Transcription
โหลองจินตนาการดูสิครับ ถ้าสินทรัพย์ที่เคยได้ชื่อว่าปลอดภัยที่สุดในโลกอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เพิ่งถูกโค่นแชมป์ลง โดยทองคำ
>> โห เรื่องนี้ถือว่าสั่นสะเทือนวงการเลยนะคะ
>> ใช่ครับ และในขณะเดียวกัน บริษัท AI หน้าใหม่แห่งหนึ่งกำลังถูกประเมินมูลค่าสูงจนอาจทำให้ตลาดหุ้นพังทลายได้ โลกการเงินกำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่
>> คือมันเป็นภาพที่สวนทางกับความเชื่อเดิมๆ ของเราอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ เหมือนกฎเกณฑ์ทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ที่พวกเราคุ้นเคย กำลังถูกพลิกกลับด้านอย่างรุนแรง และกำลังสั่นคลอนรากฐานความมั่งคั่งของทุกคนเลย วันนี้เราเลยจะมาเจาะลึกข้อมูลกองใหญ่กันครับ ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจระดับแมคโคร เอกสารการยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทเทกยักษ์ใหญ่ และบันทึกประวัติศาสตร์เรื่องภาษี เพื่อมาทำความเข้าใจว่าทำไมกฎเกณฑ์ทางการเงินถึงกำลังถูกเขียนขึ้นมาใหม่
>> น่าสนใจมากค่ะ เพราะเหตุตามที่ดูเหมือนจะ ไม่เกี่ยวข้องกันเลยพวกนี้ จริงๆแล้วมันมีจุดเชื่อมโยงที่สำคัญซ่อนอยู่
>> โอเค เรามาค่อยๆ แกะรอยเรื่องนี้กันทีละประเด็นนะครับ เริ่มจากตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดก่อนเลย ตอนที่ผมนั่งดูข้อมูลล่าสุดจากธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB มันมีสถิติหนึ่งที่ทำเอาผมต้องขยี้ตาดูอีกรอบ
>> ตัวเลขทุนสำรองใช่มั้คะ
>> ใช่เลยครับ ตอนนี้ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำพุ่งสูงขึ้นเป็น 27% ของทุนสำรองทั้งหมดแล้ว ลองคิดดูนะครับ ในปี 2023 สัดส่วนนี้ยังอยู่ที่แค่ 16% อยู่เลย
>> โอ้โห ใช้เวลาแค่ 2 ปี พุ่งขึ้นมาถึง 11% เลยนะคะ
>> ถูกต้องครับ และที่สำคัญคือ สัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกลับร่วงลงมาเหลือเพียง 22% เท่านั้น ทองคำแซงหน้าพันธบัตรสหรัฐไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ
>> สิ่งที่น่าทึ่งในเรื่องนี้ก็คือ กลไกเบื้องหลังการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินระดับโลกครั้งนี้ค่ะ มันไม่ใช่แค่การกระจายความเสี่ยงแบบที่ผู้จัดการกองทุนทำกันทั่วไป แต่มันคือปฏิกิริยาตอบสนองต่อวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง
>> ออาฮะ วิกฤตความเชื่อมั่น หมายความว่าเขาเริ่มไม่เชื่อใจรัฐบาลสหรัฐแล้วเหรอครับ
>> แบบนั้นเลยค่ะ คือตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา พันธบัตรสหรัฐคือที่พึ่งพิงสุดท้าย เพราะมันถูกค้ำประกันโดยรัฐบาลและกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่ตอนนี้ธนาคารกลางในประเทศต่างๆ อย่างโปแลนด์ คาซัคสถาน บราซิล จีน แล้วก็ตุรกี กำลังบอกว่าพวกเขาไม่ไว้ใจระบบเงินกระดาษ หรือเงินเฟียดที่สามารถพิมพ์เพิ่มขึ้นมาได้เรื่อยๆ อีกต่อไปแล้ว
>> อื้อหือ เขาอยากได้อะไรที่มันชัวร์กว่านั้น
>> ใช่ค่ะ พวกเขาต้องการสินทรัพย์ที่จับต้องได้จริง มีอยู่จำกัด และเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ด้วย ไม่มีใครเสกทองคำขึ้นมากลางอากาศได้ นึกออกมั้ยคะ
>> ซึ่งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เนื้อแท้ของมันก็คือหนี้นั่นเอง พอเราเห็นภาพว่าธนาคารกลางทั่วโลกเทขายหนี้แล้วหันไปกอดทองคำ มันนำไปสู่คำถามที่สำคัญมากเลยว่า พวกเขากำลังกลัวอะไรกันอยู่
>> จากข้อมูลที่เรามี คำตอบมันชัดเจนมากค่ะ พวกเขากำลังกลัวหนี้ที่พอกพูนจนไม่มีวันชดใช้ได้หมด
>> ถ้าเราย้อนไปดูวิกฤตที่ผ่านๆ มา อย่างตอนปี 2007 และ 2008 เวลามีปัญหารัฐบาลก็มักจะพิมพ์เงินออกมาอุ้มระบบ ทำ QE ไม่ใช่หรอครับ
>> ใช่ค่ะ มีการทำ bail out ขนาดใหญ่เลย
>> นั่นแหละครับ มันก็เหมือนกับการเอาพลาสเตอร์ไปแปะแผลเรื้อรังหรือเปล่า ทำไมครั้งนี้คนถึงกลัวว่าการพิมพ์เงินมันจะใช้ไม่ได้ผลล่ะครับ
>> เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ คือการพิมพ์เงิน หรือ QE เนี่ย มันไม่เคยแก้ปัญหาโครงสร้างได้จริงเลย ลองนึกภาพแบบนี้นะคะ สมมุติเรามีซุปอยู่หม้อหนึ่งที่ใช้เลี้ยงคน 10 คน ซุปหม้อนี้ก็คือมูลค่าเศรษฐกิจทั้งหมดที่เรามี
>> ออาฮะ หม้อซุป
>> ทีนี้ พอหนี้มันบานปลาย รัฐบาลบอกว่าจะแก้ปัญหาด้วยการพิมพ์เงินเพิ่ม มันก็เหมือนกับการเทน้ำเปล่าลงไปในหม้อซุป เพื่อจะให้มันเลี้ยงคนได้ 20 คน ถามว่าเรามีปริมาณน้ำซุปเพิ่มขึ้นมั้ยคะ
>> ก็เยอะขึ้นครับ แต่มันคงจืดชืดน่าดู
>> ใช่เลยค่ะ มูลค่าทางโภชนาการในซุปแต่ละช้อนมันเจือจางลงจนแทบไม่เหลืออะไรเลย นั่นคือความเสี่ยงของภาวะเงินเฟ้อรุนแรง หรือ hyperinflation ค่ะ ซึ่งถ้าดูจากเอกสารข้อมูลชี้ว่า หากมีการทำแบบนั้นอีก มันอาจจะซ้ำรอยความล้มเหลวแบบในอดีตได้
>> 50 ปีก่อน ในยุคสงครามประกาศอิสรภาพของสหรัฐเลยนะครับ
>> เออ ช่วงที่มีปัญหาเรื่องภาษีใช่มั้ยคะ
>> ใช่ครับ ต้นตอตอนนั้นคือการเก็บภาษีโดยไม่มีตัวแทน ประชาชนถูกกดขี่ด้วยภาระทางการเงินโดยไม่ได้ยินยอม การพิมพ์เงินในปัจจุบันนี้ก็ทำหน้าที่ไม่ต่างกันเลยครับ มันคือการดึงมูลค่าจากกระเป๋าเราไปเจือจางหนี้ของรัฐ สะท้อนว่าประวัติศาสตร์อาจกำลังซ้ำรอย
>> ฟังดูน่ากลัวเหมือนกันนะคะ ที่คนพยายามหนีออกจากระบบแบบนี้
>> และนี่คือจุดที่เรื่องราวมันน่าสนใจสุดๆ ครับ เมื่อเราเห็นความไม่สมเหตุสมผลของระบบการเงินเดิม เราต้องหันมาดูโลกเทคโนโลยีกันบ้าง โดยเฉพาะบริษัท AI หน้าใหม่อย่าง Anthropic ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดหุ้น
>> Anthropic นี่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในหมู่ นักลงทุนเลยค่ะ
>> ใช่ครับ แต่ตอนผมเห็นตัวเลข ผมนี่อึ้งไปเลยนะ ข้อมูลชี้ว่า Anthropic ถูกประเมินมูลค่าสูงถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญ หรือบางเจ้าเก็งไปถึง 1.8 ล้านล้านเหรียญ ทั้งที่เขามีรายได้แค่ 4.7 แสนล้านเองนะครับ
>> โห ห่างกันคนละเรื่องเลยนะคะ
>> ลองเทียบให้เห็นภาพชัดๆ กับบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Walmart นะครับ Walmart มีมูลค่าบริษัท 9.26 แสนล้านเหรียญ แต่มีรายได้มหาศาลถึง 6.81 แสนล้านเหรียญ ลองคิดดูสิครับ อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ PE ratio ของ Anthropic สูงถึง 38 เท่า
>> PE 38 เท่านี่เป็นอะไรที่บ้าคลั่งมากนะคะ ถ้าอธิบายง่ายๆ คือ ถ้านักลงทุนซื้อหุ้นบริษัทนี้ไปแล้ว บริษัททำกำไรได้เท่าเดิมทุกปี โดยไม่เติบโตเลย เขาต้องรอถึง 38 ปี กว่าจะคืนทุน
>> แปลว่านี่คือฟองสบู่ AI ชัดๆ เลยใช่มั้ยครับ
>> ใช่ค่ะ มันถูกขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังล่วงหน้าล้วนๆ และที่สำคัญคือ ข้อมูลชี้ว่านี่ไม่ใช่แค่การ IPO ธรรมดา แต่มันกำลังจะเป็นเหตุการณ์ดูดทรัพย์สภาพคล่อง หรือ Capital Extraction Event ค่ะ
>> อ่าฮะ มันทำงานยังไงครับ ไอ้การดูดสภาพคล่องเนี่ย
>> คือแบบนี้ค่ะ หากนักลงทุนต้องการเงินไปซื้อหุ้น Anthropic เพราะกลัวตกรถ เม็ดเงินในระบบมันมีจำกัด พวกเขาอาจถูกบีบให้ต้องเทขายหุ้นเทคโนโลยีตัวอื่นที่ถืออยู่อย่าง Microsoft Google หรือ Meta เพื่อเอาเงินสดมาลงใน Anthropic ค่ะ
>> โอ้โห แปลว่ามันอาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็น domino ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นโดยรวมร่วงลงมาได้เลยสิครับ
>> ใช่เลยค่ะ มันคือการดึงเม็ดเงินมหาศาลออกไปจากที่หนึ่ง ไปกระจุกอยู่อีกที่หนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้ตลาดปั่นป่วนได้เลย
>> พอเรื่องมันเริ่มเกี่ยวพันกับอำนาจและเม็ดเงินมหาศาล ขณะนี้เราเลยเริ่มเห็นท่าทีจากฝั่งการเมืองครับ ซึ่งตรงนี้ต้องย้ำก่อนนะครับว่า พวกเราแค่รายงานข้อมูลตามเนื้อหาต้นฉบับอย่างเป็นกลาง ไม่ได้เลือกข้างทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น
>> ใช่ค่ะ เรามาดูข้อเท็จจริงกันว่านักการเมืองเขาพูดถึงเรื่องนี้ยังไงบ้าง
>> อย่างเช่น Bernie Sanders เขาเสนอแนวคิดออกกฎหมายให้ประชาชนมีสัดส่วนความเป็นเจ้าของ Data Center ถึง 50% เลยนะครับ
>> 50% เลยหรอคะ เป็นข้อเสนอที่จริงจังมาก
>> เนื่องจากมีความกังวลว่า AI จะทรงอิทธิพลเกินไป เขาเลยมองว่ามันควรเกิดประโยชน์ต่อคนทำงานทุกคน ไม่ใช่แค่ทำให้คนรวยรวยขึ้นเพียงกลุ่มเดียว
>> ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตระหนกของภาครัฐนะคะ ที่เห็นว่าเทคโนโลยีมันกำลังจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ผูกขาดความมั่งคั่ง
>> จริงครับ ทีนี้ จากภาพใหญ่ระดับประเทศและระดับตลาดหุ้นแล้ว ประชาชนคนธรรมดาอย่างเราได้รับผลกระทบยังไงจากระบบที่บิดเบี้ยวเหล่านี้บ้างครับ
>> ผลกระทบมันพุ่งตรงมาที่ปัจจัย 4 ของเราเลยค่ะ โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย
>> เรื่องบ้านนี่เป็นอะไรที่คนเจ็บปวดกันเยอะมาก
>> ถูกต้องค่ะ ข้อมูลปัจจุบันชี้เลยว่า การเป็นเจ้าของบ้านมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเช่าถึง 50% แล้วนะคะ ซึ่งมันสวนทางกับความเชื่อเรื่อง American Dream ในอดีตอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ
>> แปลว่ายิ่งอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง กลับยิ่งต้องแบกภาระหนักกว่าเดิมหรอครับ
>> ใช่ค่ะ ต้นเหตุหลักๆ ก็มาจากภาวะเงินเฟ้อ ความโลภในตลาดเก็งกำไร และที่สำคัญคือ ระบบภาษีทรัพย์สินที่คอยดูดซับความมั่งคั่งออกไปจากกระเป๋าเราค่ะ
>> พอพูดถึงกลไกที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็นึกถึงข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์อีกชิ้นหนึ่งที่เรากางดูกัน เป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ หรือ Great Depression
>> อ่า ช่วงปี 1930 ใช่มั้ยคะ
>> ใช่ครับ ข้อมูลอ้างอิงระบุว่า ตอนนั้นอัตราการว่างงานพุ่งสูงสุดที่ 9% ซึ่งจริงๆมันกำลังมีแนวโน้มลดลงแล้วนะครับ แต่พอรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงปุ๊บ
>> เกิดอะไรขึ้นคะ
>> การแทรกแซงของรัฐกลับทำให้อัตราการว่างงานพุ่งทะลุเลข 2 หลักไปเลยครับ และระบบเศรษฐกิจก็พังทลายยาวนานนับทศวรรษเลย
>> เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นภาพในอดีตที่ชัดเจนมากค่ะ ว่าบางทีความพยายามเข้ามาจัดการของภาครัฐ มันกลับทำให้กลไกการฟื้นตัวตามธรรมชาติแย่ลงไปอีก
>> และในรายงานต้นฉบับยังมีการพูดถึงข้อเสนอจากอีกฝั่งการเมืองด้วยครับ พอย้ำอีกครั้งว่าเรารายงานอย่างเป็นกลางนะครับ มีการพูดถึงข้อเสนอของ Donald Trump ที่เสนอให้ยกเลิกภาษีเงินได้ แล้วกลับไปใช้ระบบการจัดเก็บภาษีศุลกากรแบบเดียวกับช่วงปี 1850 - 1913
>> โอย ย้อนกลับไปไกลมากเลยนะคะ ยุคนั้นเป็นยังไงบ้างคะ
>> ข้อมูลระบุว่าเป็นช่วงที่เชื่อกันว่า ประเทศร่ำรวยมากจนต้องไม่ต้องเก็บภาษีเงินได้จากประชาชนเลยครับ ซึ่งแนวคิดนี้ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นทางเลือกในยุคที่คนรู้สึกว่าระบบภาษีปัจจุบันมันขูดรีดมากเกินไป
>> เป็นการหาทางออกที่ฉีกกรอบเดิมๆ ไปเลยนะคะ
>> แล้วทั้งหมดนี้มันแปลว่าอะไรล่ะครับ ท่ามกลางความผันผวนทั้งหมดนี้ ทั้งค่าเงินที่เสื่อมค่าลงทุกวัน ฟองสบู่ AI ที่พร้อมจะดูดสภาพคล่อง และราคาบ้านที่พุ่งสูงจนซื้อไม่ไหว การลงทุนอะไรคือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดครับ
>> เป็นคำถามที่ทุกคนคงอยากรู้คำตอบที่สุดในตอนนี้เลยค่ะ
>> ในกองข้อมูลของเรามีการยกคำกล่าวของ Warren Buffett มาตอบคำถามนี้ครับ ซึ่งเขาบอกไว้ว่า การลงทุนที่สำคัญที่สุดในชีวิต ไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือการตัดสินใจเลือกคู่ชีวิตที่ถูกต้องครับ
>> โหลึกซึ้งมากนะคะ
>> เขาบอกว่า หากเลือกถูก ถือว่าประสบความสำเร็จไปแล้ว 90% เลยครับ ฟังแล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ
>> ถ้าเราลองเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับภาพใหญ่ละคะ มันตอบโจทย์เลยค่ะ เมื่อโลกภายนอกและระบบเศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ การมีครอบครัวหรือคู่คิดที่แข็งแกร่ง มันคือกรอบป้องกันที่ดีที่สุด
>> เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีรัฐบาลไหนพิมพ์เพิ่มได้ และไม่มี AI ตัวไหนมาดูดสภาพคล่องไปได้ใช่ไหมครับ
>> ถูกต้องค่ะ และการสร้างประโยชน์ให้สังคมผ่านการแบ่งปันความรู้ เหมือนที่แหล่งข้อมูลแนะนำเรื่องการเป็นกระบอกเสียง หรือ advocacy ก็เป็นการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนอีกรูปแบบหนึ่ง
>> เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เป็นการปิดท้ายที่ให้ข้อคิดดีมากๆ ในยุคที่ทองคำกำลังแย่งความน่าเชื่อถือไปจากเงินกระดาษ และ AI กำลังท้าทายคุณค่าการทำงานของมนุษย์ ความเชื่อมั่นกลายเป็นสินทรัพย์ที่หายากที่สุด
>> ใช่ค่ะ ความเชื่อมั่นนี่แหละคือของจริง
>> แล้วสำหรับทุกท่านที่กำลังฟังอยู่ คุณคิดว่าในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า สิ่งที่จะถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดของคุณคืออะไร จะเป็นทองคำที่จับต้องได้ เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า หรือสายสัมพันธ์รอบตัวคุณ ลองเอาไปคิดและค้นคว้าต่อกันดูนะครับ สำหรับการเจาะลึกข้อมูลในวันนี้ สวัสดีครับ
>> สวัสดีค่ะ