Transcription
[เพลง] [เพลง] ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว โลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย การแข่งขัน และเสียงสะท้อนจากความสับสนรอบตัว ทำไมถึงยังมีคนบางคนที่ ไม่ว่าจะเจอกับพายุแห่งปัญหา หรือความขัดแย้งที่หนัก [เพลง] หนาแค่ไหน เขากลับสามารถรักษาความสงบเย็นในหัวใจไว้ได้ อย่างน่าประหลาดใจ คนเหล่านั้นไม่ได้มีเวทมนตร์วิเศษหรอกครับ แต่พวกเขามีสิ่งหนึ่งที่ พระพุทธศาสนาเรียกว่า "จิตที่ประณีต" จิตประณีตไม่ใช่สิ่งที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด [เพลง] และไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้สำหรับนักบวชที่อยู่ในป่าลึกเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราๆ สามารถฝึกฝน [เพลง] และขัดเกลาให้เกิดขึ้นได้ พระธรรมปิฎกวันนี้ เราจะมาเจาะลึกกันในหัวข้อที่ว่า "คนมีจิตประณีตคือคน 7 ประเภทนี้" เช็คด่วน ถ้าคุณมีครบ 7 ข้อนี้ จิตคุณมีความประณีตมาก และเป็นจิตที่หาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน ลองค่อยๆ ฟังและสำรวจใจตัวเองไปพร้อมๆ กันนะครับ ว่าเรามีคุณสมบัติของจิตที่ประณีตซ่อนอยู่กี่ข้อกันแน่ ก่อนที่เราจะไปสำรวจคุณสมบัติทั้ง 7 ข้อ ชวนคุณผู้ฟังมาทำความเข้าใจคำว่า "จิตประณีต" [เพลง] กันก่อนครับ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับน้ำในสระ ตอนที่พายุเข้า มีลมพัดแรง มีฝนตกกระหน่ำ น้ำในสระนั้น [เพลง] ย่อมขุ่นมัว เต็มไปด้วยโคลนตม มองไม่เห็นสิ่งใดที่อยู่ใต้น้ำ จิตใจของคนเราก็เช่นกันครับ เวลาที่ถูกกระทบด้วยอารมณ์โกรธ ความโลภ หรือความหลง จิตใจก็จะขุ่นมัว หยาบกระด้าง และพร้อมที่จะทำร้ายทั้งตัวเองและผู้ [เพลง] อื่นได้เสมอ แต่เมื่อใดก็ตามที่พายุสงบลง ฝุ่นโคลนในน้ำค่อยๆ ตกตะกอน น้ำก็จะกลับมาใสสะอาด จนสามารถมองเห็นหมู่ปลาและพื้นทรายใต้น้ำได้อย่างชัดเจน จิตที่ประณีตก็คือจิตที่ [เพลง] ตกตะกอนแล้วนั่นเองครับ เป็นจิตที่มีความละเอียดอ่อน สุขุมนุ่มนวล และพร้อมที่จะรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงด้วยความเบิกบาน ทีนี้เรามาดูคุณสมบัติข้อที่ 1 ของคนที่ มีจิตประณีตกันครับ นั่นก็คือการเป็นคนที่รู้จักเหตุ หรือในทางธรรม [เพลง] เราเรียกว่า "ธัมมัญญุตา" หมายถึงคนที่เป็นผู้รู้หลักการ รู้จักความเป็นมาแล้วรู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้นล้วนมีสาเหตุ ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ ด้วยความบังเอิญ คนที่มีจิตประณีตในข้อนี้ เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา เขาจะไม่ตีโพยตีพาย [เพลง] ไม่มัวแต่โทษโชคชะตา โทษดินฟ้าอากาศ หรือชี้หน้าด่าทอผู้อื่น แต่เขาจะดึง [เพลง] สติกลับมาที่ตัวเอง แล้วตั้งคำถามอย่างชาญฉลาดว่า ปัญหาที่อยู่ตรงหน้านี้มีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร ตัวอย่างเช่น หากเกิดความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน แทนที่จะใช้อารมณ์ศาสตร์เข้าหากัน คนที่มีจิตประณีตจะถอยออกมา 1 ก้าว แล้วมองหาต้นเหตุที่แท้จริง อาจจะเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาด หรือการตั้งความหวังที่ตัด เมื่อเขาพบสาเหตุที่แท้จริง เขาก็จะเข้าไปแก้ไขที่จุดนั้น เหมือนหมอที่รักษาโรคได้อย่างแม่นยำ เพราะตรวจพบสมมุติฐานของโรค ไม่ใช่แค่จ่ายยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการไปวันๆ การรู้จักเหตุจึงเป็นบันไดขั้นแรกที่ดึง [เพลง] จิตของเราให้หลุดพ้นจากความหยาบกระด้างของอารมณ์ และก้าวเข้าสู่ความละเอียดอ่อนแห่งปัญญาครับ เมื่อรู้จักเหตุแล้ว คุณสมบัติข้อที่ 2 ที่ตามมาติดๆ [เพลง] และแยกออกจากกันไม่ได้เลยก็คือการเป็นคนที่รู้จัก [เพลง] ผล หรือ "อัถัญญุตา" ครับ คุณสมบัติข้อนี้คือการรู้ความมุ่งหมาย รู้จักผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการกระทำของตน [เพลง] เอง คนที่มีจิตประณีตในระดับนี้จะเป็นคนที่มีความระมัดระวังในความคิด คำพูด และการกระทำของตัวเองอย่างยิ่งยวด เพราะเขารู้ซึ้งถึงกฎแห่งกรรม หรือกฎแห่งเหตุและผลครับ ในชีวิตประจำวันของเรา หลายครั้งความวุ่นวายมักเกิดจากความเร็วเกินไปของใจเราเอง คิดปุ๊บ พูดปั๊บ รู้สึกไม่พอใจปุ๊บ ก็แสดงอาการก้าวร้าวออกไปปั๊บ โดยลืมคิดไปเลยว่าคำพูดเพียง 1 ประโยคที่หลุดออกไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ อาจจะทำลายความสัมพันธ์ที่สร้างมานับ 10 ปีให้พังทลายลงได้ในพริบตา แต่สำหรับ [เพลง] คนที่มีจิตประณีต จะมีช่องว่างว่างเล็กๆ ระหว่างสิ่งที่เข้ามากระทบกับการตอบ [เพลง] สนองออกไป ช่องว่างเล็กๆ ตรงนี้แหละครับ คือพื้นที่แห่งสติ ก่อนที่เขาจะพิมพ์ข้อความระบายความโกรธลงบนสื่อสังคมออนไลน์ เขาจะหยุดคิดก่อนว่าผลลัพธ์ที่จะตามมาคืออะไร มันจะทำให้ [เพลง] เขาสะใจได้เพียงชั่วคราว แต่หลังจากนั้นเขาอาจจะต้องเสียใจ [เพลง] เสียภาพลักษณ์ หรือทำให้คนรอบข้างรู้สึกแย่ไปด้วยหรือไม่ เมื่อเขาเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนล่วงหน้าแล้ว เขาจึงเลือกที่จะวางโทรศัพท์ลง แล้วกลับมาจัดการกับความรู้สึกของตัวเองแทน การกระทำที่ผ่านการกลั่นกรองด้วยการมองเห็นผลลัพธ์อย่าง [เพลง] ทะลุปรุโปร่งนี้เองที่สะท้อนให้เห็นถึงความงามและความประณีตของจิตใจ เป็นจิตที่ไม่สร้างเวรสร้างกรรมใหม่ และไม่เบียดเบียนใครให้ต้องเป็นทุกข์ [เพลง] จากการกระทำของตนเองครับ เดินทางมาถึงคุณสมบัติข้อที่ 3 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ [เพลง] ทำให้จิตใจของคนเรามีความลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือการเป็นคนที่รู้จักตน หรือ "อัตตัญญุตา" ครับ การรู้จักตนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการ [เพลง] รู้แค่ว่าตัวเองชื่ออะไร เรียนจบอะไรมา หรือทำงานตำแหน่งอะไรนะ [เพลง] ครับ แต่เป็นการรู้จักสภาวะที่แท้จริงของตัวเอง ทั้งในแง่ของฐานะ ภาวะ ความรู้ ความถนัด รวมถึงจุดแข็งและจุดอ่อนตัวเองอย่างตรงไปตรงมา โดยปราศจาก [เพลง] อคติ หรือการหลอกตัวเอง ทำไมการรู้จักตนเองถึงทำให้จิตประณีตได้ คำตอบก็คือ เมื่อเรารู้จักตัวเองอย่างแท้จริง เราจะมีความถ่อมตัวครับ ความเย่อหยิ่งจองหอง หรือที่ทางธรรมเรียกว่า "มานะ" จะค่อยๆ ลดลง คนที่จิตหยาบมักจะพองตัว [เพลง] ให้ใหญ่กว่าความเป็นจริงเสมอ ชอบโอ้อวด ชอบเอาชนะ และทน >> [เพลง] >> ไม่ได้ที่เห็นคนอื่นดีกว่า แต่คนที่มีจิตประณีตจะมองเห็นตัวเองตามความเป็นจริง เขา รู้ว่าตัวเองไม่ได้เก่งไปเสียทุกเรื่อง ไม่ได้สมบูรณ์แบบ และยังต้องเรียนรู้อีกมาก เมื่อรู้ว่าตัวเองมีความสามารถแค่ไหน เขา [เพลง] ก็จะรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มกำลัง ไม่ก้าวก่ายหน้าที่ของผู้ อื่น และเมื่อทำผิดพลาด เขาก็กล้าพอที่จะกล่าวคำว่า "ขอโทษ" อย่างจริงใจ [เพลง] กล้าที่จะยอมรับข้อบกพร่องคล่องเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข การยอมรับความจริงเกี่ยวกับตัวเองได้ เป็นกระบวนการปลดแอก [เพลง] จิตใจจากความยึดมั่นถือมั่น เมื่อเราไม่ต้องแบกหัวโขน ไม่ต้องคอยสร้างภาพลักษณ์เพื่อหลอกใคร จิตใจของเราก็จะเบาสบาย มีความโปร่งโล่ง และนั่นแหละครับ คือความประณีตที่งดงามที่สุด ซึ่งเกิดจากการซื่อสัตย์ต่อตัวเองอย่างแท้จริง เมื่อเรารู้จักตัวเองตามความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างเป็นธรรมชาติก็คือคุณสมบัติข้อที่ 4 การเป็นคนที่รู้จักประมาณ หรือที่ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า "มัตตัญญุตา" ครับ ในยุคสมัยที่โลกพร่ำบอกให้เราต้องมีมากขึ้น [เพลง] ต้องทำให้ได้มากกว่านี้ ต้องครอบครองทุกอย่างให้เร็วที่สุด จิตใจของผู้คนจึงถูกเร่งเร้าให้วิ่งตามความอยากจนเหนื่อย ออกหยาบกระด้าง และเต็มไปด้วยความหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา แต่คนที่มีจิตประณีตจะมีเข็มทิศวิเศษที่เรียกว่า "ความพอดี" อยู่ในใจเสมอครับ การรู้จักประมาณครอบคลุมตั้งแต่เรื่องพื้นฐานที่สุดอย่างการบริโภคอาหาร การจับจ่ายใช้ [เพลง] สอย ไปจนถึงการทำงาน และการใช้ชีวิต คนที่มีมัตตัญญุตาจะไม่ปล่อยให้ความโลภเข้ามาบงการชีวิต เขารู้ว่าร่างกายนี้ต้องการอาหารแค่ไหนถึงจะพอดี ไม่กินทิ้งกินขว้างเพื่อตอบสนองแค่ [เพลง] ความอยาก รู้ว่ารายได้ของตนเองมีเท่าไหร่ และควรใช้จ่ายอย่างไรไม่ให้เดือดร้อนในภายหลัง แม้แต่ในการทำงาน เขาก็รู้ จักจุดสมดุลระหว่างการทุ่มเทสร้างสรรค์ผลงานกับการแบ่งเวลาไปดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจของตนเอง รวมถึงครอบครัว ความน่าสนใจของ [เพลง] การรู้จักความพอดี คือมันเป็นเหมือนการถอดน้ำหนักที่แบกไว้บนบาตรทิ้งไปครับ เมื่อใจของเราเลิกตะเกียกตะกายเพื่อตามหาความสมบูรณ์แบบที่ไม่มีอยู่จริง และหันมาพอใจกับสิ่งที่ มี ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในขอบเขตที่พอเหมาะ จิตใจก็จะสงบเย็น ไม่แกว่งไกวไปตามกระแสความนิยมที่สังคมสร้างขึ้น ความพอดีนี่แหละครับ ที่ขัดเกลาจิตใจให้ละเอียดอ่อน ไม่แข็งกระด้างตึงเปรี้ยกจนเกินไป และไม่ย่อหย่อนจนไร้จุดหมาย เป็นจิตที่ตั้งอยู่ตรงกลาง และพร้อมจะเบ่งบานด้วยความสุข [เพลง] ที่แท้จริง คือคุณสมบัติข้อที่ 5 ซึ่งผมมองว่าเป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนที่มีจิตประณีตแตกต่างจากคนทั่วไป [เพลง] อย่างเห็นได้ชัด นั่นคือการเป็นคนที่รู้จักกาล หรือ "กาลัญญุตา" ครับ คุณผู้ฟังเคยสังเกตมั้ยครับว่า บ่อยครั้งปัญหาในชีวิตไม่ได้เกิดจากการที่เราทำสิ่งผิด แต่เกิดจากการที่เราทำสิ่งถูกในเวลาที่ผิดต่างหาก การรู้จักกาล คือการรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร เวลา [เพลง] ไหนควรพูด และเวลาไหนควรนิ่งเงียบ คนที่มีจิตหยาบมักจะตกเป็นทาสของความหุนหันพลันแล่น อยากได้อะไรต้องได้เดี๋ยวนี้ โกรธใครก็ต้องด่าทอเดี๋ยวนั้น โดยไม่สนใจว่าสถานการณ์รอบข้างจะเป็นอย่างไร แต่คนที่มีจิตประณีตจะเข้าใจและเคารพในจังหวะเวลาของชีวิต เปรียบเหมือนชาวสวน [เพลง] ที่รู้ว่าต้องรอให้ผลไม้สุกงอมตามธรรมชาติ จึงจะเด็ดมากินได้รสชาติที่หวานอร่อยที่สุด หากไปฝืนเด็ดมา [เพลง] ตอนที่ยังดิบ ก็จะได้เพียงรสฝาดเฝื่อนที่กลืนไม่ลง ในชีวิตจริง การรู้จักกาลอาจหมายถึงการรู้ว่ารอคอยอย่างอดทน เมื่อเห็นคนที่รักกำลังมีอารมณ์ร้อนรุ่ม คนที่มีจิตประณีตจะไม่ออกไปปะทะด้วยเหตุผลในทันที แต่จะรอให้พายุอารมณ์ของอีกฝ่ายสงบลงก่อน จึงค่อยใช้ความนอบน้อมเข้าไป [เพลง] พูดคุย หรือแม้กระทั่งการเรียนรู้ที่จะให้เวลาตัวเอง [เพลง] ในการเยียวยาบาดแผลทางใจ ไม่เร่งรัด กดดันตัวเองให้ต้อง [เพลง] เข้มแข็งในวันที่แสนอ่อนแอ การรู้จักกาลจึงเป็นการประสานจังหวะ [เพลง] ของจิตใจให้เข้ากับจังหวะของธรรมชาติ เป็นความงดงามที่เกิดจากความสงบและการเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีเวลาที่เหมาะสมของมันเสมอครับ เมื่อจิตใจได้รับการขัดเกลาจากภายในมาจนถึงระดับหนึ่งแล้ว ความประณีตนั้นจะเริ่มเปล่งประกายออกสู่ภายนอก สู่การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง ซึ่งนำเรามาสู่คุณสมบัติข้อที่ 6 นั่นคือการเป็นคนที่รู้จักชุมชน หรือ "ปริสัญญุตา" ครับ คำว่าชุมชนในที่นี้หมายรวมถึงสังคมทุกระดับ ตั้งแต่ครอบครัว ที่ทำงาน ไปจนถึงสังคมกว้างใหญ่ การรู้จักชุมชนคือ [เพลง] การรู้ว่าเมื่อเราต้องเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย เราควรจะวางตัวอย่างไรให้เหมาะสม กลมกลืน และไม่สร้างความขัดแย้ง คนที่มีจิตประณีตจะเปรียบเสมือนน้ำที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับภาชนะทุกรูปแบบได้ โดยไม่สูญเสียตัวตน เมื่อเขาต้องไปพบปะผู้หลักผู้ใหญ่ [เพลง] เขาก็รู้จักสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตน เมื่ออยู่กับเพื่อนฝูง เขาก็เป็นมิตร [เพลง] เป็นกันเอง และเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง เขาก็พร้อมที่จะรับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง โดยไม่รีบด่วนตัดสิน หรือยัดเยียดความคิดของตนเอง [เพลง] ให้คนอื่นต้องยอมรับ ตามความหยาบคายมักจะมาพร้อมกับเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล [เพลง] เรียก ร้องให้คนรอบข้างต้องเปลี่ยนมาทำตามใจตน แต่คนที่รู้จักชุมชน [เพลง] จะเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ เข้าใจว่าแต่ละคนมีพื้นฐาน มีความเชื่อ และมีบาดแผลที่แตกต่างกัน เขาจึงมองผู้อื่นด้วยสายตาแห่งความเมตตา และเห็นอก [เพลง] เห็นใจ เลือกที่จะเป็นผู้สร้างสันติ ไม่จับผิด และพร้อมที่จะยื่นมือช่วยเหลือเกื้อกูลตามกำลังที่ตนมี จิตที่แผ่ขยายออกไปโอบกอดผู้อื่นด้วยความเข้าใจเช่นนี้ คือจิตที่มีความกว้างขวางและประณีตงดงามอย่างถึง [เพลง] ที่สุดครับ เดินทางมาถึงคุณสมบัติข้อที่ 7 ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เติมเต็มให้จิตใจของเรามีความประณีตอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นก็คือการเป็นคนที่รู้จักบุคคล หรือที่ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า "ปุคลัญญุตา" ครับ การรู้จักบุคคลในที่นี้คือการมีความเข้าใจในความแตกต่างของมนุษย์แต่ละคน เข้าใจว่าคนร้อยพ่อพันแม่ย่อมมีอุปนิสัยใจคอ มีสติปัญญา มีคุณธรรม [เพลง] และมีพื้นฐานชีวิตที่ไม่เหมือนกันเลย คนที่มีจิตหยาบมักจะนำไม้บรรทัดของตัวเองไปวัดคนอื่นเสมอ คาดหวังให้ทุกคนต้องคิดเหมือนตนเอง ต้องทำตามวิธีของตนเอง และเมื่อคนอื่นไม่เป็นที่คาดหวัง [เพลง] ก็จะเกิดความหงุดหงิดขัดเคืองใจ และนำไปสู่การทะเลาะ [เพลง] เบาะแว้งในที่สุด แต่สำหรับคนที่มีจิตประณีต เขาจะมองเห็นผู้คนรอบตัวด้วยสายตาที่เปิดกว้างและปราศจากอคติ เปรียบเสมือนชาวสวนผู้เชี่ยวชาญ [เพลง] ที่รู้ว่าต้นไม้แต่ละชนิดต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน ต้นไม้บางชนิดชอบแสงแดดจัด บางชนิดชอบร่มเงา บางชนิดต้องการน้ำมาก ในขณะที่บางชนิดแค่น้ำหยดเดียวก็เพียงพอ เมื่อเข้าใจธรรมชาติของต้นไม้ ชาวสวนก็สามารถปลูกพืชทุกชนิดให้เจริญงอกงามร่วมกันในสวนเดียวได้ ในชีวิตประจำวัน การรู้จักบุคคลจะทำให้ [เพลง] เรามีศิลปะในการอยู่ร่วมกับผู้คนครับ เมื่อเราต้องเจอกับคนที่มีอารมณ์ร้อน เราก็จะรู้ว่าไม่ควรเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ เมื่อต้องทำงานกับคนที่มีความละเอียดรอบคอบสูง เราก็จะปรับตัวให้ทำงานด้วยความรัดกุมมากขึ้น หรือเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่มักจะคิดลบเสมอ เราก็จะมีความเมตตาและเข้าใจว่า [เพลง] โลกภายในของเขานั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและทุกข์ระทม จิตที่ประณีตจะไม่เข้าไปแบกรับอารมณ์ของคนอื่น ไม่โกรธเกลียดใครโดยไร้เหตุผล และที่สำคัญที่สุด คือเขารู้จักเลือกคบคน เลือกที่จะนำพาตัวเองไปอยู่ในแวดวงของคนที่มีศีลและปัญญาเสมอกัน เพื่อสนับสนุนให้จิตใจของตนเองได้รับการยกระดับให้สูง [เพลง] และประณีตยิ่งๆ ขึ้นไปครับ เมื่อเรานำคุณสมบัติทั้ง 7 ประการมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การรู้ [เพลง] จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน และรู้จักบุคคล สิ่งที่เกิดขึ้น [เพลง] ไม่ใช่แค่หลักการในการใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไปครับ แต่ในทางธรรม เราเรียกองค์ประกอบทั้ง 7 ข้อนี้รวมกันว่า "สัปปริสธรรม 7" หรือธรรมะของคนดี ซึ่งเป็นเครื่องมือชั้นเลิศในการขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ให้ก้าวข้ามจากความหยาบกระด้างไปสู่ความประณีตงดงามในระดับสูงสุด คุณผู้ฟังลองจินตนาการดูนะครับว่า หากมีใครสักคนที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 7 ข้อนี้อยู่ในใจเสมอ ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร เมื่อเกิดปัญหา เขาใช้ปัญญา [เพลง] ค้นหา สาเหตุแทนการใช้อารมณ์ ก่อนจะลงมือทำสิ่งใด เขามองเห็นผลลัพธ์ที่จะตามมาอย่างทะลุปรุโปร่ง เขารู้จักตัวเองอย่างแท้จริง จึงไม่อวดอ้างหรือทะนงตน เขาใช้ชีวิต [เพลง] ด้วยความพอดี ไม่เบียดเบียนใคร เขารู้จังหวะเวลาว่าเมื่อใดควรรุกเมื่อใดควรรับ เขาสามารถกลมกลืนกับทุกสังคมได้อย่างสง่างาม และเขาเข้าใจความ [เพลง] แตกต่างของผู้คน จนไม่มีความเกลียดชังหลงเหลืออยู่ในใจเลย บุคคลที่มีจิตใจเช่นนี้ย่อม [เพลง] เป็นเหมือนร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกคนที่เข้าใกล้ ใครที่ได้อยู่ใกล้ก็จะ [เพลง] มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข การมีจิตประณีตจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ หรือการยอมจำนนต่อโลกนะครับ แต่เป็นความเข้มแข็งอย่างถึงที่สุด เป็นความเข้มแข็งที่เกิดจากการมีสติควบคุมทิศทางของชีวิตได้อย่างเบ็ดเสร็จ เปรียบเหมือนช่างทอผ้าฝีมือเอก ที่สามารถนำเส้นด้ายแห่งเหตุและผล เส้นด้ายแห่งการรู้จักตนและรู้จักประมาณ [เพลง] เส้นด้ายแห่งกาลเวลา สังคมและผู้คน มาถักทอประสานกัน จนกลายเป็นผืนผ้าที่มีลวดลายวิจิตรบรรจง ผืนผ้าแห่งชีวิตที่แข็งแรงทนทานและงดงามในทุกมิติ นี่แหละครับ คืออานุภาพของการมีจิตประณีต ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตที่สับสนวุ่นวายให้กลายเป็นชีวิตที่สงบงามได้อย่างแท้จริง มาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจจะเริ่มตั้งคำ [เพลง] ถามในใจว่า คุณสมบัติทั้ง 7 ข้อนี้ช่างดูสมบูรณ์แบบเหลือเกิน แล้วปุถุชนคนธรรมดา ที่ยังต้องดิ้นรนทำมาหากิน ยังต้องเผชิญกับรถติด ต้องปวดหัวกับเรื่องงาน และยังมี ความโกรธ ความโลภ ความหลง ปะปนอยู่ในใจทุกวัน อย่างเราจะสามารถฝึกฝนจิตใจให้ประณีตถึงขั้นนี้ได้จริงหรือ ผมอยากจะบอกด้วยความมั่นใจเลยครับว่า ทำได้จริง และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มต้นทำตั้งแต่วันนี้ครับ การขัดเกลาจิตใจให้ประณีตไม่ได้หมายความว่าเราต้องสลักทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปอยู่ในถ้ำ แต่คือการนำหลักธรรมทั้ง 7 ข้อนี้มาประยุกต์ใช้ในทุกวินาทีของชีวิตประจำวันครับ เปรียบเหมือนการแกะสลักท่อน [เพลง] ไม้ที่หยาบกระด้างให้กลายเป็นพระพุทธรูปที่งดงาม ช่างแกะสลักไม่สามารถใช้ขวานสับเพียงครั้งเดียวแล้วได้ผลงานที่สมบูรณ์แบบ แต่เขาต้องใช้สิ่วค่อยๆ สกัด ค่อย [เพลง] ๆ เกลา ทิ้งเศษไม้ส่วนเกินออกไปทีละน้อย ต้องอาศัยความอดทน สมาธิ และเวลา จิตใจของเราก็เช่นเดียวกันครับ ต้องอาศัยเครื่องมือที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ "สติ" ในทุกๆ วันที่เราตื่นขึ้นมา ให้เราเริ่มต้นด้วยการมีสติรู้เท่าทันตัว [เพลง] เอง เมื่อความโกรธพุ่งขึ้นมา ลองใช้คุณสมบัติข้อที่ 1 และ 2 ถามตัวเองว่าโกรธเพราะอะไร [เพลง] และถ้าเราด่าทอ กลับไปผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เมื่อเรารู้สึกท้อแท้กับคำวิจารณ์ ลองใช้คุณสมบัติข้อที่ [เพลง] 3 หันกลับมามองตัวเองตามความเป็นจริงว่าเรามีข้อบกพร่องตามที่เขาว่าหรือไม่ ถ้ามีก็แก้ไข [เพลง] ถ้าไม่มีก็ปล่อยผ่าน ไม่ต้องไปยึดติด ทุกครั้งที่เราสามารถหยุดอารมณ์ด้านลบ และแทนที่ด้วยความมีเหตุผลได้ นั่นคือรอยสิ่วที่ค่อยๆ สกัดความหยาบของจิตใจทิ้งไปทีละชิ้น และเผยให้เห็นเนื้อแท้ของจิตที่มีความประณีต สว่างไสว และเบาสบายมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ครับ การเดินทางเพื่อฝึกฝนจิตใจให้เป็นจิตที่ประณีตตามหลักธรรมทั้ง 7 ประการนั้น ไม่ใช่การวิ่งแข่งขันระยะสั้นที่เราต้องรีบเร่งไปให้ถึงเส้นชัยครับ แต่เป็นการวิ่งมาราธอนที่ต้องอาศัยความเพียรพยายามอย่าง [เพลง] ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต บางวันเราอาจจะทำได้ดี จิตใจเบิกบานผ่องใส แต่บางวันเราอาจจะเผลอปล่อยให้อารมณ์ขุ่นมัวเข้ามาครอบงำจนสอบตกไปบ้าง ก็ขอให้คุณผู้ฟังอย่าเพิ่งท้อแท้ หรือตำหนิตัวเองนะครับ ขอเพียงแค่เรามีสติระลึกรู้ ยอมรับความจริง แล้วเริ่มต้นใหม่ในวินาทีถัดไป เท่านี้จิตใจของเราก็ได้รับการยกระดับและประณีตขึ้นกว่าเดิมแล้ว เมื่อคุณผู้ฟังได้สำรวจตัวเองจนครบทั้ง 7 ข้อแล้ว ลองถามหัวใจตัวเองดูนะครับว่า [เพลง] วันนี้จิตของเรามีความละเอียดอ่อนมากน้อยแค่ไหน เราเป็นผู้รู้เหตุ [เพลง] รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้ชุมชน และรู้บุคคลแล้วหรือยัง การตรวจสอบคุณสมบัติเหล่านี้ ไม่ใช่เพื่อนำไปโอ้อวด เปรียบเทียบว่าเราประเสริฐกว่าใคร และยิ่งไม่ใช่การนำไปเป็นเครื่องมือเพื่อคอยเพ่งโทษจับผิดผู้อื่น แต่เป้าหมายที่แท้จริง คือการกลับมาดูแลบ้านภายในจิตใจของเราเอง ให้กลายเป็นบ้านที่สะอาด ปลอดโปร่ง และร่มเย็นที่สุดต่างหากครับ ในยุคสมัยที่ผู้คนมากมายต่างพากันวิ่งตามหาสันติภาพจากโลกภายนอก วิ่งตามหาความสุขจากวัตถุที่ฉาบฉวย คนที่มีจิตประณีตจะค้นพบความลับที่ยิ่ง [เพลง] ใหญ่ว่า สันติภาพและความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนที่สุดนั้น ไม่ได้ซ่อนอยู่ที่ไหนไกลเลย แต่มันซ่อนอยู่ในความสงบงามของจิตใจที่ได้รับการขัดเกลามาเป็น [เพลง] อย่างดีแล้วนั่นเอง บุคคลที่มีจิตประณีตจึงเปรียบเสมือนดอก [เพลง] บัวที่เบ่งบานอย่างบริสุทธิ์งดงาม แม้จะเติบโตมาจากโคลนตมแห่งความวุ่นวายของโลกใบนี้ก็ตาม เป็นจิตที่หาได้ยากยิ่งนัก [เพลง] ในสังคมปัจจุบัน แต่ก็เป็นจิตที่มีคุณค่ามหาศาลเกินกว่าจะประเมินได้ พระธรรมปิฎก ธรรมสวัสดีครับ