Transcription
ฮัลโหลสวัสดีค่ะทุกคนเล่าให้ฟังนะคะเย้ Come back นะคลิปคลิปนี้ค่ะทุกคนเราอยากจะมาพูดถึงเทคนิคการเรียนอีกครั้งนึงนะคะหลังจากที่เคยพูดไปเมื่อน่าจะประมาณ 2-3 ปีที่แล้วนะคะวันเนี้ยอยากจะมาพูดเพิ่มเติมในเรื่องของการที่ว่าแบบเทคนิคการเรียนยังไงโดยใช้ AI ที่จะไม่ทำให้เราแบบโง่ลงนะทุกคนเพราะว่าจริงๆแล้วอ่ะ AI อ่ะมันมาเนาะเราเองก็เป็นคนนึงที่ใช้เยอะมากๆอะไรเงี้ยค่ะแต่ว่าหลายๆครั้งก็รู้สึกว่าเออมันทำให้เราแบบลืมคิดอ่ะมันง่ายเกินไปจนสมองเราไม่ได้ใช้งานจะรู้สึกเหมือนกันว่าเออแบบรู้สึกโง่ลงอะไรเงี้ยค่ะ
ซึ่งล่าสุดเราอ่านงานวิจัยมามีบอกด้วยนะว่ารู้ไหมว่าเจนซุคเนี้ยจะเป็น Generation แรกที่ IQ ต่ำกว่ารุ่นผู้ปกครอง IQ ของเจนหลังๆอ่ะมักจะสูงกว่า IQ ของเจนก่อนหน้าเพราะด้วยความที่อ่าน 1 เทคโนโลยีในการเรียนรู้ 2 คืออาหารโภชนาการ 3 ผู้ปกครองมีลูกน้อยลงทำให้มีเวลาดูแลมากยิ่งขึ้นมันเลยทำให้เด็กยุคเจนหลังอ่ะ IQ ดีกว่าเจenแรกแต่เขาบอกว่า Gen 4 อ่ะเป็นรุ่นแรกที่ IQ เนี่ยต่ำกว่าผู้ปกครองซึ่งส่วนหนึ่งอ่ะคือมาจาก Screen Time ส่วนที่ 2 ก็อาจจะมาจากการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด
นอกจากนี้อยากจะพูดถึงงานวิจัยเมื่อปี 2025 นะคะของ MIT Media Laab ที่เขาเนี่ยเอาอาสาสมัครทั้งหมด 54 คนน่ะทุกคนแบ่งเป็น 3 กลุ่มให้เขียนหรือว่าบทความโดยที่กลุ่มแรกให้ใช้แชท GPT กลุ่มที่ 2 ให้ใช้ Google แล้วก็กลุ่มที่ 3 ให้ใช้แค่สมองของตัวเอง ซึ่งระหว่างเขียนอ่ะค่ะเขาติดเครื่องวัดคลื่นสมองหรือ EEG เอาไว้ด้วยตลอดการเขียนผลที่ออกมาเนี่ยปรากฏว่ากลุ่มที่ใช้แชท GPT อ่ะมีการเชื่อมโยงของสมองอ่อนที่สุดในกลุ่มเลยและมากไปกว่านั้นก็คือกลุ่มที่ใช้ AI หรือแชท GBT นะคะเกินครึ่งทุกคนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเขียนอะไรลงไปซึ่งสิ่งเนี้ยมันค่อนข้างอันตรายนะเพราะว่าการใช้ AI มากเกินไปมันทำให้เราแบบแทบไม่ได้ใช้สมองของตัวเองแล้วก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราเขียนหรือเราเรียนรู้อะไรลงไป
วันนี้ก็เลยอยากจะมาพูดถึงแบบการเรียนโดยใช้ AI แต่ว่าไม่ทำให้สมองเราโง่ลงนั่นเองซึ่งสำหรับเราอ่ะคอนเซปง่ายๆเลยก็คือ AI อ่ะเป็นส่วนเสริมแต่ส่วนที่เป็นการเรียนรู้หลักหรือว่าคอหลักอ่ะมันก็ยังคงเหมือนเดิมเทคนิคการจำจริงๆเบสิคก็คือคล้ายๆเดิมแต่ว่า AI มันอาจจะช่วยทำให้เราแบบเรียนรู้ได้ไวมากยิ่งขึ้นลึกมากยิ่งขึ้นและก็เร็วมากยิ่งขึ้นนั่นเองนะคะ
โอเคเดี๋ยวเรามาเข้าเนื้อหากันดีกว่าแต่ว่าก่อนที่จะเข้าเนื้อหาเดี๋ยวเราก็จะขอ primมิสมองของทุกคนซะก่อนเออซึ่งหลักๆนะคะโดยรวมเนี่ยในคลิปนี้เราจะพูดถึงประมาณ 5 หัวข้อหลักๆเนาะก็คือเป็นการเรียนเพราะว่าสำหรับเราคือรู้สึกว่าการเรียนรู้ไม่ว่าจะเรียนรู้อะไรมันก็จะมีประมาณ 5 ขั้นตอนเหล่านี้และหลังจากนั้นก็อาจจะมาพูดถึงว่าแบบเออในกรณีไหนบ้างที่เราไม่ควรใช้ AI ถ้าเราไม่อยากโง่ลงเนาะแล้วก็อาจจะเป็นข้อระวังในตอนท้ายว่าเออเราไม่ควรใช้ AI กับอะไรบ้างซึ่งก็โอเคมาที่ข้อแรกทุกคนก็คือการตั้งเป้าหมายในการเรียนแล้วก็การรวบรวมresรีอรceในการเรียนซึ่งไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่หรือว่าเรียนรู้อะไรก็แล้วแต่การตั้งเป้าหมายมันสำคัญมากๆอ่ะเพราะไม่งั้นเราก็จะไม่รู้ว่าเราเรียนรู้ไปเพื่ออะไรนะคะอย่างเช่นการต่อจิกซองเงี้ยเราก็ควรจะรู้ก่อนว่าเออภาพสุดท้ายที่เราจะต่อมันจะเป็นภาพอะไรแล้วเราค่อยมาต่อนิดต่อน้อยจนให้แบบสุดท้ายกลายเป็นรูปนั้นนะคะไม่ใช่ว่าแบบต่อๆไปโดยที่แบบไม่รู้ว่าตอนสุดท้ายมันเป็นยังไงคือมันก็คงต่อได้อ่ะค่อยๆต่อไปแต่ว่ามันคงเร็วมากกว่าถ้าสมมุติว่าเราเห็นภาพรวมสุดท้ายก่อนแล้วเราก็ค่อยมาต่อๆนะคะเพราะฉะนั้นการตั้งเป้าหมายในการเรียนสำคัญว่าโอเคเราจะเรียนเพื่อสอบเราจะเรียนสิ่งนี้เพื่อเราไปสมัครงานเราจะเรียนสิ่งนี้เพื่อโอเคเดี๋เราจะไปเที่ยวต่างประเทศเราจะต้องอยู่ให้รอดอะไรอย่าง เงี้ยค่ะก็คือการตั้งเป้าหมายก่อน
หลังจากนั้นนะคะก็คือเป็นการแบบ overview การรวม resรีceวัตถุดิบต่างๆที่เราจะใช้ในการเรียนเนาะซึ่งโอเคถ้าสมมุติเป็นน้องๆที่เรียนมหาลัยหรือว่าเป็นน้องมัธยมอะไร เงี้ยแน่นอนว่าก็อาจจะมีแบบเลคเชอร์อาจารย์มี textbook มีชีทข้อสอบหรือว่าอาจจะมีการรีเสิร์ชข้อมูลเพิ่มเติมทางอินเทอร์เน็ตอะไรอย่างงี้เนาะแต่อย่างของฟังเองอะไรเงี้ยทุกวันนี้เราก็อาจจะแบบมีเรื่องที่เราสนใจเป็นประเด็นประเด็นไปนอกเหนือจากแบบรีสอร์ทที่เราอาจจะได้มาเราก็อาจจะแบบอยากหาเพิ่มเติมอะไรอย่างงี้ซึ่งในส่วนเนี้ยเรามองว่า AI อ่ะสามารถเข้ามาช่วยได้ง่ายมากยิ่งขึ้นเนาะอย่างเช่นการหาแบบเปเปอร์ต่างๆอะไรเงี้ยก่อนหน้านี้เราอาจจะต้องแบบทยอยไล่แบบพิมพ์เสิร์ชใน Pubet Google Schol่าอะไรเงี้ยเนาะแล้วก็ค่อยแบบไล่ดูอะไรเงี้ยเดี๋ยวเนี้ยเราก็ใช้แบบ Perpessity อะไรเงี้ยค่ะเปิดโหมด Academic เพื่อแบบหาpapเปอร์ที่เกี่ยวข้องงานวิจัยต่างๆแล้วก็อาจจะแบบค่อยมาแบบ cross เช็คกับ AI ประเภทอื่นๆอะไรอย่างงี้ก็เลยรู้สึกว่าส่วนเนี้ย AI สามารถเข้ามาช่วยเราได้รวมถึงว่ามีคำถามอะไรหรืออยากรู้ส่วนไหนเพิ่มเติมก็สามารถแบบถามได้เลยอะไรอย่างงี้นะอันนี้ก็คือเป็นวิธีที่แบบ LA AI สามารถเข้ามาช่วยได้
อย่างที่ 2 เลยก็คือการprimingหรือว่าการเตรียมสมองให้พร้อมทุกคนเคยเป็นมยว่าสมัยตอนเด็กๆอ่ะที่แบบคุณครูให้ทำพเทสหรือว่าข้อสอบก่อนเรียนแล้วก็หลังเรียนแล้วก็ทำโพสต์เทสอะไรเงี้ยคือเราเกลียดพเทสมากเลยตอนเด็กๆเราก็ตั้งคำถามว่าแบบทำไมเราจะต้องมาทำข้อสอบก่อนที่เราจะเรียนหนังสือด้วยอะไรเงี้ยแล้วเราก็ไม่ชอบเพราะว่ามันจะทำไม่ได้อะไรเงี้ยแต่อีกใจนึงก็บางทีก็ชอบนะเพราะว่ารู้สึกว่าผิดได้ไม่เป็นไรอะไรอย่างเงี้ยแต่จริงๆแล้วอ่ะสิสิ่งเนี้ยมันมีการศึกษาอ่ะคือนักจิตวิทยาค่ะเขาศึกษาบอกว่าถ้าเราทำแบบทดสอบก่อนที่เราจะเรียนเนื้อหาสมองจะจำเนื้อหาที่เรียนหลังจากนั้นได้ดีกว่าการอ่านตรงๆโดยที่ไม่ได้ทำข้อสอบก่อนซึ่งเขาเรียกสิ่งเนี้ยว่า preesting effect หรือว่า forward testing effect ซึ่งเขาอธิบายว่าเหมือนพอสมองเราอ่ะพยายามจะหาคำตอบกับสิ่งที่ไม่รู้อ่ะค่ะคือสมองเราอ่ะมันจะทำเหมือนคล้ายๆแบบเป็นตะขอหรือว่าช่องว่างเอาไว้แล้วพอเราได้รับข้อมูลมาข้อมูลมันก็จะไปเกาะอยู่ที่แบบตะคอขอหรือว่าช่องว่างนั้นมันเลยทำให้เราจำได้ดีกว่าการที่ว่าอยู่ๆโดนโยนความรู้เข้ามาแบบลอยๆ
เทคนิคในการเรียนอย่างนึงคือไม่ว่าเราจะเรียนเรื่องอะไรอ่ะค่ะก่อนที่เราจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆเราลองทำพทก่อนได้ซึ่ง AI อ่ะมันมาช่วยตรงนี้ได้ดีมากๆเลยในยุคนี้เนาะเพราะว่าเราแค่แบบอัปโหลดเนื้อหาต่างๆเข้าไปปึ๊บแล้วก็อาจจะแบบพร้อมว่าแบบช่วยสร้างโจทย์จากสิ่งเหล่า นี้ 10 ข้อหรือตั้งคำถาม Multiple choice สำหรับการทำ prtest สิ่งนี้ไว้ก่อนหรือว่าที่เราชอบใช้มากๆก็คือโนตบุ๊ก LM เพราะว่ามันเป็น AI ของ Google เนาะที่เขา้าจะเอาเฉพาะข้อมูลจากสิ่งที่เราอัปโหลดไปทำหรือว่าไปตอบอะไรเงี้ยค่ะแล้วก็อัปโหลดทุกอย่างที่เราเตรียมไว้อ่ะค่ะไปแล้วหลังจากนั้นน่ะก็อาจจะกดตรงแบบ Study Guide หรือว่าตรงแบบquิอ่ะค่ะให้เขา generate quิแล้วเราก็ลองทำดูซึ่งสิ่งเนี้ยมันคือการเตรียมสมองให้พร้อมก่อนที่เราจะเรียนรู้ทำให้เราแบบจำได้ดีมากยิ่งขึ้นนะคะแล้วก็เป็นการแบบ overview ภาพรวมของเนื้อหาด้วย
อ่าต่อมาขั้นที่ 3 นะคะก็คือการแบบ comprehension เนาะหรือว่าจริงๆก็คือการทำความเข้าใจการเรียนหนังสือนั่นแหละทุกคนสำหรับเราอ่ะเรารู้สึกว่าแต่ละคนน่ะถนัดการเรียนแต่ละแบบไม่เหมือนกันโอเคฉันชอบอ่านหนังสือเป็นคนแบบอ่านหนังสือ textbook ได้เป็นเล่มๆบางคนอาจจะโอเคชอบเขียนออกมาเป็น mindap ชอบเห็นเป็นภาพชอบแบบเออเห็นภาพหรือบางคนอาจจะชอบฟังเป็นเสียงอะไรอย่างเงี้ยซึ่งโดยส่วนของฟังเองอ่ะจริงๆอ่ะฟังอ่ะเป็นคนชอบฟังไม่ใช่เพราะชื่อว่าฟังนะแต่ว่าชอบแบบให้คนเล่าให้ฟังชอบให้คนอธิบายให้ฟังอะไร เงี้ยรู้สึกรู้สึกว่ามันเข้าใจเร็วมากยิ่งขึ้นสมัยเรียนน่ะก็คือจะพยายามแบบไปเรียนพิเศษหรือฟังอ่ะจะชอบแบบอ่านหนังสือออกเสียงแล้วก็อัดเสียงตัวเองเอาไว้แล้วพอใกล้สอบหรือว่าเวลาแบบเออเดินทางบน BTS หรือว่าออกกำลังกายอะไรเงี้ยค่ะเราก็จะใส่หูฟังเพื่อแบบทบทวนหรือบางทีแบบก่อนนอนก็จะใส่หูฟังทบทวนแล้วก็หลับไปเป็นคนที่จะแบบเออเรียนรู้ได้เร็วผ่านการฟังอะไร เงี้ยพอในยุคเนี้ยค่ะพอมันมี AI AI สามารถมาช่วยสิ่งนี้ได้แบบดีมากขึ้นมากๆเลยอะไรเงี้ยค่ะอย่างเช่นแบบปกติบางทีแบบเอออย่างแบบอ่ะเหมือนเดิมโน้ตบุ๊ก LM เนาะเพราะเค้าเแบบทำมาสำหรับการเรียนรู้ อะไรเงี้ยเป็นฟังใช่มยก็อาจจะแบบใส่เนื้อหาแล้วก็ให้โน้ตบุ๊ก LM Generate เป็นพcastแล้วก็ฟังก็ได้เช่นเดียวกันหรือว่าบางทีอ่ะคือโน้ตบุ๊ก LM บางทีมันจะมีความแบบยืดเยื้อนิดนึงแล้วแบบสวัสดีต้อนรับสู่พcสอะไรเงี้ยเราก็จะอาจจะเอา scpt ตรงนั้นนะคะมาใส่แบบ Google AI Studio ทำให้มันกระชับมากยิ่งขึ้นแล้วก็ทำให้แบบมัน Generate เป็นพcastที่พูดคนเดียวแล้วก็อาจจะคูณ 2 คูณ 3 ก็ได้อะไรอย่างเงี้ยค่ะมันก็จะทำให้เราแบบไวมากยิ่งขึ้นเพราะเป็นคนชอบฟังอะไรเร็วๆจริง
อีกสิ่งนึงที่รู้สึกว่าตัวเองเรียนรู้ได้ดีคือผ่านรูปภาพ Mind Map ผ่านสิ่งสวยงามซึ่งเราก็สามารถแบบ Generate สิ่งนั้นได้ไม่ยากเลยในยุคปัจจุบันอะไรเงี้ยค่ะแล้วก็อาจจะมี material เพิ่มเติมในการศึกษาทำให้เราแบบเข้าใจมากยิ่งขึ้น
ต่อไปข้อที่ 4 นะคะอันเนี้ยจริงๆคือเรามองว่ามันคือคอที่บอกว่าแบบจริงๆ AI มันเป็นแค่ส่วนเสริมอ่ะแต่คอมันคือเหมือนเดิมเนี่ยแหละข้อที่ 4 คือการ retention หรือว่าการทำยังไงให้ความรู้มันยังอยู่กับเราไปนานๆ 1 คือ Active Recall เนาะก็คือการที่เราจะต้องพยายามแบบดึงข้อมูลออกมาจากสมองอ่ะไม่ใช่แค่แบบเออ input input input ซ้ำ ๆแล้วเราก็หลอกตัวเองว่าเราจำได้แล้วแต่ว่าจริงๆแล้วเรายังไม่เข้าใจอะไรเลยเงี้ยค่ะซึ่งคีสำคัญก็คือเราต้องพยายามแบบเรียนแบบ Active Recall มากที่สุดเนาะซึ่งทิปสของการเรียน active อ่ะก็คือง่าย ๆเลยพอเราเรียนจบเราอาจจะลองปิดเนื้อหาแล้วเราลองอธิบายในเวยที่เป็นสไตล์ของเราหรือสิ่งที่เราเข้าใจให้คนอีกคนนึงฟังซึ่งถ้าไม่มีคนก็อาจจะสมมุติว่าเป็นคนก็ได้เป็นตุ๊กตาอะไรเงี้ยลองเล่าให้ฟังนี่ลองถ่ายคลิปก็ได้แล้วลองเล่าให้ฟังดูว่าสิ่งที่เราอ่านน่ะเราเข้าใจจริงๆมยหรืออย่างที่ 2 เลยก็คืออ่ะการทำข้อสอบการทำควิสเนี่ยแหละเพราะว่ามันจะพอแบบถามเราก็ต้องพยายามดึงข้อมูลที่เราอ่านออกมาอะไรอย่างงี้เนาะโดยปิดหนังสือนะทุกคนแน่นอนว่ามันยากแต่อะไรที่มันยากอันนั้นแหละจะทำให้มันอยู่นานซึ่งในส่วนเนี้ยค่ะ AI มันสามารถมาช่วยได้เนาะก็ช่วยสร้างคำถามช่วยทำแฟชการด
ต่อมาทิปสข้อที่ 2 นะคะก็คือการทบทวนแบบเว้นระยะอ่ะทุกคนหรือว่าที่เขาเรียกกันว่าเป็น space repetition การทวนในช่วงที่เรากำลังลืมเพราะว่าสมองของเรานะคะแน่นอนว่าเราอ่านอะไรไปมันไม่ได้สามารถแบบจำได้ไปตลอดแต่สิ่งที่เราจะพยายามทำอ่ะก็คือพยายามทำให้มันแบบจำได้นานที่สุดแล้วก็ลืมช้าที่สุดซึ่งเทคนิคอ่ะก็คือจะให้ทบทวนตอนที่เรากำลังจะลืมเพราะว่าสมองของเรารักษาสมดุล
ซึ่งปกติแล้วอ่ะค่ะคนเราอ่ะมันจะมี deforgetting curve ก็คือเป็น curve ของการลืมอย่างเช่นสมมุติว่าวันแรกเราอ่านไปแบบ 100% วันต่อมาอาจจะเหลือสักแบบ 75 หรือ 50% วันต่อมามันก็จะน้อยลงเรื่อยๆน้อยลงเรื่อยๆเป็นแบบนี้ซึ่งเทคนิคการอ่านคือเราจะไปอ่านในช่วงที่เรากำลังจะลืมเพื่อดึงมันขึ้นไปกับที่จุดเดิมแล้วเคิฟมันจะค่อยๆแบบช้าลงช้าลงช้าลงขึ้นเรื่อยๆนะทุกคนสิ่งเนี้ยมันเป็นเทคนิคที่เราเพิ่งมารู้ตอนเราเรียนจบนี่แหละเพราะว่าโอเคเราเรียนเสร็จอาจจะมาทบทวนอีกทีตอนช่วงใกล้ๆสอบและบางทีอ่ะคืออ่ะเรียนเสร็จเย็นวันนั้นเลยอ่ะอาจจะแบบโอเคอ่านทวนในสิ่งที่เราเรียนมาวันนั้นอะไรเงี้ยซึ่งจริงๆแล้วอ่ะสิ่งเหล่าเนี้ยประโยชน์น้อยมากๆเนาะเพราะว่าในถ้าเราทบทวนในวันที่เราแบบเพิ่งเรียนมาความรู้เรามันยังแบบค่อนข้างเต็มพอเราอ่านไปมันก็แบบอขึ้นไปที่นิดเดียวอะไรเงี้ยค่ะแล้วก็อาจจะเป็นการเปลืองเวลาเพราะฉะนการจัดตารางเวลาอ่านในช่วงแบบที่กำลังจะถูกลืมอ่ะคือมันสำคัญซึ่งสิ่งเนี้ย AI มันสามารถเข้ามาช่วยได้โดยการที่เราให้เค้าช่วยจัดตารางเวลาอ่านหนังสือของเราได้
อย่างเช่นการแบบพร้อมว่าแบบเออช่วยจัดตารางอ่านหนังสือตามแบบ Space Repetition แล้วก็กำหนดเวลาตารางของเราลงไปงี้เนาะให้เขาแบบช่วย generate ตารางอ่านหนังสือออกมา
และเทคนิคที่ 3 เลยก็คือ interli Living หรือว่าการอ่านสลับวิชาหรือว่าการทำข้อสอบสลับวิชานั่นเองการที่เราอ่านเป็นแบบวิชานึงเต็มๆเต็มๆเต็มๆอ่ะกับสลับวิชาในการอ่านสมมุติว่าแบบเออแทนที่เราจะอ่านแบบวันจันทร์อังกฤษวันอังคารสังคมวันพุธเลขอย่างเงี้ยเราอาจจะแบบจันทร์อังคารพุธอ่านทั้ง 3 วิชาแต่ว่าแค่แบ่งเวลาเอาอะไรอย่างเงี้ยอันเนี้ยมันจะทำให้เราแบบจำได้ดีมากยิ่งกว่าเพราะว่ามันทำให้แบบสมองเราแบบได้รู้จักการแบบแบ่งแยกด้วยอะไรเงี้ยค่ะหรือว่าการทำโจทย์แทนที่เราจะทำโจทย์แบบ 20 ข้ออังกฤษ 20 ข้อเลข 20 ข้อไทยอ่ะเราอาจจะแบบทำ 60 ข้อแต่ว่าปนกันมันก็จะทำให้เราสมองเราแบบต้องรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะเออมันก็ทำให้เราแบบจำได้ดีมากยิ่งกว่านะคะเพราะฉะนั้นน่ะเราก็สามารถใช้ AI ในการช่วยจัดตารางอ่านหนังสือเช่นเดียวกันในแบบเทคนิค intering อะไรเงี้ยเราก็พร้อมลงไปให้เขาช่วยจัดตารางอ่านหนังสือให้เหมาะกับตัวเราแล้วก็โดยใช้เทคนิคเหล่านี้นั่นเอง
ต่อมาขอพูดถึงข้อ 5 นะคะก็คือ implementation เนาะก็คือจากข้อแรกที่เราแบบเออตั้งโจทย์ว่าโอเคเราเรียนสิ่งนี้มาเพื่ออะไรเงี้ยจริงๆบางทีเราอาจจะต้องการแบบผลลัพธ์ที่เป็นแบบรูปธรรมเนาะอาจจะเช่นแบบอ่านสิ่งเนี้ยเพื่อจะมาทำพcสอ่านสิ่งเนี้ยเพื่อมาเขียนบทความหรือว่าเราอาจจะอ่านสิ่งนี้เพื่อแบบมาทำสไลด์สไลด์นึงอะไรเงี้ยซึ่งการที่มี AI อ่ะมันช่วยทำให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดได้เร็วมากยิ่งขึ้นง่ายๆเลยเนาะแบบว่าการทำสไลด์เดี๋ยวนี้คือแบบง่ายมากทุกคนในสมัยฉันคือแบบต้องมานั่งแบบทำ PowerPoint ซึ่งฉันก็ทำให้สวยแล้วก็ใส่แบบการเคลื่อนไหว Movement อะไรอย่างเงี้ยเด็กยุคนี้มันก็แคนว่าแล้วเนาะแล้วก็เห็นแบบใช้แกมม่าใช้มากันอะไรเงี้ยค่ะก็สามารถเอามาทำได้หรือว่าโอเคเราอาจจะต้องการผลลัพธ์เป็นdasชบอร์ดเป็นอะไรเดี๋ยวนี้ก็คือ AI ก็สามารถเข้ามาช่วยทำให้เราแบบทำงาน[เพลง]ได้ง่ายมากยิ่งขึ้นมากๆ
จาก 5 ข้อที่พูดไปอ่ะทุกคนจริงๆแล้วว่าเทคนิคการเรียนน่ะมันก็ยังเหมือนเดิมแต่แค่เหมือน AI มันทำให้เราแบบเรียนได้เร็วมากยิ่งขึ้นเรียนได้ลึกมากยิ่งขึ้นอะไรหลายๆอย่างในชีวิตมันง่ายมากยิ่งขึ้นนั่นเองนะคะกลับไปที่งานวิจัยของแบบ MIT ที่พูดไปตั้งแต่ต้นเนาะว่าแบบโอการที่แบบเราเขียนโดยใช้แชท GPT เนี่ยมันทำให้เราแบบแทบไม่ได้ใช้สมองเลยนะนักวิจัยอ่ะเขามีการตั้งชื่อด้วยนะทุกคนเขาเรียกว่าแบบ cognitive death หรือว่านิสินทางปัญญาถ้าสมมุติว่าเรายิ่งพึ่ง AI ไปเรื่อยๆอ่ะค่ะสมองเราอ่ะจะเหมือนแบบติดหนี้สะสมหนี้เอาไว้ที่วันหนึ่งอ่ะเราจะต้องจ่ายคืนด้วยความสามารถในการคิดที่มันหายไปซึ่งฟังแล้วแบบว้าวจริงเพราะฉะนั้นน่ะเราต้องแบบพยายามไม่ให้เกิดสิ่งนี้เนาะแล้วเมื่อไหร่เราควรใช้ AI เมื่อไหร่เราไม่ควรใช้ถ้าเราไม่อยากให้มันเกิดสิ่งเนี้ยนักการศึกษาอ่ะค่ะเขาก็เลยบอกว่างั้นใช้ frameวิร์kที่เขาเคยมีมานานละก็คือเรียกว่า Brooms taxonomy ซึ่งเขาอ่ะจะจัดระดับความยากของการคิดออกเป็น 6 ระดับด้วยกันทุกคนเริ่มตั้งแต่แบบง่ายที่สุดคือระดับที่ 1 จนไปถึงยากที่สุดคือระดับที่ 6 ซึ่งขั้นแรกก็คือ remember หรือว่าการจำข้อเท็จจริงต่างๆอันที่ 2 ก็คืออ่ะ understand เข้าใจเข้าใจสิ่งต่างๆอย่างที่ 3 ก็คือการ apply การที่แบบโอเคเราเข้าใจแล้วแล้วเราจะเอาสิ่งเนี้ยมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันของเรายังไงอย่างที่ 4 เลยคือ analy เริ่มแบบมีการวิเคราะหเคราะหเปรียบเทียบว่าอะไรแบบดีอะไรไม่ดีอะไรดีกว่าอะไรอันที่ 5 คือการ evaluate นะคะหรือว่าการประเมินค่าและอย่างที่ 6 นะคะก็คือการ create หรือว่าการสร้างสิ่งใหม่ๆนั่นเอง
ซึ่งเขา้าอ่ะบอกว่าถ้ามันเป็นระดับที่ 1-3 อ่ะเราอ่ะสามารถใช้ AI ได้อย่างเต็มที่เลยเพราะว่าตรงเนี้ย AI อ่ะน่าจะทำได้ดีกว่าเราแล้วก็มาช่วยเราได้อย่างดีอย่างข้อแรกคือการที่จำเนาะเราอาจจะแบบอ่ะให้ AI เนี่ยช่วยทำแฟชการดจำศัพท์ช่วยทำให้เราจำได้ดียากยิ่งขึ้นหรือข้อที่ 2 คืออย่าง understand คือความเข้าใจเราสามารถใช้ a ให้ AI แบบอธิบายเป็นภาษาเด็กป. 5 ให้ฟังหน่อยได้มยฉันแบบไม่เคยมีความรู้เรื่องนี้เลยให้เขาอธิบายมาให้เราเข้าใจได้ง่ายอะไรอย่างเงี้ยค่ะหรืออย่างที่ 3 เลยก็คือการแบบ apply เนาะซึ่งเราสามารถให้แบบ AI แบบยกสถานการณ์หรือเราสามารถแบบยกสถานการณ์ชีวิตของเราไปแล้วให้เขา้าแบบยกตัวอย่างให้ฟังหน่อยว่าแบบเออเราเอาสิ่งนี้มาใช้กับชีวิตเราได้ยังไง
ซึ่งเขาบอกว่า 3 อันเนี้ย AI ช่วยได้แต่อย่างข้อที่ 4-6 อ่ะค่ะก็คืออย่างเช่นการanalyซเนาะคือการวิเคราะห์เปรียบเทียบอะไรเงี้ยอันเนี้ยเราอ่ะไม่ควรถาม AI โดยตรงว่าช่วยวิเคราะห์หน่อยหน่อยว่าอันนี้กับอันเนี้อะไรดีกว่ากันอันเนี้ยไม่ควรแต่เราอ่ะควรศึกษาแต่ละชิ้นแล้วเราก็วิเคราะห์ด้วยตัวเราเองและให้ AI อ่ะช่วยรีเช็คอีกทีว่าเอ้ยเราพลาดตรงไหนไปมั้ยตกหล่นตรงไหนไปมั้ยหรืออย่างข้อที่ 5 Evaluate อ่ะค่ะหรือการประเมินค่าคือเราไม่ควรจะแบบให้เขา้าบอกว่าแบบสรุปอ่ะเราอ่ะควรเอาสิ่งเนี้ยมาใช้กับบริษัทมอย่างเงี้ยไม่ควรแต่ว่าควรศึกษาข้อมูลใช่มแล้วก็คิดเอาเองแล้วก็อาจจะแค่ถาม AI ว่าแบบเออมีอะไรที่ต้อง concernร์เพิ่มเติมหรือเปล่าประมาณนี้รวมถึงข้อที่ 6 อันนี้สำคัญมากนะคะก็คือการ create หรือการสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆแน่ นอนว่า AI อ่ะคือเขาก็เรียนรู้มาจาก database เดิมเนาะเพราะฉะนั้นน่ะการ create อะไรใหม่ๆควรมาจากเราเองอะไร เงี้ยเป็นหลักก่อนอย่างเช่นการเขียนทีสิทธิ์การเขียนบทความหรือการสร้างสรรค์ content ใดๆอะไรเงี้ยจริงๆคือแบบเมนหลักหรือoutลนหลักคอหลักอ่ะควรมาจากมนุษย์แล้วหลังจากนั้นน่ะอาจจะให้แบบ AI มาช่วยเกล้าช่วยตบช่วยขยายสิ่งที่เราคิดให้มันดีมากยิ่งขึ้นแล้วก็ให้มันสวยงามมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
ซึ่งอีกสิ่งนึงอ่ะเราว่าความอันตรายของ AI ก็คือคนใช้ AI มากเท่าไหร่อ่ะค่ะความหลากหลายทางความคิดของคนน่ะมันมันจะยิ่งลดลงอะไรเงี้ยเพราะทุกคนเรียนรู้จาก AI ซึ่งมาจากทาง database เดียวกันอะไรเงี้ยเพราะฉะนั้นมันก็อาจจะเป็นอันตรายต่อโลกใบนี้ได้หรือเปล่าในอนาคตก็ไม่รู้เนาะเพราะฉะนั้นเราก็นี่แหละพยายามคิดในสิ่งที่เราควรจะคิดแล้วก็ใช้ AI ช่วยเสริมในส่วนที่เสริมได้เราว่ามันน่าจะแบบเพเfectนะคะบอกใครบอกตัวเองด้วยค่ะเพราะว่าทุกวันนี้ก็เกลียดคลิปนะคะทุกคน
ต่อมานอกจากนี้นะคะก่อนที่จะจากกันไปก็พูดทิ้งท้ายนิดนึงแล้วกันไหนๆพูดถึงเรื่อง AI เนาะมันก็จะไม่พูดก็ไม่ได้เพราะว่าอ่ะ AI แน่นอนข้อดีทุกคนเห็นเต็มไปหมดแต่ว่ามันก็มีสิ่งที่ต้องระวังอยู่แล้วเนาะอย่างเช่นข้อแรกก็คือความฮาลูซินชหลอนของมันเนื้อหามันอาจจะไม่ได้ถูกต้อง 100% เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเรียนรู้อะไรศึกษาอะไรก็อย่าลืมคอร์สเช็คกับต้นฉบับจริงๆคอร์สเช็คกับ AI แบบหลายๆเจ้าอะไร เงี้ยค่ะเพื่อที่ว่าเออเราจะได้แบบmakeช์มากยิ่งขึ้นว่าเฮ้ยที่เรามาใช้เนี่ยมันถูกต้อง
อย่างที่ 2 เลยก็คือการเข้าข้าง หรือเขาที่เรียกว่าเป็นแบบeค chamber คือ AI อ่ะค่ะแน่นอนว่ามันเอาใจเราอยู่แล้วเนาะมันจะชอบแบบมีใบแอมันอาจจะเข้าข้างเราซึ่งบางทีอ่ะถ้าเรายิ่งใช้มันน่ะเราอาจจะยิ่งเป็นการเสริมอีโก้ของเราเองหรือว่าถ้าเราเชื่ออะไรผิดๆอ่ะเราก็จะยิ่งเชื่อสิ่งนั้นไปเรื่อยๆนะคะเพราะฉะนั้นน่ะเราก็ต้องแบบawareสิ่งนี้เอาไว้ด้วย
และอย่างที่ 3 เลยเขาเรียกว่า illusion of competence หรือว่าการที่เราหลอกตัวเองค่ะว่าเราเข้าใจเพราะว่าคือปกติก็ชอบหลอกตัวเองอยู่แล้วนะไม่มี AI อ่ะแบบอฉันเข้าใจฉันเข้าใจฉันอ่านซ้ำๆเออคือแต่ก่อนน่ะเป็นคนชอบอ่านซ้ำๆขี้เกียจทำโจทย์แล้วก็จะชอบแบบเอออ่านเยอะๆมันเข้าใจมันจำได้แล้วล่ะอะไรอย่างเงี้ยยิ่งถ้ามี AI อ่ะค่ะคือเขา้าอ่ะจะอธิบายอย่างดีเลยแล้วก็ทำให้เรารู้สึกว่าแบบเออเราเข้าใจแต่จริง ๆแล้วอ่ะเราอาจจะยังไม่ได้เข้าใจขนาดนั้นเนาะเพราะฉะนั้นน่ะเราก็อาจจะต้องแบบcrossเช็คโดยการที่ว่าลองปิดหนังสือแล้วก็ลอง active recall แล้วก็ลองทำโจทย์แล้วก็ลองอธิบายเป็นภาษาของมนุษย์ดูว่าเอ้ยเราเข้าใจจริงๆหรือเปล่านั่นแหละ
ทุกคนคลิปนี้ก็ประมาณนี้นะคะการเรียนโดยใช้ AI ยังไงให้เราแบบไม่โง่ลงนั่นเองนะคะก็มาใช้กันประมาณนี้นะถ้าสมมุติว่าใครมีเทคนิคอะไรเสริมก็สามารถคอมเมนต์บอกข้างล่างได้นะคะสำหรับวันนี้ก็ไปก่อนบ๊ายบายไป