Transcription
สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่สุธิชัยไลฟ์ครับ
พรุ่งนี้วันศุกร์ที่ 24 เมษายน การเมืองอาจจะถูกเขย่าครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อศาลฎีกาจะพิจารณาจะรับเรื่องที่ ป.ป.ช. ได้ยื่นฟ้อง 44 อดีต ส.ส. ของพรรคก้าวไกล จำนวนนั้นก็จะมีแกนนำพรรคประชาชนวันนี้อยู่ไม่ต่ำกว่า 10 คน อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าหากศาลรับเรื่องแล้วสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ถ้าสั่งแล้วเกิดอะไรขึ้น การเมืองไทยจะเป็นเช่นไร กรณีนี้เทียบกับกรณีที่ ป.ป.ช. เหมือนกันนะครับ พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควรว่า เออ สองเรื่องนี้ ทำไม ป.ป.ช. ใช้วิธีคิดที่ดูเหมือนบางคนบอกมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ต้องเช็คกับอาจารย์ยุทธพร อิสสระชัย ครับ สวัสดีครับอาจารย์ยุทธพรครับ
สวัสดีครับ
สวัสดีครับคุณสุธิชัยครับ
พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับพรรคประชาชนครับ
ต้องบอกว่ามีความเสี่ยงสูงมากครับคุณสุธิชัย ที่อาจจะมีการรับนะครับคดีโดยศาลฎีกา แล้วก็สั่งให้ 10 ส.ส. หยุดปฏิบัติหน้าที่นะครับ เพราะตอนนี้ใน 44 ส.ส. เนี่ยก็จะมี ส.ส. ปัจจุบันนะครับที่ยังโลดแล่นอยู่ในสภาประมาณ 10 คนนะ จะสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ครับ เพราะว่าในกฎหมายเขียนชัดครับว่า เมื่อศาลรับคำร้อง ให้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนะครับ ซึ่งเว้นแต่จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้นเนี่ย ก็หมายความว่าเป็นข้อยกเว้นครับ คราวนี้เป็นข้อยกเว้น ก็จะต้องมีเรื่องของพยานหลักฐานที่เพียงพอนะครับ หรือว่ามีเรื่องของอ่า บรรดาข้อกฎหมาย ประเด็นการตีความอะไรที่มันเป็นประเด็นปัญหาอย่างชัดเจนครับ จึงจะมีการใช้หลักที่เป็นข้อยกเว้นได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเป็นข้อยกเว้นคงเกิดขึ้นยากครับ ดังนั้นก็เป็นไปได้สูงที่จะมีการรับคำร้อง แล้วก็สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นะครับ
จะเป็นอีกสักกรณีหนึ่งก็คือศาลอาจจะเลื่อนนะครับการพิจารณา
แต่ผมเชื่อว่าคงไม่เลื่อนหรอกครับ เพราะว่าโดยปกติแล้วเนี่ยอ่า เมื่อมีการส่งเรื่องไปที่ศาล ก็จะต้องมีการประชุมนะครับ เพื่อที่จะตั้งองค์คณะนะ เมื่อตั้งองค์คณะแล้วเนี่ย ก็จะมีการพิจารณาครับว่าจะรับคำร้องหรือไม่ ซึ่งมันมีกรอบระยะเวลาที่กำหนดอยู่ครับ เพราะฉะนั้น โอกาสจะเลื่อนก็คงไม่มากนักครับ แต่ว่าที่ ป.ป.ช. ยื่นไปนี่เหมาทั้งหมด 44 คนเป็นมัดเดียวกันเลยไม่ใช่เป็นแต่ละคนเหรอครับ เดิมทีเราว่าเค้าพิจารณาเป็นคนๆ แต่นี่ไม่ได้แยก ซึ่ง ป.ป.ช. มีสิทธิทำเช่นนั้น มันเป็นยังไง เหตุผลคืออะไร
คือก่อนหน้านี้เนี่ยนะครับอ่า ก็มีการประเมินกันว่าท้ายสุดแล้วเนี่ย ป.ป.ช. อาจจะพิจารณาแยกเป็นหลายคน เพราะเวลาสอบเนี่ยมีการแยกสอบนะครับ เป็นหลายบุคคล รวมเป็นพฤติการณ์เนี่ยของ 44 ส.ส. เนี่ยไม่เหมือนกันนะครับ เพราะว่าบางคนก็อาจจะเป็นเพียงแค่การเข้าชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายนะครับ บางคนไปถึงขั้นของการไปร่วมกิจกรรมนะต่างๆ บางคนไปประกันตัวนะครับผู้ต้องหาในคดีมาตรา 112 บางคนก็ไปเอาประเด็นนี้หาเสียงนะครับต่างๆ แต่ว่าสุดท้ายก็คือ ป.ป.ช. มัดรวมหมดครับ แล้วก็ส่งเรื่องลักษณะที่เหมาเข่งหมดเลยนะ คือเหมือนกันทั้ง 44 คนครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยอ่า โอกาสที่ศาลจะสั่งแยกเป็นรายคน ผมว่าก็คงจะยาก เพราะว่าตัวสำนวนที่เป็นจุดตั้งต้นจาก ป.ป.ช. นั้นไม่ได้แยกนะ แล้วก็ในคดีที่เป็นการส่งไปองค์กรอิสระเนี่ย ก็คือ กฎหมายเขียนชัดอยู่แล้วครับว่า ศาลต้องถือสำนวน ป.ป.ช. เป็นสำนวนของศาลนะ เพราะฉะนั้นก็หมายความว่า ป.ป.ช. ส่งมาแบบไหน ก็ถ้าศาลไม่เห็นแตกต่างนะครับในประเด็นข้อกฎหมายหรือว่าข้อเท็จจริงต่างๆ ก็ต้องว่าไปตามนั้นครับ
ศาลก็มีทางเลือกว่าจะรับหรือไม่รับเท่านั้น จะไปรับแล้วมาแยกเยือกอะไรไม่ได้
คงไม่แยกอย่างงั้นครับ
ถ้าอย่างงั้นก็แปลว่าเส้นทางของพรรคประชาชนอยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยงมาก 10 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่เลยเนี่ย คำว่าหยุดปฏิบัติหน้าที่ เอ่อนั่งอยู่ในกรรมาธิการได้มั้ย บทบาทเป็นยังไง เพราะไม่ได้ไม่ได้พอมีความผิดนี่แค่รับเรื่องเอาไว้เฉยๆ ศาลบอกว่าก็รับพิจารณาแต่คุณหยุดทำหน้าที่ก่อนจะได้ไม่ไปยุ่งเหยิงกับพยานหรืออะไรก็ตามแต่
บทบาท 10 คนนี้ทำอะไรได้ทำอะไรไม่ได้ในฐานะนักการเมือง
ส.ส. ยังเป็นอยู่ใช่มั้ย ยังเป็น ส.ส. อยู่ เป็นอยู่ คือสถานภาพเี่ยังมีอยู่ แต่ว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ครับนะ ความเป็น ส.ส. ยังมีอยู่ นะครับ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย นะ เพราะฉะนั้นเนี่ยเมื่อความเป็น ส.ส. มีอยู่ ประการแรกเลยก็คือว่ายังไม่มีการเลื่อน บัญชีรายชื่อนะครับขึ้นมาสำหรับส่วนที่เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อนะครับ ซึ่งมีอยู่ประมาณสัก 8 คนนะครับ และในขณะที่ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเนี่ยมีอยู่ 2 คนนะ ซึ่งก็ยังจะไม่มีการเลือกตั้งซ่อม เพราะว่า 2 คนเนี่ยก็คือ ส.ส. กรุงเทพมหานคร นะ ซึ่งต้องบอกว่าถ้ามีการเลือกตั้งซ่อม ก็คงเป็นโอกาสของพรรคประชาชนเขาอ่ะนะครับ ที่จะได้รับที่นั่งในกรุงเทพฯ เหมือนเดิม
แล้วก็ในส่วนบัญชีรายชื่อ ถ้ามีการพ้นสถานภาพตรงนี้ไป ก็จะมีการขยับบัญชีรายชื่อขึ้นมา แต่หมายความว่าไม่ได้ขยับทันที นะครับนะ จะต้องรอให้ กกต. นั้นรับรองนะครับ การเลื่อนบัญชีรายชื่อก่อนนะ คือพอ ส.ส. หมดสมาชิกภาพเนี่ย ทางสภาก็จะแจ้งไปที่ กกต. นะครับ ให้ กกต. ขยับบัญชีรายชื่อ แล้ว กกต. รับรองมา จึงจะเกิดสถานภาพ ส.ส. ตอนนั้นครับ สำหรับ ส.ส. บัญชีรายชื่อนะครับ สำหรับ ส.ส. แบบแบ่งเขต ก็ต้องไปเลือกตั้งซ่อมนะครับ พอเลือกตั้งเสร็จ ก็เกิดสถานภาพในวันเลือกตั้งนะ ครับ แต่คราวนี้ประเด็นก็คือว่า ถ้ายังไม่ถึงขั้นนั้น แค่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นะ ส.ส. ทั้ง 2 ส่วนก็ยังคงเป็น ส.ส. อยู่ครับ ทุกอย่างจะถูกแขวนไว้หมดนะ แต่ทำหน้าที่ไม่ได้นะครับ ทำหน้าที่ในฐานะของการเป็นผู้แทนราษฎรไม่ได้ อย่างเช่นการเข้าประชุมสภา
นะครับ ก็เข้าไม่ได้นะ คราวนี้ในส่วนของกรรมาธิการเนี่ย ต้องไปดูครับ ถ้าเป็นกรรมาธิการสามัญนะครับ ซึ่งอันนั้นเนี่ยสืบเนื่องมาจากสถานภาพของการเป็น ส.ส. ก็อาจจะทำหน้าที่ไม่ได้ แต่ถ้ากรรมาธิการวิสามัญนะครับ ซึ่งอ่ามีสัดส่วนจากบุคคลภายนอกเนี่ยเข้าไปด้วย อันนี้เนี่ยมันมีความก้ำกึ่ง ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ครับว่าทำหน้าที่ได้หรือไม่ สำหรับกรรมาธิการวิสามัญครับ
สมมุติว่า ส.ส. 8 คนที่เป็นบัญชีรายชื่อลาออก
ลาออกเพื่อเลื่อนขึ้นมาโดยขณะที่คดียังค้างอยู่อย่างเงี้ยได้มั้ย
ลาออกได้ครับ คดียังค้างอยู่ได้นะครับ แต่ถ้าลาออกหลังตัดสินแล้วเนี่ย ก็ไม่มีผลอะไรนะครับ แต่ถ้าลาออก ณ ตอนเนี้ย คดียังค้างอยู่นะครับ ก็จะต้องเป็นเรื่องที่ต้องรอ กกต. ในการที่จะประกาศเลื่อนบัญชีรายชื่อนะ คือไม่ใช่ว่าลาออกปุ๊บ ส.ส. ทั้ง 8 คนเนี่ยเลื่อนขึ้นมาแทนไม่ใช่นะครับ
สภาจะต้องแจ้งไปที่ กกต. มีการลาออก ส.ส. บัญชีรายชื่อนะครับ ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับถัดมาก็จะมีการประกอบประกาศรับรองจาก กกต. ให้เลื่อนขึ้นมานะครับ ซึ่งอันนั้นมันก็ต้องใช้เวลา ต้องใช้เวลาครับ ก็ก็คงไม่ไม่เร็วกว่า 1-2 สัปดาห์นะครับ ที่ผ่านมาก็อยู่แล้วเวลาประมาณนั้น
ซึ่งคิดว่านั่นจะเป็นทางเลือกของ 8 คนของพรรคประชาชนมั้ย
ใช่ครับ ผมคิดว่าอันนั้นก็คงจะเป็นช่องทางที่พรรคก็คงเตรียมการกันไว้เหมือนกันนะ ครับ เพราะว่าที่ผ่านมาเนี่ยก็ต้องบอกว่า พรรคก็เตรียมตัวนะครับในการที่จะรับมือกับสถานการณ์ตรงนี้นะ อย่างเช่นการปรับโครงสร้างนะครับ โดยเอาทางอาจารย์ต้น วีรยุทธเนี่ย ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคนะครับ แล้วก็ขยับคุณเท้ง ณัฐพงษ์เนี่ย ลงไปเป็นเลขาธิการพรรคนะครับ เพราะอย่าลืมว่าการที่จะมีใครเป็นหัวหน้าพรรคประชาชนเนี่ย มันจะไปสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเรื่องของผู้นำฝ่ายค้านนะครับ ที่จะมีการเสนอแต่งตั้งหลังจากนี้ด้วย เพราะผู้นำฝ่ายค้านนั้นในรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ชัดครับว่าเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในฝ่ายค้านที่เป็นพรรคใหญ่ที่สุด นะ ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็คือพรรคประชาชน เพราะงั้นใครที่จะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ก็ต้องมาจากหัวหน้าพรรคประชาชนนะ แต่คราวนี้ถ้าเป็นคุณเท้ง ณัฐพงษ์เหมือนเดิมเนี่ย แล้วปรากฏว่าท้ายสุดมีคำวินิจฉัยของศาลนะครับ ในเรื่องของ 14 ส.ส. หรือคุณเท้งอยู่ในนั้นด้วยเนี่ย นะ โอกาสที่จะทำให้ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านหายไปหลังจากนี้เนี่ย ก็เป็นไปได้นะครับ เพราะฉะนั้นก็เลยอาจจะมีการสลับนะครับ เอาอาจารย์ต้น วีรยุทธเนี่ยขึ้นมา ซึ่งไม่ได้อยู่ใน 44 ส.ส. ตรงนี้ด้วยครับ
แต่ว่าในเรื่องอื่นๆ เนี่ยก็ต้องบอกว่า พรรคก็คงทำได้ระดับหนึ่งนะครับ เพราะว่าจะไปเตรียมการนะครับอื่นๆ ก็ก็คงไม่ได้อะไรมากกว่านี้ เพราะมันก็มีข้อจำกัดในทางกฎหมายนะ ก็คงได้ประมาณเนี้ย
คุณเท้งมาเป็นเลขาธิการพรรค ทำหน้าที่เลขาธิการได้เหรอ
ได้ครับ เพราะว่าสุดท้ายถ้าคุณเท้งโดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองนะครับ สมมุตินะ สมมุติว่าอ่าไม่ใช่ถูกตัดสินตอนหยุดหยุดปฏิบัติหน้าที่เนี่ย
ครับ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ทำได้ในฐานะเลขาธิการพรรค เพราะว่าตำแหน่งเอ่อหัวหน้าพรรครองหัวหน้าพรรคเลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรคเนี่ยเป็นตำแหน่งทางการเมืองใช่ครับ
แต่ว่าเข้าสภาในฐานะ ส.ส. นี่ไม่ได้
ไม่ได้ ก็ทำงานเป็นแม่บ้านของพรรคไป
ใช่ ก็เป็นเลขาธิการพรรคไปครับ
ซึ่งตรงเนี้ยที่มันจะทำให้ดูลักลั่นพอสมควรนะ จากหัวหน้าพรรคมาเป็นเลขาธิการพรรค เข้าสภาไม่ได้แต่ก็ทำงาน ซึ่งปกติเลขาธิการพรรคเนี่ยคือคนประสาน คือคนซึ่งไม่เคยมีปรากฏมาก่อนนะใน การเมืองไทย
คือตำแหน่งเลขาธิการพรรคเนี่ยจริงๆแล้วเนี่ย ก็จะไปสัมพันธ์กับเรื่องของบรรดาการทำงานในสภาไม่น้อยนะครับ อย่างเช่นการประสานงานกับทางพรรคการเมืองพรรคอื่นๆ จะในพรรคร่วมรัฐบาลพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือประสานงานกับวิปนะครับ ในเรื่องสำคัญการพิจารณากฎหมายยติหรืออะไรต่างๆ เหล่าเนี้ย เลขาธิการพรรคคือแม่บ้านแบบคุณสุธิชัยบอกเนี่ยนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าแม่บ้านอยู่นอกสภา อันนี้ก็จะเป็นปัญหาเหมือนกัน แต่คำว่านอกสภาในที่นี้เนี่ยไม่ได้หมายความว่า จะเดินเข้าไปในสภาไม่ได้นะครับ เดินเข้าไปได้ครับ เพียงแต่ว่าเข้าไปทำหน้าที่เป็น ส.ส. หรือว่าเข้าร่วมประชุมในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรเนี่ยนะ ที่เป็นห้องประชุมใหญ่ นะครับ ห้องประชุมของ ส.ส. อันนั้นน่ะเข้าไปไม่ได้
แต่ว่าเข้าไปในห้องพักได้ครับ ในในสภาจะมีห้องพัก
ไม่ใช่ห้องประชุมใช่มั้ ห้องพักการเมือง
ห้องพักในนี้ไม่ไม่ได้หมายถึงห้องพักผ่อน นะครับว่าห้องพรรคเนี่ยหมายถึงห้องพักการเมือง
ในสภาเนี่ยจะมีห้องให้แต่ละพรรคครับ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคเล็กพรรคใหญ่พรรคอะไรมีให้หมดครับ
นะครับ เพื่อที่จะเป็นที่ประสานงานนะของพรรค กับบรรดา ส.ส. ของพรรค
นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยการเข้าไปในห้องพรรคเพื่อประสานงานกับผู้คนอันนี้ยังทำได้
นะครับ เพียงแต่ว่าเข้าในห้องประชุม ส.ส. ทำหน้าที่ฐานะ ส.ส. เนี่ยไม่ได้ครับ
ไปเอ่อร้านอาหารได้ในสภา
ได้ครับ ได้ครับ ไปพูดคุยกับคนนู้นคนนี้อะไรได้ครับ ก็ก็เข้าไปทำงานในฐานะเลขาธิการพรรค ในฐานะประชาชนอะไรได้ แต่ทำหน้าที่ ส.ส. เท่านั้นที่ทำไม่ได้นะครับ
ใช้เวลานานแค่ไหนดูจากคดีเก่าๆที่จะตัดสิน
ส่วนใหญ่ก็จะประมาณ 30-45 วัน
นะครับ สำหรับในส่วนของศาลฎีกานะครับ
อนะ ซึ่งตรงนี้เนี่ยก็ยังใช้เวลาน้อยกว่า ศาลรัฐธรรมนูญนะฮะ คือถ้าเป็นศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการแบ่งคดีเป็น 2 ประเภท คือคดีที่มีการกำหนดระยะเวลาไว้ในรัฐธรรมนูญ นะ กับคดีที่ไม่มีการกำหนดระยะเวลาไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นคดีที่กำหนดระยะเวลาไว้ในรัฐธรรมนูญ จะกำหนดเลยครับ เช่นเรื่องของสารภาพ ส.ส. ต่างๆ ที่กระทำการขัดรัฐธรรมนูญต่างๆ 15 วันนะฮะ ยุบพรรคกี่วันอะไรต่างๆ ก็จะกำหนดเอาไว้ แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ได้กำหนดรัฐธรรมนูญ ก็จะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 1 ปี
อ่า นี่คือกรณีของศาลรัฐธรรมนูญนะครับ แต่กรณีของศาลฎีกานั้นเนี่ยนะครับ ซึ่ง 44 ส.ส. เนี่ยจะไปที่ศาลกาครับ นะ เพราะเป็นการร้องเรื่องจริยธรรมนะครับ มาจริยธรรม 2561 นะ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นเอ่อสถิติที่ผ่านมา เนี่ยประมาณสัก 30-45 วันประมาณนี้ครับ
อาจารย์ไม่คิดว่าศาลจะฟังข้อต่อสู้ของฝ่ายพรรค
เอ่อ ก้าวไกลกลุ่ม 44 คนเหรอว่าการทำหน้าที่ ส.ส. เสนอกฎหมายนั้นเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องผิด
นี่คือวิธีการต่อสู้ใช่มั้ยครับ แล้วก็ทาง ป.ป.ช. แน่นอนก็ไปพูดถึงพฤติกรรมต่างๆนานา ด้วย
คือจากในอดีตนี่คำต่อสู้ข้อต่อสู้อย่างงี้ ไม่ได้ผลหรือได้ผลคิดว่า
คืออือ จริงๆแล้วเนี่ยต้องบอกว่าในสำนวนของ ป.ป.ช. เนี่ยก็ได้เป็นการล้อเอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ในคดีล้มล้างการปกครอง เนี่ยมาเลยนะ เพราะว่าในคดีล้มล้างการปกครองเนี่ย ศาลได้วางเอาไว้อยู่แล้วครับในเรื่องหลักการที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 นะครับว่าอะไรอย่างไรแค่ไหนเพียงใดนะ ซึ่งศาลได้วางไว้อย่างละเอียดนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยในสำนวน ป.ป.ช. ก็จะล้ออคิฉายศาลรัฐธรรมนูญตรงเนี้ย
นะครับ ดังนั้นเนี่ยก็เป็นไปได้สูงอยู่แล้วครับ ที่อาจจะทำให้ศาลฎีกาก็ต้องพิจารณาไปตามนั้นนะครับ เพราะว่าคำนิสัย ศาลก็ผูกพันทุกองค์กรนะครับ
แต่คราวนี้ประเด็นที่เป็นข้อโต้แย้งนะครับ ของทางฝ่ายผู้ถูกร้องเนี่ยนะครับ ก็คือ 44 ส.ส. เนี่ยเขาก็แย้งไป 2 เรื่องนะ ครับ 1 ก็คือการเสนอกฎหมายเนี่ยนะครับ เป็นการทำหน้าที่ของ ส.ส. นะครับ และยังไม่ได้รับการบรรจุระเบียบปาระ
นะฮะ ซึ่งตรงเนี้ยในสำนวน ป.ป.ช. ก็ได้แย้งนะ ครับจริงๆสู้ในแนปปช.ละเรื่องนี้ ป.ป.ช. ก็แย้งว่าแม้จะเป็นการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเป็นการใช้สิทธิ์เพื่อที่จะมีความมุ่งหมายในการล้มล้างการปกครองนะ ในขณะเดียวกันนะครับ ประเด็นที่ 2 ที่มีการเอ่อต่อสู้ นะครับของกลุ่ม 44 ส.ส. ก็คือว่าบรรทัดฐานนะครับ หรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้เนี่ย ได้เกิดขึ้นหลัง
นะ เกิดขึ้นหลังจากการที่มีพฤติการในการเสนอกฎหมายแล้ว
นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยอ่า จึงถือว่ามีบรรทัดฐานที่วางไว้ภายหลังนะครับ อันนี้ตรงนี้ก็ต้องไปดูล่ะครับว่าจะมีน้ำหนัก กับการที่ศาลจะพิจารณาในประเด็นข้อต่อสู้เหล่านี้
นะครับ ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่ไม่ง่ายนะครับ ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยนะครับ แล้วก็อ่าในเบื้องต้นเนี่ยทาง 4 ส.ส. เค้าก็ได้มีคำขอไปที่ศาลด้วยว่าถ้ามีเรื่องการรับฟ้องนะ ครับก็ขอให้ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
นะครับ เพื่อที่จะได้ทำหน้าที่ของการเป็นผู้แทนราษฎรต่อไป
นะครับ ซึ่งอันนี้ก็ต้องไปดูว่าศาลท่านจะ จะรับฟังในข้อเรียกร้องเหล่านี้หรือไม่นะ ครับ
ทำไมคนไทยส่วนใหญ่คิดว่านี่เป็นคดีที่ตัดสินแล้วทั้งหมด ส่วนใหญ่เชื่อว่ามันจะไปทางเดียวกัน ทำไมเราไม่คิดเลยหรอว่ามันจะมีช่องทางการต่อสู้กฎหมายที่น่าจะไปอีกทางหนึ่งได้ เพราะทุกกระบวนการยุติธรรมย่อมมีออกได้ทั้งด้านนี้และด้านนั้นอยู่ ที่การต่อสู้เหตุผลและประเด็นกฎหมาย
คือตรงนี้เนี่ยผมคิดว่าที่หลายคนคิดไปในทิศทางเดียวกันนั้นเนี่ยนะครับ เพราะว่าประการแรกเลยก็คือว่ากฎหมายนั้นเนี่ยค่อนข้างเขียนชัดนะ อย่างที่บอกว่าถ้าศาลรับคำร้องนะครับ ให้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
นะ อันนี้กฎหมายเขียนชัดเนี่ยเนี่ย ข้อยกเว้นที่ตามมาที่บอกว่าเว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นเนี่ย มันคือข้อยกเว้นนะครับ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะต้องใช้หลักนำข้อยกเว้นเนี่ย มันก็มีโอกาสเป็นไปได้มากกว่าอยู่แล้วนะครับ กับประเด็นที่ 2 ก็คือว่าในเรื่องนี้เนี่ย ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีวินิจฉัยนะ ครับในเรื่องคดีล้มการปกครองที่วินิจฉัยอย่างละเอียดนะครับว่าเอ่อกระบวนการขั้น ตอนพฤติการอะไรอย่างไรนะ ที่เป็นการกระทำที่ไปเข้าข่ายนะครับตามรัฐรัฐธรรมนูญนะฮะ แล้วก็อะไรคือสิ่งที่เป็นข้อห้ามนะ ในการที่จะไปเสนอแก้ไขกฎหมายหรืออะไรต่างๆ เหล่าเนี้ยนะครับ
อ่า เพราะตรงนี้ก็คือสิ่งที่มีความละเอียด แล้วก็ชัดเจนนะ แล้วก็เป็นประเด็นอ่อนไหวต่างๆ เพราะฉะนั้นเนี่ยก็เลยมีการวิเคราะห์กันไปว่า โอกาสที่จะเอ่อผิด เปลี่ยนไปจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย ก็คงจะเป็นเรื่องที่ยากนะครับ เพราะฉะนั้นผมว่า 2 ประเด็นเนี้ยก็คือ 2 ประเด็นหลัก ครับที่ทำให้ทางผู้คนในสังคมนะครับ การวิเคราะห์อะไรต่างๆ ก็ไปในทิศทางนี้นะ แต่ถ้าไม่ออกในทิศทางนี้เนี่ย ก็เชื่อว่าจะมีข้อวิจารณ์อีกแบบเหมือนกันครับคุณชัย
อาจจะมีการวิจารณ์ว่าเอ๊ะ ตกลงแล้วเนี่ย เอ่อมันมีซุปเปอร์ดีลอะไรจริงๆมั้ยกับทางพรรคประชาชนอะไรอย่างเงี้ย มันก็จะมีข้อวิจารณ์แบบนั้นเหมือนกันนะฮะ
ใช่ ไม่ว่าออกทางไหนก็จะมีคนมองว่ามันมีดีลนั่นแหละ ใช่มั้ยครับ
เพราะว่าเอ่อประเทศไทยมันเป็นอย่างนั้นจริงๆแล้วมันก็นำไปสู่ประเด็นที่เรากำลังวิจารณ์กันอยู่เรื่อง ป.ป.ช. กับคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ มีคนเปรียบเทียบว่า ป.ป.ช. ก็ทำเรื่องเกี่ยวกับเอ่ออดีต 44 ส.ส. ของก้าวไกล แล้วทำไมเอ่อรู้สึกจะใช้วิธีคิดมาตรฐาน แนวทางเรื่องคล้ายๆกัน เจตนาใช่มั้ยต้องตีความเจตนา แต่นี้ก็ไม่ตีความเจตนาอยู่ที่ความเชื่อดุลยพินิจ
เปรียบเทียบได้มั้ย 2 กรณีนี้
2 กรณีนี้ผมเชื่อว่าจะมีคนนำมาเปรียบเทียบแน่นอนครับคุณชัย เพราะว่าเป็น 2 คดี ที่เผอิญว่าอยู่ในช่วงระยะเวลานะ ที่ใกล้เคียงกันนะครับ เพราะว่าอ่าคดี 1 นะครับก็คือ ป.ป.ช. ส่งไปนะครับอ่าที่ศาลฎีกานะครับ แล้วก็จะมีคำสั่งศาลเนี่ยในวันที่ 24 นะ เมษายน นะ ส่วนอีกคดีหนึ่งแม้ว่า ป.ป.ช. จะยกคำร้องไประยะนึงแล้วนะครับ แต่เผอิญว่าก็จะมีการแถลงนะในวันที่ 23 เมษายนนะครับ ก็คือก่อนคดี 44 ส.ส. 1 วันนั่นแหละ
นั่นน่ะนะ ซึ่งตรงนี้แน่นอนว่าจะถูกนำมาหยิบยกเปรียบเทียบอยู่แล้วนะครับ ว่าในเรื่องของการวินิจฉัย ป.ป.ช. นั้นเนี่ย มีความเหมือนความต่างอะไรกันหรือไม่นะครับ หรือบรรทัดฐานในการวินิจฉัยเป็นอย่างไรนะ หรือแม้กระทั่งเหตุที่เกิดก่อนหรือหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
นะครับ ก็จะถูกหยิบยกมานะ เช่นเดียวกัน เพราะเผอิญคดีเอ่อของคุณศักดิ์สยามเนี่ย ก็เป็นคดีที่เกิดขึ้นหลังจากที่ ป.ป.ช. วินิจฉัยหลังจากที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว
ใช่ นะในขณะเดียวกัน 44 ส.ส. ตอนนั้นเนี่ย พฤติการเนี่ยเกิดขึ้นก่อนนะครับ ก่อนที่ศาลจะวางหลักในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายนะ ครับเพราะนั้นตรงเนี้ยก็คือสิ่งที่จะถูกหยิบยกมานะครับวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอยู่แล้วล่ะนะ ในทางเอ่อการเมืองเนี่ยนะครับ แน่นอนว่าถึง ป.ป.ช. จะแถลงอะไรออกมาอย่างไรมีหลักเหตุผลอะไรอย่างไรเนี่ยนะครับ เชื่อว่าก็ยังคงมีคนวิพากษ์วิจารณ์นะ อย่างน้อยๆ 3 ประเด็นครับผมคิดว่าที่จะมีการวิพากษ์วิจารณ์นะครับ 1 ก็คือเรื่องของความผูกพันของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญครับนะ เมื่อในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า คำวินิจฉัยศาลนั้นผูกพันทุกองค์กร
นะ แต่ว่า ป.ป.ช. บอกว่ามันเป็นคนละกรณี ข้อเท็จจริงคนละอันกันและเป็นคนละประเด็นกัน
นะ อันนี้ก็จะเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่ออีก ว่าเอ๊ะ ที่ ป.ป.ช. บอกเป็นคนละประเด็นเนี่ยนะ ครับอ่ามันเกี่ยวข้องอะไรอย่างไรหรือไม่ เพราะในเมื่อคำวินิจฉัยศาลบอกว่าเรื่องนี้เนี่ยมันมีความผูกพันกันทั้งหมด
คำว่ามาตรา 211 ใช่มั้ยครับรัฐธรรมนูญ
21 ในรัฐธรรมนูญครับ เพราะว่า
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ คำว่าผูกพัน ผูกพันในที่นี้ เอ่อแต่ ป.ป.ช. บอกว่า เป็นคนละประเด็นเนี่ย มันคำว่าผูกพัน กับคนละประเด็นมันผูกพันกันมั้ย เราชาวบ้านอาจารย์อาจารย์เป็นผู้เชี่ยวชาญต้องอธิบายชาวบ้านอย่างเราฟัง ผูกพันมันก็คือผูกพัน มันไม่ใช่แยก จะผูกก็ได้ไม่ผูกก็ได้ในบางเรื่องใช่หรือเปล่า หรือยังไง
คือสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญเนี่ยได้มีคำวินิจฉัยนะครับ ก็คือวินิจฉัยว่าการที่คุณศักดิ์สยามนั้นได้ถือครองหุ้นนะครับ อ่าก็จะถือ หรือว่าเข้าคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามนะครับต่างๆ ในการถือกองหุ้นที่เป็นบริษัท ซึ่งเป็นคู่สัญญากับรัฐต่างๆ เหล่าเนี้ยอ นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยศาลก็เลยสั่งให้พ้นนะครับ จากความเป็นรัฐมนตรีนะ คือจริงๆ เนี่ยมีการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปเมื่อปี 2566 นะครับ แล้วก็มีการสั่งให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีเนี่ยเมื่อปี 2567 นะฮะ แต่ว่าตรงเนี้ยก็จะต้องย้อนหลังไปถึงวัน ที่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นะครับ เพราะในกฎหมายเขียนไว้ว่าให้ย้อนหลังไปอย่างงั้น
นะ แต่ในขณะเดียวกันเนี่ยเอ่อสิ่งที่ ป.ป.ช. มีวินิจฉัยของ ป.ป.ช. เนี่ย ป.ป.ช. บอกว่าเป็นคนละประเด็นนะครับ เพราะอันนั้นเนี่ยเป็นเรื่องของสถานภาพบุคคล
อืม นะก็เป็นคดีทางรัฐธรรมนูญล่ะครับ ถ้าพูดง่ายๆนะครับ ในขณะที่เรื่องของ ป.ป.ช. นั้นเนี่ยเป็นการยื่นนะครับบัญชีทรัพย์สิน นะครับไม่ได้เป็นเรื่องของสถานภาพบุคคลนะครับ แล้วก็การยึดบัญชีทรัพย์สินนั้นเนี่ย โทษก็เป็นโทษทางอาญานะครับ เพราะว่าเป็นไปตามกฎหมาย ป.ป.ช. นะครับ อันนี้เนี่ยพอเป็นโทษทางอาญาเนี่ยนะครับ มันก็จะไปเกี่ยวพันกับประเด็นที่ 2 ครับคือมาตรฐานการพิสูจน์
อืม นะมาตรฐานการพิสูจน์ที่ ป.ป.ช. บอกก็คือในโทษทางอาญาเนี่ยก็ต้องดูเจตนานะครับ ซึ่ง ป.ป.ช. ก็บอกว่าจากพฤติการอะไรต่างๆ แล้วเนี่ยเอ่อแสดงให้เห็นถึงความไม่จงใจนะครับในการที่จะไม่ยื่นก็คือว่า ไม่ได้มีเจตนาละถ้าพูดง่ายๆอย่างงั้นนะ ครับอ่าซึ่งคนละประเด็นกันกับเรื่องของ ศาลรัฐธรรมนูญเพราะฉะนั้นเนี่ยจึงทำให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มาผูกพันนะครับในกรณีนี้ด้วย
อืม นะครับอันเนี้ก็คือสิ่งที่อ่าเป็นการแถลง ป.ป.ช. นะครับแต่อย่างไรก็ดีผมคิดว่าแม้ว่า ป.ป.ช. จะแถลงแล้วเนี่ย 3 เรื่องครับที่คนก็ยังคงค้างคาใจแล้วก็ยังเชื่อว่ายังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์และอาจจะถูกเอาไปเปรียบเทียบกับคดี 44 ส.ส. ของพรรคประชาชนก็ได้
ครับ นะ 1 ก็คือความผูกพันของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอ 2 ก็คือมาตรฐานการพิสูจน์เนี่ยนะครับ ว่าตรงแล้วเนี่ยคดีทางรัฐธรรมนูญกับคดีอาญานะ จะอย่างไรหรือประเด็นที่ 3 นะครับ ก็คือสิ่งที่เป็นข้อค้างคาใจ
นะ ครับที่สังคมมีอยู่ต่อคำ ป.ป.ช. อืม นะซึ่งข้อค้างคาใจตรงนี้เนี่ยมันก็จะนำไปสู่ 2 ส่วนครับ ส่วนแรกก็คือผลทางการเมืองนะครับ ก็เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์อะไรกันเนี่ยแหละครับ และอาจจะเชื่อมโยงไปสู่คดียุบพรรคหรือไม่นะ ครับถ้ามีการพิสูจน์เส้นเงินการบริจาคอะไรให้พรรคด้วยนะครับ อ่าหลายคนบอกว่าเมื่อ ป.ป.ช. นายกแล้วเนี่ยก็จะทำให้คดียุบพรรคนั้นจะไปไม่ถึงด้วยอันนี้ผมยังไม่มั่นใจนะ เพราะสุดท้ายเนี่ยคดียุบพรรคนั้นเป็นคดีทางรัฐธรรมนูญนะครับ และเป็นคดีตามกฎหมายพรรคการเมือง
นะ ซึ่งไม่ได้เป็น่าคดีที่เอ่อเป็นไป
ป.ป.ช. ไม่เกี่ยวกับ ป.ป.ช. ไม่เกี่ยวกันนะฮะ เพราะงั้นอันนี้ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งและคดีนั้นต้องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญนะ อันนั้นคือผลทางการเมืองนะครับ อ่าส่วนผลทางกฎหมายนะ ตรงนี้ก็เป็นไปได้ครับที่อาจจะมีคนที่ไปร้องนะครับ การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ซึ่งมีโอกาสสูงอยู่แล้วนะครับ โดยเฉพาะในส่วนของการร้องตามมาตรา 236 ครับ อืม
นะครับ ที่ข้อถกเถียงกันอยู่ตอนเนี้ย
นะครับ ซึ่งมีโอกาสที่ ส.ส. พรรคประชาชนนะครับเา ก็อาจจะไปรวบรวมเสียงเนี่ยให้ได้ตามเกณฑ์ของกฎหมายนะครับ คือในมาตรา 236 เนี่ยต้องใช้เสียง ส.ส. นะครับ หรือ ส.ว. นะครับ หรือ 2 สภา รวมกันเนี่ยไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 นะครับของ 2 สภานะ ซึ่ง 1 ใน 5 ก็คือ 140 คนจาก 700 คนอ้า
นะครับ อันก็คือสิ่งที่พรรคประชาชนต้องไปหามาเติมครับ เพราะตอนเนี้ย ส.ส. พรรคประชาชนมีอยู่ 120 นะครับ ต้องไปหามันเติมให้ได้อีก 20 เพื่อให้เป็น 140
ร้องให้ทำอะไรร้องให้ทำอะไร
ร้องเพื่อเอาผิด ป.ป.ช. ครับ
เอาผิดอย่างเอาผิดข้อหาอะไรข้อหาอะไรเอา
ผิดในเรื่องของจริยธรรมนะฮะ จริยธรรมตามมาตรฐานจริยธรรมปี 2561 ครับ
นะครับ กระบวนการมันจะเป็นยังไงครับ กระบวนการเมื่อมี ส.ส. หรือ ส.ว. มารวมกันเนี่ยไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือ 140 คนจะต้องยื่นเรื่องไปที่ประธานรัฐสภา
นะครับ คราวนี้พอยื่นเรื่องไปที่ประธานรัฐสภา นั้นเนี่ยมาตรา 236 เนี่ยเขียนเอาไว้ชัดเลยครับว่าหากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุ
อ่า อันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา
นะครับ ก็ให้ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ
อืม นะซึ่งประเด็นตรงนี้สำคัญนะชัย เพราะมาตรา 236 เนี่ยไม่เหมือนมาตรา 82 นะครับ
มาตรา 82 เนี่ยที่เขาไปร้องถือครองหุ้น ส.ส. ขาดคุณสมบัตินู่นนี่นั่นน่ะ ประธานสภาทำหน้าที่เป็นได้เพียงแค่บุรุษไปรษณีย์
ต้องส่ง ต้องส่ง
ต้องส่งอย่างเดียว ต้องส่งอย่างเดียว เพราะว่าในรัฐธรรมนูญเขียนชัดเลยครับว่าให้ประธานรัฐสภาส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในกรณีนี้ไม่ใช่นะครับ 236 เนี่ยประธานมีดุลยพินิจที่จะพิจารณาได้ครับว่ามีเหตุอันควรสงสัยนะครับหรือไม่ตามพฤติกรรมพวกเรา ฮะ
อืม นะแล้วก็ตรงนี้เมื่อส่งไปศาลฎีกา ประธานศาลฎีกาก็จะต้องมีการตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ซึ่งก็จะต้องมีการประชุมใหญ่ของศาลฎีกา เค้าอ่ะนะครับ เพื่อตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญ 2 ส่วน 1 ก็คือมีความเป็นกลางทางการเมือง
อ่า 2 ก็คือมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ออ คือขั้นตอนในมาตรา 236 พอเสร็จ 236 ไปที่ไหนครับ
ไป 237 ครับ
237 ก็คือเมื่อผู้ไต่สวนอิสระนั้นเนี่ย ได้ดำเนินการเสร็จแล้วเนี่ย ถ้าเห็นว่าไม่มีมูลก็ให้ยุติเรื่องไปนะครับ แต่ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหานั้นเนี่ย ก็คือพูดง่ายๆคือ ป.ป.ช. เนี่ยนะครับ มีการฝ่าปฏิบัติ ตามมาตรฐานจริยธรรมต่างๆเนี่ย ก็ให้ย้อนกลับไปที่ 235 ครับนะ 235 ก็คือ กระบวนการในการที่จะไปลงโทษนั่นเองนะครับ ในเรื่อง อ่าจริยธรรมนะ ก็ต้องส่งนะครับอ่าไปยังอัยการสูงสุดนะครับ เพื่อที่จะดำเนินการนะ ครับต่อ และในขณะเดียวกันถ้ามีพฤติการนะ ครับที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับจริยธรรมนะ ก็พูดง่ายๆว่าเป็นความผิดอาญาน่ะนะครับ ก็ให้ส่งไปอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป อันนี้ขั้นตอนนะ แต่หลายคนก็กังวลครับ หลายคนก็มีข้อกังวลว่าสุดท้ายอาจจะจบตั้งแต่ชั้นประธานรัฐสภา
คือถ้าตอบว่าไม่ส่งเรื่องต่อ
ใช่ นะครับ ซึ่งก็เคยมีมั้ย เคยมีครับในประธานท่านที่แล้วท่านก็มีวินิจฉัยเรื่องที่มีคนร้องนั่นแหละนะ ที่บอกว่าไม่
ยุติเรื่องนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยอันนี้มันคือกลไกใหม่ในรัฐธรรมนูญปี 60 ครับ คุณชัย เพราะในอดีตเนี่ยรัฐธรรมนูญปี 40 เนี่ย การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเนี่ยจะใช้ ส.ว. หรือว่าที่สภานะ แต่พอมารัฐธรรมนูญ 60 เนี่ยใช้ ป.ป.ช. ครับ
นะครับ วุฒิสภาจะไม่มีอำนาจก็ต้องใช้ ป.ป.ช. ในการที่จะดำเนินการนะครับ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและในองค์กรอิสระแล้วถ้าเป็นกรณีที่ ป.ป.ช. ถูกร้องเองล่ะจะทำยังไงนะ
ก็ต้องเข้าที่เมื่อกี้เราคุยกันนี่แหละ ครับก็คือใช้กลไกผ่านทางประธานรัฐสภา คงจะเป็นเรื่องที่ยากในการที่จะใช้มาตรา 235 236 และ 237
คนไทยกลัวตอนนี้คือว่าถ้ามีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสามารถกุมอำนาจทั้งรัฐบาลและนายกสภาได้ สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดเลยการที่จะไปผิดองค์กรอิสระได้ใช่มั้ย
ใช่ครับ จริงๆแล้วเนี่ยมาตรฐานจริยธรรมปี 2561 นะฮะ ที่เอามาใช้ถอดนายกไป 2-3 คนแล้วเนี่ย อันที่จริงคุณชัยไปอ่านตรงหัวเรื่องนะ ครับไม่มีตรงไหนพูดถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเลยนะ เพราะหัวเรื่องเนี่ยจริงๆแล้วเป็นมาตรฐานของผู้ดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญในองค์กรอิสระต่างหาก
ใช่ นะเพียงแต่เขียนไว้ในเนื้อครับว่ามาตรฐานจริยธรรมฉบับนี้ใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย เพงั้นก็หมายความว่าแท้จริงแล้วความมุ่งหมายหลักเนี่ย ของมาตรฐานจริยธรรมดังกล่าว นั้นเนี่ยต้องการจะควบคุมกำกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระครับเป็นหลัก
ใช่ นะฮะ เพียงแต่ว่าให้ใช้โดยอนุโลมกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย เพราะงั้นอันนี้ก็คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดนะครับ ให้ต้องมีมาตรฐานจริยธรรมอันนี้เกิดขึ้น
นะครับ ซึ่งตอนนี้เนี่ยอ่ากระบวนการขั้นตอนใน การที่จะใช้ผู้ไต่สวนอิสระเนี่ยอันที่จริงมีอีกคดีนึงนะครับ ที่มีการตั้ง
อยู่เช่นเดียวกันนะครับ กับการที่ไต่สวน ป.ป.ช. อยู่
คดีคดีทองคำ
เออใช่ๆ แต่ยังไม่มีผลยังไม่มีผลสรุปออกมานะครับ ว่าเป็นอย่างไรอยู่ในกระบวนการขั้นตอนอยู่ครับนะ ซึ่งอ่าทั้งนี้เนี่ยก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นคดีที่ 2 ม
แต่หลายคนคาดหมายว่าคงจะยากอาจจะจบตั้งแต่ชั้นในสภาผู้แทนราษฎรละ
ถ้าประธานสภาบอกว่าไม่ส่งต่อ ประธานสภาไม่ต้องอธิบายใช่มั้ยกฎบอก
ไม่ต้องครับ ไม่ต้องครับ เพราะว่าก็เคยมีวินิจฉัยแบบเนี้ยของประธานสภาท่านที่แล้วก็วินิจฉัยออกมานะครับว่าอ่าไม่ส่งต่อ เพราะพิจารณาแล้วไม่มีมูลอะไรต่างๆครับ
อันนี้ก็แปลกนะกฎหมายให้อำนาจแก่ประธานสภาคนเดียวเลยนะ ที่ตัดสินได้ไม่ต้องบอกว่าต้องปรึกษาใครมั้ย
ไม่ต้องบอกต้องตั้งกรรมการหรือว่าตั้งคณะ ส.ส. ส.ว. มันนัพิจารไม่ต้องเลยนะ
ครับ อันนี้จริงๆเนี่ย ในกฎหมายเนี่ยไม่ควรเขียนให้เป็นอำนาจประธานสภานะ
นั่นน่ะสิ ครับอันที่จริงเนี่ยในในกฎหมายมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญเนี่ยควรจะเขียนเหมือนมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญครับ ก็คือว่าให้บทบาทประธานสภาเป็นเหมือนบุรุษไปรษณีย์แค่นั้น
อืม คือส่งไปสู่องค์กรภายนอก เพราะลืมว่าการที่ส่งไปสู่องค์กรภายนอกเนี่ยคือองค์กรที่เป็นบุคคลที่ 3 นะครับที่เราเรียกกัน การยอมรับของผู้คนเนี่ยมันจะมากกว่า
นะครับ เพราะอย่าลืมว่าพอส่งไปที่ศาลฎีกาเนี่ย ศาลฎีกาต้องตั้งผู้ไต่สวนอิสระนะ ซึ่งมีคุณสมบัติที่เขียนรัฐธรรมนูญชัดเลยครับว่า 1 ต้องเป็นกลางทางการเมือง และ 2 ก็คือว่าต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์นะ เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าคณะผู้ไต่สวนอิสระเนี่ย ได้มีการวินิจฉัยออกมาอย่างไรเนี่ย การยอมรับจากสังคมจะมีมากกว่า
ใช่ นะคือพูดภาษาง่ายๆว่าพอเป็นเรื่องของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเคยดำรงตำแหน่งการเมืองเนี่ย นักการเมืองด้วยกันไม่ควรตัดสินกันเอง
นะฮะ ให้คนที่เป็นบุคคลที่ 3d ปาร์ตี้ตัดสินเนี่ยสังคมเขาจะยอมรับมากกว่านะครับ จะถูกจะผิดก็ว่ากันไปครับ อาจจะไม่ได้ผิดอะไรก็ได้
นะครับ อ่าหรืออาจจะผิดก็ว่าไปนะครับ แต่สังคมจะยอมรับมากกว่าเพราะเป็นบุคคลที่ 3 ที่เข้ามาตัดสินนะครับ
แต่มันแปลกคือ ป.ป.ช. เนี่ยการก่อตั้ง ป.ป.ช. เพื่อจะจับเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบ ฉะนั้นอะไรก็ตามแต่พฤติกรรมนักการเมือง หรือพฤติกรรมข้าราชการที่สอบไปในทางที่ อาจจะไม่ซื่อไม่ตรงไม่ซื่อตรงเนี่ย มันก็ต้องเข้าข่ายที่ ป.ป.ช. สอบ แต่การที่ ป.ป.ช. เช่นบอกว่าเชื่อง่ายๆ เช่นเรื่องนาฬิกาจำได้นาฬิกาเชื่อว่าของถ้าบอกว่ายืมเพื่อนมาก็จะเชื่อโดยไม่ต้องสอบอะไรลึกไปกว่านั้น หรือกรณีนักการเมืองที่มีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางส่อ นะส่อไปในทางที่เออ มันสุ่มเสี่ยงอ่ะ สุ่มเสี่ยงกับการที่จะไม่ตรงไปตรงมาเนี่ย มันก็น่าจะเข้าข่ายที่ ป.ป.ช. ต้องตั้งข้อสงสัย แต่นี่คนอ่านคำอธิบายชี้แจง ป.ป.ช. แล้วรู้สึกจะช่วยปกป้อง นี่นี่ความรู้สึกนะจริงไม่จริงถ้าแค่ไหนจะมันก็จะทำให้ประชาชนเริ่มเสื่อมความเชื่อถือในองค์กรที่เราคิดว่าเป็นอิสระ และที่จะจัดการกับเรื่องไม่ชอบมาพาลเนี่ย อาจารย์มองว่ามันจะมีผลมั้ยต่อการทำงานของ ป.ป.ช. กกต. ที่ผ่านมาหลายเรื่องเนี่ย ทำไมต่อไปนี้คำว่าองค์กรอิสระจะหมดความศักดิ์สิทธิ์ในสังคมไทยเลยมั้ย
ผมว่ามีผลเยอะเลยนะครับ เพราะว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแรกนะครับ อันนี้จริงๆเนี่ย การวิพากษ์วิจารณ์ต่อการที่องค์กรอิสระเนี่ยนะครับ ไม่เฉพาะ ป.ป.ช. ล่ะครับนะ ทางศาลรัฐธรรมนูญทั้ง กกต. ทั้ง ป.ป.ช. ล้วนมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสิ้น
นะครับ จริงเท็จเราไม่รู้ล่ะครับ แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วเนี่ย ผู้คนเกิดความรู้สึกแบบนั้นอย่างที่คุณสุวิชัยบอก
นะ นี้ผู้คนนี้เกิดความรู้สึกเนี่ยจริงอยู่นะครับ องค์กรเหล่านี้อาจจะมีคำอธิบายทางกฎหมาย มีข้อวินิจฉัย มีอะไรก็แล้วแต่
แต่ว่าสิ่งที่มันสำคัญกว่าความถูกผิดตามกฎหมายก็คือสิ่งที่เราเรียกว่าความชอบธรรมทางการเมือง
ใช่ นะซึ่งความชอบธรรมทางการเมืองเนี่ยไม่อาจที่จะอธิบายได้ด้วยเพียงความถูกผิดตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว
ใช่ นะแต่มันต้องเป็นการยอมรับของผู้คนด้วยนะ ครับ
นะ เพราะฉะนั้นตรงนี้เนี่ยการยอมรับของผู้คนจะเกิดขึ้นได้เนี่ย ต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่นความเชื่อถือความศรัทธานะ แล้วก็ต้องไม่ทำให้สังคมมีข้อค้างคาใจอ่ะครับ
คุณชัยบอกว่ามีความรู้สึกเนี่ยก็แปลว่าเราก็มีข้อค้างคาใจละ
ใช่ นะซึ่งเราก็ยังไม่ได้บอกนะว่าถูกผิดอะไรอย่างไรแต่เรามีข้อสงสัยเรามีข้อค้างคาใจซึ่งมันก็เป็นปกติในสังคมประชาธิปไตยนะ ครับที่คนจะมีข้อสงสัยได้แต่ถ้ามันมีคำอธิบายที่ชัดเจนมีหลักการรองรับมีเหตุผล
อืม นะครับมีข้อเท็จจริงอะไรต่างๆที่รองรับเนี่ย ผมเชื่อสังคมก็ยอมรับได้นะครับ
นะ แต่วันเนี้ไอ้สิ่งเหล่าเนี้ยมันออกมาแล้วก็บางครั้งสังคมก็ยังคงมีคำถามอยู่
นะ ซึ่งอย่างที่บอกนะครับว่าอ่าในแง่ทาง การเมืองเนี่ยนะครับอ่าเราก็คงไปอ่าหยุด ความคิดของคนหรือว่าจะไปสั่งไม่ให้คนคิด หรือไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ก็คงไม่ได้ละครับ ก็เป็นสิ่งที่องค์กรเหล่านี้เองเนี่ยก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือให้คนยอมรับมากกว่านะครับ
เพราะว่าในกรณีของอดีตพรรคก้าวไกลเนี่ย ป.ป.ช. พอไปพยายามเข้าดูเจตนาเลยนะ ลึกมากเลยนะ กิจกรรมแต่ละเรื่องของขุนมันไปตีความเป็นการล้มล้างการปกครองเลยอันนั้นคือลึก สอบแบบลึกสอบแบบตีความสอบแบบตีเจตนาแต่กรณีของคุณศักดิ์สยามเนี่ยมันมีกิจ พฤติกรรมหลายอย่างที่มันส่อไปในในทางที่ เราชาวบ้านอ่านเฮ้ยมันเป็นระบบเลยอ่ะนะ มันมีขั้นมีตอนเลยเนี่ยคิดว่า ป.ป.ช. นี่จะอธิบายประชาชนเข้าใจเชื่อได้เลยว่าอันนี้ทำไปโดยความเป็นมืออาชีพจริงๆในแง่ของหน้าที่ที่สังคมคาดหวัง
ก็อย่างที่ ป.ป.ช. มีแถลงการณ์ออกมาแล้วครับ นะเค้าก็ชี้เรื่องประเด็นอ่าในเรื่องของ การจงใจไม่จงใจนะครับ อ่าชี้ประเด็นในเรื่องของอ่าการผูกพันนะครับของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
อืม นะครับก็อันนี้เป็นไปตามคาดเลยผมไม่ได้ ไม่ได้ผิดความคาดหมายเลยชัยเพราะว่าอัน นี้จริงผมได้พูดไว้ในหลายรายการตั้งแต่ วันก่อนที่ ป.ป.ช. จะแถลงแล้วว่าเดี๋ยวก็คงจะมี 3 ประเด็นครับนะ 1 ก็คือว่าอ่าความผูกพัน นะฮะของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ป.ป.ช. จะปลดล็อคจะแก้ปมตรงนี้ยังไง ที่ 2 ก็คือมาตรฐานการพิสูจน์นะครับว่า คดีทางรัฐธรรมนูญกับคดีทางอาญานะ ซึ่งเป็นกฎหมาย ป.ป.ช. นั้นต่างกันอย่างไรนะ และ 3 คือข้อค้างคาใจของสังคมก็ก็ออกมา 3 เรื่องจริงๆในการ
ทำไมอาจารย์นี่ถ้ารู้ว่ารูปแบบมันจะมาอย่างงี้เลยเหรอ
แต่ไม่ได้ไปช่วยเขียนให้เค้านะครับ เดี๋ยวจะหาว่าเอ๊ะมันตรงนี่สงสัยไปช่วยเขียน หรือเปล่า
ช่วยเขียนอะไรเขา
หมายความว่าไงหมายรูปแบบอย่างงี้ นี่คาดการณ์ได้เพราะว่า
การเมืองมันเป็นอย่างงี้เหรอ
คือคาดการณ์ได้เพราะว่าอ่าประเด็นนะครับ ที่อ่าคงจะต้องมีข้อสงสัยจากสังคมนะฮะ ก็คงมีอยู่ 3 เรื่องตรงเนี้ยเท่านั้นเอง
นะครับ โดยเฉพาะผมว่าประเด็นแรกอ่ะคือประเด็นที่สำคัญที่สุดนะครับ
นะฮะ ก็คือว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้นเนี่ย ผูกพันทุกองค์กรอ้าวแล้วทำไมคดีนี้ถึงไม่ผูกพันแล้วเผอิญว่าระยะเวลาในการวินิจฉัย ป.ป.ช. นั้นเนี่ยเกิดขึ้นหลักจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไงครับ
อืม อันนี้คือประเด็นใหญ่อยู่แล้วที่ ป.ป.ช. ต้องแก้
ป.ป.ช. เค้าชี้ไงครับว่าเป็นคนละประเด็นกันนะครับ กับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
อือฮึ แล้วก็นี่แหละจะต้อง ป.ป.ช. เราจะต้องเจอกับคำถามอีกมากมายเลยครับในการทำหน้าที่ตรงนี้แล้วมันจะเกิดคำถามใหม่นะ ว่าองค์กรอิสระทั้งหลายเนี่ยใครคุมอยู่ ประชาชนมีทางยังไงถ้าองค์กรอิสระไม่ทำหน้าที่ตัวเองเนี่ย
กฎหมายนี้มีอยู่ไม่พอครับที่จะไปป้องปรามไม่ให้องค์กรอิสระทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ
ครับ คือที่จริงเนี่ยกลไกในการตรวจสอบองค์กรอิสระที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญเนี่ยนะ ควรจะต้องเป็นกลไกที่สามารถจะเชื่อมโยงกับประชาชนได้มากกว่านี้นะ อันที่จริงการถอดถอน ป.ป.ช. เนี่ย นอกจาก ส.ส. จะทำได้แล้วเนี่ยนะครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือประชาชน 20,000 ชื่อ
ลงชื่อกัน เพื่อที่จะส่งเรื่องนะครับ ได้เช่นเดียวกัน แต่สุดท้ายพอลงชื่อมันจะวนกลับมาที่ประธานสภาอีก
นั่นน่ะสิ ในการที่จะพิจารณา
ว่าั้นจริงๆเนี่ยอย่างที่บอกแล้ว 236 เนี่ยต้องปลดล็อคนะ ให้ประธานสภาทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์เหมือนกับ 82 อ่ะ
นะครับ ก็คือส่งเรื่องได้อย่างเดียว นะครับ ส่งเรื่องได้อย่างเดียวไปยังองค์กรที่เกี่ยวข้อง
นะครับ หรือถ้าอันนี้ปลดล็อคในภาพเล็กๆนะ ครับถ้าในภาพใหญ่เนี่ยคือคงต้องแก้ไขทั้งระบบในเรื่องของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
ซึ่งอันนั้นมันคงเป็นเรื่องยากนะ เอาแค่ภาพเล็กๆเนี่ยแค่ปลดล็อคมาตรา 236 เนี่ย ตอนนี้ก็ฝ่ายค้านเขาก็คุยกันนะครับว่าจะเสนอเพื่อที่จะแก้รัฐธรรมนูญในมาตรานี้
อ่า นะครับแต่ผมเชื่อว่าคงไม่ง่าย เพราะว่าพอเสนอแก้มันก็จะไปเข้ากลไกมาตรา 256 เหมือนเดิม
นะครับ ก็คือจะต้องมี 3 วาระ วาระที่ 1 ก็ต้องเป็นเสียง ส.ส. บวก ส.ว. และต้องมี ส.ว. 1 ใน 3 นะครับ วาระ 2 ปรับแก้ วาระ 3 ก็เช่นเดียวกันครับ ส.ส. บวก ส.ว. มี ส.ว. 1 ใน 3 แล้วบวกเสียงของฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐบาลเนี่ยอีก 20%
ออ นะก็คือ 256 ที่เป็นค่ายกลยุทธนี่แหละ ครับที่ไม่มีใครฝ่าด่านได้นั่นแหละ
ออฮ นะครับก็เคยฝ่าด่านกันได้สำเร็จครั้งเดียวก็คือเปลี่ยนบัตรเลือกตั้งจาก 1 ใบมาสู่ 2 ใบแค่นั้นเองครับที่
อันนั้นนักการเมืองอันนั้นนักการเมืองได้ประโยชน์นั้นเป็นประโยชน์ของนักการเมืองครับ
เออ นะซึ่งนั่นคือครั้งเดียวที่ฝ่าด่านกลยุทธ์ 256 ได้นะ เสนอแก้มันจะเกือบ 30 ครั้งแล้วมั้งครับ 20 กว่าครั้ง
อาจารย์ก็อยู่ในกระบวนการนี้มาหลายรอบแล้วนะ
ก็ฝ่าด่านไม่สำเร็จสักครั้งครับ
ไม่สำเร็จสักครั้งครับ
อ่ะ กลับมาเรื่องพรรคประชาชน อาจารย์คิดว่า ถ้าเป็นไปตามที่อาจารย์คาดหมายคือพรุ่งนี้ศาลฎีกาท่านก็บอกหยุดรับเรื่องแล้วก็หยุดปฏิบัติหน้าที่ อะไรจะเกิดขึ้นกับพรรคนี้หลังจากนี้เป็นต้นไป อาจารย์มองที่จัดที่มีข่าวออกมาว่าจัดค่าต่อไข้ต่างๆนานาเนี่ยครับ
เอ่อ ยังสามารถจะทำให้พรรคเดินหน้าต่อไป ด้วยความเข้มแข็งหรือจะมีความอ่อนแอใน Generation ที่ 4 ใช่มั้ยมันจะเป็นรุ่นที่ 4 เลยนะถ้าเกิดมีการตั้งชนิดชื่อพรรคอาจจะยังอยู่แต่ว่าที่เหลือเนี่ยข้ามมองข้ามช็อตนี้ทั้งหมด 44 คนอาจจะถูกห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิตเลยเปล่า
เป็นไปได้นะครับ เพราะว่าตรงนี้เนี่ยเมื่อเราไปดูมาตรฐานจริยธรรมปี 2561 นะครับ ก็จะมีการแบ่งเป็นจริยธรรมที่ว่าด้วยเรื่องของจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ นะ จริยธรรมทั่วไปอะไรต่างๆเหล่าเนี้ยนะ ครับ ซึ่งในกรณี 4 ส.ส. เนี่ยไปเข้าจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์
อืม นะซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดจริยธรรมร้ายแรงนะครับ แล้วการละเมิดจริยธรรมร้ายแรงนั้นจะไปเกี่ยวอย่างไรจะไปเกี่ยวกับคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของการดำรงตำแหน่งทางการเมืองครับ
อืม นะซึ่งนั่นปรากฏอยู่ในมาตรา 160 ในรัฐธรรมนูญนะครับ เรื่องของการฝ่าฝืนนะฮะมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง
อืม นะครับอันเนี้ยถ้าพูดภาษาง่ายๆก็คือว่า ถูกตัดสิทธิ์การเมืองตลอดไปล่ะครับนะ พูดง่ายๆนะ ตราบใดที่รัฐธรรมนูญมาตรานี้ยังอยู่ก็หมายความว่าไม่สามารถที่จะกลับเข้ามาสู่การดำรงตำแหน่งใดๆได้อีก
นะ ที่เขาจะเรียกกันสั้นๆว่าตัดสิทธิ์การเมืองตลอดไปนี่แหละ
ตลอดไป ประหารชีวิตอ่ะ เค้าเรียกประหารชีวิตเลยมั้ย
ใช่ครับ ก็คือเพราะติดคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามตรงเนี้ย
นะครับ และบางครั้งเนี่ยในคำพิพากษาของศาลก็อาจจะเขียนเลยนะครับ ในนักการเมืองบางคนก็มีการเขียนลงไปเลยว่าห้ามดำรงตำแหน่งนะ ครับตัดสิทธิ์การดำรงตำแหน่งตลอดไป
เขียนไว้งั้นเลยก็มีนะครับนะ เพราะนั้นก็เป็นไปได้สูงที่อาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับ 44 ส.ส. เนี่ยก็เป็นไปได้นะ คราวนี้ทิศทางอนาคตของพรรคประชาชนจะเป็นยังไงนะ ก็ต้องบอกว่าพรรคก็อ่อนแรงไปเยอะนะครับนะ ซึ่งวันนี้เนี่ยจริงๆแล้ววันนี้เนี่ยก็เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ของทั้งผู้คนในพรรค หรืออดีตของคนที่เคยอยู่ในพรรคอะไรกันมากมายนะครับว่าทิศทางพรรคจะเป็นยังไงแล้วก็ตัวบุคคลของพรรคจะขับเคลื่อนอะไรยังไงก็เกิดความเห็นที่แตกต่างกันนะครับ เพราะงั้นตรงนี้ยิ่งทำให้การขับเคลื่อนพรรคเนี่ยก็ยากเข้าไปอีกแล้ววันเนี้ยพรรคประชาชนเนี่ยจะต้องกลับไปสู่จุดยืนเดิมของเค้า
นะ นั่นคือจุดที่มีการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่
อือ นะคือต้องทำอย่างไรที่จะให้สังคมเนี่ย เห็นว่า ทำไมการเมืองไทยยังจำเป็นต้องมีพรรคประชาชน
นะ แต่ณวันเนี้ยสังคมเริ่มจะไม่เห็นแบบนั้นแล้วไงครับนะ เพราะอะไรเพราะว่าจุดเริ่มต้นของพรรคประชาชนเนี่ยสืบเนื่องไปตั้งแต่อนาคตใหม่เนี่ย
นะ ตอนนั้นก็เกิดขึ้นมานะครับ แล้วก็เป็นเรื่องของบรรดานักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว นักคิดทางการเมือง นักวิชาการอะไรต่างๆเหล่านี้เป็นฐานสำคัญของการเกิดขึ้น
ของอนาคตใหม่นะครับ และอนาคตใหม่นั้นเนี่ยก็หยิบยกเอาประเด็นทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคมต่างๆเนี่ย นะที่จะมีการแก้ไขระดับโครงสร้างอะไรต่างๆเหล่าเนี้ยนะ จนกระทั่งถูกยุบพรรคนะ พอถูกยุบพรรคมาสู่พรรคก้าวไกลนะ ก็ยังคงหยิบจับชูประเด็นเหล่านี้อยู่เนี่ย ก็จนเป็นที่มาของคดี 44 ส.ส. นี่แหละครับ
นะ แล้วก็บวกกับกระแสฟีเวอร์นะครับ ความเป็นเซลฟของคุณพิธาในเวลานั้นก็ทำให้พรรคก็ประสบความสำเร็จในการขึ้นสู่อันดับ 1
อืม นะแต่ว่าพอต่อมาเนี่ยการลดเพดานนะ จุดยืน อุดมการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองเหล่า นี้ลงเนี่ยก็ได้ทำให้เกิดข้อคำถามนะครับ ต่างๆจากสังคมเนี่ยไม่น้อยนะครับ และสิ่งเนี้ยก็เลยทำให้พรรคประชาชนไม่ประสบความสำเร็จนะ ในฐานะพรรคอันดับ 1 ในการเลือกตั้ง 2569 ที่ผ่านมา
อืม นะคราวนี้อย่างที่บอกนะ วันเนี้สิ่งสำคัญก็คือพรรคต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้นจุดเดิมนะ จึงจะทำให้เกิดการเรียกฐานคะแนนนิยมตรงนี้มาได้นะครับ แล้วก็ส่วนหนึ่งเนี่ยมันก็มาจากการตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาดด้วยนะ ในช่วงปลายปี 2566 ที่ตัดสินใจโหวตนะ ให้รัฐบาลคุณอนุทินแต่ไม่ร่วมรัฐบาลนี่แหละ
อืม นะอันนี้คือสิ่งที่เป็นแหนใจที่ผิดพลาด แล้วก็ท้ายสุดเนี่ยก็ทำให้อำนาจก็เลยสวิงกลับนะครับ แล้วก็พรรคประชาชนก็เป็นกระแสขาลงแล้วอย่าลืมว่าพอเป็นฝ่ายค้านมา 3 สมัยแล้วเนี่ย พลังงานมันลดลงเรื่อยๆครับ
นะ เมื่อเป็นฝ่ายค้านเนี่ยพลังงานจะลดลงตามปกติ
เพราะว่าไม่มีอำนาจเถีไม่มีอำนาจบริหารนโยบายคุณดีแค่ไหนก็ตามใช่มั้ย
ใช่ครับ พลังงานมันจะลดลงเรื่อยๆแล้วก็ ความเห็นที่แตกต่างในพรรคอะไรมันก็จะเกิด ขึ้น
เอ่อ คือจริงอยู่นะครับหลายคนก็บอกว่าพรรคเขาขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์นะครับ มีคนใน Generation ใหม่ๆ รุ่นเก่าไปรุ่นใหม่มาไม่เป็นอะไรนะครับแต่อย่าลืมว่าการผลิตสร้างคนรุ่นใหม่ๆเมันไม่ได้สร้างกันได้ในวัน 2 วันนะครับ
นะ เมื่อเราเทียบเนี่ยเส้นทางครับ ถ้าคุณชัยนึกภาพดูมันจะมีเส้น 2 เส้นที่คู่ขนานกันอยู่
นะ เส้นแรกเนี่ยคือเส้นทางของนิติสงคราม
อืม ใช่ เส้นที่ 2 เนี่ยคือเส้นทางพัฒนาการของพรรคประชาชนนะ ซึ่งต่อเนื่องมาจากอนาคตใหม่ ก้าวไกลต่างๆก็แต่อ
นะ 2 เส้นเนี่ยมันเป็น 2 เส้นที่คู่ขนานกันนะ เส้นในเรื่องของพัฒนาการจากอนาคตใหม่ ก้าวไกล พรรคประชาชนคนเจนต่างๆในพรรคก็เดินไปนะครับ แต่เส้นที่พูดขนานกันเนี่ยก็คือเส้นที่ว่าด้วยเรื่องของนิติสงคราม ที่มี Generation ด้วยเช่นเดียวกัน
นิติสงครามนี้ก็มีเจนของมันเหมือนกันนะ ครับเช่นเจน 1
เจนเหมือนกัน เจน 1 ยุบพรรค นะฮะ เจน 2 เป็นเรื่องจริยธรรม
จริยธรรม
อ่า เจน 3 เรื่องล้มล้างการปกครอง
เออ
นะ เจน 4 นะครับก็คือเรื่องข้อมูลครับ
ข้อมูลคืออะไรข้อมูลก็คือเรื่องบาร์โค้ด บัตรเลือกตั้งกับอีกฝั่งหนึ่งก็คือ เลเซอร์ไอสมัครสมาชิกพรรค
เออๆ ดูสิ เห็นมั้ฮะ แต่ละเจนเนี่ยนิติสงครามแต่ละเจนมันมันมีพัฒนาการมันเหมือนกัน
นะ แต่คราวนี้พัฒนาการนิติสงครามเนี่ยมันเร็วกว่าพัฒนาการในการสร้างคนของพรรคประชาชน
อืม นะหรือถอยไปก็คืออนาคตใหม่ ก้าวไกลนะ กว่าจะสร้างคนได้เนี่ยไอ้เจนของนิติสงครามมันไปไวกว่า
เออ ใช่อำนาจทำลายอำนาจทำลายแรงกว่าอำนาจทำลายเร็วกว่ารุนแรงกว่า
ใช่ครับ เพราะงั้นตรงนี้คือสิ่งที่พรรคเนี่ยแม้ว่าจะบอกว่าไม่ต้องห่วงเดี๋ยวมีคนรุ่นเก่าไปใหม่ก็มาอะไรต่างๆมันไม่ทันไงฮะ
การที่จะแสวงหาบรรดาบุคลากรหรือแม้กระทั่งตัวผู้นำทางการเมือง
อืม นะที่จะขึ้นมาเ่อเราดูง่ายๆนะครับว่าใน แคนดิเดตนายกนะครับรุ่นปัจจุบันเนี่ยนะ ประกอบไปด้วยคุณเท้ง คุณไหม อาจารย์ต้น
อืม 2 ใน 3 คือคนที่อยู่ใน 44 ส.ส. นะครับ
ใช่ๆ เกือบหมดเลยนะ
ถ้าจะรอดครั้งนี้ก็อาจารย์ต้นคนเดียวถ้าสมมุติว่า 44 ส.ส. อิสระ
อือฮึ ใช่เลยใช่เลยครับ
ฉะนั้นถ้ามองดูอย่างนี้โครงสร้างใหม่ที่ เจน 4 ที่มีอาจารย์ต้นเป็นแกนนำนี่ก็ดูเหมือนต้องดิ้นรนหนักมากงานหินมากเลยใช่ มั้ยครับ
อื ก็คือต้องเจอทั้งศึกในและศึกนอกนะ ศึกในก็คือในพรรคนะ ที่วันนี้คนในพรรคก็ทั้งคนอยู่ปัจจุบันคนอยู่ในอดีตต่างๆก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์อะไรต่างๆกัน นะครับอ่าที่ออกมาความเห็นที่แตกต่างกันอะไรกันในพรรคแล้วก็ศึกนอกอีกนะ ที่ต้องเผชิญนิติสงครามการทำหน้าที่อ่าในสภาแล้วก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลการเป็นฝ่ายค้านอะไรต่างๆเหล่าเนี้ยนะครับ ก็ต้องบอกว่างานหนักครับสำหรับอ่าเจนนี้
คิดยังไงที่คุณปิยบุตรเอามาวิจารณ์คุณเท่งเรื่องคุณจะไปมีอาสาสมัครซึ่งมันไม่เวิร์คแล้วคุณจะสู้กับบ้านใหญ่แปลว่าคุณทิ้งอุดมการณ์แล้วคุณจะมาสู้กันแบบเกมเดียวกับบ้านใหญ่เลย
เอ่อ เห็นมองว่ายังไงว่าทำไมคุณปิยบุตรถึงออกมาวิจารณ์ในที่สาธารณะเช่นนั้น ทำไมไม่คุยกันข้างในเหรอ
ก็อาจจะเป็นคนละเจนคนละรุ่นแหละครับ
อ้า คนละเจนเหมือนกันนะ เออ บอกแล้วว่าแม้ว่าจะมีคนเจนใหม่ๆนะแต่อย่าลืมว่าการเชื่อมต่อกับเจนเก่าต่างๆอาจจะไม่ได้ลงตัว เพราะว่าพอพรรคมันเติบโตขึ้นนะ ครับแน่นอนว่าความหลากหลายของคนก็ต้องมากขึ้นนะ ความหลากหลายของคนมากขึ้นความ คิดอุดมการณ์ก็ต้องหลากหลายตามไปด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะงั้นจุดยืนก็อาจจะไม่ตรงกันนะครับ แล้วก็เราจะเห็นได้ว่าในระยะหลังเนี่ย พรรคประชาชนพอไม่ได้สร้างความแตกต่างเนี่ย มันก็ไม่ได้มีอะไรที่จะทำให้เราเห็นได้ว่าเหตุผลหรือความจำเป็นในการที่ต้องมีพรรคประชาชนและแตกต่างจากพรรคอื่นอย่างไรเนี่ย
ผมคิดว่าอาจารย์ปิยบุตรหมายถึงจุดลักษณะแบบเนี้ยเช่นเดียวกันนะครับ อันเนี้ก็คือเป็นประเด็นใหญ่ที่ทำให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่าง
นะ แล้วก็จริงๆผมเคยคุยกับคุณตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่า
ผมคิดว่าอนาคตจะมีการตั้งพรรคใหม่
ออๆ จำได้จำได้แล้วก็ยังไงพรอาจารย์ปิยบุตรอะไรพวกเนี้ยอาจจะไปตั้งใหม่เพื่อจะไปเอาเอารักษาไอ้ความเข้มข้นของอันเก่ากลับมาเหรอ
และอาจจะคัดสรรบุคลากรทางการเมืองบางส่วนจากพรรคประชาชนเดิมไป แต่คงไม่ได้เกิดขึ้นในวัน 2 วันหรอกครับ ก็คงจะใกล้ๆเมื่อครบโทษแบน 10 ปีนั่นแหละครับ
ออ แต่ว่าคนที่จะถูกแบนไปตลอดเลยก็จะมีทั้งคุณพิธาอะไรกลุ่มนี้นะ หายไปเลยนะ ต้องดู 14 ส.ส. ว่ายังไงถ้า
44 สส. แบนตลอดก็คุณ พิทย อยู่ในนั้นด้วย >> อื >> นะ แต่คุณช่อนี่ก็จะมีเอ่อ โทษแบนตลอดตลอด ไปเนี่ยอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อคดีก่อนนู้น นะครับ >> ครับ อืม ไอ้ทวดแบรนด์การเมืองตลอดชีวิต เนี่ย ผมไม่รู้นะประเทศอื่นมีที่ไหนนะ แต่ว่ามันเป็น >> มาตรการที่ประหลาดมาก >> ครับ >> คือการที่คุณจะห้ามคนใดคนหนึ่งไม่เล่นการเมืองตลอดชีวิตเนี่ย มันต้องเป็นความผิดที่ ที่ขนาดคอร์รัปชันหนักขนาดนั้นเนี่ยยังไม่เดินไปตลอดชีวิตเลยนะ แต่การตีความเรื่องจริยธรรมเนี่ย มันมีตั้งแต่กรณีต่างๆ ที่แปลกๆ อาจารย์มอในหลักรัฐศาสตร์เนี่ย >> เออมันมันเป็นมาตรการที่ห้ามคนใดคนหนึ่งเล่นการเมืองตลอดชีวิตเนี่ย มันมีเหตุผลมาจากอะไร >> คือการตัดสิทธิ์ทางการเมืองเนี่ย มันคือการตัดสิทธิ์พลเมืองนะครับ คือถ้าเราย้อนไปถึงรากฐานทางปรัชญาการเมืองเนี่ย >> ก็เหมือนที่กุศิชัยบอกนะ เหมือนกับโทษประหารชีวิตในทางสังคมทางการเมืองนะ อือ >> นะ ซึ่งในสมัยนครกเอเทนเนี่ย ถ้าย้อนไปปรัชญาการเมืองตรงนั้นเลยนะครับ >> นะ ก็คือคนที่ถูกขับออกจากเมืองอ่ะ ก็คือไม่ถึงว่าเป็นส่วนหนึ่งของของผู้คนที่อยู่ในเมือง คือ >> ตัดออกจากพลเมืองเลย ความเป็นพลเมืองด้วย >> อ >> ใช่ ถูกตัดออกความเป็นพลเมือง ถูกอ่าคัดแยกออกไปออกจากเมืองเลยล่ะ เหมือนกับเป็นคนที่อ่าอยู่ในดงในป่าอะไรอย่างงั้นน่ะนะ >> ใช่ๆๆใช่ >> นะครับ เพราะฉะนั้นตรงเนี้ย ก็คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าการใช้โทษตรงเนี้ย คือโทษที่หนักและสูงสุดนะ อื >> นะ แล้วก็ในแง่ของสิทธิของความพลเมืองเนี่ย ก็เป็นส่วนหนึ่งสิทธิมนุษยชนนะ >> นะ ซึ่งแม้ว่าเ่อจะมีการทำความผิดอะไรต่างๆก็ตามเนี่ย เขาก็ยังมีสิทธิในความเป็นมนุษย์นะครับ >> อือฮึ >> แล้วเราเห็นแม้กระทั่งการลงโทษในทางอาญาเนี่ย มันยังมีคำถามอะไรต่อโทษประหารชีวิต >> นะ ว่าในบางประเทศเนี่ยก็ยกเลิกโทษประหารชีวิต บางประเทศก็ไม่ใช้หรืออะไรต่างๆ เหล่าเนี้ย >> นะ เพราะถือว่าไปขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนนะ แล้วความผิดทางการเมืองเนี่ย มันไม่ใช่ความผิดทางอาญาด้วยนะครับ ในถ้าถ้าไม่ใช่กรณีคอร์รัปชันนะ อ่า ถ้าคอร์รัปชันนั้นเป็นแบบนึง >> นะ อันนี้ถ้าเป็นความผิดอันเนื่องมาจากอ่า ความคิดทางการเมืองเนี่ยนะครับ มันก็แน่นอนล่ะ ก็มีคนตั้งคำถามเยอะแยะเลยครับว่า โทษที่ตัดสิทธิ์การเมืองตลอดชีวิตหรือตลอดไปอะไรต่างๆ เหล่าเนี้ย มันเ่อควรจะมี หรือไม่อะไรก็ยังคงมีคนตั้งคำถามแบบนี้ เช่นเดียวกันครับ >> ใช่ๆ อ่า เอาล่ะก็แปลว่าตอนนี้ก็เราจะเห็นพรรคภูมิใจไทยจะอยู่ยั้งยืนยงที่สุด อิทธิพลสูงสุดต่อไปยาวนานเลยนะครับ อาจารย์มองว่าเจอวิกฤตสงครามนี่ทำให้ภาคภูมิใจไทยรัฐบาลคุณอนุทินนี่มาประสบกับความศรัทธามาเดิมทีคิดว่าอ้าไปได้สวยแล้วอยู่ครบ 4 ปีตอนนี้อุปสรรคจะเจอกับอะไรบ้างครับ >> คือมีคนถามผมตั้งแต่ตอนที่จัดตั้งรัฐบาลนะครับ ก่อนจัดตั้งด้วยซ้ำไปหลังวันเลือกตั้งเลยนะว่ารัฐบาลชุดใหม่เนี่ยจะอยู่ได้นานมั้ยนะครับ ผมแยกเป็น 2 ส่วนก็คือเสถียรภาพภาพของรัฐบาลกับเสถียรภาพของระบบการเมือง >> นะ เสถียรภาพรัฐบาลนี่ไม่มีอะไรที่น่าห่วงครับชัย เพราะว่าเสียงรัฐบาลต้องไปเกือบ 300 นะครับ >> แล้วก็บรรดาองค์กรอิสระก็ตั้งจนเกือบครบเกือบหมดะใน สว. อะไรต่างๆเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเนี่ยตรงเนี้ยก็ไม่น่ากังวลหรอกครับนะในแง่คณิตศาสตร์การเมือง >> แต่ว่าในส่วนหนึ่งก็คือสิ่งที่เราเรียกว่าเสถียรภาพของระบบการเมือง >> นะ ซึ่งตรงนี้เนี่ย เช่นเรื่องของวิกฤตในตอนนั้นเยังไม่เกิดวิกฤตตะวันออกกลางนะฮะ >> ผมก็บอกไว้ว่ามันอาจจะมีวิกฤตอะไรที่เราก็ไม่รู้อาจจะโรคระบาดหรือวิกฤตเศรษฐกิจหรืออะไรต่างๆนะ แล้วก็เกิดขึ้นจริงๆนะ ก็คือวิกฤตจากตอนออกกลาง >> นะ จะมีเรื่องของม็อบนะฮะ ม็อบเลือกตั้ง อื >> นะครับ ม็อบแก้รัฐรัฐธรรมนูญ เพราะว่าในนโยบายรัฐบาลยังไม่ได้เขียนชัดเจนเลยเรื่องรัฐธรรมนูญแล้วก็มีการผ่านประชามติครั้งที่ 1 มาแล้ว อ >> อือฮึ >> นะ หรือสุดท้ายม็อบตรงนี้อาจจะไปผนวกผสานนะ ครับรวมกันกับทางเ่อม็อบเศรษฐกิจนะครับ หรือความเดือดร้อนของประชาชนเนี่ย ก็เป็นไปได้นะครับ หรือแม้กระทั่งอาจจะมีภัยพิบัติอะไรต่างๆที่จะเข้ามาในอนาคตหรือเปล่าเนี่ย เราก็ตอบไม่ได้ >> นะ เพราะสิ่งเหล่าเนี้ยเราเรียกว่าเสถียรภาพของระบบการเมือง >> ซึ่งคณิตศาสตร์การเมืองเนี่ย หรือเสรีภาพรัฐบาลมันตอบโจทย์เหล่านี้ไม่ได้นะครับ >> ไม่ได้ไม่ได้ เพราะงั้นตรงนี้ก็คือปัจจัยท้าทายรัฐบาลที่จะบอกได้ว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ครบ 4 ปีหรือไม่นะครับ ก็คือต้องฝ่าฟันโจทย์ท้าทายเหล่านี้ให้ได้นั่นเองครับ อืฮึ แต่ว่าถ้าคือเรื่องของวิกฤตนะครับ ตะวันออกกลางในเรื่องพลังงาน เพราะนี่คือต้นทางครับ >> ต้นทางที่จะนำไปสู่เรื่องของภาวะเศรษฐกิจอะไรต่างๆ แล้วตรงนี้เนี่ยเป็นวิกฤตที่เชื่อว่าจะยาวนะครับ จะทำให้เศรษฐกิจซึมยาวนะ เพราะอะไร เพราะว่าในเรื่องพลังงานนั้นเนี่ย มันมีเหตุผลหลายๆอย่างที่จะซึมยาวได้ เช่นเรื่องของบรรดาการผลิตนะครับในตะวันออกกลางถูกทำลายไปมากนะครับ แม้กระทั่งเรื่องของการฟื้นฟูนะฮะ ฐานการผลิตในตะวันออกกลาง เส้นทางเดินเรือช่องแคบออมสจะถูกปิดมจะถูกเรียกเก็บมนะ แล้วก็วันนั้นผมก็ฟังิจอยู่ที่บอกว่าสัญญาณตรงเมันต่อเนื่องมาถึงช่องแคปมลกาด้วย >> ใช่ๆ >> ที่ชัยบอกว่านี่คือสัญญาณอันตรายที่ต่อเนื่องว่าล่าสุดอินโดนีเซียก็ประกาศว่าอาจจะมีการเก็บอ่าค่า เหมือนกันนะ ซึ่งตรงเนี้ยถ้าถ้าเก็บขึ้นมาจริงๆนี่โอต้องบอกว่ากระทบบ้านเราโดยตรงนะครับ >> นะ แล้ววันนี้หลายคนก็ถามว่าทำไมเราต้องไปผูกพันกับตะวันออกกลางเยอะ >> อือ >> แล้วก็อย่าลืมว่า 90% ของน้ำมันในประเทศไทยต้องนำเข้า >> ใช่ >> นะ แล้วก็มากกว่าครึ่งหนึครับคือการนำเข้าจากตะวันออกกลาง >> ใช่ >> งั้นก็แน่นอนผูกพันตรงนั้นแน่นอน แล้วก็ถ้าเราดูความเสี่ยงในเอเชียนะครับ ประเทศในเอเชียที่มีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเนี่ย ที่มีความเสี่ยงลำดับต้นๆ คือประเทศไทย เพราะเรานำเข้า -6% ของ TDP ครับ >> เออ >> ครับ ซึ่งต่างกับประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างเช่นมาเลเซียเบวก 4% >> อื >> ของ TDP แต่เรา - 6 >> เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้หมายความว่าอย่างไร ก็หมายความว่าเศรษฐกิจเราผูกพัน >> กับเรื่องของการนำเข้าพลังงานมากนะครับ เพราะงั้นอันนี้ก็คือสิ่งที่น่ากังวลแล้ว อย่างที่บอกพอมันต้องใช้เวลานะครับ ตรงเนี้ยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอาจจะซึมยาวแล้ว มันก็จะนำไปสู่ห่วงโซ่อื่นๆครับ ราคาบริการ >> และท้ายสุดอาจจะนำไปสู่การว่างงาน >> อันนี้น่ากลัวมากอันน่ากลัวนะ อย่า >> ยังไม่พูดถึง AI นะผสมผสานกับวิกฤตเนี่ย >> ใช่ครับ แล้ววันนี้เนี่ย timing มันเปลี่ยนแล้ว เดิมเนี่ย timing มันคือช่วงของการกักตุนน้ำมันนะครับ >> แต่ว่าพอตอนเนี้ย หลังเดือนเมษายนผมคิดว่า timing มันจะกลายเป็นการขาดแคลนละ >> ใช่ๆ >> มันไม่ใช่การตักตุนละ ทำไม timing ตรงนี้ถึงการขาดแคลน เพราะก่อนหน้าเนี้ยคือน้ำมันที่ยังอยู่ในสต๊อกของประเทศไทย อ >> นะครับ แต่ว่ามันไปถูกบวกเรื่องราคาค่ากันค่าอะไรจนทำให้ราคามันขึ้น >> นะ แต่ว่าพอหลังจากเนี้ยมันจะคือน้ำมันที่เข้ามาลดใหม่ >> นะ น้ำมันที่จะต้องเดินทางมาจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบออมุสได้ไม่สะดวกได้บ้างไม่ได้บ้าง >> ใช่ >> มันก็เป็นภาวะขาดแคลน >> อื >> นะ แล้วพอมันขาดแคนมากแม้แม้ราคาน้ำมันจะลงแต่จะไม่มีน้ำมันให้เติม >> นี่แหละ >> นะ พอไม่มีน้ำมันให้เติมน้ำมันก็จะเด้งกลับขึ้นไปเป็นราคาสูงอีกครั้ง >> ถูกต้อง >> นะ เป็นวัฏจักรแบบนี้ครับ >> อื เอาล่ะครับพรุ่งนี้เป็นวันสำคัญทางการอีกวันนึงที่อาจารย์ยุทธพรคงต้องตระเวนสื่อหลายสื่อพระช่วยเวิเคราะห์อธิบายกันนะครับ ขอบคุณมากครับสวัสดีครับอาจารย์ครับสวัสดีครับครับ