Transcription
เฮ้อ ทำไมเราถึงผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ตั้งใจไว้
[เพลง] ดีมากทุกครั้ง พระพูดว่าพระพุทธเจ้าสอนไว้ในสติปัฏฐานสูตรว่า ให้มีสติพิจารณากายในกาย
[เพลง] เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม
พระอธิบายว่า หมายความว่าให้รู้ทันสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตัวเอง
[เพลง] ตามจริง ไม่ใช่รู้ทีหลังตอนพังแล้ว
พระพูดต่อว่า ใจที่ไม่มีสติ ก็เหมือนรถที่วิ่งเต็มสปีด
[เพลง] โดยไม่มีคนนั่งแตะพวงมาลัยเลยแม้แต่นิดเดียว
คนทำงานคนนึง เปิดคอมตั้งแต่เช้า แล้วก็พิมพ์ไป ตอบ Line ไป คิด
[เพลง] เรื่องอื่นไปพร้อมกัน ทุกอย่างพร้อมกันหมดเลย
คนทำงานคิดว่า ทำหลายอย่าง
[เพลง] พร้อมกันได้ ยิ่งเก่ง ยิ่งเร็วยิ่งดี ทำไมจะไม่ถูกล่ะ เฮ้ย
แล้วก็เกิดขึ้น ส่งรายงานผิดไฟล์ แก้ตัวเลขผิดคอลัมน์ ตอบอีเมล
[เพลง] ผิดคน ภายในเช้าเดียว หัวหน้าเรียกเข้าไปคุย
คนทำงานยืนงงอยู่ว่าตัวเองพลาดตรงไหน ทั้งที่ทำมาตลอด
พระถามเบาๆ ว่า ตอนทำอยู่นั้นใจอยู่
[เพลง] กับงานจริงๆ มั้ย หรืออยู่กับหลายที่พร้อมกัน
เฮ้อ คนทำงานนิ่งไปครู่หนึ่ง
[เพลง] แล้วพูดว่า ก็คิดเรื่องประชุมบ่ายไปด้วย กังวลเรื่องเพื่อนร่วมงานไปด้วย
รถที่ไม่มีคน
[เพลง] แตะพวงมาลัยนั้น ไม่ได้ช้าลงเลย มันยังวิ่งอยู่ แค่ไม่มีใครรู้ว่ากำลังจะชนอะไร
คนทำงานอีกคน ง่วงจนตาปรือ นั่งทำงานไปแบบอัตโนมัติ จนกดลบข้อมูลสำคัญโดยไม่รู้ตัว
คนทำงานคนที่ 3 เร่งงานจนมือสั่น คิดว่าตัวเองอยู่ในโซนแล้ว แต่กลับกรอกตัวเลขเกินจริงไป 2 เท่า
พระพูดว่า ทั้ง 3 คนนี้ ไม่ได้ขาดความตั้งใจ แต่ขาดสติที่รู้ทัน
[เพลง] ว่าตอนนี้ใจอยู่ที่ไหน
คนทำงานคนแรก ลองหยุดหายใจ 1 ครั้งก่อนพิมพ์ทุกครั้ง
[เพลง] แค่รู้ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ งานวันนั้นช้าลงนิดหน่อย แต่ไม่มีอะไรพังเพิ่มขึ้นอีกแล้ว หัวก็ไม่ล้า
[เพลง] เหมือนเมื่อวาน
พระพูดว่า รถที่มีคนแตะพวงมาลัยอยู่ตลอด
[เพลง] ไม่จำเป็นต้องวิ่งช้า แค่ไม่วิ่งตาบอด
เพราะสรุปว่า สติปัฏฐาน
[เพลง] ไม่ได้สอนให้ทำอะไรน้อยลง แต่สอนให้รู้ทันตัวเอง ก่อนที่ใจจะไหลออกไปไกลจนพัง
ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่าทำงานหนัก แต่ยังผิดพลาดบ่อย ลองฝาก
[เพลง] กดหัวใจไว้ แล้วแชร์ให้คน ที่กำลังเหนื่อยแบบเดียวกัน เพราะบางทีแค่รู้ว่าไม่ได้เหนื่อยคนเดียว
[เพลง] ใจก็เบาขึ้นได้