📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

อาชญาวิทยา ไขคำตอบ โลกที่ซับซ้อน รู้จักศาสตร์นี้ ผ่านชีวิต อ.'ตฤณห์' | HEADLINE | TODAY

TODAY - สำนักข่าวทูเดย์45:24

Transcription

อาชญาวิทยาไม่ใช่แค่คนชั่วที่กระทำความผิด ต้องได้รับการลงโทษเท่านั้น แต่เป็นความผิดปกติในด้านของสภาพร่างกายและจิตใจ สภาพแวดล้อมที่บิดเบี้ยวทำให้คนหนึ่งเนี่ย กระทำความผิด

ที่ไทยเนี่ย ความเชื่อของเราบางทีมันไม่มีเหตุผลนะครับ แต่มันเป็นสิ่งที่ถูกทำตามกันมาจนเราไม่ตั้งคำถาม จากคิดว่าเราจะได้บุญ >> บุญอาจจะไม่ส่งผลในชาตินี้ แต่จะส่งผลในชาติหน้า นี่ก็คือความเชื่อ ซึ่งยังไม่มีใครเลยที่มาจากชาติที่แล้วแล้วมาเล่าให้เราฟัง มันยังพิสูจน์ไม่ได้ไงครับเรื่องเนี้ย ดังนั้นความเชื่อมันก็ยังจะยังขายได้อยู่ในสังคมไทยเรา

สวัสดีคุณผู้ชมนะ ครับ พบกับรายการเฮดไลน์ขีดเส้นใต้ประเด็นใหญ่ของสำนักข่าว today ในเครือของ Workpoint นะครับ วันนี้ผมชวนคุย 1 เรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับผมแล้วก็ทีมงานแล้วกันนะครับ ผมกำลังพูดถึงศาสตร์ที่เรียกว่าอาชญาวิทยานะครับ คุณผู้ชมในประเทศไทยของเราเนี่ย ผมคิดว่า 2-3 ปีเนี้ย ได้ยินคำนี้เยอะมากนะครับ คุณผู้ชม แต่ผมเชื่อแหละว่าถ้าเป็นประเทศอื่นๆ หรือว่าประเทศแถบยุโรปเนี่ย เรื่องนี้อาจจะถูกพูดถึงเยอะนะครับ คุณผู้ชม ผมมีความสนใจ รวมถึงกองบรรณาธิการของเรามีความสนใจนะ ครับว่าเรื่องเนี้ย คำว่าอาชญาวิทยาที่ ณ ปัจจุบันเนี่ย ถูกใช้มาเป็นเครื่องมือในการคลี่คลายข้อสงสัย หรือรวมถึงไขคดีต่างๆ ได้ด้วยนะครับ คุณผู้ชม เลยชวนมาคุยกันนะครับ ได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญ 1 ท่านที่ให้เกียรติรายการของเรานะครับ อาจารย์ติน โพธิรักษา นะครับ อาจารย์เป็นนักอาชญาวิทยา และก็เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดลครับ สวัสดีครับอาจารย์ ครับ >> สวัสดีครับ >> ชวนอาจารย์คุยครับ >> ยินดีครับ >> ตื่นเต้นนะ >> ครับ เรื่องอาชญาวิทยา เพราะว่าผมเนี่ย ถือตัวเองและนับตัวเองว่าเป็นแฟนคลับอาจารย์ แล้วกันนะครับ >> โอ ขอบพระคุณครับ >> จะเห็นอาจารย์อยู่ตามช่องทางทีวีออนไลน์ >> ก็เยอะนะอาจารย์เนาะ ช่วง 2-3 ปีนี้ เข้าใจว่าคนไทยแล้วกันนะครับสนใจ รวมถึงเหตุการณ์บ้านเมืองของเราเนี่ย มันต้องใช้เรื่องเนี้ย ศาสตร์เนี้ยมาทำความเข้าใจ อาจารย์อธิบายหน่อยว่าทำไมในเมืองไทยของเรา 2-3 ปีนี้ เรื่องคำว่าอาชญาวิทยา การไขข้อกระจ่างความเข้าใจเรื่องนี้ มันถึงถูกพูดถึงเยอะครับอาจารย์ >> สำหรับอาชญาวิทยาในมุมมองของสื่อประเทศ ไทยแล้วกันนะครับ จริงๆอาชญาวิทยาเนี่ยมีมาตั้งนานแล้ว >> ครับ >> ถ้ามีบนโลกใบเนี้ยมีมา 200 ปี >> ออ >> แต่มีสำหรับประเทศไทยผมให้หลัก 10 ปี 20 ปีไม่เกินนี้แล้วะกัน แต่ช่วง 2-3 ปีเนี้ย มันพีคเพราะว่า >> นักอาชญาวิทยาเริ่มเข้ามามีบทบาทในการ วิเคราะห์คดี หรือว่าให้ความเห็นในด้านของพฤติกรรม และการกระทำความผิด การป้องกันอาชญากรรมในสื่อมากขึ้นนะครับ ทำให้คำว่าอาชญาวิทยาเนี่ย จึงเหมือนเป็นที่ต้องตา หรือเป็นที่ได้ยินของผู้ชมมากขึ้น >> แต่จริงๆมีมานานมั้ยมีมานานแล้วครับ >> อ้อ คือเหมือนดูรายการทีวีนะคุณผู้ชม เราก็จะเห็นว่าเอ๊ะเราตำรวจพูดข้อกฎหมายแล้ว เราก็ยังไม่เข้าใจ นักกฎหมายพูดข้อกฎหมายแล้วเราก็ยังไม่เข้าใจ แต่ว่าพอเห็นอย่างอาจารย์ติน หรือว่านักอาชญาวิทยาท่านอื่นมาพูดนะ อาจารย์ก็จะพยายามเข้าใจได้มากขึ้นนะ >> ครับ เพราะว่าอาชญาวิทยาเนี่ย ถ้าในมิติของด้านสังคมศาสตร์เนี่ย >> ก็จะทำความเข้าใจกระบวนการปรากฏการณ์ที่ เกิดขึ้นของสังคม เช่น เอ่อการกระจุกตัวของชุมชนแอร์อัด ทำไมถึงทำให้อาชญากรรมเพิ่มขึ้นอย่างเงี้ยครับ เราก็ต้องอธิบายในแง่ของกายภาพด้วย ในแง่ของมิติสังคมด้วย สถาบันครอบครัวด้วย มันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นมากกว่า ไม่ใช่เรื่องตัวอักษรลายลักษณ์อักษรเป็นกฎหมาย อย่างเดียว มันเป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องเจอด้วยตัวเองอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ทำให้เข้าใจได้มากขึ้น >> ครับ >> อาจารย์บอกว่าในเมืองไทยเนี่ยสัก 10 หลัก 10 ปีได้เนาะ แต่ว่าตามประเทศก็หลักร้อยปีนะอาจารย์ 200-300 ปี ทำไมในไทยเนี่ย อ่าช่วง 2-3 ปีเนี่ยถึงพูดคำว่าอาชญาวิทยาเยอะ มันมีความซับซ้อนกับการก่อเหตุอาชญากรรมเพิ่มเหรอ หรือว่าอาชญากรเขาไม่ได้ใช้อารมณ์ความรู้สึกแล้ว แต่ว่าเขาออกแบบแผนในสมองแล้วก็ก่อเหตุฮะอาจารย์ฮะ >> สำหรับผมผมคิดว่ามิติการทำความเข้าใจอาชญากรรมเนี่ย ใช้ศาสตร์แค่นิติศาสตร์ จิตวิทยา หรือว่าใช้ เอ่อกระบวนการบำบัดเยียวยาอย่างเดียวไม่พอครับ ในการทำความเข้าใจตัวผู้กระทำผิดและก็ตัวเหยื่อ >> ฉะนั้นมันจึงมีการนำศาสตร์อาชญาวิทยาเนี่ย มาอธิบายเพิ่มเติมให้เข้าใจที่มา การป้องกัน หรือสาเหตุจุดเริ่มต้นเลยของการเกิดขึ้นของอาชญากรรมขึ้น ซึ่งพอเราพูดเรื่องอาชญากรรมเนี่ย มันจะมีตัวผู้กระทำผิด มีเหยื่อ และก็มีสภาพแวดล้อมอ >> อาชญาวิทยาเนี่ยจะ >> พยายาม >> อือ >> อธิบายถึงสาเหตุของการเกิดขึ้นศาลตั้งต้นเลย ของการกระทำความผิดว่าเกิดจากอะไร >> ซึ่งในมิติมันก็จะมีมิติแง่ของกายภาพ >> ครับ >> มิติของจิตวิทยามิติด้านสังคม ว่าทำไมคนเนี้ยจึงเริ่มต้นกระทำความผิดตั้งแต่แรก >> อื >> อีกมิตินึงที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือมิติของเหยื่อครับ >> นะครับ ถ้าเป็นวิชาเหยื่อแยกออกมาจะเป็นวิชาวิทิโอโลจี หรือเหยื่อวิทยา เราจะทำความเข้าใจตัวเหยื่อโดยเฉพาะเลย ว่าเหยื่อคนเนี้ยทำไมถึงตกเป็นเหยื่อซ้ำๆ >> อื >> อย่างถ้าเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว อย่าง domestic violence เนี่ย เหยื่อที่เป็นเพศหญิงส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง >> อือ >> ทำไมเลิกกับแฟนกี่คนกี่คนก็ยังหาแฟนที่ทำลายร่างกายตัวเองเหมือนเดิม >> อ๋อ >> เราต้องทำความเข้าใจเหยื่อแล้วอันนี้ย >> จากจุดตั้งต้นถูกมั้ยอาจารย์ >> ใช่ >> โดยถ้าสมมุติเคนนี้คือต้องไปดูที่อะไรตั้งแต่เด็ก ครอบครัวอะไรแบบนั้นเหรอฮะ >> คือการที่คนๆนึงถูกทำร้ายร่างกายอยู่ตลอดเวลาครับ เราต้องตั้งคำถามแล้วว่าอ่ะการที่เขาถูกทุบตีถูกทำร้ายร่างกายเนี่ย เขาเป็นเหยื่ออยู่เราก็จะมุ่งเน้นไปทำความเข้าใจผู้กระทำผิดซะส่วนใหญ่ >> โดยที่ไม่หันมามองที่เหยื่อเลย >> ว่าทำไมเหยื่อคนเนี้ยคุณไม่ตั้งคำถามหน่อยเหรอ >> อื >> ว่ามีแฟนมามีสามีมา 5 คน >> ครับ >> ทำไมโดนสามีซ้อมทั้ง 5 คนเลยอ >> เหยื่อเนี่ยมีความเปราะบางตรงไหน >> อือฮึ >> อ่าถ้าเป็นเหยื่อนะครับก็จะมีทฤษฎีของเหยื่อวิทยาเนี่ย เหยื่อก็จะมีอยู่หลายแบบมากตามการจำแนก >> จำแนกตามความเปราะบางของเหยื่อเช่น >> เพศเหยื่อเป็นเพศหญิงเป็นเด็กเป็นผู้เยาว์ เป็นคนชราเป็นผู้พิการ หรือคนที่มีสภาพจิตใจที่เปราะบางเช่น เอ่อเพิ่งล้มละลายมาจากการทำธุรกิจ เพิ่งโดนไล่ออกจากงานเป็นโรคซึมเศร้า >> ครับ >> เอ่อสูญเสียคนที่รัก หรือว่าเป็นหนี้เนี่ยคือความเปราะบางเหยื่อในทุกที่ ทำให้สภาพจิตใจเค้าเนี่ย >> อาจจะไม่เหมือนคนปกติทั่วไป >> สามารถโดนชักจูงโดนโน้มน้าวได้ง่ายอ >> แล้วก็คนพูดอะไรก็เชื่อแล้วก็ไหลไปตามคนชักจูงได้มากกว่าคนที่มีจิตใจแข็งแกร่งปกติ >> ครับ นี่คือหลักนะอาจารย์นะหลักอาชญาวิทยาเนาะ อาจารย์สนใจนานหรือยังอ่ะ >> นี่คือหลักจริงๆไม่รู้ตัวหรอกว่าสิ่งที่ เราสนใจเนี่ยมันมันคืออาชญาวิทยาเหรอ >> ผมก็เป็นเด็กคนนึงที่ >> เอ่อชอบตำรวจจับผู้ร้ายชอบหนังสืบสวนสอบสวนชอบหนังฮีโร่ทั่วไปอ่ะครับ >> ครับ >> แต่มันจับพลัดจับผลูมากกว่า >> ก่อนหน้าที่จะเป็นอาจารย์ผมเป็นตำรวจมาก่อน ซึ่งก็โตมาในครอบครัวตำรวจครับ คุณปู่เป็นตำรวจ คุณพ่อเป็นตำรวจ >> ก็เลยได้อยู่กับการยิงปืน การสอบสวน การสืบสวน การสังเกตอย่างเงี้ยมาตั้งแต่เด็กอ >> อือ ครอบครัวตำรวจนะอาจารย์ >> ครอบครัวตำรวจ >> ผมย้อนไปตอนวัยเด็กเลยได้มั้ยฮะ เพื่อจะได้รู้หลักคิดตั้งแต่แรกนะอาจารย์นะ >> เนี่ยอาจารย์ตามประวัตินี้นะทีมงานปริ้นท์มาให้ >> อาจารย์ตรินชื่อเล่นชื่อตอง >> ครับ >> อ๋อ แต่เพื่อนไม่น่าจะเรียก >> มีมีเพื่อนสนิทแล้วก็ เอ่อคนในบ้าน ครอบครัวเรียกเรียกชื่อเล่น >> อ ครับ แต่พี่ >> พี่ตอง >> พี่ตอง >> พี่ตองน้องน้องสาวเรียก >> อาจารย์ตองแบบนี้ไม่ไม่ค่อยมีหรอกเน >> น้อยมาก >> เพราะว่าชื่อจริงมันสั้นอยู่แล้วครับ >> เก็เลยเรียกอาจารย์ตินครับเป็นที่รู้จักมากกว่า >> วัยเด็กของเด็กชายตินเป็นเด็กชายแบบไหน ครับ >> ผมชอบเล่นซนครับชอบเล่นซนชอบเล่นนอกห้องเรียน >> เป็นส่วนใหญ่ >> ครับ >> ตอนเด็กๆชอบเล่นเท่าที่จำได้นะชอบเล่นแมลง >> อ้อ >> เอาด้วงเพื่อนชอบเพื่อนเพื่อนชอบเอาด้วงมาชนกันน่ะ >> ครับ >> คือบ้านนอกมากเลยครับในกรุงเทพฯไม่น่ามี >> กรุงเทพฯใช่มั้ย >> ต่างจังหวัดครับ >> อ๋อ โอเค >> อยู่ผมโตที่จังหวัดเพชรบูรณ์ >> แล้วเพิ่งมาเรียนกรุงเทพฯตอน ม.อ >> ตอนเด็กก็จะเล่นซนไปเล่นดีดดีดยางเล่นพับกระดาษบ้างไปตีปิงปองในป่าปีนต้นไม้ >> เล่นแบบว่าเล่นแบบที่เด็กเค้าเล่นกันนั่นแหละ >> เราก็อยู่ >> นอกห้องเรียนเป็นหลัก >> ครับ >> ในห้องเรียนก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่หรอก ครับวิชาการเรียนเท่าไหร่ผมก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ >> แต่เป็นคนหัวดี >> ออ >> เป็นคนหัวดีความจำดี >> ครับ >> แต่ว่าไม่ขยันเราชอบเล่น่ะเราติดเล่นมากกว่า >> ออ >> แต่เราชอบเรียนรู้ชอบสังเกตครับ >> ครับ >> อันนี้น่าจะเป็นจุดแข็งในตัวเอง >> ออ เกเรมั้ยครับ >> เกเรไม่เกเรแต่ซน >> อ๋อ ซนเนาะยังยังอยู่ในคำว่าแบบ >> ไม่โดดเรียนไม่ไม่ทำร้ายคนอื่นไม่ไม่อะไรอย่างงั้นครับ แต่ว่าซน >> อื >> ชอบตั้งคำถาม >> แล้วก็ชอบทดลองอะไรแปลกๆด้วยตัวเอง >> ครับ >> แบบมดๆอะไรเงี้ยจับเข้ามาใส่มาเลี้ยงอะไรเงี้ >> คือเป็นเด็กที่ชอบตั้งคำถาม >> ตั้งคำถาม >> ตั้งแต่เด็กนะอาจารย์ >> เช่นตอนเด็กๆคำถามที่ตั้งบ่อยๆคือ >> ทำไมเราต้องตัดหางลูกหมา >> อ้อ >> แล้วก็ต้องไปถามแม่ไปถามพ่อ >> เค้าก็จะให้ความตอบเราด้วยกันแบบด้วยความสวยงาม >> แต่เราก็จะมองอีกมิตินึงว่า >> ลูกหมาที่มันเพิ่งเกิดมาเนี่ย >> มันอยากจะสวยงามหรอ >> อืม โอ้โหอ้าคุณผู้ชมเป็นคำถามแนวกึ่งๆปั เหมือนกันมั้ยอาจารย์ว่ามันอยากเป็นแบบนั้นจริงๆหรอ >> คือการตัดหางลูกหมาบางพันอย่างเงี้ยครับ มันคือการตอบสนองความต้องการของผู้เลี้ยง อื >> แต่ตัวหมาเองเนี่ยหางมีไว้ทำไม ถ้าในสำหรับแมวหรือสำหรับกระรอกเงี้ยหางมันมีไว้ทรงตัว แต่สำหรับสุนัขเนี่ยสำหรับคนอาจคนเลี้ยงอาจจะตอบว่าไว้แสดงความอารมณ์หมาเวลามันดีใจก็กระดิกหาง >> แต่ถ้าหมาที่ไม่มีหางเนี่ย >> เราไปพรากศิษธย์อะไรของเขาหรือเปล่า >> คืออันนี้คือคำถามตอนเด็กๆว่าทำไมต้องตัดหางทำไมต้องตัดหูหมาอ >> หมาบางพันธุ์เตัดแต่งหูให้สวยงามให้มันหูตั้งครับ ก็เลยต้องคิดว่านอกเหนือจากความเจ็บแล้วมันมีเหตุผลอะไรมากกว่านั้น นี่คือคำถามตอนเด็กๆนะ >> อาจารย์ก็ถามยากเหมือนกันนะ >> ถามซึ่งคำถามบางคำถามพ่อแม่ก็ตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง >> แต่พอเราโตมาเรา >> เราเริ่มถามคำถามแล้วเริ่มมีแหล่งความรู้แหล่งข้อมูลที่หาคำตอบได้ การคุยกับคนเยอะๆก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ผมชอบตั้งแต่เด็ก >> อื >> ตอนระดับปริญญาตรีผมเรียนที่ธรรมศาสตร์ ครับคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยาผมเรียนสาขาขาการวิจัยด้วยรุ่นที่ 1 ของธรรมศาสตร์เลย >> ออ เดี๋ยวนิดเดียวอาจารย์อ่าทำไมต้องเป็นที่ที่ธรรมศาสตร์แล้วต้องเป็นที่สาขานี้ คือเราตั้งแต่วัยเด็กเราชอบแบบนี้มาแล้ว ก็คิดว่าน่าจะเรียนแบบนี้น่าจะเหมาะกับเราแบบนั้นเลยหรอ >> คือผมอ่ะไม่ชอบเลข >> ออ >> ไม่ชอบวิท >> ครับ >> ฉะนั้นเรียนสายสังคมน่าจะหนีเรื่องพวกนี้ได้ แต่ไม่ใช่เลยผิดคลาด >> เพราะว่า >> เอ่อการเรียนวิจัยอ่ะครับมันต้องเรียนสถิติ >> ออ >> และต้องเรียนเลขด้วยกลายเป็นว่ายิ่งยิ่งเกลียดยิ่งเจอ >> ออ >> นักวิจัยจำเป็นต้องอยู่กับตัวเลขอยู่แล้ว >> ดังนั้นมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วเราก็ อ่ะน้อมรับมัน >> ผมเป็นนักวิจัยแนวเชิงคุณภาพครับ เชิงคุณภาพคือเราไม่ได้สะสมตัวเลขเราไม่ได้เก็บสถิติเพื่อนำมาหาคำตอบครับ >> แต่เราจะทำวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการเข้าไปสอบถามสัมภาษณ์ >> สัมภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก >> ของตัวกรณีศึกษา >> อืฮึ >> ครั้งแรกที่เข้าไปเก็บข้อมูลตอนปริญญาตรี คือเก็บในเรือนจำอ >> จังหวัดอ่างทองครับ >> ผมก็สัมภาษณ์ผู้ต้องขัง >> อื >> ด้วยเอ่อวิธีเชิงคุณภาพก็คือพูดคุยครับ >> กึ่งทางการคุยพยายามละลายพฤติกรรมให้ได้มากที่สุดเค้าจึงจะเล่าเรื่องของเขาออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติอ >> อื >> เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆทำให้เราได้พูดคุยกับคนมากหน้าหลายตา >> ครับ >> เราพูดคุยกับผู้ต้องขัง ผู้ป่วยจิตเวช ผู้คุยกับผู้กระทำผิดแบบต่างๆ ทำให้มุมมองมองหรือความคิดของผู้ที่สังคมมองว่าเป็นคนชายขอบ >> หรือคนเบี่ยงเบนเนี่ย >> ครับ >> เป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจของผมเลยก็ก็ว่าได้ >> อ๋อ >> เพราะว่าโลกหลังลูกกรงเนี่ย >> ครับ >> มันเป็นโลกที่น้อยคนนักจะเข้าถึง >> อื >> ส่วนใหญ่การเข้าถึงก็เข้าถึงยังไงชีวิตหลังเรือนจำมันเป็นยังไงบ้างมันต่างจากชีวิตนอกเรือนจำมั้ย อันนี้เป็นคำถามทั่วไป >> แต่อย่างนักวิจัยในมุมของสังคมวิทยาเนี่ย เราก็จะมองว่าทำไมเขาถึงมีชีวิตจับพลัดจับผลู หรือทำอะไรในชีวิตจึงเบี่ยงเบนจนเข้าไปสู่การกระทำความผิด >> อื >> เราก็ไปสอบถามกรณีศึกษาประมาณ 8 คน >> ติดตามชีวิตเค้าอยู่ประมาณ >> ครึ่งปีครับ >> ครับ >> ไปสัมภาษณ์ซ้ำๆหลายๆครั้งจนถอดรูปแบบความคิดของเขาออกมาได้ว่า อ๋อเค้าโตมาแบบนี้ >> อื >> เค้าเป็นแบบนี้เค้าเลยทำแบบนี้ >> ครับ >> มันก็คือการถอดบทเรียนจาก เอ่อเอ่อชีวิตของเขานั่นเอง >> อื >> ก็เป็นคนที่ที่หาคำตอบตั้งแต่จากต้นทางจริงๆถูกมั้ยอาจารย์ แต่ผมสงสัยแบบนี้คือเราเวลาคุยกับคนแปลกหน้า หรือว่าอย่างเช่นอาจารย์คุยกับผู้ต้องขังแบบเนี้ยอาจารย์ในเรือนจำอาจารย์เปิดใจเขายังไง เค้าอมให้ข้อมูลอาจารย์ตั้งแต่แรกเหรอครับ >> ไม่ครับ >> อื >> ครั้งแรกมันจะมีน้อยคนบางคนที่ติดชอบพูดมาก ๆชอบเม้าอะไรอย่างเงี้ยเขาก็จะชอบคุยนานๆทีมีคนเข้ามาในเรือนจำมาคุยกับเขา ผู้ต้องขังบางคนเชอบคุยไงเก็จะเล่าเล่าก็อย่างมีความสุข แต่ผู้ต้องขังบางคนที่เค้าค่อนข้างมีพื้นที่ส่วนตัวมากมีความเป็นตัวของตัวเองสูงครับ >> เขาก็จะไว้ตัวนะครับเขาก็จะรักษาระยะห่างระหว่างผู้วิจัยกับผู้ให้ข้อมูล ดังนั้นเราอาจจะต้อง >> ชวนเค้าคุยหลายครั้งหน่อยจนกว่าเขาจะรู้สึกสบายใจถึงจะเปิดใจเล่า >> อื >> บางครั้งเรื่องที่เล่าก็อาจจะไม่จริง >> อื >> เราก็จะต้องแยกแยะเหมือนกันว่าในขณะที่เขาพูดทำไมเขาถึงรู้สึกอึดอัดที่จะเล่าเรื่องนี้ แต่ทำไมรู้สึกสบายมากที่จะเล่าเรื่องนี้ >> เราเราจะต้องค้นหาคำตอบหลายอย่างทางมิติของด้านจิตใจด้วย >> มิติทางด้านสังคมด้วยมิติทางด้านสภาพแวดล้อมด้วย >> ครับ นั่นคือปริญญาตรีนะอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ ผมก้มดูกระดาษเนี่ยประวัติอาจารย์เนี่ยก็ อ่าเรียนต่อโทที่ประเทศอังกฤษครับ >> แล้วก็ปริญญาเอกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะอาจารย์ ดูเป็นแพทเทิร์นที่เหมือนจัดวางไว้ว่าฉันสนใจสิ่งนี้แล้วฉันจะเดินไปสิ่งนี้อ้าผมลืมอ่านมีตเป็นตำรวจด้วยนะอาจารย์ ขนาดนั้นมั้ว่าเราเรารู้ตัวเองไวแล้วอยากเป็นสิ่งเนี้ยแบบที่เราคุยกันอยู่เนี่ยตั้งแต่ตั้งแต่ตอนไหนล่ะ หรือว่าแบบก็ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยนั่นแหละครับ >> ตอนเด็กๆใครถามโตขึ้นอยากเป็นอะไรผมก็จะตอบว่าอยากเป็นตำรวจ อ๋อ พอครอบครัวเป็นตำรวจนี่ >> ก็น่าจะเป็นส่วนนึงด้วยครับที่ทำให้คำตอบเป็นแบบนั้น >> อื >> เพราะว่าเราเห็นพ่อเป็นตำรวจปู่เป็นตำรวจ >> ก็อาชีพที่เราเห็นอยู่ในระยะสายตาเราคือตำรวจครับ >> แล้วมันก็ดูแบบเท่ดีเพราะว่าเวลาเราดูหนังตำรวจก็ต้องไปจับผู้ร้ายเราก็ไม่ได้คิดเยอะขนาดนั้นแต่ตอนเด็กๆอ่ะ >> ครับ >> แต่พอเราได้เรียนปุ๊บผมจบปริญญาตรีปุ๊บผมเป็นตำรวจเลยไง >> อื >> แล้วพอเป็นตำรวจเสร็จปุ๊บผมรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยตอบโจทย์เราเท่าไหร่ >> รับราชการที่ไหนครับอาจารย์ >> กองบัญชาการตำรวจนครบาลครับ >> โอไปอยู่ในกรุงเทพฯเลยนะอาจารย์อ๋อๆไม่ธรรมดาเนี่ย >> หน่วยแต่หน่วยไหนไม่บอก >> โอเคแล้วทำไมอ่ะในประวัติว่า 6-7 ปีนู่นะเป็นตำรวจใช่ >> นานอยู่ >> ก็น่าจะไปได้สวย >> มันสวยในแง่ไหนอ่ะคือการเป็นตำรวจในประเทศไทยเนี่ยมันมันวิธีการทำงานหรือการเมืองในด้านของอาชีพเนี่ยมันมันมีการคาบเกี่ยวกันแล้วมันไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่อย่างที่รู้ๆกันนะครับว่างานตำรวจบางครั้งมันก็จะมีระบบเส้นสายมีระบบความไม่ชอบธรรม >> มี >> เอ่อเลือกที่รักมักที่ชังคุณเป็นคนของใคร คุณนามสกุลอะไร >> ออ มีหมดใช่มั้ย >> มี >> ครับ >> ซึ่งเราไม่ชอบอะไรแบบนี้เรารู้สึกว่าการทำงานน่ะจริงๆมันต้องดูที่เนื้องานและความสามารถ แต่ในระบบความคิดของเราอ่ะตำรวจในภาพที่เราวาดไว้อ่ะ >> มันไม่ใช่เหมือนภาพที่เราเจอ >> อื >> ผมก็เลยรู้สึกว่าผมอยากรู้มากกว่าอยากทำงานตำรวจละผมอยากรู้เบื้องหลังของด้านอาชญากรรม การกระทำความผิดตัวฆาตกรตัวอาชญากรก็เลยเลือกที่จะไปเรียนต่อครับ >> ครับ >> อยากเข้าใจเรื่องนี้ก็เลยไปเรียนต่อคณะวิทยาศาสตร์อื >> วิทยาศาสตร์แต่เป็นสาขาด้านอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม >> ครับ >> ก็จบมาได้วิทยาศาสตร์บัณฑิตนะวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต >> อโอตอนเด็กบอกว่าไม่ชอบวิชาการ >> เออใช่ >> ครับ >> แต่ว่า >> มันเป็นสิ่งที่เราอยากรู้เราไม่รู้ตัวหรอกตอนเด็กๆอ่ะ >> เพราะว่าตอนเด็กๆย้อนกลับไป >> เป็น 10 ปีแล้ววิเลือกให้เด็กเลือกมันน้อยครับ มันไม่ได้มีแชท GPT ไม่ได้มีอินเทอร์เน็ตเหมือนอย่างปัจจุบันนี้ >> ที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้เข้าใจว่ามันมีอาชีพอะไรมากกว่าที่เรารับรู้นะ >> อือฮึ >> แต่ก่อนนักอาชญาวิทยาไม่มีนะครับคำเนี้ยคือไม่มีเลย >> ออ >> ถ้าตอนเด็กๆเคยได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่ประถมผมก็อาจจะอยากเป็นนักอาชญาก่อนตำรวจก็ได้ >> ออือๆ >> พอไปเรียนต่อปุ๊บก็ได้ค้นพบตัวเองเลยว่า เอ้ยเราชอบวิชานี้ >> ครับ >> เรารู้ตัวว่าชอบวิชานี้ตอนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ >> ออ >> ทำให้เราได้หาข้อมูลผมได้หาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วก็มันมีศาสตร์แขนงย่อยๆแยกออกมาจากอาชญาวิทยาได้อีกเยอะอ >> ผมก็เลยเลือกความสนใจเป็นด้านพฤติกรรมของตัวอาชญากรและด้านอ่าการอ่านภาษากายครับ >> อื้อหือ นี่คือเรียนมาโดยตรงเนาะอาจารย์เนาะ >> ใช่ผมเรียนเสริมผมเรียนหลายใบมากไม่ได้มีแค่ใบปริญญา >> ครับ ได้อะไรมากอยู่เหมือนกันที่อังกฤษถูกมั้ยอาจารย์ >> มากครับ >> ได้เปิดหูเปิดตาเยอะเลย >> ออมันน่าจะเป็นศาสตร์ที่ตามต่างประเทศอย่างเช่นอังกฤษเนี่ยมันน่าจะเป็นศาสตร์ที่อยู่มานานแล้วหรือว่าเป็นที่รู้จักมานานแล้วถูกมั้ยครับอาจารย์ >> ถ้าพูดพูดถึงอาชญาวิทยาเนี่ยต้นกำเนิดคือ 200 ปีมาแล้วครับ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 >> ครับ >> จะเป็นศตวรรษแรกๆเลยที่ริเริ่มการทำความเข้าใจตัวอาชญากรในมิติของวิทยาศาสตร์ >> ครับ >> อาชญากรไม่ใช่แค่คนชั่วที่กระทำความผิด ต้องได้รับการลงโทษเท่านั้น แต่เป็นความผิดปกติในด้านของสภาพร่างกายและจิตใจ สภาพแวดล้อมที่บิดเบี้ยวทำให้คนหนึ่งเนี่ย >> กระทำความผิด >> ครับ >> เราก็ทำความเข้าใจเขาแบบวิทยาศาสตร์ วัดปมาในร่างกายแล้วก็วัดรอบหัวกะโหลกรอบอกดูสภาพเส้นขนและเส้นผมว่าต่างจากคนเข้าไปยังไง >> อ >> อันนี้ก็คือการใช้วิทยาศาสตร์มาศึกษาตัวอาชญากรตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 >> อื มีมานาน >> มีมานานครับ >> ครับ อาจารย์ก็ศึกษาอยู่กี่ปีฮะอาจารย์ที่นั่น >> โหที่อังกฤษจริงๆที่อังกฤษอ่ะเรียนปริญญาโทเนี่ยแค่ปีเดียว >> แต่ผมอยู่ต่อเที่ยวเล่นต่อไปอีกนิดนึง >> อ๋อ เป็นทั้งหมดทั้งหมดก็ประมาณเกือบ 2 ปี >> อ๋อ ครับ >> แต่ว่าเป็น 2 ปีที่ได้รู้จักมุมมองการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ >> อือฮึ >> ราชทัณฑ์แล้วก็เอ่อผู้เชี่ยวชาญทางศาสตร์อาชญาวิทยาในมิติต่างๆที่มากกว่าในไทยครับ >> ครับ เช่นเรื่องอะไรครับอาจารย์ที่นั่นที่แบบ >> ศาสตร์การอ่านภาษากาย >> โอเ้าจะบอกเอาเลย >> คือเค้าวิธีการเรียนรู้ของเค้าผมว่ามันแปลกใหม่ตรงที่ว่าเค้าเอานักโทษมาสอน >> อือื เค้าเอานักโทษมาสอนว่าในเรือนจำเป็นอย่างไร >> แล้วก็ >> อาจารย์ที่สอนเนี่ยมีรอยสักนะ >> อ้อ >> มีรอยสักเต็มเลยผมว่าโอมันเท่มากเลยนะ ในประเทศไทยเราคงไม่ค่อยได้เห็นอะไรแบบเนี้ยครับ >> นี่ก็เป็นแรงบันดาลใจอีกอย่างนึงที่ทำให้ผมได้เห็นคุณค่าของตัวตนอัตลักษณ์ของคนหนึ่งโดยไม่เกี่ยวข้องกับสภาพ >> ที่เราเห็นเช่นการแต่งตัวใส่สูทผูกไท้แล้วคุณต้องเป็นอาจารย์ อาจารย์ที่ต่างประเทศใส่เสื้อยืดใส่กางเกงยีนส์ >> มีรอยสักเต็มตัวเจาะหูเจาะปากนะ >> ออ แต่เรามองเรามองเข้าไปใน >> คุณค่าของตัวเค้าไม่ได้อยู่ที่เค้าดูเป็นอย่างไร >> ครับ >> มันอยู่ที่เค้าทำอะไร >> โอ้โหนี่เค้าสอนตั้งแต่ยังไม่เริ่มพูดเลยเนาะถูกมั้ยอาจารย์ สอนตั้งแต่แบบเราเห็นกันเนี่ยถูกมั้ยฮะอ >> ใช่ครับคือเค้าให้เค้าให้คุณค่าของตัวบุคคลที่ตัวบุคคลนั้น what you are >> ไม่ใช่ what you look like >> อื >> อื >> และเป็นเหตุผลที่ดำรงอาชีพตำรวจแค่ประมาณ 6-7 ปีแล้วก็ออกไปเรียนต่อ >> เรียนเสร็จกลับมาเรียน ป.อีกเหรอฮะ >> เอ่อจบจบโทที่ประเทศอังกฤษกลับมาเป็นตำรวจต่ออีกประมาณ 2 ปีครับ >> อ๋อ ทำไมกลับมา >> เพราะว่าผมลาราชการไปผมต้องมาชดใช้เวลาอ >> เสร็จปุ๊บก็มาเรียนต่อเรียนต่อปริญญาเอก >> อื >> ตอนเรียนเอกนี่นยังเป็นตำรวจอยู่เลยตอนปี 1 น่าจะลาออกตอนเรียนเอกปีที่ 2 หรือปีที่ 3 เนี่ยจำไม่ได้ละ >> ครับ >> แล้วก็เนี่ยแหละครับเข้าสู่เส้นทางนักอาชญาวิทยาเต็มตัว >> ครับ >> ครับ >> ก็แต่ว่าตอนที่กลับมาเรียนตำรวจเอ้กลับมาเป็นตำรวจ 2 ปีเนี่ยคือก็ไม่ได้รู้แล้วล่ะว่าเราไม่ได้อยากประกอบอาชีพนี้ถูกมั้ยครับ >> ใช่ >> ออ >> ไม่รู้สึกว่าเราน่าจะเหมาะแก่งานสายสอนหนังสือ >> ครับ >> แต่ว่าตอนนั้นก็ยังไม่ได้ไปสมัครเป็นอาจารย์เต็มตัวขนาดนั้นเป็นอาจารย์พิเศษก่อนครับ >> แล้วก็ช่วงนั้นทำงานอยู่สถานทูตอิตาลีด้วยเป็นผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจผมก็ได้ทำงานสอบสวนกับตำรวจสากลอยู่ 2 ปีก่อนที่จะมาเป็นอาจารย์ >> อ >> ก็ยังก็ยังอยู่ในอยู่ในแวดวงนะอาจารย์แวดวงแวดวงอาชญากรรม >> ครับ ถ้าถามอาจารย์แบบนี้ว่าคำว่าอาชญาวิทยาในไทยเนี่ยปัจจุบันเนี่ยผมผมเชื่อว่าพูดไปนะวันนี้ก็เป็นเรื่องที่ฮอตเนาะอาจารย์เนาะอ่าทำไมมันถึงฮอตขนาดนี้ รูปแบบของอาชญากรซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเหรอครับ >> อืม สำหรับผมผมคิดว่าความซับซ้อนอ >> จะมีมากขึ้นไปตามยุคสมัยเนื่องจากทั้งเทคโนโลยีและความสามารถของเจ้าหน้าที่ก็จะมีมากขึ้นไปตามยุค ดังนั้นการพลิกแพลง หรือว่ามีแทคติกกลเม็ดใหม่ๆจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมิจฉาชีพ >> อื >> เพราะคุณใช้แบบแผนเดิมๆเนี่ยมันจะใช้ไม่ได้แล้วครับมันจะโดนจับง่าย >> ดังนั้นความซับซ้อนต้องมีมากขึ้นอยู่แล้วแล้วแต่ยุค >> ฉะนั้นอาชญาวิทยาจะมาช่วยตอบคำถามและมาคลี่ปมแบบเนี้ยทำให้ประชาชนสังคมเจ้าหน้าที่เข้าใจมากขึ้นลึกซึ้งมากขึ้นถึงตัวอาชญากรรมที่มันเกิดครับ >> ผมขออนุญาตยกยกสักข่าว 2 ข่าวมาถามอาจารย์นะวันที่เราบันทึกรายการกันอยู่นะครับ คุณผู้ชมมีข่าวเรื่องเกี่ยวกับพระนะอาจารย์เนาะอ่าและก่อนหน้านี้ก็มีพระกับสีกาอะไรแบบนี้นะอาจารย์อ่าทำไมคนไทยถึงแห่บริจาคหรือว่าใจบุญกับอ่าพระภิกษุจำนวนมาก หรือแม้แต่การเชื่อว่าบริจาคไปแล้วจะได้บุญ แล้วก็พอมาเกิดข่าวว่าพระกับสีกา หรือพระอาจจะสอบไปในแนวทางทุจริตเนี่ย เราถึงรู้สึกว่ามันเกิดมากขึ้น ณ ช่วงนี้แล้วก็ถูกพูดถึงมากขึ้นครับอาจารย์ >> ผมว่าเอาจริงๆแล้วเนี่ยมันไม่ได้เพิ่งเกิดช่วงนี้ครับ >> แต่เป็นช่วงที่สื่อเปิดโปง >> เรื่องนี้ >> อื >> เราอ่ะบริจาคกันมาตั้งนานแล้ว >> อือฮึ >> แต่มันไม่ได้ถูกเปิดเผย >> อื >> ผมว่าถ้าเราลองไปสุ่มตรวจวัดดู >> ครับ >> มีเป็นร้อย >> อือฮึ >> ที่ทำความผิดอาจจะถึง 1,000 ด้วยซ้ำ >> แต่เราเคยไปสำรวจดูมั้ย >> อ้อ >> ความเชื่อกับวัฒนธรรมไทยเป็นอะไรที่ฝังตัวรากลึกมานานแล้ว เกินเกินกว่าที่จะดึงออกแล้วก็เปลี่ยนยุคภายในปี 2 ปีครับ >> อื >> ความเชื่อมันอยู่ในวัฒนธรรมเรามาตั้งแต่โบราณการละครับ >> ไปไหนก็ต้องขอพร >> ไปไหนก็ต้องอเขียนยันใช่มั้ยนักรบแต่ก่อน คือความเชื่อมันเป็นมิติที่ทำให้ >> เรารู้สึกสบายใจมีเครื่องยึดเหนี่ยว >> อ >> ในในการไปประกอบอาชีพเวลาจะเปิดธุรกิจใหม่ต้องเอาพระมาเจิมใช่มั้ยต้องเอาเอ่อนางกวักมาตั้งอ่ะความเชื่อมันอยู่กับเราทั้งวันครับ >> ครับ >> โดยเฉพาะเพราะคนไทยก็สนับสนุนแล้วก็ทำตามกันมาเรื่อยๆโดยไม่ตั้งคำถาม >> อื >> อย่างเช่นการไปวัดการใส่บาตรการไปงานศพแล้วใส่สีดำการบีบแตเมื่อผ่านศาลพระภูมิ >> อื >> นั่นคือสิ่งที่ทำตามกันมาโดยคนทำตามไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไม >> ออ ถ้าเป็นต้นโพธิ์ก็จะมีผ้า 7 สีมั้ยไปผูกด้วยนะ >> เออผูกไว้เพื่อยังไงผูกทำไมอ่ะผมถามก่อน >> อื >> เราไม่เคยรู้เลยว่าผูกทำไมแต่ถ้าเห็นต้นไม้ที่อายุยืนอายุ 100 ปีมันก็จะมีขนาดใหญ่พอขนาดใหญ่ก็จริงๆแล้วมันเป็นการปกป้องต้นไม้ด้วยครับว่าอยู่มานานไม่ควรถูกตัด การนำผ้าไปผูกก็จะทำให้ >> ความเชื่อทำให้คนเคารพและรักต้นไม้ตนนั้น ทำให้จะถูกตัดได้ยากขึ้น >> อื เจ้าหน้าที่ก็อาจจะอุ๊ยตนนี้เป็นที่เคารพของชาวบ้านตัดไม่ได้จริงๆแล้วต้นไม้ที่อายุยืนอายุมากมันก็จะมีขนาดใหญ่อยู่แล้วล่ะ ถ้าไปที่ต่างประเทศเนี่ยต้นไม้อายุ 100 กว่าปีเนี่ยมีเป็นพันๆต้นเราไม่ต้องเอาผ้าสีไปผูกทุกต้นเลยเหรอ >> ออออๆๆ >> ที่ไทยเนี่ยเราความเชื่อของเราบางทีมันไม่มีเหตุผลนะครับ แต่มันเป็นสิ่งที่ถูกทำตามกันมาจนเราไม่ตั้งคำถาม >> อื >> อย่างการใส่สีดำไปงานศพเนี่ยใครเป็นคนแรก >> อื >> อย่างถ้าเรียนเรื่องปรัชญาเรื่องนี้ก็จะ เป็นหนึ่งในคำถามเหมือนกัน >> ครับ >> ว่าทำไมสีดำจึงเป็นสีแห่งงานศพ >> จริงๆแล้วมันเป็นสีแห่งความสงบ >> อื >> เป็นสีแห่งการสิ้นสุด >> หรือโลกหลังความตาย >> แต่การที่เราใส่โดยที่ไม่ตั้งคำถามเลยมันกลายเป็นวัฒนธรรมไงครับ >> อือฮึ >> วัฒนธรรมจึงไม่ถูกตั้งคำถาม >> ครับ >> ตอนแรกมันจะเป็นแฟชั่นก่อน >> แฟชั่น fast แฟชั่นแฟชั่นแล้วก็ค่อยเป็น >> วัฒนธรรม >> อือฮึ >> มันต้องเริ่มจากการที่คนส่วนใหญ่ทำก่อน >> ครับ >> ทำจนไม่ตั้งคำถามละ >> อือ อย่างเช่นถ้าถ้าเป็นเรื่องของข่าวพระก็บริจาคกันมีมานานแล้ว >> บริจาคคิดว่าเราจะได้บุญ >> อออ >> บุญอาจจะไม่ส่งผลในชาตินี้ >> แต่จะส่งผลในชาติหน้า นี่ก็คือความเชื่อ ซึ่งยังไม่มีใครเลยที่มาจากชาติที่แล้ว >> แล้วมาเล่าให้เราฟัง >> ว่าเขาทำบุญชาติที่แล้วนะชาตินี้เลยได้เกิดเป็นคน >> มันยังพิสูจน์ไม่ได้ไงครับเรื่องเนี้ย ดังนั้นความเชื่อมันก็ยังจะ >> ยังขายได้อยู่ในในสังคมไทยเรา >> อ ครับ เลยเป็นช่องว่างให้อาจจะนะผมใช้คำว่าอาจจะนะเพราะว่าพยายามระวังข้อกฎหมายนะครับคุณผู้ชม พระบางรูปที่รู้สึกรู้สึกว่ามีชื่อเสียงทุจริตคอร์รัปชันอะไรแบบนั้นด้วยมั้ยครับ >> มีผลครับเพราะว่าความโลภความกลัวตัณหา >> อือฮึ >> มันคืออารมณ์หลักเลยในการที่ดึงให้คนทั่วไปไปทำกันไปทำผิด >> ครับ >> ไปก่อเหตุหรือเป็นเหยื่อของเหตุนั้น อย่างเช่นถ้าเราคลุกคลีอยู่กับเงิน >> ล้านทุกวัน >> ตอนแรกอาจจะยังไม่ได้คิดอะไรแต่เมื่อเราคลุกคลีบ่อยๆจนเห็นช่องทาง >> ว่าถ้าเราหยิบออกไปปึกนึงอ >> มันจะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงนะแล้วจะไม่ มีใครรู้เลยคุณจะหยิบมั้ย >> ออๆๆ >> มันก็เป็นกิเลสที่เล่นอยู่กับตัวบุคคลครับ >> ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะตกหลุม >> เรื่องกิเลสนี้ >> จะมีแค่คนที่จิตใจเปราะบางหรือว่า >> มีความคิดไม่ดีที่จะทำ >> ครับ >> อย่างถ้าเป็นผมนะครับผมนับเงินผมเห็นเงินตกถ้าเป็นตอนเด็กๆนะสมมุติถ้าผมอยู่ อนุบาล >> ครับ >> เงินมีเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับเด็กเวลาเราทำอะไรดีหน่อยแม่ก็จะให้เงิน 20 ให้เงิน 100 เด็กก็จะชอบเงินมาก >> แล้วผมคิดว่าถ้าผมเจอแบงค์พันตกตอนเด็กผมก็น่าจะเก็บ >> อ >> แต่พอเราโตขึ้นได้มีวุฒิภาวะและการกระทำผิดคือการเอาของคนอื่นไป ถ้าเงินตก 1,000 นึงผมก็จะเปลี่ยนการกระทำเป็นไม่เอาเอาไปให้ครูแทน >> อือฮึอ >> แต่ถ้าสถานการณ์มันบังคับให้ต้องเอาอย่างเช่นผมไม่มีเงินกินข้าวเลย >> ตกงานอ >> เห็นแบงค์พันตกอ >> ต้องชั่งน้ำหนักแล้วครับว่าความต้องการของผมอ่ะกับสิ่งที่ผมยึดมั่นถือมั่นอยู่เนี่ยอะไรมันจะชนะ >> อื >> ขึ้นอยู่กับวันด้วยนะอ >> ถ้าวันนั้นผมมีทุกอย่างะเงิน 1,000 นึงไม่ได้มีประโยชน์อะไรผมก็จะเอาไปคืนครับ >> ออ >> แต่ถ้าวันนั้นผมไม่ได้กินข้าวมา 7 วันละ >> ครับ >> แบงค์พันตกผมคงไม่เอาไปให้ตำรวจ >> อื >> ผมก็ต้องเอาชีวิตผมให้รอดก่อน >> ดังนั้นเรื่องความรู้สึกการตัดสินใจมันจึงเปลี่ยนได้ตลอด >> อือื >> จริงๆความตั้งใจของการตั้งมูลนิธิหรือการทำบุญอาจจะมาด้วยใจบริสุทธิ์ช่วงแรก >> ครับ >> แต่ช่วงหลังอาจจะมีเรื่องกิเลสตัณหาเข้ามาทำให้พฤติกรรมเราเปลี่ยนไปเมื่อเราเห็นช่องทางที่จะกระทำได้ >> อ๋อ อาจารย์พยายามอธิบายว่าไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคลเท่าไหร่นะคือพยายามอธิบายบริบทแวดล้อมอื่นๆที่เกิดขึ้นเช่นตอนแรกอาจจะอาจจะเจตนาดีก็ได้ >> แต่ไปสักพักอ่ะถูกมั้ยอาจารย์หยิบทีละนิดทีละหน่อยมันไม่มันไม่มีใครจับได้ >> คือสาเหตุของพฤติกรรมอาชญากรเนี่ยเนี่ยมันมีหลายสาเหตุ >> อื >> แล้วอยู่ที่ว่าสิ่งที่เขาทำคืออะไร ถ้าการฉ้อโกงผมจะไม่พูดเรื่องความผิดปกติ >> ครับ >> ทางจิตละกันการฉ้อโกงคือการวางแผนอย่างตั้งใจ แต่ถ้าพฤติกรรมการขโมยของอย่าง เงี้ยครับมันมีโรคทางจิตบางโรคที่เสพติดความตื่นเต้น >> ขโมยของโดยที่ไม่ได้อยากได้ของนั้น >> มีเหมือนกัน >> ฉะนั้นอันเนี้ยเราต้องแยกมิติว่าเรากำลังพูดถึงพฤติกรรมไหนอ >> ถ้าพฤติกรรมการยักยอกโดยที่วางแผนอย่างเป็นแบบแผนเนี่ย >> ครับ >> อันเนี้ยคุณไม่มีความผิดปกติทางจิตแน่นอน เพราะคุณเตรียมการเตรียมข้อมูลแล้วก็มีทางหนีที่ไล่ >> ครับ >> อยู่ที่ว่าทำไมคุณถึงช่อโกง >> ออ >> คุณเห็นลู่ทางหรือคุณโลภ >> อื >> คุณต้องการไปทำอะไร >> หรือคุณต้องการฟอกเงิน >> อือ >> หรือคุณต้องการมีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น บางครั้งการสวมจีวรทำให้คุณมีโอกาสในการหาเงินมากกว่าสวมชุดปกติ >> อื้อหืออื มันก็เป็นเหตุผลหลายๆเหตุผลที่ทำให้คนกระทำการใดการหนึ่งอ่ะครับ >> ครับ แล้วประชาชนแบบเราจะเอ๊ะได้ยังไงอาจารย์ คือสมมุติว่าอ่าเราตั้งคำถามนะกับกับพระนะอาจารย์นะถ้าก่อนหน้านี้นะไม่ใช่ปีนะผมก็อาจจะรู้สึกว่าอาจจะมีผู้ใหญ่บางท่านแล้วกันโอ้โหเดี๋ยวบาปนะเราไปตั้งคำถามกับท่านและยิ่งเป็นพระชั้นผู้ใหญ่นะยิ่งไม่กล้าใหญ่เลยนะอาจารย์นะ >> เพราะเรายึดติดอยู่กับภาพไงครับ ยึดติดอยู่กับเรื่องภายนอกอ่ะ >> อื โดยเฉพาะสังคมไทยนะพระจะมีสถานะที่เหนือกว่าคนทั่วไป >> ถ้าเป็นผู้ชายก็สถานะเหนือกว่าผู้หญิง >> ครับ >> เวลาผู้ชายผู้หญิงออกมาพูดรายการผู้ชายพูดดูน่าเชื่อถือดูมีน้ำหนักมากกว่าเพราะค่านิยมอ >> ชายเป็นใหญ่ในวัฒนธรรมไทย >> ส่วนเรื่องพระสงฆ์เนี่ยเป็นหนึ่งในสถาบันของชาติศาสตร์กษัตริย์อ่าอันนี้ศาสตร์ศาสนานะครับเป็นสถาบันที่ >> หนึ่งในสถาบันที่สำคัญที่สุดของประเทศทีเนี้ยการที่พระมีสมณะเป็นพระอย่างเงี้ยกับคนทั่วไปมาพูดกันคนก็มักจะมีแนวโน้มเชื่อพระอ >> ที่นุ่งเหลืองห่มเหลืองมากกว่า >> ครับ >> เนื่องจากทัศนคติที่เรามีต่อพระเนี่ย >> อ >> มันพิเศษ >> ครับ >> มันไม่เท่ากันอยู่แล้ว >> อื >> ดังนั้นเวลาการที่เราจะไปพูดถึงหรือตั้งคำถาม >> ครับ >> สำหรับคนโบราณอาจจะดูว่าอุ๊ยอย่าไปตั้งคำถามกับพระนะอาจจะบาป >> แต่ปัจจุบันนี้ >> สภาพเป็นยังไงล่ะครับ >> เราควรจะตั้งคำถามด้วยซ้ำ >> ครับ >> ถ้าเค้าไม่มีอะไรไม่ได้ทำอะไรผิดบริสุทธิ์ผุดผ่องการตั้งคำถามจะเป็นแค่เครื่องเฟิร์มการันตีความบริสุทธิ์ของเขา >> โอ >> อื >> ไม่ใช่แค่เรื่องพระนะครับคุณผู้ชมเพราะว่าย้อนกลับไปก่อนที่จะเกิดข่าวพระก็ผมจะว่ามีดาราแล้วกันเนาะอาจารย์เนาะคนก็เชื่ออีกว่าถ้าคนมีชื่อเสียงหรือแม้แต่รูปลักษณ์นะอาจารย์นะหน้าตาดีอ่าสวยหล่อตามพิมพ์นิยมแบบไทยเนี่ยเราก็จะเชื่อเขาว่าสิ่งที่เขาพูดทั้งหมดน่าจะเป็นเรื่องที่จริงถูกมั้ยฮะอาจารย์ฮะ >> แต่ว่าเราผ่านจุดนั้นกันมาแล้วนะก็ก็บางคนก็ถูกตัดสินหรือบางคนก็อ่ายังอยู่ในกระบวนการ >> อื >> เรามีแนวโน้มจะเชื่อแบบนั้นหรอ >> หน้าตาดีมีชัยไปกว่าครึ่งจริงๆครับ >> อื >> เอ่ออธิบายได้ด้วย Beauty Privilege หรือการได้อภิสิทธิ์จากหน้าตา >> ครับ >> หน้าตาดีเนี่ยเป็นเหมือนใบเบิกทางเพราะว่าในด้านจิตวิทยาเนี่ยคนเราตัดสิน >> คนอื่นตั้งแต่แรกเห็นอยู่แล้ว >> ครับ >> ถ้าเอาเป็นวินาทีก็อยู่ที่ 7-15 วินาทีหลังจากที่เราเห็นคนหนึ่ง >> เค้าแต่งตัวดูเป็นยังไงเค้าดูสะอาดมั้ย หน้าตาดูดีมั้ย >> อือฮึ ถ้าหน้าตาดูดีเราก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่าคนนี้ปลอดภัยเชื่อถือได้ >> ดังนั้นการที่ดาราหรือว่า influencer หรือแม้กระทั่ง presenter >> เอาคนหน้าตาดีมาโฆษณาสินค้าจึงถูกชักชวนให้คนมองภาพนั้นเชื่อได้ว่าสินค้านั้นจะดี >> อือฮึ >> มันก็เป็นหลักการตลาดทั่วไปหลักการจิตวิทยาในด้านของภาพที่เราเห็น >> ออ แม้ว่าศาลหรือตำรวจมองว่ากระทำผิดนะถ้าตำรวจอาจจะยังไม่เท่าไหร่แต่ถ้าศาลตัดสินแล้วบางคนก็เอ้ยน่าจะให้อภัยเค้าได้น่ะน่าจะแค่หลงผิดหรือเปล่า >> อือ อันนี้คืออคติครับ >> อคติของมนุษย์เลยแหละ >> ครับ >> เหมือนมีเอ่อผู้ต้องสงสัย >> ยังเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่นะ >> ครับ >> แต่ว่าหน้าตาดีคนก็แห่ไปชอบไปให้มาเป็น presenter นู่นนี่นั่น >> ผมว่านี่คือความบิดเบี้ยวของสังคมอย่างแรงเลยอ่ะ >> อื >> คือคุณตัดสินคนที่หน้าตาและอารมณ์ของคุณคุณรู้สึกสงสาร >> คุณรู้สึกเชื่อเวลาเค้าร้องไห้ครับ >> อือฮึอือฮึ >> คือคุณอาจจะดูคนไม่ออกก็ได้ >> ดังนั้นให้รอสิ่งที่มันมีพยานหลักฐานดีกว่าไหม >> อือฮึอือฮึ ผมเชื่อว่าในรอบปี 2 ปีไอ้เรื่องอะไรแบบเนี้ยสังคมไทยพยายามเรียนรู้มากขึ้นนะแล้วผมใช้ว่ามีคนลักษณะแบบอาจารย์นะอ่ามาทำให้อ่าพี่น้องประชาชน หรือว่าอ่าคนที่ติดตามข่าวอะไรแบบเนี้ยเข้าใจแล้วมีหลักคิดมากขึ้นนะอาจารย์นะ อาชญาวิทยาที่จะเดินหน้าต่อไปหลังจากนี้อาจารย์มะมองว่าขั้นมันเป็นยังไงเหรอความสนใจหลังจากนี้ หรือแม้แต่เด็กๆน้องๆที่เฮ้ยดูอาจารย์ตินแล้วรู้สึกว่าสนใจอ่ะเเ เริ่มจากอะไรได้อะไรแบบเครับอาจารย์ >> ผมคิดว่าทักษะที่ควรมีน่าจะเป็นเรื่องการสังเกตและการจดจำครับ >> อือๆ >> เพราะบางครั้งเวลาเราสังเกตแต่เราไม่จดจำ >> เราก็ไม่สามารถนำข้อมูลที่เราได้เห็นน่ะมาประมวลได้ >> ดังนั้นการสังเกตและการจดจำเป็นสิ่งที่ คุณจะต้องฝึก >> อือ >> หรือคุณจะต้องบำรุงมันน่ะ เช่นการนอนให้พอ >> อ๋อ เกี่ยว >> เรื่องเนี้ยสำคัญมากๆ >> อ๋อ อื >> กินให้ครบ 5 หมู่กับนอนให้ครบอ่ะครับผมให้น้ำหนักกับการนอนมากกว่า >> ครับ >> คุณกินครบ 5 หมู่ไปเล่นกล้ามอ่ะ >> อือฮึ >> แต่นอนไม่พอกล้ามก็ไม่ขึ้นนะ >> อือฮึ >> โสฮอร์โมนก็ไม่หลั่งถ้าคุณนอนไม่ดีดังนั้นเด็กๆที่ >> ต้องการจะฝึกเรื่องความจำสมองเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทเนี่ยควรจะนอนเยอะๆ >> แล้วก็ทำร้ายสมองน้อยๆ >> การทำลายสมองมีอะไรบ้างมีการนอนดึกครับมีการเล่นโทรศัพท์มากๆ >> การเปิดแสงสีฟ้าเข้าสู่ตาตอนกลางคืนอย่าง เงี้ยเล่นโทรศัพท์ปิดไฟ >> ครับ >> การกินแอลกอฮอล์การใช้ยาเสพติด >> อันเนี้ยคือการทำลายเซลล์ประสาทหมดเลย >> อือฮึ >> ดังนั้นให้รักษามันไว้ >> อ๋อ ตั้งแต่เด็ก >> เด็กเนี่ยควรรักษามันไว้ >> เดี๋โตมาเราก็ทำลายมันเองอ่ะครับ >> อาจารย์ต้องขี้สงสัยแบบอาจารย์ไหมเราคุยกันก่อนเข้ารายการเนี่ยผมไปดูคลิปสัมภาษณ์คลิปนึงอาจารย์อาจารย์พูดเรื่องปรัชญาเหมือนกันนะคุยกันก่อนเข้ารายการผมบอกอาจารย์ว่าผมก็งงงงนะที่อาจารย์ไปสัมภาษณ์คือต้องเป็นคนที่สงสัยตั้งคำถามตั้งแต่ต้นแบบนั้นไหมถ้าคนสนใจที่จะเรียนในศาสตร์นี้แล้วก็ในอนาคตเขาอาจจะอ่าเป็นอาจารย์แบบอาจารย์ก็ได้ หรือว่าทำงานในสาขาวิชาชีพอื่นที่ใช้หลักของอาชญาวิทยาในการดำรงชีพของเขาครับ >> ผมว่าทุกอาชีพเนี่ยควรจะมีการตั้งข้อสงสัยการตั้งข้อสังเกตทุกอาชีพครับ >> เพราะมันจะเป็นการ >> สร้างความตื่นตัวให้ตัวเองในสายงานของเราอยู่ตลอดเวลาครับ >> อีกอย่างนึงการสงสัยแล้วต้องพยายามหาคำตอบด้วย >> ไม่ใช่สงสัยแล้วปล่อยผ่านอ >> ครับ >> อย่างผมไม่เข้าใจอะไรหรือเห็นป้ายป้ายนึงบนถนนเนี่ยผมไม่เข้าใจความหมายมันป้ายนี้หมายความว่ายังไงครับ >> บางคนก็ขับรถผ่านไปแต่ผมหานะ >> อื >> ผมหาความหมาย >> ผมไปต่างประเทศผมไปขับรถที่สกอตแลนด์อย่างเงี้ยครับผมเห็นป้าย >> ป้ายการจราจรที่มันแปลกผมก็หาความหมายอ >> อื >> เพราะว่าบางครั้งการส่วนรถที่เลนส์เดียวที่ประเทศสกอตแลนด์เนี่ยมันจะต้องมีการจอดมันจะมีการเปิดไฟ >> ให้ทางอะไรเงี้ยเราต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละที่ซึ่งการสังเกตอย่างเดียวแล้วไม่หาความหมายมันเท่านั้นเลยไม่มีประโยชน์ >> ดังนั้น >> สกิลที่ควรจะมีคือการสังเกตตั้งคำถามและหาคำตอบด้วย >> อืม >> อะไรที่มันหาคำตอบได้ภายใน 2 นาทีเราผมเรียกว่ากด 2 นาที 2 minutes rules >> อือ >> ถ้าคุณทำอะไรเสร็จได้ภายใน 2 นาทีให้ทำซะ >> ครับ >> หรือเวลาเราไม่เข้าใจเรื่องเนี้ยอะไรนะลองเปิดหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตซิ >> แชท GPT ซิ >> อือฮึ >> มีคำตอบมั้ยถ้ามันมีคำตอบให้คุณได้เลยภาย ใน 2 นาที Why not >> อื >> ทำไมถึงไม่ทำ >> อื >> เวลาตื่นมาเราเราใช้ชีวิตอ่ะครับ >> ครับ >> เราไม่ได้เข้าใจทุกเรื่องหรอกอยู่ที่ว่าเราตั้งคำถามมั้ยบางทีมีศัพท์ภาษาอังกฤษขึ้นมาตัวนึงอ่ะตอนเนี้ยเราขึ้นรถไฟฟ้าเห็นศัพท์ตัวเนี้ยเราไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร >> เราไม่อยากรู้หรอ >> อื >> ผมมาอยากรู้ไงคนอื่นอาจจะไม่อยากรู้แต่ผมอยากรู้อย่างน้อยมันประดับสมองเรา >> อือฮึ >> อย่างน้อยเราได้รู้อ่ะครับมันพอละ >> อ >> มันนอกจากการปลูกฝังเรื่องเนี้ยพ่อแม่มีส่วนช่วยเด็กมากๆเลย >> ครับ >> เวลาเด็กตั้งคำถาม >> อื >> พ่อแม่ต้องช่วยหาคำตอบหรือบอกวิธีในการหาคำตอบให้เด็กด้วย >> ครับ >> การถกการดูข่าวอย่างเงี้ยครับเอาลูกมานั่งดูด้วยได้นะ >> บางทีข่าวที่มันมีความ sensitive มากๆพ่อแม่ควรจะอธิบายให้ลูกฟังด้วยว่าข่าวแบบเนี้ยที่มัน sensitive ที่มันอันตรายมันเป็นอุทาหรณ์อะไรได้บ้างอสอนลูก >> คือการสอนกันมันทำได้ทั้งวันทั้งคืนแหละครับ >> โอ คือตั้งคำถามควรตั้งแล้วแล้วกระบวนการทั้งหมดคือควรไปหยุดที่การหาคำตอบให้ได้ >> ถูกต้อง >> ออ >> และคำตอบต้องหาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ด้วย >> ออ >> ไม่ใช่เป็นบล็อกของคนที่แสดงความเห็นโดยที่เป็นใครก็ได้มาพิมพ์ควรจะเป็น >> เอ่อเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้หรือเป็นงานวิจัยใดๆก็ได้ครับเอาไปอ่าน >> ทุกงานวิจัยมีประโยชน์หมดเพราะมันถูกศึกษามาซ้ำๆ >> จนได้คำตอบแล้วจึงเรียกว่างานวิจัย >> ครับ >> โห อาจารย์อาจารย์บอกเกิดเราตอนแรกว่าเป็นเด็กที่ชอบตั้งข้อสังเกตแต่ว่าไม่ค่อยชอบอยู่ในห้องเรียนเนาะแต่ว่าแต่ว่าอาจารย์พูดมาทั้งหมดมันดูเป็นความรู้นะอาจารย์ทั้งหมดเลยเนาะ >> ความรู้ทั้งหมดเนี่ยในห้องเรียนน่ะผมพูดกับนักศึกษาตลอดนะครับว่าความรู้ในห้องเรียนน่ะแค่ 1% >> อื >> อีก 99 นักศึกษาต้องขวนขวายเอง >> ครับ >> ความเก่งของเราขึ้นอยู่กับนอกห้องเรียนนี่แหละ >> อื >> เพราะว่าในห้องเรียนน่ะผมให้ลูกศิษย์ 100 คนเท่ากัน >> ครับ >> ถ้าคุณได้เท่ากันคุณก็จะเหมือนกัน >> คุณจะไม่ได้โดดเด่นกว่ากัน >> อือ >> ดังนั้นการโดดเด่นมากกว่าคนในห้องคือการแสวงหาความรู้นอกห้องเรียน >> อื >> คุณสนใจอะไรคุณอ่านเพิ่มเติมและความรู้ไม่ได้ทำให้คุณเจ็บปวด >> ครับ >> ความรู้จะทำให้คุณเข้าใจโลกมากขึ้น >> อื >> บางทีคุณจะหยุดตั้งคำถามหยุดสงสัยหยุดรู้สึกด้วยซ้ำเมื่อคุณรู้มาก >> อื >> เนี่ยผมว่าชี้ช่องทางสว่างให้นักศึกษาไปค้นหาตัวเองไปค้นหาความชอบของตัวเองนอกห้องเรียนครับ >> ครับ อาจารย์อ่านหนังสือดูหนังอะไรมั้ยครับเรื่องเรื่องล่าสุดอะไรแบบนี้เป็นเป็นก็เป็นถือว่าเป็นความรู้เหมือนกันเนาะอาจารย์เนาะ >> ล่าสุดที่ดูคือการ์ตูนครับ >> อ้อ >> ผมชอบดูการ์ตูนแต่ว่าถ้ามีเวลาก็จะดูแต่ตอนเนี้ยไม่ค่อยมีเวลา >> ออ >> แต่ยังเจียดเวลาไปดูการ์ตูนจนได้ 1 เรื่อง >> เพราะอะไร >> เพราะเรื่องนี้มันกำลังฮิต >> บอกได้มั้ยเนี่ยบอกได้แหละ >> โอ พูดมันจะดูเนิมากเลยนะ >> อๆออ >> การ์ตูนที่เป็นซีรียส์ของญี่ปุ่นเนี่ย >> ผมดู Attack on Titan >> อื >> อันเนี้ค่อนข้างจะเป็นการ์ตูน 18+ เพราะว่า >> มันมีการฆ่าฟันกันอ >> แต่รายละเอียดของการ์ตูนเรื่องนี้ผมชอบมากเพราะว่ามันมีการเรียนเรื่องหลักด้านกายวิพากษ์ด้วย >> อือหือ >> anatomy อย่างการฆ่าไททันต้องฟันที่คออย่างเงี้ยครับ เพราะว่าที่คอมันจะเป็น เอ่อตัวหลักแหล่งพลังงานตัวกล้ามเนื้อหลักของตัวไททันอะไรอย่างเงี้ยอ >> ครับ >> มันก็ซินครไนได้คือทุกอย่างที่ผมดูอ่ะมันเอาไปปรับใช้ได้หมดอ่ะอ >> ออ >> ล่าสุดผมดูเรื่อง KP Demon Hunter >> อื >> ก็คือเป็นนักร้องที่เป็น KP >> ครับ >> แล้วไปล่าปีศาจ >> ไปฆ่าปีศาจเนี่ยคนก็ไม่เชื่อหรอกว่าผมดูอะไรแบบนี้แต่ผมชอบดูมากเลย >> อ หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน >> เอ่อเล่มล่าสุดที่อ่านจะเป็นหนังสือตัวเองครับ >> โอ้ >> อ่านทบทวนเพราะว่ากำลังจะตีพิมพ์ละ >> ครับ >> ก็โฆษณาไปเลยกันว่า >> เดือนตุลาคมครับงานหนังสือหนังสือแต่หนังสืออะไรเดี๋ยวไปเปิดตัวอีกทีนึง >> โอเคคืออาจารย์กำลังเขียนหนังสือ >> เล่มเล่มแรก >> เล่มแรกเล่มแรก >> อ๋อ ก็เกี่ยวกับอัชญาวิทยานี่แหละมั้ย >> ใช่ครับเกี่ยวกับศาสตร์ด้านอัชญาวิทยา >> ครับ >> อยู่แล้วแล้วก็อ >> เป็นอาจจะเป็นการป้องกันตนในแบบของผมอะไรอย่างเงี้ยต้องไปติดตามดูจริงๆผมเขียนไว้ >> มีอีกเล่มนึงจะเป็นแนววิชาการหน่อยนึงเขียนร่วมกับเอ่อนักอาชญาวิทยาอีก 2 ท่าน ครับซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ตีพิมพ์อื >> จะตีพิมพ์ไล่ๆเรียกกันแหละผมว่านะ >> โอเคอาจารย์ช่วยปิดท้ายรายการให้ผมหน่อย ว่าวันเนี้คำว่าอาจารยวิทยาเราพูดมาตั้งแต่ต้นรายการว่าถูกพูดถึงเยอะมากเลยประชาชนทั่วไปถ้าสนใจเรื่องนี้นะครับอยากเห็นเรื่องของแบบว่าการจับกิริยาท่าทางอะไรแบบนี้นะอาจารย์ หรือแม้แต่ถ้าเป็นเด็ก ม.5 ม.โอเอยากศึกษาต่อทำยังไงเอาประชาชนทั่วไปก่อนแล้วกัน >> ศาสตร์ด้านอาชญาวิทยากับด้านพฤติกรรมวิทยาการอ่านภาษากายเป็นคนละศาสตร์กันนะ ครับต้องสร้างความเข้าใจตรงนี้ก่อน อาชญาวิทยาคือศาสตร์ด้านอาชญากรรม >> ครับ >> ซึ่งเราจะศึกษามิติทั้งผู้ก่อเหตุเหยื่อ และสภาพแวดล้อมทั้งหมดเลยของอาชญากรรม แต่ศาสตร์ด้านภาษากายคือการถอดรหัสร่างกายว่าร่างกายขยับแบบนี้คนขยับรู้สึกอย่างไร ต้องแยกออกเป็น 2 ขา >> อือฮึ >> ถ้าอยากเรียนรู้เรื่องอาชญาวิทยา >> สามารถมาเรียนได้ที่ที่มหาวิทยาลัยที่ผมสอนคือที่มหิดลคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์นะครับผมสอนประจำที่หลักสูตรปริญญาเอกแต่ก็มีช่วยสอนระดับปริญญาโทแล้วก็วิชาปริญญาตรีผมมีด้วยมีเปิดสอนวิชาถอดรหัสภาษากายนะครับส่วนการเรียนเรื่องภาษากายการฝึกที่ดีที่สุดคือการสังเกต >> อื >> การสังเกตผู้อื่นเวลาคนนี้พูดแล้วเค้ารู้สึกไม่ค่อยมั่นใจจะเอามือไปไว้ตรงไหน >> อือฮึ คุณก็สังเกตทุกคนเลยในชีวิตพอสังเกตเสร็จปุ๊บมันก็จะมีเหมือนฐานข้อมูล >> ในหัวของคุณและทีนี้เวลาคุณเจอคนที่มีลักษณะคล้ายคนที่คุณเคยมีฐานข้อมูลอยู่แล้วคุณจะสามารถเข้าใจได้ว่าเขารู้สึกอย่างไรครับ >> ซึ่งศาสตร์นี้ต้องอาศัยการสังเกตสังเกตจดจำอ >> อือฮึ อาจารย์ผมทำมือแบบนี้อยู่เนี่ยเท่าที่อาจารย์สังเกตนี่คืออะไรเนี่ย >> เบสไลน์ครับปกติมือรวบไว้ตรงกลางอยู่แล้ว >> อ ครับ >> ไม่ว่าจะเป็นเทปไหนผมคิดว่าคุณก็น่าจะรวบมือไว้ตรงกลางแบบนี้อยู่แล้ว >> เบสคือค่ามาตรฐานฐานของคนนั้น >> อือหือ >> ซึ่งคนๆนั้นจะมีท่าเคยชินท่าติดทำเป็นนิสัย >> อันนี้เราจะเอาไม่นำมาวิเคราะห์ >> โอ >> เพราะว่าการวิเคราะห์เราต้องตัดเบสไลน์ทิ้ง >> เบสไลน์คือท่าที่เขาทำคุ้นชินอยู่แล้วโดยที่ไม่ได้มีผลต่ออารมณ์ >> อือฮึ >> เหมือนผมอ่ะเวลาพูดผมใช้มือเยอะ >> แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมไม่ขยับเลยผมเอามือไว้ตรงกลางอย่างเงี้ยแสดงว่าข้อมูลที่ผมพูดไม่จำเป็นต้องนึกเป็นสิ่งที่พูดซ้ำมาอยู่แล้ว >> ออ >> การดึงข้อมูลจากความทรงจำเราเรียกว่า recalling memory ครับ >> ซึ่งการใช้มือจะช่วยดึงความจำเป็นภาพได้ดีขึ้น >> อือฮึ >> ถ้าผมไม่ใช้มือแปลว่าเรื่องที่ผมพูดผมพูดมาบ่อยแล้วไม่จำเป็นต้องนึก >> โอ้โห >> เนี่ยครับ >> ไม่นับ >> ไม่นับ >> อ๋อ แต่ถ้าเราอยากสังเกตคือลองพูดเรื่องอื่นๆแล้วดูอากัปกิริยาของเค้านะอาจารย์ >> ถูกต้อง >> ครับ >> หน้าตาคิ้วปากไหล่การหายใจครับมือเท้าดูได้หมดเลยภาษากายคือทั้งหมดของร่างกาย >> ออๆโอ เป็นศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นนะครับ วันนี้ดีใจมากที่ได้คุยกับอาจารย์นะอาจารย์กำลังจะมีหนังสือเดือนตุลาคม >> ตุลาคมเจอกันงานหนังสือครับ >> ครับ มีช่องตัวเอง >> มีมีช่องอ่าฝากเพจแล้วกันครับ เพจชื่อ >> อาจารย์ตรินโพธิรักษาครับ เป็นเพจ Facebook แล้วก็ช่อง TikTok ก็ >> ดร.ตรินจุดโทนี่ >> ครับ >> IG ก็มีครับ >> IG น่าจะชื่อโทนี่จุดตริน >> จำไม่ได้ >> ครับ อาจารย์ >> ครับ >> ฝากไว้เดี๋มงานเราขึ้นภาพให้นะครับ วันนี้ครบถ้วนนะครับแล้วก็ดีใจมากที่ได้คุยกับอาจารย์ครับ ขอบพระคุณครับ >> ยินดีครับ ขอบคุณครับ >> คุณผู้ชมครับ วันนี้ผมทั้งสนุกแล้วก็ตื่นเต้นนะ ได้คุยกับอาจารย์ติน คือผมเชื่อว่า ณ ตอนเนี้ยคนในสังคมเนาะ รวมถึงน้องๆ ม.5 ม.6 หรือแม้แต่อ่ามัธยมเนี่ยคงคงสนใจเรื่องนี้แล้วก็เลยชวนอาจารย์มาคุยนะครับ เพื่อที่ว่าในอนาคตนะครับเราอาจจะมีนักอาชญาวิทยาเพิ่มขึ้นในประเทศไทยแล้วก็มาไขคำตอบหาคำตอบในเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมนะครับ รอติดตามนะครับว่ารายการหน้าเทปหน้าผมจะไปคุยเรื่องใหญ่ของรายการ Head Line กับใครนะครับ วันนี้ลาไปเลย สวัสดีครับ >> สำนักข่าว Today Make Tomorrow day [ปรบมือ]