Transcription
เคยเป็นมั้ยครับที่มีแผนการเทรดที่ดี แต่คุณไม่สามารถทำตามแผนได้เลยนะครับ วันเนี้ย ส่วนเนี้ยจะเป็นตัวบอกว่าอะไรที่เป็นปัจจัยทำให้คุณไม่สามารถทำตามแผนได้ หรือการที่คุณรอแผนไม่ได้ อย่างเช่น เฮ้ย คุณมีจุดที่จะเข้านะ เข้าซื้อตรงนี้นะ แต่คุณอยากที่จะกดไปก่อน หรือเฮ้ย ตรงนี้มันยังไม่ควรขายนะ คุณก็รีบขายไปก่อน เห็นมั้ยครับ การที่คุณมีแผนการเทรดที่ดีแล้วเนี่ย แต่คุณทำตามแผนไม่ได้ มันเกิดจากสภาวะภายใน หรือที่เรียกกันว่าจิตวิทยาการเทรดแหละครับ ในคลิปที่แล้วผมทำไปแล้วว่าจิตวิทยาการเทรดคืออะไรนะครับ แล้วมันสำคัญหรือมันต้องไปปรับปรุงอะไร แก้ยังไง แบบไหน ในคลิปนี้จะเป็นเรื่องของอารมณ์ที่มันอยู่เบื้องหลังจิตเหล่านั้นอีกนะครับ ว่าในสภาวะที่เราเข้าออเดอร์หรือยังไม่เข้าออเดอร์ หรือเกิดผลลัพธ์ไปแล้วเนี่ย เราเกิดสภาวะอารมณ์อะไรเกิดขึ้นมาบ้างนะครับ แล้วไอ้สิ่งเหล่าเนี้ย อารมณ์เหล่าเนี้ย บางอารมณ์เป็นอารมณ์ที่ดี แต่ส่วนใหญ่ถ้าเรา SL หรือถ้าเราผิดแผนน่ะ มันจะเกิดสภาวะอารมณ์ที่ส่งผลเสียกับพอร์ต ส่งผลเสียกับการคอนโทรลของเรา มันจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเนี่ยไม่ทำตามแผนนั่นเองนะครับ อ่ะ ทีนี้ก่อนที่จะไปเรื่องของอารมณ์ที่เกิดขึ้นในการเทรดหรือไม่เทรด ในขณะที่คุณเป็นเทรดเดอร์อยู่หน้ากราฟเนี่ย คุณต้องเข้าใจก่อนว่าอารมณ์กับจิตใจไม่เหมือนกันนะ ถ้าใครที่รู้อยู่แล้ว วันนี้คุณอาจจะรู้ในมุมอื่นๆ แต่วันนี้ผมจะพูดถึงในมุมที่เกี่ยวข้องกับการเป็นเทรดเดอร์นะครับ อย่างแรกคุณต้องรู้ก่อนว่าสภาวะจิตใจอ่ะคืออะไรนะครับ หรือภาษาอังกฤษจะเรียกว่า state of mind ก็ได้ หรือว่า mental state ก็ได้นะครับ ใช้ได้ 2 คำเนาะ แต่ภาษาไทยเราจะเรียกว่าจิตใจหรือสภาวะจิตใจนั่นแหละ สภาวะจิตใจหมายถึงสถานะโดยรวมของเราในช่วงเวลาหนึ่งๆ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความคิด ความรู้สึก ความตระหนักรู้ และความเชื่อทั้งหมดที่อยู่ในจิตใจของเรา สภาวะจิตใจเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อมุมมองของเรากับสิ่งต่างๆ มากมาย สภาวะจิตใจเป็นสิ่งที่ส่งผลกับมุมมองและการตัดสินใจของเราเป็นหลัก อันนี้เป็นคีย์เลยนะครับ สภาวะจิตใจของเราเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อมุมมองและการตัดสินใจของเราเป็นหลัก ถามว่าทำไมผมต้องเน้นตรงนี้ เพราะการเป็นเทรดเดอร์ทุกครั้ง คุณจะต้องทำการตัดสินใจ ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจเข้าหรือออกออเดอร์ คัดทิ้งหรือถือต่อ หรือคุณจะตัดสินใจรอหรือไม่รอแผน หรือตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงแผนหรือทำตามแผน เห็นมั้ยครับ สภาวะจิตใจตรงนี้มีผลกับการเทรดทั้งหมด แล้วสภาวะจิตใจที่ดีถึงจะทำให้พอร์ตของคุณมีผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน แน่นอนครับ ตรงกันข้าม สภาวะจิตใจที่ไม่ดีมันก็จะส่งผลที่ไม่ดีกับพอร์ตการเทรดของคุณนั่นแหละ
ต่อมาในเรื่องของ Emotion หรืออารมณ์นั่นแหละ หรือสภาวะอารมณ์ก็ได้ เราเรียกกันสั้นๆ ว่าอารมณ์แล้วกันเนาะ อารมณ์ก็คือความรู้สึก ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดในสภาวะสั้นๆ นะครับ ในมุมของสภาวะจิตใจเนี่ย สั้นก็ได้ ยาวก็ได้ หรือยาวนะ ช่วงเวลานึง ยาวมากๆ ก็ได้นะครับ แต่อารมณ์เนี่ยจะเกิดสั้นกว่า เกิดแบบชั่วคราว แป๊บเดียวแล้วก็หาย ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่รับมาตรงนั้น หรือปัจจัยอะไรบางอย่างที่เข้ามากระทบต่อเรา ณ เวลานั้น แป๊บเดียว อย่างเช่น เรา เราขับรถแล้วมีคนตัดหน้ารถปุ๊บ เราอาจจะอย่างแรกตกใจ พอตกใจแล้วอาจจะโมโหก็ได้ ถ้าเขาทำถูกกฎ ถ้าคนที่ตัดหน้ารถเราทำถูกกฎจราจร เราอาจจะแค่ตกใจ แต่ถ้าเมื่อใดที่เรารู้สึกว่าตรงเนี้ย ไอ้คนๆนั้นน่ะที่มันตัดหน้ารถเราเนี่ย มันไม่ควรทำแบบนั้น สภาวะอารมณ์เราจะเข้ามาโกรธทันที มากหรือน้อย รุนแรงอยู่ได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ Action หรือสิ่งที่เราได้รับมา อย่างเช่น อ่ะ เรารู้แล้วคนนี้ตัดหน้าปุ๊บ แล้วก็เราก็เลยไป เราอาจจะอวยพรว่าให้เค้ารวยก็ได้นะครับ แต่พอเราขับรถไปสักระยะนึง เราก็จะเริ่มกลับเข้ามาสู่สภาวะปกติ เห็นมั้ยครับ นั่นแหละคืออารมณ์ที่เกิดขึ้น ณ ช่วงขณะหนึ่ง หรืออีกตัวอย่างนึง ถ้าเป็นในเรื่องของการเทรดอ่ะ เราอาจจะกดออเดอร์ปุ๊บ มีกำไรเลยแล้วเราปิดเลย เราอาจจะดีใจ เห็นมั้ยครับ พอหลังจากนั้นเราก็จะมานิ่งๆ แล้วมาหาแผน จุดเข้าต่อไป เห็นมั้ยครับ สภาวะอารมณ์มันจะเกิดขึ้นแล้วมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว ถ้าผมแยกง่ายๆ ก็คือสภาวะจิตใจเนี่ยจะค่อนข้างเป็นภาพใหญ่ ภาพรวมและอยู่ได้ในระยะเวลาที่นานกว่า ส่วนอารมณ์เนี่ยคือสิ่งที่มาประกอบ อาจจะมาประกอบหลายๆอย่าง ทำให้เกิดสภาวะจิตใจก้อนโตก็ได้นะครับ ฉะนั้นสภาวะอารมณ์เนี่ยก็คือจะมาเร็วไปเร็ว แต่ก็ส่งผลกับ Action ของเราได้รวดเร็วเหมือนกันนะครับ อ่ะ ทีนี้ความแตกต่างของทั้ง 2 อย่าง ถ้าโดยสรุป เรื่องแรกคือเวลา ผมพูดไปแล้ว เรื่องที่ 2 คือสิ่งที่เราจะแอคชั่นออกไป จิตใจเนี่ยบางทีเราจะแช่และตอบสนองได้ช้ากว่า แต่บางทีอารมณ์เนี่ย พอมันเกิดขึ้นปุ๊บ เราแอคชั่นปั๊บเลย อย่างเช่นความกลัวอย่างเงี้ย อย่างเช่นความกลัว ถ้าเป็นสภาวะจิตใจเราอาจจะ อ๋อ เรื่องนี้รับรู้มาปุ๊บ เรื่องนี้เราไม่ค่อยกล้า แต่ถ้าอยู่ๆๆ อารมณ์อารมณ์ขึ้นมาแบบตกใจ หรือตัวบางคนเนี่ยก็อาจจะตัวแข็งเลย กระดิกขาไม่ออก หรือบางคนก็อาจจะโดดหลบหรือวิ่งหนี อันนี้คือสภาวะที่ Action ออกมา อารมณ์จะตอบสนองได้เร็วกว่า แล้วก็สภาวะจิตใจอ่ะจะค่อนข้างใช้เวลาในการตอบสนองที่ช้ากว่าและนานกว่ามั้ยครับ อีกเรื่องนึงก็คือความซับซ้อน ความซับซ้อนคืออะไร สมมุติว่าเราจะเปลี่ยนแปลงสภาวะจิตใจเนี่ย มันจะต้องใช้ปัจจัยอะไรหลายๆอย่าง หรือการฝึก หรือการ hearing หรือการทำอะไรหลายๆอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาวะจิตใจ ณ ตอนนั้น แต่พอมาเป็นอารมณ์อ่ะครับ บางทีอ่ะ แค่ทำแอคชั่นอย่างเดียวจะเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วกว่า หรือแก้ไขมันได้รวดเร็วกว่า เห็นมั้ยครับ ฉะนั้นในคลิปนี้วันนี้ เราจะไปลงในดีเทลในเรื่องของอารมณ์กันนะครับ ว่าอารมณ์เนี่ยมันมาแป๊บเดียวแล้วในการเทรดของเรา เราจะต้องเจอกับสภาวะอารมณ์หลายๆรูปแบบ หลายๆรูปแบบ หลายๆรูปแบบอย่างมากมาย เราถึงต้องจัดการที่อารมณ์ก่อน แล้วสภาวะจิตใจหรือผลการเทรดในระยะยาวเนี่ย มันจะค่อยๆดีขึ้นจากการจัดการอารมณ์นะครับ ทีนี้มาเข้าหัวข้อกัน สภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับเทรดเดอร์ ผมอยากให้ทุกคนดูตารางนี้นะครับ ในตารางนี้ทุกคนจะเห็นแล้วว่า เอ้ย มันมีเลข 0 มี +1 +2 +3 ข้างล่างก็เป็น -1 -2 -3 ถ้าเอาภาพตารางนี้โดยรวมง่ายๆจะเป็นเรื่องของ State สภาวะอารมณ์ของคุณ เรียกว่า 7 Level emotional หรือว่า 7 ระดับอารมณ์ละกัน ตรงกลาง 0 เนี่ยคือสภาวะที่เป็นกลางที่สุด สภาวะเนี้ยจะอยู่ก่อนที่คุณจะเข้าออเดอร์หรือก่อนที่คุณจะมีออเดอร์ในการเทรดหรือก่อนในช่วงที่คุณยังไม่เทรดนั่นแหละ ผมอธิบายเร็วๆก่อนนะครับ ภาพรวมแล้ว เดี๋ยวเราไปเจาะแต่ละชั้น เราไปเจาะว่าอะไรคืออะไร แล้วเราจะแก้ไขมันยังไงนะครับ ต่อมาไปดูด้านบนก่อน ด้านบน +1 เนี่ย ถ้าผมเทียบง่ายๆอ่ะ เหมือนเราเข้าออเดอร์ไปแล้ว แล้วเราเข้าปุ๊บ กราฟวิ่งไปถูกทางที่เราเข้าปุ๊บ เริ่มวิ่งไปทางนั้น เริ่มที่จะไปเห็นผลกำไรเบาๆ เล็กๆน้อยๆ แต่ก็ยังถือว่าเป็นกำไรอยู่ เห็นมั้ย พอมา +2 อ่ะ +2 อยู่ในสภาวะที่แบบ อุ๊ย กราฟวิ่งขึ้นไปในทิศทางที่เราเปิดออเดอร์หรือ Position นั้นอย่างรุนแรง เราเห็นแล้วว่าหู มันฟ้า มันมีกำไร มันเขียว พอร์ตมันโตมากแล้ว พอเราปิดออเดอร์ เก็บ Take profit ทั้งหมด มันจะเข้าไปอยู่ในสภาวะ State ที่ในระดับ +3 ฉะนั้นถ้าผมมองด้านบนก็คือเริ่มเปิดออเดอร์ กราฟไปตามแผนอย่างดี และ +3 คือปิดเก็บกำไรมาเรียบร้อย เห็นมั้ยครับ แต่แต่ละจุด แต่ละแต่ละ State ก็จะมีเรื่องของอารมณ์เข้ามา ทีนี้มาดูด้านล่างบ้าง มาดูด้านล่างนะครับ ถ้าสีเหลืองด้านล่าง -1 เนี่ยคือเปิดออเดอร์ไปแล้ว เริ่มทำการเทรดแล้ว แต่กราฟไม่ยังไม่ไปมีกำไร กราฟจะเข้ามาเริ่มเป็นตัวเลขติดลบเบาๆก่อน PNL ติดลบ หรือเริ่มมีการลาก หรือในออเดอร์จะเรียกว่า Draw Down นั่นแหละ ก็คือลากลงมาก่อน จะอยู่นานไม่นานก็จะส่งผลกับอารมณ์อีกแล้ว พอแล้ว พอ ณ จุดๆนึง เริ่มขาดทุนเรื่อยๆ เริ่มขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่ทำการปิดออเดอร์นะ เรียกว่ากราฟเนี่ยเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ ไม่เป็นไปตามผล ก็จะมาอยู่ใน State ที่เป็นสีส้ม หรือว่า -2 นั่นแหละ ในกรณีที่กราฟเริ่มแบบ โห ผิดแผนแล้ว เป็นไปไม่ได้ ไม่ดีเลย เริ่มขาดทุน เริ่มเห็นว่ากำไรขาดทุนแน่นอน และขาดทุนเยอะ เยอะขึ้นเรื่อยๆ จนแบบคอนโทรลไม่ได้ เรารู้สึกว่าความรู้สึกแย่ๆ หลายๆอย่างมันเริ่มถาโถมเข้ามา ถาโถมเข้ามาในช่วงที่เป็น -2 นั่นแหละ แล้วหลังจากนั้นเราอาจจะทำการคัดทิ้ง ปิดสถานะ ตัดขาดทุน หรือเราปล่อยให้พอร์ตมันแตกไปเลยนะครับ อย่างถ้าเป็นการเทรดฟิวเจอร์เนี่ย คือพอร์ตแตก หรือว่าใครที่ ใครที่ซื้อในลักษณะที่เป็นสปอต ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือเหรียญคริปโตอะไร สถานะที่กราฟมันลดออกไปจากตลาด หรือว่ามันลบลงไป 99.99% ติดฟอร์ คุณก็จะมาอยู่ในสถานะที่ -3 หรืออารมณ์ที่มันแย่ที่สุดนะครับ ถ้าเราดูตารางนี้อ่ะ ผมรีแคปให้ดู ตารางนี้ 0 เนี่ย ก่อนที่คุณจะเข้าออเดอร์ เป็นกลาง เห็นมั้ยครับ ยังไม่มีกำไร ยังไม่มีผลอะไรนะครับ หรือคุณอาจจะทำงานประจำหรือทำธุรกิจอะไรอยู่ แต่คุณยังไม่ได้เทรด อันนี้คือสภาวะที่เป็นศูนย์ละ หลังจากนั้นคุณตัดสินใจเข้ามาในการเทรด เริ่มเปิดออเดอร์ ออเดอร์มีกำไรก็จะไปด้านบนเลยครับ มีกำไร Draw Down บวกขึ้นไปด้านบน หรือถ้าออเดอร์มันลบ ติดกำไร ขาดทุน เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนปิดสถานะเป็นลบ ทุกอย่างแย่ พอร์ตแตกไปก็จะมาอยู่ด้านล่าง เห็นมั้ยครับ พอเราเข้าใจ Stage เนี้ย ว่าการกระทำหรือ Action อะไรบางอย่างในการที่เราเทรดเดอร์แล้วมันเกิดอารมณ์เนี่ย เราจึงจะสามารถแก้ไขอะไรบางอย่างได้ ถ้าใครที่ไม่เข้าใจภาพนี้นะ คุณจะไม่สามารถจัดการอารมณ์ของคุณได้เลยนะครับ อ่ะ ทีนี้มาดูกันว่าอารมณ์แต่ละส่วนมีอะไรบ้าง แล้วมันดีหรือไม่ดี อ่ะ ทีนี้เรามาดูอารมณ์ที่เกิดขึ้นในสภาวะที่เป็นศูนย์กัน เป็นศูนย์ตรงนี้มีอะไรบ้าง มี contentment ความพอใจ satisfaction ความพึงพอใจ แล้วก็ stillness ความสงบ 3 อย่างนี้ แต่ละอย่างคืออะไร อย่างแรกก็คือก่อนที่เราจะเทรดเนี่ย เรารู้อยู่แล้วว่าสถานะที่เราเป็นกลางเนี่ย เราอาจจะมีแผนแต่เรายังไม่ได้เข้าออเดอร์นะ เราอาจจะมีแผนหรือเราอาจจะยังไม่ได้ดูกราฟก็ได้ อะไรแบบเนี้ย สภาวะของเรา มันจะเรียกว่า ถ้าผมเอาชัดที่สุดเลยก็คือเรื่องของความสงบ ความสงบคืออะไร เฮ้ย เรายังไม่มีกำไรขาดทุน เรายังไม่ได้ตื่นเต้นหรือความกลัว มันยังไม่มีอะไรเลย ก็คือว่าอยู่ในสภาวะที่เค้าเรียกว่าเป็นกลางละ เป็นกลางละ แต่ต้องเป็นสภาวะที่ไม่ใช่ว่าเมื่อตะกี้คุณเพิ่งขาดทุนมานะ หรือเมื่อตะกี้คุณเพิ่งกำไรนะ สภาวะตรงนี้จะเป็นสภาวะที่มันเป็นกลางจริงๆ คือยังไม่ได้แตะต้องออเดอร์ ยังไม่มีการเทรดเลยอะไรอย่างเงี้ย ก็คือเป็นกลางแล้วแหละ พร้อมแล้วแหละ แล้วความพอใจกับความพึงพอใจก็คือการที่คุณได้อยู่กับปัจจุบันเนี่ย คุณอาจจะพอใจว่า เฮ้ย ตอนนี้ฉันโอเค ข้อมูลฉันโอเคละ ฉันมี timing ที่ดีและที่จะมีเวลามานั่งดูกราฟ ว่ากดเข้าออเดอร์อะไรแบบเนี้ย อันเนี้ยคือเป็น 0 นะ ผมอยากให้คีย์เวิร์ดตรงนี้เลยว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในการเทรดของคุณ ก่อนที่คุณจะเทรดหรือคุณกำลังเทรดไปแล้วเนี่ย คุณควรจะอยู่ในสภาวะที่เป็นศูนย์ มันจะเป็นสภาวะที่ดีที่สุดที่จะทำให้คุณมีสติในการทำตามแผนมากที่สุด โอเคมั้ย เราเคยได้ยินว่า เอ้ย พอเทรดไปเยอะๆ กำไรเยอะๆ เราจะเริ่มโลภใช่มั้ย หรือเราเทรดมาเยอะๆ เราเข้าออเดอร์เยอะๆ วันเนี้ย เราแพ้เยอะๆ เราจะเริ่มกลัวใช่มั้ย ฉะนั้นสภาวะเป็น 0 เนี่ยคือสภาวะที่คุณควรจะอยู่มากที่สุด ไม่ว่าคุณจะเทรดหรือยังไม่เทรดนะครับ อ่ะ ทีนี้ ทีนี้เริ่มไปที่ด้านบนก่อน สมมุติว่าคุณเริ่มเข้าออเดอร์แล้วมีกำไรแล้วเนี่ย คุณจะเจอกับอะไรบ้างนะครับ อย่างแรกอ่ะ พอเราเข้าไปปุ๊บ และกราฟมันมีกำไร คุณจะเจอกับข้อแรกเลยที่เรียกว่า Positive expectation หรือที่เรียกว่าความคาดหวังเชิงบวก อ้าว มันเข้าไปปุ๊บ มันมีกำไรแล้วนี่ เห็นมั้ย คุณก็เริ่ม เอ้ย มันต้องไปต่อ มันต้องไปตามทางนี้แน่เลย คุณเริ่มดีใจหรือมีความคิดในเชิงบวกนิดๆ นะครับ ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่ได้ไปไกลตามเป้าหมายของคุณนะ เฮ้ย แต่เข้าไปแต่มันไม่โดนลากอ่ะ มันไม่ มันไม่ Draw Down มันไม่ ไม่ ไม่แดง ไม่ขาดทุนน่ะ แต่มันเป็นฟ้าแล้ว อันนี้ถือว่าดีนะ เพราะเราก็คิดแล้วว่าเดี๋ยวมันจะต้องมีผล ผลต่อเนื่อง ต่อเนื่อง เข้าไปในความที่เป็นระดับ +1 เนี่ย ตรงเนี้ยผมยังมองว่าไม่ได้ส่งผลเสียอะไรมากในการเทรดนะครับ ถือว่าเป็นอารมณ์ที่ดีละกัน หลังจากนั้นน่ะ มันก็จะมีคำว่า optimism หรือที่เรียกว่าการมองโลกในแง่ดี เห็นมั้ย มุมมองต่างๆ คุณจะเริ่มดีขึ้นละ แล้วพอมุมมองต่างๆ มันเริ่มดีขึ้น คุณจะเริ่มที่จะสบายใจ เพราะว่าอะไร เพราะ เพราะมันมีเรื่องของ hopeful ไง มันมีเรื่องของความหวัง มันมีสบาย มันมีแรงบันดาลใจ เห็นมั้ยครับ พวกนี้จะอยู่ใน +1 หมดเลย แต่มันจะเป็นสภาวะอารมณ์ที่ไม่ได้ดีใจจนรุนแรง จนมันทำให้เกิดความโลภอะไรอย่างรุนแรงนะครับ ในมุม +1 เนี่ย ถือว่าเป็นสถานะที่มีความสุขนิดๆ อ่านในมุม +1 เนี่ย คุณก็เริ่มที่จะโอเคแล้ว มันจะมีข้อหนึ่งที่เรียกว่า responsible นะครับ หรือที่เรียกว่าความรับผิดชอบนั่นแหละ ความรับผิดชอบตรงนี้ก็คือ อ๋อ โอเค ฉันทำตามแผนแล้ว ฉันพร้อมที่จะทำตามแผน เพราะมันเริ่มดีแล้วไง ความคิดคุณเริ่มที่จะรับผิดชอบตัวเองที่จะทำตามแผนให้ได้ เห็นมั้ยครับ เพราะมันเริ่มบวกแล้วไง คุณอาจจะ เอ้ย ตรงเนี้ยมันเพิ่งขึ้นมาเอง มันไม่ได้ดันฉันไปเยอะนะ ฉันจะสามารถถือได้ไปตามแผน แต่ก็ต้องอยู่ในสภาวะที่ Money management ดีด้วยนะครับ ถ้าเกิดคุณ Over Trade มากเกินไป บางทีคุณขึ้นมา +1 ปุ๊บ คุณปิดเลย เพราะว่าคุณอาจจะมีความกังวลอะไรบางอย่างนะครับ เพราะว่ามัน Draw Down มาไง เคยทดลองมาแล้ว ถ้ามันไปขาดทุนเนี่ย มันจะขาดทุนเยอะ คุณจะเริ่มมีอะไรหลายๆ หลายๆอย่างเข้ามาเป็นปัจจัยที่ทำให้คุณคิดไปเองบางอย่างนะครับ อ่ะ ทีนี้พอมันเริ่มฟ้า นิดนึง หรือเริ่มมีกำไร เริ่มเขียว นิดนึง คุณจะเริ่มมั่นใจแล้ว เอ้ย เดี๋ยวมันจะไปต่อนะครับ ก็จะมาในเรื่องของ confidence แล้วก็ belief นะครับ ก็คือมีความมั่นใจนั่นแหละ มีความมั่นใจว่ามันจะไปต่อ มีความมั่นใจว่ามัน มันจะเป็นกำไร มีความเชื่อว่ามันจะทำกำไรให้ฉันได้นะครับ แล้วต่อมา แล้วต่อมา +2 เนี่ย กราฟเริ่มๆวิ่งขึ้นไปเยอะ เริ่มวิ่งไป Take profit หรือวิ่งเลย Take profit คุณไป บางทีคุณอาจจะไม่ได้ตั้ง Take profit คุณอาจจะโอเค ตั้ง Take profit ไว้ในใจว่ามาประมาณนี้ 500 จุดนะ 1,000 จุดนะ แต่กราฟมันขึ้นไปอย่างรุนแรง ต่อมาพอขึ้นมาในระดับ +2 เนี่ย คุณจะมาเจอกับตัวแรกเลยที่เรียกว่า Courage หรือความกล้าหาญเลย ความกล้าหาญตรงนี้คืออะไร ก็เราเริ่มมีกำไรแล้วไง เทรดขึ้นมาเริ่มมีกำไร เริ่มฟ้า เราก็กล้าที่จะถือออเดอร์ต่อนะครับ แต่ในสภาวะว่าตรงเนี้ย ที่คุณเห็นในตารางเนี้ย ไม่ควรที่จะ ไม่ควรที่จะทดลองเนาะ คือบางทีอ่ะ เราทดลองปุ๊บ พอ +1 ปุ๊บ เราปิดเลยใช่มั้ย เราก็อาจจะไม่กล้าถือ แต่พอมันเป็น +2 อ่ะ หลายๆอย่าง มันมีการทำตามแผนมาอย่างดี พอมันเป็นฟ้า กำไรแบบเนี้ย คุณมีความกล้าหาญที่จะทำหลายๆอย่าง อย่างเช่น การกล้าที่จะตัดสินใจในการเติมออเดอร์ เปิดออเดอร์เพิ่ม หรือกล้าที่จะตัดสินใจในการถือออเดอร์นั้นต่อไปยังไง แต่ถ้าบางคนเนี่ยไม่ได้ตั้ง Take profit นะ แล้วมันฟ้าขึ้นมาแล้วมันวิ่งแรง คุณก็กล้าที่จะถือต่อ เฮ้ย เดี๋ยวมันไปอีก ให้มันไปอีก ฉันจะรันเทรนด์ไป รันเทรนด์ไป ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันย่อกลับมา ฉันหาจังหวะปิด อย่างน้อยๆ กำไรมันก็มากขึ้น เห็นมั้ยครับ คุณมีความกล้าหาญที่จะทำอะไรบางอย่างที่มันดีขึ้น ต่อมาเนี่ย คุณจะเจอกับความกุลีกุจอ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า enthusiasm นะครับ ก็ถ้าพูดผิดก็ขออภัยนะครับ ความกุลีกุจอคืออะไร คุณจะเริ่มรู้สึกมีความกระตือรือล้น อุ๊ย สนุกสนาน เริ่มแบบเคยเห็นคนที่แบบดีใจอะไรมากๆ แล้วลืม ดีใจมากๆ แล้ววิ่งเต้น หรือแบบ อู๊ ถูกหวยมา หรือทำอะไรประสบความสำเร็จ ดีใจอยากเล่าเนี่ย หรือบางทีเราเจอเรื่องสนุกๆ อะไรที่แบบเราอยากเข้าไปมีส่วนร่วม นั่นแหละ เค้าเรียกว่าความกุลีกุจอ คืออยากเข้าไปทำ ทีนี้พอมันมีกำไรอ่ะ บางทีเราก็ โอ้โห มีหน้ามีตา มีความสุข มีความอยากอวด อยากโชว์ให้เพื่อน อยากคุยคนนู้นคนนี้ อยากที่จะทำมันอีกเนี่ยครับ ที่เรียกว่าความกุลีกุจอเนาะ ต่อมาจะเจอเรื่องของ eagerness หรือที่เรียกว่าความกระตือรือล้น พอตัวเลขมันฟ้าเยอะๆ อ่ะ พอพอร์ตมันมีกำไรเยอะๆ อ่ะ คุณก็มีความกระตือรือล้นที่แบบไม่เคยทำอะไร คุณก็จะอยากทำ เอ้ย อันนี้ก็ทำได้นะ หู ฟ้าขนาดนี้ แล้วอุ๊ย เก็บสถิติ ดีกว่า เอ้ย ฉันจดบันทึกดีกว่า หุ๊ย อันนี้ดี ฉันอยากทำ เห็นมั้ยครับ จะมีความกระตือรือล้นที่จะขยันขึ้นง่ายๆ นั่นแหละนะครับ แล้วหลังจากนั้นก็จะรู้สึกว่ากำไรมันมาเนี่ย ฉันเก่งมาก ฉันรู้สึกฉันคู่ควรกับสิ่งๆนี้ เห็นมั้ยครับ ฉันก็เก่งเหมือนกันนะเนี่ย ฉันทำอย่างนี้ได้นะครับ เพราะมันฟ้าเยอะๆ ไงนะครับ คุณก็จะมีความสุข คุณจะมี Happiness คุณจะทำอะไรมันก็ดี มีความสุขไปหมด เห็นมั้ยครับ มันจะอยู่ในสภาวะจริงๆ มันจะมีความสุขตั้งแต่ตอน +1 อยู่แล้ว แต่มันเป็นความสุข บางทีมันก็ เอ๊ะ มันจะไปยังๆๆ ยังมีความที่แบบยังสุขเต็มที่ไม่ได้นะครับ แต่อันนี้คือขึ้นมา ถ้าถึง Take profit หรือเลย Take profit ไปยิ่งดีนะครับ ตรงจุดนี้แล้ว หลังจากนั้นคุณจะเริ่มที่จะชื่นชม ชื่นชม ไม่ว่าจะชื่นชมตัวเอง ชื่นชมโค้ชที่ให้สัญญาณคุณ หรือชื่นชมแผนที่มันดี หรือชื่นชมเพื่อนที่มาบอกคุณ หรือชื่นชมไปหมดอ่ะ ก็ ก็มันดี ก็มันได้ โอ้โห แบบโค้ชสุดยอดเลย เอาอีก คราวนี้แหละ เดี๋ยวสิ ต่อไปนะ จัดเต็มข้อเลย โค้ชให้มาจะกด All In เลย เห็นมั้ย มีความดีก็มีความอันตรายอยู่นะครับ มีความอันตรายอยู่ เห็นมั้ยครับ ในมุมวันเนี้ย อารมณ์บางอย่างก็ดี แต่ก็มีอารมณ์บางอย่างที่คุณต้องระวังเหมือนกันนะครับ แล้วอีกข้อหนึ่งก็จะมีเรื่องของความเห็นอกเห็นใจ ก็จะมองว่า เอ้ย ความเสี่ยงที่ฉันเข้ามาเทรดตรงเนี้ย อุ๊ย เริ่มเห็น ไม่ใช่เห็นอกเห็นใจคนตรงข้ามหรือคนนู้นคนนี้นะ แต่เป็นการเห็นว่าความเสี่ยงเนี่ย เป็นโอกาสในการเรียนรู้ เห็นว่าตลาดเนี้ย เอ้ย มันอาจจะเทรดยากหรืออะไร แต่มันก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ฉันมีชีวิตที่ดีขึ้น ฉันมีโอกาสที่จะเป็น Full time ได้เลยนะเนี่ย เห็นมั้ย คุณจะเริ่มมองอะไรหลายๆอย่าง มีความสุข พวกเนี้ย เป็นเรื่องของอารมณ์ทั้งหมดเลยนะครับ ต่อมาอีกข้อหนึ่งก็คือการเชื่อมโยงแล้วกัน คุณจะเริ่มรู้สึกว่าคุณเชื่อมโยงกับตลาด คุณเชื่อมโยงกับอะไรหลายๆอย่าง เชื่อมโยงกับอนาคต เชื่อมโยงกับบางสิ่งบางอย่างที่คุณอาจจะยังไม่เคยทำเนี่ย มันจะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นทั้งหมดเลย ไม่ว่า ไม่ว่าจะเป็นแต่ละข้อที่ผมพูดมาอ่ะ ทีนี้ใน ในจุดที่เป็น +3 +3 เนี่ย คุณทำการปิดออเดอร์นั้น เคลียร์เรียบร้อย เก็บกำไรเข้ากระเป๋าเรียบร้อย จะเข้ามาอยู่ในสภาวะที่เป็น +3 นะครับ ใน +3 มีอะไรบ้าง มีความหลงใหล อย่างแรก ความหลงใหล Passion โอ๊ย ก็เก็บกำไรไปแล้ว Take profit แล้ว ฉันเป็นเทรดเดอร์ที่เก่งอะ ไม่รู้ว่าประสบการณ์นานหรือยัง แต่ ณ จุดๆนี้ ณ วันนี้ที่คุณเทรดและทำกำไรในออเดอร์ชุดนี้ได้ คุณจะเริ่มรู้สึกว่าการเทรดนี้มันดีจังเลย มันทำกำไรให้กับฉัน มันแค่ปลายนิ้วฉันกด ฉัน บางคนน่ะ กดชุดเดียววันเดียวเท่ากับทำงานทั้งเดือน ทำงานประจำทั้งเดือนอย่างเงี้ย เห็นมั้ยครับ คุณเริ่มที่จะหลงใหลแล้ว คุณถ้าเป็นช่วง เป็นช่วงที่คริปโตบูม ในช่วง 2-3 ปีที่แล้วอะไรอย่างเงี้ย หรือในช่วงๆนึงที่คริปโตบูมที่จะมีแบบว่าลาออกจากพนักงานนู้นนี้ออกมาเป็น Full time เทรดเดอร์ ออกมาแจ๋วดีกว่า เห็นมั้ยครับ เป็นมีม เห็นมั้ย พอตลาดลงทุกคนก็ อุ๊ย ขอกลับไปทำงานเหมือนเดิม เห็นมั้ย มันเป็นสภาวะที่มันขึ้นลงตามกราฟนั่นแหละนะครับ ทีนี้พอคุณหลงใหลแล้ว มันก็จะมีเรื่องของความเชื่อมั่น ความสุข ความรัก คุณจะเริ่มรักการเทรด คุณจะเริ่มเชื่อมั่นว่าสิ่งเนี้ยคือสิ่งที่จะทำให้ฉันมีชีวิตที่ดีอย่างแน่นอน ฉันสามารถเกษียณชีวิตได้ ฉันสามารถทิ้งทุกอย่างแล้วมาเป็นเทรดเดอร์ได้ เห็นมั้ยครับ มันจะเริ่มละ แล้วอะไรอ่ะ ฉันก็จะเริ่มตื่นเต้น อู๊ย อยากทำอีกครั้งต่อไป เดี๋ยวเข้าใหม่นะ โค้ชกดบอกให้กดตามแผนนี้จะกดเต็มที่ Full margin เลย รอบแรกได้ 10,000 เดี๋ยวรอบนี้นะ จาก 10,000 จะต้องไป 50,000 ไป 100,000 เห็นมั้ยครับ บางอย่างก็มีความอันตรายอยู่ ถ้าคุณควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หรือที่เรียกว่าความโลภนั่นแหละ โดยทั้งหมดในด้านที่เป็น +1 +2 +3 ทุกๆข้อเนี่ย มันสร้างความสุข มันสร้างสิ่งที่ดีๆให้กับเรา แต่สิ่งที่คุณจะต้องระวังเลยนะครับ ก็คือเรื่องของความโลภ คุณจะต้องแยกให้ออกว่า โอเค มันฟ้า มันมีกำไรตามแผนฉันแบบนี้ แบบนี้ ฉันทำซ้ำได้ ด้วยเหตุผลแบบนี้นะ แล้วฉันก็ต้องยอมรับว่าไม่มีใครชนะไปถึง 100% มันจะต้องมีจุดที่มันไม่เป็นตามแผนบ้าง มีจุดที่มันผิดพลาดบ้าง เพราะฉะนั้นจะต้องใช้ความระมัดระวังในการจัดการอารมณ์พวกนี้อยู่ตลอดนะครับ แล้วสิ่งที่สำคัญ โอเค ถ้ากราฟเป็นบวก ให้คุณทำตามแผนเสมอ แล้วต้องระวังเรื่องของความโลภ ทีนี้ในมุมมองที่กราฟมันเป็นบวกขึ้นมา +1 +2 +3 มีกำไรขึ้นมา ผมไม่ค่อยห่วงมากเท่าไหร่นะครับ เพราะว่าอะไร เพราะ เพราะอารมณ์ตรงนั้นน่ะ ยังไงก็เป็นอารมณ์ที่ดี แค่คุณอย่าให้มันปี๊ดขึ้นไปจนไปเกินเป็นความโลภ ไปเกิดการอิน หรือไปเกิดการทดลองในครั้งถัดไปแล้วกัน ทีนี้มาดูในฟากด้านล่างบ้าง ว่าเวลาที่คุณกดออเดอร์ไป ไปเนี่ย แล้วกราฟมันไม่เป็นตามแผน มันเริ่มที่จะแดง ขาดทุน หรือที่เราเรียกว่า Draw Down เนี่ย มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วเราต้องแก้ไขมันยังไงนะครับ อย่างแรกคุณจะเริ่มที่จะเจอความผิดหวัง หรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า disappointment ความผิดหวังก็ ก็เข้าไปทุกครั้งที่เรากดออเดอร์เนี่ย เราเข้าไปเนี่ย เราจะต้องเจออยู่แล้วแหละว่า เดี๋ยวฉันเข้าตรงนี้นะ มันจะมีกำไร หรือบางคนน่ะ บางคนชินกับการเข้าไปก่อน แล้วชินกับการโดนลาก ชินกับการโดนลาก เฮ้ย เดี๋ยวฉันเข้าเบาๆก่อนแล้วกัน เพราะฉันเข้ายังไงก็โดนลาก จุดเนี้ย ปัญหาแรกก็คือว่าคุณ คุณมีความที่จะกลัวตกรถ อยากเข้าออเดอร์อยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่รู้นะว่ามันยังไม่ถึงจุดเข้า เห็นมั้ยครับ แปลว่าอะไร แปลว่า เอ้ย ตรงนี้คุณก็มีความรู้ระดับนึงนะ ว่าในสิ่งที่คุณเข้าบ่อยๆ สถิติที่มันฟ้องขึ้นมา คุณอาจจะไม่ได้เก็บชัดเจน แต่มันทำจนทำให้คุณรู้สึกว่า ฉันเข้าทีไรโดนลากก่อนเสมอ แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาฝั่ง เห็นมั้ยครับ หลายๆคนอาจจะได้ยินจุดนี้เนาะ ก็ ก็มีสิ่งที่ดีนะ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ดี เพราะว่ามันก็ยังไม่ใช่จุดเข้าที่ดีที่คุณควรเข้าไง อ่ะ มันก็มีเรื่องของความผิดหวังแล้วก็ความสงสัย เฮ้ย โดน โดนลากแดงแล้วเนี่ย อ้าว แล้วออเดอร์นี้มันจะ Stop loss มั้ยเนี่ย แล้วมันจะกลับมาฟ้ามั้ยเนี่ย หรือว่ามันจะลงไปต่อ เฮ้ย หรือว่ามันจะขาดทุนยังไง เริ่มๆสงสัยละ พอสงสัยเสร็จ มันก็จะตามมาในเรื่องของความกังวล มันจะมีความ ความกังวลในจิตใจเลย เฮ้ย ถ้ามันลงไปเนี่ย แล้วถ้ามัน Stop loss ฉันจะขาดทุน เริ่มๆกังวล เห็นมั้ย เฮ้ย แล้วถ้ามันไม่ไปต่อ ฉันต้องเติมไม้ขึ้นมั้ย เอ๊ะ หรือฉันไม่ควรเข้าแล้ว หรือมันจะไปไกล เดี๋ยวข่าวจะมา เดี๋ยวมันจะพุ่งไปทางนู้น เดี๋ยวมันจะลงไปทางนี้ เห็นมั้ยครับ เริ่มมีความกังวล มีความกังวลก็มีความท้อแท้ เอ้ย แล้วมันจะ มันจะกำไรจริงมั้ยเนี่ย เริ่มแบบ เออ จะไหวมั้ยเนี่ย ลงไปอีกแล้ว อุ๊ย พอร์ตยังไง การ Money manage ยังไง เริ่มมีความเศร้าเข้ามา สมมุติว่าเข้าไปตอนเที่ยง กราฟก็ไม่โดน Stop loss เนี่ย ลากอยู่นั่นแหละ ค้างอยู่แถวนั้นแหละ ไม่มี ไม่มีวอลุ่มเข้า จะขึ้นก็ไม่ขึ้นไปกำไร จะลงก็ไม่ลงมา Stop loss นะครับ มันจะเริ่มเกิดความกังวล บวกกับความเศร้าที่แบบ เฮ้ย เอาไงดีเนี่ย จะคัดทิ้งเลยมั้ย แต่เดี๋ยวมันจะกลับมา เริ่มกังวล เริ่มเศร้าครับ เริ่มรู้สึกแย่กับตัวเอง เริ่มมองโลกในแง่ร้ายที่แบบ เอาละ มันขาดทุนแน่เลย เซตนี้มันขาดทุน มันไม่ไปแน่เลย เริ่มแบบ ทั้งๆที่กราฟมันก็อยู่ของมันที่เดิมนะ แต่เราจะใส่อารมณ์ ใส่ความคิดของเราเข้าไป แล้วหลังจากนั้นน่ะ เราจะเริ่มที่จะหงุดหงิด อู๊ย ลูกมาชวนทำนู่นทำนี่ มากวนนู่นนี่ จะหงุดหงิด เริ่มที่จะใจร้อนมากขึ้น แฟนจะชวนไปกินข้าว จะไปทำอะไร ไปดูหนัง เริ่มแบบ เฮ้ย อย่าเพิ่ง อย่าเพิ่งไป ยังไม่ ไม่เอา เห็นมั้ยครับ เวลาใครมาทำอะไรก็เริ่มรู้สึก รำคาญ หงุดหงิดไปเรื่อยๆ เห็นมั้ยครับ เพราะว่าอะไร เพราะว่ามันโดนลาก หรือมันติดสถานะที่เป็นติดลบหรือ Draw Down อยู่นั่นแหละนะครับ แล้วสุดท้ายคุณก็จะหนักใจในทุกสิ่งทุกอย่าง หรือสิ่งที่คุณกำลังทำ เฮ้ย แผนนี้มันดีจริงมั้ยเนี่ย เฮ้ย โค้ชมันแม่นจริงมั้ยเนี่ย ห้องสัญญาณนี้มันชัวร์จริงมั้ยเนี่ย ระบบมันสูงจริงมั้ยเนี่ย เริ่มสงสัย เริ่มกังวลสารพัด เห็นมั้ยครับ ทั้งๆที่กราฟก็อยู่ที่เดิมนะ กราฟก็ยังไม่ได้แบบโดน Stop loss อะไรเลยนะ แต่พอ แต่พอเรื่องนี้เริ่มเยอะ จากติดลบ 5% เป็น 10% บางคน Cut Stop loss ไปแล้วก็จบ แต่บางคนน่ะ มีความรู้สึกแบบ เดี๋ยวมันก็คงกลับมา เริ่ม บางทีเริ่มมีการมองโลกในแง่ดีหน่อยๆ ด้วย แต่เป็นดีที่แบบกำลังติดลบเพื่อให้กำลังใจตัวเอง หรือไม่ยอมที่จะเสียเงินก้อนนั้น นั่นแหละ ไม่ยอมที่จะคัด Stop loss นั่นแหละ ทีนี้พอมาในสถานะที่เป็น -2 เนี่ย เริ่มติดลบเยอะขึ้นครับ ไอ้ -1 เนี่ย 5% 10% ที่ตั้งไว้ หรือ 1% ที่ตั้งไว้แบบสบายๆ ไม่ยอมเสีย เริ่มพอร์ตที่จะเริ่มลบ 20% เริ่มลบ 30% 40% 50% แล้วก็จะเข้ามาอยู่ในสภาวะที่เป็น -2 เห็นมั้ย อารมณ์คุณจะเริ่มเปลี่ยนนะ ทั้งๆที่กราฟมันก็ขึ้นแล้วมันก็ลงแล้วมันก็ขึ้นแล้วมันก็ลง ถ้าเรามีสภาวะที่เป็น 0 น่ะ เราจะเห็นเลยว่า อ๋อ กราฟมันก็วิ่งของมันแค่นั้นแหละ ถ้าคุณไม่ได้เข้าไปเทรดอ่ะ คุณจะไม่รู้สึกมีอารมณ์ที่เป็น +1 +2 +3 หรือ -1 -2 -3 นั่นแหละ ทีนี้พอมันเริ่มลบมากๆ อ่ะ 70% 60% 70% 80% ของพอร์ต เริ่มลบเยอะ อารมณ์ที่คุณจะมาเจอในสภาวะที่มันเยอะขึ้นมาเนี่ย มันจะเริ่มเป็น อย่างแรกคือคุณจะเริ่มรู้สึกถูกทอดทิ้ง สมมุติว่าเข้า Sell แล้วกันนะครับ แต่กราฟมันขึ้นน่ะ เราจะเริ่มรู้สึกว่า รู้งี้ฉัน Buy ขึ้นไปดีกว่า ไม่ต้องมานั่งติดลบอะไรเยอะเนี่ย จะคัดทิ้งก็ไม่ไหวแล้ว ลบต้อง 50% 60% ละ เริ่มรู้สึกว่า โห เวรกรรม คนที่มัน Buy ขึ้นไปเนี่ย มันกำไรแล้ว ว่าทำไมต้องเป็นกู