📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

แกะห่อ "รัฐธรรมนูญห่อปืน" อ.ปิยบุตร ชำแหละ! โครงสร้างที่กัดกินไทยมาแสนนาน | The Growth Lab EP.70

Paul Pattarapon พอล ภัทรพล1:15:32

Transcription

ผมไม่แน่ใจว่าคอร์รัปชั่นทุนเทา ประชาธิปไตยฟเสเนี่ยมันโยงกันมั้ย. อ่า เห็นหน้าคนนี้ก็รู้แล้ว ขอจองกระทรวงคมนาคม. ทุกครั้งเห็นหน้าคนนี้รู้แล้ว ขอจองกระทรวงอุตสาหกรรม. ทุกครั้งนี้ก็แย่แล้วนะ แล้วมันเป็นมาหลายทศวรรษแล้ว. ตอนนี้มันพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นนึง คือมันจะเป็น มันจะไปเอาเงินสีเทาไปยึดทั้งรัฐเลย.

ว่าเมื่อคุณเข้าไปมีอำนาจรัฐแล้ว คุณต้องใช้อำนาจรัฐเพื่อคนส่วนรวม. ใช้อำนาจรัฐเพื่อคนส่วนใหญ่. ไม่ใช่ใช้อำนาจรัฐเพื่อตัวเองและพวกพ้อง. รัฐประหารก็แล้วนะครับ. สุดท้ายระบอบการเมืองก็เศรษฐกิจอะไรก็เหมือนเดิมนะครับ. กลับมาเลือกตั้งก็ยังวนอยู่แบบเดิมอีก. ตกลงแล้วเนี่ย ประเทศไทยมันจะไปอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก. คือมันเลยกลายมาเป็นว่า 20 ปีเนี่ย มันกลายเป็น 2 ทศวรรษที่มันหายไป.

ผมว่ามองให้ไปไกลกว่าพรรคประชาชนด้วยเนาะ. คือมันไม่ใช่เรื่องว่าพรรคใดพรรคหนึ่งครับผม. แต่ว่านี่มันเป็นวาระร่วมกันของของคนทั้งประเทศ. มันถึงเวลาที่ต้องยอมรับแล้วว่าเปลี่ยนกติกานี้เถอะ. ถึงเวลาถ้าวันนึงเราตกยุคสมัยไปแล้ว โลกมันหมุนไปแล้ว เราต้องออกเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เขาเข้ามา.

มีเสียงตามสายมาหาเสนอว่าให้ผมกับคุณธนาธรเนี่ย เลิกการเมืองไปสักพักนึง. โทรมาเสนอ โทรมาขอเลย. โทรมาสั่งคุณเวฟ คุณเวฟไปสัก 5 ปีเถอะ. ถ้าปล่อยอย่างนี้ต่อไปอยู่ไม่ได้แล้ว. มันต้องเปลี่ยน. เราอาจจะนึกไม่ออกหรอกว่าเปลี่ยนยังไง. เราอาจจะนึกไม่ออกว่าเปลี่ยนแล้วกลายเป็นแบบไหน. แต่รู้ๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าวันนี้มันอยู่แบบนี้ไม่ได้.

ผมก็มองไปที่ธนาธรทุกครั้ง. 8 ปีที่เริ่มต้นกันมา ผมว่าเค้าเสียเยอะที่สุดอ่ะ. เสียอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตเยอะที่สุด. ถ้าเราเรียนกับคุณพรและท่านผู้ชมตรงๆ คือพวกผมไม่มีอะไรไปสู้เค้าเลยกับระบบกลไกรัฐที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เนี่ย. ผมไม่มีอะไรเลย. เพราะผมเนี่ยมันมีอย่างเดียว.

เลยนำมาสู่คำถามต่อไปครับ. เพราะว่า 8 กุมภาพันธ์เจะมีต้องไปเลือกตั้งแล้ว. มี 3 ใบใช่มั้ยครับ.

ใบนึงคือต้องการว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60. ซึ่งผมว่าหลายคนยังไม่ค่อยเข้าใจว่า. ครับ. รัฐธรรมนูญ 60 มันดีหรือมันไม่ดียังไงนะ. อาจารย์พอจะให้ข้อมูลนี้ได้มั้ยฮะ.

เอ่อ ครั้งนี้เนี่ยมันเป็น ผมคิดว่านี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเลย. ที่มีการเลือกตั้งพร้อมๆ กับการทำประชามติ. ไอ้หลักการเลือกตั้งของเราเนี่ย มันเป็นประชาธิปไตยแบบผู้แทน. ก็คือประชาชนไปเลือกตัวแทนของตัวเอง. เพื่อไปกำหนดว่าใครเป็นรัฐบาลนะครับ. ซึ่งก็จะมีบัตร อ่า 2 ใบ. คือใบนึงเลือกแบบแบ่งเขต. ใบนึงเลือกแบบบัญชีรายชื่อ. แต่รอบเนี้ยมีอีกอันนึงคือบัตรประชามติ. ประชามติเนี่ยมันเป็น เอ่อ วิธีรูปแบบประชาธิปไตยแบบทางตรง. ก็คือถามประชาชนโดยตรงเลย. โดยไม่ต้องไปถามผู้แทน.

อืมนะ. อย่างตรากฎหมายเนี่ย คุณผ่านผู้แทน. แต่นี่คือถามคุณตรงๆ เลย. คุณอยากให้มีรัฐธรรมนูญใหม่มั้ย. นะ. ก็คือการใช้ประชาธิปไตยทางตรง.

ทีนี้รอบเนี้ยมันเป็นอย่างไร. สำหรับผมเนี่ย ที่เราต้องเดินทางมาสู่จุดเนี้ย. บางคนถามทำไมต้องมาทำประชามติ. รัฐธรรมนูญไม่ต้องเสียเวลา. คุณก็ให้รัฐสภาไปแก้สิ. ทำไมต้องมาเสียเงินเสียทองเพิ่มขึ้น. ต้องมาทำประชามติ.

มันมีปัญหาอยู่ 2 เรื่องครับ. เรื่องที่ 1 ก็คือศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย เค้ามีคำวินิจฉัยมา. ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลยนะ. แต่คำวินิจฉัยมานั่นแหละว่ามันต้องทำประชามตินะครับ.

ทีนี้มันก็มาสู่เรื่องที่ 2. คือว่าในอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญนี้ใช้. เรามีการแก้รัฐธรรมนูญกันในรัฐสภาไปแล้วหลายครั้งหลายหน.

อืม. แต่มันไม่ผ่านเลย.

อือ. ไม่ผ่านเพราะว่ามันต้องมีเสียงวุฒิสภาทุกครั้ง 1 ใน 3.

อืม. คือต่อให้เราได้กึ่งหนึ่งคือมันเขาจะมาประชุม 2 สภาร่วมกันเป็น 750 700 คน. ถ้าคุณได้ 350 อย่างเดียวไม่พอ. ใน 350 ขึ้นไปนั้นเนี่ย คุณต้องมี สว. อยู่ในนั้น 1 ใน 3. และต้องมีฝ่ายค้าน 20% อยู่ในนั้นด้วย. ไม่งั้นไม่มีทางผ่าน. มีการแก้กันไปแล้วหลายครั้งไม่ผ่านทุกครั้ง. ผ่านอยู่ครั้งเดียวคือผ่านเรื่องระบบเลือกตั้ง. ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรมากมาย.

อืม. ดังนั้นตรงเนี้ยมันเลยเป็นทำให้เห็นได้ว่า. ถ้าเราต้องการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้. ต่อให้คุณอยากแก้แบบรายมาตรา.

อือฮึ. หรือคุณอยากไปทำใหม่ทั้งฉบับ.

อื. แล้วถ้าคุณไม่ผ่านด่าน สว. 1 ใน 3. คุณก็จะไม่มีทางได้แก้.

อื. ดังนั้นเนี่ยมันมาสู่ว่าไปทำประชามติ. อย่างน้อยถ้าประชามติครั้งนี้มีเสียงบอกว่าเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่. อย่างถล่มทลาย.

เช่นคะแนนออกมาเป็นแบบโอ้โห 20 ล้าน 25 ล้านเสียงแบบเนี้ย. 30 ล้านเสียงแบบเนี้ย. พลังตรงเนี้ยซึ่งมาจากการใช้ประชาธิปไตยทางตรงฐานประชาชนตรงๆ เลยเนี่ย. มันจะกลับเข้าไปกดดันวุฒิสภาได้ว่าถึงเวลาเนี่ยจะทำฉบับใหม่. ซึ่งก็ต้องผ่านสภา.

อื. คุณจะยอมให้ผ่านมั้ย. ในเมื่อประชาชนซึ่งเป็นเสียงสวรรค์เบอกมาแล้ว. 60-70% เอยากทำฉบับใหม่.

อือ. นะฮะ. ดังนั้นคุณก็ต้องยอมเปิดใบอนุญาตให้แก้อ่ะ.

นะฮะ. เนี่ยอันนี้คือความสำคัญเรื่องนี้นะครับ.

เอ่อ นี่คือความสำคัญในทางกระบวนการนะครับ. ทีนี้ความสำคัญในทางเนื้อหานะครับผมคิดว่า. รัฐธรรมนูญ 60 เนี่ยมันมันมีสภาพปัญหาของมันอยู่หลายประการนะครับ. ผมคิดว่าปัญหาสำคัญสำคัญเลยก็คือตัววุฒิสภานี่แหละ. วุฒิสภาตอนเนี้ยของก่อนเดิมก่อนหน้านั้นคือ 250 คน. คุณประยุทธ์เลือกมาคนเดียวแล้วบอกว่าใช้แค่ 5 ปีซึ่งก็มีปัญหาละนะ. เอาล่ะวันนี้หมดอายุไปแล้ว. แต่วุฒิสภาที่มาแบบใหม่เนี่ย พยายามใฝ่ฝันว่าจะเอากลุ่มอาชีพมาคัดเลือกกันเอง. แต่สุดท้ายคุณก็โดนกลุ่มการเมืองเขาแฮกคุณเข้าไปนะ. จนกล่าวกันว่าวุฒิสภาชุดเนี้ย. น่าจะเอียงไปในทางข้างใดข้างหนึ่งนะครับ. นี่เป็นคำกล่าวหาที่เขาว่ากันมาแล้ว. ปัญหาคือถ้าวุฒิสภาเป็นแบบนี้. สิ่งที่ตามมาคือมันพันไปถึงที่อื่นหมด. เพราะอาวุฒิสภาเป็นคนเลือกองค์กรอิสระ. เป็นคนเลือกศาลรัฐธรรมนูญ. เป็นคนเลือกตุลาการศาลปกครองสูงสุด. แล้วถ้าเกิดกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปยึดวุฒิสภานี้ได้ประมาณ 160 เสียงทุกแล้วเลือกใครก็ 160 เสียงทุกครั้งไป. ก็หมายความว่ากลุ่มการเมืองนั้นเข้าไปยึดองค์กรอิสระโดยปริยาย. อย่างงี้ระบบมันก็จะเพี้ยนหมดเลย.

แล้วถามว่าจะแก้รัฐธรรมนูญยังไงให้เปลี่ยนที่มาวุฒิสภา. คำถามคือถ้าคุณไปแก้รายมาตราเรื่องวุฒิสภา. วุฒิสภาอไม่ยอมให้แกงเพราะแก้แก้เพื่อทำร้ายตัวเอ่ะ.

อือ. ดังนั้นดังนั้นมันความสำคัญมันคือเลยกลับไปที่ประชามติ. เพื่อให้ประชาชนเสียงสวรรค์ของเราเนี่ยโหวตกันมาให้ถล่มทลาย. แล้วจะได้มีโอกาสเข้าไปเปลี่ยน. นี่เฉพาะแค่เรื่องวุฒิสภาเรื่องเดียวนะ.

เรื่องต่อมาครับคือมันเป็นระบบขององค์กรอิสระศาลรัฐธรรมนูญ. ซึ่งวันเนี้ยในความเห็นผมเนี่ย. ต้องมีมั้ยต้องมี. เพราะว่าต้องคอยตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐบาล. ตรวจสอบนักการเมือง. แต่ปัญหาเนี่ยมันอำนาจมากเกินไป.

อือื. อำนาจมากจนทำให้ระบบการเมืองตอนนี้มันผิดเพี้ยน. คือคุณเลือกตั้งมาเสร็จเมื่อก่อนคุณเลือกตั้งเสร็จปุ๊บคุณก็รู้แล้วใครตั้งรัฐบาลได้. เดี๋ยวนี้คุณต้องดูก่อนว่ามีใครโดนร้องบ้าง. เดี๋ยวนักร้องไปร้องนู่นร้องนี่ร้องนั่นร้องร้องไว้เต็มไปหมด. สุดท้ายก็มีคดีความอยู่ในนั้นเต็มไปหมด. แล้วพอตัดสินมาทีนึงรัฐบาลก็มีอันเป็นไป. มีอันเป็นไปทุกครั้ง.

บางคนบอกว่าก็ดีแล้วนี่จัดการนักการเมือง. คำถามที่ผมถามคือแล้วคุณจัดการนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชั่นได้จริงหรือ.

อื. อย่างที่ผมเรียนคือเราจะทำยังไงให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระตรวจสอบการใช้อำนาจโดยมิชอบ. ไม่ใช่ตรวจสอบคนที่ตัวเองไม่ชอบ.

อื. คือนักการเมืองบางทีในฐานะปุถุชนเนี่ย. คนที่ไปเป็นองค์กรอิสระและสในฐานะปุถุชนคุณก็ชอบนักการเมืองคนนึงไม่ชอบคนนึง. ชอบความคิดของนักการเมืองคนนี้ไม่ชอบความคิดของนักการเมืองพรรคนั้น. คุณยังไปหย่อนคะแนนกากบาทเลือกตั้งเลย. คุณมีความชอบทางการเมืองอยู่แล้ว. แต่เมื่อไหร่ก็ตามคุณเข้ามานั่งสวมหัวโขนตำแหน่งเหล่าเนี้ย. คุณไม่ได้ใช้อำนาจจัดการคนที่คุณไม่ชอบนะ. แต่คุณใช้อำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ.

อื. มันเราจะทำยังไงไม่ให้รัฐมนูญ 60 เนี่ยทำไปทำมามันผิดเพี้ยนกันไปเป็นแบบนี้.

อื. ศาลรัฐธรรมนูญอำนาจมากเกินมากเกินถึงขนาดที่ว่าเราจะทำรัฐธรรมนูญแก้รัฐธรรมนูญอะไรต่างๆทุกครั้งเนี่ยต้องถามสาธารนูญทุกครั้ง. จะทำนโยบายโครงการอะไรต่างๆเดี๋ก็มีคนไปร้องศาลนูญอีกแล้วว่าทำได้ทำไม่ได้. อีกตกลงแล้วใครเป็น government. เราเป็น government รัฐบาลที่ปกครองโดยรัฐบาลจากการเลือกตั้ง. หรือเป็น Government by Judge. ปกครองโดยตุลาการผู้พิพากษากันแน่. คือเขามีอำนาจในการตรวจสอบเป็นอำนาจดึงเบรกห้ามมือ. แต่เขาไม่ได้มีอำนาจที่จะเข้ามาบอกถึงขนาดว่าไอ้นี่ห้ามทำไอ้นี่ทำได้ไอ้นี่ทำไม่ได้.

อื. นะฮะ. เพราะฉะนั้นดุลยภาพทางอำนาจมันเสีย. ผมยืนยันอีกครั้งนะผมยืนยันว่ามันต้องมีองค์กรแบบเนี้ย. แต่ทำอย่างไรให้อำนาจมันไม่ได้มากจนถึงขนาดนี้. และในขณะเดียวกันเขาก็ต้องถูกตรวจสอบได้ด้วย.

ใช่อื. นะฮะ. ซึ่งทั้งหมดเนี่ยมันไปโยงกับรัฐธรรมนูญแล้วมันส่งผลอะไร. มันส่งผลมาที่ 1 การเลือกตั้งทุกครั้งไม่เท่ากับรัฐบาล. ด้วยโครงสร้างรัฐธรรมนูญแบบเนี้ยคุณเลือกมากี่ครั้งปุ๊บสุดท้ายรัฐบาลที่ได้มาเนี่ยมันไม่ตรงกับผลการเลือกตั้งอ่ะ.

อือ. นะเป็นมาแล้ว 2 ครั้งที่ผ่านมา.

2 เมื่อได้มาแล้วรัฐบาลขึ้นมาก็จะไม่มีเสถียรภาพ.

อื. เอะอะเดี๋โดนร้องเดี๋ยวเปลี่ยนนายกเดี๋ยว ยุบพรรคตัดสิทธิ์เดี๋ยวเอานายกออกจากตำแหน่ง.

อื. นะครับก็เป็นอย่างนี้อีกนะฮะ. มันทำให้ความต่อเนื่องในทางการเมืองในทางนโยบายเนี่ยมันไปไม่ได้.

นะครับในขณะที่ประเทศเราเนี่ยมันมีวิกฤตการรุมเร้าเต็มไปหมด. พอวิกฤตการรุมเร้าในขณะที่โครงสร้างทางการเมืองมันไม่เอื้อกับการมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ. และรัฐบาลที่ถูกถูกตรวจสอบได้.

อื. นะครับผลลัพธ์ก็คือมันก็ปัญหามันก็ถึงไปลงไปที่เศรษฐกิจไงฮะ. เรื่องปากท้องไง. พอคุณไม่มีรัฐบาลแบบนี้คุณก็แก้ปัญหาปากท้องไม่ได้. คุณก็แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจไม่ได้. เพราะฉะนั้นถ้าเราปรับรัฐธรรมนูญนี้ได้นะครับ. อย่างน้อยที่สุดจัดสรรอำนาจในทางการเมืองให้มันได้ดุลยภาพมากยิ่งขึ้นนะครับ. ผมเรียนว่าเราต้องออกแบบรัฐธรรมนูญในลักษณะที่ไม่ใช่กินรวบทั้งกระดาน.

อื. คนที่จะมาเขียนรัฐธรรมนูญคนที่มาตัดสินใจทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องกล้าจินตนาการว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ใช้ในวันที่ตัวเองมีอำนาจตลอดกาล. ไม่ใช่บอกว่าวันนี้อัมีอำนาจอัเขียนรัฐธรรมนูญที่จัดการรื้อให้ตายตายอย่างเดียว. ไม่ใช่คุณต้องคิดเหมือนกันว่าวันข้างหน้าคุณอาจจะกลายเป็นเสียงข้างน้อยไง.

อือ. คือมันมันต้องมีความเป็นกลางในแง่เนี้ย. อย่าไปคิดว่าเราจะเราเราวันนี้เรายึดองค์กรอิสระได้เราเลยต้องให้เป็นอย่างนี้ตลอดกาล. ไม่ใช่แล้วเกิดอีกวันนึงอีกข้างนึงเยึดได้ทำไงล่ะ. ดังนั้นโดยสภาพการคือมันต้องออกแบบให้องค์กรอิสระและศาลธรรมนูญเนี่ยมีความเป็นกลางและมีอำนาจที่จำกัด. และก็ถูกตรวจสอบได้.

อ. เช่นเดียวกันขับนักการเมือง.

อื. นะครับเขาก็ถูกตรวจสอบเช่นเดียวกัน. แต่ไม่ใช่ตรวจสอบกันจนถึงขนาดที่. นักการเมืองทำอะไรไม่ได้เลย. นโยบายที่หาเสียงไว้ทำไม่ได้เลย. ไม่ใช่ตรวจสอบกันในลักษณะที่ว่าฉันเอาไอ้พวกที่ฉันไม่ชอบออก. จากตำแหน่ง.

อื. อย่างเนี้ยเป็นต้นนะครับ.

หรือเค้าอาจจะคิดว่าเค้าไม่หวั่นไปเป็นเสียงข้างน้อยฮะ.

ครับนี่ผมเลยย้อนประวัติศาสตร์นิดนึงเนาะ. มหกรรมการยึดครององค์กรอิสระเนี่ยมันเริ่มมาจากเมื่อไหร่. ถ้าคุณคุณพรกับผมวัยเด็กของเราที่เราโตขึ้นมาเมื่อก่อนมันไม่.

อื. ถูกมั้ย. เราก็เลือกตั้งเสร็จแล้วก็รู้ใครเป็นรัฐบาลนะครับ. แล้วเค้าก็อาจเค้าพรรคร่วมแตกเค้าก็ยุบสภาไปเลือกตั้งใหม่. แต่ถ้าเค้าไปได้ก็ครบ 4 ปีก็เลือกตั้งใช่มั้ยครับ. มันเพิ่งมาเริ่มมีปัญหาเนี่ยก็คือตอนเราใช้รัฐมนูญ 40. ซึ่งเราให้กำเนิดศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจำนวนมาก.

สร้างมาด้วยความปรารถนาดีหวังว่าพวกเนี้ยจะมาตรวจสอบ.

อื. นักการเมือง. แต่ในท้ายที่สุดเมื่อนักการเมืองรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระมีอำนาจขนาดนี้. เดิมพันสูงเขาก็ต้องหาทางเข้าไปยึด.

อือ. เห็นมั้ยครับ. ยึดผ่านอะไร. สว. แล้วเอา สว. ไปเลือกพวกนี้มา.

อือ. นะครับแล้วก็ตอนนั้นก็มีข้อกล่าวหานี้เกิดขึ้นจนรัฐประหาร 49.

อือ. กล่าวหาไปที่คุณทักษิณว่าคุณทักษิณเไปแทรกแซงองค์กรอิสระผ่านแบบนี้. เขาก็จัดการ.

อื. อ่ารัฐประหารไป. ทีนี้พอมาทำ 50 คุณก็เข้าไปยึดอีก. แต่คราวนี้ไม่ใช่ไม่ใช่กลุ่มการเมืองเดิม. แต่มันเป็นกลุ่มคนที่ฝ่ายตรงข้ามกับคุณทักษิณน่ะพูดตรงๆ. ก็จะพยายามเข้าไปยึดพวกนี้เหมือนกัน.

อ. แล้วรอบนี้ออกมาเป็น 60 เนี่ยเห็นมั้ยฮะ.

อื. เวลาเขายึดเยึดผ่านอะไร. เยึดผ่าน สว. ไง.

อื. ดังนั้นผมกำลังบอกว่าคืนความปกติให้กับ สรนูและองค์กรอิสระเถอะ. ดึงกลับมาให้เป็นกลางจริงๆ. ไม่ใช่ไปเป็นเครื่องไม้เครื่องมือของกลุ่มการเมืองไหนกลุ่มการเมืองหนึ่ง. วิธีการดึงกลับมานะผมคิดอยู่ 2-3 เรื่องใหญ่ๆ.

1 ถ้าอำนาจมันน้อยไม่มีใครอยากแย่งหรอกครับ.

อื. ก่อนก่อนที่ประเทศไทยมีศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย. เรามีคณะตุลาการและรัฐธรรมนูญนะฮะ.

อือ. อำนาจน้อยมาก. ตรวจสอบกฎหมายออกมาว่ากฎหมายขารัฐธรรมนูญเปล่า.

อื. ไม่มีอำนาจยุบพรรคตัดสิทธิ์นักการเมือง. ไม่มี.

อื. ไม่เห็นมีใครไปแย่งกันยึดเลย. แล้วก็ดำเนินอะไรมาด้วยดี. แต่พออำนาจสูงขึ้นเนี่ยนะ. มันเหมือนเกมเกมกติกาเค้าก็พยายามจะเข้าไปแย่งตรงนี้. เพราะว่าไอ้นี่ยึดยึดได้เนี่ยเผลอๆเป็นคนกำหนดสมการการเมืองมากกว่าการเลือกตั้งเสียอีก.

อื. งั้นก็ทุกคนก็พยายามหาวิธีกลไกออกแบบมาแล้วเหรอ. อ๋อมี สว. ใช่มั้ย. ฉันก็เข้าไปยึด สว. แล้วให้ สว. ไปเลือกพวกนี้มานะ. ดังนั้นดึงกลับมาให้เป็นปกติ. วิธีแรกคือลดอำนาจลงมา. อย่าให้มีอำนาจถึงขนาดให้คุณให้โทษในทางการเมืองจนมันเปลี่ยนรัฐบาลได้ด้วยวิธีแบบเนี้ย.

อื. แทนที่จะเปลี่ยนผ่านการเลือกตั้งผ่านการร้องเรียนไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ.

อ. ใช่มั้.

กับอันที่ 2 ครับคือถ้าคุณปฏิเสธการเมืองไม่พ้น. คุณสร้างระบบถ่วงดุลกันเองขึ้นมาเลยดีกว่า. ผมเคยยกตัวอย่างครั้งนึงนะครับ. สมมุติมี 9 คนเนี่ย. แทนที่จะสรรหานู่นนี่นั่นสุดท้ายมามันก็ไปยึดกันได้อยู่ดีแบ่งกันไปเลย. เช่นมีกำหนดคุณสมบัติเอาไว้นะครับ. เสร็จแล้วก็สมัครกันมา. มีกรรมการสรรหาช่วยกันเลือก. แล้วก็ส่งไปให้รัฐบาลเขาเลือก 1 ใน 3.

อื. สภาผู้แทนเลือก 1 ใน 3.

อื. ศาลเลือก 1 ใน 3.

อ๋ออำนาจ 3 ฝ่ายเลือก. จบกันเลยแล้วก็เท่าๆกัน.

ครับ. แล้วก็พูดกันตรงๆ ก็คือคุณก็เห็นแล้วว่าใครเป็นคนเลือกมาแล้วมันจะไม่มีใครกินรวบ.

อื. แต่ทุกวันนี้เราพยายามคิดคดต่างๆหน้า. อ้าวอีกละ. ทุกคนก็ไปแยก. ตอนนี้หัวใจสำคัญคือไปยึดวุฒิสภาให้ได้. เพื่อให้วุฒิสภาเป็นคนกำหนด.

อื. องค์กรอิสระและกำหนดการแก้รัฐธรรมนูญ.

อื. ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปก็การเลือกตั้งก็จะความหมายน้อยลง. เพราะต่อให้ผมแพ้การเลือกตั้งแต่ผมมีวุฒิสภา.

อื. ผมมีวุฒิสภาผมก็มีองค์กรอิสระ. ผมมีองค์กรอิสระองค์กรอิสระก็ไปจัดการรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วเปลี่ยนให้ผมไปเป็นแทน.

อือ. ในขณะที่พอผมไปเป็นแทนผมไม่มีวันโดนคดีอะไรเลย. พระวุฒิสภาเป็นของผมองค์กรสาเป็นของผม. ไอ้แบบนี้มันพิกลพิการกันไปใหญ่. เป็นอย่างงี้ต่อไปเรื่อย. นั่นเท่ากับการเลือกตั้งไม่มีความหมายแล้ว. เป็นพิธีกรรมอันเนี้ย. แล้วมันแล้วมันถึงสะท้อนถึงปัญหาอำนาจในทางการเมือง. เมื่อไหร่ถ้ามันอำนาจมากจนถึงขนาดเนี่ยคุณอย่าหวังเลยว่าเขาจะฟังเสียงประชาชน. คุณอย่าหวังเลยว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการจะได้. เพราะอะไร. เพราะเขาไม่ต้องฟังแล้วไง. ในเมื่อระบบถูกออกแบบมาว่าให้เขาได้เป็นรัฐบาลตลอดกาลแม้แพ้เลือกตั้งนะ. ถูกมั้ยฮะ. ดังนั้นเค้าก็ไม่จำเป็นต้องฟังสิมันก็ง่ายๆ. จะฟังทำไมอ่ะ. ชนะเลือกตั้งมาไม่ได้.

อื. ได้เสียงมาระดับพอสมควรแต่สามารถตั้งรัฐบาลได้ทุกครั้ง. เพราะรู้ว่าตัวเองอยู่กับข้างไหนอะไรแบบเนี้ย.

อือ. สุดท้ายคนก็บอกอ้างี้ฉันก็ไม่ต้องไปเลือกแล้ว. เลือกไปยังไงไอ้กลุ่มนี้ก็ได้อยู่ดี. เพราะมันมีกลเม็ดเด็ดพราย. สภาพทางการเมืองแบบเนี้ยมันก็จะทำให้คนรู้สึกเฮ้ยเบื่อไม่เอาล่ะนะ. ผมว่ากลับมาตั้งต้นกันใหม่ออกแบบกติกาใหม่กันอีกครั้งนึง. แล้วเป็นกติกาที่ชอบธรรมที่สุดก็คือกติกาฉบับนี้จะเริ่มต้นจากประชาชนบอกว่าอยากมีกติกาใหม่.

อื. ไม่ใช่คณะทหารมาฉีกทิ้งแล้วทำใหม่. แต่ครั้งเนี้ย 8 กุมภาพันธ์จะเป็นโอกาสที่ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดได้แสดงออกโดยตรงเลยนะฮะ. ผ่านประชามติ. บอกว่าขอกติกาใหม่เหอะ. แล้วมันจะเปลี่ยนแบบอารยะอ่ะ. แทนที่จะใช้ปืนใช้รถถังมาฉีกแบบเดิม. นี่เปลี่ยนโดยประชาชนคนจำนวนมากบอกว่าเปลี่ยนเถอะ.

ถ้าคนออกไปเลือกสมมุตินะครับมันจะมีแค่เห็นชอบไม่เห็นชอบ.

ครับ. แค่เห็นชอบมากกว่าเนี่ยก็เปลี่ยนแล้วหรือยัง.

อีกครับ. ยังครับ. เพราะว่าสุดท้ายมันต้องกลับมาทำที่รัฐสภา. พอมันกลับมาทำที่รัฐสภาปุ๊บเนี่ยเนี่ยมันก็ต้องกติกาเดิมต้องมี สปว. 1 ใน 3 ทุกครั้ง.

อื. ผมถึงบอกว่าจำนวนเสียงเห็นชอบรอบเนี้ยถึงสำคัญมาก. จะ 51% ผมว่ายังไม่พอนะอ. คุณจะกดดันเค้าได้เนี่ยโอ้โหผมว่าต้อง 75%.

โอ้โห. ให้ถล่มทลาย 70%. ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งคือประมาณ 50 ล้านใช่มั้ยครับ. มาเลือกตั้งจริงอประมาณสัก 35. ครับ. ใช่มั้ยครับอาจารย์ก็บอกว่า 70% ของ 35. อ่าผมว่าซัก 25 ล้านเนี่ยล้าน. คือหรืออย่างน้อยเอาให้เยอะกว่าตอนที่เขาผ่าน 60 มา.

อืครับ. นะฮะ. มันก็จะแสดงให้เห็นว่าคนเอยากเปลี่ยน. เพราะเราต้องไม่ลืมว่าถ้าได้แค่ 51 แล้วเปลี่ยนได้เลยก็ดีสิ. แต่ตอนนี้ 51 แล้วมันยังเปลี่ยนไม่ได้. มันเป็นแค่การกดดันกลับไปที่. อ. รัฐสภาว่าเอ็งต้องดำเนินการแก้ซะตามที่ประชาชนบอกมา.

โอเคคือตอนเฟังดูเหมือนว่าโอเคเราต้องการจะได้ปริมาณเสียงมากที่สุดเพียงแค่เป็นข้อมูลไปซัพพอร์ตว่านี่นะมีคนต้องการเปลี่ยนแปลงเยอะนะ.

ถูกต้อง. ได้โปรด. ได้โปรดช่วยหน่อย. เพราะจริงๆเสี่ยงอยู่ที่. ทหารเนี่ยเวลาเยึดอำนาจมันง่ายมากนะ. ออกไปยึดแป๊บจะนั่งโต๊ะประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญยกเลิกเลย.

อือ. แต่เวลาคุณจะจัดการของเค้าเนี่ยคุณไปทำแบบนี้ไม่ได้. เราก็ต้องใช้วิธีเนี่ยกลไกในระบบที่มีอยู่. ซึ่งณวันนี้กลไกในระบบก็คือทำกันในสภา.

อื. แล้วเราทำไปแล้วเนี่ยมันไม่ได้สักครั้ง. วุฒิสภาเไม่ปล่อยให้เครั้งเดียวตอนเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง. กับอีกหนังนึงคือประชามติ.

อื. เวลาเราพูดว่าคนเห็นด้วยเนี่ยที่ผมเรียนเนี่ยว่าประชาธิปไตยคือประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดเนี่ย.

อือ. เวลาเราบอกว่าประชาชนเห็นแบบไหนเนี่ยทุกคนก็บอกว่าแหเอ็งอ้างประชาประชาชนเอ็งอ้ามประชาชนหมด. สุดท้ายมันต้องกลับมาที่วิทยาศาสตร์. วิทยาศาสตร์แสดงออกผ่านตัวเลข.

อื. ตัวเลขที่มากที่สุดออกไปเนี่ยก็จะหมายความว่าคนเขา.

ครับ. ไม่เห็นชอบเห็นชอบกับการทำฉบับใหม่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่. คราวนี้ถ้ามันได้มากจริงเผู้สภาก็ต้านไม่อยู่.

อื. นะครับทำเล่นๆนะครับ. คือเค้าเนี่ยฉีกรัฐธรรมนูญง่ายมากใช่มั้ย. เค้าฉีกง่ายมากเลย.

ครับ. เราฉีกของเขาบ้างได้มั้ยครับ.

ก็ปัญหามันเป็นอย่างงี้คุณพอ. เวลาเขา. ยึดอำนาจเสร็จเนี่ยก็คืออำนาจอยู่ที่ปืนน่ะ.

อ. ถูกมั้ยครับ.

ครับ. แล้วทำแล้วผมเรียกว่ากฎหมายของคณะทุกครั้งเนี่ยจริงๆมันคือกฎหมายห่อปืนข้างหลังเนี่ยมันเป็นปืนหมดแหละ. แต่มันเอากฎหมายมาห่อให้มันดูดีไง. เพราะมันใช้ปืนล้วนๆเนี่ยมันมันไม่สง่างาม. ก็ทำมาเป็นกฎหมายแปลงสภาพปืนให้กลายเป็นกฎหมาย. ดังนั้นเวลาเอาปืนมาจี้คุณเสร็จเนี่ยแล้วเขาก็ฉีกทิ้งหมดเลยทุกอย่างที่เป็นมาแล้วเก็ออกกติกาใหม่.

อือ. นะครับกติกานั้นมันก็คือปืนอยู่นั่นแหละ. นะฮะ. เพียงแต่ทำให้มันอยู่ในรูปกฎหมาย. ในขณะเดียวกันพอเราจะไปทำพวกเนี้ย. ปัญหาคือเราไม่มีอาวุธ.

อ. เราไม่มีกองกำลังแบบที่เา้ามี. เราไม่มีกองทัพแบบที่เา้ามีถูกมั้ยฮะ. เวลาเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างเดียวเนี่ย. เราก็ทำได้จากการแสดงออกของประชาชนอันไพศาลทั่วประเทศ.

อือ. แล้วการแสดงออกประชาชนอันไพศาลถ้าออกไปชุมนุมโดยพร้อมเพรียงกันก็เค้าก็ดำเนินคดีอะไรต่างๆถูกมั้ยครับ. เนี่ยฮะแสดงออกผ่านคูหา.

อื. ถูกมั้ยครับ. ไม่มีใครรู้ด้วยว่าคุณโหวตยังไง. อื. หรือคุณอยากจะประกาศให้คนรู้ก็ได้. ถูกมั้ยครับ. เพื่อที่จะออกไปให้เห็นชัดที่สุด. เวลาเรามาชุมนุมใช่มั้ครับเสียค่าลดค่าเดินทางชุมนุมแล้วก็แดดร้อนชุมนุมเสร็จแล้วกลับบ้านกลับบ้านพวกนี้มาใหม่เอ้ยยังไม่เห็นเปลี่ยนเลยเขาไม่เห็นฟังสักที. ชุมนุมเสร็จฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐก็จะบอกว่าเอ็งมาไม่กี่คนหรอก. ชุมนุมเสร็จเดี๋เขาก็ใส่คดีจับกุมคุมขังดำเนินคดีต่างๆนานา.

อือ. เราทำมาหมดแล้วในสภาก็ลองทำมาแล้วมันไม่. ได้สักครั้งเลย.

อื. แต่ครั้งเนี้ยมันเป็นโอกาสที่สำคัญที่สุด. อื. คือทุกๆคนได้ไปหย่อนบัตรกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์. แล้วถ้าตัวเลขมันออกมาบอกว่า 25 ล้านคน 30 ล้านคนบอกเปลี่ยนเนี่ย. เราไม่ต้องออกมาชุมนุม 30 ล้านคนไง. แต่เราไปกาอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 30 ล้านคนน่ะ.

อือ. ผมว่า สว. ก็ต้านไม่อยู่.

อื. นะฮะ. เสี่ยงน้อยที่สุด.

อื. ลงทุนต่ำที่สุด. แค่เดินออกไปวันที่ 8 กาเนี่ยไอ้บัตรสีเหลืองเห็นชอบเท่าเนี้ย.

นะครับเปลี่ยนแบบอารยะด้วยไม่เสี่ยงถูกดำเนินคดีนะครับ. ตัวเลขออกมาเป็นวิทยาศาสตร์นะฮะ.

ครับผม. อันต่อไปเบาๆครับอาจารย์. หลังๆมีคนพูดถึงเรื่อง Deep State กันมากขึ้นนะครับ. ถ้าแปลเป็นไทยมันแปลว่าอะไรดีครับอาจารย์.

คือท่านท่านอาจารย์อาจารย์ผาสุข พงษ์ไพจิตรแปลว่าเอ่อรัฐพันลึก.

รัฐพันลึก.

นะครับ.

อือ. คือเนี่ยมันเป็นคอนเซปวิธีคิดที่นักวิชาการรัฐศาสตร์่ออเมริกันเเป็นคนคิด.

อื. นะครับคือเ้าพยายามวิเคราะห์ว่ารัฐแต่ละรัฐเนี่ยมันมีรัฐเวอร์ชั่นทางการที่มันแสดงออก.

ครับ. ผ่านการเลือกตั้งรัฐบาลต่างๆนานา. อ่าระบบข้าราชการต่างๆว่าไป. โดยมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมาคุมระบบราชการ. แต่เขาตั้งคำถามว่าเอาเข้าจริงๆแล้วเนี่ยมันมีแค่อันเดียวเหรอ.

อือ. หรือจริงๆมันมีอีกรัฐที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง. ซึ่งมันไม่ปรากฏหน้าออกมาแต่ทุกๆคนก็รู้กันแหละว่ามันมี. หรือมันมีอีกอันนึงที่ซ่อนอยู่ข้างหลังที่มันไม่เป็นทางการ. หรือมันมีอีกอันนึงซ่อนอยู่ข้างหลังที่มันไม่ได้มาจากประชาชนเลือก. ในหลากหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นมาเนี่ยก็จะมีปัญหาเรื่องนี้. เพราะอะไรครับ. เมื่อก่อนคุณเป็นเผด็จการอำนาจนิยมคุณมีทหารปกครอง.

อื. แล้วคุณต้านไม่ไหวคุณต้องค่อยๆปล่อย.

อื. ให้มันมีการเลือกตั้งให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียง. แต่คุณจะคุมอยู่ข้างหลังไง.

อื. ผ่านกลไกรัฐผ่านกองทัพ.

อื. ผ่านศาล.

อื. ก็คุณก็เลือกตั้งไปถึงเวลากลุ่มคนตรงนี้บอกว่าเอ็งได้เอ็งไม่ได้. หรือแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาเองคุณมีเลือกตั้งแต่ถามจริง ๆเถอะคนตัดสินใจทางนโยบายเนี่ยใช่ประธานบดีที่มาทุก 4 ปีมั้ย.

อื. หรือประธานบดีเป็นตัวแสดงแต่ข้างหลังเนี่ยมันมี. มันมีกลุ่มคนที่คนสาระเอ่อกลุ่มผู้นำเ้าก็จะรู้ว่าเอ๊ะเป็นใครอ่ะ.

ครับ. ในการตัดสินใจ. หรือถ้าไปคิดถึงระบบเศรษฐกิจก็คือระบบเศรษฐกิจสมมุติสหภาพยุโรปเนี่ยแหมคุณมีเลือกประธานดีเลือกนายกเลือก สส. เอาเรื่องมาเติมเต็ม. แต่สุดท้ายเนี่ยมันมีกลุ่มคนที่กุมอำนาจเบื้องหลังของสหภาพยุโรปที่จะเป็นคนบอกว่านโยบายเศรษฐกิจต้องเป็นยังไง.

อ. อะไรแบบเนี้ยนะ. ก็คือถ้าให้ผมสรุปก็คือว่า Deep State คือรัฐที่ซ่อนอยู่.

อื. รัฐที่ไม่เป็นทางการ. แต่มีอำนาจจริงในการกำหนดรัฐที่เป็นทางการ.

แล้วเรามีมั้ยครับ.

ผมคิดว่ามี. ผมคิดว่ามี. เพียงแต่ว่าเรา. คืออย่างงี้ครับบางคนก็แอบแซวบอกว่ามันไม่มีแล้วเพราะว่ามันเผยโฉมให้เราเห็นอยู่แล้ว. อือทุกคนก็รู้ว่าใครนะ. แต่ผมว่ามันไม่ใช่ว่าออกมาหรือไม่ออกมาหรอก. คือคำว่า EP เนี่ยมันหมายความว่า. ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนใครเป็นรัฐบาลน่ะ.

อ. คุณต้องเกรงใจทำความเข้าใจกับไอ้กลุ่มเนี้ย. ถ้าเป็นเมื่อก่อนเนี่ยรัฐบาลพลเรือนมาปุ๊บเนี่ยคุณไปโยกย้ายทหารไง. โยกย้ายจนเขาไม่พอใจคุณก็โดนทหารตบเท้าพึบับๆๆแล้วเดี๋ยวคุณก็บ๊ายบายไปก่อน. ความขัดแย้งกันระหว่างทหารรุ่นนึงกับอีกรุ่นนึงปุ๊บแล้วรัฐบาลพลเรือนไปตั้งอีกรุ่นนึงขึ้นเป็นอีกรุ่นนึงไม่ยอมยึดอำนาจแบบเนี้ย.

อะไรแบบนี้เป็นต้น. อันนี้ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆในอดีตนะ. หรือระบบราชการเขาก็จะมีนโยบายแบบเขา. ที่ฝ่ายการเมืองมาเปลี่ยนไม่ได้. ให้คุณเลือกตั้งมาเถอะคุณก็เปลี่ยนไม่ได้. ใช่มั้ยฮะ. รัฐบาลไทยรักไทยที่ได้เสียงถล่มทลายเนี่ย. ผมคิดว่าโดยเขาตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามนะเามีความพยายามจะเข้าไป. ไปคุย. ไปลด. เพราะว่าเมีนโยบายของเขาจากการหาเสียงไง. คุณพอ. พอเหาเสียงมาแล้วเได้เสียงถล่มทลายเก็มีฉันทานุมัติจากประชาชนมีความชอบธรรมบอกเนี่ยเมาขนาดนี้เขาต้องทำ.

อื. แต่สุดท้ายท้ายถ้าระบบรัฐพันลึกบอกว่าไอ้นี่มันมันล้ำเส้นไอ้นี่มันเกินไปไอ้นี่ไม่ได้ก็ก็ต้องค่อยๆปรับ.

นะครับมันจะเป็นลักษณะแบบเนี้ย. ถามว่าจะจัดการยังไง. ผมคิดว่ามันต้องค่อยๆปรับเรื่องความสัมพันธภาพทางอำนาจอย่างที่ผมผมเรียน. มันจะไปโยงกับไอ้เรื่อง 2 ใบอนุญาตของผมอ่ะอ. ใบอนุญาตที่ 1 เนี่ยมันมาจากการเลือกตั้งถูกมั้ยครับ. แล้วถ้าคุณรณรงค์หาเสียงแล้วประชาชนบอกว่าเอาเลือกคุณเพราะอยากให้คุณมาทำเรื่องเนี้ย. อือ. สุดท้ายเวลาเมื่อคุณเข้าไปปุ๊บเนี่ย. ปัญหาของผมก็คือเราจะจัดการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างใบใบอนุญาตที่ 1 กับใบอนุญาตที่ 2 อย่างไร. ภายใต้สถานการณ์ที่ใบอนุญาตที่ 2 ยังทรงอำนาจอยู่แบบนี้. หรือ Deep State ยังทรงอำนาจอยู่แบบนี้.

อือ. ผมคิดว่าขั้นที่ 1 คือคุณต้องมีเสียงฉันทานุมัติจากประชาชนมหาศาล. ถ้าคุณไม่มีอันนี้คุณคุณไม่มีทาง.

อื. นะครับพอคุณมีเสียงมหาศาลเสร็จปุ๊บ. มันจะเป็นประตูที่กำลังจะไปบอกกลุ่มก้อนใบอนุญาตที่ 2 ว่าสังคมเปลี่ยนโลกมันเปลี่ยน.

อื. ประชาชนเขาต้องการเปลี่ยนแบบนี้แบบนี้. เพราะว่าไม่งั้นผมไม่มะผมไม่ได้คะแนนมาขนาดนี้หรอก. แล้วก็จัดการปรับว่าอะไรที่พอจะได้อะไรที่พอจะไม่ได้. ผมอธิบายแบบนี้คนบอกอ่านี่ไงเตรียมจะไปประนีประนอมหรือเปล่า.

อื. มองมุมนี้ก็ถูกดิครับ. แต่เราเน้นเรื่องอะไร. เราไม่ใช่เป็นการประนีประนอมเพื่อเอาเรื่องของตัวเอง.

อื. สมมุติวันนี้สมมุตินะพรรคประชาชนเค้าได้มาถล่มนาราย.

อือ. เค้ามีวาระของเค้าในการเปลี่ยนแปลงประเทศผ่านการแถลงข่าวอะไร Road Map ประเทศไทย ไไทยแลนด์blูintอะไรต่างๆเเต็มไปหมด. นโยบายเต็มไปหมด 200 กว่าอัน. แล้วถ้าเขาชนะมานั่นก็หมายความว่าประชาชนมอบฉันทานุมัติให้เขาว่าอย่าให้เปลี่ยนประเทศ. ไทยไปตามแบบนี้.

อื. เขาก็มีหน้าที่ในการไปคุยกับกลุ่มก้อนใบอนุญาตที่ 2 ว่านี่คือเสียงของประชาชนบอกมา.

อื. จำเป็นจะต้องทำอะไรต่างๆนานา. ไม่ใช่ไปคุยกับใบที่ 2 เพื่อบอกว่าขอให้ผมเป็นเถอะขอให้ฉันเป็นเถอะ.

แล้วอยากได้อะไรจะทำให้หมด.

อือ. ไม่ใช่. ไม่ใช่ไปคุยเพื่อบอกว่าขอให้ผมเป็นเถอะขอให้ฉันเป็นเถอะแล้วช่วยจัดการคดีความ.

อ. ให้กับพวกฉันหน่อย. ไม่ใช่ไปคุยกับใบอนุยาที่ 2 เพื่อบอกว่าจัดการเรื่องส่วนตัวจัดการเรื่องคดีเรื่องกลับบ้านเรื่องนู้นเรื่องนี้เรื่องนั้นไม่ใช่.

อื. ผมว่านี่คือความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มกลุ่มการเมืองต่างๆที่พยายามจะแสวงหาใบอนุญาตที่ 1. เพื่อที่จะได้ฉันทานุมัติเพื่อจะไปเปิดใบอนุญาตที่ 2.

อื. คือถ้าคุณไม่ได้ใบที่ 1 คุณไม่มีทางได้ได้คุยถูกมั้ย. แต่ถ้าคุณได้มาเสร็จคุณจะได้มีโอกาสทำความเข้าใจสังคมมันต้องเปลี่ยนแล้วนี่มันมีคือฉันทานุมัติจะเปลี่ยนยังไงให้พอไปกันได้. แต่ไม่ใช่หมายความว่าคุณไปเจรจาเพื่อเรื่องตัวคุณเอง. คุณไปเจรจาเพื่อเป่าคดี.

อื. นะผมยกตัวอย่างง่ายๆเลยคุณพอธนาธรกับผมซึ่งถูกตัดสิทธิ์คุณช่อพรณิกาเนี่ย.

อื. น้องๆทุกคนที่เกำลังเพื่อนๆเราทุกคนที่กำลังเดินหน้าในทางการเมืองอยู่เนี่ย. เขาไม่ต้องเอาวาระของผมของธนาธรคุณช่อคุณพิธาพวกนี้ไปเลยนะ. คุณไปทำสิ่งที่คุณหาเสียงมา.

อื. ไม่คุณไม่ต้องไปเจรจากับใบอนุญาตที่ 2 เลยว่าจัดการนิรโทษกรรมให้พวกผมอะไรอันนี้เรื่องเล็ก.

อื. เราเอาเรื่องนี้เป็นหลัก. อันนี้คือความแตกต่างที่ผมกำลังจะบอกว่าเวลาพรรคการเมืองต้องการแสวงหาใบอนุญาตที่ 1 ก่อนแล้วเพื่อไปคุยกับใบที่ 2 เนี่ยมันต้องมันต้องคุยเรื่องแบบนี้.

อื. นะฮะ. คือเรื่องของคนทั้งประเทศเรื่องของคนส่วนใหญ่นะครับ.

คำถามต่อไปมันคือเรื่องเกี่ยวกับพวกคอร์รัปชัและทุนเทาครับผมไม่แน่ใจว่าคอร์รัปชัทุนเทาประชาธิปไตยฟเนี่ยมันโยงกันมั้ยครับ. หรือถ้าโยงโยงกันอย่างไร.

คือถ้าอธิบายอย่างงี้นะครับคือปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัเนี่ยในทางเศรษฐกิจเนี่ยมันทำให้มันทำให้การแข่งขันมันมันไม่เกิดขึ้นจริง. พูดง่ายๆคุณติดสินบนใครได้นะครับคุณก็คุณก็ได้ไปหมดทุกอย่าง. คุณเข้าหาอำนาจรัฐก็ได้ไปหมดทุกอย่าง. การแข่งขันมันไม่ได้เกิดขึ้นจริง.

นะครับแล้วก็มันทำให้การเค้าเรียกนะการขยับสถานะทางสังคมทางเศรษฐกิจเ่ะมันไม่. ได้ขึ้นกับความรู้ความสามารถละแต่มันขึ้นอยู่กับว่าใครพวกใครใครติดสินบนใครนะครับ. อ.

เอ่อนี่นี่คือในทางเศรษฐกิจ. ส่วนในทางการเมืองเนี่ยผมคิดว่ามันมีความสำคัญมาก. คือเมื่อก่อนถ้าเรารู้สึกว่าการคอร์รัปชั่นมันอยู่กันแบบสู่ราชการกับนักธุรกิจที่จ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาเติมน้ำมันให้หล่อลื่นเดินกระบวนการให้เร็วหน่อยใบอนุญาตออกเร็วหน่อย. หรือประมูลโครงการแล้วได้ตัวเองได้ preference ก็คือได้โอกาสได้ประมูลโครงการของรัฐได้สำเร็จเนี่ย. ถ้ามันมีเพียงแค่เนี้ยมันก็อาจจะรู้สึกเออประเทศนี้ก็เป็นอย่างงี้มานานแล้วเต็มที่ก็เสียค่าโหหุ้ยต้นทุนทางเศรษฐกิจไปอีก.

อื. นะครับเป็นค่าเช่าทางเศรษฐกิจที่เราต้องหายไปอีก.

แต่หลังๆมันพัฒนาไปไกลกว่านั้นคือมันเข้ามาเกี่ยวกับการเมือง. มันเกี่ยวกับการเมืองหมายถึงอะไร. เมื่อก่อนเป็นแค่นี้ผมเรียก. ว่าระบบการแบ่งการแย่งสัมปทานอำนาจรัฐ. คือนักการเมืองพรรคการเมืองเนี่ยจำเป็นต้องมีเงินสนับสนุน. เมื่อรับเงินสนับสนุนต่างๆมาเพื่อเอาเงินไปซื้อเสียง.

อื. เอาเงินไปพูดง่ายๆดูแลพี่น้องประชาชนในแบบของตัวเองอ่ะ. เอาเงินไปเลี้ยงดูอะไรต่างๆสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ในพื้นที่ตัว. เองเลี้ยงดู ส.ส.

อื. เพื่อที่เอา ส.ส. มามากๆตัวเองจะได้เป็นรัฐมนตรี. ซื้อเสียงประชาชนเพื่อให้ตัวเองชนะเลือกตั้ง. เอา ส.ส. มาตัวเองจะได้เป็นรัฐมนตรี. เมื่อเข้าไปเป็นรัฐมนตรีปุ๊บเวลาที่เขาคิดเขาก็จะไม่ได้คิดเรื่องวาระประเทศก่อน. แต่อาเขาต้องคิดวาระตัวเองก่อน. วาระตัวเองคืออะไร. โอเคประเทศอาจจะได้ 20 30 แต่อัต้องได้ 70. คืออาจจะมีโครงการนู่นโครงการนี้เกิดขึ้นประชาชนได้บ้าง. แต่เขาจะคิดจากฐานที่ว่า. บริษัทนี้ได้แล้วเขาถอนทุนได้เงินทอนได้เท่าไหร่. เพื่อเอาเงินเหล่านั้นมาต่อทุนทำการเมืองต่อในครั้งต่อๆไป.

อื. ก็คือคุณหวังไปมีอำนาจรัฐเพื่อเอาทุนต่อทุนทุนต่อทุน. หวังเข้าไปรัฐเพื่อไปทำโครงการเพื่อทำโครงการคอร์รัปชัคอร์รัปชัแล้วได้เงินทอนเงินทอนกลับมาโรงการเมืองใหม่โรงการเมืองใหม่ได้กลับไปใหม่.

อื. ใช้เงินเสร็จกลับไปใหม่ก็ต้องไปถอนทุน. มันจะวนแบบเนี้ย.

อันอันนี้คือรุ่นคลาสสิคนะ. รุ่นคลาสสิกจะเป็นอย่างเงี้ย. ผมเรียกว่าระบบแบ่งสัมปทานอำนาจรัฐ. คืออำนาจรัฐเนี่ยมันเป็นสัมปทานกลุ่มการเมืองเข้าไปขอแบ่งหน่อย.

อื. ผ่านวิธีเพื่อเอาเงินทอนมาแล้วเข้าไปแบ่งใหม่ทำอย่างนี้ทุกครั้ง. อันนี้เป็นมาหลายทศวรรษแล้วของของการเมืองไทย. แต่ตอนเนี้มันพัฒนาไปอีกขั้นนึงแล้ว.

มันพัฒนาไปอีกขั้นนึงถึงขนาดที่ว่าไอ้เงินทุนเทาเงินจากคอร์รัปชั่นเนี่ยมันจะเข้าไปยึดรัฐน่ะ. ที่ที่ในภาษาอังกฤษเค้าเรียกอะไร State capture ใช่มั้ย. มันจะไปยึดรัฐ.

อ. คือเมื่อก่อนมันแค่ขอแบ่งเป็นใช่มั้ย. เช่น. อ่าเห็นหน้าคนนี้ก็รู้แล้วขอจองกระทรวงคมนาคม. ทุกครั้งเห็นหน้าคนนี้รู้แล้วขอจองกระทรวงอุตสาหกรรม. ทุกครั้งนี้ก็แย่แล้วนะ. แล้วมันเป็นมาหลายทศวรรษแล้ว. ตอนนี้มันพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นนึงคือมันจะเป็น. มันจะไปเอาเงินสีเทาไปยึดทั้งรัฐเลย. เงินสีเทาที่คุณได้มาจากวิธีผิดโดยเริ่มต้นจากเล็กจ่ายข้าราชการระดับเล็กทำบอลพนันออนไลน์ทำสกเมอร์ทำอะไรเล็กๆเริ่มจากแค่. นี้ก่อนนะ. พอเราหย่อนยานไม่ไปจัดการไอ้พวกนี้ก็ขึ้นเรื่อยๆ. เงินเยอะขึ้นทำไง. เงินเยอะขึ้น. เฮ้ยต้องต้องไปจัดการซื้อมันทั้งรัฐแล้วว่ะ. ต่อไปมันจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับเรา.

อื. ซื้อกันทั้งรัฐหมายถึงอะไรครับ. เงินมันเยอะมากเยอะมหาศาลจนพูดง่ายๆ. มันเหลือเอามาจัดการเรื่องพวกนี้ได้. เช่นคุณจะจัดการฟอกยังไงให้มันดูดีที่สุด.

อืื. คุณก็ตั้งบริษัทอะไรขึ้นมาแล้วคุณก็ไปประมูลโครงการรัฐสักอันนึงแล้วคุณชนะอยู่แล้วเพราะเงินคุณเยอะโคตรๆเลย. ถามว่าเป็นเงินที่มันไม่ได้มาจากทุนอะไรหรือมันมา. จากทุนทุนเทาอ่ะ.

ใช่. แล้วถ้าทำแบบนี้หมดซื้อราชการในกระทรวงสำคัญสำคัญได้ระดับหนึ่งได้มากๆ.

อื. หรือไปถึงขนาดเอาเงินเหล่าเนี้ยสนับสนุนพรรคการเมืองแล้วพรรคการเมืองเหล่านั้นก็มีเงินมาทำการเมืองแล้วก็จะไปยึดรัฐ.

อื. มันไปมากกว่าเดิม. เมื่อก่อนมันขอแบ่งแค่.

อื. ฉันขอกระทรวงนี้นะกระทรวงที่หากินได้กระทรวงที่มีโครงการได้เงินทอนได้และบริษัทนี้ได้ประจำอย่างเงี้ยมันแค่จุดๆไง. แต่นี่มันจะมาหมด.

นะผมว่าแล้วมันจะสะท้อนถึงอะไรไปกระทบเรื่องเศรษฐกิจ.

อื. รัฐบาลถ้าพรรคการเมืองไหนที่รับเงินทุนเทาเข้ามาแล้วได้เข้ามาปกครองประเทศ.

อื. สิ่งที่ตามมาคือวาระของรัฐบาลนั้นเขาจะไม่ได้คิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง. เขาจะไม่ได้คิดเรื่องของการทำนโยบายดีๆ. เขาจะไม่ได้คิดเรื่องของเอ่อวันนี้จะต้องทำอะไรตามที่ได้หาเสียงมา.

อื. แต่ priority เขาอาจจะทำบ้างแหละแหมไม่ทำก็คงเป็นไปไม่ได้เดี๋ยวลงเลือกตั้งแล้วสอบตก. แต่ priority อันดับ 1 ของเขาก็คืออะไร. คือเขาต้องจัดการ.

อื. คืนไม่งั้นใครเจะให้คุณมา. เขาให้คุณมาเพื่อให้คุณมาทำเรื่องพวกนี้แหละ.

อื. นะฮะ. ดังนั้นผมว่าอันเนี้ยมันมันไปไกลมากกว่าเดิมอีก. ไปไกลกับเมื่อก่อนน้ำร้อนน้ำชาต่อไปมาแบ่งสัมปทานอำนาจรัฐ. ไอ้นี่มันจะยึดรัดเล่า. ถ้าเายึดได้จริงสมมุตินะครับนี่คือเราหวังว่าจะไม่เกิดขึ้น. ถ้ารอบนี้บังเอิญว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามเช่นเอ่อแม้ชนะเลือกตั้งไปโดนองค์กรอิสระสอยไปแล้วสุดท้ายเาก็ขึ้นมาได้อยู่ดี.

ครับ. อาจารย์ว่าประเทศไทยจะเป็นยังไงครับ.

ผมผมคิดอย่างงี้ฮะ. ตอนเนี้ยมันอยู่ในช่วงหัวต่อหัวเลี้ยวเนาะครับ. คือเราเนี่ยวนอยู่ในหลุมเนี้ยมาตั้งแต่รัฐประหาร 49. นะครับจนตอนเนี้ย 20 ปีละ 2 ทศวรรษละมันยังแกะแกะไม่หลุด.

อือ. มันยังแกะไม่หลุดตรงที่ว่ารัฐประหารก็แล้วนะครับสุดท้ายระบอบการเมืองก็เศรษฐกิจอะไรก็เหมือนเดิมนะครับ. กลับมาเลือกตั้งก็ยังวนอยู่แบบเดิมอีกนะครับ. มันยังแกะไม่หลุดจนจนมันเกิดสภาวการณ์ที่ตกลงแล้วเนี่ยประเทศไทยมันจะไปอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก. ในขณะที่เวลาเราหยุด.

อื. คนอื่นเขาเดินไง.

อืใช่. ใช่ครับคนอื่นเ้าเดินนะครับ. คืออถ้าให้ผมพูดแบบไม่ต้องเอียงข้างฝั่งประชาธิปไตยอะไรมากนะ. แม้กระทั่งเวลาที่. คุณประยุทธ์มาเนี่ยเป็นอำนาจเผด็จการทหารนะ.

แต่เขาก็ไม่สามารถ.

อือ. ทำอะไรได้นี่ถ้าคุณเชื่อว่าคุณมีอำนาจเด็ดขาดในทางการเมืองเนี่ย. ถ้าคุณคุณโหคุณมีนโยบายดีๆเปลี่ยนแปลงประเทศคุณใสเข้ามาเลยไม่มีใครต่อต้านคุณหรอก. เพราะว่าคุณยึดวึดกันไว้หมดแถมคุณไม่ต้องผ่านกฎหมายด้วยคุณมี ม. 44.

อื. คุณทำอะไรได้อีกเยอะแยะเต็มไปหมด.

อื. แต่แล้วก็พิสูจน์ว่าเฮ้ยมันไม่ได้ไง.

อื. คือมันเลยกลายเป็นว่า 20 ปีเนี่ยมันกลายเป็น 2 ทศวรรษที่มันหายไปอ่ะ.

ใช่. เหมือนกับอยู่ดีๆ 48 มันหายไปเลยมันโผล่มาตอนเนี้ย.

อือ. คือในขณะที่ 20 ปีเนี่ยคนอื่นเ้าวิ่งไง.

อื. 20 ปีนี่มันเวลายาวนะครับมันสามารถทำอะไรบางอย่างแล้วมันเห็นผลอีก 1ation ได้ภายใน 20 ปีอ่ะ. ผมว่ามองให้ไปไกลกว่าคือมันเลยกลายเป็นว่า 20 ปีเนี่ยมันกลายเป็น 2 ทศวรรษที่มันหายไปอ่ะ.

กันของของคนทั้งประเทศอ.

อือ. ทีนี้มันจะแก้กระดุมทีละเม็ดนะครับผมคิดว่า. การเลือกตั้งครั้งเนี้ยมันมีความสำคัญสำหรับผมนะประการที่ 1 เนี่ย.

อือ. เราจะต้องมีรัฐบาลที่องค์ประกอบของรัฐบาลนั้นสัมพันธ์กับเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง. คืออันนี้กระดูเม็ดที่ 1. ถ้ากระดูเม็ดที่ 1 นี่มันไม่ติดรัฐบาลต่อรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากเจตจำนงโดยตรงกับประชาชนเนี่ยนะไม่ไม่ตรงกับ 7 จำนงที่ประชาชนเลือก. ผลที่ตามมามันคืออะไร. มันก็คือคุณก็ไม่มีเสถียรภาพ. คุณก็จะเป็นผสมพรรคเล็กพรรคน้อยพรรคนู่นพรรคนี่เข้ามาแล้วเดี๋ยวคุณก็ไปซื้องูเห่าอะไรกันเละเทะเหมือนเดิมอีกแล้วเดี๋แป๊บนึงคุณก็ต้องเปลี่ยนรัฐบาลอีก.

ตัวอย่างที่เห็นก็คือปี 66.

อือ. เพราะว่าพรรคเพื่อไทยเไปตั้งกับกลุ่มอื่น ๆถูกมั้ยครับโดยสภาพเนี่ย. ความเชื่อมั่นของคุณก็ลดลงจากเมื่อก่อนคุณมีคนคนเชื่อมั่นคุณก็ลดลงแล้วเมื่อเข้าไปแล้วปุ๊บก็หลายพรรค. หลายพรรคมันต้องแจกเก้าอี้กันแล้วก็เห็นไม่ตรงการต่างๆไปเอาพรรคนู้นเสียงปิ่มน้ำช่วงท้ายๆเห็นมั้มันมันไหลมาตามตามกระบวนการเลยเพราะว่าจุดเริ่มต้นมันผิดตั้งแต่แรกครับ.

ดังนั้นสำหรับผม 69 เนี่ยสิ่งที่กระดุมแรกต้องติดให้ถูกก่อนคือรัฐบาลหน้าต้องเป็นรัฐบาลที่สะท้อนถึง 7 จำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง.

อื. นะครับกระดูเม็ดที่ 2 รัฐธรรมนูญ.

อื. นะครับมันถึงเวลาที่ต้องยอมรับแล้วว่าเปลี่ยนกติกานี้เถอะ.

อื. นะครับเปลี่ยนให้มันทุกๆคนยอมรับกันได้. เรารอเราใช้มันเนี่ยมันไปไม่ได้ก็เห็นอยู่นะครับ. เปลี่ยนกติกานี้เปลี่ยนอย่างสันติวิธีเนี่ยใช้กระบวนการประชามติใช้กระบวนการรัฐสภา. กระดุมไม่ได้ 3 คราวนี้มันคือมันคือวาระที่พรรคการเมืองเอามา. รณรงค์หาเสียงกันเนี่ยแล้วถ้าคุณได้รับ. การเป็นรัฐบาลเนี่ยคุณจะทำยังไง.

อื. สำหรับผมผมมีความรู้สึกอย่างงี้ครับที่พรรคประชาชนเตัดสินใจเปิดมิติใหม่ในทางการเมืองคือ. ปัญหาของประเทศไทยเนี่ยมันหนักมากเกินกว่าที่จะแก้กันแบบเดิมๆอ่ะ.

อือ. นะครับมันเลยต้องมีนโยบายในทางโครงสร้างและนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปพร้อมๆกัน. พร้อมกับมีบุคลากรที่เป็นมืออาชีพในการเข้ามาบริหารในกระทรวงทบวงกรมต่างๆ. โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องไปติดหนี้บุญคุณกับกลุ่มกว้วน สส. ไหน. ไม่จำเป็นต้องติดหนี้บุญคุณกับกลุ่มทุนใด. และมีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญตรงเฉพาะด้าน. มันต้องมันต้องเป็นรัฐบาลในลักษณะเนี้ยมันถึงจะ deliver นโยบายออก. เมื่อก่อนเวลาเราพูดว่าเราเอารัฐมนตรีที่มีความรู้ความเชิชามาเนี่ยส่วนใหญ่จะมาตอนรัฐประหาร. เพราะคุณไม่ติดโควต้าการเมืองไง.

อื. แต่พรรคประชาชนเกำลังจะพิสูจน์ให้ดูว่าเขาลงเลือกตั้งอ่ะ. แต่เขาจะมีทั้งคนที่. เป็น สส. ของเาและคนที่ไม่ได้เป็น สส. แต่เข้ามาทำงานกับพรรค. คนที่มีความรู้ความเชื่อชันตรงสายและเข้ามาทำโดยที่คุณไม่ต้องกังวลเลยว่าจะมี สส. เดินมาขอโครงการ. คุณไม่ต้องกังวลเลยว่าจะมี สส. มาขอเงินทอน. หรือว่ามีกลุ่มทุนมาบอกว่าคุณทำหนี้ได้คุณทำนี่ไม่ได้นะ. มันมันต้องมันต้องมีรัฐบาลในที่ผมเรียกที่เขาเรียกกันน่ะว่าเอาจริงอ่ะ.

อื. คือมันไม่ใช่มาแล้วก็คิดว่าดีลูกคิดวัน. นี้เอากลับบ้านเท่าไหร่เพื่อจะไปต่อทุนทำ. การเมืองครั้งหน้า. แต่มันต้องตั้งใจจริงๆเป็นวาระแห่งชาติจริงๆ. ใช้รัฐบาลทหารไปแล้วไงคิดว่าจะเอาจริงได้สุดท้ายก็เห็นไปแล้วทำไม่ได้. แต่รัฐบาลเลือกตั้งก็ทำได้ครับพรรคประชา. ชนเพยายามจะทดลองทำให้ดูจะจะเสนอตัวทำให้ดูครับ.

ดังนั้นดังนั้นดังนั้นรอบเนี้ยการเลือกตั้งมันเลยมีความสำคัญ.

อื. เพราะว่าถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้ผลออกมาเพี้ยนได้รัฐบาลที่เพี้ยนไปจากการเลือกตั้งรัฐธรรมนูญก็แก้ไม่ได้ผมว่ามันจะติดหล่มไปอีก. หรือได้รัฐบาลที่มาจากมีรัฐมนตรีตามโควต้ามุ้งอ.

มีรัฐมนตรีโควต้ากลุ่มทุนไง.

อ. สุดท้ายมันก็จะจบเข้าอีกรอบเดิมอีก.

ผมสงสัยมากครับอาจารย์ไอ้ State capture เนี่ยทำไมเไม่ไป capture แถวสิงคโปร์บ้าง ครับ.

ผมผมคิดฮะรัฐของสิงคโปร์เนี่ยเขาโอเคละระบบการเมืองเนี่ยเาอาจจะต่างจากเราตรงที่ว่า. หรือเกาหลีใต้. เา. มีสิงคโปร์เค้าเมีการเลือกตั้งสม่ำเสมอนะ. แต่ว่ามันค่อนไปในทางเกือบๆจะเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวก็คือพรรครัฐบาลเป็นพรรคกิจาตลอดเวลา. ตอนนี้มีพรรคฝ่ายค้านเพิ่มมาบ้าง 10 เสียงนะ. แต่เขาเป็นรัฐบาลต่อเนื่องดังนั้นเเป็นรัฐบาลเข้มแข็งที่. ที่มีโอกาสเ่อจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเต็มที่นะครับ. มันค่อนข้างแข็งแกร่งมากจนถึงขนาดที่กลุ่มทุนเทาขนาดนี้มันเข้าไม่ได้.

ผมว่าของไทยเนี่ยมันเป็นระบบรอไอ้การบังคับใช้กฎหมายนะครับแล้วก็เรื่องการจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชัที่ที่.

อื. ที่มันไม่ไม่ดีพอไม่เข้มแข็งพออ่ะนะ. เวลาเราไปคุยกับรัฐบาลอื่นแล้วบอกว่าเอ้ยจัดการกลุ่มทุนประเทศคุณหน่อยสิที่มาเป็นกลุ่มทุนเทาเนี่ยเขาก็ตอบเสั้นๆคำเดียวอ่ะว่าเขาไม่ได้สั่งมาก็เป็นเรื่องของเอกชนทำก็รัฐรัฐของคุณคุณรัฐของคุณคุณก็ไปจัดการบังคับใช้กฎหมายจัดการคอร์รัปชั่นให้ดีสิ. เห็นมั้ก็จะเป็นลักษณะแบบนี้ทั้งนั้น. เราต้องแก้ที่ครับผม.

นะครับถ้ากลไกการปราบปรามคอร์รัปชั.

อ. แล้วก็กระบวนการยุติธรรมยังเป็นในลักษณะที่.

อือ >> อยู่ที่คุณเป็นคนของใครแบบเนี้ยนะฮะ ถ้าคุณเป็นคนของฝ่ายกลุ่มมีอำนาจ คุณทำอะไร คุณรอดหมดเนี่ย ไอ้แบบนี้ให้ตายมันมันไม่เกิด มันไม่เกิดกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม

>> ครับผม ต่อไปมีรูปมาฝากครับอาจารย์

>> ครับ

>> เป็นรูปที่ผมว่าคนเห็นทั้งประเทศแล้วนะ ครับ

>> ครับ

>> ตอนนั้นพอคนเห็นผมว่าก็ฮือฮามาก

>> ก็เลย

>> อยากจะถามอาจารย์ว่าเมื่ออาจารย์เห็นรูปพวกนี้แล้วอาจารย์

>> วันแรกนะอาจารย์นึกถึงอะไรบ้างนะครับ ขออนุญาตให้อาจารย์ชมแล้วกันนะครับ

>> เอาทีละรูปเลยใช่มั้ยรูป

>> ใช่ครับ

>> เอารูปแรกก่อน

>> รูปรูปไหนก่อนก็ได้ครับ

>> ครับ

>> ก็จะเป็นรูปที่ผมว่าเราเห็นกันหมดแล้วล่ะ ผ่านสื่อนะ ก็แบบเป็นบุคคลไม่ใช่เสียงของเรา

>> โอเค

>> กับกับคนที่เขาคิดกันว่าน่าจะเป็นคนที่ เอา

>> อ่าเงินมาฟอกหรืออะไรสักอย่างในประเทศไทยเนาครับ

>> ก็

>> ผมมองเห็นทั้งหมดแล้วเนี่ยนะฮะ

>> เนาะ

>> จริงๆมันมีอีกหลายรูปใช่มั้ยฮะ วันที่เวันที่เวันที่เวันที่เผยแพร่กันในทางโลกออนไลน์

>> ก็ทั้ง 3 รูปเนี่ยผม

>> ผมคิดว่าผมไม่ได้ดูเป็นที่ตัวบุคคลนะว่า

>> อือ

>> นักธุรกิจคนนี้นักการเมืองคนนั้นข้าราชการทหารระดับสูงคนนี้คนนู้นอะไรต่างๆนานา

>> แต่ผมมองดูว่ามันเป็นเนี่ยนะฮะ นี่คือนี่คือระบบการทำงานของเครือข่ายชนชั้นนำประเทศไทย

>> อื

>> นะครับ คือมันทำงานด้วยวิธีแบบเนี้ย ก็คือผ่านความสัมพันธ์ผ่านการรู้จักนะครับ แล้วก็เอ่อวิธีการก็มันต้องรู้จักกลุ่มคนที่มีอำนาจนะครับ กลุ่มในทางการเมืองกลุ่มในทางอ

>> ทหารนะครับกลุ่มในทางธุรกิจนะฮะ นี่คือระบบมันจะเป็นแบบนี้ แล้วก็ต่อให้ไม่ใช่คนเหล่านี้เลย

>> อื

>> นะครับผมว่าระบบแบบเนี้ยมันมันยังอยู่ เพียงแต่มันจะมันจะเปลี่ยนผู้เล่นเปลี่ยนหน้าคนไปตามยุคตามสมัย เราย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีแล้วก็อาจจะไม่ใช่หน้าตาคนเหล่านี้แต่มันก็จะเป็นคนอีกกลุ่มนึงอื

>> คือลักษณะคล้ายๆเดิมแค่เปลี่ยนหน้า

>> เปลี่ยนหน้าวันข้างหน้าอาจจะเปลี่ยนไปอีกอะไรแบบเนี้ยนะครับ เพียงแต่ว่ามันระบบการทำงานจะเป็นอย่างเงี้ย กลุ่มเครือข่ายชนชั้นนำ

>> อือ

>> ซึ่งสำหรับผมเนี่ยผมถึงพยายามเสนอเรื่องตอนที่เราคิดตั้งพรรคอ่ะครับ

>> เวลาเราพูดว่าเราไม่ใช้เงินทำการเมืองเราไม่ใช้เงินซื้อเสียงเราไม่รับการสนับสนุนกับจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่

>> นะครับที่จะมาบงการพรรคได้อะไรแบบนี้เนี่ยเนี่ยคือมันไม่ใช่พูดเพื่อจะอวดว่า

>> อือ

>> ฉันเป็นคนดีกว่าพรรคอื่นๆไม่ใช่เรื่องนั้นเรื่องเรื่องเล็กน้อยสำหรับผมมากหรือไม่ใช่บอกว่านี่เป็นคุณธรรมเป็นศีลธรรมเป็นการเมืองเชิงศีลธรรมไม่ใช่เลยเป็นการเมืองคนดีไม่ใช่เลยอ

>> สำหรับผมเนี่ยการทำการเมืองแบบเนี้ยมันเป็นการสร้างมาตรฐานขั้นต่ำว่าเมื่อคุณเข้าไปมีอำนาจรัฐแล้วคุณต้องใช้อำนาจรัฐเพื่อคนส่วนรวมใช้อำนาจรัฐเพื่อคนส่วนใหญ่

>> ไม่ใช่ใช้อำนาจรัฐเพื่อตัวเองและพวกพ้อง เพราะคุณไม่ต้องไปคืนเค้าคุณไม่ต้องไปหาเงินคืน

>> อือ

>> ผมว่าหลักคิดมันคือหลักประกันขั้นต่ำ

>> อือแล้ววันที่คุณได้เค้าไม่มีอำนาจแผ่นดินคุณจะได้ใช้นโยบายที่คุณรงหาเสียงไปดำเนินการได้อย่างอิสระโดยไม่ติดหนี้บุญคุณใครโดยไม่ต้องเกรงใจกลุ่มทุนขนาดใหญ่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

>> อืครับ

>> สำหรับผมเนี่ยคือวิธีการที่คุณวันนึงคุณชนะเลือกตั้งแล้วคุณจะได้ไม่ต้องไปอยู่ในภาพแบบนี้แบบที่เขาเป็นน่ะก็คือแบบนี้แหละนะก็คือเริ่มทำงานการเมืองแบบ

>> ไม่ใช้เงินไม่ใช้อิทธิพลกลไกรัฐตั้งแต่เริ่มต้นนะครับใช้เสียงประชาชนเป็นเป็นตัวตัดสินนะครับ

>> ครับผมขออนุญาตเกือบก่อนฮะเดี๋ยวพูดไม่ค่อยออกครับอาจารย์

>> ครับ

>> โอเคแล้วตอนเค้าบอกว่าไม่ไม่ค่อยสนิทกันไม่รู้จักกันเนี่ยอาจารย์อาจารย์เชื่อไหม

>> เราเราไม่รู้ชีวิตของเค้านะครับว่าเค้าสนิทกันหรือไม่อย่างไรนะครับแต่ว่า

>> เอ่อมันเหมือนเป็นประเพณีอะไรบางอย่างของของชนชั้นนำในประเทศไทยอ่ะก็คือเขามีโอกาสพบปะเจอกันอยู่สม่ำเสมอส่วนจะสนิทกันถึงขั้นเจอกันทุกวันอะไรก็ก็คงแล้วแต่กาละเวลาในแต่ละช่วงแต่ละสถานที่นะฮะ

>> ครับผมโอเคอาจารย์ไม่มีรูปกับพวกเา

>> ไม่มีครับ

>> โอเคอันอันต่อมาคือ fail state ครับ

>> ครับ

>> fail state นี้จริงๆมันแปลว่าอะไรครับ

>> เอ่อที่เราแปลเป็นภาษาไทยคือรัฐล้มเหลวนะครับแต่เอ่อมันหมายความว่ารัฐเนี่ยมันไม่มันไปไม่ได้แล้วอ่ะนะครับทั้งในทางการเมืองเศรษฐกิจของไทยเนี่ยผมว่ามันยังไม่ถึงอ่ะแต่ถ้าเราปล่อยไปอย่างนี้ไปเรื่อยๆคือ

>> คือก็ไม่แน่คือมันมันหมายความว่ามันไม่มีสถาบันอะไรเหลือที่คนจะเชื่ออีกแล้ว

>> ครับ

>> อื

>> นะครับสถาบันการเมืองก็ไม่เชื่อศาลก็ไม่เชื่อข้าราชการกองทัพไม่มีใครยึดมั่นอะไรกันได้แล้วอ่ะแล้วมันมันเลยไม่มีใครจะมาช่วยกันพาประเทศไทยขึ้นไปข้างหน้าได้ตอนนี้นะของไทยเนี่ยมันมันอาจจะดูทิศทางเหมือนจะไปทางนั้นเนาะแต่ผมเชื่อว่าเรามีศักยภาพเรามีเจตจำนงอะไรต่างๆที่ในช่วงเวลาเนี้ยมันยังเปลี่ยนแปลงได้นะครับ

>> ในตลอดระยะเวลาการเป็นนักการเมืองของอาจารย์เนี่ยมีเจอหรือว่าเห็นอะไรแปลกๆว่ามั้ครับโอก็เยอะครับเอาถ้าเอาเป็นเรื่องแบบเล็กๆน้อยๆไล่ไปถึงเรื่องใหญ่เนาะเอางี้เลยดีกว่าเอาตั้งแต่ผมเข้ามาสมัยแรกเนี่ยตั้งพรรคเสร็จปุ๊บเนี่ยวันนั้นกำลังรณรงค์หาเสียงน่ะแล้วก็เลือกตั้งกันเสร็จปุ๊บเรียบร้อยคะแนนออกมาเนี่ยเราได้เป็นอันดับ 3

>> ครับ

>> นะครับก็มีเสียงตามสายมาหาคุณชัยธวัฒน์ตุลาธนซึ่งวันนั้นเป็นรองเลขาธิการพรรคเนี่ยบอกมาว่าเสนอว่าให้ผมกับคุณธนาธรเนี่ยเลิกการเมืองไปสักพักนึงะ

>> ไปพักผ่อนก่อนอย่าเพิ่งเลยอย่าเพิ่งอย่าเพิ่งเดินหน้าต่อ

>> โทรมาเสนอโทรมาขอเลยหรือโทรมาสั่งเลย

>> คุณเวฟคุณเวฟไปสัก 5 ปีเถอะ

>> อือ

>> นะแล้วเดี๋ยวให้บ้านเมืองมันเข้าที่เข้าทางแล้วพวกคุณค่อยกลับมาใหม่

>> โดยมีอะไรมาเสนอ

>> ไม่มีอะไรคือคือผมไม่แน่ใจว่าเค้าเสนอในลักษณะที่ว่าเอ่อคิดอะไรเนาะ

>> อือ

>> คิดอาจจะคิดหวังดีก็คือบอกเฮ้ยข้างหน้ามันโหดเอ็งมึงมึงมึงเลิกไปก่อนเถอะเดี๋จะโหดกว่านี้

>> อือ

>> หรือคิดในแง่ร้ายคือบอกว่าเฮ้ยอย่าเพิ่งเข้ามาตอนนี้เลยนะถ้าเอ็งเข้ามาเนี่ยมันก็ต้องรบกันสักเต็มที่อ่ะนะฮะอะไรแบบเนี้ยผมไม่รู้ว่าคิดยังไงแต่นั่นแหละ

>> แต่ตรงเนี้ยพอผมก็มานั่งทบทวนซึ่งเราก็ไม่ได้เห็นตามนั้นเนาเราก็เดินหน้าต่อ แล้วอีกสักพักก็โดนยุบพรรคตัดสิทธิ์นะครับไอ้สัญญาณเนี้ย

>> ทำให้ผมขบคิดจนถึงปัจจุบันว่าระบอบความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เป็นอยู่เนี่ยเค้าไม่ อนุญาตให้คุณธนาธรหรือผมอ่ะได้เข้ามามีบทบาทในทางการเมืองนะครับอาจจะด้วยความกังวลใจกลัว

>> อื

>> อ่าไม่เชื่อใจหรืออะไรก็ตามนะครับนะฮะไม่ งั้นไม่งั้นเนี่ยตอนนั้นมันยังไม่เริ่มเลยคุณพรมันเพิ่งแป๊บเดียว

>> เออ ยังไม่ได้ทำอะไรเลยอ

>> ก็คือวิธีคิดก็คือรู้สึกว่าเฮ้ยไอ้ 2 คนนี้คงอยู่ไม่ได้นะครับในในในสนามแห่งนี้ นะครับ

>> นี่คือตัดไฟแต่ต้นลมจริงๆเลยครับ

>> แต่วันนั้นเราก็เดินหน้าต่อแล้วเราก็โดนยุบพรรคตัดสิทธิ์ก็ก็มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับไอ้สัญญาณเตือนนี้ก็ได้แต่ อย่างน้อยเนี่ยสัญญาณเตือนเนี้ยมันเป็นภาพแทนของกลุ่ม

>> อือ

>> กลุ่มชนชั้นนำในประเทศไทยว่า

>> อื

>> เากังวลอะไรกับกับทางผมกับคุณธนาธรอยู่อ

>> นะครับนี่ๆอันนี้อันนี้เรื่องแรกๆเลยที่เจอ

>> ครับ

>> กับอีกอันนึงผมคิดว่าตอนนี้ก็พูดได้แล้วมั้งเพราะว่าผมพูดในหลายบางรายการไปแล้วแล้วก็มันก็เป็นข่าวทั่วไปคือผมรู้สึกว่าบางทีเราเนี่ยอาจแต่บางทีคุยกันมันสุดท้ายมันอาจเชื่อใจกันได้อ่ะเวลาคุยกันทางการเมืองนะ

>> อื

>> ผมยกตัวอย่างเช่นตอนที่มันเป็นข่าวออกมาว่าผมกับคุณธนาธรเนี่ยไปเจอพลเอกอภิรัตน์คงสพงษ์ตอนนั้นแกเป็นผู้บัญชาการฐานหมด

>> อื

>> นะครับซึ่งผมก็ไปเจอจริงๆ

>> อื

>> นะครับไปเจอเนี่ยคนก็ไปลือกันว่าผมไปเจรจาขออย่าเรื่องนั้นไปดีเรื่องนั้นเรื่องนี้ต่างๆนาไม่มีเลยอ

>> เพราะฉะนั้นไปคุยกันเนี่ย

>> คุยกันเพื่อจะเล่าให้ฟังว่าผมและพรรคเนี่ยมีวิธีคิดเรื่องปฏิรูปกองทัพอย่างไรเห็นว่ากองทัพต้องปฏิรูปอย่างไรเป็นอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้แล้วก็คุยเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้อื

>> นะครับ

>> คุยกันปกติเลย 2-3 ชั่วโมง

>> อื

>> ก็ไม่มีอะไรเลยจากกันด้วยดี

>> อื

>> แต่อีกไม่กี่วันต่อมาพลเอกอภิรัตน์ใช้สโมสรทบ.ทุกวิภาวดีแถลงข่าวทรัพธรกับผมเนี่ย

>> อ๋อ

>> ถ้าจำกันได้

>> อ่าจำได้ครับ

>> เออแล้วก็ผมวันนั้นวันรุ่งขึ้นผมเลยอภิปรายโต้เถียงกับกับแกกลับไป

>> ซึ่ง

>> อันนี้เป็นตัวอย่างนึงที่ผมจะให้เห็นว่า

>> ในท้ายสุดการพูดคุยกันเนี่ยมันไม่ได้หมายความว่าอ้าแม้วันนั้นคุณจะจบกันด้วยดีว่าเอไม่มีอะไรนี่มาทำความเข้าใจกันเอ่อคุณคิดอะไรฉันคิดอะไรอย่างงี้มันมันไม่ใช่แค่นั้นแต่มันตามมาด้วยอีกแบบหนึ่งก็เป็นไปได้เสมอ

>> อาจารย์บอกว่าหมายถึงว่า 3 วันก่อนนั้นน่ะยังคุยกันดีอยู่เลยก good meeting

>> ก็คือเป็นการคุยกันว่าเล่าให้ฟังว่าผมคิดว่าพวกเราคิดยังไงกับเรื่องการปฏิรูปกองทัพยกเลิกการเกณฑ์ทหาร

>> เพราะนั้นเค้ามีแบบว่าไม่พอใจอะไรมั้ครับปกติแต่ว่าอ่ะพี่หาโอ้โหแถลงข่าวใหญ่โต

>> จนผมงงเลยว่านี่หน้าที่ผู้บัญชาการทหารบกหรือเปล่า

>> สวัดขึ้นผมถึงต้องโต้แย้งแกกลับอีกทีนึง

>> ผมจำหน้าที่คล้ายๆเหมือนเดี่ยวไมโครโฟนนะ ครับ

>> อ่าใช่ๆผมใช่ผมก็งงเหมือนก็คือเราก็สงสัยว่าเอ๊ะเออแสดงว่าการคุย

>> แต่มันก็คิดมาถึงตอนนี้ก็ก็ไม่งงละก็รู้สึกว่าการคุยกันกับคนที่เขาไม่ได้คิด

>> อื

>> ที่จะเปลี่ยนอะไรแบบเนี้ยบางทีมันมันอาจจะไม่มีประโยชน์ก็ได้นะเพราะสุดท้ายคุยเสร็จก็ได้เค้าก็ซัดเราเหมือนเดิมอาจารย์คิดว่ามันเป็นมันเป็น

>> ความคิดของเค้าเองหรือว่าจริงๆเขาอาจจะได้เรียกว่าคำสั่งหรือว่าคำบอกเล่าคนอื่นมาอีกทีนึงไม่แน่ใจเลยว่าว่าเคิดยังไงแต่

>> ถ้าเราไม่มองว่าตัวเในฐานะตัวเขาเนี่ยผมว่านี่มันคือภาพแทนของของชุดความคิดกลุ่มก้อนทางอำนาจอ่ะ

>> อื

>> นะครับพอผมเจอนี้ปุ๊บแล้วมาต่อไอ้เหตุการณ์แรกเนี่ยมันก็เลยผูก

>> อือ

>> คิดตกผลึกมาว่าก็คงจะเป็นกลุ่มก้อนทางอำนาจกลุ่มหนึ่งที่ไม่สบายใจอ่ะถ้าถ้ามีธนาธรมีผมอยู่ในแวดมุมทางการเมืองเนะครับ

>> ซึ่งถามว่าเค้าผิดมั้ยผมก็อ้าตาจิตตังเก็มีความคิดแบบนี้มันก็อยู่ที่เราเนี่ยเราจะทำให้สังคมเห็นได้มั้ยว่านี่มันเป็นความจำเป็นของยุคสมัยที่มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป

>> นะครับในเพื่อจะเชื่อมต่อกันระหว่างอ่าคนจากรุ่นต่อรุ่นอะไรแบบเนี้ยนะ

>> กับอีกอันนึงที่ผมว่าสิ่งหนึ่งที่ผมคาดการณ์ผิดมากเลยก็คือก่อนหน้านั้นเนี่ยผมคิดว่าผมงงมากเลยว่าเอ๊มนุษย์เราเนี่ยมีคนอยากเป็นนักการเมืองเยอะมากนะ

>> ตอนผมตั้งพรรคเนี่ยเราก็รู้สึกเอ๊ะคนนั้นคนนี้ก็ไม่อยากเป็นไม่อยากเป็น

>> ถึงเวลาสมัครเข้ามาพอได้เป็นแล้วเนี่ย

>> อื

>> อยากเป็นต่อเห็นมั้ฮอันนี้พูดถึง

>> อือ

>> ขบวนการกลุ่มก้อนการเมืองของของทางฝั่งตัวเองนะ

>> ครับ

>> หลายท่านก็พอเข้ามาเป็นบอกว่าเออตัดสินใจเข้ามาเป็นเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อต้องการอะไรต่างๆแต่พอเป็นแล้วเนี่ยมันชักเพลินนะออกไม่ได้

>> อือ

>> เป็นแล้วอยากเป็นอีกเป็นแล้วอยากเป็นอีกอ

>> ซึ่งพอมันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นปุ๊บเนี่ยเราก็ต้องเอามาเป็นบทเรียนคือ

>> ครับ

>> สำหรับผมเนี่ยผมยึดคติตลอดเลยเมื่อไหร่ก็ตามคุณตัดสินใจเข้ามาสู่วงจรอำนาจไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการเมืองหรือธุรกิจอะไรก็ตามนะ

>> อ

>> วันที่คุณเข้ามาครั้งที่ 1 ปุ๊บเนี่ยคุณต้องคิด exit plan

>> อื

>> ตั้งแต่แรกเพราะขึ้นชื่อว่าเรื่องอำนาจเนี่ยมันไม่มีมันไม่มีวันอยู่ค้ำฟ้า

>> อื

>> มันต้องออกแบบชีวิตตัวเราเองไม่ใช่ให้อำนาจมันมาคุมตัวเรา

>> อือ

>> นะเราเข้าไปแล้วเราต้องคิดถึงเวลาถ้าวันนึงเราตกยุคสมัยไปแล้วโลกมันหมุนไปแล้วเราต้องออกเปิดท้าให้คนรุ่นใหม่เขาเข้ามา

>> เจอแบบนี้เยอะๆระหว่างทางเนี่ยเคยมีรู้สึดแบบท้อหรือหมดกำลังใจบ้างไหมครับ

>> โอเอ่อถามว่ามีไหมผมเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาครับคุณพอต้องมีบ้างนะครับแต่ว่ามันก็สักพักนึงแล้วก็แล้วก็แล้วก็ฮึดขึ้นมาใหม่

>> เอ่อจริงๆเวลาผมฮึดกลับมาใหม่เนี่ยนะผมผมดูจากอะไรอันที่ 1 คือผมดูจากพี่น้องประชาชนก่อน คือคือเวลาเราไปเจอคนแล้วเค้ามีความหวังอ่ะเค้ามีความหวังแล้วเอาความหวังนั้นมาฝากไว้กับเรา

>> ว่าเราสามารถขับเคลื่อนได้เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้

>> อือ

>> นะครับคือแต่ละคนเ้ามีชีวิตของเขามีสภาพครอบครัวมีปัจจัยทางเศรษฐกิจของแต่ละคนที่มันตากแตกแตกต่างกัน

>> แล้วเขาก็เชื่อว่าสังคมเมันเปลี่ยนที่ดีกว่านี้ได้แล้วเขามอบความหวังความเชื่อมั่นนี้ให้เราเป็นคน

>> เป็นคนขับยานพาหนะเนี้ย

>> ไปต่ออันเนี้ยมันทำให้เราต้องฮึดกลับมาครับ

>> นะครับกับอีกอันนึงอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวนิดหน่อย

>> อือ

>> ผมก็มองไปที่ธนาธรทุกครั้งคือธนาธรเป็นคนมีพลังเยอะ

>> อือ

>> ผมเชื่อว่าคุณธนาธรเนี่ยมีอารมณ์ท้อแท้อะไรเหมือนกันนี่แหละเพราะเขาไม่ใช่เหล็กไหลมาจากไหนเป็นคนธรรมดาครับ

>> แต่ว่าเขาจะไม่ยอมเอาพลังลบให้คนอื่น

>> เจะทำงานเจะทำงานเจะทำงานบางทีผมรู้สึกวิธีบำบัดเาอาจจะเทำงานก็ได้มั้งแต่ว่า

>> เราเห็นเค้าเทำนู่นทำนี่ตลอดเวลา

>> แล้วถามว่า 8 ปีที่เริ่มต้นกันมาผมว่าเค้าเสียเยอะที่สุดอ่ะ

>> อื

>> เค้าเสียอะไรหลายๆอย่างในชีวิตเยอะที่สุดอ่ะผมก็เสียชัยทวัฒน์ก็เสียพิธาก็เสียแต่ว่าผมว่าเทียบๆแล้วผมว่าธนาธรน่าจะเสียเยอะที่สุด

>> อื

>> นะครับแบกเอาไว้เยอะที่สุดนะครับแล้วก็เออเค้าแล้วเค้าโดนเยอะด้วยหลายคดีด้วยนะฮะแต่ว่าถึงเวลาก็ยังผมไม่เห็นเค้าถเถอยอ่ะเค้ายังเดินหน้าทำต่อทำต่อทำต่อไปเรื่อยจนผมว่าเออว่ะถ้าเอกเค้ายังเยังเยังขนาดอยู่เนี่ยเอ้ยเราก็ต้องเราก็ต้องอ

>> อยู่กับเค้าสนับสนุนเค้าเป็นเอ่อช่วยอะไรเค้าได้ก็ช่วยนะ

>> อ

>> ก็เป็นก็เป็น 2 ข้ออันนึงก็ประชาชนอันนึงก็ธนาธรครับ

>> ครับผมอาจจะมีข้อที่ 3 ประชาชนเดี๋ผมให้ อาจารย์ดู

>> เสื้อทีมงานผมนิดนึงครับ

>> ครับ

>> ไม่ไม่ได้เต๊ยมนะครับผมบอกตรงๆผมเพิ่งเห็นเมื่อกี้เนี้ยเหมือนกันว่าเห็นป่ะไหนอยากจะได้บ้างมีรู้เรื่องผลิตยัง

>> เดี๋จะเดี๋มจะไปหาซื้อมาใส่มึงปี

>> ครับผม

>> กี่ปีแล้วครับตัวนี้

>> น่าจะ 2-3 ปีที่แล้วที่ที่คุณลมคนเพูดในสภาคำเนี้ยครับ

>> อาจจะเป็นอีกเอ่อข้อประชาชนอีกข้อนึงที่อาจจะเป็นกำลังใจ

>> คือจริงๆพอเห็นเสื้อของทีมงานของคุณบอแล้วเนี่ยคือเรื่องคำว่าความหวาดกลัวเนี่ยคือผมจำได้เลยว่าผมปราศรัยปิดการหาเสียงครั้งที่แล้วที่ไทยญี่ปุ่นดินแดงของพรรคก้าวไกลเนี่ย

>> อือ

>> ผมเปรียบเทียบการเมืองของความกลัวกับการเมืองของความหวังเนี่ยคือการเมืองของความกลัวเนี่ยกความกลัวเนี่ยพอกลัวอะไรมากๆมันจะทำลายเช่นเค้ากลัวผมเกลัวธนาธรเกลัวพรรคส้มเต้องทำลาย

>> อือื

>> คือพลังของความกลัวเนี่ยมันตามมาด้วยทำ ให้มันหายไปทำให้มันหายไป

>> อ

>> แต่การเมืองของความหวังมันคือสร้าง

>> อื

>> มันต้องสร้างอันใหม่สร้างอันใหม่สร้างอันใหม่ขึ้นมานะครับแล้วการเมืองของความกลัวเนี่ยมันจะใจแคบใจแคบก็คือนิดนึงก็เฮ้ยๆระแวงระวังระแวงระวังต้องจัดการต้องจัดการเอามาเข้าใกล้ไม่ได้ไอ้นี่ไปหมดหวาดระแวงไปหมด

>> อื

>> นะครับพอหวาดระแวงมากมันก็มันก็ใจแคบไงใครเห็นต่างนิดเดียวใครไม่ตรงกับความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเรานิดเดียวไม่ ได้หมด

>> แต่การเมืองความหวังเนี่ยมันต้องกว้างๆเพราะมันต้องการคนจำนวนมากในการเข้ามาเปลี่ยนต้องดึงคนกลับขึ้นมาดึงคนให้กลับมามีความหวังนะผมว่าผมว่ามัน

>> คือใครก็ตามที่ขับเคลื่อนการเมืองด้วยความกลัวเนี่ยมันมันกินตัวเองนะเออแต่ถ้าเรามีความหวังมันก็จะเอาพลังบวกส่งออก

>> เป็นกำลังใจให้นะครับอาจารย์ห้ามเหนื่อยนะ ครับ

>> ครับ

>> โอเคผมว่าผมว่าหลายคนในประเทศไทยมีความรู้สึกนี้อยู่บ้างนะครับก็คือว่าเฮ้อเริ่มเบื่อหน่ายการเมืองเพราะว่า

>> เลือกไปก็เหมือนเดิมเลือกไปก็ไม่เปลี่ยนแปลงหน้าเดิมๆอาจารย์มีอะไรอยากจะสื่อสารกับคนกลุ่มนี้หน่อยมั้ครับ

>> คือผมมองอย่างงี้ครับเมื่อไหร่ก็ตามที่ เราเบื่อนะครับเมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกว่าเราเลือกตั้งไปก็ไม่มีทางเปลี่ยนเนี่ยอ

>> นั่นแหละครับก็จะไม่เปลี่ยน

>> อือฮึ

>> ถูกมั้

>> อ

>> ยิ่งเบื่อยิ่งไม่แสดงออก

>> อือ

>> ยิ่งไม่ออกมารวมพลังกันอ

>> นะครับไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งต่างๆนานาเนี่ย นั่นเท่ากับว่าการเปลี่ยนแปลงมันก็ไม่เกิด

>> อือ

>> คือเวลาเราเปลี่ยนเนี่ยการเปลี่ยนแปลงเนี่ยมันไม่สามารถมาได้ชั่วข้ามคืนแล้วแล้วมันไม่ได้สามารถมาด้วยการเลือกตั้ง 1 ครั้งอยู่แล้วแต่ทุกๆการเลือกตั้งมันเป็นโอกาสของการขยับขึ้นหน้าทีละเล็กทีละน้อยทีละเล็กน้อยถ้าเราคาดหวังว่าเลือกครั้งนี้ปุ๊บพรุ่งนี้จะฟ้าสีทองผ่องอำไพเลยไม่ มีทางนะครับแต่การเลือกหน้า 1 ครั้งอย่างน้อยที่สุด

>> ดุลยภาพทางอำนาจสมการของอำนาจทางการเมืองมันต้องมีเปลี่ยนบ้างอ

>> อื

>> นะครับแต่ถ้าเชื่อว่าไม่เปลี่ยนก็เลยไม่เลือก

>> เชื่อว่าไม่เปลี่ยนเลยเอาล่ะเมื่อก่อนเคยเลือกกี่ที

>> อือ

>> ก็ไม่ได้มันก็จะเป็นอย่างเดิม

>> อือ

>> นะฮะแล้วมันก็จะเข้าทางของกลุ่มคน

>> ผู้มีอำนาจในปัจจุบันที่เขาอยากให้พลเมืองของเขาเนี่ยอยู่แบบนี้แหละ

>> อื

>> นะครับแน่นอนที่สุดตั้งแต่ปี 63 จนถึงตอนเนี้ยผู้คนเหนื่อยล้าไปเยอะไม่ว่าจะเหนื่อยล้าจากเรื่องโควิดเหนื่อยล้าจากวิกฤตทางเศรษฐกิจเหนื่อยล้าจากเรื่องการชุมนุมแล้วถูกเ่อจับกุมคุมขังจำนวนมากคดีความจำนวนมากเหนื่อยล้ากับการที่รู้สึดว่าการเมืองไทย

>> เคยขึ้นสูงสุดมีความหวังเสร็จแล้วมันก็ลงแบบเดิมแล้วมันก็จะอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆนะครับมีแต่ละคนมีปัญหาครอบครัวชีวิตต่างๆนานาเต็มไปหมดเรื่องนี้เรื่องนี้ผมคิดว่าทุกคนเข้าใจกันดี

>> อือ

>> แต่เวลาระฆังระฆังแห่งการเปลี่ยนแปลงมันดังเนี่ย

>> อือ

>> สัญญาณมันเริ่มดังเนี่ย

>> อือ

>> บางทีถ้าเราเริ่มเห็นสัญญาณว่าเมันมีโอกาส

>> อือ

>> แล้วเราไม่ใช้มันเลย

>> อืออื

>> เรากลับเชื่อว่าไอ้เนี่ยมันเปลี่ยนไม่ได้หรอกมันต้องอยู่แบบเนี้ยเวลามันหายไปแล้วเนี่ย

>> อือ

>> มันจะหลุดมือนี่ผมไม่ได้พูดเฉพาะกับคนราย การที่ที่ชมรายการอยู่นี้พูดให้ตัวเองฟังด้วย

>> อื

>> เพราะว่าอารมณ์การท้อแท้มันมีตลอดเวลาอยู่แล้วครับ

>> มันมีท้อแท้เวลาแต่ถ้าอยู่ดีๆสัญญาณมันมาสัญญาณมันมาเนี่ยผมยกตัวอย่างเช่นการเลือกตั้งกำลังจะมาถึงนะ

>> เราทำตั้งกี่ครั้งแล้วกับรัฐธรรมนูญเนี้ยก็ทำไม่ได้

>> อือ

>> แต่นี่มันเป็นโอกาสเดียวที่จะออกไปแสดงพลังพร้อมเพียงกันเป็นตัวเลข

>> อือให้เห็นผ่านการหย่อนบัตรประชามติเนี่ยเราจะไม่ใช้มันเหรอ

>> อือ

>> การเลือกตั้งเหมือนกันถ้าคุณบอกว่าคุณเบื่อรัฐบาลทุกชุดตั้งแต่ปี 62

>> อื

>> เบื่อหมดทำอะไรก็ทำไม่ได้

>> อื

>> แก้ปัญหาไม่ได้สุดท้ายเข้ามาแล้วยังมีกลุ่มนั้นกลุ่มนี้เข้ามาอะไรต่างๆนานาแสวงหาประโยชน์

>> อื

>> ส่งมอบนโยบายไม่สำเร็จ

>> อื

>> แล้วเลือกตั้งมันกำลังจะมาถึงแล้วคุณกำลังจะได้กำหนดรัฐบาลใหม่เนี่ยเราจะทิ้งมันเหรอ

>> อื

>> นะฮะผมคิดว่า 8 กุมภาพันธ์มันเป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งครับแต่แน่นอนฮะมันไม่ได้หมายความว่ากากบาทเสร็จแล้วมันจะสดใสทันที

>> อ

>> แต่อย่างน้อยที่สุดถ้าตัวเลขมันออกมา

>> อื

>> ว่าสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงเนี่ยมันสูงขึ้นสูงขึ้นสูงขึ้นแล้วสูงขึ้นภายใต้บริบทที่

>> มันโดนกระทำโดนกระทืบมันตลอดเวลาแต่มันยังสูงอยู่

>> ก็แสดงให้เห็นว่าประชาชนเ้ามีความคิดความอ่านแบบไหนอ

>> นะฮะจริงๆผม

>> ผมอาจจะใช้รายการคุณขออนุญาตใช้รายการของคุณพอพูดก็ได้นะอันเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องของพรรคหน่อย

>> ได้เลยครับ

>> คือผมตั้งพรรคกันมาเนี่ยผมโดนยุบไป 2 ครั้งตัดสิทธิ์ไป 10 ปีหลายคนคนดีๆมีความรู้ความสามารถหลายคนต้องออกไปจากแวดวงการเมืองนะครับไอ้สิ่งหนึ่งที่ผมยังยืนยันว่ามันต้องเดินต่อเนี่ยเพราะเรายังเชื่อว่าสังคมไทยประเทศไทยมันเปลี่ยนได้ดีกว่านี้และเราจะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยนะครับก็เลยถึงเดินยังอยู่ทุกวันนี้แต่ไอ้พวกผมเนี่ยมันก็ไม่ได้กินเหล็กไหลกินกินยาปลากินอะไรนะมีพลังอะไรมาจากไหนมากมายหรอกพวกผมตั้งแต่เพียงลำพังเนี่ยไม่เกิน 100 200 คนเนี่ย 300 คนเนี่ยมันมันไม่พอมันต้องมีคนสนับสนุนอีก

>> อื

>> มันต้องมีคนพลังสนับสนุนออกมามากทีนี้พอคนสนับสนุนเนี่ยผมเจอคนจำนวนมากนะคุณพอเชียร์เชียร์ๆ

>> อือ

>> แล้วก็จะไปเลือกด้วยแต่รู้แหละเดี๋ยวอาจจะชนะเลือกตั้งแต่คุณไม่ได้เป็นหรอก

>> อื

>> บางคนก็พอคิดแบบนี้ก็เลยบอกอย่างี้ขี้เกียจไปเลือก เลือกกี่ทีก็แพ้เลือกกี่ทีชนะก็จริงแต่ อาจจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ก็จะคิดแบบนี้กัน สำหรับผมเนี่ยมันต้องเริ่มต้นจากการเชื่อก่อนว่าครั้งนี้เราจะเปลี่ยนได้ครั้งนี้เราจะชนะเลือกตั้งได้ครั้งนี้เราจะตั้งรัฐบาลได้อ

>> อือ

>> แล้วมันจะค่อยๆส่งพลังบวกออกไปให้กับทุกๆคน

>> อื

>> นะครับแต่ถ้าคนทุกคนคิดหมดว่าออกไปเลือกเลือกแล้วชนะก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้ไม่ต้องไปสนใจไม่ต้องไปกระจายข่าวไม่ต้องไปช่วยกันหาคะแนนอย่างเงี้ยมันก็จะอยู่ที่เดิมแน่นอนอ

>> นะครับถ้าเรียนกับคุณพรและท่านผู้ชมตรงๆ คือพวกผมไม่มีอะไรไปสู้เ้าเลยกับระบบกลไกรัฐที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เนี่ย

>> ผมไม่มีอาวุธ

>> อื

>> ผมไม่มีกองกำลังผมไม่มีกลไกรัฐผมไม่มีระบบราชการผมไม่มีเงินมากมายมหาศาลในการสนับสนุนในการทำงานผมไม่มีอะไรเลยพวกผมเนี่ยมันมีอย่างเดียวคือเสียงประชาชนที่ให้เรา

>> อื

>> และเป็นผมเชื่อว่าเป็นอาวุธเดียวด้วยที่จะทำให้เราสามารถเข้าไปมีอำนาจบริหารการแผ่นดินหรือแม้กระทั่งเข้าไปทำความเข้าใจ

>> อือ

>> ว่าประเทศไทยเนี่ยกลุ่มคนที่เอ่อเป็นฝั่งอนุรักษ์จะได้เข้าใจว่าโลกมันต้องเปลี่ยนบ้างจะหาทางออกในการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยกันอย่างไรนะครับผมมีผมมีแค่เนี้ยที่จะที่จะที่จะที่จะอ่าต่อสู้กับเขาได้นะครับ

>> เป็นช่วงประจำรายการของเราคือโสคครับ อาจารย์

>> ครับ

>> เปิดกว้างอะไรก็ได้เลยครับอยากให้อาจารย์ช่วยแชร์เทคนิคส่วนตัวหรือว่าgrทส่วนตัว

>> ครับ

>> อาจารย์มีเรื่องในใจไว้มั้ครับว่าแต่จะแชร์ด้านไหนเป็นพิเศษจริงๆมันมีหลายอันนะฮะแต่ว่าหลายจริงๆแชร์หลายอันก็ได้นะครับ

>> อ่าผมผมเริ่มจากนี้ก่อนเป็นคติพจน์ประจำใจของผมเนาะ

>> ที่ผมยึดมาโดยตลอดแล้วก็เป็นตัวกำกับทิศทางในการทำงานของผมนะครับ

>> ก็คือเอ่อมันมีปรัชญาเมธีชาวอิตาเลียนคนนึงที่ผมศรัทธาทั้งศรัทธาทั้งชีวิตเ้าแล้วก็ความคิดเขาด้วยนะครับก็คือanทนิโอ กัมชี่

>> เขาพูดอยู่ประโยคนึงครับว่า

>> ให้เราเนี่ยจะต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายในทางปัญญา

>> อื

>> มองโลกในแง่ดีในทาง 7 จำนงอันนี้หมายความว่าอะไรมองโลกในแง่ร้ายในทางปัญญาหมายถึงว่าในการคิดเราเนี่ย

>> อื

>> เราต้องคิดว่ามันยากมันมีอุปสรรคเราต้องรอบคอบไม่ใช่คิดว่าทุกอย่างง่ายไปหมดเราต้องรู้ตัวว่าในการต่อสู้ของเราเนี่ยมันจะมีอุปสรรคนานนานปการวันนี้ได้ 1 อันเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็มีอุปสรรคอีกอ

>> อือ

>> ต้องประเมินแบบแง่แร้ายไว้ก่อน

>> ครับ

>> นะครับแต่เราจะไปมองโลกในแง่ดีใน 7 จำนง คือเราเชื่อว่าเราจะเปลี่ยนได้นะครับแล้วเราจะมีความมุ่งมั่นที่เราจะทำต่อ

>> อื

>> นะครับก็ผมจะยึดแบบเนี้ยก็คือแม้ว่ามันจะยากรู้อยู่แล้วที่ทำอยู่ยากรู้อยู่แล้วว่าจะมีอุปสรรครู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวโดนคดีอีกรู้อยู่แล้วว่าเดี๋โดนยุคพรรคเดี๋โดนตัดสินอีกรู้อยู่แล้วต่างๆนานาเต็มไปหมดแต่ว่าเรายังมีความมองโลกในแง่ดีในเจตจำนงคือเราเชื่อว่าวันหนึ่งมันจะเปลี่ยนได้แล้วเราก็จะลงมือทำต่อ

>> อื

>> นะอันอันนี้เป็นคติบประจำใจ

>> อโอ้ชอบมากๆเลยครับ

>> โอเค

>> เอิ่ม

>> แล้วที่เหลือก็ถ้าจะเป็นเรื่องอื่นที่ผมโตมาได้ก็คือผมว่าเอาเฉพาะตั้งแต่มาทำการเมืองเนาะผมว่าการเมืองเนี่ยมันมันเป็นศิลปะนะ

>> อือ

>> คือไม่มีมหาวิทยาลัยไหนหรือสถาบันการศึกษาไหนสอนคุณได้หมดหรอกหรือแม้กระทั่งหนังสือเล่มไหนก็บอก how to การเป็นนักการเมืองมันก็ไม่สามารถแล้วหรอก

>> มันอาจจะอ่านมาได้บ้างมีความคิดชี้นำอะไรมาได้บ้างแต่ถึงเวลามันลงมาปฏิบัติจริงแล้วมันจะค่อยๆกล่อมเกลาตัวเองก็คงเหมือนแวดวงธุรกิจเหมือนกัน

>> อย่างของผมเนี่ยผมเข้ามาปุ๊บผมก็เริ่มเริ่มคิดว่าเอออะไรมันเป็นอะไรก็สรุปกันมานะผมคิดว่าสำคัญที่สุดคือมันต้องมี 7 จำนงก่อน

>> อือ

>> ถ้าคุณตัดสินใจเข้ามาในแวดวงการเมืองแล้วเคุณต้องมีเจตจำนงก่อนว่าคุณจะเข้ามาทำอะไร

>> อื

>> ถ้าเกิดคุณเข้ามาด้วยการคิดแต่เพียงที่ว่าพอดีพ่อเป็น

>> อื

>> ลูกก็เลยขอเป็นต่อเพราะพ่อบอกให้ลงไม่ งั้นเดี๋ยวใครจะรักษาอ่าตระกูลการเมืองนี้ไว้อันเนี้ยอย่าเป็นเลย

>> อือ

>> หรือถ้าคุณเข้ามาเพราะรู้สึกว่าเข้ามาแล้วมันมีชื่อเสียงดีเป็นมีเซลบเป็นเซลบดีอันนี้อย่าเข้ามาเป็นเลยครับหรือเข้ามาแล้วรู้สึกว่าอยากเข้ามามีอำนาจมันจะได้ไปไหนแล้วโอ้โหมีคนต้อนรับขับสู้เต็มไปหมดจะได้ขยับชนชั้นจากตัวเองเป็นคนธรรมดา noบอี้วันนี้เป็นนักการเมืองแล้วมีเป็นอีกชนชั้นนึงแล้วอันนี้อย่ามาเป็นเลย

>> อือ

>> แต่ถ้าคุณมีเจตจำนงว่าคุณเข้ามาแล้วคุณจะทำอะไร

>> อื

>> อย่างน้อยๆคุณออกไปจากแวดวงคุณคนก็รู้ว่าไอ้นี่มันมาในช่วงเวลานึงแล้วมันทำอะไรเปลี่ยนแปลงได้บ้าง

>> เอาเรื่องเล็กๆก็ได้จนไปถึงเรื่องใหญ่ก็ได้เนี่ยผมว่าจุดเริ่มต้นต้องอันนี้ก่อนคือคือมีเจตจำนงมีวาระที่จะเข้ามาทำอะไร นะครับ

>> อันที่ 2 เมื่อเข้ามาแล้วเนี่ยการเมืองมันจะกลายเป็นเรื่องของการบริหารความคาดหวังของคน

>> อื

>> บริหารความคาดหวังทั้งภายในพรรคและกับประชาชนด้วย

>> อือ

>> ภายในพรรคถ้าคุณขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคโอ้โหทุกองคาปยพในพรรคเขาก็คาดหวังหมด่ะอยากจะ เป็นนั่นอยากจะเป็นนี่อยากจะลงสมัครสส.อยากเป็นรัฐมนตรีอยากจะได้ตำแหน่งอยากจะนู่นนี่นั่นเต็มไปหมดทุกคนมีความคาดหวังของตัวเองหมด

>> อือ

>> ผู้นำพรรค

>> อือ

>> คุณต้องบริหารความคาดหวังของคน

>> เราไม่อาจทำให้ทุกคนพอใจได้หมด

>> อือ

>> แต่คุณทำให้ทุกคนไม่พอใจให้น้อยที่สุด

>> อือ

>> อันนี้คือ

>> เหมือนกันพี่น้องประชาชนกลุ่มแต่ละกลุ่มก็มีความต้องการที่แตกต่างหลากหลายแล้วบางทีคุณตัดสินใจอันหนึ่งทำให้อีกกลุ่มหนึ่งเขารู้สึกเขาเสียประโยชน์เนี่ยมันต้องบริหารความคาดหวังคนต้องมีการชี้แจงทำความเข้าใจตลอดเวลาอีกอันนึงที่ผมผมคิดว่าอาจจะเหมาะกับบริบทสังคมไทยผมว่าอินี่เป็นเรื่องสำคัญ

>> อ

>> คือการออมน้อมถ่อมตน

>> การออมน้อมถ่อมตนไม่ได้เท่ากับว่า

>> อ่อนแอไม่ได้เท่ากับว่าเป็นไผ่ลู่ลมไม่มีหลักการไม้หลักปักขี้เรนอะไรอย่างงั้นนะ การอ่อนน้อนท่อมตนเนี่ยมันเป็นบุคลิกภาพที่มันช่วยเปิดทางให้กับเราในการพูดคุยใน การทำความเข้าใจ

>> อือ

>> กับคนที่แตกต่างหลากหลายกันขึ้น

>> อือื

>> การอ่อมน้อมหล่อมตนมันทำให้ทุกคนคู่สนทนา กับเรา

>> อือ

>> หรือเพื่อนร่วมงานของเราเมีความรู้สึกว่าคนๆเนี้ยให้เกียรติคนอื่น

>> อือฮึ

>> ถูกมั้ยการออกมาตนมันทำให้เห็นว่าคนๆเนี้ยมันไม่ใช่น้ำเต็มแก้ว

>> มันพร้อมจะเอาความรู้ใหม่ๆเข้ามาไม่ใช่ฆ่าเก่งคนเดียวในจักรวาลทำทุกเรื่อง

>> อื

>> นะครับแต่ว่าคุณมีจุดยืนของคุณนะครับนี่อันอันนี้อาจจะเหมาะกับสังคมไทยก็ได้สังคมตะวันตกผมไม่แน่ใจว่าเหมาะมั้ยนะ ครับ

>> อ

>> แล้วก็สุดท้ายสุดท้ายคือเมื่อเข้ามาแล้วคุณต้องเตรียม Exit Plan

>> อื

>> ตั้งแต่วันนี้

>> ไม่ใช่เข้ามาแล้วนึกภาพตัวเองไม่ออกว่าตัวเองจะออกจากสนามการเมืองยังไง

>> อือ

>> คือเข้ามาแล้วต้องเป็นจนตายเป็นเข้ามาแล้วต้องให้ลูกเป็นต่อหลานเป็นต่อไออย่างนี้ไม่ใช่อ

>> นะครับอันอันเนี้ยคือคือที่ผมผมคิดจาก จากการเข้ามาแวดวงการประมาณ 8 ปีนะฮะ

>> ครับผม

>> ครับ

>> อาจารย์เขียนมาหนังสือมั้ยฮะก็อาจจะขายได้ประมาณสัก 500 เล่ม

>> ทำอยู่ทำอยู่ครับจริงๆผมบันทึกเรื่องการเมืองเอาไว้เต็มไปหมดเลยส่วนนึงก็มาเล่าให้คุณรายการคุณพอฟังด้วยหลายอันก็บันทึกเก็บไว้คือ

>> มันคงไม่ใช่

>> ตำราอะไรหรอกแต่ว่าอย่างน้อยที่สุดก็ในฐานะเวลาเราเราเข้ามาเราเห็นประสบการณ์อย่างไร

>> เก็อ้าอีกอันนึงที่เพิ่งตกผลึกกับตัวเองเมื่อสัก 2 ปีผมยึดว่าผมผมสรุปเป็นประโยคเดียวคือเรายังคงเป็นคนที่ radical ในทางความคิด

>> อื

>> แต่เราพร้อมเป็นมิตรกับทุกคนคือเวลาเราบอกว่าคนไหนเป็น radical เนี่ยส่วนเนี่ยมันจะไม่ค่อยมีเพื่อนนะ

>> อื

>> คนเราบอกคนเป็น radical ปุ๊บเนี่ยก็จะมีลักษณะที่ว่าเอ๊ะเอ็งเชื่อว่าความคิดเอ็งเนี่ยดีมากจนไม่ฟังคนอื่นอ่าก็คนก็มักจะคิดอย่างงี้ใช่มั้

>> อือ

>> หรือบางทีคนรู้สึกว่าไอ้คนที่มีความคิด radical เนี่ยมันต้องเป็นคนที่มีบุคลิกภาพน่ากลัวมากๆอย่าไปใกล้มันเลยเดี๋ยววันนึงมันจะมาล้มนั่นล้างนี่เปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่จนมันหาจุดพอเหมาะพอประมาณเลยไม่ได้เลยชีวิตมัน radical สุดโตกอย่างเดียวแต่ผมคิดว่ามันแยกได้นะในทางความคิดเนี่ย

>> อ

>> คุณก็ยังคิดเหมือนเดิม

>> อือื

>> นะฮะคุณมีความคิดทาง radical แบบเดิมซึ่งสังคมในเวลานึงอาจจะไม่ซื้อก็ได้อาจจะหาว่าคุณบ้าก็ได้อาจจะหาว่าไม่พร้อมก็ได้นะ ครับ

>> แต่ว่ามันไม่ได้หมายความว่าคุณจะคุยกับคนอื่นไม่ได้เลยคุณจะเป็นเพื่อนกับคนอื่นไม่ได้นะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางการเมืองในระบบรัฐสภาแบบไทยเนี่ย

>> อือ

>> คือคุณพอระบบรัฐสภามันถูกออกแบบมาในโลกตะวันตก

>> อื

>> เพื่อบังคับให้ทุกคนประณีประนอมนะ

>> อื

>> ต่อให้คุณเป็นคนไม่ประณีประนอมเมื่อไหร่ก็คุณโดนจับเข้าเขตระบบรัฐสภาเนี่ยมันโดยสภาพการเลย

>> อื

>> คุณจะต้องมีการประณีประนอไปเจรจากับคนกลุ่มนั้นคนกลุ่มนี้หาเสียงยังไงหาเสียงทุกเรื่องได้มั้ยหรือหาเสียงบางเรื่องเน้นหนักบางเรื่องเน้นเบาบางเรื่องอะไรแบบเนี้ยมันถูกออกแบบมาให้เป็นอย่างี้หมด

>> ครับ

>> แต่ถ้าเป็นประชาธิปไตยทางตรงเนี่ยคุณเดินไปปลูกระดมคนทั้งประเทศขึ้นมาเเชื่อคุณก็จะได้แต่ประชาธิปไตยหนังผู้แทนพอคุณกาผ่านผู้แทนมาปุ๊บผ่านระบบพรรคการเมืองผ่านระบบสภาปุ๊บเนี่ยมันบังคับให้คุณต้องทอนตัวเองลง

>> อื

>> ดังนั้นดังนั้นผมผมอาจจะฝากไปถึงคนรุ่นใหม่ๆที่จะเข้ามาเป็นนักการเมืองในอนาคตอ

>> อย่าทิ้งความเริalทางความคิดของตัวเอง radical ทางความคิดต่อไปเถอะ

>> อื

>> แต่เมื่อเข้ามาสู่ระบบรัฐสภาที่มันถูกบังคับให้ต้องประณีประนอมเนี่ยมันต้องมีศิลปะ

>> ในการที่คุณยังคิด radical อยู่แต่คุณเป็นมิตรกับทุกคนคุณทำงานกับคนอื่นได้อ

>> อือ

>> นะฮะ

>> ครับ

>> ไม่แน่นะครับอาจจะมีน้องๆหรือว่าคนรุ่นใหม่บางคนดูคลิปนี้อยู่

>> อีก 2 ปี 4 ปี

>> อีก 6 ปีอีก 10 เอาจจะมาเป็นนักการเมืองใหม่ก็ได้นะครับแล้วก็

>> อีกอันนึงเนาะที่ผมคิดว่าอาจจะไปได้อีกอันนึงก็คืออันนี้เป็นบทเรียนของผมว่าทั้งขบวนการที่พวกเราช่วยกันทำมาเลย

>> ครับ

>> ผมคิดว่าระบบเปิดดีกว่าระบบปิด

>> อือ

>> เอ่อเวลาเราพูดกันเรื่องระบบเปิดระบบปิดเนี่ยมันมันจะมีหลักคิดที่เรียกว่าไลemma อยู่อันนึงก็คือว่า

>> เปิดเสถรภาพและเร็วเนี่ย

>> อ

>> มันไปด้วยกัน 3 อันไม่ได้แค่ 2 แต่เสียง 1

>> ถ้าคุณเลือกเปิดคุณเลือกเสถรภาพก็อาจจะเสียไปนะถ้าคุณเลือก

>> เสถียรภาพกับเร็วคุณก็ต้องใช้ระบบปิดนะมันมันเลือกอย่างเดียวไม่ได้ดังนั้นผู้นำทางการเมืองเนี่ยในองค์กรของตัวเองเนี่ยมันต้องพยายามประคองให้ได้ 2 เสีย 1 อ

>> นะครับและไอ้ตรงที่เสียไปจะเยียวยาอย่างไรทีนี้ขบวนการพรรคส้มเนี่ยตั้งแต่ตั้งมาเรายึดเรื่องระบบเปิดบางคนบอกนี่ไงเปิดปุ๊บดราม่าเยอะเปิดปุ๊บคนนู่นก็ด่าคนนี้ก็โวยคนนั้นก็เรียกร้องมีแต่เรื่องดราม่าทุกวัน เปิดปุ๊บเนี่ยทำให้ได้คนไม่ดีหลุดรอดเข้ามาบ้างแล้วคุณก็ต้องเอาเ้าออกหรือเขากลายเป็นงูเห่าอ

>> ออือ

>> มันก็มีข้อเสียของมัน

>> อ

>> แต่ผมเทรดแรกกับสิ่งที่ได้ดีมาเนี่ยผมคิดว่าระบบเปิดที่เราใช้กันมาเนี่ย

>> อือ

>> มันทำให้คนที่มีความรู้ความสามารถคนที่มี 7 จำนงมุ่งมั่นเนี่ยได้เข้ามาสู่แวดวงการเมือง

>> อือ

>> การทำงานการเมืองของผมนอกจากวาระเปลี่ยนแปลงประเทศแล้วนะผมว่าสำคัญที่สุดอีกอันนึงก็คือผมอยากเห็นพรรคการเมืองพรรคเนี้ยเนี่ยมันเป็นแพลตฟอร์มเป็นยานพาหนะให้กับคนทุกๆคนที่มีความคิดความอ่านอยากเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเข้ามาใช้อันเนี้ย

>> อื

>> แล้วเปลี่ยนโดยที่คุณไม่ต้องกังวลว่าคุณไม่มีสตางค์คุณไม่ต้องกังวลว่าคุณไม่ใช่ลูกหลานนักการเมืองคุณไม่ต้องกังวลว่าคุณเรียนจบอะไรมาต่างๆขอให้คุณมีความตั้งใจเข้ามาทำงานมีความรู้ความสามารถทำงานในสิ่งที่ตัวเองต้องการเปลี่ยนแปลงมันเข้า มาได้ถ้าเกิดผมใช้ระบบปิดนะคุณพอไม่มีทางเราจะไม่เห็นส.ส.คุณภาพจำนวนมากที่เข้ามา

>> ถูกมั้ฮะ

>> เราก็จะเห็นนักการเมืองสไตล์เดิมหมดแต่พอระบบเปิดแน่นอนมันมีได้มีเสียมีดีมีไม่ดีแต่มันเปิดให้คนเข้ามา

>> อื

>> นะครับแล้วพอเปิดเนี่ยแล้วถ้าเราสร้างวัฒนธรรมองค์กรต่อไปได้เปิดครั้งต่อไปเปิดครั้งต่อไปเปิดครั้งต่อๆไปเราก็จะเอาวัฒนธรรมองค์กรเี่มันกลั่นกองคนได้

>> อื

>> นะครับผมคิดมาถึงตอนนี้ 8 ปีนะแม้จะมีอุปสรรคมีอุบัติเหตุมีอะไรนะดราม่าตลอดเวลาได้คนดีบ้างคนไม่ดีบ้างอะไรต่างๆว่าไปแต่คุ้มคุ้มครับที่เลือกระบบเปิดเราได้เราได้นักการเมืองรุ่นใหม่ๆเข้ามาดีๆเยอะ ครับ

>> 2 ข้อสุดท้ายเร็วๆครับอาจารย์ข้อนี้ให้ อาจารย์ให้มีเวลาโปรโมท

>> กับกลุ่มคนที่อาจจะเป็นผมว่ามีไม่น้อยนะ ครับก็คือ undesided ที่แบบโอเครู้แหละว่าอาจจะไปเลือกตั้งแต่ก็ตอนนี้

>> ยังไม่รู้เลยว่าจะเลือกใคร

>> ครับ

>> ให้เวลาอาจารย์นิดนึงครับ

>> อยากจะคุยอะไรกับกลุ่มนี้หน่อยมั้ครับ

>> ครับ

>> เอ่อผมคิดว่าครั้งเนี้ยพรรคประชาชนเ้ากลมกล่อมและพร้อมนะครับมากกว่าสมัยผมตอนพรรคอนาคตใหม่หรือสมัยก่อนพรรคเข้าไกลอะไรซะอีกเขาพร้อมทั้งในเรื่องของแนวนโยบายนะ ครับซึ่งเป็นแนวนโยบายทั้งระยะสั้นระยะกลางระยะยาวและครอบคลุมเกือบทุกด้านสังเคราะห์ร่วมกันมาหมดแล้วเนี่ยนโยบายเหล่านั้นถ้าได้มีโอกาสทำ 4 ปี 8 ปี 12 ปีเนี่ยมันจะเปลี่ยนประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิงมันจะทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นเรดาร์จับจ้องในแผนที่โลกมากขึ้นมันจะทำให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจใหม่ๆอุตสาหกรรมใหม่จะทำให้ประเทศไทยซึ่งตอนเนี้ยติดอยู่ในกับดักเรื่องการแข่งขันกับคนอื่นไม่ได้

>> อือประเทศไทยที่เอ่อมันไม่มีเศรษฐกิจอะไรใหม่ๆที่จะทำให้ทะยานกลับไปได้อัตราการเจริญเติบโตตามเทคโนโลยีใหม่ๆไม่มีพวกเนี้ยอันเนี้ยกลับมาได้คุณภาพชีวิตด้วยนะ ครับคุณภาพชีวิตที่การศึกษาหรือสวัสดิการต่างๆไม่ดีเนี่ยเนี่ยกลับมาได้เขาตั้งใจทำมาเป็นอย่างดีทีนี้นโยบายเนี่ยไม่พอเป็นบุคลากรด้วย

>> เก็เตรียมบุคลากรมาเตรียมเป็นรัฐมนตรีบ้างเตรียมเป็นทีมบริหารบ้างซึ่งเป็นการคัดเลือกมาตรงกับงานอ

>> และมี 7 จำนงที่มุ่งมั่นโดยที่ไม่ต้องไปติดกับระบบโควต้ามุ้งสส.หรือกลุ่มทุนการเมืองอ

>> นะครับ

>> เอ่อดังนั้นเนี่ยสำหรับกลุ่มคนที่ยังไม่ ได้ตัดสินใจผมเห็นแบบนี้ครับว่าถ้าทุกคนเชื่อว่าประเทศไทยมันอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้วถ้าปล่อยอย่างนี้ต่อไปอยู่ไม่ได้แล้วมันต้องเปลี่ยนเราอาจจะนึกไม่ออกหรอกว่าเปลี่ยนยังไงเราอาจจะนึกไม่ออกว่าเปลี่ยนแล้วกลายเป็นแบบไหนแต่รู้รู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าวันนี้มันอยู่แบบนี้ไม่ได้อ่ะมันต้องเปลี่ยนอย่างใดอย่างหนึ่งแหละเปลี่ยนมากเปลี่ยนน้อยว่าไปแต่มันต้องเปลี่ยนมันอยู่แบบนี้ไม่ได้ผมอยากเชิญชวนให้มันลองดูตัดสินใจเลือกพรรคประชาชนเพราะว่าทุกๆพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่และขนาดกลางและนักการเมืองจำนวนมากที่เข้ามาลงแข่งในวันนี้

>> ใครๆก็พูดเรื่องนโยบายได้หมดระบบราชการอาจจะช่วยกันคิดนโยบายขึ้นมาได้ด้วยซ้ำนักการเมืองอาจจะคิดน้อยกว่าด้วยซ้ำแต่ว่าทุกพรรคการเมืองก็ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีเพียงแต่ความสำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ 1 ทุกพรรคและนักการเมืองในแต่ละพรรคที่ลงแข่งขันกันรอบเนี้ยเขาเคยมีโอกาสเคยเคยมีอำนาจทำมาหมดแล้ว

>> อือ

>> ถ้าเกิดเขาเปลี่ยนได้จริงเ้าต้องทำแล้วมันเหลือกลุ่มเนี้ยยังไม่มีโอกาสทำยังไม่มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินทำ

>> อือ

>> ลองให้โอกาสเ้าดูลองตัดสินใจให้เค้าดูอย่างน้อยที่สุดถ้าเขาเข้าไปมีอำนาจเขาก็จะเอานโยบายที่เขาทำบุคลากรที่เขาเตรียมไว้เนี่ยเข้าไปเปลี่ยนประเทศไทยดูนะถ้าคิดเห็นตรงกันว่าประเทศนี้ถึงเวลาต้องเปลี่ยนอยู่แบบนี้ไม่ได้นะขอโอกาสให้เลือกพรรคประชาชนครับ

>> วันนี้ต้องขอบคุณอาจารย์มากๆนะครับแล้วก็ถ้าคุณชอบเนื้อหาแบบนี้นะแชร์เพื่อนๆได้นะครับแล้วก็เอ่อวันนี้อยากจะฝากอะไรถึงอาจารย์ป๊อกก็คอมเมนต์ได้เดี๋ยวผมจะส่งคลิปนี้ให้อาจารย์ดูนะครับ

>> ครับ

>> อาจารย์แล้วก็คุณธนาธรเนี่ยจะกลับมาลงเลือกตั้งในทีเมื่อไหร่นะครับ

>> by law ตามกฎหมายคือผมถูกตัดสิทธิ์วัน ที่ 23 กุมภาพันธ์ปี 6 เอ้ย 21 กุมภาพันธ์ปี 63

>> 63 ก็คือ 73 ก็จะกลับมา 21 กุมภาพันธ์ 73 แต่ผมไปออกหลายรายการทุกคนก็จะถามกลับมาเมื่อไหร่ไปเจอพี่น้องประชาชนเถามกลับมาเมื่อไหร่

>> สำหรับผมเนี่ยการกลับมาไม่กลับมาเนี่ยเรื่องเล็กกว่าการที่ผมอยากเห็น

>> ให้อยากเห็นพี่น้องประชาชนเนี่ย

>> มอบฉันทำมติให้กับ

>> อื

>> ให้กับพรรคการเมืองพรรคนี้ได้เข้าไปบริหารประเทศ

>> ครับผม

>> นะครับบางทีถึงเวลานั้นผมอาจจะล้าสมัยไปแล้วก็ได้คุณพอ

>> แล้วก็เราต้องไม่พยายามทำตัวเองให้เป็นเงื่อนไข

>> อือ

>> ผมผมทราบดีว่ามีคนที่เค้าไม่สบายใจกับผมหรือความคิดผมจำนวนมากซึ่งก็เป็นหน้าที่ผมที่ต้องทำความเข้าใจเนาะแต่ถ้าเขายังไม่สบายใจอยู่แล้วเรารู้สึกว่าพรรคการเมืองพรรคเนี้ยมันจะเดินต่อไปไม่ได้เลยเพียงแต่เพราะว่ามีผมอยู่เนี่ย

>> อือ

>> หรือเพียงเพราะว่าผมได้มีโอกาสกลับมาการเมืองแล้วเนี่ยแล้วมันทำให้ขบวนเไปต่อไม่ ได้ผมคิดว่าเราก็ต้องเสียสละตัวเรา

>> เราต้องไม่เอาตัวเรามาเป็น

>> เงื่อนไขของการของการเดินหน้าของขบวนการทางการเมืองที่เราสร้างถ้าสุดท้ายปัญหามันติดอยู่ที่ผมนะ

>> เราก็ต้องมี exit plan ออกแล้วให้ขบวนนี้คนเดินต่อนะครับดังนั้นปัญหามันเลยไม่ได้อยู่ที่ว่าผมกลับมาเมื่อไหร่ครับ

>> นะครับ

>> อืวันนี้ขอบคุณอาจารย์มากๆเลยครับเอ่อผมได้เรียนรู้อะไรเยอะแล้วผมเชื่อว่าทุกคนก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากเช่นเดียวกันเพราะไว้คราวหน้าเราได้คุยกันใหม่ยาวๆนะ ครับ

>> ครับผมครับ

>> โชคดีครับอาจารย์สวัสดีครับ

>> ขอบพระคุณครับคุณพลอยครับขอบคุณครับ

>> วันนี้เราสงคนลาไปก่อนครับสวัสดีครับ

>> ครับ

>> ก่อนจะไปเรื่องต่อไปรู้ไม่เท่ากันได้ไม่เท่ากันครับสมมุติว่าคุณมีเงิน 100,000 บาทนะครับลงทุนยาวนาน 30 ปีเงินเท่ากันและเวลายาวนานเท่ากันแท้ๆเลยนะแต่พอแทนเนี่ยต่างกันมหาศาลทีนี้ถามคุณว่าอยากได้มากได้น้อยคุณก็ตอบว่ามากถ้าอยากได้ผลแทนมากคุณก็ต้องรู้มากเช่นเดียวกันหาคำตอบได้ใน Money Mastery มั่งคั่งทั้งชีวิตหนังสือ House to แห่งปี 2024 ครับหนังสือเล่มนี้รวบรวมทุกเครื่องมือการลงทุนครับตั้งแต่ผลแทนน้อยยังผลตแทนมากนะ ครับเพื่อจะช่วยทำให้คุณไปสู่จุดที่เรียก ว่ามั่งคั่งทางชีวิตครับ