครับ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าบนโลกนี้ เชื่องช้า ทำอะไรช้าลง ไม่กระฉับกระเฉงเหมือนเดิม อยากตาย นะครับ ก็รู้สึกว่าไม่มีคุณค่าต่อโลกใบนี้แล้ว ไม่ใส่ใจ ไม่ใส่ใจกิจกรรมเดิมๆเดิม ไม่ชอบ กำลังกายก็ไม่ไป สุดท้ายคืออารมณ์ซึมเศร้า
9 ข้อนี้ ถ้าเกิดเข้าเกณฑ์งานวิจัย 5 ใน 9 ข้อนี้ ก็จะนับว่าเป็นโรคซึมเศร้า แต่คนส่วนมากไปประเมินกับบิวก็จะบอกว่าเอ ฉันเข้าหมดเลย อือ 5 ใน 9 ข้อนี้มันมีกำกับนิดนึง ประโยคดอกจันข้างล่างบอกว่า คุณต้องเป็นเกือบทั้งวัน ตลอดทั้งวัน ติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ ตรงนี้แหละเป็นจุดที่แตกต่างกับคนทั่วไป เพราะว่าหมอเนี่ย เขาจะดูว่าคุณเป็นทุกวันจริงๆหรือเปล่า ไม่ใช่อาทิตย์นึงคุณเป็นครั้งนึงแล้วบอกว่าเป็นโรคซึมเศร้าเนี่ยไม่ใช่ แต่คุณจะต้องเป็นตลอดเกือบทั้งวันทุกวันต่อเนื่องกัน 2 สัปดาห์
อื พูดถึงเรื่องซึมเศร้าแล้วเนี่ย มันอดที่จะถามไม่ได้ เพราะคำถามนี้อาจจะ ค่อนข้างเป็นประเด็นที่หาดจะถกทำให้ถกเถียงทั้งวงการโลกเลยนะครับ ครับ ซึมเศร้าเนี่ย มันต้องใช้ยาเท่านั้นที่จะรักษา อื ในวงการของหมอเนี่ย ก็คงจะต้องอยากจะให้คนติดยาไปเรื่อยๆ ครับ แล้วหมอทางจิตเวชก็ต้องการฟีดให้คนไข้กินยาไปเรื่อยๆ เพราะว่า คู่กับทางบริษัทยา เพราะว่าพาไปเที่ยวหมอ มันประมาณนี้ที่ผมจะได้ยิน แล้วผมเชื่อว่ามันคงมีอะไรบางอย่างในที่เราต้องมาอันล็อค นิดนึงแล้วก็ปลดล็อคหน่อย เพราะว่ามันอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องซึมเศร้าหรือใดๆ แล้ว เพราะคนมองว่าถ้าฉันเป็นเนี่ย เดี๋ยวฉันจะเข้าไปในวงจรอุบาทของการต้องกินยาจนตาย เข้าใจครับ ขออภัย ผมเป็นคนแบบนี้แหละ ผมชอบคำถามนี้มาก ผมไม่อยากเจอแบบว่าก้าวผ่านแล้วก็โลกสวยต่อไป แต่ผมไหนคุยเรื่องนี้เข้าหน่อยดีกว่า ผมไม่เจอผู้แทนยามา 5 ปีละ คนที่บางคนบอกเนี่ย ผู้แทนยาชอบเอากาแฟมาให้หมอกินนะ ครับ หรือว่าพาไปเที่ยวนะครับ ผมอ่ะไม่เจอผู้แทนยามา 5 ปีแล้วนะครับ แล้วก็จริงๆ เนี่ย หมอเนี่ยสั่งยาไปเนี่ย ถ้าเกิดคุณหมอในโรงพยาบาลรัฐนะ ไม่ได้อะไรสักบาทเลย ครับ สักบาทจากสิ่งนี้จริงๆ หลายๆโรงพยาบาลเอกชนเนี่ย คุณหมอสั่งยาไปเนี่ย เขาได้ค่าตรวจนะฮะ แต่ว่าเขาไม่ได้ค่ายา แต่แน่นอนว่าสมัยก่อนมันก็อาจจะมีเรื่องราวแบบนี้อยู่ ต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่จริงนะครับ ก็ก็มีอาจจะมีแบบอ่ะ พาไปเที่ยวได้ผลตอบแทนประมาณเนี้ยครับ แต่เดี๋ยวเนี้ยมันมีกฎระเบียบเยอะมากครับพี่วูดี้ แล้วก็ไม่ค่อยมีใครกล้าทำแบบนั้นเท่าไหร่ละนะครับ
อ่ะกลับมาว่าแล้วจริงๆ มันเป็นยาอย่างเดียวมั้ยที่รักษา? อ คำตอบคือไม่ใช่ แต่ยาแล้วยาช่วยรักษามั้ย? ช่วย แน่นอน เพราะมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมาย ครับ แล้วตกลงมันคืออะไรกันแน่? สำหรับผมมันคือ 1 + 1 = 3 1 + 1 = 3 ใช่ครับ 1 แรกคือ 1 ยา 1 ที่ 2 คือการทำด้านสุขภาพจิตทั้งหมดอ่ะครับ จิตบำบัด การปรับพฤติกรรมทุกอย่าง แต่มันบวกกันเนี่ย มันจะเท่ากับ 3 มันจะช่วยเสริมกัน คุณทำอย่างเดียวก็ได้นะ ถามว่าคุณทำอย่างเดียวได้มั้ย? ได้ครับ บางคนบอกว่าผมเคยเจอผู้บริหาร ไม่มีเวลาหรอกจะมานั่งสมาธิ มานั่งฝึกหายใจ เอายามาเถอะ จบไปนะครับ ผมก็บอกทำได้ครับ คุณได้ 1 หรือบางคนบอกว่าฉันเกลียดยามาก ฉันไม่อยากกิน แน่นอน ฉันกลัวผลข้างเคียง อธิบายแล้วอธิบายอีกว่ามันใช้มาตั้ง 70-80 ปีแล้วนะ โอ้ ก็ไม่เอา ก็บอกว่าทำได้เหมือนกัน แต่คุณก็จะได้ 1 แต่ถ้าคุณทำรวมกัน มันจะได้ 3 เพราะอะไรครับ? เราบอกว่าคนซึมเศร้าเนี่ย วิธีการบำบัดที่ดีที่สุดคือคุณต้องเอาตัวเองออกจากพื้นที่ที่ คุณยังนั่งว่ายน้ำในอ่างอยู่ เช่น คุณนั่งจมอยู่ในห้อง นั่งมองเพดาน นั่งมองกำแพง คิดแต่เรื่องเก่าๆที่เขาทิ้งเราไป หมอก็จะบอกว่าคุณต้องเอาตัวเองออกไปจากห้องนะ เพราะว่ามันจะมีภาพจำที่แย่ๆ คุณพาตัวเองออกไป ออกกำลังกาย คำถามก็คือ จุดตั้งต้นของการพาตัวเองออกไปมันคืออะไร ในเมื่อเขาก็ยังเศร้าอยู่ คนจำนวนมากไม่สามารถผ่าออกไปได้ ก้าวแรกมันไม่เกิดขึ้น มันก็เลยเป็นที่มาของยาครับ การที่เรากินยาแล้วทำให้ช่วงนึงเนี่ย อาการเราดีขึ้นก่อน พอที่จะเพียงพอพาไปทำพฤติกรรมบำบัดต่างๆ ทำจิตบำบัดต่างๆ เนี่ยได้สำเร็จเนี่ย คือคุณก็หยอดยาลงไปก่อน เพื่อทำให้เขาทำสิ่งนั้นได้ แล้วมันก็จะได้เสริมกันไป แต่ระยะยาวเนี่ย ยามันก็ช่วยรักษาด้วย เพียงแต่ว่ายาอย่างเดียวไม่มีทาง 100% ผมยืนยัน ไม่มีจิตภาพคนไหนที่อยากให้ยาคุณไปตลอดชีวิต ผมมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น พ่อแม่ถามว่าแบบ เอ้ย ลูกฉันเด็กๆอ่ะ 7-8 ขวบ จะให้กินยาสมาธิสั้น จริงหรอ? ผมบอกเลยว่ายาสมาธิสั้นเป็นยาที่หายากมาก ขาดตลาดตลอดเวลา ถ้าไม่อยากได้จริงๆ ผมไม่อยากให้ เป็นไปได้ผมจะไม่ให้อยาก แต่เพราะมันจำเป็น คุณจะมีเด็กคนนึง จะให้มีสมาธิได้เนี่ย จะบอกให้เขาไปทำให้ตัวเองมีสมาธิได้ ไปนั่งสมาธิ จะให้เด็กคนนึงนั่งมีสมาธิได้ มันต้องมีเชื้อไฟก่อน ครับ นะครับเชื้อไฟนั่นแหละครับ บางครั้งคือยา อือ
พูดถึงเรื่องของความซึมเศร้าเนี่ย อยากจะทราบว่าคนไข้หรือเคสที่รู้สึกว่า อายุโอ๊ขนาดนี้ก็มี เพราะคนอาจจะคิดว่าคนแก่วัย 80 90 หรือ 100 อย่างเงี้ยไม่มีหรอก เพราะว่าคงปล่อยวางละ หรือเด็กอายุ 7 ขวบ ครับ เพิ่งเริ่มต้นมาใหม่เลย ยังไม่มี ยังไม่มีปัญหาชีวิตที่จะมาซึมเศร้าอะไร มีอะไรแบบ X ในอายุที่มันที่มันมากหรือน้อยบ้างมั้ยครับ? คุณคิดแบบนั้นเพราะคุณยังไม่เคยแก่แล้ว คุณคิดอย่างนั้นเพราะคุณลืมอดีตที่คุณเป็นเด็กๆไปว่าจริงๆมันก็มีเรื่องเศร้าอยู่นะครับ โอเค ถ้าเกิดพูดถึงคนสูงอายุก่อน คนสูงอายุเนี่ย พี่วุฒิ ต้องลองไปคุย นั่งคุยกับผู้สูงอายุดูครับ มันมีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในใจเขา เราตอนนี้เรายังทำงานได้ แต่เรามองไปถึงวันนึงที่ เรานั่งทำงานไม่ได้แล้ว ไม่มีใครจำวุฒิในวันนี้ได้แล้ว สิ่งที่วุฒิเคยทำมาในอดีตมันหายไปหมดแล้ว ทุกคนมองเราเป็นแค่สิ่งมีชีวิตหนึ่งที่เป็นภาระ มันน่าเศร้ามากนะครับ แล้วถ้าเกิดเราไปดูสถิติจริงๆเนี่ย คนที่เริ่มวัยซึมเศร้าเนี่ย ซึมเศร้าเนี่ย อยู่ประมาณ 40-50 แล้วอัตราการฆ่าตัวตายคนไทยเนี่ย ที่สูงที่สุดเนี่ย อยู่ประมาณ 50-60 นะฮะ อ๋อ คนไม่คนคนไปสนใจว่าความการฆ่าตัวตายเนี่ย เกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นหรือวัยทำงานตอนต้น ใช่ เราเข้าใจว่าเครียดจากการงาน หรือว่ามีปัญหาการงาน ก็เลยฆ่าตัวตาย หรือความสัมพันธ์เลยฆ่าตัวตาย คุณยังมีสภาพร่างกายที่แข็งแรง คุณยังมีจิตใจที่แข็งแรง คุณยังมีคุณค่าในตัวเองอยู่ ผู้สูงอายุสิ่งนี้มันลดทอนหายไปแล้ว อ่ะครับ เค้าบางครั้งถูกมองว่าเป็นภาระ เค้าถูกมองว่าความสำเร็จเขาผ่านไปแล้ว เค้าไม่เหลืออะไรแล้วครับ ทำไมเขาถึงจะต้องอยู่ต่อไป เค้าก็รู้สึกว่า เออ เค้าไปดีกว่า ตัวเลขมันก็เลยจะกระโดดในช่วงผู้สูงอายุ
แล้วผู้ใหญ่ที่เขาฆ่าตัวตายนี่ก็คือ เค้าแค่มองเห็นแล้วว่าเค้าไม่อยากเป็นภาระใครแล้ว เค้าก็จะจบลง มันแล้วมันไปได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ? ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการทำร้ายตัวเองจนเสียชีวิตเนี่ย ไม่มีสาเหตุเดียวครับ ไม่เคยมีครั้งไหนที่เป็นสาเหตุเพียงสาเหตุเดียวแล้วอธิบายได้หลายครั้ง เราไปดูข่าวแล้วก็จะบอกว่าเอ้ คนนี้ทำร้ายตัวเองเพราะว่าเขาอกหัก ผมก็เคยอกหัก ผมเชื่อว่าทุกคนที่เคยฟังก็เคยอกหักแล้ว ทำไมทำไมเราถึงไม่ทำร้ายตัวเองอ่ะ? อ เพราะว่าคนนั้นจริงๆเนี่ย เขาอาจจะมีเรื่องราวอื่นๆอีกมากมาย แต่เราไม่รู้ ถ้าเกิดคุณอกหัก แต่คุณมีครอบครัวที่ดีล่ะ? ถ้าคุณอกหัก แต่คุณมีการงานที่ดี คุณก็ไม่ทำร้ายตัวเอง มันมีเรื่องราวมากกว่านั้น แต่ในผู้สูงอายุเนี่ย เขาเสียหลายๆอย่างไป ครอบครัวบางทีก็ไม่ได้สนใจตัวเขาเอง อาจจะถูกทิ้งอยู่ที่ต่างจังหวัด การงานก็ไม่มี ร่างกายก็อ่อนแอลง มันก็เลยเป็นสาเหตุครับ ที่ทำให้เขารู้สึกว่า เออ เขาผูกพันกับโลกใบนี้้น้อยลง แล้วชุดความคิดไหนที่จะเข้าไปในหัวเขา หรือเข้าไปในความรู้สึกเขา ที่จะทำให้เขา ลดโอกาสที่อยากจะฆ่าตัวตายมากขึ้น เท่าที่คุณหมอไปคุยมา? คุณค่าครับ ถ้าเราสามารถมีคุณค่าได้กับใครสักคนใดคนหนึ่ง ไม่ว่าเป็นตัวเราเอง หรือโลกใบนี้ คุณจะมีชีวิตที่อยากอยู่ต่อ
คุณค่าผู้ใหญ่คนนึงอ่ะ ครับ ได้จากอะไรบ้างที่เป็นรูปธรรม? เช่น คุณเป็นตำนานอะไรบางอย่าง คุณเป็น คุณเป็นปราชญ์ในบ้าน คุณอาจจะไม่ใช่คนที่หาเงินในหลักในบ้านเหมือนเดิม คุณอาจจะไม่ใช่คนที่คอนโทรลบ้านเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยคุณเป็นปราชญ์ คือคุณรู้ว่าสิ่งนี้มันจะก่อให้เกิดสิ่งอะไรในอนาคต จากประสบการณ์ของคุณ แม้ประสบการณ์ของคุณมันจะคลาสสิกนิดนึงนะนะครับ แตว่าประสบการณ์หลายๆอย่างเนี่ย ชีวิตคนเรามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงขนาดนั้น เราก็อย่าไปพูดเรื่อง AI เราก็อย่าไปพูดเรื่องเทคโนโลยี เราใช้ประสบการณ์ในชีวิต เช่น การคบเพื่อน การเข้ากับเพื่อน การความสัมพันธ์ คุณสามารถเป็นปราชญ์ในบ้านได้ เรื่องราวที่คุณมี วันนึงผมยังคิดเลยว่า ถ้าเกิดผมเกษียณแล้ว ผมก็อยากนั่งเขียนหนังสือ ถ่ายทอดความรู้ให้สู่คนรุ่นหลัง วันนึงที่คุณตายไป มันไม่เหลืออะไรอยู่แล้วครับ มันมีแค่ชื่อของคุณเท่านั้นเองที่เหลือ ผมเชื่อเสมอว่าคนเรา่ะตาย 2 ครั้ง อือ ตายครั้งแรกคือการที่คุณหยุดลมหายใจแล้วหัวใจคุณหยุดเต้น ตายอีกครั้งนึงคือการที่ไม่มีใครจำคุณได้แล้ว เพราะฉะนั้นผมจะไม่ยอมตาย 2 ครั้ง
ผมเห็นผู้ใหญ่ที่อายุมากขึ้นแล้วไป ผมแบ่งออกไปเป็น 2 กลุ่มใหญ่แล้ว ครับ ถึงมั้มันจะดิฟกันก็ตามก็คืออันหนึ่งก็จะ มีความ โกรธง่าย ฮะ ขี้บ่น ครับ แล้วก็ไม่เอาใคร ฮะ แล้วก็วนกับเรื่องเดิมเนี่ยอาจารกำลังว่าตัวเองอยู่ตอนนี้ ครับน่าจะแล้วเอ๊ผมก็คิดว่าเอ๊ะตัวเราเองรึเปล่า แล้วก็แล้วก็อีกด้านนึงก็คือเอ้ยปล่อยวาง อื มองโลกในแง่บวก เบาสบาย คบหาสมาคมในวัยแก่ 80 อย่างเงี้ยก็ยังมีเพื่อนอยู่เฮฮา อย่างเงี้ยเนี่ยมันอันนึงมันอันนึงมันวิจิตมากเลยอ่ะ แข็งมากอ่ะอีกอันนึงมันคลายเหมือนวุ้นเลยอ่ะ มันเยลลี่เลยอ่ะ ก็เลยอยากจะรู้ว่า ทำไมมันเส้นทางมันต่างกันยังไง 2 ทางแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นอยู่แล้วมันสามารถปรับอะไรยังไงได้มั้ย หรือว่ามันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องเป็นแบบนี้? 2 คนนี้อาจจะเติบโตมาด้วยต้นกำเนิดเดียวกันก็ได้นะครับ หมายถึงว่าอาจจะตั้งแต่เด็กเลย ถูกต้องครับ ตั้งแต่เด็กเขาอาจจะเติบโตมาด้วยแบบเดียวกัน 2 คนนี้ที่พี่วูดี้พูดถึงเนี่ย เค้าอาจจะเป็นฝาแฝดกันก็ได้ครับ หรือเขาอาจจะเป็นพี่น้องกันก็ได้ แต่ว่าคนเราเนี่ย ทางเดินชีวิตมันหล่อหลอมให้คนนึงเรียนรู้อะไรบางอย่าง ถ้าเกิดคนๆนึง เขาเรียนรู้ว่าการมีเพื่อน การสนุกสนาน ทำให้ชีวิตเขาไปต่อได้เนี่ย เค้าก็อาจจะไปทางนี้ ทางที่พี่วูดี้บอกว่าเอ้ย เขามีความสุขแล้วอยู่กับเพื่อนได้ แต่ถ้าเกิดชีวิตเขาเรียนรู้ว่าเอ้ย เขาต้องเคร่งเครียดกับมัน เขาต้องใช้วิธีทางออกแบบนี้ เขาจะต้องใช้อารมณ์ที่เกรี้ยวกราดในการจัดการคนอื่น เค้าก็อาจจะเรียนรู้แล้วก็ไปทางนี้ ยิ่งคน ที่อายุมากขึ้นเรื่อยๆเนี่ย คนเตือนน้อยลง จริงๆนี่เป็นสิ่งที่ผมกลัวมากเลยนะ กลัวว่าวันนึงที่เราจะแบบเติบโตจนเป็นผู้ใหญ่ จนมีชื่อเสียงมากมายแล้วไม่มีใครกล้าเตือนเรา ผู้สูงอายุเหมือนกันครับ พอถึงจุดๆนึง Point of no return ไม่มีใครเตือนคุณแล้วว่าวิธีการที่คุณใช้อยู่เนี่ย มันอาจจะทำให้คุณใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตด้วยความที่คุณไม่มีความสุขนะ เขา ก็จะไปทางนั้นต่อ
อื แล้วด้วยสภาวะแบบเที่ยงหงุดหงิดเครียด หรือไม่มีใครเตือนเนี่ย มันจะส่งผลต่อปัญหาทางจิตของทางบ้านตามมาด้วยมั้ฮะ? เรื่องอารมณ์เป็นโรคติดต่อ? อะ เรื่องอารมณ์เป็นโรคติดต่อ เอาง่ายๆครับ พี่วุฒิพูดย้อนกลับไปอ่ะ เอ่อ ว่าถ้าเราอ่านคอมเมนต์เยอะๆอ่ะ อารมณ์ขึ้นเหมือนกันเนาะ ใช่ บางทีเราก็อยากคอมเมนต์ซ้ำไปแบบบางคน แล้ว อยากใช่ๆครับ ผมผมก็อยาก บางทีเราก็หลุดเหมือนกัน เราก็อยากอยากตอบไปเหมือนกัน อารมณ์มันเป็นโรคติดต่ออ่ะครับ มันเข้ามาแล้วมันมันจะต้องหาทางไปของมัน คือมันเข้ามาปุ๊บ มันมาชนเราปุ๊บ มันจะเข้าไปอยู่ตัวเราสักพัก มันวนไม่ไหว มันจะหาทางออก พุ่งออกไปเหมือนกัน นั่นก็เป็นสาเหตุที่ว่า เวลาเรารับอารมณ์ใครโกรธ โกรธมากๆเนี่ย เราก็จะเข้าไปแล้วสักพักนึง เราก็จะต้องพ่นมันออกมา เพราะเราก็รับมือกับมันไม่ไหว ครับ เราจะเห็นว่าถ้าเกิดเราไปอยู่ในวงดราม่า หรืออยู่ในครอบครัวที่แบบเป็นโอ้โห ปะทะคารมกันตลอดเวลา เราจะกลายเป็นคนแบบนั้น
แล้วเราจะสามารถมีความหวังในการเปลี่ยนสภาวะที่ตึงเครียดของครอบครัวเรายังไงได้บ้างในในบ้านปลายชีวิตใช่มั้ย? ครับ มันมีวิธียังไงบ้างครับที่คุยมาแล้วเห็นว่ามันมี Turn around มั้ย? มีครับ นอกจากที่จะยอมรับก็จะเป็นอย่างนี้แหละ ถ้าวันนี้สิ่งนี้ยังคือคุณครอบครัวคุณอยู่เนี่ย มันยังมีเยื่อใยบางอย่างอยู่ ครับ ถ้าเกิดคุณยังเห็นว่าครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่ยังถกเถียงกันอยู่อ่ะ หลายคนบอกอื้อหือ แย่จัง แต่ไม่ คุณยังใช้คำว่าครอบครัวอยู่เลย แสดงว่าทุกคนยังอยู่ด้วยกัน คนที่เกลียดกันเออกไปนานละ ไม่อยู่กันหรอก เป็นครอบครัวนี่คือโคแรก มันมีความรักอยู่แหละ เพียงแต่ความรักเนี้ย มันได้สื่อสารออกไปหรือเปล่า คุณบอกสื่อสารก็พูดออกไปแล้ว พูดแล้วคนรับรู้มั้ยอ่ะ? คนที่บ้านน่ะ เค้า รับรู้จากคำพูดมั้ย? ก็บอกตลอดว่าเนี่ย แม่ อยากกินของทอด บอกกี่ครั้งแล้วว่าอยากกินของทอด ฉันพูดด้วยความรักแล้วคนฟังเข้าใจมั้ยว่าคุณรัก? อื ถ้าเกิดเราสามารถสื่อสารในครอบครัวได้ชัดเจน สื่อสารความรักออกไปเนี่ย มันจะสามารถทำได้ เพราะงั้นเริ่มจากคุณตัวคุณก่อนเลยครับ ลองดูตัวเองก่อนว่าตัวเองอ่ะ เราทำได้ดีที่สุดแล้วหรือยัง เราสามารถสื่อสารได้ดีหรือยัง เราเข้าอกเข้าใจคนอื่นแล้วหรือยัง ที่อยู่ในครอบครัวเราอ่ะ มักทำตัวเป็นผู้พิพากษา ผู้พิพากษาคือเราตัดสินคนอื่นจากพฤติกรรม แล้วเราตัดสินตัวเองจากเจตนา การที่เราตัดสินคนอื่นจากพฤติกรรมเนี่ย เช่น สมมุติว่า ทำไมเธอขี้โวยวายจัง เธอนิสัยไม่ดี เธอเป็นคนแก่ที่ที่ชอบอาละวาด เธอเป็นคนแก่ที่ไม่คุณภาพสันด้านเสีย เราเห็นเค้าโวยวาย เราบอกอย่างงั้นจากพฤติกรรมเค้า แต่ถ้าฉันหงุดหงิดเองอ่ะ ฉันจะบอกว่าก็ฉันเครียดอ่ะ อือ ฉันเครียด ฉันรับมือไม่ไหว ฉันต้องทำงานหนักนะ จริงๆฉันเจตนาดีนะ แต่ฉันตอนนั้นมันโกรธอ่ะ ฉันก็เลยสื่อสารออกไปแบบนี้ เราดูตัวเองจากเจตนามันก็เลยกลายเป็นว่าเราอ่ะ ไม่ได้ยุติธรรมกับคนอื่นกับตัวเราเองอ่ะ เท่ากัน เราเป็นผู้พิพากษาเหมือนเดิมนะ แต่เราพิพากษาคนอื่นจากเจตนาของเขาบ้าง การที่เขาพูดแบบนี้เนี่ย จริงๆเค้าเป็นห่วงนะ เค้าจะเป็นห่วงใย แต่เขาพูดไม่เก่ง แต่จิตใจเขาดี เจตนาเขาดี บางครั้งอารมณ์มันก็จะเบาลง และครอบครัวบรรยากาศก็จะดีขึ้น
เป็นกำลังใจให้กับทุกครอบครัวที่ดูอยู่นะครับ เพราะว่าเชื่อว่าก็คงมีเรื่องราวทุกครอบครัว ไม่มีใครเว้น ผมขออีกสักเรื่องคือ ครับ มา เวลาเป็น dementia หรืออัลไซเมอร์ โลกหลังลืมเนี่ย ซึ่งเห็นเป็นกันเยอะนะ แล้วเพื่อนผมที่มีพ่อแม่อยู่ในวัย 70 เนี่ย ก็ใช้คำว่าเรียงเข้าคิวเลยดีกว่า อื ดังนั้นเล่าให้วุฒิฟังหน่อยสิครับว่าคน ที่ต้องดูแลผู้ป่วย เอาเอารวมๆเลยแล้วกัน ไม่ว่าจะเป็นจิตเวชในวัยสูงวัย เอ่อ มะเร็งระยะสุดท้ายใช่มั้ครับ อัลไซเมอร์เนี่ย จะจัดการกับตัวเองยังไงให้ไม่ดิ่งพังตามลงไป? 1 คือคุณเป็นคนที่น่าชื่นชมมากๆครับ อ เพราะว่าคุณคือคนที่กำลังดูแลคนในครอบครัว หลายคนเนี่ยในสังคมต่างประเทศนะ ผมเคยไปอยู่ต่างประเทศพักนึง แยกย้ายกันไปหมดครับ ไม่ได้สนใจพ่อแม่ป่วย ฉันทิ้งไป ฉันไม่เคยดูแล เพราะฉะนั้นเนี่ย นี่คือสิ่งที่ คุณต้องเริ่มด้วยกัน คุณคือคนที่ประเสริฐมากๆ ถ้าเกิดเราอยากมีลูกสักคน เราก็คงอยากมีลูกแบบเนี้ย คือคุณทำได้ดี แต่คุณไม่ใช่ ต่อให้เป็น Superman Superman can bleed คุณก็เลือดออกได้ ไม่มีใครที่ทำได้สมบูรณ์ที่สุด ไม่มีใครที่แข็งแรงที่สุด คุณยังเป็นคนปกติคนนึงที่รับหน้าที่เพิ่มเติม คือการดูแลคนในครอบครัว อย่าอย่าคาดหวังว่าตัวเองจะต้องทำได้เพอร์เฟค อย่าคาดหวังว่าตัวเองจะเป็น Superman แล้วการจะดูแลใครสักคนน่ะ มันไม่เริ่มจากการดูแลเค้าครับ พี่วูดี้ ขึ้นเครื่องบิน ใช่มั้ครับ ครับ air hostess เวลาที่เราขึ้นเครื่องบินเนี่ย เขาจะมาบอกให้เราทำอะไรบ้างครับ? เค้าก็จะบอกให้เรารัดเข็มขัด ครับ แล้วมาสาธิต อ่ะ สาธิตด้วย ก่อนที่จะเป่าหน้ากากออกซิเจนนะครับ อื คุณกำลังจะช่วยผู้สูงอายุด้วยการเติมหน้ากากออกซิเจนให้เขา ให้เขาหายใจต่อได้ ครับ สายการบินยังบอกเลยครับว่า คุณต้องช่วยตัวเองก่อน เออ ถ้าคุณยังหายใจไม่ได้ คุณจะช่วยคนข้างๆยังไง? อื นะครับ ก่อนที่จะไปสเต็ป 2 3 4 ก่อนที่จะไปดึง เอ่อ เสื้อชูชีพ ก่อนที่จะไปเป่า ผมชอบท่าเป่ามากเลย แล้วก็ไปกระโดดลง แล้วก็ก่อนที่คุณจะไปกระโดดลงไปตรงเนี้ย คุณต้องใส่หน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อนเสมอ ก่อนที่คุณจะช่วยคนข้างๆ นั่นแปลว่า เหมือนกันครับ ย้อนกลับไปในครอบครัว คุณไม่พร้อมอ่ะ คุณก็จะส่งความไม่พร้อมกลับไป คุณรู้สึกกลัว คุณรู้สึกโกรธ คุณก็จะส่งความรู้สึกนั้นน่ะ ไปให้คนที่คุณกำลังดูแลอยู่ ดูแลตัวเองให้พร้อมครับ ไม่ผิดเลย และมันเป็นหน้าที่ด้วยซ้ำ การดูแลคนใดคนหนึ่งแปลว่าการดูแลตัวเอง และเขา
ไม่ใช่การดูแลเขา อื คราวนี้มาที่เด็กบ้าง ลงมานะครับ ความซึมเศร้าในวัยเด็กเลยเนี่ย ตอนนี้มีมากน้อยขนาดไหน แล้วมากับเรื่องอะไรบ้าง พ่อแม่จะได้รองไว้? จริงๆโรคซึมเศร้าในเด็กไม่ได้เยอะ เด็กมีการปรับตัวสูงแล้วรู้สึกว่าทุกอย่างมีความสุขนะ ผู้ใหญ่บางทีความสุขมันหายไป ผมยังจำตอนเด็กๆได้ ผมไปตากฝนไปเล่นฝนน่ะ สนุกมากเลยอ่ะครับ แต่พออายุเท่าเนี้ย 40 อ่ะ มันทำไมมันถึงไม่สนุกแล้วก็ไม่รู้ มันกลายเป็นความรู้สึกอึดอัดว่าแบบ ฝนตกอีกละ เฉอะแฉะไปหมด ทำไมฉันต้องมาเปียก ฉันไม่ชอบ อ อือ แต่เด็กเนี่ยมีความสามารถในการปรับตัว เพราะฉะนั้นเนี่ย การเจ็บป่วยของของเด็ก หรือความเศร้าของเด็กเนี่ย มันไม่มักไม่ได้มาจากเรื่องราวที่มันเป็นสิ่งรอบตัวนัก มักมาจากเช่นสมอง สมองก็อาจจะมีพันธุกรรมบางอย่างที่เป็น เอ่อ ครอบครัวมีโรคซึมเศร้ามาชัดมากๆเลย เค้าก็อาจจะมีอาการซึมเศร้า หรืออาจจะมาจากคนในครอบครัวเองนะครับ เช่นอาจจะมีความรุนแรงในครอบครัว อาจจะมีมาจากเรื่องบางเรื่องที่เขาไม่สามารถปรับตัวได้อย่างรุนแรงนะครับ เช่น เอ่อ มีปัญหาที่โรงเรียน เปลี่ยนคนเราอายุเปลี่ยน ช่วงเวลาเปลี่ยน ทุก 7 ปีถูกมั้ครับ 7 ปีแรก คือเข้าประถม เข้าประถมไป ตอนแรกเนี่ย ตอนเด็กๆยังเล่นสนุกๆอยู่เลย พอมาประถมปุ๊บ ทุกคนเริ่มจริงจังมากขึ้น ปรับตัวไม่ได้ เด็กก็อาจจะมีปัญหาด้านสุขภาพจิต
ก็หวังว่าดูถึงจุดนี้แล้ว คุณน่าจะได้คำตอบกับบางเรื่องที่เราแตกตะในวันนี้นะครับ หลายคนที่ดูคอนเทนต์ของวุฒิอาจจะไม่รู้ตัวนะครับว่าเค้าเองไม่ได้ติดตาม หรือว่ากดติดตามช่องของเรา หรือว่ากดซับเข้ามา ก็ขอโอกาสตรงนี้ในการเชื้อเชิญให้ทุกคนนะครับ มาเป็นกำลังใจให้กับพวกเรานะครับ เพื่อที่จะได้ทำพาแขกดีๆแบบหมอนัท แล้วก็คอนเทนต์ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลายๆคน เพราะว่านั่นคือเจตนารมณ์ของทีมงาน Woody World ทุกคนนะครับ ขอ เอ่อ ให้ทุกคนได้มีโอกาสไปติดตามช่องต่างๆของคุณหมอเองด้วยนะครับ คุณหมอก็ทำคอนเทนต์เยอะมากจริงๆ ถ้าเกิดว่าคุณไม่เคยเจอหมอมาก่อน เจอเป็นครั้งแรก ผ่านทาง Woody Talk ไปดูคอนเทนต์คุณหมอได้เพิ่มเติม เพราะคุณหมอมีแล้วจริงๆ มีช่องไหนบ้างครับ? ตอน TikTok กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขครับ TikTok พิมพ์เลยครับคำว่า กรมสุขภาพจิตนะครับ แล้วก็เราได้รับการสนับสนุนจากทาง TikTok นะครับ ที่ก็ช่วยเผยแพร่ข้อมูลเรามากขึ้นครับ ไปอาจจะไม่เห็นสภาพนี้นะครับ เตือนเตือนก่อนนะครับ ใครที่คาดหวังไปจะเห็นสภาพนี้ ก็จะมีใส่วิกบ้าง จะใส่ชุดแม่บ้านบ้าง ใส่ชุดอนิเมะนะครับ ก็จะมีคุณหมออีก 3 ท่านด้วย เราพยายามปั้นเท่าที่เราทำได้นะครับ คุณหมอ 4 ท่านรวมกันเป็น content creator นะครับ ก็จะใส่ชุดต่างๆมากมาย คือมีคนถามเหมือนกันครับพี่วุฒิว่าไม่กลัวเสียภาพลักษณ์หรอ? สำหรับผมนะครับ ภาพลักษณ์เป็นของที่กินไม่ได้ครับ คนสำหรับมีคนเดียวนะ มาดูคอนเทนต์แล้วนอนหลับได้ดีขึ้น เค้ารู้สึกว่าเค้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป อาทิตย์หน้ายังอยากดูคอนเทนต์ไอ้พวกหมอตลกๆพวกนี้ต่อเนี่ย ผมว่ามันพอล่ะครับ
เดือนพฤษภาคมเนี่ย เป็นเดือนพิเศษมากนะครับ โดยเฉพาะเรื่องของ mental health ครับ นะ หรือสุขภาพจิตนั่นเองนะครับ มีหลาย activity ที่น่าสนใจมากในเดือนนี้ โดยเฉพาะที่วุฒิจะได้มีโอกาสไปร่วมแจคุณหมอด้วย รู้สึกเกียรติมาก ตื่นเต้น ผมตื่นเต้นมาก ผมตื่นเต้นมาก เล่าให้ฟังหน่อยสิครับว่าวันพิเศษนั้นคือวันอะไร แล้วหลายคนที่ติดตามชมอยู่ตอนนี้ จะสามารถไปฟังไปดูยังไงได้บ้างครับ? ครับ เอาภาพกว้างก่อนนะครับ หลายคนรู้จักเดือนมิถุนายนเป็นเดือน Pride ครับ ครับ ปีที่แล้วเนี่ย คนที่ขับเคลื่อนเรื่องสุขภาพจิตเนี่ย เกิดความอิจฉาครับ ทำไมคุณมีแต่ Pride Month? อื แล้วเรื่องสุขภาพจิตล่ะ เราอยากมีสิ่งนั้นบ้าง เราก็เลยบอกว่าเอ๊ะ ไปดูต่างประเทศ เขาให้ความสัมพันธ์เดือนพฤษภาคม หลายประเทศเป็นเดือนที่เขาเน้นเรื่องสุขภาพใจ หรือว่า Mind Month แล้วก็ผลักดันเข้าผ่านคณะรัฐมนตรี ปรากฏว่าก็ต้องชื่นชมผู้บริหารครับ ทุกคนเห็นด้วยพร้อมกันว่าประกาศผ่านประกาศคณะรัฐมนตรีให้เดือนพฤษภาคมทุกปีเป็นเดือนแห่งสุขภาพใจ หรือว่า Mental Health Month
นี้โจทย์ปีเนี้ย สำหรับกรมสุขภาพจิตเนี่ย กรมสุขภาพจิตไม่ได้โจทย์ให้เป็นคนจัดงานนะครับ รับโจทย์ให้ไปเชื่อมทุกคนในประเทศเนี้ย เพราะเราตอนที่เราเขียนไป เราเขียนว่าสุขภาพใจเป็นเรื่องของทุกคน งั้นกรมสุขภาพจิตมีหน้าที่ไป facilitate ให้ทุกคนทำกิจกรรมด้านสุขภาพจิต โจทย์ใหญ่มาก แต่ว่าเราก็ฝันใหญ่ครับ เราฝันว่าวันนึงมันจะมีแคมเปญที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ด้านสุขภาพจิตเกิดขึ้น แล้วมันกำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ ครับ องค์กรตอนนี้เนี่ย ที่จะเข้าร่วมกับเรา ทั้งองค์กรด้านสุขภาพจิตโดยตรง และไม่ใช่ที่สุขภาพจิตโดยตรงนะครับ รวมถึง Woody World ด้วยนะ ไม่ใช่องค์กรด้านสุขภาพจิตนะ แต่เข้ามาร่วมกับเรา เข้ามาร่วมในฐานะ contributor จัดงานอะไรบางอย่าง ลงทรัพยากรบางอย่างเนี่ย 150 กว่าองค์กร ว้าว ไม่เคยมีครั้งไหนในประเทศไทย หรือในเอเชียก็ตามนะครับ 150 องค์กรที่มาร่วมจับมือกัน และจะขับเคลื่อนเรื่องสุขภาพจิตไปพร้อมกัน กิจกรรมทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคม เหตุการณ์แบบนี้ไม่เกิดขึ้นบ่อย และนี่เป็นครั้งแรก และเหตุการณ์ที่พี่วูดี้บอกครับ แน่นอนนอน เราก็จะมีจุดตรงกลาง จุดหมายตรงกลางให้ทุกคนที่จัดงานกันเนี่ย ได้มา รวมตัว มา meeting กันหน่อย โดยที่เราจัด session ทั้งหมด 6 session เป็นไฟล side chat พูดคุยเสวนา ซึ่งเราได้รับเกียรติอย่างมากจากพี่วูดี้ที่จะมาพูดวันนั้นนะครับ ก็คือ 15 พฤษภาคมนะครับ จัดที่ศูนย์สิริกิติ์ Park ชั้น 4 นะครับ สิ่งที่พี่วูดี้ นะครับ จะพูดก็คือ Mental Health is Mind and Soul เราจะมาพูดกันว่าในมุมมองของพี่วูดี้เนี่ย เรื่องสุขภาพจิต ทำไมมันไปผูกกับเรื่องจิตวิญญาณ ผมไม่บอกคำถามพี่วูดี้ก่อน เพราะคำถามที่พี่วุฒิจะได้ จะไม่เคยถูกถามที่ไหนมากกว่า นะครับ แล้วมันจะสนุกมากๆ มีใครบนเวทีอีกครับ นอกจากพี่แล้วมี พี่วูดี้จะขึ้นเวทีกับพี่อุ๋ย Blue Sapphire ถามโดย พี่ดุจดาว แล้วก็มีคุณ Tony thought of the day ผมบอกเลยผมเอาคนเด็ดๆมาหมดแล้ว มารวมกัน แล้วก็เป็นแนวที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงกัน แต่ไม่ใกล้เคียงกันเลยนะครับ แล้วก็ให้มาตีกันบนเวที นอกจาก session เราแล้ว มี session อื่น มีอีก 6 session นะครับ มีเช่น session ที่ผมก็จะรันเองด้วยนะครับ รับมือกับนักธุรกิจชื่อดัง 2 คน มีพี่กระทิง พูนผล นะครับ ของ KBTG มีพี่แทวิ Mission to the Moon ศรีจันทร์นะ ครับ แล้วก็เรามีโค้ชตอง กวิน ธรรมสัจจานันท์ เชฟอั้มนะครับ ซุกี้พรซิริ ผู้กำกับ เป็นผู้กำกับต้องเต สัปเร่อนะครับ แล้วก็จะมี inspiration ทั้งหลายครับ พี่เขื่อนที่เคยออกกับพี่วูดี้ก็จะมาด้วยนะ ครับ มิสทิฟฟานี่ น้องบุ๊ค ปีล่าสุดนี้นะครับ เป็น inspiration ของ LGBT หลายคน แล้วก็มีคุณแซมมี่ แซมมี่เป็น Missis World ที่ชนะ Missis World โลกนางงาม ที่มีลูกแล้วพวกเนี้ยครับ เราจะเห็นว่าไม่มีใครที่อยู่ในเป็นจิตแพทย์เลย เราไม่เอาจิตแพทย์มาพูดนะฮะ ปีเนี้ยเราทำใหม่ คือเรามองว่าเรื่องสุขภาพใจเป็นเรื่องของทุกคน ตีโจทย์ด้วยกันว่าเอา influencer ด้านสุขภาพจิต มีหน้าที่เป็นแค่ moderator เท่านั้น คนที่จะขึ้น Panel คือคนที่เข้าใจว่าตัวเองอยู่นอกวงการทั้งหมด แต่จริงๆไม่เลยครับ สิ่งที่พี่วูดี้ทำมาอยู่ตลอด คือเรื่องสุขภาพจิต แค่ไม่มีใครมาชี้ให้พี่วูดี้ดูว่าจริงๆที่พี่ทำอยู่อ่ะ เรื่องสุขภาพจิตล้วนๆเลยนะครับ นี่ก็เป็น session ที่เกิดขึ้น แต่อันนี้ก็เป็น session ลางๆ ครับ แล้วก็ยังจะมีกิจกรรมแมพเนี้ยมากมายมหาศาลครับ ให้เข้าไปดูที่ www.thammunt.com thamm.com จะมีการปักหมุดไว้ทั่วประเทศ ท่านอยู่จังหวัดไหนไปจังหวัดนั้น ท่านสนใจกิจกรรมแบบไหนไปกิจกรรมแบบนั้น สนใจกิจกรรมร้องเพลง ดนตรี สนใจการนั่งคุยในวงเล็กๆ มีทุกรูปแบบให้ท่านเลือกสรร ทุกคนช่วยเราจัดหมดเลยครับ อันนี้โอ้โห ต้องขอบคุณทุกคนมากๆ ครับ อื คอนเซปต์มากคือ Mental Health is Now ครับ แปลว่า สุขภาพใจเริ่มได้ทันทีครับ ครับ คือบางคนรอครับ รอจนป่วยอ่ะ แล้วไม่เริ่มสักทีอ่ะครับ หรือว่าคิดว่ามันจะต้องลงทุนมหาศาลน่ะ กว่าจะเริ่มอะไรสักอย่างนึงครับ จริงๆไม่ใช่เลย คุณเริ่มได้ทันที วินาทีนี้เลยครับ ไม่ต้องไปรอเครื่องมือครับ เราฝึกหายใจก็ได้ เราใช้เทคนิคหลายๆอย่างก็ได้ ที่ทำได้อย่างรวดเร็วนะครับ ใน 1 นาทีคุณสามารถทำได้เลยทันทีอ่ะครับ มันมีเทคนิคมากมาย หรือคุณใช้อุปกรณ์อย่างง่าย เช่นปากกาที่พี่วูดี้มาอยู่ มันเป็นของราคาถูกที่มีทรงพลังมากๆ ในการทำงานด้านสุขภาพจิตอ่ะครับ เรามีของรอบตัวที่ทำได้ครับ เพราะฉะนั้น Mental Health is Now ครับ มันเริ่มได้ทันทีตอนนี้เลย
องั้นเข้าถึงเรื่องของเทคนิคต่อ มันมีวิธีง่ายๆ เช่นเทคนิคครับ ในการกู้สติในวันที่ดิ่งสุดๆมั้ครับ เผื่อจะได้ เอาไปแบ่งปันต่อแล้วก็ไปใช้ต่อเท่าที่คุณหมอได้ศึกษามา เราทำกันเลยมั้ฮะ? ได้ครับ 5 4 3 2 1 เทคนิค
5 4 3 2 1 ครับ สิ่งนี้เรียกว่า grounding technic.
>> ทำไมเราต้อง ground ก่อน?
>> โอเคครับ กาวคือการปักตัวเองให้อยู่กับ ปัจจุบัน.
>> อื.
>> ถ้าเราสามารถปักกับตัวเองให้อยู่กับ ปัจจุบันมาได้แปลว่าตัวคุณจะไม่ไหลไปจม อยู่กับอดีตที่คุณรู้สึกเศร้า คุณรู้สึก เสียใจกับมัน.
>> ตัวคุณจะไม่ไหลไปสู่อนาคตที่คุณกำลังรู้ สึกกังวล เพราะคุณมองไม่เห็นมัน. การมีสติ อยู่กับปัจจุบันเนี่ยจะทำให้คุณอยู่ตรง นี้. ความทุกข์ทำอะไรคุณไม่ได้. ความทุกข์ใน อดีต ความกังวลในอนาคตทำอะไรคุณไม่ได้ เพราะคุณอยู่กับปัจจุบันมากที่สุด.
>> ช่วงเวลาที่คุณดิ่ง.
>> คุณดิ่งได้แค่ 2 เรื่องครับ. คุณดิ่งเพราะ อนาคตที่น่ากลัว กับคุณดิ่งเพราะอดีตที่ มันเจ็บช้ำ.
>> อื.
>> แต่ถ้าเราอยู่กับปัจจุบัน ไม่มีอะไรทำอะไร คุณได้.
>> ครับ.
>> นะครับ เพราะฉะนั้นเราใช้ 5 4 3 2 1.
>> ครับ.
>> 5 มองเห็น.
>> อื.
>> 4 สัมผัส.
>> 3 ได้ยิน.
>> 2 ได้กลิ่น.
>> 1 ลิ้มรส. นะครับ.
>> 5 สิ่งตอนนี้ที่พี่วูดี้เห็นอยู่ คืออะไรบ้างครับ?
>> คุณหมอ ไมโครโฟน กระดาษ ไฟ กล้อง.
>> พี่วูดี้เปิดสัมผัสการมองเห็น ณ ปัจจุบันละ.
>> 4 สัมผัสทุกส่วนของร่างกายพี่วูดี้กำลัง สัมผัสอะไรอยู่บ้างครับ?
>> มือบนโต๊ะ หลังบนเก้าอี้ เท้าบนพื้น ก้นบนเบาะ.
>> เบาะอ่ะ โอเคครับ. พี่วุฒิได้ยินเสียงอะไร บ้างครับ?
>> ผมได้ยินเสียงแอร์.
>> ได้ยินเสียงแอร์.
>> ที่หึ่งอยู่นิดนึง.
>> ครับ.
>> แล้วผมก็ได้ยินเสียงตัวเองอยู่นี้.
>> อครับ.
>> แล้วผมก็ได้ยินเสียง จิ 4 จากห้องนี้อีกเสียงนึงที่ไม่ใช่แอร์.
>> ครับ.
>> 2 ได้กลิ่น.
>> ผมได้กลิ่น เอ่อ แอลกอฮอล์จากโฟมของ ไมโครโฟนอันนี้.
>> ครับ.
>> แล้วผมก็ได้กลิ่นอากาศในห้องเนี้ยที่จะมี ความเป็นดอกนิดนึง.
>> 1 ลิ้มรสสิ่งที่อยู่ในปากตอนนี้.
>> ขมๆ เพราะเครื่องดื่มที่ดื่มก่อนหน้านี้ มันจะขม.
>> ครับ.
>> ติดอยู่ที่ปาก.
>> อื. นี่คือการเปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5. พี่ วดีรู้สึกยังไงบ้างครับ เวลาที่เราเปิด ประสาทสัมผัสทั้ง 5 แล้วสัมผัสกับ ปัจจุบัน?
>> ผมไม่ไม่ได้คิดอะไรนอกจากสิ่งที่หมอให้ โจทย์มา.
>> ครับ.
>> แล้วก็อยู่กับตรงนี้จริงๆ ทั้งสิ่งที่เห็น สิ่งที่สัมผัส สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่ได้ กลิ่น แล้วก็สิ่งที่ลิ้มรส.
>> 5 สัมผัสตรงเนี้ยทำให้ไม่มีความคิด เรื่องอดีตและอนาคตเลยอ่ะ.
>> ครับ.
>> ใจเราไม่ไปคิดถึงอะไรเลยอ่ะ.
>> อื.
>> ก็เลยเข้าใจว่าถ้าทำสิ่งนี้ได้ ถ้าคุณวิตก กังวล กังวล คุณแพนิค หรือใดๆเนี่ย.
>> แล้วถ้าเกิดคุณซ้อมซ้อมไวๆ ทำสิ่งเนี้ย ครับ ถึงเวลามันจริงๆ มันจะตั้งตัวไม่ทัน. ต้องฝึกครับ ต้องฝึก. แต่ว่าสมองคนเรามัน ง่ายอ่ะครับ เรามันทำหลายอย่างซับซ้อน พร้อมกันไม่ได้ครับ. คุณไม่สามารถคิดถึง อดีต คิดถึงอนาคต แล้วคิดถึงปัจจุบันได้. ถ้า คุณโฟกัสอยู่ที่ปัจจุบัน มันจะทำได้. หลายคน บอกว่าอย่าไปคิดถึงเรื่องอดีต. พอเราใช้คำ ว่าอย่าไปคิดอ่ะ เราต้องคิดถึงมันก่อนเสมอ. ยกตัวอย่างเช่น ผมบอกพี่วูดี้ครับ พี่วูดี้ อย่าคิดถึงช้างสีชมพูที่อยู่ในห้องนี้.
>> โใหญ่มากตอนนี้ ตั้งอยู่นั่งอยู่บนตัว.
>> อย่าคิดครับ อย่าคิดถึงมัน.
>> อื ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆเลย.
>> เพราะก่อนที่เราจะบอกอย่า เราต้อง เราต้อง นิมิตภาพมันขึ้นมาก่อน เราถึงจะบอกว่าอย่า. แต่ถ้าเกิดบอกว่า พี่วูดี้ครับ คิดถึงหมอ ที่หล่อมากๆ ที่นั่งอยู่ตรงหน้าพี่วูดี้.
>> โอ เห็นชัดเจนมากครับ.
>> ขอบคุณมากครับ พี่วูดี้ครับ. ช้างสีชมพูหาย ไป. ถ้าเราโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า สิ่ง ที่เราจินตนาการอยู่ข้างหน้า มันจะจบครับ. เหมือนกันครับ เมื่อกี้ 54321 เทคนิค คือการตึงคุณให้อยู่กับสิ่งที่คุณกำลังสน ใจอยู่ข้างหน้า.
>> เมื่อกี้ก็สาธิตให้ทุกคนดูเป็นแบบอย่างนะ ครับ.
>> เป็นหนึ่งใน tool ที่ผมใช้ในการหายจาก แพิคที่ผ่านมา.
>> แล้วเวลาคนเล่าบอกว่าหายยังไง ผมก็บอกว่า มันไม่ใช่อย่างใดอย่างเดียวเนาะ.
>> ครับ.
>> แต่หนึ่งในนั้นก็คือการ groundounding.
>> ครับ.
>> และหนึ่งในการ grounding ที่เราซ้อมบ่อย มาก เพราะว่าเวลามันแพนจริงๆเนี่ย มันทำไม่ ทันหรอกไอ้เนี่ยถูก.
>> ใช่มั้.
>> 5 อย่างที่เห็น โอ้กูมาอีกแล้ว กูมา กูมาอีกแล้ว กูอ่ะ. แต่พอทำบ่อยๆเข้าปุ๊บ มันก็จะ เอ้า 5 สิ่ง เห็นละ.
>> ครับ.
>> 4 สัมผัสมา. แล้วมันก็จะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ. ก็เป็นกำลังใจให้ทุกคน. ผมว่าวิธีเนี้ย ใช้ กับหลายเรื่องได้. มีอะไรบ้างครับ เช่น สมมุติเรากำลังอารมณ์เสียอยู่ปุ๊บปั๊บ.
>> ก็หลุดออกไปจากอารมณ์เสียหลายหลายเป็น นาทีอยู่นะ. บางครั้งเนี่ยคุณถูกควบคุมด้วย อารมณ์ของคุณเอง.
>> ครับ.
>> แล้วคนเราอ่ะ มักไม่ค่อยรู้จักอารมณ์ของ เราเอง.
>> อือ.
>> การที่คุณgrาวดิ้ หรือหยุดพักสักพักนึงเนี่ย.
>> มันทำให้.
>> ไอ้ที่มันเกาะหลังคุณอยู่เนี่ย.
>> มันหลุดออกไป แล้วคุณได้พิจารณา พเคราะห์ ว่าสิ่งที่มันเกาะคุณอยู่เนี่ย มันชื่อว่าอะไร.
>> ครับ.
>> ผมชอบใช้คำนี้มากๆเลยครับ Name it to tame it. หมายถึงว่า ถ้าเกิดคุณแยกมันออก มาแล้วนะ ใช้เวลาแล้วคุณระบุชื่อมันได้ คุณ จะจัดการมันได้.
>> ถ้าคุณระบุชื่อมันไม่ได้ คุณจะไม่รู้วิธี การจัดการ. แม้คุณจะมีเทคนิคมากมายก็ตาม. เหมือนพี่วูดี้บอกว่า พี่วูดี้เป็นพนิค.
>> ครับ.
>> ถ้าเกิดเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือพิคเนี่ย เราก็จะบอก เอ้ย ตอนนั้นฉันบอกนะว่าถ้าเป็น พนิค ฉันจะมาฝึกหายใจ ฉันจะ grounding นะ. แต่ฉันฉันไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าไอ้สิ่งนี้ คือพนิค.
>> ครับ.
>> เทคนิคที่ฝึกมาสลายหมดไม่ทันใช้.
>> นอกจาก Grounding 54321 แล้วเนี่ย ทำไม ตอนนี้คนถึงมาสนใจเรื่องการหายใจมากขึ้น ครับ?
>> แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นอานาปานสติ ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องของการ breathk.
>> อ.
>> คนให้ความสนใจมาก. หรือว่ามันเป็นสิ่งที่ จับต้องได้เลย. ไม่ต้องไปซื้อที่ไหน.
>> มันถูกครับ พี่วันนี้คือคุณไม่หายใจไม่ได้ ครับ. มันถูกบ้างครับ. บางอย่างเนี่ยคือบอก ว่าให้ลุกขึ้นเดิน ฉันไม่เดินก็ได้.
>> อือ.
>> ฉันก็นอนอยู่เฉยๆ. แต่การหายใจมันถูกบังคับ. แล้วคุณแค่ไปทำวิธีการให้มันถูกต้อง เท่า นั้นเอง.
>> การหายใจมันหลากหลายครับ แล้ว.
>> มันได้ผลทันที.
>> ทันทีเลยที่คุณได้ทำ. ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ คุณรู้สึกแบบผ่อนคลายมากขึ้น คอร์ติซอลลด ลงนะครับ คุณรู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้น แล้ว กายมันก็ผ่อนคลายมากขึ้น เพราะออกซิเจนคุณ ได้มากขึ้น.
>> อื.
>> เข้า 6 วินาที ออก 6 วินาทีนี่เบสิคที่สุด เลย. เอาอยากยากกว่านั้นมั้ย? ยากกว่านั้น. เข้า 4 ออก 8.
>> อื.
>> การที่เราได้หายใจออกยาวๆ มันทำให้เราผ่อน คลายความเครียดออกไปได้มากขึ้น.
>> เข้าสี่ ออกแปด. แต่ถ้าอยากเอายากกว่านั้นนะ. ถ้าการช่วงบางช่วงเรากั้นหายใจ จะทำให้เราสามารถจัดการความเครียดได้ดีขึ้น. 4 4 4. เป็นกล่องจินตนาการเป็นกล่องอยู่เ้าเรียก ว่า boxeding. หายใจ 4 วินาทีเข้า กลั้น 4 วินาที ออก 4 วินาที แล้วกลั้นอีก 4 วินาที. การมันเยอะไปหมดเลย. ศาสตร์มันเยอะไปหมด. เอาแบบที่คุณรู้สึกว่า คุณจะไม่เป็นลมสลบไป จากการที่คุณกั้นหายใจนานๆ. เอาที่คุณสะดวก มากที่สุด แล้วก็ชอบสิ่งนั้น แล้วรู้สึกว่า จะซ้อมได้ทุกคืน. อย่าคาดหวังว่าจะหยิบมา ใช้วิววินาทีนั้นเลยอ่ะ.
>> ไม่รอด ไม่รอด.
>> อย่าอย่าไปทำตรงนั้น. ไปทำก่อนนอนทุกคืน.
>> ก่อนนอนอย่างที่ผมบอกครับ วางมือถือแล้วก็ ไป Box Reading ซัก.
>> 10 นาทีก่อนนอน. ตื่นมาตอนเช้าสัก 5 นาที. แล้วการ Box Reading ก่อน. คุณทำอย่างี้ ทุกคืน. เวลาที่คุณมีปัญหาจริงๆ หยิบขึ้นมาใช้เลย.
>> การกลับมาที่ลมหายใจมันเป็นรางวัลอันยิ่ง ใหญ่สำหรับหลายๆคนที่ต้องการความสุข เดี๋ยวนั้น. เพราะเมื่อคุณกลับมาสู่ ปัจจุบันกับการหายใจเนี่ยนะครับ คุณก็จะ ค้นพบว่าอ้า ปัจจุบันมันโอเคนี่.
>> อื.
>> แล้วฉันไปวนอยู่ในความคิดความกังวลเมื่อ ไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา. ดังนั้นบางคนที่ดู อยู่ตอนนี้อาจจะแบบเออไม่เข้าใจไม่เป็นไร. เพราะว่าครั้งแรกที่ผมฟังเรื่อง Box reading ผมยังอึ้งอยู่เลย. นั่นคือเมื่อ 10 ปีที่แล้วครับนะฮะ.
>> หายใจให้หายใจในกล่องเหรอ ใช่มั้ครับ.
>> แต่อยากให้ทุกคนรับทราบนะครับว่าถ้าหาก ว่าคุณได้ยินคเทนนี้เป็นครั้งแรกแล้วรู้ สึกเอ้ยอยากลอง ยินดีด้วยนะครับ. หนทางของ คุณในการดับความกังวลความทุกข์และแพนิค มันจะเริ่มจากการหายใจนี่แหละ.
>> คุณล่ะครับ มีวิธีในการดูแลเยียวยาความ กังวลความแพนิคใดๆยังไงบ้างนะครับเพื่อนๆ เม้นต์มาหน่อย. ทุกครั้ง ที่ผมอ่านคอมเมนต์ใน inbox จะมีเจอคนที่ บอกว่าตัวเองกำลังจะฆ่าตัวตายและสิ้นหวัง แล้วบอกว่ามันมืดแล้ว.
>> ครับ.
>> ไม่เห็นแสงอย่างสว่าง. และเชื่อว่าในคทent วันนี้ถ้าดูมาถึงจุดนี้ คงมีคนอย่างน้อย แน่นอน 1 คน.
>> ครับ.
>> ที่คิดแบบนั้น.
>> ครับ.
>> ว่าเขาต้องการจบชีวิตลง.
>> ครับ.
>> เท่าที่หมอทำงานมาหลายทศวรรษ. เป็นโฆษกแล้วในวันนี้เนี่ยไม่ได้กดดันนะ ฮะ.
>> แต่อยากจะฟังว่า.
>> ความคิดไหน mindsตไหนในวันนี้ที่เขาฟัง อยู่ตอนเนี้ย.
>> จะช่วยทำให้เขา.
>> อาจจะไปต่อกับชีวิตดีครับ. ก่อนที่จะไปถึง mindsตของเขาเนี่ย ผมขอบคุณพี่วูดี้ก่อน. สังคมเราต้องการใครสักคนที่จะรับฟัง. ถ้าคุณเป็นคนที่ใครสักคนมาปรึกษา ขอให้คุณคิด ว่าคุณคือคนที่เทพสุดๆเลย.
>> อือ.
>> คุณคือคนที่เจ๋งมากเลย. เพราะเค้าไว้ใจคุณ ทั้งที่เขาไม่ได้รู้จักคุณมากด้วยซ้ำ.
>> ครับ.
>> เราเชื่อว่าคนใสักคนที่จะจบชีวิตตัวเอง เนี่ยเขารู้สึกว่าเขาไม่มีเยื่อใยกับโลก ใบนี้แล้ว. ถ้าเกิดเราไปพักเาในวินาทีที่ เขาจะจบชีวิตตัวเองเนี่ย กว่าครึ่งเราจะ สามารถเซฟชีวิตเขาได้. แต่สำหรับคนที่รู้ สึกแย่จริงๆเนี่ย ผมก็จะบอกว่า เมื่อกี้เราพูดเรื่องวันที่มันมืดมากเนาะ. คนที่รู้สึกแย่คือเขา้าไม่เห็นแสงไม่เห็นอะไรทั้ง สิ้นน่ะ มันเหมือนกลางคืนน่ะ. แต่ถ้าเรานึก ย้อนกลับไปดีๆอ่ะ เวลาที่เราอยู่ในห้องที่ มืดที่สุด สมมุติว่าเราปิดไฟห้องนี้ลง คุณ จะเริ่มปรับสายตาของคุณ. คุณจะเริ่มค่อย ค่อยมองเห็นมัน. ค่อยๆสว่างมากขึ้น. มนุษย์มี ความพิเศษ. ร่างกายคุณมีความพิเศษ. ถ้าคุณ สามารถอดทนผ่านช่วงเวลาวิกฤตที่เป็น เหมือนความมืดคุณได้ คุณจะเริ่มปรับตัว ค่อยๆรับมือกับมันได้. ให้เวลาซะหน่อย. ให้เวลาตาของคุณได้ปรับซะหน่อย. เพราะกลางคืนมันทำให้เราเห็นบางอย่างที่เราไม่เคยเห็น. นั่นคือแสงดาว. ในช่วงเวลาที่เลวร้าย คุณจะมองเห็นบางอย่างที่คุณไม่เคยมองเห็น. แล้วสุดท้ายนะครับ พี่วูดี้. ไม่มีคืนไหนที่มันไม่จบลง. ไม่ว่าค่ำคืนนั้นมันจะยาวแค่ไหนก็ ตาม. วันนึงรุ่งเช้ามันจะต้องมาถึง. ขอให้คุณเชื่อไว้ว่า ถ้าตอนนี้เป็นกลางคืนของคุณ คุณจะค่อยๆปรับตัวได้. ผมเชื่อว่าเรามาอยู่ จุดนี้ได้อ่ะ เพราะว่าเรายังอดทน. อย่างน้อยคุณผ่านโควิดมาได้แล้ว. ถ้าคุณฟังคลิป นี้อยู่อ่ะ คุณผ่านวิกฤตที่คนเป็นล้านคน เสียชีวิตบนโลกนี้ได้ละ.
>> คุณควรจะภูมิใจในตัวเองแล้ว. คุณเชื่อมั่นเลยว่า.
>> เดี๋ยวมันจะผ่านไปอีกแล้ว. คุณจะมีความแข็ง แกร่งขึ้นเรื่อยๆ. ทุกครั้งที่คุณผ่านวิกฤต. คุณอาจจะหลีกเลี่ยงมันไม่ได้. หลบมันไม่ได้. ปัญหามันยังจะเข้ามาถาโถมเรื่อยๆครับ. แต่ขอให้เชื่อว่าคุณจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ. แค่หยุดยืนรับมือกับมัน. แล้วก็ตัวเองผ่าน สถานการณ์นั้นไปได้. ฟังแล้วดีใจกับทุกคนที่ได้ดูมาถึงจุดนี้ กับคเทนนี้ไปต่อนะครับ. เพราะพรุ่งนี้พระ อาทิตย์ขึ้นแน่นอน.
>> ถูกต้อง.
>> แต่พรุ่งนี้ที่ว่าพระอาทิตย์ขึ้นแล้วความ มืดจะหายไปมันจะนาขนาดไหนมันก็เป็นบททด สอบตัวเราเองในชีวิตนี้แล้ว. มันมีเรื่องดี ๆอยู่. มีของรางวัลอันงดงามรอคุณอยู่เมื่อ คุณก้าวผ่านสิ่งๆนี้แล้ว. ทุกอย่างมันก็จะ ผ่านไป. เราคอยที่จะเจอกันอีกครั้งหนึ่งใน กลางเดือนนี้กับงานใหญ่. และเราเป็นกำลังใจ ให้กับทุกคนเสมอ.