📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ทักษะการพูดในที่สาธารณะ ทักษะที่ใครๆ ก็กลัว แต่ฝึกกันได้ Feat. อาจารย์เมย์-ชนกพร | ลอง Learn ดู EP11

Salmon Podcast57:30

Transcription

[เพลง] แซลมอน podcast มันสดอร่อย.

[เพลง] ลองเล่นดูถ้าไม่เล่นดูจะรู้ได้ยังไงกับผม พอตีแบตช่อง.

[เพลง] สวัสดีครับ เจอกับลองเดินดูถ้าไม่เล่นอ่าน ดูจะรู้ได้ยังไงนะครับ. จะบอกว่าวันนี้นะครับ ทักษะที่เราจะคุยกัน เป็นหนึ่งในทักษะที่หลายคนกลัวมากที่สุด. เลยแม้กระทั่งตัวผมเองนะ ว่าจะมีโอกาสได้ ใช้ทักษะนี้บ่อยๆ แต่ว่าทุกครั้งที่ slow เราจะต้องไปอยู่บนเวทีแล้วก็มีสายตาจับ จ้องมาเนี่ย มันก็จะมีความรู้สึกมือเย็น เหงื่อตก เสียงสั่น อะไรมีอยู่ตลอดเวลานะ ครับ.

เพราะฉะนั้นแล้วเนี่ย แม้กระทั่งผมเอง ก็ยังอยู่ในจุดที่จะต้องเรียนรู้เรื่อง นี้มากขึ้นเหมือนกัน. นั่นก็คือทักษะการพูด ในที่สาธารณะครับ. ผมจะบอกว่าแม้ว่าจะเป็น ทักษะที่หลายคนกลัว มันก็ตัวผมเองก็กลัวนะ ฮะ. แต่ว่าเป็นทักษะที่มีความจำเป็นมากๆ แล้วก็เราสามารถฝึกฝนเรียนรู้กันได้นะ ครับ. สำคัญยังไง ฝึกฝนยังไง แล้วก็จะจัดการ ความกลัวได้ยังไงบ้างนะครับ. วันนี้เรามี แขกรับเชิญครับผม. นั่นก็คืออาจารย์เมย์ ครับผม. ดร.ชนกพร โพธิ์พัฒนกุล นะครับ. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้แบบ บูรณาการชีวิต มหาวิทยาลัยมหิดล ครับผม. สวัสดีครับ อาจารย์เมย์ครับ. สวัสดีค่ะ.

ผมพูด ถูกไหมครับ ว่ามันมีความเป็นทักษะที่มีคน กลัวมากที่สุดเหมือนกัน. เป็นทักษะที่มีคน กลัวมากที่สุดในโลกอย่างหนึ่งครับผม. แสดง ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวนะ. คน 75% ที่มีอาการที่เขาเรียกว่า ก็คือ กลัวการพูดในที่ชุมนุมชน. ทำให้มันอย่างน่า กลัวครับ. ส่วนหนึ่งเพราะว่าเราจินตนาการ เนาะ. การพูดในที่ชุมนุมชนนะคะ โดยมากเราจะ กลัวเพราะว่าเราจะจินตนาการถึงตอนจบที่ ไม่พึงปรารถนา. อย่างเช่น เราจะขึ้นไปแล้ว เราจะกลัวว่าเรา จะลืมหมด. แต่เรายังไม่ลืมนะ คือคิดว่าขึ้น ไปเดี๋ยวจะลืมอ่ะ กลัวละ. ขึ้นไปเดี๋ยวคนจะ โหดหรือเปล่า. คนจะไม่ชอบไหม. ขึ้นไปแล้วอาจ จะโดนสายตาทิ่มแทงไหม. อาจจะไม่มีใครฟังเรา หรือเปล่า. คือมันเป็นการต่อสู้ในหัวเราหมด เลย. ซึ่งแต่ก่อนเดี๋ยวจะขึ้นไปด้วยซ้ำใช่.

แล้วบางครั้งเนี่ย ที่มันน่าสนใจคือ บางคนน่ะไม่เคยประสบภาวะที่ว่านี้ด้วยซ้ำ. คือคือถ้าบางคนเหมือนมันอาจจะเคยผิดพลาด แล้วเคยเจอประสบการณ์เลวร้ายเป็นเพราะมาก เป็นความจำที่ไม่ดีเนี่ย อันนี้โอเค เข้าใจ ได้ว่ามันต้องจัดการ. แต่อย่างบางคนคือมัน เป็นจินตนาการ หรือบางทีเคยเห็นในภาพยนตร์ เคยเห็นในละคร หรือว่าจินตนาการว่ามันอาจ จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ค่ะ. แล้วไอ้ความ กลัวที่มันคิดไปเองในหัวบางอย่างเนี่ย ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่กล้า ไม่กล้า ที่จะขึ้นไปยืนอยู่ข้างบนนั้น.

อืม ทำไมพอ เป็นการพูดในที่สาธารณะ เราถึงคิดไปไกลได้ ขนาดนั้นนะครับ. ส่วนนึงเนี่ย เราถูกทำให้เชื่อว่า การพูดใน ที่สาธารณะมันเป็นเรื่องใหญ่. มันเป็นเรื่องของวีรบุรุษ เรื่องของคน สำคัญ. เพราะว่าเวลาตั้งแต่เด็กเลยอ่ะค่ะ เราจะรู้สึกว่าเวลาที่เราพูดถึง Public speaking เราก็จะนึกถึงภาพอันไหน. อดีต สมัยกรีกก็เป็นนักรบจะต้องแบบ เราจะต้องออกไปรบปลุกใจ อาหารจะต้องแบบตามชั้นออกไปรบใช่ไหมคะ. แล้วก็จะมาเป็นยุคของเผยแผ่ศาสนา ยุคของ ทนาย ยุคของนักวิชาการ ยุคของนักการเมือง. นักการเมืองนี่คือเราจะรู้จักเยอะมากว่า อู้คนนี้เป็นนักพูดระดับโลก. ช่วงที่เขา ทำสงครามกัน เขาปลูกระดมคนยังไง. แล้วหลังจากนั้นเนี่ย เราก็เข้าสู่ยุคของเท็จท้อ. เราก็จะรู้สึกว่า อุ๊ย คนที่เขาจะต้องขึ้นไปพูดอะไรต่อหน้าใครสักคนเนี่ย มันต้องเป็น somebody. ต้องเป็นคนสำคัญ ต้องเป็นคน เก่ง. แล้วมันน่าจะยากอ่ะ มันดูไกลตัวจากเรา มากเลย. บางคนก็เลยรู้สึกว่า อันเนี้ย พอเราจะต้องไปยืนอยู่ในบทบาทนั้น บางคนก็จะเกิด ความกลัว.

ยังไม่นับว่าความกลัวอาจจะเกิดจาก จินตนาการเกี่ยวกับผู้ชมนะคะ. อย่างเช่นว่า บางทีเนี่ย ขึ้นไปพูดแล้วก็เรารู้ว่าคนฟัง กลุ่มนี้อาจจะไม่ใช่คนที่รักเราเท่าไหร่. หมายถึงเขาใส่เราอย่างนี้ ขาว หรือว่าบางคนก็อาจจะมองด้วยสายตาทิ่ม แทงเนาะ. มีๆ มีปัญหากันอยู่ก่อนแล้ว. แล้วเหมือนเราขึ้นไปยืนอยู่ใน spotlight เนี่ย ใส่ปลาทุกคนก็พุ่งมาที่เรา. เราก็จะรู้สึกแบบ อุ๊ย เกลียดฉันหรือเปล่า. แต่จริงๆ เขาไม่หรอก. เขาอาจจะแค่ตาแข็ง. อาจจะแค่เป็น คนตาแข็งเฉยๆ. หรือเขาอาจจะเพิ่งไปเติมมา เยอะไปหน่อยแล้วหน้าเขาขยับไม่ได้. หน้าเขา ก็จะแข็ง. เขาอาจจะไม่ได้อะไรกับเรามาก. อันนี้ยังดีครับ. ถ้าเกิดตอนบางทีผมเคยไปพูด แล้วก็คนฟังก็คือใส่หน้ากากหมดเลย. อ่า ก็จะเห็นแต่ตาเขา. แล้วเราก็จะแบบ อันนี้เขา เขายังอยู่กับเรานะ. เวลาถ้าเกิดอันนี้ อันนี้ถ้าเกิดยังแบบ เป็น Facebook ก็ยังแบบ อย่างเงี้ยฮะ. แต่ว่าถ้าเกิดเป็นแบบ ออนไลน์ mst อย่างเงี้ย. ตอนช่วงโควิดมากอย่างเงี้ยครับ. ก็แบบ เวลาพูดไปก็แบบ เอ้ เขายังอยู่กับเราหรือ เขาปิดกล้องแล้วเขาก็ออกไปซักผ้าหรือ เปล่านะ. คือแบบ มันก็ต้องต่อสู้กับความคิด ในหัวเหล่านี้เต็มไปหมดด้วยเหมือนกัน.

ช่วงโควิดนี่ปรับ mindset ในการพูดไปเยอะมาก เลยค่ะ. คือจะลดความคาดหวังเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาโต้ตอบของผู้ฟัง. เออ แต่ว่าไป เพิ่มช่องทางปฏิสัมพันธ์รูปแบบอื่นๆ แทน. เพราะว่าเรารู้สึกว่าคนฟังก็ไม่ได้พร้อม จะอยู่กับเราตลอดเวลาขนาดนั้นจริงๆ. ผมนี่ คือบังคับให้อยู่กับหน้าจออยู่อย่างเดียว. นั่งอยู่นิ่งๆ อย่างนี้มันก็มันก็มีความยากเหมือนกันเนาะ. ใช่ๆ ครับผม.

ทีนี้พอเราบอก ว่ามันมีความยาก อะไรอย่างนี้ เราก็เลย สงสัยว่า แล้วความยาก ความกลัว ความอะไรต่างๆ มันเคยเกิดขึ้นกับอาจารย์ไหมครับ. อาจารย์เริ่มต้นชีวิตของการเป็นผู้เชี่ยว ชาญด้านการพูดเนี่ย มันมายังไงฮะ. จริงๆ แม้กระทั่งทุกวันนี้ค่ะ เวลาที่จะ ขึ้นไปพูดเนี่ย ก็ยังมี ตะกอนของความตื่นเต้นที่มันถูกตีให้มัน ฟุ้งๆขึ้นมาอยู่อยู่บ่อยๆ. แล้วแต่ โอกาส แล้วแต่ความพร้อมมาก พร้อมน้อย. อย่างถ้าเป็นเรื่องที่เราอาจจะ พูดมาแล้วเกินร้อยรอบ อันนี้โอเค มันไม่ค่อยตื่นเต้น. รู้สึกว่าอะไรมา เราก็รับมือได้. แต่ถ้าสมมุติว่าพูดเป็นครั้งแรก หรือว่า เป็นเรื่องใหม่ หรือไปพูดในที่ใหม่ ในโอกาสที่ชาวไทยขึ้นอย่างเงี้ยค่ะ ก็ก็ ยังมีความตื่นเต้นอยู่.

แต่ถามว่าตอนแรก ครั้งแรกเลยที่พูด ตัวเมย์ เองอ่ะ เป็นสายประกวดพูด. อาจจะมาคนละเวย์ กับ Public speaking สำหรับน้องๆ หรือว่า คนทำงานหลายๆคน. คือพอเป็นสายประกวดพูด เนี่ย โชคดีอย่างนึงคือ เริ่มประกวดตั้งแต่ยัง ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไร. ตั้งแต่อนุบาล. อนุบาลเหรอครับ. อนุบาลครับผม. ครูคงรู้สึกว่าเด็กคนนี้คือ พูดมาก ก็จับไปขึ้นเวทีไปประกวดแล้ว. คือเขาจะให้เล่านี้วันแม่. เขาก็จะให้เล่านิทาน. แล้วก็เหมือนกับให้พูดว่าเรื่องนี้ สอนให้ฉันรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความรักของ แม่. มาดูเป็นพร้อมจะเป็นนางงาม. ซ้อมไว้ก่อน ซ่อมไว้ก่อน. แล้วก็ไม่เคยได้ ใช้. แต่ใช้ใช่. ตอนเด็กๆ คือเราไม่ตื่นเต้น. ตอนนั้นเรายังไม่ค่อยรู้สึกว่าโลกมันจะใจ ร้ายกับเราเท่าไหร่. ใช่ไหมคะ. คือตอนเด็กๆ ตอนเต้นบนเวทีอะไรอย่างนี้ มันมันแบบ มันไม่ได้น่ากลัว. แต่พอโตขึ้นมา ซึ่งเราอาจจะทำอะไรที่มันดูพร็อพเพอร์มาก กว่ามากกว่าตอนเต้นเต้นบนเวทีแบบตอนเด็กๆ ก็ได้นะ. แต่ว่ามันดูแบบ ทำไมมันน่ากลัวขึ้น จังเลย. เหมือนเราผ่านประสบการณ์ของการถูก ตัดสิน หรือถูกต้อง ใช้คำว่าถูกบ่อยๆ เหมือนกันนะ. ถูกตัดสิน หรือว่าถูกคนบอกว่าแบบ อันนี้มันยังไม่ดีพอ. พอเราได้รับเหมือนคำตัด สิน หรือการบอกว่าเราไม่ดีพอหลายๆครั้งอ่ะ ค่ะ. บางคนก็จะเริ่มรู้สึกตั้งคำถามกับตัว เอง. สงสัยในความสามารถของตัวเองละ ว่าฉันจะ ทำได้หรือเปล่า. หรือหรือว่ามันอาจจะยังไม่ดีไหม.

อันนึงอาจจะเป็น เป็นด้วยวิธีการสอน พูดในบ้านเรานะ. อ่า เป็นไงครับ. คือคือเมย์ สังเกตว่า การสอนพูดเนี่ย คือการสอนหลักการพูด. พอสอนเสร็จแล้วก็ให้หัวข้อไปฝึกพูด. ไม่รู้ แต่ละที่เป็นเหมือนกันไหมนะคะ. เพราะให้หัวข้อไปฝึกพูดปุ๊บ อาทิตย์ถัดไปสอบ. อ่า ให้หัวข้อเสร็จแล้วก็ไม่ได้มี ไม่ได้มี การมาฝึกและฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าและช่วยกัน แก้ไข. โดยมากก็คืออาจจะให้หัวข้อไปครั้ง ต่อไปมายังมากสุดก็ให้ฝึกครั้งหนึ่งอ่ะ. แล้วก็จะเป็นการสอบ. แล้ววิธีการ Comment นะคะ. คืออันนี้เป็นสิ่งที่สังเกตจากตอนที่ สอน. คือวิธีการ Comment เนี่ย มันจะเป็น วิธี comment แบบไม่ค่อยสร้าง Growth เท่าไหร่. คือเขาจะถามว่าเนี่ย อันนี้คุณมีจุดอ่อนอะไร. คุณมีข้อเสียอะไร. ซึ่งพอได้ยินคำว่าจุดอ่อน. ได้ยินคำว่าข้อ เสียเนี่ย คนจะรู้สึกว่า โอเค. เนี่ย ฉันเกิด มาพร้อมสิ่งนี้ และฉันจะตายไปพร้อมสิ่งนี้. อย่างเช่น บอกว่าเธอพูดรเรือไม่ชัด. นี่คือแก้ไม่ได้ใช่ไหม. แต่จริงๆ มันแก้ได้. ทุกอาการของการพูดในที่ชุมนุมชนเนี่ย แก้ได้ หมดเลย. เสียงสั่นเอย พูดเร็วไป พูดเสียงเหิน พูดแล้วก็ สวัสดีค่ะ เสียงระเหิดไป แก้ได้หมด. คือทุกอย่างแก้ได้หมด. เพียงแต่ว่า พอพอเราได้รับ วิธี feedback อ่ะค่ะ. คือวิธี feedback บอกว่าเรามีข้อเสียอะไร. ไม่บอกว่าเราต้อง แก้ยังไง. แล้วก็เราก็จะจำไปแบบนั้นว่า เออ เราเป็นคนพูดไม่เก่ง. แล้วพอพอเราจำแล้วแปะป้ายไปแล้ว. ด้วยส่วนหนึ่งถูกไหมฮะ. ใช่ๆ. เราจำ. พอเราจำว่าเราพูดไม่เก่งปุ๊บ ครั้งต่อไปพอเขาถามว่าไหนใคร อาสาจะพูดบ้าง. ก็เราก็คิดว่าเราคงไม่เก่ง พอแล้วแหละ.

เหมือนมีความคาดหวังบางอย่างเกิดขึ้น เหมือนกันนะอาจารย์. เหมือนกับว่า คือมันมีทั้งความคาดหวังที่เมื่อเราออกไปพูดแล้ว เอาแค่ดีลกับจิตใจของเราเอง. ไอ้ตอนเรายัง ไม่ไปพูดมันก็แบบนึง. แต่พอไปยืนอยู่ข้าง หน้าแล้วอ่ะ มันไม่มีใครรู้เท่าเราเลยว่า ข้างในเราเนี่ย กำลังต่อสู้มวลท้องอะไร ขนาดไหน. เหงื่อตกขนาดไหน. ไอ้ที่เราซ้อมมาดีแล้วอ่ะ ไปอยู่ข้างหน้าหน้าห้องเรียน หรือว่าบนเวทีปุ๊บ มันดรอปลง. เออ แต่ว่าเวลาที่ คนตัดสินเราอ่ะ เขาตัดสินเราจากตรงนั้น. เพราะเป็นยังไงปุ๊บ มันก็เลยเหมือนกับว่า ความน่ากลัวมันก็เลยเกิดขึ้นกับอีกแบบนึง. ก็คือว่า ตอนที่เราไม่ได้อยู่บนเวทีแล้วเราเป็นคน ดู. เราก็แอบตัดสินเขาป่ะนิดนึง. แล้วมันก็เลยเหมือนแบบ ครั้งหนึ่งฉันเคยตัดสินคนว่า แบบ แต่ฉันแบบ เขาพูดอะไรนะ อะไรต่างๆนานา. แล้วพอเป็นอย่างนั้นปุ๊บ วันหนึ่งที่เรา ต้องออกไป. เราก็รู้ว่ามันจะเกิดการตัดสิน แบบนั้นได้เหมือนกัน. ฉันจะโดนแบบเดียวกัน. เราก็เชิญทำกับคนอื่นหรือเปล่านะ. ฉันเคยแปะป้ายคนอื่นแล้วกัน. ฉันก็เคยแปะป้ายตัว เอง.

วิธีการให้ให้ feedback กับการพูดนะคะ เป็นเรื่องสำคัญมาก. ให้ feedback กับตัว เองนี่แหละ. คือเวลาที่เราพูด บางคนเดี๋ยว นี้อัดคลิปเนาะ. ง่าย. อัดคลิปแล้วกลับมาดู ตัวเองเนี่ย. บางคนก็จะโฟกัสว่า เฮ้ย ฉันพูดไม่ดีเลย. ฉันมีคำติดปากเยอะจังเลย. ฉันอาจจะเสียงสูงไป เสียงต่ำไป พูดเร็วไป ลิ้นพันกัน พูดไม่รู้ เรื่องเลย. คือจะมองหาแต่ข้อเสียตัวเอง. ตอน จริงๆ หลังจากสอนกันพูดมาประมาณ 20 ปี ก็ก็ ค้นพบวิธีนึงว่า เราเปลี่ยนวิธีตั้งคำถาม. คือพอพูดเสร็จปุ๊บเนี่ย วิธีนึงก็คือให้ เด็กถามตัวเอง. ให้คนเรียนถามตัวเองว่า ครั้งหน้าที่พูดเนี่ย จะทำอะไรเหมือนเดิม. แล้วจะทำอะไรต่างไปจากเดิม. เพราะฉะนั้นเนี่ย 1 ก็คือเขาจะรู้ว่ามัน มันจะมีครั้งหน้าเสมอ. โอเค. พอเป็นอย่างนี้ ปุ๊บ ถ้าเกิดพลาด หรือหรือถ้าถ้ามีข้อผิด พลาดตรงไหน หรืออันนี้ ครั้งนี้มันยังไม่ ใช่เวอร์ชั่นที่ดีของเรา. มันก็ยังมีครั้ง หน้า. เรามีครั้งหน้า. แล้วก็พอถามว่ามี อะไรที่จะทำเหมือนเดิม. เขาก็จะ เอ๊ะ อันนี้เขาทำดีแล้ว. เขาจะทำเหมือนเดิม. แล้วอะไรที่ จะทำต่างออกไป. ก็แปลว่าคุณมีทางเลือกแล้ว. คุณแก้ตัวได้ใหม่เสมอ ครับ.

ทีนี้เวลา ถ้าสมมุติว่าเป็นประเมินตัว เองอ่ะค่ะ. ก็จะตั้งคำถามแบบนี้. แต่ว่าถ้า เวลาที่อาจจะเรียนเป็นกลุ่มๆ กับเพื่อน. ก็จะให้เพื่อนบอกว่า ครั้งนี้อะไรคือสิ่ง ที่ดีที่ได้เรียนรู้จากคนนี้. แล้วส่วนที่บอกว่า ครั้งหน้าจะทำอะไรต่างไปจากเดิมเนี่ย. ให้เจ้าตัวเป็นคนประเมินตัวเอง. มันก็จะช่วยเติมความรู้สึกบวกกับ ตัวเองเนาะ. ว่าจริงๆ เฮ้ย ในใน 3 นาทีที่ฉัน พูดจบไปเนี่ย มันก็ไม่ได้มีแต่เรื่องแย่ๆ. มันก็จะมีอันนี้ที่ เออ เราไม่เคยเห็นด้าน ดีนี้ของตัวเองมาก่อน. แต่เพื่อนชอบมาก. เพื่อนอาจจะชอบวิธีการที่เราคลิกสไลด์. แล้วระหว่างสไลด์หนึ่งกับสไลด์ 2 มีการ พูดเชื่อม. ซึ่งสิ่งนี้ไม่อยู่ในเกณฑ์การให้คะแนนของ อาจารย์. แต่เพื่อนชอบมาก. โอ้ย อันนี้ก็ดีนะ. งั้นเดี๋ยวครั้งต่อไปจะทำเหมือนเดิม. พอทำ แบบนี้ ลองทำซ้ำๆกันมาหลายๆปีนะคะ. ก็พบว่า คนเรียนก็แฮปปี้กับกับห้องเรียนมากขึ้น. แล้วเขาก็จะได้พูดอย่างนี้. แต่บอกเขาว่า เราจะไม่ได้เปลี่ยนหัวข้อทุกอาทิตย์นะ. เราจะช่วยกันพัฒนา. เพื่อนจะไม่ใช่ศัตรู. ไม่ใช่แบบ กรรมการอีกคนหนึ่งที่จะมาจัดคุณ. แต่ว่า เพื่อนคือจะเป็นคนที่ช่วยพัฒนาให้เลยนะ ค่ะ. เพราะว่าเวลาเราเรียนทักษะที่ดูหน้า โจทย์ที่สุดแล้วเนี่ย. เออ แต่วิธีการในการ เติบโตไปด้วยกัน หรือพัฒนาไปด้วยกันน่ะ. มันเป็น มันเป็นการ feedback แบบที่ได้เห็น ทั้งข้อดีของเรา. ซึ่งบางทีเราอาจจะไม่รู้. แล้วก็ชี้ให้เห็นข้อที่ระยะเขาอยากจะเอาใจช่วยเรา. ให้เราพัฒนาเรื่องนี้. ถ้าทำ เรื่องนี้มันจะดีมากเลย. แต่ทำแบบนี้มันเหมือนกับว่า มันเป็น culture ของการให้กำลังใจกันอ่ะ. แล้วเราก็จะรู้สึกว่าเราเปิดใจ. ว่าเขาไม่ได้แปลก ป้ายว่าเราไม่ดี. แต่เขากำลังรับ เฮ้ย เอาใจช่วยเราอยู่นี่แน่. ใช่แล้ว. ก็จะเปิดใจได้ ง่ายขึ้น.

อย่างหนึ่งของการกลัวการพูดในที่ ชุมชนคือ ขึ้นไปปุ๊บ เห็นคนดูเป็นยักษ์เป็น มารหมดเลย. เออครับผม. จะรู้สึกว่าทุกคนเป็น ศัตรู. ทุกคนจะต้องให้คะแนนฉันบวกลบไม่ดี ต่างๆ. แต่จริงๆ คือจริงๆ ในห้องเนี่ย เป็นเพื่อนที่จะเติบโตไปด้วยกัน. ใช่เลยค่ะ. เพราะว่าถ้าเกิดเราคิดว่าแบบหนึ่ง คือถ้า คิดว่าเขามาพร้อมกับการแบบตัดสินเราแน่ นอน. เราก็คงแค่คิดก็ขาสั่นแล้ว. เหมือนกำลัง จะไปโดนเชื่อ. แต่ถ้าเกิดเราเปลี่ยนความคิด แบบใหม่ว่า เฮ้ย เขากำลังแบบ เอาใจช่วยเรานะ. แล้วนี่คือเวทีที่ทำให้เราได้โตขึ้น. วิธี คิดก็เปลี่ยน. ไอ้ใจที่เราอยากจะไปมันก็เปลี่ยนเหมือน กัน. คือ mindset สำคัญมาก. หลายคนเรียนการพูด ซื้อหนังสือการพูดเยอะมากมาอ่าน. เรียนการพูดหลายคอร์สมาก. สุดท้ายเนี่ย ก็พูดไม่ได้. หนึ่งก็คือจัดการกับหัวใจตัวเองไม่ได้. สองคือ ก้าวข้ามเส้นที่แบบ แล้วตัดสินใจรู้พูด ด้วยตัวเองไม่ได้. อันนี้เป็นอีก step นึง เหมือนกัน. คือจะมีคำที่ติดปากเวลาสอนพูดก็ คือว่า ครูไม่รีบ. ครูไม่รีบ. หมายความว่า จนกว่าคุณจะพร้อม. แล้วตัดสินใจลุกขึ้นมาพูดด้วยตัวเองค่ะ. จะไม่มีการสุ่มจับฉลากเรียกชื่อมาว่า เอาล่ะ โอเค. เขาจะไม่สามารถมีโมเมนต์ของการก้าวข้าม เส้นความกลัวของตัวเองได้. ไม่มี. อ๋อ โอเค. อันนี้ดีมาก. เพราะว่า mindset แรกที่จะต้องมี คือใจก็ต้องมาก่อน. คือเขาต้องรู้สึกว่าเขา อยากจะพัฒนาเรื่องนี้. รู้สึกว่านี่คือสิ่ง ที่สำคัญ. แล้วก็กล้าที่จะเผชิญความกลัวไป แบบทั้งกล้าๆกลัวๆไปด้วยกัน. เราถึงจะออก มาเรียนรู้ตรงนี้ได้. ใช่ค่ะ.

อีกเทคนิคหนึ่งก็คือว่า การพูดในที่ชุมนุม ชนมันมีมันมีความลับอยู่. คือคำว่าในที่ ชุมนุมชน. คือมันเป็นสกิลที่ฝึกคนเดียวไม่ได้. อ๋อ โอเค. เดี๋ยวนี้ถึงมันจะมี VR นะ. เดี๋ยวนี้มันจะมีเหมือนกันคือให้ฝึกใส่แว่นแล้วก็ มีผู้ชมจำลองมาตบมือทำท่าต่างๆ. มีเดี๋ยว นี้มีคนทำเหมือนกัน. แต่สุดท้ายแล้วคือ ได้ฝึกกับคนจริงๆ มันดีอ่ะค่ะ. จริง. แต่ทีนี้ถ้า มันไปอยู่แบบ โยนคนลงไปในน้ำลึกเลย โดยที่ ไม่เคยฝึกว่ายน้ำตื้นมาก่อน. ไม่เคยแบบ เกาะโฟมเตะเท้ามาก่อนน่ะ. มันจมอ่ะ. ถ้าสมมุติว่าทำได้ก็คือว่า อาจจะหาบัดดี้ หรือว่าหาทีมที่เรื่องเดียวกัน. ที่จะขึ้นไปพูดบนเวทีอ่ะค่ะ. อันนี้เคล็ดลับเลยนะ. คือบางคนน่ะ จะแบบ เตรียมสไลด์เสร็จ เท่ากับเตรียมพูดเสร็จ. ซึ่งไม่จริง. ก็เตรียมสไลด์เสร็จ มันจะไม่ใช่การซ้อม. จนกว่าคุณจะพูดมันออกมาเสียงดังๆ. พูดออกมาจริงๆ. แล้วก็พูดให้ใครสักคนฟัง. พูดให้ตัวเองฟังก่อน. แล้วก็พูดให้เพื่อนสักคน ฟัง. แล้วค่อยๆ เป็นเพื่อน 3 คน 4 คน. ให้เพื่อนถาม. พูดจนกระทั่งมันมันเหมือนเล่า เรื่องการไปกินข้าว. เล่าเรื่องการเป็นแรง. เป็นเรื่องธรรมชาติ. ทีนี้พอมันเป็น Public speaking คือมันมีใครสักคนฟังเราอยู่ จริงๆ. แต่ว่าเป็นผู้ชมจัดตั้งแหละ. คือช่วงแรกๆ เป็นผู้ชมที่เราคุยกันว่า อันนี้คือเป็นเป็น Comfort Zone ของกันและกัน. หมายความว่า เวลาฟังเวลาที่เราพูดอ่ะ เพื่อนฟังนะ. แล้วก็ให้กำลังใจกัน. ไม่ได้หลอกกัน. ไม่ได้สปอยกัน. แต่ว่าอย่างน้อยให้กำลังใจกัน. แล้วก็แนะนำกันแบบ constructive feedback. คือบอกว่าที่มันไม่ดีมันมีอะไร. ที่จะต้องปรับ ปรุงแก้ไขอย่างไรบ้าง. ไม่ใช่แค่ชอบไม่ชอบ. หรือแบบ ฉันว่ายังดีได้อีก. อะไรอะไรดี. บอกอีกนิดนึง.

การฝึกพูดในที่ชุมนุม ชนสำคัญมากคือมีทีมที่ดี. อันนี้เจ๋งมากครับ. อันนี้ผมได้กับตัว อะไรนะ. เพราะว่าเคยเคยต้องขึ้นเวทีพูดเวที ใหญ่อะไรเงี้ย. เออ ผมก็จะมีเพื่อนที่เราฝึกมาด้วยกันนี่แหละ. เราถึงเวลาที่พูดจริงอ่ะ เพื่อนจะไปนั่งอยู่ตรงหน้าเวที. เออ แล้วเหมือนกับทุกครั้งที่ผมมองไปอ่ะ. เออ เพื่อนคนนี้เขาก็จะส่งแบบ ส่งกำลังมาเลยนะ. แล้วเราก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย ใจมันก็มาด้วย. เออ. ที่ตอนหลังเวลาผมแบบ ต้องต้องไปเหมือน ไปโค้ชผู้บริหาร หรืออะไรอย่างนี้. ขึ้นไปผม ก็จะใช้วิธีเดียวกัน. พอเราจะรู้ว่าอยู่บน เวทีมันเดียวดายแค่ไหน. หรืออะไรจริงๆ แล้ว. การที่อาจารย์พูดถูกเลยครับว่า การพูดในที่สาธารณะเนี่ย. มันไม่ใช่คนเดียว. ไม่ใช่ตัวถูกถีบไปคนเดียว. แต่มันคือการทำงาน เป็นทีม. มีทีมก็คือไม่ว่าทีมนั้นจะเป็นทีมแบบ ทีมจัดตั้ง. เออ ทีมเดียวกับเรานี่แหละ. หรือว่าทีมแบบ ที่เป็นคนฟังคนดู. ที่เรามีความรู้ สึกว่าเขาก็เป็นทีมเกี่ยวกับเรานี่นา. เหมือนกัน. ใช่ๆ.

จริงๆ ผู้ฟังเขาก็ไม่ได้ คาดหวังกับเราขนาดนั้น. โหย นิดปลดล็อค. น่าจะช่วยปลดล็อคคนฟังทั้งหลายเหมือนกัน. เพราะว่าพอพูดถึงทักษะการพูดเน้นที่ สาธารณะ. อย่างที่อาจารย์เมย์บอกมาตั้งแต่ ต้นเลยอ่ะ. เราจะมีความรู้สึกว่าสูงมาก. มันแบบ หลังเกร็งเต็มไปหมดแล้วครับ. แต่พอ เมื่อกี้คำพูดนั้นดีมากเลยครับว่า เขาไม่ ได้คาดหวังจากเราแบบขนาดที่แบบ มันจะกลาย เป็นสิ่งที่เอาเป็นเอาตายได้ขนาดนั้น. เนี่ย มันก็ปลดล็อคเราเหมือนกัน. อันนี้จะช่วยให้เรา บางคนนะคะ คือจะกังวลว่าพูดผิดได้ไหม. หลายคนจะกังวลมากขึ้น. ไปพูดผิดได้ไหม. บางคนถ้าตื่นเต้นมากๆ แนะนำว่า ขึ้นไปแล้วก็อย่าเพิ่งพูด. มองไปรอบๆ. ยิ้มให้คนดู. ยิ้มแหย่ก็ได้. ถ้าตื่นเต้นก็ยิ้มแหย่แย้. วันนี้คนดูเยอะมาก. ตื่นเต้นจังเลยค่ะ. เป็นเกียรติมากๆ เลยที่ได้มาพูดวันนี้. เราค่อย เข้าเรื่องก็ได้นะคะ. คือถ้ามันตื่นเต้นก็พูดมันออกมา. อันนี้เราไม่ได้เป็นนักพูดแบบระดับ เบอร์ท็อปตัวตึงของวงการ. เอาเถอะ. คือเราเราเป็นธรรมชาติของเรา. เป็นตัวตนของ เรา. แล้วเราก็จริงใจอ่ะเนาะ. เราก็แต่ว่า จริงใจคือไม่ได้ถึงขนาดไม่เตรียมตัวไป. อันนี้ก็เตรียมตัวเต็มที่แล้ว. เพียงแต่ว่าในจังหวะที่มันเกร็งมากๆ. บางคนจะเป็นแบบนี้ค่ะ. คือขึ้นไปแล้วเหมือน เหมือนธนูที่มันแบบ นาวไว้อ่ะ. มันพร้อมจะหลุดแล้วอ่ะ. แล้วพอเดินสะดุดอะไรนิดเดียว คือปิ้วแล้วลืมหมดไปเลย. เออ ช็อตใหม่ ช็อตใหม่. ทำไงครับ. ซึ่งจริงๆ คืออันนี้ส่วนหนึ่งคือเป็นเพราะว่าเราเกร็งมาก. ดังนั้นถ้า ถ้าช็อตใหม่เนี่ย อย่างแรกก็คือว่า คุยเรื่องอื่นก่อน. พูดคุยทักทายก่อน. ก่อนที่จะขึ้นไป. อย่าไปคิดว่าประโยคนี้รออยู่แล้ว. พร้อมจะหลุดออกจากปากแล้ว. แต่คิดว่าเดี๋ยว ขึ้นไปจะคุยอะไรก่อนดีนะ. แล้วค่อยเข้าเรื่อง.

แต่ทีนี้ถ้าสมมุติกังวลเรื่องช็อต ใหม่เนี่ย. มันจะย้อนกลับไปที่ว่า ตอนเตรียมการพูดเนี่ย เตรียมยังไง. คือบางคนเตรียมการพูดนะคะ. จะมี 2 แบบใหญ่ๆ. คือแบบของการท่องจำ. ท่องจำคือเขียนบท. เขียนสคริปทุกคำ. กับอีกประเภทหนึ่งก็คือคนที่ เรียกว่าผู้จัดคีย์เวิร์ด. หรือพูดจากคำ สำคัญ. ซึ่งการพูดจากคำสำคัญ หรือหลังๆ ก็คือผู้จากภาพสำคัญ. เพราะว่าบางคนจะใช้สไลด์ ที่เป็นภาพเล่าเรื่อง. เพราะเหลือบไปเห็น ภาพหรือเห็น keyword ปุ๊บ มันจะพูดได้. ดังนั้นก็ทำสไลด์ก็. เวลาถ้าถ้าพูดแล้วมี สไลด์ก็อย่าให้สไลด์เป็นแค่ตัวประกอบ. เรียกว่าให้เรากับสไลด์เป็นทีมเดียวกัน. คือพอเราหันไปมองสไลด์. อ๋อ โอเค สไลด์ช่วย เตือนความจำเรา. หรือว่าสไลด์เนี่ย ช่วยทำให้เราเล่นกับคน ดูได้อย่างเช่น บอกว่าอ่ะ ท่านเห็นภาพนี้ แล้วท่านนึกถึงอะไรครับ. ระหว่างที่คนดูคิด หรือคนดูตะโกนตอบ. เราก็มีเวลาทำใจแป๊บนึง. โอเค เป็นธรรมชาติขึ้น. เอ้า มันจะมีตัวช่วยเยอะค่ะ. อย่าไปคิดว่า อย่าไปติดภาพว่า การพูดในที่ชุมนุม ชนเท่ากับโชว์. โอเค. เท่ากับพูดๆๆ อย่างเดียวเลย. มันไม่ Perfect. มันไม่กลมกล่อม 100% ขนาดนั้น. มันคือโอเค. ถ้าเป็นการพูดในสถานการณ์ที่ ที่ตึงเครียดมากๆ. เหมือนที่เราเคยดูประเภท จะต้องขึ้นไป Speed. เพราะว่าจะต้องยกทัพ ขึ้นชายหาดนี้. โอเค อันนั้นน่ะ มันๆเครียด จริง. มันจริงจังมาก. แต่ว่าอันนี้ ถ้าถ้าเราดูสถานการณ์แล้วมันไม่ได้เครียดขนาดนั้น. หรือไม่ได้คาดหวังกับเราขนาดนั้น. ก็ลดความ คาดหวังกับตัวเองลงหน่อยนึง. ก็จะ Enjoy กับมันได้มากขึ้น.

เอ๊ย คำว่าเออ ผมชอบคำนี้มากเลยว่า Enjoy กับมันเนี่ย. การพูดในที่สาธารณะ ความเอ็นจอยของมันคืออะไรครับ. ต้องเป็นคนที่ชอบชอบถ่ายทอดความ คิดด้วยกันพูดก่อน. อืม คือแฮปปี้ มีความสุขเวลาที่เสียงของเรา มีคนได้ยินความคิดของเรา. มีคนฟังไอเดียของ เรา. มีคนเอาไปบอกต่อ. หรือแม้กระทั่งความรู้ สึกของเรามีคนร่วมแชร์. คือถ้าเราเป็นคนที่ ที่มีความสุขกับอะไรแบบเนี้ยค่ะ. เราจะสนุก กับการพูด. ซึ่งจริงๆ ผมว่าผมฟังเมื่อกี้ แล้วก็ inspire มาก. เพราะว่ามันเหมือนกับ ว่ามันย้อนกลับมาถึงที่ตัวเราเองก่อน. ว่าวิธีคิดต่อ ต่อตัวเราเหมือนกัน. ว่าเฮ้ย เรามีดีพอที่จะเป็น จะไปแชร์ให้คนอื่นได้. ถ้าเกิดเราตั้งต้นมาด้วยความแบบ นอกจากคน ดูจะพร้อมขย้ำเราแล้ว. ตัวฉันมีอะไรไปเล่า. ฉันมีคุณค่าอะไรนะ. ฉันจะมีความเก่งอะไร. มันก็ยิ่งแบบ เราก็จริงๆ เป็นแบบจุลินทรีย์ แลคโตปาซิลลัสอยู่ตรงนั้นแล้ว. เราก็จะยิ่ง ไม่กล้า. แต่ว่าพออาจารย์พูดอย่างนี้มาแล้ว. เหมือนกับว่า อ๋อ โอเค. เฮ้ย เรื่องของฉันมัน มีประโยชน์ต่อคนฟังนี่นา. ใช่.

คือถ้าย้อนกลับไปนึกถึง Concept เกี่ยวกับการพูดใน ที่ชุมนุม ชนสมัยก่อนว่ามันต้องเป็นเรื่อง ใหญ่. เรื่องการบ้านการเมือง. เรื่องเศรษฐกิจ. สังคม. สงคราม. คือคือมันโอเคนะคะ. จริงๆ ฟังก์ชันหนึ่งก็คือการพูดมันเปลี่ยนสังคม. แต่ว่าจริงๆ แล้วในอีกมิตินึง การพูดมันก็ คือการสื่อสาร. ดังนั้นเนี่ย ทุกๆ เรื่องมัน มีคุณค่าควรสื่อสารได้หมด. บางคนน่ะ จะชอบพูดว่า หนูไม่มีอะไรให้พูด. ชีวิตหนูไม่มีอะไรน่าสนใจเลย. ซึ่งไม่จริง. ชีวิตทุกคนน่ะมี มีเรื่องราว. แล้วก็มันมี คุณค่าที่สัมผัสใจของใครบางคนได้อยู่เสมอ. Story telling เนี่ย เป็นอันนึงที่ เนื่องจากว่าสอนอยู่ในมหาลัยวิทยาศาสตร์. เวลาที่เป็นแบบ ข้อเท็จจริง. ก็จะบอกเขาว่า มันคือการที่เรื่องเล่านี้ มันสั่นสะเทือนหัวใจคุณ. แล้วมันไปสั่นพ้อง. ศัพท์วิทย์เนาะ. มันไปสั่นพ้องกับเรื่องที่ มันสั่นสะเทือนหัวใจคนอื่นได้. เชื่อมโยง กับคนอื่นได้. นั่นเอง. ได้. เพราะฉะนั้นเนี่ย โอเค เรื่องนี้คุณอาจจะเคยสูญเสียคุณแม่ไป. คนอื่นโอเค แม่เขาอาจจะยังอยู่. เดี๋ยวเขาอาจจะเคยสูญเสียคนที่รักไปเหมือนกัน. ซึ่งโมเมนต์ที่มันมามาสั่นท้องกันตรงนี้. คือเรื่องราวมันมาสัมผัสกันตรงเนี้ย. มันมันมีคุณค่าบางอย่างที่มันส่งต่อได้นะ. แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ อย่างเช่นว่า เอ๊ะ สุนัขอาจจะเคยแบบ กลับดาวไปแล้ว. เราก็เศร้ามากเลย. จำได้ไป. เรื่องเช่นเคยสอบตก. เคยเขียน Speed ให้ผู้บริหารแล้วผู้ บริหารก็คืออาจจะมีเรื่องยิ่งใหญ่เยอะมาก ที่จะเล่าอ่ะค่ะ. แต่ว่าสุดท้ายแล้วอาจารย์ตัดสินใจเล่า เรื่องว่าอาจารย์เคยสอบตก. ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ครับ. เพราะว่าในบรรดา เรื่องยิ่งใหญ่ร้อยเรื่องของอาจารย์. เรื่องนี้ท้าชนนักศึกษาสุดละ. ทุกเรื่องทุกเรื่องสามารถที่จะเชื่อมโยง กับคนได้. แล้วก็อันนี้ผมว่ามันก็เปลี่ยน mindset คนนะ. คือเวลาที่พูดถึงการพูดใน ที่สาธารณะ. เรามักจะคิดว่าต้องพูดเรื่องความสำเร็จ. ยิ่งใหญ่. อย่างนี้. แต่จริงๆ แล้วอย่างที่อาจารย์เมย์ยกตัวอย่างเมื่อกี้. คือแบบเรื่องที่เร็ว เป๋วของเราเนี่ย. ก็สามารถที่จะแบบแบ่งปัน ได้. แล้วก็มันก็จริงๆ เราก็เชื่อมโยงกับทุกคนได้ด้วยเหมือนกันเนาะ. เพราะว่าเราทุกคน มีความผิดพลาด. มีความล้มเหลวได้ด้วยเหมือนกัน.

ส่วนหนึ่งเนี่ย อาจจะ Connect ง่ายกว่า. ด้วยเพราะว่าความสำเร็จมันค่อนข้างจะเป็น ปัจเจกนิดนึงอ่ะค่ะ. คือดิฉันเชื่อว่าทุกคน คงเคยไปเหยียบดวงจันทร์. ฮัลโหล. ในโลกนี้มัน ก็มีอยู่ไม่กี่คนไหม. แต่ถ้าบอกว่าดิฉัน ทุกคน. ดิฉันชื่อว่าทุกคนคงเคยมองที่ดวงจันทร์. แล้วก็จินตนาการว่าจะเป็นยังไงนะ. ถ้าเราได้ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์. อ๋อ. คือการเป็น Nobody เนี่ย มันทัชคนเยอะมากเลย. มันไม่ ใช่ทุกคนจะไปยืนอยู่บนนั้นได้หมด. เมื่อ ไหร่กัน. เวลาที่เรายกตัวอย่างที่มันเป็น ความล้มเหลว. บางทีเราก็จะเข้าใกล้ผู้ฟัง ขึ้นอีกก้าวนึง. รู้สึกว่ามันใกล้ชิดกันมากขึ้น. แต่ไม่ได้แปลว่าเราเล่าแต่ความล้ม เหลว. นะคะ. คือความล้มเหลวนั้นน่ะ ต้องถูกหยิบยกมาเล่าอย่างมีจุดหมายเหมือนกัน. คือมันนำไปสู่ Key Message อะไร. ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ต้องการจะบอกอะไร. ไม่ใช่ว่า อ๋อ ก็คือเป็นการเอาซีรีส์ความล้มเหลวมาเล่า ให้ฟัง. โชคดีที่อะไรนะ. อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย. ก็เลยเอาซีรี่ย์ความล้มเหลวของ ชีวิตมาเล่าให้ฟัง. หรอก็อาจจะได้ท่า สุดท้าย Key Message คือก็อย่าท้อนะ. แม้ว่าฉันจะล้มเหลวมาขนาดนี้แล้วเนี่ย. ฉันก็ยัง มีกำลังใจที่จะเดินหน้า. ก็โอเค. ก็ไปได้. แต่ถ้ามันเป็นแค่เหมือนกัน. เอาซีรี่ย์ของความ ล้มเหลวมาเล่าๆๆ. แต่ไม่มี Key Message อะไร. การพูดนี้ก็อาจจะไม่ได้มีพลังเท่าที่ ควรครับผม.

จากที่ฟังมานะครับ เมื่อกี้ผมจบไป ด้วยนะครับเป็นนักเรียน. ฮ่าๆๆ. Mindset สำหรับการพัฒนาทักษะการพูดในที่สาธารณะ ครับ. อาจารย์มีบอกไป 5 ข้อด้วยกันนะฮะ. ทุกคน. ข้อแรกคือใจต้องมาก่อน. คืออันนี้เราไม่สามารถที่จะไปบังคับให้ใครลุกขึ้นมาฝึก ได้ถ้าเขาไม่อยากฝึก. มันต้องเริ่มต้นมาจาก การที่เราเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ก่อน. แล้วเราอยากที่จะฝึกฝนด้วยตัวเองนะฮะ. อันที่ 2 ก็คือการทำงานเป็นทีม. ไม่ว่าทีมนั้น ก็จะเป็นเพื่อนที่มานั่งฟังเราและฝึกฝนไป พร้อมกัน. หรือว่าคนที่คอย feedback เอา เพื่อให้เรารู้ว่าตรงไหนเราจะต้องเติมนะ ครับ. หรือว่ามองคนฟังเนี่ย ให้เป็นทีมงาน. เป็นทีมเดียวกับเรานี่แหละ. แทนที่จะไปมองเขาว่าเขาจะมาตัดสินเรา. เฮ้ย จริงๆ แล้วเขา ก็เป็นทีมเดียวกับเรานะ. ทำให้เราฝึกฝนได้ เก่งขึ้นนะฮะ. อันที่ 3 ครับผม ก็คือยอมรับ ความผิดพลาด. ยอมรับความเอ่อ ไม่เพอร์เฟคของ คนของตัวเรานะครับ. ถ้าเราสามารถยอมรับตรง นี้ได้ปุ๊บ. ไอ้เวลาที่จะช็อตใหม่ พูดผิด สคริปผิด ความตึงโป๊ะอะไรต่างๆ บนเวที. มันก็จะแบบ Go On ต่อไปได้เลยนะครับ. อันที่ 4 นะครับ ก็คือเรื่องของ improvisation. อ่า คือเหมือนแบบ มีปัญหาก็ต้องแก้ไป. บางอย่าง หลายๆอย่างอาจจะไม่ได้ตรงตามที่แบบ เอ่อ สคริปต์มาแล้วอ่ะ. แต่ว่าถึงเวลาจริง อ้าว ลืม นู่นนี่นั้นมั้ง. หรือคนดูเอาปรากฏว่า อันนี้เตรียมสคริปต์ไว้ตรงนี้มันต้องปังแน่ นอน. ปรากฏว่า อ่า ไม่มาว่ะ. เออ ก็ต้องก่อนต่อไปได้แล้ว. สุดท้ายก็คือว่า ถ้าเกิดคิดว่า เราเนี่ย ไม่มีเรื่องอะไรจะไปเล่า. เราไม่มีคุณค่าอะไรเลยเนี่ย. มันก็จะทำให้เราไม่โต. ไม่โตขึ้นมา. แต่ถ้าเรามองเห็นคุณค่าในตัว เอง. แล้วก็มองว่าทุกประสบการณ์ที่เรามี สามารถเป็นประโยชน์. แล้วก็เชื่อมโยงกับทุก คนได้อยู่เสมอเนี่ย. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลาย เป็น Nobody สามารถทัชคนได้. อันนี้เนี่ย จะทำให้เรามี mindset ที่สามารถจะพัฒนาการ พูดในที่สาธารณะได้ด้วยนะครับ.

[เพลง] ทีนี้เนี่ย หลายคนฟังแล้วแบบ การพูดในที่สาธารณะมันดูแบบ ยิ่งใหญ่มาก. มันต้องดูมีเวที ต้องมีสปอร์ตไลท์ลง ต้องอะไรต่างๆ ต้องมีคนฟัง. ในชีวิตประจำวันของเรา ในชีวิตการทำงานของเรา. มันสามารถเอา ทักษะการพูดในที่สาธารณะเนี่ย ไปใช้ยังไง ได้บ้างครับ. ง่ายสุดเลยก็คือ การพูดในที่สาธารณะมันคือการ มันคือสิ่งที่ใหญ่ขึ้นกว่าการพูดคุยสนทนาในชีวิตประจำวัน. หมายความว่าเรากำลังพูดนำเสนอ Message อะไร บางอย่างไปถึงคนฟัง. ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะบอก ว่าสาธารณะก็ไม่ได้แปลว่าคนตั้งเยอะมาก เสมอไปนะคะ. แต่ว่าเราต้องการสื่อสาร Message อะไรบางอย่างไปอย่างชัดเจนและมี ประสิทธิภาพ. ผ่านเครื่องมือต่างๆ ที่ได้ออก แบบมาแล้วเป็นอย่างดี. คือนิยามคำว่าการพูดที่ชุมชน. เพราะฉะนั้นเนี่ย มันไม่ต้อง Public แบบอุ๊ย สนามหลวงเยอะใหญ่ขนาดนั้น. หรือขึ้นเวทีนางงามแล้วก็เป็นคำถามแบบรอบ 5 สุดท้าย. คือมันไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้. แต่ว่าจริงๆ แล้ว. สมมุติเราเข้าไปทำงานใหม่. สัมภาษณ์งาน. เนี่ยก็เป็น Public speaking เล็กๆ. เพราะว่ามันเป็นจังหวะที่เราได้พูด คนเดียว. อ๋อ โอเค. คือถ้าเป็น Inter Personal หรือว่าการสนทนามันจะโต้ตอบ interaction หรือ feedback มันจะฉับพลันทันที. แต่ถ้า เป็น Public speaking มันจะมีการดีเลย์. คือ ณ เวลานั้น ถ้าเรารับบทนางพูด. บทนัก พูดคนเดียว. โดยไม่มีใครขัดเราเนี่ย. เขาให้โอกาสเราพูด 1 นาที. ก็เป็น Public speaking แล้ว. อ๋อ โอเค. ดังนั้นสัมภาษณ์งาน. เนี่ยก็ได้ใช้ละนะคะ. หรือว่าพอเข้าไปทำงานใหม่. เขาอาจจะพาไปเลี้ยงรุ่นพี่. พาไปเลี้ยง. เขาก็บอกว่าอ่ะ เดี๋ยวให้น้องแนะนำตัวหน่อย. เป็นน้องใหม่เข้ามาทำงาน. First internation. อันนี้คือ Public speaking ที่ทุกคนจะต้องเจอ.

แล้วถ้าไปแนะนำตัว. ก็ขึ้นคำถามแล้วเอาๆ เอาผมทัดถูกนิดนึง. ก็ไม่มีอะไรมาก. ก่อนอื่น. ก่อนอื่นด้วยนะ. ก่อนอื่นก็ตื่นเต้นจังเลย ค่ะที่ได้มาทำงานที่นี่. ก็ชื่อเมย์นะคะ. ฝากตัวด้วยค่า. เฮ้. แล้วก็ยิ้มแหย่. แล้วก็จากไป. ก็โอเคนะ. ก็ประสบความสำเร็จในแง่ที่ว่าได้ บอกชื่อ. แต่เสียโอกาส. เสียโอกาสที่รุ่นพี่ จะสร้างภาพจำในสายตารุ่นพี่ว่าน้องคนนี้ เป็นยังไง. อ๋อ โอเค. เพราะจริงๆ แล้วจุดประสงค์ของ ณ เวลานั้น. ไม่ใช่แค่ให้จำชื่อ. แต่คือการสร้างความประทับใจ. มันคือด้วยทำ ให้แบบ นอกจากจำได้ว่าแล้วว่าชื่ออะไร. คือแบบ เฮ้ย น้องคนนี้แหละ. คือคนที่เราอยากจะทำ งานด้วย. ใช่ค่ะ. ถ้าสมมุติว่าแนะนำตัวแบบ ไม่ อยากให้ทำงานด้วย. เราคิดในมุมกลับ. ต้องแนะนำตัวยังไงไม่ให้อยากทำงานด้วย. สวัสดีค่ะ. เสียงมาแล้ว. สวัสดีค่ะ. ชื่อเมย์นะคะ. ก็จริงๆ ก็ทำงานที่นี่เป็นที่แรก. แต่ก็คิดว่าน่าจะรู้อะไรเยอะกว่าพี่ๆ พอสมควรนะคะ. อ่า เปิดมาแบบนี้น้องคนนี้. อนาคตการทำงานเราเห็น ไม่น่าจะสดใสละ. พอเปิดมาคือเธอก็ยกตัวเอง สูงเหนือคนอื่นขึ้นไป. ซุ่มเสียงสายตาความ จิกทั้งหลาย. ดูไม่ค่อยเป็นมิตรเลยนะ. ลักษณะ. แต่ก็คือ Message คือได้บอกชื่อละ. บอกด้วยว่า เป็นน้องใหม่. ก็รู้อะไรเยอะแล้ว. พี่ๆ ไม่ต้องแนะนำก็ได้นะคะ. อย่างนี้คือ เอ๊ะ เหมือนเกรงใจแต่ก็ไม่เกรงใจหรือเปล่าครับ. คือจังหวะแค่นี้ค่ะ. ก็เป็น Public speaking ที่จะตัดสินชีวิตการทำงานต่อไปของเราอยู่. พอสมควร. ถามว่าเฮ้ย คนเรามันจะตัดสินกันแค่นี้หรอ. ขนาดอายุไม่อ้าปากพูดเดินผ่านกันในลิฟต์. เขายังตัดสินอยู่เลย. อันนี้จริง. เออ. คือเอา งี้นี่คือความจริงของชีวิตมากๆ. คือยังไงก็ ตามมาอีกคนตัดสิน. อยู่แล้ว. อยู่แล้ว. เออ. เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะต้องมีทั้งหมดที่แบบ เออ เราก็ไม่ได้แคร์ คนที่ตัดสิน. กับอีกอันนึงคือเราก็ต้องรู้ตัวว่า มันมีคนตัดสินเราอยู่ตลอด. และการตัดสินนั้นบางทีมันก็อาจจะมีผลกระทบ อะไรบางอย่างกับชีวิตเราได้ด้วยเหมือนกัน. คือเราเล่นเป็นน่ะ. ใช้คำแบบร้ายๆ. ก็ต้องบอกว่าเราเล่นเป็น. ไม่ได้หมายความว่าเราเฟค. แต่หมายความว่าอย่างน้อยเราก็ไม่ทำอะไร ที่ที่ขุดหลุมให้ตัวเองต้องตกลงไปค่ะ. คือเธอไม่ต้องทำตัวกระจกมาแจงใครก็ได้. แต่เธออย่าทำร้ายตัวเองขนาดนั้น. เพราะตัวเองขึ้น แท่นบูชายันต์ให้ทุกคนปาหินหรอ. ไม่ใช่. ก็ควรจะเบาๆ หน่อยไหม. อย่างนี้ค่ะ. ก็อืม. หรือการพรีเซนต์งานเหมือนกัน. Present งานเวลา ที่ไปขายงาน. อย่าบางคนเป็น AE. ไปขายงาน. อันนี้ก็มันก็จะกึ่งๆ Public speaking ใช่ไหมคะ. หรืออย่างบางคนเวลาในทีมนะคะ. คือเมื่อไหร่ก็ตามที่การพูดมันไม่ใช่การโต้ตอบระหว่างคนสองคน. แต่มันเป็นการส่งมันออกไปในมวลกว้างๆ. แล้วก็รอสักพักนึงที่จะมีปฏิกิริยา กลับมา. เช่น วันนี้หวยทีมอาจจะขาย งานแล้วไม่สำเร็จ. ทุกคนกลับมาเฟลหมดเลย. แล้วเราจะต้องลุกขึ้นมาพูดอะไรบางอย่าง. เพื่อให้ทีมแบบ ฮือๆ แล้วลุกไปกินหมูกระทะกัน. เออ การพูดอะไรบางอย่าง. เช่น อะไรดีล่ะ. ใช่ไหมทีเนี้ย. ลักษณะแบบนี้ก็เป็น Public speaking. อ๋อ มันแทรกอยู่ทุกอย่าง. เมื่อไหร่ก็ตามที่เราจะต้องพูด. หลักๆ คือเราพูด คนเดียว. แล้วมีผู้ฟังที่เหมือนตั้งใจฟัง เรา. หรือเราก็เองก็ต้องทำให้เขาตั้งใจฟัง. แล้วแหละ. เออ จนก็จนถึงระยะเวลาหนึ่งแล้ว. เขาจะมี feedback กับเรา. ฉันเหมือนเรานับ บนนางพูด ณ เวลาหนึ่งก่อน.

ทีนี้เวลา Public speaking เนี่ย คือหลายคนจะจินตนาการคือ แพทย์จากศูนย์ถึง 10. จะคิดว่าเราต้อง Public speaking ด้วย level 10 ตลอดเวลา. คือรับบทเหมือนเหมือนนักการเมือง ฝีปากกล้า. ขอเลเวล 10 ได้ไหมอาจารย์. ทำงานของเรา. ดิฉันเชื่อว่าทุกคนจะสามารถ เติบโตและเรียนรู้และก้าวสู่เป้าหมาย. [เสียงหัวเราะ] เธอมาแบบ level 10 ใส่ก็ไม่ได้. แต่ถ้า เป็นสนทนาคือให้เพื่อนๆก็เบาไป. แต่เราคิดว่าเราอาจจะประมาณซัก 3-4. คือคุยปกติ. แล้วก็ดังขึ้นอีกนิดนึง. เพื่อที่จะใหญ่ขึ้น. แล้วก็ดังขึ้นอีกนิดนึง. เพื่อจะบอกเพื่อนว่า เฮ้ย ฉันกำลังส่งพลังใน level ที่มาก กว่าปกติไปถึงพวกเธอ. ในภาพรวมนะ. แล้วเราเรียนรู้แล้ว. เราอ่ะไปกินหมูกระทะกัน. อย่างเงี้ย. โอ้ย ไม่ดี. เพราะว่าจริงๆ ในโลกการทำงาน หรือการใช้ชีวิตของเราอ่ะ. มันเหมือนเราต้องรู้ว่า. มันมีหลายสเกลอยู่ที่เราจะหยิบจับเอาตัวของเราเนี่ย. ไปอยู่ในสเกลแบบไหน. ณ เวลาไหน. ควรต้องใช้พลังงานแบบไหน. เพื่อจุดประสงค์แบบไหน. คุณก็เคยเจอคน ที่เป็น level 10 ตลอดเวลาไหมคะ. เราคนฟังก็เหนื่อย. เล่นใหญ่เบอร์นั้น. แถวหลังรัชดาลัยมาถึงแล้วนะ. ในทางกลับกัน. บางคนคือเป็นหัวหน้า. แต่ยังอยู่เลเวล 2 ตลอดเวลา. ก็จะไม่สามารถ Move ใครได้ถูก. เพราะว่าอันนี้ก็จะ ไม่รู้ว่าอันนี้ซีเรียสหรือไม่ซีเรียส. ตกลงพี่ยังไงนะ. แล้วบางทีคือมันเป็นทาวน์ฮอลล์. หรือมันเป็นประชุมอ่ะค่ะ. ที่เขาจะต้องแถลงนโยบาย. บอกนิสัยทาร์ต. หรือบอกเรื่องบางเรื่องที่มันจริงจังมากๆ. เช่น สมมุตินะ. สมมุติว่าต้อง แบบเลออฟคน. ซึ่งอันนี้เป็นแบบ เรื่องที่มัน sensitive. แล้วมาเลเวลเหมือนไม่จริงจัง. เลเวลเหมือนคุยเล่น. อ้อ ก็ไม่ได้. อ๋อ โอเค. แสดงว่าอีกสเกลนึง. นอกจากว่าทักษะการพูดในที่สาธารณะ. ที่เอาเอาแค่ออกไปยืนเนี่ย. ก็เก่งแล้วระดับหนึ่งเนาะ. แต่ระดับต่อๆ มามัน คือการที่เรามีวอลลุ่ม. รู้ว่าตรงไหนใช้ Energy แบบไหน. เพื่อจุดประสงค์แบบไหน. แล้วเราควรจะต้องมี Red ของตัวเราเอง. ว่าเฮ้ย จากศูนย์ถึง 10. เราควรเรามี Range แบบไหน ได้บ้าง. แล้วใช้มันให้ถูกหลัก. ไม่ได้แปลว่า ทุกคนจะต้องสามารถ 0-10 ได้. คือถ้าได้มัน จะดีมากเลยค่ะ. แต่ถ้าไม่ได้. อย่างน้อย รู้ว่าเราอาจจะตันที่ประมาณ level 7. อ๋อ โอเค. แล้วมองหาเพื่อนได้. ทีมที่รัชดา. เธอเลเวล 10. วันนี้ให้คนนี้ขึ้น. นี่ไง. ทำงานเป็นทีมจริงๆ. เพราะว่าบางทีมัน มันไม่ได้จริงๆ อ่ะค่ะ. บางคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเวทีใหญ่ขนาดนั้น. ก็อาจจะลองลองดูว่า เรียกว่าอะไรล่ะ. สังเกต ตัวเอง. หรือว่าลองฟัง feedback จากเพื่อน. ว่าบางทีเราไปขึ้นเวทีใหญ่ๆ. แต่ฝึกได้ไหม. ฝึกได้นะ. อยากจะให้มันใหญ่ขึ้น. ตั้งแต่ภาษา กาย. การใช้เสียงพวกนี้. ฝึกได้หมด. เพียงแต่ว่าถ้าโดยธรรมชาติของเรา. หรือว่าน้าฉับ พลันทันทีต้องใช้แล้วมันไม่ได้อ่ะ. แปะมือก็ได้. ให้ทีมขึ้น. แม้กระทั่งบางทีค่ะ. บางเวทีเนี่ย รู้ว่าเวทีนี้เมย์พูดได้. แต่มีเล็งแล้วว่าคนฟังไม่ค่อยชอบที่หน้า เราเท่าไหร่. เรื่องเดียวกัน. เปลี่ยนคนพูด. ได้ผลต่างกัน. เพราะฉะนั้นบอกว่าเรื่องนี้เราช่วยกัน เตรียมเนื้อหาหมดเลย. แต่ว่าให้เพื่อนอีกคนนึงพูดดีกว่า. ก็ได้ผลอย่างที่เราต้องการ. คือมันคือ Communication Design ด้วยส่วนหนึ่งอ่ะ. โอเค แสดงว่าเราเองก็ต้องรู้ว่า เวทีแบบไหน บรรยากาศแบบไหน เหมาะกับเรา. อันนี้คือ สไตล์เราแน่นอน.

ทีนี้ก็คุณน้องฟิวส์ถามว่า แล้วเราจะฝึก ยังไง. เพราะว่ามันดูเป็นเรื่องใหญ่. ต้องไปขึ้นเวที. ก็อย่างที่บอกคือ มันแทรกเข้าไปใน ชีวิตการทำงานเป็นประจำได้. แต่ว่าต้องเป็น คนหิวแสงนิดนึงนะ. คือถ้าเป็นคนที่กลัวเด่น. บ้าไม่เอา. เดี๋ยวทุกคนหันมามองฉัน. อยากรู้เหมือนกันว่ามันก็จะมี mine Set แบบ หนึ่งคือ พูดไม่เก่งอยู่แล้ว. คือเป็นคนพูดน้อย. จะฝึกทักษะการพูดในที่สาธารณะ. จะทำยังไงครับ. อันที่ 1 คือกล้าพูดก่อน. กล้าพูดเนี่ย ก็คือ กลับไปที่กลับไปที่เรื่องเดิม. คำว่ากล้าพูดในที่นี้คือ เมื่อโอกาสมาถึง. อย่าปฏิเสธ. ยังไม่ถึงขนาดต้องไปแสวงหาโอกาส. หรือไปแสวงหาเวทีก็ได้. เมื่อโอกาสมาถึง. อย่าปฏิเสธ. เพียงแต่ว่าถ้าเราคาดการณ์ล่วงหน้า. ว่าเวทีนี้เรา หรือว่าสถานการณ์นี้เราอาจ จะได้พูดนะคะ. เราอาจจะลองลิสต์สิ่งที่เป็น Trigger warning ของเรา. อย่างเช่น บางคนเนี่ย พอเป็นไมโครโฟนปุ๊บ. แล้วค่อนข้างกังวล. อาจจะไปต่อ. แล้วก็ลองแบบ ลองซ้อมกับไมค์อัน นี้ก่อนในห้อง. เพราะว่าบางคนเนี่ย อาจจะไม่ พูดปากเปล่าได้. พอเข้าไมค์ปุ๊บ คือช็อต. หรือบางคน Trigger ของเขาคือพี่คนนี้. พี่คนนั้น. เห็นแล้วแบบ ไม่ได้เลยอ่ะ. เห็นแล้วช็อตไปเลย. พูดไม่ออก. ก็เป็นอันรู้ว่า. ระหว่างพูดอ่ะ หลักการคือให้กวาดสายตา. สบตาผู้ชม. ส่งอายคอนแทค. แต่ถ้าอายคอนแทคแล้วมันล่มอ่ะ. ก็มองแค่คนที่เป็นกำลังใจ. ค่อยๆ กำจัดจุดอ่อนไปทีละข้อ. ทีละข้อ. คือหาว่าตัวเองช้อนเนี่ย. ช็อตด้วยสาเหตุอะไร. ช็อตด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาไหน. แล้วค่อยๆ แก้. เอาเอาเรื่องกล้าพูดก่อนนะคะ. ถ้าไม่เคยพูดเลย. ลองพูดเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงาน 2 คน. หรือว่านั่งรถตอนเช้าๆ. สมมุติถ้าขับรถ. ก็พูดให้ตัวเองฟัง. คุยกับตัวเอง. อัดเสียงตัว เองก็ได้ค่ะ. เล่าให้ตัวเองฟังว่า เออ ไอเดียนี้. ที่อยากจะไปพูดกับหัวหน้า. เราไม่รู้ว่าโอกาสจะวนมาถึงเราวันไหน. มันจะมีการพูดสไตล์นึงที่เขาเรียกว่าเป็น impromptu speech. คือเป็นการพูดแบบ ไม่ได้เตรียมตัว. ให้ 432 ยังไปเลย. ต้องพูดเลย. เหมือนประกวดนางงามที่แบบ หยิบซองมาปุ๊บ. เปิดมาเจอสนามต้องตอบเดี๋ยวนี้. แต่จริงๆ แล้วอ่ะ นางงามก่อนเขาไปประกวด. เราก็จะรู้ว่าเขาต้องซ้อมกับคำถามประมาณ 100-200 คำถาม. เพื่อจะไปสุ่มมาสักอันนึง. แล้วต้องตอบได้. เหมือนเขาซ้อมซ้ำกับความตื่นเต้นด้วย. และซ้อมจัดการปัญหา. ซ้อมกันต่อปัญหาต่างๆ. ใช่ค่ะ. แล้วก็เหมือนเก่งข้อสอบ. เออ โอเค. ทีนี้อย่างงานที่เราทำเนี่ย. ถ้าวันนึงโอกาสมันมาถึงมือเรา. มันคงไม่ใช่เรื่องเรื่อง อะไรที่เซอร์ไพรส์. หรือว่านอกวงการทำงาน เราไปเยอะมาก. ถ้าเราทำงานที่เกี่ยวกับ โซเชียลมีเดีย. เขาก็คงจะถามอะไรเราเกี่ยวกับ โซเชียลมีเดีย. Endgressment. การตลาด. คือมันจะวนๆ อยู่ประมาณเนี้ย. เพราะฉะนั้นเนี่ย เราอยู่ในวิสัยที่เราจะเตรียมตัว ล่วงหน้าได้. คือมันไม่ใช่ว่า เซอร์ไพรส์ขนาดนั้นน่ะ. เพียงแต่ว่าเราต้องซ้อมเสมอ. แล้วในบรรดาร้อยเรื่องที่เราพูดกับตัวเองทุกวัน. วันนี้บังเอิญโอกาสมันมาถึงมือเรา. ในเรื่องที่ 78. จับขึ้นมาปุ๊บ 78 สอบมาเมื่อเช้าพอดี. ตอบได้. เป็นเรื่องของการซ้อม. เป็นเรื่องของการซ้อม. แม้แต่การพูดแบบ ฉับพลันก็ซ้อมก่อนได้. แต่เป็นการซ้อมแบบ ซ้อมเก็บไว้ต่อเนื่องยาวนาน. ซ้อมแบบเรียก ว่าถ้าเป็นฝั่งการพูดเขาจะเรียกว่าเป็น การซ้อมตลอดชีวิต. เป็นการซ้อมตลอดชีวิต. คือบางทีคำคม. บางคนพูดแล้วทำไมเธอดูมีคำคม. ดูเป็นกูรู้ความรัก. มีคำคมตลอดเวลา. โอ๊ย เพราะว่าเขาอ่านเยอะ. แล้วพอเขาพูดอะไร. เขาก็จะมีคำคมที่มันจะออกมาได้. หรืออย่างบางคนเขาชอบแต่งนิยาย. บางคนเขาชอบเขียนนู่นเขียนนี่. เพราะฉะนั้นน่ะ ไอ้ทุนที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน. มันก็จะขึ้นมาในเวลาที่เขาจะต้องใช้งาน. วันนี้ดีมากเลยครับ. เพราะว่าพอบอกว่าทักษะการพูด. เราจะนึกถึงอ้าวไปเลยจ้า. ขึ้นเวทีเลย. จริงๆ แล้วมันมีเบื้องหลังเต็มไปหมดเลย. เหมือนกันเนาะ. คือนอกจากซ้อมแล้ว. มันคือการใช้ชีวิต. เพื่อเก็บต้นทุนต่างๆ. เอาไว้ใช้. เหมือนกับว่าจะมีอาวุธอยู่ตลอด. เจอท่าไหนมา. เจอแบบไหนมา. ฉันก็สลับพร้อมจะควักเอาไป ต่อสู้. อะไรอย่างนี้ได้หมดเลย. ใช่ค่ะ.

แล้วก็บางทีอ่ะ อยู่ที่เราเป็นคนแบบชอบเชื่อมโยง. สำหรับคนที่อาจจะไม่ค่อยไม่ค่อยได้ ขึ้นเวทีบ่อยๆ. บางคนบอกว่าโห หนูก็ไปเอาเรื่องอะไรมาเล่า. โอเค หนูอาจจะไม่ต้องรู้ เศรษฐกิจ. สังคม. การเมืองอะไรขนาดนั้นก็ได้. จริงๆ อย่างตัวเองก็เล่าได้ใช่ไหมคะ. อย่างสมมุติเวลาที่เรายกตัวอย่างเนี่ย. อ่ะ ยังมีเองเนี่ย เป็นคนที่คุณแม่เสียชีวิตไปแล้ว. อันนี้ก็จะเป็นเรื่องที่หยิบมาเล่าได้ใน หลายๆ Key Message. อย่างเช่นถ้าเราบอกว่า ให้ใช้เวลากับปัจจุบันให้ดีที่สุด. เราก็เล่าเรื่องแม่ตายได้. ถ้าเราบอกว่า เออ เวลาที่เราทำนะ. บางทีถ้าเราต้องเลือกระหว่างจุดยืน. กับความต้องการของคนที่เรารัก. เราจะเลือกอะไร. ก็เรื่องแม่ตายได้. จริงๆ มันคือสตอรี่เดียวกัน. แต่เราพลิกหลายๆ มุม. ในหลายๆ สถานการณ์. หยิบมาเล่าได้. แต่สิ่งเหล่านี้กลับไปที่การซ้อมอีก. ว่าเรื่องนี้ถ้าไปเล่าในมุมนี้. เราจะเล่ามันยังไง. อันนี้คือถ้าข้ามเรื่องของการเรียกว่าอะไรล่ะ. ข้ามเรื่องของการกล้าพูดมาแล้วนะคะ. ก็สำหรับคนที่อยากจะฝึกพูด. ให้มันดูมีมีสีสัน. หรือว่าพูดให้มันดูมีเรื่องราว. มีเรื่องน่าจดจำ. หรือพูดแล้วคนเอาหน้าเราไปใส่โค้ดได้. จินตนาการว่าคนเอาหน้าเราไป. เราก็แบบ อุ๊ย มีโค้ดแล้วก็มีชื่อเรา. เออ เราอยากให้เขาโค้ดอะไร. คือถ้าอยากเป็นทรงนี้. ก็คืออาจจะต้องเป็น คนที่มีกล่องเก็บความทรงจำ. เป็นคนชอบหา เรื่องจดบันทึกเรื่องราวตัวเอง. จดอย่างเดียวไม่พอ. ต้องเชื่อเข้าหาเรื่องที่เราพูดให้ได้. หรือเป็นคนชอบเปรียบเทียบ. หรือเทียบอันนี้ก็ดี. คือถ้าอยากพูดแล้วดูมีมีกิมมิคน่าจดจำ. เช่นบอกว่าที่เขาใช้บ่อยๆ. เช่นการเดินทาง. อ๋อ โอเค. เขาบอกว่าชีวิตคนเราเหมือนกัน. เดินทาง. อาการทำงานที่นี่เหมือนกัน. เดินทาง. แล้วการที่ลาออกวันนี้. จะเหมือนกับอะไรนะ. เหมือนกับทางแยก. เหมือนกับเหมือนกับหลุมพราง. เหมือนกับดัก. หรือเหมือนกับประตูอะไร. ประตูทางออกที่ให้หลุดพ้น. นรกหรือเปล่า. เอ๊ะ เราจะเปรียบเทียบกับอะไร. อะไรอย่างเงี้ยค่ะ. แม้จะฝ่อก็ดี. เหมือนเปรียบเทียบ. อันนี้ก็ช่วยให้เราให้เรามีมีเรื่องราวจะเล่ามากขึ้น. บางคนก็ถ้าอยากพูดก็พวก ข้อคิดคำคม. จดเอาไว้. เก็บเอาไว้เรื่อยๆ. ก็เวลาถึงเวลาหยิบฉวยมาใช้ได้. เรื่องราวของเราก็น่าสนใจ ขึ้น. ข้อคิดคำคมพวกนี้. ถ้าถ้าเราเป็นคนฟังเยอะๆ อ่ะค่ะ. หรือว่าดูเยอะๆ อ่านเยอะๆ. ก็ขยันจด. ขยันเก็บ. ขยันลองใช้. ก็ทำให้การพูดของเราน่าสนใจ. สำหรับคนที่อยากจะลองฝึกพูด. อาจจะมีอีกกลุ่มนึง. ก็คือกลุ่มคนที่พูดไม่รู้เรื่อง. พูด ไม่รู้เรื่อง. หรือว่าพูดแล้วจบไม่ลง. ใช่ไหมคะ. หลักๆ แล้วก็คือต้องมี Structure ในหัว. ชัดๆ. กลุ่มนี้เนี่ย ถ้าคิดว่าเป็นคนพูดไม่รู้เรื่อง. ให้มี outline ในหัวก่อน. คุมการพูดของตัวเองด้วย outline ก่อน. อย่างเช่น สมมุติเราบอกว่า หลักการทำงาน. หลักการเรียนหนังสือให้ประสบความสำเร็จ. ต้องมี 3 เทคนิคด้วยกัน. ก็คือ รอออด. รอนะ. ย่อมาจากเรียน. ขออนุญาตมาจากอดทนครับ. บางทีเราตั้งใจอ่านหนังสือ มากเลย. ปรากฏว่าท้องเสียในวันสอบ. ก็อาจจะสอบตกได้. ดังนั้นเนี่ย ถ้าเรามี. เราเรียน. เราอดทน. แล้วเราก็มีดวง. เราก็จะรอด. ก็ประสบความสำเร็จในการเรียนได้. คือคุมตัวเองนิดนึงด้วยด้วยโครง.

[เพลง] เวลาไปสัมภาษณ์งาน. สมมุติเขาถามว่า เหตุผลที่มาทำงานที่นี่. ทำไมถึงเลือกมาทำงานที่นี่. บางคนก็ก็ เหตุผลที่มาทำงานที่นี่อ่ะค่ะ. ก็แล้วก็ไป เรื่อยๆ. คุมตัวเองก่อนเลย. ถ้าพูดไม่รู้เรื่อง. เหตุผล 3 ข้อ. เอาแบบ 3 คำ. อ๋อ โอเค. คิดในใจ. วางแผนในใจก่อนว่า 3 คำ. เหตุผลที่มาทำงานที่นี่. 1 เงิน. 2 ชื่อเสียง. 3 การเดินทาง. โอเค. บอกตัวเองเป็น 3 คำก่อน. อาจจะมีกระดาษอยู่ข้างหน้า. ก็เขียนเอง. ชื่อเสียง. การเดินทาง. แล้วบอกเหตุผลแรกเลย. แต่ทีนี้ก็ต้องมาเรียงในหัวละ. ถ้าเอาการเดินทางมาก่อน. ดูเป็นเด็กประถมเหมือนกันเนาะ. ไปสัมภาษณ์นิดนึงว่า 3 เหตุผล. หนึ่งคือชื่อเสียงก่อนเลย. ชื่อเสียงของบริษัทดี. ในด้านนี้. เป็นที่รู้จัก. 2 ในแง่ของค่าตอบแทนและความก้าวหน้า. จะมาพูดเรื่องเงินอย่างเดียวไม่ได้. ถ้าเลี้ยงพาร์ทมันดี. อันที่ 3. เรื่องของการเดินทาง. ต้องยอมรับว่าเรื่องของ work Life Balance. ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน. เพราะฉะนั้นเนี่ย ถ้าเราใช้เวลาการเดินทางเยอะ. เราก็อาจจะมีเวลาในการดูแลตัวเองน้อยลง. บ้านใกล้ดียังไง. 3 ข้อนี้ก็เลยเป็นเหตุ ผลที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกสมัครงานที่ นี่. แล้วก็จะ Landing ได้. ใช่. มาแล้ว. มันแลนดิ้งได้. ถ้ารู้สึกยาว. 3 คำนี้ก็สามารถ พูดให้จบได้ใน 10 วิ. เหตุผลที่มาทำงานที่นี่. ขอสั้นๆ ไม่เกิน 10 วินาที. ค่าตอบแทน. ชื่อเสียงของบริษัทเรา. ก็การเดินทางค่ะ.

[เพลง] แต่อันนี้จะเป็นคนพูดรู้เรื่อง. ทั้งหมดที่ฟังมาครับ. ทุกคน ก็คือว่า การฝึกทักษะการพูดในที่สาธารณะนะ ครับ. ไม่ว่าจะคุณจะเป็นคนที่พูดไม่เก่ง. พูดไม่รู้เรื่อง. มันจะมีจุดเชื่อมโยงกันอยู่. อันแรกก็คือเรื่องของต้นทุน. ต้นทุนเป็นเรื่องของการที่สะสมประสบการณ์. สะสมความรู้. อ่านมาก. ดูมาก. หรือเมื่อเราไปใช้ชีวิต. เนี่ยแหละ. สังเกตแล้วตกผลึกอะไรต่างๆ. เก็บเป็นเรื่องราวในชีวิต. ที่เราสามารถที่จะหยิบยกขึ้นมาใช้ได้นะครับ. อันที่ 2 เมื่อมีต้นทุนที่ดีแล้วอ่ะ. มันจะทำให้เราสามารถเชื่อมโยงได้ด้วย. เพราะคลังเราเยอะพอแล้ว. สามารถจะเชื่อมโยงแต่ละเรื่อง. แต่ละเรื่องให้มันกลายเป็นแบบ บทสรุปก็ได้. หรือกลายเป็นคำตอบ. หรือเป็นกลาย เป็นเหตุผลที่หนักแน่นของเราได้นะครับ. อันที่ 3 ก็คือเรื่องของ outline หรือ Structure. ซึ่งอันนี้มีประโยชน์มาก. สำหรับทุกกรณีเลยนะ. ไม่รู้เรื่องก็ตาม. ก็คือว่ามันช่วยเฟรมความคิดของเรา. อย่างที่อาจารย์แนะนำมา. คือเรื่องแบบกฎของเลข 3. ถ้าเกิดเจอความตื่นเต้นใดๆ ก่อนก็ตาม. เอาตามไว้ก่อน. แล้วในระหว่าง 3. เราจะค่อยๆ เหมือนตามมา. หนึ่งคือเรารู้แล้วล่ะ. มันจะมี Landing ตรงไหน. จบแน่นอนนะครับ. อันที่ 2 คือมันช่วยทำให้เราลำดับขั้นเลย. ลำดับเรื่องราวต่างๆ. จาก 1 ไป 2. จาก 2 ไป 3 ได้. อ่า แล้วไม่สามารถม้วนจบสรุปได้. ซึ่งอันนี้เนี่ย จะบอกว่าเฮ้ย มันช่วยให้เรารู้สึกว่า. มันมีแกนให้ก่อน. ทุกครั้งที่เราเจอความตื่นเต้น. หรือทุกครั้งที่เราเจอว่าเราจะต้องแสดงเหตุผลอะไรบางอย่างขึ้นมา. ตอบคำถามขึ้นมาเนี่ย. ลองเอาไปเอา ลองเอาเทคนิค ของ 3 เข้าไปใช้. เออ ต่อให้เป็นได้ 3 ข้อ. ก่อน. ซึ่งตอนแรกเราอาจจะอาจจะยังไม่ออก. ก็ได้นะ. เออ ทำไมผมว่าแบบ เวลาที่เราแบบมีแบบ มี 3 ข้อด้วยกันครับ. มันจะแบบ ตัวเราเริ่มมาแล้ว. แบบจากข้อ 1 ไป. เดี๋ยวข้อ 2 มันจะเริ่มมา. มันเหมือนช่วยเฟรมความคิดของเราไปได้ด้วย. ดีมากเลยครับ.

ท่าน มีอันนึงก็คือที่ที่พูดถึงเรื่องของการใช้ชีวิต. หรือว่าเก็บต้นทุนค่ะ. คือสำหรับการพูดจะมีคนถามบ่อยเหมือนกัน. ว่า Public speaking กับ presentation เนี่ย ต่างกันยังไง. ส่วนตัวมองว่า Public speaking ส่วนนึง. มันมีเรื่องของ Emotion เข้ามาเยอะ. คือหมายถึงว่าเราเล่นกับอารมณ์ของคนฟัง. คือโอเค. มันมีมันมี Public speaking บางประเภทที่มันเป็นเป็นเชิงเน้นเชิงข้อมูล. แต่ว่า Public speaking ประเภทที่เน้น เรื่องของการโน้มน้าวใจ. การจรรโลงใจพวกนี้. มันมี Emotion ขึ้นมาเยอะ. ดังนั้นเนี่ย ถ้าบอกว่าไปอ่าน. ไปเก็บ. ไปอะไรก็ตามเนี่ย. อย่างนึงคือต้องอิ่มเออ. โอเค. ต้องอินกับมัน. ต้องแบบ เอาตัวเองเข้าไปมอง. แบบไปกลิ้งคุกกับมันเลยว่า. อ่ะ โอเค. ดูนิยายเรื่องนี้. แล้วอ่านนิยายเรื่องนี้แล้ว. แล้วเราอินกับมันในแง่มุมไหน. ในประเด็นไหน. หรือเรามีคำถามอะไร. คือคือจะไม่ได้ ไม่ได้แค่ผ่านหูผ่านตาค่ะ. แต่ไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม. ก็อิน. ก็ตั้งคำถาม. เห็นโป้ง. เห็นป้าย. อันนี้ก็มีข้อดีอย่างนึงคือว่า เดี๋ยวนี้ถ้าสมมุติเรามีโซเชียล. เราก็อาจจะชวนคนในโซเชียลคุยก็ได้. อ๋อ. แล้วก็จะเห็นได้หลายมุมมองไปด้วยพร้อมกัน. เปิดประเด็นชวนคุยได้หลายมุมมอง. อุ้ย อันนี้ดี. เก็บไว้แล้ว. พอเราไปชวนคุยเอง. ในวงที่เราจะต้องไป Public speaking ของเราเนี่ย. เราก็เอาแง่มุมนี้ไปชวนคุยข่าวได้. โอเค. ม้วนจบครับ. Landing. อาจารย์คิดว่าทักษะการพูดในที่สาธารณะเนี่ย. มันทำให้เราเรียนรู้เรื่องอะไรขึ้นมาบ้างครับ. สำคัญที่สุดเลย. เรียนรู้ตัวเอง. 1 เลย. เรียนรู้ตัวเอง. รู้ว่า จังหวะความคิด. อารมณ์. ความตื่นเต้น. ความพร้อมไม่พร้อม. ความจะพูดหรือไม่พูดเนี่ย. เราจะรู้จัก ตัวเองมากขึ้น. 2 คือเราจะรู้จักคนฟัง. Public speaking สำคัญมากๆ คือต้องรู้ จักว่าคนฟังคนนี้. เขาอยากได้ยินเรื่องอะไร. เขาอยู่ในภาวะอารมณ์แบบไหน. เขา กลัวอะไร. ทำไมเขาจะต้องเสียเวลา 3 นาที. 5 นาที. หรือ 10 นาทีฟังเราพูดด้วย. ความเว้าแหว่งอะไรในใจเขา. ที่เรากำลังจะไปเติมให้เต็ม. อันนี้เราต้องเข้าใจหัวใจคนฟังก่อน. ไม่ใช่พูดจากมุมของตัวเองอย่างเดียว. อันที่ 3 เนี่ย การพูดในที่ชุมนุม ชนทำให้เราเข้าใจความเป็นไปของโลก. ฟังดูเป็นนำมาทำเหมือนกัน. คือเราเข้าใจความเป็นไปของโลก. เรารู้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่สามารถจะพูดแบบ เดียวกันกับทุกคน. ทุกที่. ทุกเวลาได้. ไม่มีส่วนสำเร็จเลยค่ะ. การพูดในที่ชุมนุม ชนต่อให้เป็นการพูดแนะนำตัวในที่ทำงาน ใหม่. เมื่อเปลี่ยนบทบาท. บทพูดก็ต้องเปลี่ยนไป. เปลี่ยนที่ทำงาน. บทพูดก็ต้องเปลี่ยนไป. แม้กระทั่งที่ทำงานนี้แหละ. แต่ว่าด้วย สถานการณ์. เช่นตอนนี้เขาสังคมมาจาก คอนเสิร์ตเรื่องนี้มากขึ้น. อาจจะเคยเล่นมุกแบบนี้. ตอนนี้เล่นไม่ได้แล้วนะ. มันไม่ PC แล้วนะ. อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้. ก็คิดว่าเราต้องรู้จักตัวเอง. รู้จักคนฟัง. แล้วก็ต้องรู้จักสิ่งรอบตัว. บริบทที่มันเป็นไป. น่าจะเป็นหัวใจสำคัญในเรื่องของการพูดใน ที่ชุมนุมชนนะคะ. ครับผม.

แต่นี่ดีมากเลย. เพราะว่ามันทำให้เราเห็นว่า ทักษะการพูดมันพาเราไปเจอแบบ ได้เรียนรู้กับอะไรอีกหลายอย่างเลย. โดยเฉพาะการกลับมา เข้าใจตัวเองได้ชัดเจนมากขึ้น. โดยเฉพาะเวลาที่เราโดนถีบออกไป. เจอกับความตื่นเต้น. ความกลัว. การแบบเจออุปสรรคอะไรอย่างนี้. เราก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น. ว่าณ เวลานั้นเราแก้ปัญหา. ยังไงนะ. ตอนนั้นใจเราเป็นแบบไหนบ้าง. อันที่ 2 คือเรารู้จักตัวเองแล้วเนี่ย. มันต้องลด Ego ของเรา. หรือลืมมันไป. แล้วแบบเนี่ย. คนข้างหน้าของเรา. เขาอยากฟังอะไรนะ. ทำความรู้จัก. ทำความเข้าใจคนตรงหน้าของเรา. เขาคือคนที่มีความหมายที่สุด ณ เวลา นี้. อันที่ 3 คือเข้าใจความเป็นไปในโลกว่า แบบบริบททุกอย่างมันเปลี่ยนไปได้หมด. แล้วก็เราต้องอยู่กับความไหลลื่น. ความแบบ เปลี่ยนแปลงนั้นให้ได้อยู่ตลอดเวลา. อันนี้คือทั้งหมดทั้งมวลที่ได้มาจากทักษะการพูดในที่สาธารณะนะครับ. ซึ่งตอนต้นเราขึ้นต้น บอกว่านี่คือทักษะที่น่ากลัวมาก. คนพอสยองเกล้ามาก. แต่ถ้าฟังทั้งหมดแล้ว. เราจะพบว่า เฮ้ย มันกลัวได้เว้ย. มันกลัวได้. แล้วก็มันผิดพลาดได้นะครับ. และที่สำคัญมันฝึกฝน. ให้ดีขึ้น. ดีขึ้น. และดีขึ้นได้ด้วยเหมือนกันนะครับ. เพราะฉะนั้นตอนนี้ถ้ากลัวอยู่. กลัวต่อไปนะฮะ. แต่ว่าอย่ากลัว. อย่ากลัวจนมันหยุดเราทุกอย่างนะครับ. เราความกลัวนี้เนี่ย. แบบผลักดันให้เราเนี่ย. กล้าออกไปไป แบบกล้าๆ กลัวๆ บ้างก็ได้. ไม่เป็นไรหรอก. เออ แล้วเดี๋ยวพอเราคุ้นกับเวทีมากขึ้น. เราเราผิดพลาดมากขึ้น. เราก็จะเริ่มรู้ว่าเราจะรับมือกับมันง่ายยังไงบ้างนะครับ. วันนี้ขอบคุณอาจารย์เมย์มากครับผม. ซึ่ง อ่า สุดท้ายให้อาจารย์เมย์ฝากอะไรกับทุกคนที่แบบ เขาอยากอยากฝึก. ทักษะการพูดมากๆ เลย. การฝึกพูดต้องพูดค่ะ. อ่านหนังสือ. พูดไม่หาโอกาส. หาแสง. หาเวทีให้ตัวเอง. แล้วก็ไม่ ไม่ให้โอกาสตัวเองได้ลองพูด. แล้วก็ไม่. ต้องบอกว่าอะไร. เราต้องรู้จักให้อภัยตัวเอง. ถ้าการพูดนั้นมันยังไม่ดีพอเนี่ย. ถ้าทำ ได้แบบนี้. เราก็จะเป็นนักพูดที่เก่งขึ้น. แล้วก็มีความสุขกับการพูดได้มากขึ้น. โอเคเลย. อย่าลืมไปให้โอกาสตัวเองด้วยนะครับ. ว่าแบบ เอ้ย เราสามารถฝึกฝนเรื่องนี้กันได้นะ ครับ. ทีนี้ฟังแล้วอยากจะไปฝึกการพูดในที่สาธารณะกับอาจารย์เมย์. จะสามารถไปฝากตัวเป็นศิษย์. ขอขอแบบ ตอนนี้ที่มหิดลก็จะมีมีหลักสูตรที่เป็น up skill reskill. ก็จะเป็นศูนย์ Live indicated. มหาวิทยาลัยก็สามารถที่จะติด ตั้งข่าวได้ค่ะ. ก็จะเป็นช่อง Social Media. เป็น l i l มหิดลอยู่. Little มหิดลอยู่. อ๋อ มหิดล. อ๋อ โอเค. ได้การพูดการเขียน อยู่เรื่อยๆ ค่ะ. โอเค. เดี๋ยวเราไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์อาจารย์มีกันแล้ว. ไปฝึกทักษะการพูดในที่สาธารณะกัน. รู้สึกพูดติดๆ ฝึก หัด. แต่ก็ยังคง Go On ต่อไปได้. เห็นไหม. ฝึกๆ ฝึกตอนนี้เลยนะครับ. อ่า แล้วก็สุดท้าย. มาพบกับ long Learn ดูถ้าไม่ Learn And Do จะรู้ได้ยังไงนะครับ. ในสัปดาห์ต่อไปนะครับ. ซึ่งจะเป็นทักษะอะไร. เลยว่าจะเป็นแขกรับเชิญคนไหน. เดี๋ยวเรามาคุยกันนะครับ. แล้วก็ขอฝากไว้ด้วยว่า ถ้าเกิดมี comment ใดๆ. อยากเรียนรู้เรื่องทักษะแบบไหน. อยากคุยกับใคร. อยากจะเรียนรู้จากใครนะครับ. แบบสามารถคอมเมนต์ได้หมดเลย. ด้วยกันไปตามอ่านทุกอันเลยนะครับ. แล้วก็ติดตามรายการของเรานะครับ. ในทุกช่องทางของแซลมอน podcast. ได้ทุกวัน จันทร์เลยนะครับ. สัปดาห์นี้อย่าลืมไปฝึก. ทักษะการพูดในที่สาธารณะนะครับ. เราฝึกแล้วเป็นยังไง. เดี๋ยวเรามาฝึกกัน. วันนี้ลาไป ก่อนนะครับ. สวัสดีครับ.