📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เลิกปล่อยชีวิตเป็นไปตามดวง! วิธี "ออกแบบนิสัย" เป็นคนใหม่ที่เก่งกว่าเดิม | KLAO CEO EP.3 อ.ชัชชาติ

Klaoshow35:21

Transcription

มีคนขี่รถมอเตอร์ไซค์แล้วก็ตะโกนด่าเลย น้ำพ่วงไม่เคยมาทำช่วยอะไรเลย เราก็ไปหาเ้าที่บ้านเลย

อาจารย์คือทำงาน ทำงาน 3 อย่างเลยเนี่ย มีเพิ่ม

เออ เยอะไปว่ะ อันนั้นเป็นมอตโต้ของการทำงานกรุงเทพฯ ไง ถ้าผมมอตโต้ใหม่ เอา 3 คำเหมือนกันนะ ก็ให้สังเกต สนุก แบ่งปัน 20 ปี 30 ปี ผ่านมานะ อะไรเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ก็คือ ความไว้วางใจ คือนิสัยเราเนี่ย ต้องเป็นนิสัยที่ทำให้เกิดความไว้วางใจ การออกแบบ ชีวิตของทุกอย่างในห้องนี้ มันมีการออกแบบ นั้นน่ะ ยกเว้นตัวเรา งั้นอย่าลืมว่า ของที่มีค่าที่สุดไม่ใช่โต๊ะ เก้าอี้ หรือชีวิตเรา ถ้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็ต้องเริ่มจากเปลี่ยนแปลงที่จิตใจก่อน จะเปลี่ยนแปลงโลก ก็ต้องเริ่มที่จิตใจก่อน

ถ้าบริหารเมือง คือโปรเจคที่ไม่มีวันออฟไลน์ นี่คือ CEO ที่ต้องออนไลน์ 24 ชม. วันนี้กล่าว CEO inside เอาเราไม่ได้ชวนท่านผู้ว่ามาคุยเรื่องนโยบาย แต่จะชวนมาแชร์มุมมองการกล้าใจและเกลาความคิดว่าไซตของเขาแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ก่อนจะไปพบ รายการนี้คุยลึกคุยนาน มีฝุ่นยังไง เสียงต้องพร้อมด้วย POIS สเปรย์ สเปรย์พ่นคอ ช่วยลดอาการเสียงแหบ หอมเย็นด้วยน้ำผึ้ง และเปปเปอร์มิ้น ไปจัดมาพ่นได้เลยตามห้าง สัสินค้าร้านขายยา หรือใต้ลิงก์ description นี้ได้เลยนะคะ

ขอต้อนรับอาจารย์ชัชาติ สิทธิพันธุ์นะคะ สวัสดี สวัสดีค่ะจ้า

สวัสดีจ้ะ

สบายดีอาจารย์คะ หนูเห็นอาจารย์

นานมากแล้วเนี่ย

ใช่นานมาก อาจารย์

ปีแล้วเนี่ย

เออ เกือบ 10 แล้วค่ะ

10 ปี

ดูหน้าหน้าหนู หน้าหนูยังยังได้อยู่

เออ ได้

ได้อยู่นะคะ เออ

แต่หน้าเก่าเป็นไงกันไม่ได้ว่ะ

ได้ เดี๋ยวเปิดให้อาจารย์ดู

ค่ะ อาจารย์คะ ของอาจารย์เนี่ย หนูเห็นแบบไปไลฟ์ลงพื้นที่ตลอดเลย อาจารย์เข้ามาในสารวการบ่อยมั้คะ ในการช้าเนี่ย ผมก็เข้ามา 6:30 แล้วก็มีชาวบ้านนะค่ะ หลายคนเค้าสงสัยครับ อาจารย์ว่าอาจารย์เดินกว่าละกี่ข้าวยิ่ง ประมาณ 20,000 บ. เมื่อวาน 30,000

39,000

เมื่อวานก็ 20,000 อะไรเงี้ย 20,000

โอ้โห อาจารย์วิ่งแล้ว เพราะผมวิ่งเช้าก็ประมาณ 19,000 กว่าแล้วไง

อื ว่าเวลาเป็นนาฬิกามานับหมดนะ

อื วิ่งประมาณสัก 10,000 กว่า

อ๋อ

แล้วตัวอาจารย์เนี่ย แบบคือเป็นคนจากกาย เวลาขั้นเทศน์ เฮ้ย

เฮ้ย มันมีทอปินี้อยู่อาจารย์ จริงไม่เกาไง เมีเรื่องนี้อยู่อาจารย์ พูดถึงเรื่องนี้ ถามอาจารย์ว่านัดของอาจารย์เนี่ย ที่สูง สุดต่อวันที่อาจารย์เคยรับอ่ะ กี่กี่นัด

เออ เออ

โอ้โห

กี่นัดคะ

วันนี้ก็ต้องเป็น 10 นัดแล้วมั้ง 10 นัด มัน

มันจะซอยเวลาไง

เออ

ก็จะซอยแบบ 15 นาที 10 นาที ครึ่งชั่วโมง อะไรเงี้ย 15 นาที

ประมาณ 10 กว่านัดใช่มั้ยคะอาจารย์ ก็มีมี นะผมว่าแต่ทั่วไปน่าจะ 6-7 นัดอะไรอย่าง เงี้ย

อ๋อ

แต่มันก็ก็ไม่ได้แสดงว่ามันรุ่นอะไรนะ มันก็แสดงว่าเราอาจจะทำแบบเวลาเป็น

ถึงนัดมากเกินไป

อือ มอบหมายให้คนอื่นม้าง

อื

ค่ะ อาจารย์ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อาจารย์พรนึกออกว่าเราเจอกันเป็นยังไง บ้าง

คร่าวๆอ่ะ มันเออ มีไปพูดอะไรสักต่าง เออ แล้วก็มีสไลด์ที่ธรรมศาสตร์น่ะ

อือ

แล้วก็แค่นั้นน่ะ ผมผมก็เมoryี่มันเต็มไง หัวผมมันความจุ้น้อยก็ เออ เมื่อวานก็มีคนมาพูดถึงเรื่องกาว

เหรอคะ

เออ มีคนมาพูด ผมตไปที่สวนรุมแล้วก็เอ้ย มันยังดูกราาวอยู่เลยนะ แล้วก็สอนลูกให้เรื่องคุณค่าของเวลาอะไรเงี้ย

อ๋อ ก็ยังมีคนชมเมื่อเกือบ 10 ปีก็อยู่

เออ ใช่ๆ เนี่ยคนนี้เค้าเรียกว่าเป็นตอฟint

อื

ไม่พูดอะไรต้องพูดให้ดีๆ

เออ ใช่ใช่

ลบไม่ได้ยังมีคน

ใช่ๆ แล้วแต่ตัวอาจารย์เองอ่ะ เคยจริงๆ เคยพูดกับตัวหนูนี่แหละว่าผมอ่ะ ตอนที่เชิญอ่ะเป็นสปกเกอร์ อาจารย์บอกว่าผมเป็นคนพูดไม่ค่อยหยิบเท่าไหร่

ใช่

ฟังอาจจะเบื่อกันทำอาจารย์ถึงคิดว่าเป็น ยังไงคะตอนนี้

ก็เราก็เป็นนักวิชาการน่ะ มันก็ไม่ค่อยได้พูด publicับลิคเท่าไหร่ ก็พูดแต่กับนักเรียนอะไรเงี้ย

นักเรียนไง ต้องฟังอยู่แล้วไฟท์บังคับ อื

ใช่มั้ แต่ว่าพูดกับคนก็ต้องมีจุดที่ให้เค้าสนใจอะไรอย่างเงี้ย

ค่ะ แล้วตอนนั้นคือมีหลายๆคนเนี่ยก็รู้สึกเป็น คล้ายๆกันคือว่าไม่กล้าเริ่มต้นในสิ่งที่ตไม่ถนัด แต่อาจารย์ทำให้ดูแล้ว เริ่ม ถือว่ามันมอบมุมมองอะไรใหม่ๆให้อาจารย์

คือผมไปซื้อหนังสืออ่านเนาะ ตอนนั้นช่วงนั้นมันเท talk มันดังอ่ะเนาะ

ค่ะ

เท talk คือการพูด 18 นาที ทำไงให้แบบ เออ ก็จะมีแบบ มีหนังสือเล่มนึงอ่ะ

เออ มีเก่าๆเท Talk เนี่ย แต่เบอกว่าพยายามพูดในสิ่งที่เราเข้าใจ

อื

ก็เบอกว่าเอาเรื่องที่เรารู้เนี่ยเราพูด เพราะนั้นผมว่าพอเราแชร์เรื่องเกลามันก็ ไม่ใช่เรื่องอะไรที่ยาก เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริงๆในชีวิตเราอ่ะ ไม่ต้องไปพูดอะไรที่มันไม่จริงใช่มั้ พูดจากความรู้สึกเราจริงๆ

ต้องมาพูดจากเรื่องใกล้ตัวก่อน

ค่ะ

พูดจากเรื่องที่เราประสบการณ์เราจริงๆ อะไรเงี้ย มันก็จะมาเป็นธรรมชาติ แล้วก็ต้องแบบเหมือนกับมีซ้อมบ้างอะไรเงี้ยก่อน พูดก็ต้องซ้อม อย่างผมบางทีมีสไลด์ใช่มั้

ใช่

ผมทำสไลด์ผมก็ซ้อมพูดกับสไลด์ไป มันก็มีสไลด์ให้เราเกาะ

ให้เราไปอะไร อย่าเงี้ย

ก็แบบว่าไม่มีหลุดไม่หลุดประเด็น

ใช่ๆ แล้วก็ครบรายละเอียดต่างๆ มันก็ครบบางทีเราเราจำไม่ได้ประเด็นสำคัญอะไรเงี้ย

อือ

แล้วก็ผู้ชมบางทีเมี visual คิเค้าก็ช่วยด้วย ถ้าเกิดเค้ามองเห็นเงี้เค้าก็จะเข้าใจดีขึ้น

ก็คือมีภาพบรรยายให้พร้อมกัน

ใช่ๆ เบอกภาพมันเหมือนกับหมื่นคำบรรยาย ภาพแต่เห็นปุ๊บมันใช่มันมีimpพactก็ได้ ทั้ง 2 อันน่ะ ทั้งภาพต้องพูดอ

ก็ก็พยายามหาสื่อที่เรารู้สึกสบายใจ รู้สึกแบบ เออไม่ฝืนอะไรเงี้ยครับอ

ทำได้ทุกคนพูดได้แหละ ใช่ผมการสื่อสารเป็นส่วนส่วนสำคัญ ถ้าเราทำงานกับคนส่วนใหญ่เนี่ยค่ะ

เราต้องสื่อสารให้เป็น

ค่ะ

แต่ถ้าเกิดเราทำงานคนเดียวไม่เป็นไรนะ เรานั่งทำเขียนเปเปอร์เขียนอะไรไป แต่ว่าถ้าเกิดจะสื่อสารสิ่งที่เรามีอ่ะ

ค่ะ

ผมว่าบางทีเนี่ยเราก็พูดถึงการทำงานเป็นทีมเนี่ย เราก็ดีได้เท่ากับการสื่อสารของเรา ถ้าเราสื่อสารได้ไม่ดีมันก็ไม่สามารถจะถ่ายความคิด ถ่ายโน้มน้าใจคน หรือว่าหาจุดร่วมได้

อือื

ก็ต้องฝึกไม่ยากหรอก คือทำทุกคนทำได้ แต่มันต้องมีก้าวแรกไง ถ้าไม่ทำไม่ลองพูด

ค่ะ

มีโอกาสก็ต้องลองพูดดู ผิดถูกไม่เป็นไร อะไรอย่างเงี้ย

ครับ

ตอนนั้นอาจารย์แบคกลับไปเกือบ 10 ปี อาจารย์จะนั่งหนังสือ 3 เล่ม

อื

ถ้าจำไม่ได้หนูจะทวนให้อาจารย์ คืออันแรก คือไทยๆในโลกอนิจจัง

ออ

เออ ใช่มั้คะ แล้วก็มนุษย์กรุงเทพฯ

โอเค

อื แล้วก็ Thank you for being late

อ่า โอเค

อ่า ถ้าเกิดเป็นปี 2026 อาจารย์ก็ได้หนังสือ

โอ้ย แล้วถามเล่นนี่เหรอ จำไม่ได้เนี่ย

เออ ปีนี้เหรอ ก็ต้องแนะนำ Thinking Fast and Slow มั้ง นี้สำคัญมากเลยนะ เรื่องนี้ก็เป็นเขียนโดย Daniel Kมan ก็เป็นนักจิตวิทยา

แต่ได้มา Nobel Price ด้านเศรษฐศาสตร์ ก็พูดถึงจิตใจเราว่าวิธีคิดเรามี 2 วิธี system 1 แบบเร็วใช้อารมณ์เสียสมเหตุผล อะไรเงี้ย

มันจะมีผลต่อการทำไม่ว่าจะเป็นการฝึกนิสัยต่างๆเนี่ย มันก็อันนี้ใช่มอันนี้อันอื่นอัน 2 คือเรื่อง Think again จิตเป็นนายกลายเป็นบ่าว

ค่ะ

ถ้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ต้องเริ่มจากเปลี่ยนแปลงที่จิตใจก่อน

อื

จะเปลี่ยนแปลงโลกก็ต้องเริ่มที่จิตใจก่อน เพราะถ้าใจไม่ขยับกายก็ไม่ขยับ

ต้องเริ่มจากใจก่อน อันนี้ก็สำคัญ ถึงกังเก แล้วเก็บอกว่าให้เอ๊ะบ้าง อย่าอืออย่างเดียวไม่ได้ ตื่นขึ้นมาก็ทำเหมือนกับที่ทำมา 10 ปีอย่างเงี้ย ไม่เอ๊ะเลยว่าเฮ้ยที่ทำอยู่มันมีทางที่ดีกว่ามั้ย

เออ

ระบบระเบียบต่างๆ หรือไม่การบริหาร กทม. เนี่ย ใช่มั้ ต้องเอ๊ะบ้าง เฮ้ย ทำอย่างงี้ถูกมั้ย

อื

เอ ถ้าเกิดไม่ถูกก็ต้องมีการปรับปรุงใหม่

อื

อันที่ 3 มันก็น่าเป็นเรื่อง Designing your life

ค่ะ

การออกแบบชีวิต ใช่มั้ เพราะว่าของทุกอย่างในห้องนี้มันมีการออกแบบ เท่านั้นน่ะ

อืค่ะ

ยกเว้นตัวเรา

อื

นะ ตัวเราเป็นสิ่งที่มีค่าสุดเลยอ่ะ

แต่บางทีเราลืมออกแบบ

จริงๆ

เออ ใช่มั้ เพราะงั้นพอเราไม่ออกแบบชีวิต มันก็ไปตามกระแสไปนู่นไปนี่อะไรเงี้ย งั้นอย่าลืมว่าของที่มีค่าที่สุดไม่ใช่โต๊ะ เก้าอี้

ค่ะ

หรือชีวิตเรานั้นก็ต้องมีการออกแบบชีวิต ก็เป็นหนังสือเขียนโดย Prof. เสื้อจาก สแตนฟอร์ด

อื

เมีคอร์สเลยนะ ชื่อ Designing your life ซึ่งเป็นคอร์สที่โห คนเรียนเยอะที่สุดเลย

แจ้งกันเรียนของ

ไม่ๆ เป็นคอร์สที่เregิตรที่ปริญญาตรีที่ สแตนฟอร์ด

อ๋อค่ะ

เออ ก็ดี ผมว่าเขาก็บอกว่า Start where you are

อื

คือว่ามันไม่เร็วเกินไปหรือไม่ช้าเกินไป ที่จะออกแบบชีวิตตัวเอง สมัยคือ you are here

ให้รู้ว่าตัวตนเป็นยังไงก่อน คือบอกว่า ก่อนที่จะออกแบบว่าจะไปที่ไหน

ค่ะ

ต้องรู้ก่อนว่าอยู่ตรงไหนก่อน

อื

ถ้ารู้ว่าอยู่ตรงไหนปุ๊บ มันก็จะออกแบบเส้นทางต่อไปได้ แต่ถ้าไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ฟุ้งไปเรื่อย อยากไปนู่นไปนี่ ไม่มีทางที่จะเขียนเส้นทางที่ถูกได้ ก็สมมุติว่า 3 เล่มนี้ก็เป็นเรื่องที่ดี อื

อ้า อะไรบ้างนะ จำได้มั้ยเรื่องแรก

จำได้

Thinking Fast and Slowman

เออ

อันที่ 2

Think Again

Think Again Adam Grand อันนี้ก็ปี แปลไทยแล้วค่ะ

อันที่ 3 Designing your life อันนี้ ก็มีแปลไทย

แต่เล่มแรกไม่แน่ใจ เพราะเล่มแรกมันอ่านยาก

อือๆ

แต่ก็สนุกดี เราไปใช้ให้ไอ้ใช้ GBT JB9 สรุปให้ก็ได้

เออง่ายดี

เออ อ่านง่ายดี เออ ไม่อาจารย์มีหนังสือไทย มั้เนี่ย เมื่อก่อนอาจารย์

โอ

ูมากเลยนะคะ มนุษย์กรุง

ก็นี่ไง มันก็เปลี่ยนแล้วไง มันแปลมาแล้ว

อ๋อ

อันนี้เอาอินเตอร์ว่าไง จะเอาหนังสือไทย อันนี้อินเตอร์อาจารย์แบบท้าย 2

ใช่ๆ อันนี้เค้าก็มีแปล 2 เล่ม

ค่ะ

ก็อ่านแปลก็ได้ อือ

อือค่ะ

คำสั่งอาจารย์คือทำงาน ทำงาน ทำงาน 3 3 อย่างเลยเนี่ย มีเพิ่ม

เออ เยอะไปว่ะ แบบไม่ต้องทำงานเยอะขนาดนั้นนะ อันนั้นเป็นมอโต้ของการทำงานกรุงเทพฯไง

ค่ะ

ถ้าผมมอโต้ใหม่ เอา 3 คำเหมือนกันนะ ก็ให้สังเกต

ค่ะ สังเกต สนุก

สนุก

แบ่งปัน

แบ่งปัน

อื

ทำไมถึงคิด

ผมว่าบางทีสังเกตเป็นเรื่องสำคัญน่ะ เพราะว่ามันจะได้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นรอบๆตัวเรา

ค่ะ

บางทีเราเอาตัวไปอยู่ในกระแส เราลืมสังเกต

อือ

ว่าอะไรเกิดขึ้น เราก็จะมีทุกข์มีสุขกับไอ้กระแสที่อยู่ข้างนอกตัวเรา อันที่ 2 คือต้องสนุกหว่าทำงานก็ต้องให้สนุกอ่ะ ถูก

งั้นผมว่าพอมันก็ต้องเหมือนกับถ้าเกิดเราไม่สนุก แสดงว่ามันอาจจะไปผิดพลาดก็อันนี้ ก็ต้องปรับ และที่ 3 ก็คือแบ่งปัน ว่าโลกที่มันมีปัญหาที่มันมีคนทุกข์มีคนสุขก็เยอะ อาจจะว่าคนมีเยอะเยอะเกิน

คนมีน้อยก็ขายแคลน

อื

แล้วคนมีเกินก็แบ่งปัน แต่อาจจะแบ่งปันในหลายรูปแบบนะ เช่นแบ่งปันเวลาได้มั้ย

ค่ะ

ก็มีเรื่องธนาคารเวลา

อ๋อ

สมมุติเราเป็นหนุ่มสาวเนี่ย เราอาจจะมีเวลาเหลือ แทนที่จะไปนั่งถ่ายติtอกใช่มั้ ก็อาจจะเวลาเนี่ยไปแบ่งปันดูแลคนอื่น

อื

แล้วก็มีการเอาเวลาที่ไปเก็บเป็นธนาคารได้

อือ

พอเราแก่ตัวเราก็จะเบิกเวลาเนี้ยให้หนุ่มคนอื่นมาช่วยเราตอนแก่อะไรเงี้ย

ั้นแล้วก็คือแบ่งปันกันเป็นเรื่องสำคัญ

อืองั้นก็ขอให้สังเกต สังเกตว่าเออเพื่อนเรารู้สึกยังไง เค้ามีความทุกข์ยังไงมั้ย

ค่ะ

เออ แล้วจะช่วยเค้ายังไงบ้าง แล้วก็มีความสนุกกับชีวิตบ้าง ไม่ต้องทำงานอย่างเดียวนะ แล้วก็มีเหลือก็แบ่งปันให้คนอื่น

ออ เป็นอะไรที่แบบ ถือว่าสอดคล้องกับยุคปัจจุบันมาก

เพราะคนก็เริ่มห่างๆจากตรงนี้ เพราะว่าโดนโซเชียลลากไปมากันหมดเลยอ่ะ

เออ

อาจารย์ตัวอาจารย์เองมีการผ่านการทำงานมาหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้บริหาร

ตอนนี้ CEO กทม. คือผู้ว่านั่นเอง

ใช่ๆ

อาจารย์มีนิสัยที่ยึดเป็นคอหลักไม่เคยเปลี่ยนเลยเออ

มันก็ทำมันก็ธรรมดา ดูแลตัวเองใช่มั้ ดูแลสุขภาพค่ะ

ออกกำลังกาย เพราะเราเชื่อว่าถ้าเกิดเราตัวเองเราไม่แข็งแรง ก็ดูแลคนอื่นไม่ได้

ใช่

หน้าทีการงานก็ไม่ได้ ดูแลตัวเองเรื่องมีระเบียบวินัย

ใช่มั้ ก็มีdiscipิล ก็ทำงานที่มอบหมาย แบ่งเวลาให้ดี

อื

ตรงเวลานี่ก็สำคัญ เพราะว่ามันคือหัวใจของความสำเร็จเลย เพราะว่าเราหมายว่าเราให้เกียรติคนอื่นไง

ค่ะ

เราไม่ได้คิดว่าเวลาเราสำคัญกับของคนอื่น ก็ต้องต่อเวลา ผมว่าเบสิคเนี่มันใช้ได้ทุกงานอ

อือ

แต่ว่าอันนึงที่ถ้าเกิดถามว่าถ้าเกิดให้สะท้อนไปว่า 20 ปี 30 ปีผ่านมานะ อะไรเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ผมว่าก็คือความไว้วางใจ คือนิสัยเราเนี่ย ต้องเป็นนิสัยที่ทำให้เกิดความไว้วางใจ

เพราะว่ามันคือสิ่งที่มีค่าสุดเลย เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เราทำการงานได้ เรามีคนที่เออทำงานร่วมกับเราได้ ถ้าเค้าไว้ วางใจเราถูกมั้ สมมุติเราบอกว่าตรงต่อเวลา

ก็คือทรันี่แหละ คนคนที่มาสายเนี่ย มันก็คงไม่มีใครจะไว้ใจเท่าไหร่

อย่างคนสมมุติว่าเราเราโอ้โหเราป่วยเราไม่

ไม่ทำงานไม่ว่าคนคือคนไม่ดีนะ แต่คล้ายว่าโอกาสที่เราจะคนจะมอบหมายงานเราทำเต็มที่ มันก็คงจะลำบาก เพราะเค้าก็เป็นห่วงว่าเราจะงานหนักเกินไป

ใช่มงั้นหรือการมีระเบียบวินัยต่างๆ มันก็เป็นตัวเสริมที่ทำให้เรามีความไว้วังใจ จากเพื่อน ผมว่านี่คือตัวคอหลักเลยดีกว่า ดีกว่าความรักอีกนะ

อ่ะ เพราะความรักเนี่ย บางทีมันอยู่เฉยๆ เค้าก็รักถูกป่ะ

อือื

แต่ว่าความไว้วางใจมันต้องเอิญมันต้องมันต้องทำด้วยตัวเอง ถามเด็กๆเนี่ย พ่อแม่รักมั้ย

รัก

พ่อแม่รักชัวร์ พ่อแม่ไว้ใจมั้ย พ่อแม่เนี่ยจะไว้ใจเด็กก็เด็กมีพฤติกรรมที่ดี ถูกมั้

เอ่อ เช่นทำการบ้านทำการบ้านกลับบ้านตรงเวลามีเบียบวินัย ไว้ใจเด็กเรื่องการใช้ชีวิตไง

ถามว่าเอ่อ เด็กจะขอไปไหน ถ้าเกิดไม่ไว้ใจพ่อแม่ก็ไม่ให้ไป ไว้ใจมันคือสเต็ปที่มากว่าความรักไง

มันต้องมันต้องทำด้วยตัวเอง เพราะว่า ตำแหน่งการงานทุกอย่างอ่ะ ถูกมั้ เราอยู่ในองค์กรเงี้ยนะ ถ้าเราไม่รับความไว้วางใจ โอกาสที่เราจะก้าวหน้าจะได้ทำงานสำคัญ มันก็น้อย เพราะงั้นนิสัยเนี่ยที่ทำเนี่ยคือ นิสัยที่จะไปสร้างความไว้วางใจในอนาคต

อืค่ะ อาจารย์แล้วนี่คือถ้าเกิดเราจะเกา นิสัยที่ว่าอย่างงี้ บางคนอยากจะเริ่มและ อาจารย์มีเทคนิคในการเริ่มให้ง่ายๆนะคะ แล้วก็ทำได้แบบไม่เคร่งเครียด

อ่า คล้ายๆนิสัยเนี่ยจริงๆแล้วถ้าเกิดเราดู มันก็จะมีหลักๆ เอ่อ 2 ตัวคือต้องมีคิว ก่อนใช่มั้ว่า เช่นหิวข้าวก็จะกินข้าว

หลังนั้นก็ต้องมีเหมือนกับเป็นรางวัล 2 ตัวเมันจะคู่กัน

ทำนิสัยเพื่อทำให้เกิดรางวัลไง เนี่ย สมมุติว่าอย่าอย่างเลือกกินข้าวอย่างเงี้ย เรามีหิวปุ๊บรางวัลที่ได้คือความอร่อย

เราก็จะกินของหวานๆมันๆ

ถูกป่ะ

แต่ถ้ารางวัลเราอยากได้รางวัลระยะยาว เช่นสุขภาพดีอ

เราก็จะเลือกกินสลัดลื่นอะไรกินอะไรเงี้ย เพราะหลายๆครั้งเลยเนี่ยนิสัยเราเนี่ยไป เอารางวัล

short เทอม เช่นความอร่อย ซึ่งส่วนมากมันจะเป็นไม่ค่อยดีกับสุขภาพ

อใช่

เพราะงั้นเราต้องอดทนที่หวังไปที่รางวัลระยะยาว

ซึ่งมักจะดีกว่า

ค่ะ

ซึ่งไอ้ตรงเนี้ยมันคือเ้าเรียกว่าเป็น ต้องมี viel power หรือพลังใจ

อื

ผมว่าก็ต้องค่อยๆฝึกอ่ะ เพราะว่าพลังใจมันต้องใช้การฝึก ฝึกผลเหมือนกัน แล้วก็ผมว่าหลักง่ายๆคือเราอาจจะเลือกนิสัยก่อนที่ เราอยากจะปรับปรุงเรื่องอะไรก่อน ไม่ต้องเลือกเยอะ เพราะว่าพลังใจเรามีจำกัด ยกตัวอย่างเช่นอ่ะ บอกเราเออเราจะไม่กินข้าวเย็นเงี้ย แต่ก็ตามที่เราทำงานเหนื่อยไปทั้งวัน พลังใจเราหมดเนี่ย กลับบ้านเราซัด แบบพลังใจหมดมันก็จะคอนโทรลนิสัยยากว่า อาจจะเลือกนิสัยบางอันที่สำคัญแต่ตรงต่อเวลาเนี่ย

ค่ะ

ลองทำดู ออกกำลังกาย

อ่า

ง่ายๆ

แล้วก็เริ่มพัฒนา อาจจะทำแบบทีละเล็กก่อน ว่าตั้งเป้าหมายแต่เป้าหมายเนี่ยไม่ต้องใหญ่มาก

เป้าหมายเล็กๆ แล้วก็จุดใช่

เบอกให้ให้ทำเป็น proximate objective approximate คือว่าเอาที่พอไปได้ก่อน

อ่าฮะ

ไม่ใช่ว่าโอ้โหจะวิ่งปุ๊บไปจะเอาวิ่งมาถอนเลยโ

อย่างงี้ก็ตาย เอาขอให้ได้กิโลเมตนึงก่อน

ใช่ กิโลเมตนึงก่อนครับ แล้วก็ค่อยๆ objective แล้วค่อยขยับขึ้นว่านิสัยมันก็คล้ายๆเราเราฝึกร่างกายแหละใช่มั้ ค่อยๆ ทีละนิด ตั้งเป้าหมายที่สำคัญอ่าที่เราเขียนว่าสำคัญก่อน ทำทีละนิด ค่อยๆฝึกพลังใจ

คิดถึงผลในระยะยาวมากกว่าผลระยะสั้น

อืออื

ค่อยๆทำไป

ค่ะ ตัวอาจารย์เองเนี่ย ต้องรับแบบเหตุการณ์หลายๆอย่าง คิดว่าปัญหาหลายๆเรื่องเลยค่ะ อาจารย์ต้องใช้ทักษะนิสัยอะไรในการช่วยจัดการปัญหาให้ดีขึ้นได้และออกมาทิศทางที่ดีด้วย พึงพอใจกับตัวเองเงี้ยค่ะ

ผมว่าหลักการแก้ปัญหาคือว่าเราคงต้องเข้าใจปัญหาให้ชัดเจนนะว่าปัญหามันเกิดจากอะไร

คือต้องมีความเข้าใจในเนื้อหาให้ละเอียดก่อน

อื

แล้วก็ที่ผมใช้ก็คือการสังเกตอย่างบอกอเสิร์ฟเป็นเรื่องสำคัญ สังเกต

สกิลนี้สำคัญมาก

สังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็เป็นยังไง อย่าเพิ่งไปตัดศีล

อื

หลายครั้งที่เราด่วนตัดสินใจสรุปจากสิ่งที่เราเห็นน่ะ โดยไม่ได้คิดรายละเอียดน่ะ

ค่ะ

นี้ก็ทำให้เราเป็นทุกข์มากขึ้นด้วยซ้ำ บางทีใช่มั้

อค่ะ

ก็ผมว่าทุกคนสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกมันมีเหตุผลของมันน่ะ ถ้าเกิดเราไปตัดสินว่าไอ้นี่เลว ไอ้นี่ไม่ดีอะไรอย่างเงี้ย

บางทีมันเร็วเกินไปแล้วทำให้เกิดปัญหา ด้วยซ้ำ ก็มันเหมือนอันแรกคือต้องรู้เรื่องที่ที่ตัวเองจะต้องไปตัดสินใจก่อน ใช่ป่ะ ต้องเข้าใจสถานการณ์อ่ะ เออ สมมุติเราจะเราไม่สบายอย่างเงี้ย ก็ต้องไปหาข้อมูลเลยไอ้เบาหวานนี่เป็นยังไง ข้อมูลเป็นยังไง ถูกป่ะ ดังนั้นก็คือสังเกตว่า เออแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา พฤติกรรมเราเป็นยังไง

อือ

แล้วก็ไปแก้ปัญหา

อื

ที่ต้นเหตุนั้น ผมว่ามันต้องเริ่มจากตัวเองว่าเราต้องมีความรู้พอ

อื

แล้วก็อย่าเพิ่งไปสรุป

ดูสถานการณ์ เก็บข้อมูล แล้วค่อยๆแก้ปัญหาไป แล้วก็เรื่องร้ายๆมันเกิดขึ้นได้ในชีวิตน่ะ ตลอด

ค่ะ

เพราะงั้นอย่าไปคิดอย่าไปตัดสินด้วยผลลัพธ์อันใดอันหนึ่ง ชีวิตมันเป็นขบวนการ

อ่าค่ะ

ถูกอาชีพขบวนการ อ้า แล้วอย่างเช่นเด็กเรียนหนังสือเนี่ย ใช่มั้ ถ้าบอกว่าอย่างเมื่อวานผมไปเด็กนักเรียนน่ะ จบ จบ จบ ม. 6 โอ ฉลอง

ฉลองกันใหญ่เลย แบบดีใจมากเลย แต่ผมว่า

ผมก็บอกว่านี่ไม่ใช่ปัจฉินเทนะน้อง เพราะปัจฉินเทพมันอีกนานเลยอ่ะ ตอนสุดท้ายของชีวิตอ่ะ ปัจฉินเทค่ะ

อันนี้มันแค่เป็นช่วงนึง เพราะฉะนั้นอย่าไปสนุกกับไอ้ความสำเร็จตรงนี้ สนุกได้

อื

แต่ให้สนุกกับ process ในการเรียน

อันนี้จะยั่งยืนกว่า ได้

อ ถ้าคุณรู้สึกว่า เออ สนุกกับการเรียน มาเจอเพื่อน ได้เรียนรู้แล้วคุณสนุกเนี่ย แล้วคุณเนี่ยคือความสำเร็จมันจะยั่งยืนกว่า ที่คุณสมดีใจเมื่อจบ ม. 6 แล้ว แต่สุดท้าย พอวัลุกขึ้น

ต้องไปต่ออีกแล้ว

เจอความเป็นจริงใหม่อีก

ไม่แล้วก็คือปาตรีใช่ป่ะ มันก็ เออ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราวัดเป็นผลเป็นชิ้นๆเนี่ย

ค่ะ

บางทีชีวิตมันก็จะเหนื่อย แต่ถ้าเรา enjoy process มัน

อืว่า

เออ เราชอบเรียนหนังสือ เราชอบเจอผู้คน

ค่ะ

เราชอบทำงานแบบนี้แหละ

ผลออกมาเป็นไงก็ไม่เป็นไร แต่ว่าเราชอบทำ งานร่วมกับเพื่อนคนอื่น

อื

แล้วก็หาความสุขเอาใน process เป็นขบวนการ

อือๆ

ทำให้ชีวิตเราอาจจะไม่ได้โหดร้ายมาก

แฮปปี้ขึ้น อ่า เวลาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด อย่างย้อนกลับไปอย่างเหตุการณ์ที่แผ่นดินไหวเงี้ อาจารย์

คือไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้น อาจารย์มีวิธีเกลาความคิด หรือว่าดูแลใจตัวเองไงให้ไปต่อแก้ปัญหาได้อย่างมีพลัง

ผมว่าอันนี้คือสำคัญของคำว่านิสัยเลยอ่ะ ถูกป่ะ

ค่ะ

ว่าอันนี้คือสิ่งคือถามว่าเรามีนิสัยเรา ฝึกนิสัยมาก็เพื่อเหตุการณ์เหล่านี้แหละ

อ่ะ

ถูก เพราะว่าเหตุการณ์เหล่านี้เราไม่สามารถเทรนตัวเองวินาทีนั้นได้

มันคือสิ่งที่เราบ่มเพาะมา

ค่ะ

คำว่าไอ้การที่เราฝึกนิสัยฝึกตัวเองก็เพื่อสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้ วันนั้นเกิดขึ้นเนี่ย เราก็

เราก็แวบเลยว่าต้องทำอะไร ต้องเอาคนที่ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม

ค่ะ

เอ่อ เกิดเอาเข้าเอาคนมารวมกันให้มากที่สุดนะ แล้วก็ให้ข้อมูลให้ถูกต้องที่สุด พวกนี้มันคือสิ่งที่เรา

สะสมมาก่อนนะ

อื

ต้องว่าไอ้นี่แหละคือสิ่งความจำเป็นของนิสัยที่ดีที่ต้อง

ฝึกขัดเกลาว่าเออ

ทำงานเป็นทีมร่วมกันได้ แล้วก็ First things first เอาสิ่งสำคัญ

ทำก่อน

ค่ะ

ต้องสื่อสารให้คนเข้าใจอะไรเงี้ย จัดลำดับ ทำมีการเอ่อสั่งการให้เป็นระบบ

พวกนี้มันคือสิ่งที่เราฝึกมาก่อนอยู่แล้ว

อื แล้วอาจารย์เนี่ยก็อยู่ท่ามกลางเสียงคำวิพากษ์วิจารณ์มาก มีทั้งคนที่สนับสนุนอาจารย์เองก็มี แล้วก็มีทั้งแบบว่าใช้ อารมณ์มากกว่าเหตุผลก็มี อาจารย์มีการดูแลพลังใจตัวเองไงให้ไปต่อได้

เออ อันนี้ก็สำคัญนะ

เพราะโลกสมัยนี้มันเร็วมากเลย มันเร็วเป็นแสงเลยเท่าแสงเลยเนาะ

จะคิดมันก็ไปนู่นเลยไปปูน ผมว่าก็สำคัญคือ เอาขั้นแรกก่อนนะ ถ้ามีคนติมีคนชมเราเนี่ย

ก็ฟังแล้วก็ดูซิว่ามันจริงมั้ย

อื

ถ้าจริงมันแย่จริงก็ไปปรับปรุง อื

ถ้าไม่แนไม่แน่จริงก็วางไว้อย่าไปถือหนัก แล้วที่ผมใช้คำว่าสังเกตเนี่ยสำคัญคือว่า โลกมันเปลี่ยนไปเร็วถูกมั้ว่าโรคเปลี่ยนไปเร็ว

เราไม่จำเป็นต้องกระโดดไปกับความเร็วข้างนอกอ่ะ

อ่ะ

ผมว่าเรานั่งอยู่ตรงนี้แล้วก็สังเกตสิ่ง ที่เกิดขึ้น

รอบๆตัวเราว่าความเร็วที่เกิดขึ้นเป็นยังไง แต่เราไม่ต้องไปวิ่งแข่งกับเค้าไง เค้าบอกว่าเหมือนกับฝนตกอ่ะ

ค่ะ

เราอเสิร์ฟเรารู้ว่าตอนนี้ฝนตก แต่ไม่จำเป็นจะต้องออกไปเปียกฝน

อ่า

ถูกมั้ย เ้าด่ากันเนี่ย ทะเลาะกันอยู่ข้างนอกเนี่ย ใช่มั้ เราก็อsเิร์ตว่าเฮ้ย เกิดอะไรขึ้น คนนี้พูดอย่างงี้ว่ามีความต้องการอะไร

อื

เค้ารู้สึกยังไง

ค่ะ

แล้วเค้าอะไร

อื

ถ้าเกิดเราอsิ์ฟเนี่ย เราจะเข้าใจเข้าใจมากขึ้นไง

อื

แต่ว่าถ้าเกิดเราออกไปเปรียบฝนด้วย คราวนี้เละละ เพราะเราก็จะอยู่ในช่ามกลางความวุ่นวายความสง หัวใจก็อย่างที่บอกคำที่บอกคือสังเกตว่า เฮ้ยเกิดอะไรขึ้น

ข้างนอกเร็วเราสโลว์ได้ เราก็อยู่ตนในที่มั่นของเราอ

อือ แล้วก็ดูสิ่งที่เกิดขึ้นอ

แล้วก็ผมว่าอีกอันนึงที่จะช่วยคือว่า อย่าเพิ่งไปตัดสินอะไร ทุกคนมีเหตุผลตัวเองอ่ะ

ค่ะ คนที่เพูดเนี้ย

อืออื

อย่างเมื่อก่อนผมไปตรวจน้ำท่วมอ่ะ

ค่ะ

โหน้ำท่วมหนักเลยนะ ที่เขาแยกแยกรัชดาหน้าสาอย่างเงี้ย ก็มีคนขี่รถมอเตอร์ไซค์แล้วก็พาลูกมาแล้วก็ตะโกนด่าเลย เฮ้ยน้ำท่วมไม่เคยมาทำช่วยอะไรเลย 3-4 ปีใช่มั้ ทีมเราก็ตกกระใจก็นึกว่าไอ้นี่แบบนึง เฮ้ยบ้าป่าอะไรเงี้ย แต่ถ้าเราไม่ไม่ตัดสินเค้าอ่ะ เราสังเกตว่าเออเค้าคงทุกข์มากเลยน้ำท่วม

ค่ะ

ต้องการให้เราไปช่วย เราก็ไปหาเ้าที่บ้านเลย ตามเไปที่บ้านไปดูปัญหา

แล้วก็แก้ปัญหาตรงนั้นน่ะ ศาลรัชดาได้เนี่ย จะใช้เวลา 2 ปีนะ แต่ใครว่าเออเนี่ย มันมาแต่ที่เราไม่ตัดสินใจว่าเค้าเป็นคนแบบ เฮ้ยบ้าเปล่ามาโวยวายทำไมอะไรอย่างเงี้ย

ไม่ไปจับตรงนั้น ไม่ไปจับตัวอารมณ์เค้า

เออ ใช่ เออ เราก็ดูว่าเออเค้าต้องการอะไร

จับที่เหตุว่าเค้าต้องการอะไร เออใช่ว่า เค้าต้องการอะไร แล้วทำไมเค้าถึงโกรธ

เพราะเค้าไม่ได้รับการดูแล เป็นหน้าที่เรา ใช่มั้ย ใช่

ใช่

เค้านี้อะไร เเราไปช่วยแค่นั้นเอง พอเราไปช่วยเค้าก็ไม่โกรธละ

อื

แล้วก็ได้ผลงานที่เออแก้ปัญหาให้คนอีกเป็นร้อยเป็นพันคนแถวนั้นด้วย

เแฮปปี้ขึ้น เรียบร้อย

ใช่ เพราะนั้นผมว่าเนี่ยคืออยากอย่าไปอย่าไปกระโดดลงไปเปียกฝนอsิฟ แล้วก็เราก็ดู แล้วก็อย่าเพิ่งไปตัดสินว่าใครผิดใครถูก ทุกคนทำอ่ะมีเหตุผลตัวเองนะ

อื

ถ้าเราเข้าใจเหตุผลเค้าผมว่าเราก็จะเอ่อ จัดการสถานการณ์ได้ดีขึ้น

อื ถ้าเกิดอยากให้แนะนำ 1 อย่างกับทุกวัย เลยบูมไม่รู้ว่าการ Solution ในการจัดการ ของแต่ละวัยมันเหมือนกันมั้สำหรับอาจารย์ นะครับคือเรื่องการอยู่กับความเครียดค่ะ บางคนนี่มันเป็นปัญหาเลย เพราะว่าสื่อเนี่ยแหละ หรือว่าหลายๆตัวรอบตัวที่เราไปจับที่อาจารย์บอก

เอ่อ ผมว่าทุกกลุ่มก็คล้ายๆกันนะ

เออ ผมคงไม่ได้สามารถบอกได้ทุกกลุ่มหรอก แต่เอาผมเองไปแล้ว ถามว่าผมทำ ผมลดความเครียดยังไง ผมก็อาจจะต้องถอยจากจุดที่เครียดนิดนึง

ค่ะ

ผมว่าเราเครียดเรื่องงาน เรานั่งอยู่ตรงนั้นมันก็อาจจะไม่ได้ช่วยให้เราหายเครียดมากขึ้น

อื

ผมก็หลักผมก็ง่ายๆคือผมออกกำลังกายเช้าไง

อื

อยู่กับตัวเองใช่มั้ เหมือนกับเราก็เหมือนคล้ายๆนั่งสมาธิอ่ะ

ค่ะ

ให้ไอ้ตะกอนที่มันเยอะแยะเนี่ย มันค่อยๆเซฟเซต

ตกมาตกมาอ่า

มันก็จะเห็นส่วนที่ใสขึ้น

ค่ะ ส่วนที่ตะกอเราก็จะไปแก้ตรงนั้นได้ดีขึ้น ผมก็อาศัยช้าๆเนี่ย เวลาวิ่งจริงแล้วหลักก็คือว่าเราก็ใช้เล่นกีฬาแบบที่ไม่ต้องใช้ความคิดมาก สมมุติเราไปใช้เลขกีฬาอย่างตีเทนนิส หรือว่าที่มันต้องโอ้โหจะยังไงวะกูจะไปไอ้อย่างงั้นมันก็จะทำให้เราแบบเหมือนกับยิ่งเหนื่อยมันอาจจะเหนื่อยไง

แต่วิ่งเนี่ยมันเข้าเป็น automatic mode

อื

มันก็ค่อยๆ settle down แล้วบางทีมันก็มีความ Solution แวบขึ้นมาเลย หลายครั้งเลยที่คิดคำตอบของเมืองได้จากการวิ่งชาว เหมือนกับเรามีสมาธิอ่ะ

ค่ะ

เราใสขึ้นเนี่ย มันก็จะมีคำตอบปึ๊งๆ แต่พอ กลับมาที่ทำงานปุ๊บ ประชุม 8 นัดเนี่ย มันยากแล้วไง

อื

แค่อ่านที่ประชุมก็

ก็ไม่ไม่ผ่านแล้วก็เครียดแล้ว เพราะว่าทุกคนมีวิธีกับความเครียดของตัวเอง

แล้วก็นี้ผมแค่แชร์ของผมนะ

แต่ผมก็ไม่สามารถไปแนะนำคนอื่นได้

อือๆ

เพราะทุกคนก็จะมีวิธีตัวเองที่อาจจะอยากไปเอ่อ ฟังเพลง ดูหนังอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าใครว่ามันก็คงต้องมีวิธี เพราะว่าเป็นไปไม่ได้ชีวิตเราจะไม่เครียดก็ต้องเจออยู่ดี แต่เราว่ารับมือกับมันยังไงให้ถูกต้อง ด้วยสไตล์ที่เราเป็นน่ะ ใช่

ใช่ หลายๆครั้งถ้ามันเครียดมากก็ต้องวางมันน่ะหิน ถ้าเกิดมันหนักก็อย่าไปเดินถือไปมากวางได้ก็ต้องวาง เอาแต่ว่าถ้าเกิดเราเข้าใจปัญหาจริงๆอ่ะว่าเราคิดไปเครียดไปมันก็ไม่ได้มีผลอะไรดีขึ้นน่ะ

ค่ะ

ถูกม เพราะงั้นมันยิ่งเครียดไปมันก็สุด ท้ายก็อาจจะต้องรอสถานการณ์

อนาคต

แล้วหลายๆครั้งเนี่ยเราเครียดเพราะเราเกิดจากการที่เรากลัวอนาคต

กลัวไปก่อน

กลัวไปก่อน ถ้าเกิดเราวางไว้ก่อนแล้วถึงเวลาเ้าค่อยมาลุยกัน ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาเครียดช่วงนี้ไง

อื

เพราะถ้าเกิดเราต้องพิจารณาตัวเองอ่ะ ก็จะเห็นว่าเออที่เรากลัวกลัวอะไร เราเครียดอะไร

ค่ะ

เราเครียดสิ่งยังไม่เกิดขึ้นหรือเปล่า เพราะงั้นก็ไม่จำเป็นก็คือรอ หรือถ้าเกิดเราสามารถเตรียมตัวตรงนี้ได้ก็เตรียมตัวเพื่อรองครับ

แต่ทำอะไรไม่ได้ก็

ก็ปล่อยไปก่อน

อื

อะไรอย่างเงี้ย ผมมันก็อาจจะต้องแต่ว่าอย่างที่บอกแต่ละคนมันก็มีทางตัวเอง

ต้องจัดการตัวเองตรงนี้ให้ได้

ใช่ๆ

อืม คุยตัวเองให้จบ

ใช่ ก็ต้องเนี่ยมาจากความคิดมาจากการตระหนักรู้ตัวเองด้วย

อืค่ะ อาจารย์ความสุขเล็กๆของอาจารย์ นัดเยอะมากงานเยอะมากมีความสุขเล็กๆของ อาจารย์ระหว่างวันงานที่ที่อาจารย์ชอบทำ

คือความสุขเล็กๆผมก็แอบงีบมั้ง ดีง่วงหน่อย เออถ้าเกิดง่วงก็งีบแล้วก็แคชั่นผมคือ อยากจะเห็นคนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น

ค่ะ

นิดเดียวก็ยังดีถูกมั้ เพราะนั้นบางทีเราก็แทรกแทรกไอ้ตรงเนี้ยไปในชีวิตประจำวันเรา

อื

เราไปออกไปตรวจงานเราเจอทีมงานเราพี่แกว อะไรเราก็เออซื้อน้ำให้เค้ากินอะไรอย่างเงี้ย

ให้เค้ามีความสุขในชีวิตเพิ่มขึ้นบ้าง

เราก็มีความสุขด้วย

พี่จาบอกแชing

ใช่มว่าอันนี้คือแบ่งปันแล้วก็แบ่งปันไม่ ต้องทำมันทำเล็กๆในชีวิตได้

เจอเด็กเข้าไปคุย เจอคนแก่ก็ไปคุยกับเค้าอะไรเงี้ย ผมว่ามันก็ทำได้ ผมว่าเราแทรกไอ้

ความสุขของเราไปในชีวิตประจำวันน่ะ

มันทำให้เรามีแรงเดินต่อไป มันไม่ไม่อาจจะทำอะไรใหญ่โตมาก

แต่ว่าต้องรู้ก่อนว่าชีวิตเราชอบอะไร อะไรคือแพชั่นเรา แล้วก็เอาแทรกจะเห็นว่าชีวิตผมเนี่ย มันจะมีแพชั่นผมแทรกอยู่ในชีวิตเนี่ย

ค่ะ

เช่นเรื่องการ

วิ่ง

วิ่งออกกำลังกาย

การอ่านหนังสืออะไรอย่างเงี้ย ก็มันก็จะแทรกๆเป็นหนมชั้นอยู่ในชีวิต

แล้วถ้าเกิดอย่างงี้ อาจารย์ระหว่างอ่านหนังสือกับพcสอาจารย์ชอบอะไรมาก

ผมชอบอ่านหนังสือป่ะ

พcสก็ยังไม่ใช่ทางอาจารย์ เออพอแกสไม่ใช่ทางผมมาก เออ

เหรอคะ

เออ ผมชอบตอนนี้ผมก็จะอ่านออนไลน์เยอะ อ่านหนังสือแบบที่ซื้ออีบookอ่ะ

อ๋อ คือความโกรธเนี่ยมันเดินทางเดินกว่าเหตุผลเราจะออกแบบพลังบวกให้ตัวเองยังไงคะง่ายๆที่อาจารย์คิดว่าทำได้

ความโกรธของคนอื่นใช่มั้ หรือความโกรธของเรา

มวลทุกอย่างเลยค่ะ ทั้งเราและคนอื่น

อื

ทั้ง 2 มุม

ก็ผมอย่างที่บอกว่าเราอย่าไปวิ่งตามเค้า

ค่ะ

หวังว่าเราก็ต้องมีจุดยืนของเรา แล้วก็ให้ตระหนักรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เราดีจริงหรือเปล่า เรามีปัญหามั้ย เรามีปัญหาเราก็ต้องปรับปรุงใช่

ไงคำพูดติดสินนินทามันเยอะเลย แล้วผมหลายๆครั้งเลยที่คนมาด่าเราแล้วก็เค้าก็สบายใจไปเที่ยวเล่น แต่เรายังยึดติดกับคำที่เขาด่าเราเนี่ย แบกไว้ในใจเราไง แต่คนคนที่ด่าเราเเดินไปเที่ยวเล่นดูหนังดูละครเฮฮากับเพื่อนแล้วอ่ะ

แต่เทิ้งหินไว้ให้เราถือไงอ

อื

แล้วบางอย่างถ้าเกิดมันทุกมันก็อย่างที่บอกก็ต้องปล่อยลงบ้าง แล้วก็ทุกคนมันก็มี

ปัญหาอย่างงี้แหละ

อือค่ะ

แล้วถ้าเกิดเราไม่ผิดจริงเราเรามีเราคิดว่าโอเคแล้วเราก็ on

อือๆ อย่างงี้แหละ ถ้าไม่งั้นโอ้โหคนยิ่งสมัยนี้นะ ทุกคนวอี่กับกดไลค์ กดแชร์ คอมเมนต์

ค่ะ

ใช่มั้มันทำให้ชีวิตเราแบบติดตกได้ง่ายๆมากเลย

อื

เออ อ่านยัง ทำไมไม่เพื่อนไม่อ่านไineเรา

ทำไมไม่กดไลก์ให้เรา

เรื่องเล็กน้อยๆนะอาจารย์ ที่เป็นเนี่ย

เออใช่ แต่ว่าถ้าเกิดเราไปสสนใจมากก็ก็มันก็บางทีมัน

เออ กระทบเรา บางทีเราชอบแต่พอเ้าไม่ให้มา มันก็เป็นทุกข์ใช่มั้ แล้วมันก็เป็นทั้งบวกทั้งลบอ่ะ ั้นผมว่าบางทีมันก็ต้องเป็นตัวเองให้มากขึ้น

อืค่ะ อาจารย์ว่าการมีโฟกัสกับการมีสมาธิ มีความสัมพันธ์ต่อสภาวะผู้นำมากแค่ไหน

สำคัญดี เพราะว่าผู้นำก็คือต้องโฟกัสให้ได้ ต้องแยกเ้าเรียกว่าไอ้ตัวสิ่งรบกวนออก จากเนื้อหาจริงๆอ่ะ

อื

เราต้องดูประเด็นให้ได้ว่าประเด็นคืออะไร ต้องโฟกัสตงจุดนั้น ผมว่าสมาธิยังเป็นเรื่องสำคัญอยู่ ตอนนี้ผมว่าทั่วโลกก็พูดถึงเรื่องนี้นะ

ใช่ค่ะ

เรื่อง mindfulness meditation อะไรอย่างเงี้ย

ผู้นำองค์กรหลายคนก็มีการทำแนวนี้แล้ว ผมว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่อง quantity คือผู้นำอาจจะไม่ต้องใช้เวลามาก

แต่ต้องได้ quality คุณภาพของการตัดสินใจอ่ะ

อ่า

ซึ่งเชื่อว่าสมาธิก็จะช่วยให้เราตัดสินใจต่างๆได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น

อื ถ้าตัวอาจารย์เองอยากแบบฝึกยังไงคะให้ตัวเองมีสมาสติ

คือผมไม่ได้นั่งสมาธิแบบเป็นเรื่องเป็นราวนะผม แต่ผมว่าอย่างผมออกกำลังกายเนี่ย ผมส่วนหนึ่งของการนั่งสมาธิเลย

ขยับร่างกาย

ออกกำลังกายผมเนี่ย คือหายใจเข้าออกเข้าออก

เวลาวิ่งอ่ะ มันคือเหมือนกับ

โฟกัสที่ตรงนี้

โฟกัสที่ตรงตัวเราเองอ่ะ เออเรานิ่งขึ้น เราไม่ต้องมี input จากที่อื่นถูกป่ะ

อือ

มันก็เราไม่ต้องไปแบบเสียสมาธิกับเรื่องอื่น

ไม่ต้องคุยคนอื่นแล้วก็วิ่งไปตามแบบ ออโตมติอ่ะ

อื

ทำให้ไอ้เรื่องต่างๆแต่ผมก็ไม่ได้แบบเป็นผู้เชี่ยวชาญนะ ก็ต้องอาจจะต้องให้ผู้ชายพูดอีกที แต่ว่าง่ายๆแค่นี้แหละก็ทุกเช้าเราก็เข้าออกเข้าออกชั่วโมงนึงอ่ะ ก็คือวิ่งใช่มันก็เออ

มันก็เอออยู่กับตัวเอง

แล้วพอวิ่งเสร็จก็รู้สึกเออสดชื่น

อื

แล้วก็เริ่มลุยงานอะไรอย่างเงี้ย

อื

ผมว่าทุกคนก็คงมีแนวทางของตัวเองแหละ

ค่ะ ทีนี้อาจารย์คืออยากถาม ณ ตอนนี้มันแบบ จะเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็เป็นได้นะคะอ

เป้าหมายตอนนี้อาจารย์ส่วนตัวที่เป็นคือ

อยากมีเป้าหมายเรื่องอะไรค่ะที่จะเดินไปถึง เอาส่วนตัวของอาจารย์ส่วนตัวเหรอ ผมว่าผมแล้วผมก็ทำทุกอย่างที่คาดหวังได้นะ ตอนนี้ก็คือทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดน่ะ ถ้าเกิดในแง่ของการงานก็คือทำกรุงเทพฯให้ น่าอยู่ขึ้น

ให้คนมีความสุข

ค่ะ

มีชีวิตที่ดีขึ้น

อ่ะ

ส่วนเรื่องครอบครัวก็คืออยากให้แสนดีมัน มีจบการศึกษามีงานมีการทำอะไรเงี้ย มีเพื่อนมีสังมีแบบชีวิตที่เออมีความสุขอะไรเงี้ย ไม่ต้องร่ำรวยนะ แต่ขอให้มีเพื่อนที่ดีมีอนาคต อาจจะมีครอบครัวอะไร เงี้ย

อื

ก็คงต้องตั้งเป้าหมายที่มันพอเป็นไปได้ สอดคล้องกับความต้องการของเรา

อื แต่แสนดีพูดนะคะว่าเอยากเป็นเหมือนพ่อ

เฮ้ย

เค้าเคยพูดหนูเคยเห็นได้

ไม่ได้เลย ต้องเป็นของตัวเอง ห้ามมาห้ามมาเลียนแบบกัน

อ้าว ใช่มั้ เพราะว่าไม่มีความเหมือนกันหรอก มันก็ต้องเป็น

เค้ามีพ่อเป็นไอดอลเนี่ย

โอ้ ไม่ได้ ไม่ได้

ต้องเอาจากหลายๆอย่างมารวมกัน เออ ผมว่าก็คือตั้งเป้าหมายเอาเท่าที่เป็นไปได้อ่ะ

อ๋อ

แล้วผมว่าชีวิตมันไม่ใช่อเคสraที่คุณต้องเล่นตามโน้ตน่ะ

อือ

มันคือแจสที่มันต้อง improvise ทุกวัน

อื

ไม่ก็แบบเออสถานการณ์เปลี่ยนอะไรเงี้ย แต่ว่าจุดยืนเราก็ต้องมั่นน่ะ เออว่าอะไรคือหลักการของเรา ถามว่าทำไมถึงเรามีความทุกข์กับการทำงานจริงๆแล้วหนังสือเรื่อง Designing your life มันก็ดีนะ คือบอกว่าชีวิตเรามันจะมี 2 อัน

ก็คือ Life View

ค่ะ

กับ Work viiew

ค่ะ

ถูกป่ะ Live View คือชีวิตเราเนี่ยชอบแบบไหนอ่ะ สมมุติเราเป็นคนที่ชอบทำงานเพื่อสังคม

อื

ดูแคนคนในสังคม ช่วยเผื่อเอื้อเผื่อแผ่นั่น คือไถเราไปทำงานในงานที่ต้องโอ้โหเน้นแต่กำไรอ

อย่างเงี้ย พอไอไม่อineกับ work viiew เนี่ย เราจะไม่มีความสุข แต่ว่าตามที่เราสามารถหางานที่มันสอดคล้องกันได้ เช่นเราทำงานเนี่ย อ้า สมมุติพวกเราชอบทำงานเงี้ย เผยแพร่ความรู้ให้คน แบ่งปันให้คนค่ะ

work viiew เรามันแชกับไiewเราที่ชอบแบ่งปัน ชอบเห็นคนมีความสุข

เราก็จะมีความสุขการทำงาน

อย่างผมเองเนี่ย ถามว่าผมมีความสุขมั้ ผมก็มี แต่ว่าอย่างผมเนี่ย ผมก็แบบไลฟผมอยากจะให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นถูกมั้

มีความสุขขึ้น แต่ work viวิวผมเนี่ย บางครั้งมันก็ต้องมีประเด็นที่ต้องไปขัดแย้ง เช่นต้องไปจัดการเรื่องหาบเล่หแผงลอย

ชุดบาตทางเท้า

อื มันเรียกไม่ได้ เออใช่ แต่ต้องทำให้ชีวิตของของคนบางคนเอาจจะลำบากขึ้นไง

อืออือ

มันก็เลยกับมันเลยขัดแย้งกัน

อันนี้ก็ทำให้เรามีความทุกข์

อื

ในบางเรื่อง งั้นผมว่าถ้าเกิดเราเข้าใจว่า เออชีวิตเราต้องการแบบไหน เราแบบเป็นแบบไหนไปตามเพื่อนนะ เพราะว่าต่างคนก็ต่างของตัวเองถูกมั้

แล้วมาไปทำให้กับเฟิกับไลฟมันเป็นตรงกัน มันก็อาจจะทำให้เรามีความสุขอยากจะตื่นไปทำงาน

อื

แต่ว่าตามที่มันขัดแย้งกัน แต่ว่าก็บางทีมันก็เลือกไม่ได้นะ

ค่ะ

ต้องเอาชีวิตให้รอดก่อน

ใช่ๆ

ก็ต้องก็ต้องหาจุดบาลานซประมาณนั้น

อื ถ้าหนูเป็นอาจารย์แล้วกันหนูเป็น อาจารย์หนูรู้สึกว่าหนูหนูหนูเหนื่อยล้ามากเลย ปัญหาเยอะแบบเยอะจริงๆอ่ะ แล้วอาจารย์มีมีวันที่อาจารย์เหนื่อยๆล้าๆแบบจริงๆ

ก็มี ก็เหนื่อยก็มีอยู่แล้ว เพราะว่าปัญหา มันเยอะ บางเรื่องมันก็เป็นเรื่องที่แบบเครียดเหมือนกัน ว่าก็ต้องทำให้ดีที่สุดน่ะ

แล้วก็ก็อย่างที่บอกดีต้องถอยมาบ้าง ไปออกไปวิ่งบ้าง ออกกำลังกายทำเรื่องอื่นอะไร เงี้ย

เปลี่ยนกิจกรรม คืออาจารย์ดึงตัวเองขึ้นมาด้วยการเปลี่ยน

เปลี่ยนกิจกรรมบ้าง แล้วก็บางทีเราก็มีทีมงานอ้าช่วยดูหน่อยเรื่องนี้

ค่ะ

แล้วก็มาสรุปให้ฟังหน่อย เรื่องไหนถ้าเราไม่ถนัดเนี่ย ผมไม่ค่อยถนัดเรื่องงานบุคคล

ค่ะ

ก็อาจจะต้องให้เออเอาพี่ท่านลองมาช่วยดูเรื่องนี้หน่อย แล้วเดี๋มาสรุปให้อะไร เงี้ย เพราะงั้นเราคงต้องรู้ว่าข้อจำกัดเราอยู่ตรงไหน แล้วก็มีทีมงานที่มาช่วยซัพพอร์ตได้อ

อื

อะไรที่ไม่ชอบก็ให้ทีมงานทำ

เรามีทีมงานเก่งๆอยู่แล้ว เราก็ให้เขาจัดการแทนได้

เออ เป็นเรื่องของการอลเคตงาน ก็โชคดีที่ เราอลอกเateงานได้ แต่บางคนมันไม่ได้ไง ได้รับงานมาก็ต้องพยายามทำไปอ่ะ

อออินคนเดียวเลย บางทีอาจารย์

เออ ใช่ มันก็เหนื่อย ทุกคนก็มีภาระ ถึงบอกว่าอย่าไปตัดสินใจทุกคนมีปัญหาตัวเอง

ค่ะ

แล้วก็พยายามเข้าใจ แล้วก็แล้วก็ก็ช่วยเหลือดูแลกันน่ะ

อื พี่นะ อะไรที่เราทำไม่ได้ หรือเราไม่ถนัด หาคนอื่นมาทำ

จะหามาได้ก็ต้องย้อนกลับไปที่อาจารย์บอกว่าทัชความด้วยใจเราต้อง

ใช่ๆ เนี่ยมันจะวงกันหมดแหละ ใช่ป่ะ เออต้องมีทัอะไรอย่างเงี้ย มีทั

มีคำถามอันนึงก็คือทุกวันเนี้ยมันทุกข์มาก อยากได้วิธีแบบเพิ่มความสุขแบบง่ายๆเลย

เออ ชีวิตคนไทยอาจารย์

ไม่ ผมว่าขั้นแรกคงต้องดูก่อนว่าความสุข ของเรามันดีไซน์ด้วยอะไร

ถูกป่ะ ความสุขของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันถูกป่ะ ความสุขบางคนอาจจะไปเลี้ยงแมว ให้อาหารแมว ให้อาหารหมาก็ได้ถูกป่ะ ว่าถ้าเกิดเรารู้ความสุขตัวเองก็เอาแทรกความสุขลงไปในชีวิต อย่างผมอย่างที่บอกผมไปบางทีไปอย่างที่เราไปวิ่งตอนเช้าเนี่ย มันความสูงของเราใช่มั้ คนทำงานไม่ได้ชอบไม่อยากตื่นทำงานหรอก

แต่อยากจะตื่นขึ้นมาวิ่ง

วิ่งเสร็จก็ไปทำสิ่งที่ตัวเองอาจจะไม่ชอบ

ว่าคือแทรกความสุขลงไปในชีวิต แต่ว่าขั้นแรกต้องรู้จักตัวเองก่อนไงว่าความสุขเราคืออะไร อย่าไปแห่ตามเพื่อนว่าบางทีไปแห่ตามเพื่อนนึกว่าเพื่อนสุขเราสุขไม่ใช่เรายิ่งทุกข์อยากหนักเลย

อื

ถ้าเกิดเรารู้ความสุขของเราก็พยายามหาอะไรที่มันตอบโจทย์เกิดความสุขของเราจริง แล้วมันคือคำว่าแชionแหละ ถามว่าทำไมมันต้องมีhฮอบบี้ต้องมีอะไร

ก็เพื่อให้มีความสุข เพราะบางทีเรื่องงานเนี่ย

ผมบอกแล้วไง เรื่องแชั่นเนี่ย คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีงานที่ตรงกับแพชั่นตัวเอง

ค่ะอื

เพราะว่าผมว่ามามันไม่มีงานพอสำหรับแพชชั่นของทุกคนในโลกนั้น เราก็ทำงานไปเพื่อเอาชีวิตรอดใช่

ค่ะ

แล้วก็แทรกแชั่นไป เช่นเสาร์อาทิตย์ออกไปเที่ยวเล่นถ่ายรูป

อื

ไปเลี้ยงอาหารแมว ไปอะไรใช่มั้

พยายามแทรกแฟชั่นลงไป แล้วก็งานมันก็อาจจะทำให้เราเกิดความทุกข์ได้ก็ตรงๆเงี้ยต้อง อืต้องแทรกไปเรื่อยๆ

แล้วผมว่าหัวใจอีกอันนึงคือต้องยอมรับความจริงก่อน คือบางทีเนี่ยผมว่าปัญหานึงความทุกข์คือว่าเราไม่ยอมรับความจริงอ่ะ

เราก็จะดีลayไปไม่ยอมรับว่าปัญหาคืออะไร

อื

อย่างเงี้ยมันไม่ได้แก้ทุกข์มันจะทำให้ทุกข์มันยิ่งใหญ่ขึ้น ว่าเอามีปัญหาเงินไม่พอใช้อย่างเงี้ย

ก็ต้องมานั่งเขียนกันว่าเฮ้ยวันนึงเราใช้ตังค์กี่บาท

ใช้อะไรบ้าง

income เรามีอะไร ตัดตรงไหนได้ เพราะงั้นมันต้องเริ่มจากที่รู้ไอ้ตัวทุกข์ก่อนน่ะ

อื

ว่าไอ้ตัวทุกข์เนี่ยมันมาจากไหน

อื

ถ้าเราไม่รู้ตัวทุกข์เนี่ย แล้วเราก็เอ้ย เดี๋ยวเดี๋มันหายเองอย่างเงี้เงี้ยมันก็ไม่ได้ เพราะงั้นผมต้องมานั่งวิเคราะห์ก็ วิทยาศาสตร์น่ะ

รู้ต้นเหตุเฮ้ยมันมาจากไหน ทำไมเราทุกข์ตรงนี้เพราะอะไร

มีสติกับตัวเองตลอด

เออ สติเฮ้ยมันทุกข์เพราะอะไร มันทุกข์เพราะว่าเรากลัวอนาคต หรือเพราะว่ายังไง แล้วต้นเหตุของมันที่มันเกิดทุกข์เนี่ย มันคืออะไร

อะไรทำให้เราไม่มีตังค์ใช้

อือ

ตรงไหนอะไรอย่างเงี้ย แล้วพออย่างงี้มันก็ จะค่อยๆเห็น

ภาพขึ้น น้องก็อาจจะแก้ที่ต้นเหตุได้

ค่ะ

เพราะว่า 2 ส่วนแหละ ก็คือส่วนนึงก็คืออาจจะถอยมานิดนึง ถอยนิดนึง

หามีความสุขที่แท้กันก็คงไปดูต้นเหตุว่าทุกข์เพราะอะไร

อ่า

ทุกข์เพราะว่าตัวเราเองมั้ย เราทำอะไรไม่เหมาะมั้ย จะปรับปรุงยังไง ตัวแสบคือตัวเรานี่แหละ อ้าวใช่มั้ ไอ้คนทุกข์มาจากตัวเรา มาจากใจเราอ่ะ ไม่ได้มาจากคนอื่นเว้ย

ถ้าเกิดเราสังเกตตัวเราว่าเป็นยังไง เออ เราทุกข์เพราะอะไร เราทุกข์เพราะอิจฉาเพื่อนเปล่า

อ่า

หรือว่าทุกข์เพราะอะไร ถ้าอิจฉาก็อย่าไปอิจฉามาก อิจฉาแล้วก็ทุกข์เปล่าอะไรเงี้ย แต่มันยากนะ

ยากจับตรงเนี้ย

แต่มันก็ นั่นแหละชีวิตน่ะ

ต้องเรียนรู้ตัวเอง

เออมันต้องสังเกตตัวเอง

ค่ะ

ปัจจุบันเนี่ย ถ้าเราก็รู้ว่าเศรษฐกิจมันไม่ค่อยดี มีทั้งสงคราม มีค่าครองชีพก็สูงขึ้นทุกวัน

ค่าครองชีพสูงขึ้น

อยากให้แนะนำวิธีการแบบเอาตัวรอดก็คือ บริหารเงินยังไงในยุคยุคเนี้ยครับ ยุคที่เศรษฐกิจ

คือยุคนี้ผมว่าสำคัญที่สุดคือเรื่องความรู้อ่ะ

อื

นะ เพราะนั้นผมว่าหน้าที่เราคือต้องหาความรู้เพิ่มขึ้นให้มากที่สุดเลย คือบอกสมัยก่อนเนี่ยเด็กรุ่นเก่าเนี่ยก็คือว่าทำงานเอก็คือเอาเรียนความรู้ปริญญาตรีอ่ะ

ค่ะ

หางานแล้วก็ทำจนเกษียณ

อื

แต่เด็กรุ่นใหม่เนี่ยเ้าไม่ได้หางานละ

อื

เค้าสร้างงานเอง

เฟรีแลนซ์

ครับ ก็ฟรีแลนซ์เหางานเเอาตัวรอดในชีวิต เพราะว่าเต้องหาความรู้เรื่องไฟแนนซ์ก็ตามอ่ะ

โลกมันเปลี่ยนไปถูกมั้ เพราะงั้นก่อนที่เราจะบอกว่าจะเอาตัวรอด ยังไงผมว่าหัวใจคือต้องเตรียมตัวให้พร้อมอ่ะ ต้องหาความรู้ ต้องรู้เรื่องภาษารู้เรื่อง AI รู้เครื่องมือต่างๆที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นในการจะไปรับมือกับไอ้สภาพภายนอกนั้น ถ้าเกิดเราบอกว่าอุ้ยจะรับมือเศรษฐกิจยังไง แต่เราไม่มีความรู้เลย

ก็ไม่ได้

เออ เพราะงั้นผมว่าหัวใจคือต้องเตรียมตัว อย่างกทม.ก็จะเปิดโครงการนะ เค้าเรียกว่าเป็น Next Learn 1 ล้านช่มง

อ่า

ใครอยากเรียนรู้ภาษา AI มาเรียนออนไลน์ ฟรีได้

อ๋อ

อ่า ถ้าคุณมีความรู้ AI คุณมีความรู้ภาษาที่ดีขึ้นน่ะ คุณก็มีโอกาสที่จะมีความรู้ทางเศรษฐกิจมากขึ้น งั้นแทนที่เราจะไปบ่นว่าเฮ้ยเศรษฐกิจไม่ดี เราอาจจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมใช่ เป็น Life Long Learning

แล้วเราก็จะมีศักยภาพที่จะไปหาตังค์ หรือว่าอาจจะไปเรียนไฟแนนซ์

ให้ละเอียดเลยว่าเฮ้ยเรามีทางเลือกยังไงในการดูแลเงินสักการเงินยังไงให้ดี

ใช่ แต่ไม่ใช่ว่ากระเบียบกระสือเอย่างเดียวก็อาจจะไม่ถูกนะ

ค่ะ

แต่ว่าความหมายคือต้องหาความรู้เตรียมตัวให้พร้อม

อค่ะ

แล้วมันก็คือการเตรียมตัวสำหรับโลกอนาคตน่ะ

อื ก่อนจะจบวันนี้อยากจะชวนคุณถามตัวเองสั้นๆว่าถ้าใจเรานิ่งกว่านี้ตัวเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วเราจะเกลาไปด้วยกันในกราว CEO inside out

ขอบคุณค่ะอาจารย์

ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณ