Transcription
เคยรู้สึกไหมว่าในวันที่คุณเหนื่อยที่สุด หรือต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด คุณกลับเลือกที่จะเงียบและจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งที่ในใจลึกๆ คุณอยากให้ใครสักคนยื่นมือเข้ามา
แต่ลึกๆ คุณกลับกลัวเหลือเกินว่าความอ่อนแอที่แสดงออกมาจะกลายเป็นการทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัด หรือกลายเป็นภาระที่ไม่มีใครอยากแบกรับ
หลายคนไม่เคยรู้เลยว่าความเกรงใจที่มากเกินไปจนกลายเป็นกำแพงสูงชันนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณของบาดแผลในใจที่ซ่อนอยู่
และนี่คือนิสัยบางอย่างที่มักเกิดขึ้นกับคนที่กลัวการเป็นภาระของคนอื่น
อย่างแรกคือคุณมักจะปฏิเสธความช่วยเหลือด้วยความรวดเร็ว ทั้งที่ในใจอยากได้ความช่วยเหลือแทบตาย
จิตวิทยาพบว่าคนกลุ่มนี้มักมีกลไกการป้องกันตัวเองที่ชื่อว่า Hyper Independence หรือการพึ่งพาตัวเองขั้นสุด
คุณอาจรู้สึกว่าการยอมรับความช่วยเหลือคือการยอมรับว่าตนเองไม่เก่งพอ หรือเป็นการสร้างหนี้ทางอารมณ์ที่คุณต้องหาทางตอบแทนให้คุ้มค่าในภายหลัง
จนความรู้สึกที่ตามมาไม่ใช่ความโล่งใจ แต่เป็นความรู้สึกติดค้างที่น่าอึดอัดใจ
ข้อที่ 2 คุณมักจะเป็นผู้ให้ที่ดีเยี่ยม แต่เป็นผู้รับที่แย่
คุณอาจเป็นคนที่คอยดูแลความรู้สึกคนอื่นอย่างละเอียดอ่อน คอยสังเกตว่าใครต้องการอะไร
แต่เมื่อถึงตาคุณเอง คุณกลับไม่รู้วิธีที่จะเอ่ยปากร้องขอ หรือแม้แต่การรับคำชมคุณยังรู้สึกว่ามันหนักเกินกว่าจะแบกรับไว้ได้
เพราะลึกๆ แล้ว คุณกลัวว่าถ้าคุณได้รับอะไรมามากเกินไป วันหนึ่งคุณอาจจะทำสิ่งเหล่านั้นคืนให้เขาไม่มากพอ จนกลายเป็นคุณเห็นแก่ตัวในสายตาของเขา
ข้อที่ 3 คุณมักจะซ่อนความทุกข์ไว้ใต้รอยยิ้ม หรือประโยคที่ว่า "ไม่เป็นไร ผมจัดการได้"
คุณกลัวว่าถ้าเผยความอ่อนแอออกไป คนรอบข้างจะมองเห็นด้านที่พังทลายของคุณ แล้วพวกเขาจะเดินหนีไป
มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าคนที่กลัวการเป็นภาระ มักจะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ความรักหรือความสนใจเป็นสิ่งที่ต้องแลกมาด้วยการทำตัวให้มีประโยชน์เสมอ
คุณจึงเรียนรู้ที่จะเป็นเด็กดี เป็นคนเก่ง เป็นที่พึ่งให้คนอื่น เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะมีค่าพอที่จะไม่ถูกทอดทิ้ง