Transcription
จุดยืนทางจริยธรรมของโซเครติสเติบโตจากการสังเกตธรรมชาติของมนุษย์มาหลายทศวรรษ. ผ่านการสนทนาในตลาด, ในยิมเนเซียม, ในงานเลี้ยงต่างๆของเทน, ท่านสังเกตว่าการกระทำของมนุษย์นั้นมาจากความเข้าใจเกี่ยวกับนิยามของความดีและความชั่ว. ความดีและความชั่วนั้นเนี่ยนะครับ, โซเครติสมองว่ามันไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เป็นความชั่วร้ายหรือความดีที่แท้จริง. แต่คนที่เลือกในสิ่งที่ผิดเนี่ยไม่ได้มาจากความชั่วร้าย, แต่ว่าเกิดจากความสับสนและความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้. หรือคำถามที่ว่า ถ้าความยุติธรรมหมายถึงการให้สิ่งที่แต่ละคนสมควรได้รับ, เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับอย่างแท้จริง?
ก่อนจะไปรับชมคลิปกัน, อย่าลืมกด Subscribe เพื่อพา Mission ไปถึงล้านซับด้วยนะ.
[เพลง]
ครับ Mission To the Moon Continue with your Mission.
สวัสดีครับ, ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Mission To the Moon podcast นะครับ. คุณอยู่กับประวิตร หาอุสาหะครับ.
วันนี้เนี่ยนะ, เนื้อหาของเราในวันนี้เนี่ย ผมมีคนส่งมาให้นะครับ, เอิส่งมาให้ใน LINE แหละ. ตอนแรกก็แบบอืม, ปกติของที่ส่งใน line เราก็จะไม่ค่อยแบบไม่ค่อยไม่ค่อยเชื่อเรื่องว่ามันจริงเท่าไหร่ใช่มย? มันมีแบบเฟกนวสเยอะ. แต่ผมอ่านะแล้วเอาไปเช็คกับ perplexity ละว่า เออ, ไอ้ที่ที่เขียนมาเนี่ยคือค่อนข้างจริงนะฮะ. คือจริงแหละ, จริงๆ คือมันมีหลักฟอรอยู่ว่าถูกต้องนะครับ. ก็เลยก็เลยอยากจะมาชวนเล่าให้ฟังวันนี้. ก็แปลว่าของที่ส่งมาใน LINE ก็ไม่ได้แปลว่าจะจะเป็นเฟกนิวสซะหมดนะฮะ, ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่สุดเกินครึ่งจะเป็น. แต่นี้ไม่ใช่นะฮะ. อันนี้ไม่ใช่.
เล่างงี้ฮะ. ย้อนหลังกลับไปในช่วงที่นครเอเทนกำลังรุ่งเรืองนะครับ. ยุคนั้นเนี่ยก็จะมีผู้ชายคนนึงนะครับเดินไปตามท้องถนนนะฮะ, แล้วก็มักจะตั้งคำถามที่สร้างความอึดอัดใจให้กับผู้คนอยู่เสมอๆนะครับ. บางคนก็ยกย่องว่าเาเนี่ยเป็นโอ เป็นนักปราช์นะ, เป็นคนที่มีความคิดปราชญ์เปลืองมากนะครับ. แต่ในขณะที่บางคนก็รำคาญนะฮะ, หรือสาบแช่งก็มีนะครับ. ผู้ชายคนนั้นก็คือโซเครติส.
ในยุคที่บ้านเมืองกำลังเต็มไปด้วยสงคราม, โรคระบาด, และความวุ่นวายทางการเมืองนั้นเนี่ย, โซเครติสได้พัฒนาวิธีการทางปรัชญาที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวท่านเองนะครับ. วิธีการที่ช่วยให้ผู้คนสามารถวิเคราะห์แยกแยะความคิด, ตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมที่มีอยู่, และค้นพบความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า. น่าแปลกใจที่แม้เวลาจะผ่านไป 2,000 กว่าปีแล้ว, แต่วิธีของท่านก็ยังช่วยผู้คนแก้ปัญหาในยุคปัจจุบันได้, ตัดสินใจได้ดีมากยิ่งขึ้น, และเข้าใจตัวเองได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น.
ถ้าเราหยุดคิดตรงนี้นิดนึง. วันนี้ที่ผมอัดตอนนี้เนี่ยเป็นวันที่ AI จากจีนที่ชื่อว่า Deep seek นี่เรียกว่าเขย่าโลกเลยนะฮะ. AI ตัวเดียวเขย่าโลกนะฮะ. พอร์ตหุ้นอเมริกาผมนี่เรียกว่าพังยับเละนะฮะเพียงแค่ชั่วข้ามคืน. แล้วก็ทุกคนต้องพูดถึงตั้งแต่ัดทรัมปไปเอ่อ ยันนักธุรกิจใหญ่ๆทั่วโลกนะครับ, รวมถึงในประเทศไทยด้วย. ผมว่าในเวลาแบบแบบนี้เนี่ยนะฮะ, วิธีคิดของโซเครติสเนี่ยอาจจะยิ่งมีประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำนะครับ.
ในช่วงประมาณ 400 กว่าปีก่อนคริสตกาลเนี่ยนะครับ, มีเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ทางความคิดของมนุษย์นะครับ. ช่างแกะสลักที่มีนามว่าโซเครติสเนี่ยก็ตัดสินใจทิ้งธุรกิจของตัวเองนะครับ, เพื่อเข้าร่วมรับใช้กองทัพเทนในสงคราม pisan นะครับ, pisan War นะฮะ. ในฐานะทหารเนี่ยนะครับ, โซเครติสก็สร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนร่วมรบด้วยการยืนเท้าเปล่าบนพื้นหิมะระหว่างรบอะไรแบบนี้นะฮะ. คือชอบทำอะไรที่สร้างความประหลาดใจแล้วก็สร้างความน่าสนใจให้กับคนอื่นด้วยนะครับ.
เช่น โซเครติสมักชวนเพื่อนทหารสนทนาและตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่มีความสำคัญอย่างแท้จริงในชีวิต. ในขณะที่ทหารคนอื่นๆอาจจะกังวลเรื่องอื่น, เช่น ชนะแล้วจะได้เงินหรือเปล่า, ใชจะได้เลื่อนยศยอะไรอย่างเงี้ยนะครับ. แต่โคริเนี่ยกลับมุ่งแสวงหาความเข้าใจในธรรมชาติของปัยาอย่างแท้จริง.
ในยุคทองของ A เนะครับ, มีครูมากมาย, มีคนที่อ้างตัวว่าเป็นปราชญ์มากมายนะครับ, ที่มักจะสอนแล้วก็บอกว่ามีความคิดเกี่ยวกับชีวิตที่ดีโอคล้ายๆไฟโชสมัยนี้ไม่นเป็นไปได้นะครับ. เอิ่ม, โดยเฉพาะมีอีกกลุ่มนึงเนี่ยนะครับ, เราเอ่อเราตั้งชื่อเขำว่า soffice. ไม่แน่ใจว่าเป็นรากศัพท์ของคำว่า sophisticate หรือเปล่า, ไม่แน่ใจเดี๋ยวขอไปเช็คก่อน. sfis นะครับ, สกดว่า So p i TS นะครับ, ที่เรียกเก็บค่าเร่าเรียนราคาแพงเพื่อสอนคนนะนะฮะให้รู้ถึงวิธีการอ่า, เช่นยกตัวอย่างเช่นการโต้วาทีนะครับ, หรือว่าการพูดเพื่อนำมาฮามาซึ่งอำนาจ.
แต่ตัวโซเครติสเองนั้นมองเห็นสิ่งต่างๆแตกต่างกันออกไป. ประสบการณ์จากสนามรบทำให้ท่านค้นพบความจริงที่น่าสนใจว่าผู้ที่อวดอ้างว่าตัวเองรู้ทุกสิ่งมักจะเป็นคนที่มีความรู้น้อยที่สุด. ในทางตรงกข้าม, ผู้ที่ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้กับพร้อมจะเรียนรู้มากที่สุด.
เพลโตเนี่ย, สิษย์เอกของโคติ, ได้เคยบันทึกเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของวิธีการแสวงหาปัญญาของอาจารย์ของเขา. เเล่าถึงเฟอนนะครับ, เพื่อนสนิทของโซติ, ซึ่งเดินทางไปยังมหาวิหาร delpy นะครับ, oracle at delpy, และถามคำถามที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ก็คือว่า มีผู้ใดมีปัญญามากกว่าโซติหรือไม่? คำตอบจาก oracle นะ, หรือผู้ยั่งรู้, กระชับแต่ทรงพลัง, บอกว่าไม่มีผู้ใดมีปัญญามากกว่าโซเครติส.
เมื่อได้คำตอบนี้, ตัวโซเครติสเองกลับรู้สึกสับสน. ท่านถามตัวเองว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ท่านจะเป็นผู้มีปัญญามากที่สุดในเมื่อท่านตระหนักดีถึงความไม่รู้ของตน. เพื่อไปริศนานี้, ท่านจึงเริ่มเดินทางออกพบปะผู้คนนะครับ, ที่อ้างตัวว่ามีความรู้, ทั้งนักการเมือง, กวี, ช่างฝีมือ, นักรบต่างๆ. สิ่งที่ท่านค้นพบนั้นน่าสนใจยิ่ง. แม้แต่ละคนจะมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ของตัวเอง, แต่พวกเขามักจะเข้าใจผิดว่าความรู้เฉพาะด้านนี้ทำให้พวกเขาฉลาดในเรื่องอื่นๆด้วยนะครับ.
นี่คือจุดเริ่มต้นปัญญาแบบโซเครติส, นั่นก็คือการตระหนักว่าความเข้าใจที่แท้จริงนั้นเริ่มต้นจากการยอมรับในสิ่งสิ่งที่เราไม่รู้.
แล้วเราจะนำแนวคิดของโซติมาใช้ในโลกปัจจุบันได้ยังไงนะครับ? นี่คือวิธีที่เราเอาไปใช้ได้เลยนะฮะ.
1. คือก่อนแสดงความคิดเห็นใดๆ, ลองเขียนรายการในสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์นั้นๆ. เอาเรื่องอะไรดี? สมมุติบอกว่าจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ. ก่อนจะแสดงความคิดเห็นเนี่ย, เรามาเขียนดูซิว่าเราไม่เข้าใจเกี่ยวกับเอ่อนโยเรื่องเศรษฐกิจเนี่ยยังไงบ้างนะครับ, หรือว่าเราเข้าใจกลไกที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดีเพียงพอแล้วหรือยัง?
2. คือเมื่อมีคนแอบอ้างว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญเนี่ย, ลองขอให้เขาอธิบายสมมุติฐานพื้นฐานของความคิดนั้นอย่างสุภาพ. เช่นสมมุติบอกว่าถ้ามีใครบอกว่าวิธีการสอนแบบนึงดีที่สุด, เราอาจจะถามว่าอะไรคือเป้าหมายของการศึกษาที่คุณใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน?
3. คือฝึกยอมรับทุกวันว่ามีของอย่างน้อยอย่างนึงที่เราเคยคิดว่าเรารู้, แต่ตอนนี้ตระหนักเราว่าเราไม่ได้รู้อย่างองแท้. ทุกวันลองนึกถึงเรื่องนึงขึ้นมานะครับ.
เพูดถึงบทเรียนจากแคบ adis นะครับ. อคิเนี่ยนะฮะเป็นหนุ่มรูปงามจากตระกูลขุนนางผู้มีอนาคตไกลในการเมืองของเทน. เขบอกว่าบทสนทนาระหว่างโคริกับอิบิเนี่ยนะครับน่าสนใจมาก. เมื่อพวกเขาพบกันครั้งแรกเนี่ย, แคีเบียแสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในพรสวรรค์และอนาคตทางการเมืองของตน. เพราะว่าก็เป็นลูกท่านหลานเธอเนาะ, แบบว่ามีเ้าเรียกว่ามีอนาคตไกลทั้งรูปร่างหน้าตา, ทั้งชาติตระกูล, ทั้งความรู้. แต่ว่าแซนที่โคริจะสั่งสอนหรือว่าตำหนิเนี่ย, ท่านเลือกตั้งคำถาม, เช่น อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนเป็นผู้นำที่ดี? หรือคุณรู้ได้ยังไงว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเมืองเทน? เป็นต้น. คำถามแต่ละข้อจะนำไปสู่คำถามที่ลึกกว่า, ลึกซึ้งมากๆ, จนในที่สุดเนี่ยแคดก็ตระหนักว่าเเนี่ยไม่เคยคิดอย่างทองแท้เกี่ยวกับความเป็นผู้นำเลยนะครับ. แล้วก็เลยมาขอเป็นสิทธิ์ของท่านโซเครติส.
นี่คือศิลปะของการสอนแบบโซเครติสในทางปฏิบัติ. จริงๆแล้วเนี่ย, วิธีการสอนโซเครติสนั้นคือการตั้งคำถามนั่นเองนะครับ. วิธีการของโคตินั้นแยบหย่น. ท่านมักเริ่มต้นพูดคุยในเรื่องที่คู่สนทนาคุ้นเคยและเชี่ยวชาญนะครับ. เมื่อสนทนากับแม่ทัพก็จะพูดถึงเรื่องการรบ, การฝึกทหาร. เมื่อสนทนากับช่างฝีมือก็จะพูดถึงเรื่องงานฝีมือ, เรื่องงานศิลปะ. แล้วท่านก็จะค่อยๆนำการสนทนาจากประเด็นที่คนนั้นรู้เรื่องมากๆเนี่ยไปสู่ประเด็นอื่นที่มีหลักการเป็นสากล. จากเรื่องการฝึกทหารยกตัวอย่างอาจจะนำไปสู่คำถามว่าอะไรคือความกล้าหาญอย่างแท้จริง. จากเรื่องช่างฝีมืออาจจะไปสู่การถกเถียงว่าอะไรคือความงามนะ. เห็นมฮะ, คือมันเป็นสิ่งที่เขารู้แต่ว่ามันออกไปให้มันมันภาพมันกว้างขึ้นะ, เป็นสากลมากยิ่งขึ้น.
หลักของวิธีการของโซเครติสปรากฏชัดเจนในช่วงเวลาที่ต้องบอกว่าเป็น Dark Age ของเท, ประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาล. ตอนนั้นเนี่ย, เทนแพ้สงครามให้กับสปาร์ต้า, แล้วก็ระบอบประชาธิปไตยของเทนเนี่ย, ซึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวเทนนั้นภาคภูมิใจมาก, ถูกทดแทนโดยกลุ่มปกครองที่เราเรียกว่าที่เป็นทรราชที่เราเรียกว่า 30 ทรราช หรือว่า 30 tyrant. น่าสนใจที่1ึในกลุ่มของผู้นำทรราชเนี่ยนะครับมีชื่อว่า crit นะครับ, เป็นอดีตสิทธิ์ของโซเครติส.
ในขณะที่ชาวไทนส่วนใหญ่เลือกที่จะนิ่งเงียบด้วยความหวาดกลัวเนี่ย, แต่โซเครติสเนี่ยยังกลับตั้งคำถามในที่สาธารณะเกี่ยวกับธรรมชาติของความยุติธรรมและการปกครองที่ดี. ในบันทึกของ plato เนี่ย, เราเห็นิธีการที่โคริมีปฏิสัมพันธ์กับ crous แม้กระทั่งก่อนที่เขาจะขึ้นสู่อำนาจ. ท่านเริ่มต้นด้วยคำถามที่ดูเรียบง่ายเกี่ยวกับความหมายของการควบคุมตนเอง. จากนั้นนำคริสผ่านชุดคำถามต่างๆที่ลึกซึ้งลงไปกว่านั้นนะครับ, เช่น การทำร้ายคนที่ทำร้ายเรามาก่อนนั้นถือเป็นความยุติธรรมหรือไม่? หรือคำถามที่ว่า ถ้าความยุติธรรมหมายถึงการให้สิ่งที่แต่ละคนสมควรได้รับ, เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับอย่างแท้จริง?
ผ่านการตั้งคำถามเหล่านี้, โซติเผยให้เห็นความขัดแย้งระหว่างหลักการที่ิสอ้างว่ายึดถือกับการกระทำของเขาในฐานะผู้ปกครองนะครับ. ความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับอำนาจเช่นนี้เองที่ภายหลังเนี่ยนำไปสู่ข้อกล่าวหาที่ว่าท่านบ่อนทำลายเยาวชนของเทน.
ศิลปะการค้นพจนความจริงที่เราได้เรียนรู้จากวิธีคิดอัญชานฉลาดของโตโซเครติสอยู่ที่การไม่ไปบอกคนอื่นว่าพวกเขาคิดผิด. ผมชอบตรงนี้มาก. อยู่ที่การไม่ใช่ว่าไปบอกว่าพวกเขาคิดผิด, แต่ช่วยให้พวกเขาเนี่ยค้นพบความไม่สอดคล้องในความคิดด้วยตัวเองโดยการตั้งคำถามที่เหมาะสมในลำดับที่เหมาะสม. ท่านเปลี่ยนการสนทนาให้กลายเป็นการเดินทางแห่งการค้นพบ.
ในการนำวิธีการนี้มาใช้ในชีวิตประจำวัน, เราสามารถทำได้ด้วยขั้นตอนง่ายๆ 3 ขั้นตอน.
1. เมื่อคุยเรื่องที่ซับซ้อน, ให้เริ่มต้นจากตัวอย่างที่คู่สนทนาคุ้นเคย. เช่น หากกำลังพูดคุยเรื่องการศึกษากับพ่อแม่, ให้เริ่มต้นจากประสบการณ์การเลี้ยงดูลูกของพวกเขาซะก่อน.
2. คือตั้งคำถามที่พาจากตัวอย่างเฉพาะไปสู่หลักการที่กว้างขึ้น. เช่น คุณรู้ได้ยังไงว่าอะไรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกคุณ? วิธีการนี้จะใช้กับเด็กทุกคนได้หรือไม่?
3. คือช่วยให้ผู้อื่นทดสอบความคิดของตนเองกับประสบการณ์ที่แท้จริง, แทนที่จะบอกว่าพวกเขาควรคิดอย่างไร.
ในช่วง 430 ปีก่อนคริสตกาล, ขณะที่โรคระบาดกำลัง่าชีวิตชาวเเทนและสงครามกับสปาต้าทวีความรุนแรง, นักพูดมากมายในตลาดต่างอ้างความถูกต้องเกี่ยวกับความยุติธรรม, ความกล้าหาญ, และหน้าที่. บางคนกล่าวว่าการถอยร่นคือความขลาดกลัว, คนอื่นบอกว่านั่นคือปัญญา. บางคนเรียกร้องให้ลงโทษเมืองพันธมิตรอย่างรุนแรง, ในขณะที่บางคนเรียกร้องความเมตตา. ท่ามกลางเสียงแห่งความขัดแย้งเหล่านี้, โซเครติสพัฒนาเครื่องมืออันทรงพลังที่เรียกว่าการแสวงหาคำนิยามที่ชัดเจน.
เมื่อชาวเอเทนหนุ่มๆถกเถียงว่าควรเชื่อใจข้อเสนอสันติภาพของสปาต้าหรือไม่, โครตไม่โต้แย้งหรือเข้าข้างฝ่ายใด, แต่ท่านขอให้เขานิยามความหมายของสันติภาพเสียก่อน. คำถามคืออะไรคือสิ่งที่ทำให้บางสิ่งเป็นสันติภาพที่แท้จริง, ไม่ใช่แค่การหยุดรบชั่วคราว? ผ่านคนิยาที่ชัดเจน, ผู้คนพบว่าความขัดแย้งของพวกเขามักเกิดจากการใช้คำเดียวกันแต่ความหมายของสิ่งนั้นต่างกัน.
ความกล้าหาญเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่โซเครติสมีอย่างมากนะครับ. ความกล้าหาญในการยืนหยัดแม้ในวัย 70 ปี. โซเครติสไม่เคยประนีประนอมกับหลักการของท่าน. ในช่วงที่เทนพ่ายแพ้ต่อสปาร์ต้า, กลุ่ม 30 ทรราชได้ทดสอบความซื่อตรงของนักปราชชราด้วยการสั่งให้ท่านจับกุมลีออนแห่งซามินะครับ, ชายผู้บริสุทธิ์ที่พวกเขาต้องการยึดทรัพย์สิน. การทำตามคำสั่งนี้จะช่วยให้โซติพ้นจากปัญหาต่างๆ, แล้วก็อาจจะได้ส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่ถูกยึดด้วยนะครับ. แต่โซเครติสไม่ทำแบบนั้น. ท่านเลือกที่จะเดินกลับบ้าน.
การปฏิเสธอย่างเงียบๆ, เรียกว่ากบฏเงียบก็ได้เนี่ย, เสี่ยงต่อทุกอย่างในชีวิตของท่าน. แต่ท่านยืนยันว่าการกระทำที่ไม่ถูกต้องนั้นทำร้ายผู้กระทำมากกว่าเหยื่อซะอีก. ในขณะที่คนอื่นๆอ้างความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดเพื่อร่วมมือกับระบบทรราช, โซเครติสแสดงให้เห็นว่าทางเลือกทางศีลธรรมคือสิ่งที่จะบอกว่าจะหล่อหลอมเราให้กลายเป็นคนแบบใด.
จุดยืนทางจริยธรรมของโซเครติสเติบโตจากการสังเกตธรรมชาติของมนุษย์มาหลายทศวรรษ. ผ่านการสนทนาในตลาด, ในยิมเนเซียม, ในงานเลี้ยงต่างๆของเทน, ท่านสังเกตว่าการกระทำของมนุษย์นั้นมาจากความที่พวกเขาเข้าใจเกี่ยวกับนิยามของความดีและความชั่ว. การเข้าใจถึงจริยธรรมที่เราเรียกว่าความดีและความชั่วนั้นเนี่ยนะครับ, โซเครติสมองว่ามันไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เป็นความชั่วร้ายหรือความดีที่แท้จริง. แต่คนที่เลือกในสิ่งที่ผิดเนี่ยไม่ได้มาจากความชั่วร้าย, แต่ว่าเกิดจากความสับสนและความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้. ความเข้าใจในเรื่องนี้นำไปสู่แนวคิดอันโด่งดังของท่านที่ว่า "คุณธรรมคือความรู้" หรือว่า "Virtual is knowledge". กล่าวคือเมื่อเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าอะไรถูกต้อง, เราจะเลือกทำสิ่งนั้นโดยธรรมชาติ, เหมือนกับที่เรารู้ว่าถ้าไฟร้อนเราก็จะไม่เอามือไปแตะมันนั่นเอง.
ในยุคของการฟื้นฟูประชาธิปไตยที่เเทน 403 ปีก่อนคริสตกาลนั้น, โซเครติสได้ท้าทายทั้ง 2 ฝ่ายของความขัดแย้งให้พิจารณาแรงจูงใจที่แท้จริงของตน. ในขณะที่หลายคนต้องการแก้แค้น, ท่านกลับถามว่าความยุติธรรมที่แท้จริงคืออะไรกันแน่? ความยุติธรรมที่แท้จริงต้องการอะไร? หลายคนรู้สึกอึดอัดกับคำถามเหล่านี้, แต่บางคนก็พ้นพบความจริงที่น่าตกใจ. สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าความโกรธอันชอบธรรมนั้นบ่อยครั้งเป็นเพียงความต้องการอำนาจที่แอบแฝงมาในรูปของความยุติธรรม.
ในโลกปัจจุบันเราสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ได้โดยการตั้งคำถามกับตัวเองเมื่อต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยาก, เช่น ถ้าทุกคนรู้เรื่องการตัดสินใจในครั้งนี้เราจะเลือกแบบเดียวกันมย? เรากำลังตัดสินใจจากความคิดที่รอบคอบหรือทำตามแค่กระแสสังคม? หรือเราสามารถอธิบายและปกป้องการตัดสินใจนี้ต่อหน้าผู้คนที่เราเคารพได้หรือไม่?
โซเครติสเสนอวิธีการฝึกฝนที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง. ทุกเย็นให้นั่งลงและทบทวนการตัดสินใจของเราที่สำคัญ 1 อย่างที่เราทำไปในวันนั้น. ลองสังเกตดูว่าอะไรที่มีอิทธิพลสำคัญต่อการตัดสินใจของเรา. อาจจะเป็นความกลัว, เช่น การความกลัวการถูกปฏิเสธหรือความกลัวความล้มเหลว. อาจจะเป็นความสะดวกสบาย, คือการเลือกทางที่ง่ายที่สุด. อาจจะเป็นแรงกดดันทางสังคม, คือการทำตามสิ่งที่คนอื่นเขาทำตามตามกันมา. หรืออาจจะเป็นหลักการที่เราเชื่อมั่นอย่างแท้จริง. ท่านเน้นย้ำว่าจุดประสงค์ไม่ใช่การตำหนิตัวเอง, แต่เป็นการสร้างความตระหนักรู้. เหมือนกับความการสร้างกล้ามเนื้อ, ความชัดเจนทางจริยธรรมนั้นจะเติบโตผ่านการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ.
เรื่องราวมาถึงจุดสำคัญในปีที่ 399 ก่อนคริสต, เมื่อโซเครติสในวัย 70 ปียืนอยู่ต่อหน้าคณะลูกขุนชาวเทน 500 คน. ข้อกล่าวหาที่ดูเหมือนจะคุมเครือที่บอกว่าบ่อนทำลายเยาวชนและไม่เคารพเทพเจ้า, แต่ประเด็นที่แท้จริงนั้นลึกซึ้งกว่านั้นมาก.
หลังจากผ่านสงคราม, โรคระบาด, และความวุ่นวายทางการเมือง, เทนต้องการคนที่จะรับผิดชอบต่อปัญหาของพวกเขา. และโซเครติส, ด้วยคำถามที่ไม่หยุดหย่อนและการปฏิเสธที่จะยอมรับความเท็จที่สะดวกสบาย, จึงกลายเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบ. ผู้กล่าวหาคาดหวังว่าท่านเจ้าอ้อนวอนขอความเมตตาเหมือนที่จำเลยส่วนใหญ่ทำ.
แต่โซเครติสกลับเปลี่ยนการพิจารณาคดีให้กลายเป็นการบทเรียนครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับความซื่อตรง. ท่านอธิบายว่าเทนจำเป็นต้องมีเหลือบม้า หรือว่า G Fly, คนที่คอยตั้งคำถามกับสมมุติฐานและปลุกผู้คนจากความเกลียดคร้านทางความคิด. เหมือนที่ม้าตัวใหญ่ต้องการแมลงที่คอยรบกวนเพื่อให้มันเคลื่อนไหว, เมืองที่ยิ่งใหญ่ต้องการคนที่คอยกระตุ้นให้มันคิด.
คณะลูกขุนเสนอข้อตกลงที่น่าสนใจ. โคริจะมีชีวิตอยู่ต่อได้ถ้าท่านยอมหยุดตั้งคำถามและยอมหยุดตรวจสอบชีวิต. คำตอบของท่านได้กลายเป็นประโยคอมตะที่ยังก้องกาวานมาจนถึงทุกวันนี้ที่ว่า "the exam Life Is Not worth Living". ชีวิตที่ไม่ได้รับการตรวจสอบนั้นไม่คุ้มค่าแก่การมีชีวิตอยู่.
แทนที่จะละทิ้งหลักการเพื่อแลกกับชีวิตที่เหลืออยู่, ยอมรับโทษประหารด้วยความสงบอย่างน่าประหลาด. แม้แต่คำพูดสุดท้ายของท่านก็ยังเป็นบทเรียน. ท่านขอให้เพื่อนของท่านจ่ายหนี้ไก่ตัวหนึ่งให้กับเทพเจ้าแห่งการรักษา, แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและภาระผูกพันจนวินาทีสุดท้าย.
การประหารชีวิตของโซเครติสกลับทำให้แนวคิดของท่านแพร่กระจายไกลกว่าที่ท่านจะสอนได้เองอีก. สิทธิ์ของท่าน, โดยเฉพาะเพลโต้นั้น, ได้ทำให้วิธีการของท่านยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้. ทุกวันนี้เมื่อใดก็ตามที่มีผู้คนมารวมตัวกันเพื่อตรวจสอบความเชื่อของตัวเองอย่างระมัดระวัง, ตั้งคำถามอย่างลึกซึ้ง, หรือยืนหยัดเพื่อความจริงแม้จะถูกกดดันให้คลอยตาม, พวกเขากำลังสืบทอดมรดกของโตส.
แม้ชีวิตของเราอาจจะไม่ได้ต้องการทางเลือกที่ดราม่ามากขนาดนั้น, แต่มันมีโอกาสทุกวันที่เราต้องฝึกความกล้าหาญแบบที่โซเครติสทำ. เมื่อผู้คนรีบด่วนตัดสิน, เราสามารถกล้าตั้งคำถามที่ลึกซึ้งมากกว่า. เมื่อความคิดแบบกลุ่มครอบงำ, เราสามารถกล้าแสดงข้อคิดเห็นที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี. เมื่อเผชิญกับแรงกดดันให้ละทิ้งหลักการเพื่อความสะดวกสบาย, เราสามารถระลึกถึงนักปราชชราที่เลือกความซื่อตรงมากกว่าความง่ายดาย, แม้กระทั่งยอมสละชีวิตเพื่อรักษาความถูกต้อง.
วิธีการเริ่มต้นอย่างง่ายๆคือทุกวันให้เลือกความคิดเห็นยอดนิยมอย่างนึงที่เราได้ยินบ่อยๆและตรวจสอบมันอย่างละเอียด. ตั้งคำถามว่ามีหลักฐานอะไรที่สนับสนุนความคิดนี้จริงๆ? หรืออะไรคือแรงจูงใจเบื้องหลังความเชื่อนี้? หรือลองสังเกตว่าผู้คนตอบสนองอย่างไรเมื่อเราตั้งคำถามกับความคิดที่ทุกคนเชื่อแบบนี้?
การตั้งคำถามจะพาจากสิ่งที่เล็กไปสู่สิ่งที่เป็นสากล. การยืนกรานที่จะหานิยามที่ชัดเจนเมื่อพูดถึงแนวคิดสำคัญจะทำให้เราเข้าใจอย่างแท้จริงถึงเรื่องนั้น. การรักษาความซื่อตรงไว้นั้นมีต้นทุนสูง, แต่ว่ามันจะหล่อหลอมให้เรากลายเป็นคนแบบไหน. ผ่านประสบการณ์ของสงคราม, โรคระบาด, และความวุ่นวายทางการเมือง, โคริแสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบความเชื่อและการตั้งคำถามของสมุติฐานเห่านั้นนำไปสู่การตัดสินใจของชีวิตที่ดีขึ้นและมีความหมายมากขึ้น.
หลักคิดที่ว่าชีวิตที่ไม่ได้รับการตรวจสอบนั้นไม่คุ้มค่าแก่การมีชีวิตอยู่ท้าทๆเราคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับทางเลือกของเรา, ตั้งคำถามกับสมมุติฐานที่สะดวกสบาย, และยืนหยัดเพื่อความจริงแม้ยากลำบาก. ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารและความคิดที่หลากหลาย, วิธีคิดแบบโคริไม่เคยมีความสำคัญมากไปกว่าตอนนี้. การรู้จักตั้งคำถามที่ถูกต้องการกที่จะสำรวจความเชื่อของเราเอง, และกล้าหาญที่จะยืนหยัดเพื่อความจริงคือเครื่องมือที่ช่วยให้เราเดินทางผ่านความท้าทายของยุคสมัยได้อย่างมีปัญญา.
สุดท้ายนี้, มรดกของโซเครติสไม่ใช่แค่ชุดของคำถามหรือวิธีคิด, แต่เป็นการเตือนใจว่าปัญญาที่แท้จริงเริ่มต้นจากการยอมรับในสิ่งที่เราไม่รู้, และความกล้าหาญที่จะตั้งคำถามกับสิ่งที่เรารู้.
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางสำรวจวิธีคิดแบบโซเครติสกับผมกันในวันนี้นะครับ. ก็หวังว่าตอนนี้เนี่ยนะฮะแม้ว่าจะเรียบง่ายนะ, แต่ผมเชื่อว่ามันจะช่วยพวกเราเนี่ยดำเนินชีวิตด้วยปัญญาและความกล้าหาญมากขึ้น. ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม Mission To the Moon podcast นะครับ. แล้วเราพบกันใหม่พรุ่งนี้. สวัสดีครับ.
Mission To the Moon Continue with your Mission.
สีจัน Super SE brightening intense Serum นะครับ เป็นเซรั่มเนื้อแอมฟู่เข้มข้น, เบาสบายผิว, ไม่เหนียวเๆ. ช่วยฟื้นฟูผิวหน้าที่หมองคล้ำเสียจากจุดดังดำอันเกิดจากแสนแดดให้กับมาขาวกระจ่างใสอีกครั้งหนึ่ง. ด้วยคุณค่าจากอนุพันธ์ของวิตามินซีนะครับ, ที่มีประสิทธิภาพในการเผยผิวกระจ่างใส, ลดเรือนรอยดำจากสิว, และปรับผิวให้สม่ำเสมอนะครับ. ตัวสารสกัดเนี่ยทำมาจากวอนะครับ, ซึ่งเป็นผลไม้รฟุที่อุดมไปด้วยคุณค่าในการบำรุงผิว, ทำให้ผิวกลับมาเปล่งป่าให้สุขภาพดี. มีวิตามินซีสูงมากกว่าส้มถึง 10 เท่าเลยทีเดียวนะครับ.