Transcription
มีวิธีคิดแบบนึงที่นักปรัชญาทุกคนใช้ แต่ไม่ค่อยมีใครสอนกันจริงจังอยู่ครับ และมันคือวิธีการคิดแบบตรรศาสตร์ ไม่ว่าคุณจะอ่านงานด้านไหน จะเรื่องความจริง ชีวิต เศรษฐกิจ สังคม สิ่งที่คุณต้องพบเจอแน่ๆ ก็คือตรรกะ แต่ว่าจริงๆ แล้วตรรกะมันทำงานยังไง เดี๋ยวเรามาดูกันครับ
สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อเจต และผมเรียนจบปรัชญาศาสนามา คนจะได้ไม่ต้องถามนะ และวันนี้เรามาพูดเรื่องตรรกะกันครับ ก็เป็นแบบเบื้องต้นแบบ 101 เนาะ ไปดูกันว่ามันคืออะไร ยังไง การจะคิดแบบมีตรรกะที่ดีเนี่ย เราควรจะใส่ใจเรื่องอะไรบ้าง แล้วเดี๋ยวเราจะลองใช้ตรรกะวิเคราะห์แนวคิดให้ดูด้วยนะครับ
เวลาพูดถึงคำว่าตรรกะเนี่ย โดยทั่วไปแล้วเนาะ หลายๆ คนก็คงนึกถึงเรื่องแบบความมีเหตุมีผล ความคิดแบบเป็นขั้นเป็นตอนน่ะเนาะ คือแบบ ถ้าคุณคิดแบบมีตรรกะที่ดีเนี่ย ความคิดของคุณก็จะไม่พัง หรือว่าแบบไม่บ่งนะครับ ซึ่งมันก็เป็นประมาณนั้นแหละนะครับ
ตรรศาสตร์ หรือว่า Logic เนี่ย ด้วยรากคำเอง ตรรกะ ซึ่งเป็นคำสันสกฤตนะครับ หรือว่าคำบาลีก็คือตรรกะ ก็จะแปลว่าการนึก การคิด การตรึกตรองนะครับ ก็เป็นคำกรีก ถ้าแปลตรงตัวเนี่ย ก็จะแปลว่าถ้อยคำ การพูดกันจา แต่ถ้าไม่ตรงตัวหน่อยเนี่ย ก็จะแปลว่าภาษา หรือว่าเหตุผลไปเลยก็ได้
ตรรศาสตร์เนี่ย ก็คือการศึกษาวิธีการนึกคิด และการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดของมนุษย์ เพื่อดูว่าวิธีการที่ควรจะถูกต้องที่สุดเนี่ย เป็นยังไง ถ้าเรามีข้อมูลแบบนี้ แบบนี้ เราจะสรุปความยังไง มันถึงจะสมเหตุสมผล ซึ่งตรรศาสตร์ก็จะมีทั้งที่ตามระเบียบแบบแผน เป็น Formal Logic อะครับ แบบที่ใช้กันในทางปรัชญา คณิตศาสตร์ หรือว่าโปรแกรม และก็แบบไม่ตามระเบียบแบบแผน Informal Logic ก็จะเป็นแบบที่เราเข้าใจ หรือว่าใช้งานกันในสังคมทั่วไปนี่แหละ แต่ด้วยความที่เราพูดคุยถึงบริบทของปรัชญากันอยู่เนี่ย ผมก็จะเน้นไปที่ Formal Logic อะครับ ในคลิปนี้ ณ จุดนี้นะครับ
บางคนก็อาจจะตั้งคำถามแล้วแหละว่า การจะหาระเบียบแบบแผน การจะไปศึกษาการคิดเนี่ย แล้วการคิดเนี่ย มันคือยังไงนะ เพราะว่าการคิดเนี่ย มันก็มีหลายแบบเนาะ การคิดถึงเรื่องกฎเกณฑ์ว่าโลกนี้ทำงานยังไง การคิดว่าทำยังไงให้สินค้าขายดี กับการคิดว่าเย็นนี้จะกินอะไรดีเนี่ย มันก็มีความแตกต่างกันนะครับ
เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนนะ ครับ เราก็จะมองไปถึงสิ่งที่มีร่วมกันของการคิดหลายๆ แบบ แล้วก็ตีความไปเลยว่า การคิดในบริบทของตรรศาสตร์เนี่ย คือการหา การหา ไม่ใช่การคิด คือการหาข้อสรุปจากข้อมูลตั้งต้น หรือบางคนอาจจะใช้การดึงดึงข้อสรุป การจั่วข้อสรุปแบบ draw conclusion อย่างนี้ก็ได้นะครับ
ในทางปรัชญาเนี่ย จะมีอีกคำนึงที่เกี่ยวข้องกัน ก็คือคำว่า Syllogism จริงๆ ตรงตัวมันแปลว่าการอนุมาน หาข้อสรุปอ่ะแหละ แต่ว่ามันจะมีโครงสร้างของมันอยู่อย่างเช่น ต้องมีอย่างน้อย 2 ข้อตั้งต้น มีข้อตั้งต้นที่ 1 ข้อตั้งต้นที่ 2 เรานำมาจัดเรียงตามระเบียบ แล้วก็ดึงข้อสรุปออกมา
ตรรกศาสตร์เนี่ยนะครับ มันเป็นการดูว่าเรามีข้อตั้งต้นยังไง เราไปรู้ เราไปเชื่อเรื่องอะไรมาบ้าง แล้วจากสิ่งที่เรารู้ เราเชื่อเนี่ย เราสามารถอนุมานสรุปข้อมูลเพิ่มขึ้นมายังไงได้บ้าง โดยให้มันสมเหตุสมผล ให้มันไม่เกิดความผิดพลาด
ยกตัวอย่างง่ายๆ แบบที่เจอกันได้ในห้องเรียนปรัชญาเบื้องต้นน่ะนะครับ ก็จะ ข้อตั้งต้น 1: มนุษย์ทุกคนล้วนหายใจได้ ซึ่งเราก็น่าจะรู้กันอยู่แล้วนะครับ ใครที่ยังไม่รู้ก็รู้ไว้นะครับ ข้อตั้งต้น 2: เจตมนุษย์ ซึ่งทุกคนก็เห็นได้ว่าน่าจะจริง ผ่านหน้าจอตอนนี้อนะครับ จาก 2 ข้อตั้งต้นดังกล่าวเนี่ย เราสรุป หรือว่าอนุมานข้อสรุปออกมาได้ว่า เจตหายใจได้ ทั้งๆ ที่ทุกคนไม่ต้องเคยได้ยิน หรือว่าเคยได้เห็นผมหายใจ และนี่แหละนะครับ คือการทำงานของตรรกะ
เมื่อใช้ตรรกะได้ อย่างสมเหตุสมผลเนี่ย ถ้าข้อตั้งต้นเป็นจริง ข้อสรุปจะเป็นจริงด้วย แต่ถ้าข้อตั้งต้นมันผิด ข้อสรุปก็จะผิดนะ แบบถ้าจริงๆ แล้วเจตไม่ใช่มนุษย์ แต่เจตเทพบุตรสุดหล่อ อันนี้ก็จะไม่ต้องแปลว่าเจตจะต้องหายใจได้นะครับ เพราะว่าเทพอาจจะไม่ต้องหายใจก็ได้ [ __ ] เอ้ย เทพบุตรสุดหล่อกูจะบ้า
ในทางปรัชญาเนี่ยนะครับ ตรรกะเป็นเครื่องมือ เอาไว้ตรวจสอบวินิจฉัยว่า ในการถกเถียงประเด็นต่างๆ กันเนี่ย คุณมีขั้นตอนการดึงข้อสรุปออกมาได้อย่างสมควรแล้วหรือเปล่า ซึ่งในการถกเถียงเนี่ย ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะถูกหรือว่าจะผิดเนี่ยนะครับ เราก็ควรจะมีตรรกะที่ถูกต้องไว้ก่อน ในทางปรัชญาเนี่ยสำคัญมากนะครับ เดี๋ยวดูไปเรื่อยๆ แล้วทุกคนคงเห็นว่ามันสำคัญยังไงแหละ
จริงๆ แล้วตรรกะก็เป็นสิ่งที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันน่ะนะครับ บางทีก็ใช้โดยไม่ได้คิด ตั้งใจจะใช้ด้วยซ้ำ ทางปรัชญา ก็เป็นประมาณนั้นแหละ แต่ว่าจะมีระเบียบแบบแผนมากกว่าทั่วไปเนาะ ทีนี้เราไปดูกันนะครับว่า การถกเถียง การพูดคุยเรื่องแนวคิด โดยใช้ตรรกะที่ดีเนี่ย เราควรใส่ใจเรื่องอะไรบ้าง
อย่างแรกที่ควรทำความเข้าใจเลยนะครับ ก็คือการใช้ตรรกะในการถกเถียงเนี่ย มันมีส่วนประกอบยังไง การที่เราจะอธิบายความคิดให้คนอื่นเข้าใจเนี่ย การที่เราจะอธิบายว่าทำไมเราถึงมีความคิดแบบนี้ ทำไมเราถึงคิดว่าคิดแบบนี้ แล้วมันถูกต้อง แกนหลักเลยเนี่ย ก็ประกอบด้วย 2 ส่วนนะ ครับ ก็คือ 1. Premise ข้อตั้งต้น และก็ 2. Conclusion ข้อสรุป
Premise หรือว่าข้อตั้งต้นเนี่ย จริงๆ เราแปลว่าข้อมูลก็ได้ เนาะ เพราะคำว่า Premise เนี่ย จริงๆ มันก็แปลว่าตั้งต้นนั่นแหละนะฮะ แต่เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับคำว่า Information เนาะ ในทางตรรกศาสตร์เราจะแปลว่าข้อตั้งต้นไปเลย ซึ่งมันก็คือส่วนที่เราจะใช้เพื่อดึงข้อสรุปนั่นแหละ เราเอาข้อตั้งต้นมาเรียงๆ กันดูนะครับว่ามีอะไรยังไงบ้าง แล้วเราก็ดึงส่วนที่ 2 Conclusion เนาะ บทสรุปออกมา
ในการจะดึงข้อสรุปที่ดีได้นะครับ เรามีหลักการอยู่ว่า ข้อตั้งต้นเนี่ย ควรจะชัดเจนที่สุด ชัดเจนในที่นี้นะครับ ก็คือชัดเจนใน Universality ความสากล และก็ชัดเจนใน Connectivity การเชื่อมโยง
ในความสากล ก็คือสิ่งที่เรากำลังพูดถึงเนี่ย มันเป็นสิ่งเจาะจงเฉพาะอันนั้นอันเดียว คนนั้นคนเดียว เหตุการณ์นั้นเหตุการณ์เดียว หรือเปล่า หรือเราพูดถึงคนบางคน บางเหตุการณ์ สิ่งของบางอัน หรือว่าเราพูดถึงสิ่งสากล คนคือคนทุกคน เหตุการณ์คือทุกเหตุการณ์ ทุกเวลา สิ่งของคือสิ่งของชนิดนั้นทุกชิ้น เราควรจะชัดเจนนะครับว่าเราจะนับอะไรบ้าง ไม่นับอะไรบ้าง เพราะว่ามันจะมีผลต่อการดึงข้อสรุป
ถ้าบอกว่าสมมุตินะครับ ข้อตั้งต้นที่ 1: แมวทุกตัวดื้อ ข้อตั้งต้นที่ 2: อีปลาทูเป็นแมว แล้วดึงข้อสรุปว่า ดังนั้นอีปลาทูดื้อ อันนี้ก็จะ valid นะครับ สมเหตุสมผล แต่ถ้าบอกว่าแมวบางตัวดื้อ อีปลาทูเป็นแมว ดังนั้นอีปลาทูดื้อ อันนี้ก็ไม่ได้เนาะ เพราะว่าไม่มีเหตุผลสืบเนื่องเพียงเพียงพอให้เรารู้ว่าอีปลาทูเนี่ย เป็นหนึ่งในแมวบางตัวที่ดื้อหรือเปล่า อีปลาทูมันอาจจะน่ารักก็ได้ แบบเหมียวๆ [เสียงหัวเราะ] ผลสรุปที่สมเหตุสมผลมันต่างกันนะครับ เพราะฉะนั้นเราควรชัดเจนในความสากล
และการชัดเจนในความเชื่อมโยงเนี่ย คือการบอกชัดๆ ไปเลยว่าตัว entity ต่างๆ ที่เราพูดถึงเนี่ย มันมีความเชื่อมโยงกันยังไง ด้วยคำอย่างเช่น and และนะครับ all หรือ both ทั้งคู่ ไม่ใช่ทั้งคู่ all ซึ่งเป็น exclusive all นะครับ ก็คือถ้าแต่ถ้าอย่างนึงถูกอีกอย่างนึงจะผิด ถ้าเป็นอย่างนึงจะไม่เป็นอีกอย่างนึง หรืออย่างคำว่า if then ถ้าแล้ว ถ้าจะถ้าก็ เนี่ย ก็ควรให้ชัดเจนนะครับ อย่างน้อยคือมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แหละ
โดยรวมก็คือวางข้อตั้งต้นให้ชัดเจนที่สุด ว่าเราพูดถึงใคร หน่วยไหนบ้าง อะไรบ้าง จำนวนแค่ไหน และสิ่งต่างๆ ที่พูดถึงเนี่ย มันเชื่อมโยงกันยังไง พอทำอย่างนี้แล้วนะครับ เราก็จะทำการ infer เราจะอนุมานถึงข้อสรุป
และทางตรรกศาสตร์เนี่ย ก็จะมีระเบียบแบบแผนในการอนุมานอยู่ว่า เราสามารถอนุมานแบบไหนได้บ้าง มันถึงจะสมเหตุสมผล ซึ่งมันก็มีเยอะมากอนะครับ อาจจะไม่ได้เอามาให้ดูหมด หลายๆ อย่างเนี่ย ก็เป็นกฎแบบที่ใช้ในคณิตศาสตร์ หรือว่าในโปรแกรมมิ่งนั่นแหละ แต่ผมว่าที่สำคัญที่สุดเลยนะครับ ที่เอามาแชร์ให้ฟังเนี่ย 4 อันหลักก็คือ Modus Ponens, Modus Tollens, แล้วก็ Hypothetical Syllogism แล้วก็ Disjunctive Syllogism
ซึ่งคำมันก็ฟังดูยากเนาะ แต่ว่ามันไม่ได้เข้าใจยากขนาดนั้นนะครับ เดี๋ยวผมลองอธิบายแบบเบาๆ ให้ฟัง
Modus Ponens นะครับ ก็คือแบบแผนรับรองของประโยค "ถ้าแล้ว" อ่ะ บางทีเนี่ย เราก็จะเห็นเขาอธิบายกันเป็นสูตรเนาะ อารมณ์แบบคล้ายๆ สูตรคณิตศาสตร์เลย แต่ว่าใช้เป็นคำพูด: If P then Q. P. Therefore Q. ถ้าเกิด P แล้วจะเกิด Q. พอมีข้อมูลเพิ่มว่า P เป็นจริง ดังนั้น Q จะเป็นจริงด้วย
ตัวอย่าง เช่นนะครับ จากประโยคทั่วไป: ทุกวันศุกร์ ทิพย์จะเข้าวัดอย่างไม่เคยขาด มันก็แปลงเป็นประโยค "ถ้าแล้ว" ได้ว่า: ถ้าวันนี้เป็นวันศุกร์ แล้วทิพย์จะเข้าวัด (เป็นข้อตั้งต้น 1) แล้วถ้าเกิดมีข้อตั้งต้น 2 คือ: วันนี้เป็นวันศุกร์ ปุ๊บ เราก็จะสามารถอนุมานโดยการรับรองได้เลยว่า: วันนี้ทิพย์จะเข้าวัด อันนี้ก็เป็นตรรกะที่สมเหตุสมผลเนาะ
แล้วถ้าตรรกะมันเพี้ยน มันวิบัติล่ะครับ จะเป็นยังไง? ข้อตั้งต้น 1: ถ้าวันนี้เป็นวันศุกร์ ทิพย์จะเข้าวัด ข้อตั้งต้น 2: วันนี้ทิพย์เข้าวัด แต่คนเราดันไปสรุปว่า ดังนั้น วันนี้เป็นวันศุกร์ อันนี้คือตรรกะเพี้ยนนะ ครับ ตรรกะวิบัติแล้ว พอมันวิบัติอย่างเงี้ย เราแก้อะไรไม่ได้ด้วย เพราะมันไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลมาตั้งแต่แรก ผมก็อาจจะวาดรูปให้ดูนะครับ ถ้ามองจากรูปเนี่ย จะชัดเจนเลย จากข้อมูล หรือว่าข้อตั้งต้นที่มีเนี่ย เราสรุปว่าวันนี้เป็นวันศุกร์ไม่ได้ เพราะทุกวันศุกร์ทิพย์จะเข้าวัดไม่เคยขาด คือมันสรุปกินความไปถึงจุดนั้นไม่ได้ว่าทุกวันที่ทิพย์เข้าวัดเป็นวันศุกร์ ถ้าคุณคิดอย่างนี้ก็คือคุณเข้าใจผิด และความคิดของคุณไม่สมเหตุสมผล ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรนะครับ เราก็แก้ไขเนาะ แต่ถ้าคุณยังยึดว่าคุณถูกอยู่เนี่ย ตรรกะคุณก็จะพังไปเลย
Modus Tollens นะครับ ก็คือแบบแผนการปฏิเสธ: If P then Q. Not Q. Therefore not P. ถ้าเกิด P แล้ว Q. ถ้า Q เป็นเท็จ P จะเป็นเท็จด้วย
ใช้จากข้อตั้งต้นเดิมเลยนะครับ: ถ้าวันนี้เป็นวันศุกร์ ทิพย์จะเข้าวัด (ข้อตั้งต้น 1) ข้อตั้งต้น 2: วันนี้ทิพย์ไม่ได้เข้าวัด ดังนั้น อนุมานได้เลยว่า: วันนี้ไม่ใช่วันศุกร์ อันเนี้ยสมเหตุสมผล แต่ถ้าบอกว่า วันนี้ไม่ใช่วันศุกร์ ดังนั้น ทิพย์ไม่เข้าวัดเนี่ย อันนี้ไม่สมเหตุสมผลนะครับ อันนี้ตรรกะวิบัติ
Hypothetical Syllogism อนุมานคาดคะเน: If P then Q. If Q then R. Therefore if P then R. ถ้า P แล้ว Q. ถ้า Q แล้ว R. ดังนั้น ถ้า P แล้ว R.
อย่างเช่น: ถ้างูเห่า แผลแม่เบี้ยจะแสดงว่ามันตื่นตัว. ถ้างูเห่าตื่นตัว มันจะพร้อมฉก. ดังนั้น อนุมานสรุปได้เลยว่า: ถ้างูเห่า แผลแม่เบี้ย มันจะพร้อมฉก. อันนี้สมเหตุสมผล ก็เป็นกฎการสืบต่อคุณลักษณะเนาะ
Disjunctive Syllogism อนุมานแยกส่วน: P or Q. Not P. Therefore Q. P หรือ Q. ไม่ใช่ P. ดังนั้น Q.
อย่างเช่นนะครับ ในงานศพวันนี้เป็นต่อจะใส่เสื้อสีขาว หรือใส่เสื้อสีดำ. สมมุติว่าเขาไม่มีเสื้อลายสลับแล้วกัน. ข้อตั้งต้นที่ 2: เป็นต่อไม่ได้ใส่เสื้อสีขาว. อันนี้ก็อนุมานได้เลยว่า: เป็นต่อจะใส่เสื้อสีดำ.
ระเบียบแบบแผนหลักๆ ของตรรกศาสตร์ ก็จะรูปแบบเป็นประมาณเนี้ยนะครับ ถ้าคุณคิด หรือว่าโต้แย้งอย่างถูกต้องตามระเบียบแบบแผนเนี่ย มันจะยืนยันว่าการคิดของคุณมันสมเหตุสมผล พอมันสมเหตุสมผลแล้วเนี่ย ถ้าข้อตั้งต้นมันเป็นจริง หรือว่ายอมรับได้ ควรเชื่อถือ บทสรุปก็จะเป็นจริง ยอมรับได้ ควรเชื่อถือเหมือนกัน หรือว่าถ้ามันสมเหตุสมผลแล้วเนี่ย เรารู้สึกว่าเรายอมรับบทสรุปไม่ได้ ก็จะแสดงว่ามันมีปัญหาอยู่ ที่ข้อตั้งต้น
ซึ่งก็ขอบอกตรงนี้ไว้เลยนะ ครับ การคิดที่ถูกหลักตรรกศาสตร์และสมเหตุสมผล ไม่จำเป็นจะต้องเป็นจริง ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องถูกต้อง หรือว่าควรเชื่อ หรือแต่ถ้ามันผิดเนี่ย เราจะเห็นค่อนข้างชัดเจนเลยว่ามันไปผิดที่ตรงไหน ข้อตั้งต้นไหน เพราะว่ามันสมเหตุสมผลไง ข้อตั้งต้นมันจริง ข้อสรุปมันจะจริงด้วย ถ้าบทสรุปออกมา เรายอมรับไม่ได้ เราว่ามันไม่จริง แสดงว่าปัญหามันอยู่ที่ข้อตั้งต้นแล้ว พอเราเรียงข้อตั้งต้นออกมา เราก็จะเห็นชัดเจนขึ้นนะครับว่ามันไปผิดที่ตรงไหน
ในทางตรรกศาสตร์เนี่ย เราจะมีการแยกอย่างชัดเจนนะครับ ระหว่าง Validity ความสมเหตุสมผล กับ Soundness ความถูกต้อง ความปลอดภัย สิ่งที่ valid ก็คือถูกต้องตามตรรกะ ถ้าข้อตั้งต้นถูกต้อง ข้อสรุปจะถูก สิ่งที่ sound คือถูกต้องตามตรรกะ และถูกต้อง หรือยอมรับได้ในความเป็นจริงด้วย Sound ในที่นี้ก็คือแบบในคำว่า save and sound น่ะนะครับ ไม่ได้แปลว่าเสียงอ่ะนะ
ที่ต้องแบ่งเพราะว่าไม่ใช่ทุกอย่างที่ถูกตรรกะ จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องอ่ะนะ ครับ แต่ถ้ามันไม่ถูกตรรกะ มันจะไม่ถูกแน่นอน ตรรกะเนี่ย มันมีไว้เพื่อวินิจฉัยว่า แนวคิดนี้มันมีหลักการ มันเป็นผิดเป็นถูกได้มั้ย หรือมันเป็นแค่คำพูดลอยๆ ที่แบบไม่ได้ make sense เฉยๆ แล้วถ้ามันถูกตรรกะ มีหลักการ แต่มันไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงเนี่ย แล้วมันผิดพลาดที่ตรงไหน ข้อตั้งต้นไหน ถ้าคิดแบบมีระเบียบแบบแผนทางตรรกะเนี่ย เราก็จะเห็นจุดผิดพลาดค่อนข้างชัดเจนเลยนะครับ เราก็จะไปแก้ไขได้ ไปถกเถียงเพิ่มได้
มาถึงตรงนี้หลายคนคงจะมีคำถามแล้วแหละว่า ปรัชญาเอาวิธีผู้นี้ไปวินิจฉัยแนวคิดยังไงวะ เพราะมันก็ฟังดูเหมือนเรื่องทั่วๆ ไปเนาะ คนธรรมดาก็คิดเป็นตรรกะนะ แค่อาจจะไม่ได้เป็นแบบแผนเฉยๆ การต้องมากางให้ดูว่าข้อมูลตั้งต้นมันเป็นยังไง เราสรุปออกมายังไงเนี่ย มันจะไม่ทำให้เรื่องยุ่งยากเกินความจำเป็นหรอ ซึ่งก็เข้าใจได้นะครับ โดยทั่วไปเราคุยกันทางปรัชญาเนี่ย เราก็ไม่ได้กางความเป็นเหตุเป็นผลอย่างนี้ทุกครั้งหรอก แต่บางทีนะ ครับ เวลาที่เราอยากจะวินิจฉัยงานแบบที่จริงจังเนี่ย การกางความเป็นเหตุเป็นผลมาให้ดูอย่างเงี้ย มันจะเห็นภาพชัดเจนมากกว่า และนักปรัชญาบางคน บางสายเนี่ย ก็ยังใช้วิธีแบบนี้อยู่จนถึงทุกวันนี้
และในส่วนนี้นะครับ ผมก็จะลองเอาแนวคิดมาใช้ตรรกะกลางความเป็นเหตุเป็นผลวินิจฉัยให้ทุกคนดูแล้วกัน แนวคิดที่เราจะลองมาดูกัน ก็คือ Legalism นะครับ หรือบางคนก็เรียก ขนบ นิติธรรม แนวคิดนี้ก็เป็นหนึ่งในแนวคิดทางจริยศาสตร์ว่าด้วยความดีความถูกต้องเนาะ ฝั่ง Legalist ก็ตามชื่อเนาะ จะมีการถือหลักนิติธรรม หรือว่าหลักกฎหมายนี่แหละ ว่ามีการเกี่ยวข้องกับเรื่องความดี หรือการกระทำที่ถูกต้อง
มุมมองจากหนึ่งในฝั่งที่ radical ที่สุด โต่งของเขาเลยเรียกว่า Fundamental Legalism ก็ได้นะครับ นิยมแบบรากฐาน คือว่าหลักนิติธรรม หรือว่าตัวกฎหมายเองเนี่ย เป็นรากฐานของความดี ของการกระทำที่ถูกต้อง จะทำดีได้ เป็นคนดีได้ จะต้องมีการกระทำที่ไม่ขัดไม่ผิดกฎหมาย ใครที่ทำผิด ก็สมควรจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ทุกกรณี หรือถ้าสุดโต่งขึ้นมาอีกหน่อยก็จะบอกว่า ควรได้รับโทษสูงสุดด้วย สังคมที่บังคับใช้กฎหมายอย่างนี้ได้นะครับ ก็คือสังคมที่ดี
แนวคิดเบื้องต้นก็ประมาณนี้เนาะ ซึ่งหลายๆ คนในสังคมเราเนี่ย ก็คิดอย่างนั้นจริงๆ นะครับ แนวคิดนี้ลองฟังดูครั้งแรก ไม่ต้องคิดอะไรมาก มันก็ฟังดูไม่ได้ผิดอะไรด้วย แต่ผมจะชวนคนทุกคนมาลองใช้ตรรกะวินิจฉัยดูนะครับ ว่าเราจะเห็นอะไรบ้าง
หนึ่งในข้อตั้งต้นหลักของฝั่งนี้ก็คือ: คนดีย่อมไม่ทำผิดกฎหมาย การกระทำที่ดี ย่อมไม่ผิดกฎหมาย แต่เราโฟกัสไปที่คนแล้วกัน พูดให้ชัดเจนขึ้นนะครับ ก็จะเป็น: คนดีทุกคน ไม่เป็นคนทำผิดกฎหมาย แปลงให้เป็นประโยค if ก็จะเป็น: ถ้าคุณเป็นคนดี คุณจะไม่ใช่คนทำผิดกฎหมาย
สิ่งที่เราดึงข้อสรุปได้เพิ่มเติมนะครับ ตามระเบียบแบบแผนใช้ Modus Ponens เนี่ย ก็คือ: ถ้าคุณทำผิดกฎหมาย คุณจะไม่ใช่คนดี หรือถ้าเราเคร่งตรรกะ อยากจะใช้ภาษาตรรกศาสตร์จริงๆ เนี่ย มันจะเป็น: ถ้าคุณไม่เป็นคนทำผิดกฎหมาย คุณจะไม่ใช่คนดี แต่ค่าติดลบ 2 ครั้งก็กลายเป็นบวกอนะ ครับ ถ้าวาดเป็นภาพให้ช่วยเข้าใจง่ายขึ้น ก็ประมาณนี้เนาะ การสรุปแบบนี้ก็จะสมเหตุสมผลนะครับ ถึงจะเป็นแค่ตัวอย่างเบาๆ นะ ครับ แต่ว่าเผื่อใครไม่สบายใจ โอ้ย เรื่องคนดีมันพูดแค่นี้ไม่ได้หรอก ก็ไม่เป็นไรนะครับ เดี๋ยวผมเพิ่มเงื่อนไขให้ด้วยก็ได้ ให้ข้อตั้งต้นมันเป็น: คนดีย่อมไม่ทำผิดกฎหมาย และย่อมช่วยเหลือผู้อื่นก็ได้ ถ้าคุณเป็นคนดี คุณจะไม่ทำผิดกฎหมาย และคุณจะช่วยผู้อื่น การกระทำที่ดีคือการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมาย และช่วยเหลือผู้อื่น เอางี้ไปเลยก็ได้นะครับ เพิ่มความ spicy ให้มันนิดนึง
มาถึงตรงนี้เนี่ย ทุกอย่างก็ยังดูสมเหตุสมผล แล้วก็ยอมรับได้อยู่เนาะ แต่ก็อย่างที่บอกนะครับ การที่มันสมเหตุสมผลเนี่ย ไม่ได้แปลว่ามันถูกต้อง วิธีการนึงที่ปรัชญาใช้ เพื่อจะตรวจสอบว่าแนวคิดต่างๆ เนี่ย มัน hold up มันคงทนต่อการวินิจฉัยด้วยตรรกะมั้ย ก็คือการใช้ thought experiment การทดลองทางความคิด เราจะทดลองคิดถึงต่างๆ ว่าในแต่ละฉาก แต่ละสถานการณ์ ไอ้ประโยคแนวคิดที่ฟังดูสมเหตุสมผลอันนี้อ่ะ มันยังฟังดูรับได้ หรือว่าถูกต้องอยู่หรือเปล่า
ถ้าอย่างสมมุติว่านายอนุทินช่วยคุณยายข้ามถนน อันนี้เราก็ยังพูดได้อยู่นะครับว่า นายอนุทินเป็นคนดี การกระทำนี้เป็นการกระทำที่ดี เพราะมันช่วยผู้อื่น และไม่ผิดกฎหมาย แต่ด้วยความที่ตอนนี้คำมันเป็น Universal มันสากลอยู่นะครับ คนดีมันหมายถึงคนดีทั้งหลาย คนดีทั้งหมด คนดีทุกคน ผู้ใดก็ตามที่ย่อมจะเป็นคนดี ไม่ว่าจะเป็นใครเนี่ย จะต้องไม่เป็นคนที่ทำผิดกฎหมาย งั้นเราก็ลองคิดซิว่า มันมีสถานการณ์ไหนที่เป็นไปได้มั้ย ที่จะทำให้บทสรุปนี้มันพัง
ตัวอย่างนะครับ คุณลองคิดถึงสถานการณ์แบบนี้ดู มีคุณพ่อคนหนึ่งเรียกว่าคุณพ่อไก่ก็แหละ คุณพ่อไก่เนี่ย ก็เป็นคนไทยยุคปัจจุบัน ทำอาชีพเป็นนักดับเพลิง มีลูกสาวคนหนึ่งอายุอายุ 17 ปี เป็นคนคอยช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่ทำได้อยู่ตลอด เป็นอาสาพัฒนาสังคม ชอบบริจาคสิ่งของให้คนยากไร้ เจอใครมีปัญหา คุณพ่อไก่จะคอยช่วยเหลือตลอด แต่แกเนี่ย ดันโชคร้ายนะ ครับ โชคชะตาพลิกผัน แกเนี่ยตรวจพบว่าแกเป็นมะเร็ง อาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 1 ปี แล้วแกเนี่ย ก็เก็บเรื่องนี้ไว้ ไม่ได้บอกกับใคร ด้วยความหวังดีของแกนะ ครับ วันนึงที่แกพาลูกสาวแกไปทานข้าว ความ spicy จะเริ่มตรงนี้นะครับ เมื่อทานข้าวกันเสร็จเนี่ย คุณพ่อไก่ได้พาลูกสาวออกไปดื่มเบียร์ ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการสอนให้ลูกสาวเข้าใจผลของแอลกอฮอล์ ให้รู้ลิมิตตัวเอง ดูแลตัวเองได้ จะได้ไม่ต้องให้ใครตามดูแล คอยเป็นภาระคนอื่น ด้วยความที่ตัวแกเองเนี่ย ก็อาจจะไม่ได้อยู่ดูแลลูก ตอนที่ลูกบรรลุนิติภาวะแล้วนะครับ แกเลยคิดว่ากระทำแบบนี้ตอนนี้ไปเลย จะดีกว่า ซึ่งมันก็ฟังดูเป็นเรื่องราวที่ Bitter Sweet อ่ะนะครับ มีเรื่องน่าเศร้า แต่ก็มีเรื่องที่รู้สึกดี ในคติทั่วไปแล้วเนี่ย คุณพ่อไก่ก็ดูเป็นคนที่อบอุ่น ใจดี เป็นคนดีเลยด้วยซ้ำในฉากทัศน์นี้
จากข้อตั้งต้นตามเดิม จะสามารถสรุปได้อย่างชัดเจนเลยว่า คุณพ่อไก่ไม่ใช่คนดี เพราะถ้าเป็นคนดี ต้องช่วยเหลือผู้อื่น และไม่ทำผิดกฎหมาย การกระทำของเขาเนี่ย พูดได้แหละว่าช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือลูก และก็ช่วยสังคมด้วย แต่ว่ามันผิดกฎหมายนะครับ ทางตรรกศาสตร์จึงสรุปได้อย่างสมเหตุสมผลว่า คุณพ่อไก่ไม่ใช่คนดี เพราะเป็นคนทำผิดกฎหมาย
ทีนี้ผมว่าสรุปอย่างนี้เนี่ยอ่ะ มันก็จะเกิดความกังขึ้นมาในใจหลายๆ คน หรือจริงๆ ก็เรียกได้ว่าแทบจะทุกคนเลยแหละนะ ครับ โดยทั่วไปเลยอ่ะว่าถ้าเรื่องมันเป็นแบบเนี้ย เราจะสรุปว่าเขาไม่ใช่คนดีแบบง่ายๆ อย่างนี้เลยหรอ แต่ถ้าเราจะสืบเนื่องทางตรรกะของแนวคิดนี้อย่างสมเหตุสมผลเนี่ย มันก็จะเป็นอย่างนั้นแหละครับ
ถ้าเราเล็งเห็นว่าผลสรุปมันไม่ใช่ และคนๆ นี้ไม่เป็นคนดีจริงหรอ การกระทำนี้ในบริบทนี้ไม่ใช่การกระทำที่ดีจริงหรอ ไปสรุปว่าไม่ดี เนี่ยมันดูเพี้ยนๆ พังๆ นะ ไม่น่าเป็นที่ยอมรับนะ ทั้งๆ ที่การอ้างสร้างเหตุผลเนี่ยมันสมเหตุสมผล ก็แสดงว่าแนวคิดนี้มัน valid แต่ว่ามันไม่ sound นะ ครับ มันสมเหตุสมผล แต่ว่ามันไม่ถูกต้อง
ถ้าคิดอย่างนี้นะครับ ด้วยความที่เรามีระเบียบแบบแผนในการคิด เราก็จะตามสืบต่อได้ว่า แล้วทำไมมันไม่ถูก มันเกิดความผิดพลาดที่ตรงไหน ถ้าดูจากตัวคุณพ่อไก่ มีความผิดพลาดที่ตรงนี้หรือเปล่า คือเราคงบอกว่ามีการผิดพลาดในตัวการกระทำของแกไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นแกนหลักของ scenario ที่เราพูดถึงกันอยู่เนาะ ถ้าเปลี่ยนมันก็จะเป็นอีกซีนาริโอไปเลย
ที่เราลองเปลี่ยนได้คือ ถ้าเราลองลองเปลี่ยนในดีเทลล่ะ มีรายละเอียดอยู่ว่าคุณพ่อไก่เป็นมะเร็ง แต่ว่าไม่ได้บอกใคร อ้าว แล้วถ้าเขาบอกใครล่ะ ถ้าเขาบอกคนอื่นทุกคน บอกลูกสาวเค้า บอกสังคมแบบทุกคนรู้หมดเลย ว่าคุณพ่อไก่เนี่ยเป็นมะเร็ง เลยทำแบบนี้ คนก็คงจะเข้าใจเขาได้มากขึ้นน่ะนะครับ แต่จากข้อตั้งต้นเดิมเนี่ย การกระทำของเขาก็ยังไม่ดี เขาก็เป็นคนไม่ดีอยู่ดี เพราะว่ามันผิดกฎหมาย
แล้วถ้าเราลองเปลี่ยนฝั่งคุณพ่อไก่แล้วเนี่ย ผลสรุปมันยังเหมือนเดิมอยู่ ก็แสดงว่าปัญหามันมาจากข้อตั้งต้นอีกส่วนนะครับ แสดงว่าไอ้ตัวแนวคิดคนดี หรือการกระทำที่ดี ย่อมไม่ผิดกฎหมาย และย่อมช่วยเหลือผู้อื่นเนี่ย ไอ้ตัวแนวคิดที่เป็นข้อตั้งต้นอันเนี้ย แม้มันจะฟังดูดี แม้มันจะสมเหตุสมผล มันมีปัญหา บางคนก็อาจจะบอกว่าแนวคิดนี้ผิดเลยนะครับ แต่เราอาจจะไม่ต้องหนักแน่นขนาดนั้นก็ได้นะครับ เราบอกว่ามันไม่สมบูรณ์ก็ได้
เป็นอย่างน้อยแล้ว นี่แค่ข้อตั้งต้นเดียวของขนบแนวคิดอันนี้นะ ถ้าดูร่วมกับข้อตั้งต้นอื่น ที่แบบสุดโต่งน้อยด้วยเนี่ย อย่างแบบว่าคุณพ่อไก่ควรจะได้รับโทษสูงสุด อันนี้คือแบบ คุณจะให้คุณพ่อไก่ไปตายในคุกเลยอ่ะ เพราะว่าการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ผู้เยา เนี่ย ผมเข้าใจว่ามีโทษจำคุกด้วยนะครับ คงใช่แหละ แต่ผมก็ไม่ใช่ทนายนะครับ ไม่คอนเฟิร์มนะ แต่นี่แหละนะครับ คือการใช้ตรรกะวินิจฉัยแบบเบื้องต้น เอาแนวคิดมาดูว่าเราสามารถสรุปอะไรออกมาได้บ้างอย่างสมเหตุสมผล แล้วสืบเนื่องดูต่อว่ามันถูกต้อง หรือว่ามันยอมรับได้หรือไม่ ถ้าไม่ แล้วเกิดความผิดพลาดที่ตรงไหน เราไปแก้ไขตรงไหนได้ เพื่อที่เราจะได้เห็นแนวคิด แล้วก็ผลของแนวคิดอย่างชัดเจนนะครับ จะได้รู้ว่าแนวคิดไหนเนี่ย มันโอเค แนวคิดไหนที่มัน เอ่อ บ้ง
ในกรณีนี้เราก็วินิจฉัยได้ว่า มุมมองแบบนิตินิยมรากฐาน การบอกว่าความดีมันมีรากฐานอยู่ที่การอยู่ในกฎหมายเนี่ย มันมีปัญหา ซึ่งก็ต้อง keep in mind นะ ครับ ว่าการที่มันมีปัญหาเนี่ย ไม่ได้แปลว่าแนวคิดนี้มันไม่มีค่า หรือว่าแนวคิดตรงข้ามจะถูก
ทีนี้ถ้าเราอยากปรับปรุงแก้ไขแนวคิด เราก็ไปดูซิว่าเราปรับปรุงแก้ไขตรงไหนได้บ้าง อย่างเช่นเราว่าความดีมันก็อาจจะต้องพ่วงอยู่กับกฎหมายแหละ แต่มันอาจจะไม่สากล ไม่ทุกกรณี คนดีบางคนคือคนที่ไม่ทำผิด ซึ่งก็จะเกิดปัญหาให้คิดเพิ่มเติมอย่าง แล้วในกรณีไหนที่คนดีเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ในกรณีไหนที่ไม่เกี่ยวล่ะ เกณฑ์การวัดของมันคืออะไร หรือใครจะอยากฉีกไปเป็นเออ จริงๆ การทำความดีไม่เกี่ยวกับกฎหมายก็ได้เหมือนกันนะครับ ไม่ว่าใครจะคิดต่อไปแก้ไขตรงไหนยังไงเนี่ย ในทางปรัชญาเราก็จะนำแนวคิดต่อๆ ไปกลับมาวินิจฉัยด้วยตรรกะเหมือนเดิมอยู่ดี ขัดเกลาจนมันไปแบบไปให้สุดอ่ะ นะครับ ซึ่งไปให้สุดเนี่ย สุดที่ตรงไหนก็ถกเถียงกันได้นะครับ งานปรัชญาเนี่ย ก็จะเป็นประมาณนี้แหละ คนกลุ่มนั้นมีแนวคิดว่าอย่างงี้อย่างงี้อย่างงี้ แต่ผมลองสืบเนื่องเหตุผลของเขาดูแล้ว ผมมองว่ามันเกิดปัญหาแบบนี้แบบนี้ อันนี้ก็เป็นงาน analysis เนาะ เป็นงานวิเคราะห์ เป็นงานวินิจฉัย
แต่ถ้าวิเคราะห์ วินิจฉัยแล้วมีเพิ่มเติมด้วยนะครับ อย่างเช่นว่า ที่มีปัญหาเนี่ย เป็นปัญหามากหรือปัญหาน้อย ทำไมมันถึงเป็นปัญหา ปัญหาอย่างนี้แก้ได้มั้ย ยังไง ผมว่าที่ถูกต้องควรเป็นเหตุผลอย่างนี้มากกว่า ด้วยเหตุผลอย่างงี้งี้ ผมได้แรงบันดาลใจมาจากอันนี้ หรือผมว่าคนๆ นั้นคิดถูกต้องมากกว่า ด้วยเหตุเหตุผลแบบนี้ แบบนี้ อันนี้เราจะเรียกว่า criticism นะ ครับ เป็นงานวิจารณ์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นงานหลักของปรัชญาเลย นักปรัชญาหลายๆ คนก็จะไปวิจารณ์ในเรื่องที่ตัวเองถนัด หรือว่าสนใจนะครับ ซึ่งช่องนี้ผมก็อาจจะทำให้ดูบ้าง นะ สักวันนึงแหละ
ที่อยากจะเพิ่มเติมก็คือ ที่พูดมาทั้งหมดเนี่ย เป็นแค่หนึ่งในรูปแบบของตรรกศาสตร์นะครับ เราเรียกว่า Deductive Logic เป็นตรรกสารนิรนัย แบบไม่มีนัยยะ มันเป็นการใช้เหตุผล พยายามหาความถูกต้องแน่นอน ถ้าสมเหตุสมผล ข้อตั้งต้นจริง ข้อสรุปจริงแน่นอน มันจะมีอีกรูปแบบนึงนะครับ ก็คือ Inductive Logic ตรรศาสตร์แบบอุปนัย แบบมีนัยยะ มันจะเป็นการใช้เหตุผล หาไม่ใช่ความแน่นอน แต่เป็นความน่าจะเป็น นัยยะของความน่าเชื่อถือ แบบว่าด้วยข้อตั้งต้นเหล่านี้ เป็นที่น่าเชื่อถือได้ในระดับต่ำ กลาง สูง ว่าอย่างงี้ อย่างงี้ อย่างงี้ จากข้อตั้งต้นนี้ ข้อสรุปนี้ มันมีน้ำหนักมาก น้ำหนักน้อย ยังไง ซึ่งก็ถูกใช้ในวิทยาศาสตร์ ในศาสตร์ที่ความรู้มันจะต้องเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอยู่ตลอด ซึ่งจริงๆ ในปรัชญามันก็สำคัญเลยนะครับ แต่ว่า Deductive Logic เนี่ย มันสำคัญกว่า แล้วอันนี้มันเป็นตัวเบื้องต้นเนาะ ผมก็เลยพูด Deductive Logic ไปก่อน
อันนี้มันเป็นปรัชญา 101 เนาะ เริ่มต้นจากตรงนี้ก็พอ สำหรับคลิปนี้ก็ประมาณนี้นะครับ ตรรศาสตร์เบื้องต้น ถ้าทุกคนพอเข้าใจตรงนี้ได้เนี่ย เดี๋ยวคลิปหน้าสักคลิป เดี๋ยวเราพาไปดูเรื่องตรรกะวิบัติกัน ว่าเรามีระเบียบแบบแผนการใช้ตรรกะที่ถูกแล้วเนี่ย การใช้ตรรกะที่ผิดเนี่ย มันเป็นยังไง แล้วผมจะรู้ได้ยังไงวะว่าใครเข้าใจไม่เข้าใจ อ่า ก็ถ้าใครเข้าใจก็คอมเมนต์ว่า สาธุ 99 แล้วกันนะครับ หรือว่าสาธุ 69 ก็ได้นะครับ หรือถ้าใครไม่เข้าใจตรงไหนเนี่ย ก็คอมเมนต์มาคุยกันได้นะครับ สนใจเรื่องไหน หรืออยากแนะนำเรื่องอะไรก็บอกกันได้เลย ถึงผมอาจจะไม่ได้มาตอบเนี่ย ผมก็อ่านเม้นท์เกิน 80% แน่นอน
คลิปนี้ก็ เอ่อ อาจจะเสี่ยงอู้ี้หน่อยนะครับ พอดีผมยังไม่หายหวัดดี ตอนนี้เสียก็เริ่มไปแล้วด้วยเนี่ย คลิปนี้ผมก็ขอพอแค่นี้ก่อนแล้วกันนะครับ ทุกคนก็ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ มีความสุขกันมากๆ นะ ไว้เจอกันคลิปหน้าครับ สวัสดีสัดีครับ [เสียงไอ] กระแอมโอเคพอแล้วแหละนะ เริ่มไม่ค่อยไหว และพรีด Eh