Transcription
เราคุยประเด็นนี้กันหน่อย เดี๋ยว "นิรนาม" อ่านพาดหัวของข่าวนี้ก่อน "พรบ.ตายดี" ศิษย์ขอจบชีวิตตนเองเพื่อคนไทยเข้าถึงสิทธิ์การดูแลระยะท้ายถ้วนหน้า ส.ส.พรรคประชาชนเสนอกฎหมายตายดีให้คนไทยมีสิทธิ์เข้าถึงการรักษาแบบประคับประคองถ้วนหน้าและการเลือกจบชีวิตตนเอง เดี๋ยวเราคุยรายละเอียดกันค่ะ
ไปที่สายคุณเอกภพ สิทธิวสิทธิวันนะนะคะ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชนค่ะ คุณเอกภพคะ สวัสดีค่ะ
>> สวัสดีครับคุณพพครับ
>> สวัสดีค่ะคุณเอกภพอธิบายให้ฟังก่อน เป็นชื่อเล่นหรือชื่อย่อ "พรบ.ตายดี" คืออะไร แล้วเราเสนอเรื่องนี้ด้วยเหตุผลยังไงบ้างคะ
>> เอ่อครับ ต้องเรียนก่อนว่าจริงๆ พรบ.ที่เสนอเนี่ยมี 2 ฉบับนะฮะ
>> ฉบับแรกชื่อเรื่อง "พรบ.ตายดี" อันนี้คือการเสนอแก้ไขเพิ่มเติม พรบ.สุขภาพแห่งชาติ อ่า ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งมีอยู่แล้วนะครับ
>> ค่ะ
>> แล้วก็อีกฉบับนึงก็คือ "พรบ.ติดขอจบติด" อ่า ยุติชีวิตโดยความสมัครใจด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์นะครับ
>> ค่ะ
>> ก็จะเป็น 2 ประเด็นที่อยู่ในเนื้อข่าวนะครับ ว่าเราจะ อ่า พัฒนาระบบการดูแลแบบประคับประคองอย่างเต็มที่และรวดเร็ว ในขณะที่สิทธิ์การยุติชีวิตตัวเองด้วยความสมัครใจด้วยความช่วยเหลือแห่งการแพทย์อันนี้เนี่ย จะต้องเป็นร่าง พรบ.ที่ อ่า ยังไม่ยังไม่เด้งในการผลักดัน เอ่อ แต่ว่าเร่งในการแสดงความคิดเห็น เปิดพื้นที่การรับฟังจากผู้มีส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ครับ
>> อืม อ่ะ ถ้างั้นเล่าให้ฟังเลยว่าจุดเริ่มต้น หรือวัตถุประสงค์ หรือที่มาเหตุผลอะไร เราถึงมาคุยกันถึงเรื่องของ 2 ฉบับนี้ค่ะ
>> ครับ ฉบับแรกมันก็เกิดขึ้นจาก อ่า การ อ่า การ พรบ.สุขภาพแห่งชาติอันนี้มีมาตรา 12 อยู่แล้ว ที่ให้สิทธิ์ผู้ป่วย ให้สิทธิ์ทุกๆคนเลยครับ ประชาชนที่จะแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาในบั้นสุดท้ายของชีวิต
>> อ่า อยู่แล้วนะครับ อ่า พูดง่ายๆ คือ อ่า เราทุกคนสามารถสั่งเสียได้ เพื่อที่จะจากไปตามธรรมชาติ
>> ค่ะ
>> ไม่ต้องยื้อชีวิต ไม่ต้องยึดความตายนะครับ อ่า ทีนี้เวลา อ่า แสดงเจตนาแล้วเนี่ย มันต้องมีการดูแลคุณภาพชีวิตเกิดขึ้นตามมานะครับ
>> ค่ะ
>> อ่า เราเรียกว่าการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งก็จะ เป็นบริการที่อยู่ในโรงพยาบาล อยู่ที่ชุมชน อยู่ที่บ้านก็ได้ ปัญหาก็คือ การดูแลแบบประคับประคองตอนนี้เนี่ยฮะ มันไม่ได้รับการลงทุนสนับสนุนอย่างเต็มที่
>> ทำให้เกิดภาวะที่ผู้ป่วยบางคนได้รับ ผู้ป่วยบางคนไม่ได้รับ อาจจะอีกครึ่งนึงได้ อีกครึ่งนึงไม่ได้รับ ตกหล่นแบบนี้นะครับ
>> ค่ะ
>> ก็เลย เอ่อ เป็นเจตจำนวนของการเพิ่มอีก 1 มาตรา ที่จะผลักดันการดูแลแบบการประคับประคองให้เป็นสิทธิ์พื้นฐาน
>> แล้วก็ในบทเฉพาะการก็เสนอให้มีการทำแผนระดับชาติว่าด้วยการผลักดันสุขภาวะในระยะท้ายของชีวิตและการตายดีนะ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มารวมความเห็น แล้วก็ทำเป็นแผนชาติ ว่าจะขับเคลื่อนการดูแลแบบประคับประคองให้ทั่วถึงเต็มที่มีคุณภาพ แล้วก็ยั่งยืนไปได้อย่างไรครับ
>> อื ค่ะ
>> อันนี้เป็นฉบับแรกนะฮะ ก็จะมี เอ่อ 2 มาตราที่สำคัญ ก็คือมาตรากำหนดสิทธิ์ว่า การดูแลแบบประคับประคองเป็นสิทธิ์พื้นฐานของประชาชนทุกคน
>> อ
>> แล้วก็อีกมาตรานึงก็คือการขับเคลื่อนด้วยกลไกธรรมชาสุขภาพแห่งชาติครับ
>> อือ่า ฉบับคนแรกต่อมา
>> ส่วนครับ ส่วนอีกฉบับนึงก็จะเป็นฉบับที่ การตั้งแต่พูดถึงว่า เอ๊ การ เอ๋ สิทธิ์ยุติชีวิตด้วย โดยด้วยโดยโดยความสมัครใจด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์เนี่ยครับ
>> อ่า ผู้ช่างคือสิทธิ์ที่จะยุติชีวิตตนเองเนี่ยนะฮะ มัน เอ่อ ใครบ้างที่ควรจะเข้าถึงสิทธิ์นี้ นะครับ คนที่ให้บริการจะเป็นใคร หลักเกณฑ์เงื่อนไขการคุ้มครองความปลอดภัย รวมถึงเรื่องอื่นๆนะฮะ ที่สังคมมีทั้งความต้องการนะครับ จากภาวะสังคมสูงวัย หรือว่าภาวะที่ผู้ดูแลในครอบครัวหาได้ยาก ภาวะขัดสนทางเศรษฐกิจนะครับ แล้วก็อีกจุดนึงคือ เอ่อ เราจะก็ต้องเปิดรับฟังความเห็น
>> อื
>> เพื่อให้ พรบ.ฉบับนี้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วก็ อ่า ฝ่ายที่กังวลก็จะได้แสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่ว่าควรมีหรือไม่ หลักเกณฑ์ควรจะเป็นอย่างไร
>> อ่า อันนี้ก็ตั้งทงไว้ว่าคงต้องพูดคุยกันยาวๆเลยครับ
>> ค่ะ ทั้ง 2 ฉบับนี้ เท่าที่เราได้มีการเริ่มต้นพูดคุยกันมาจนถึงตอนนี้ มีฟีดแบค หรือเสียงสะท้อนกลับมาจากประชาชนเท่าที่ทราบยังไงบ้างคะคุณเอกภพ
>> สำหรับฉบับแรกนะครับ อ่า เรียกว่าเป็นความเห็นพ้องอยู่แล้วนะ อ่า ต้องที่ได้รับการดูแลคุณภาพชีวิตปลาดโดยการดูแลแบบประคับประคอง อีกอย่างนึงกฎหมายฉบับแรกจะเป็นฐาน เป็นสวัสดิการพื้นฐานด้วยครับ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่ต้องการยุติชีวิตเนี่ยได้รับ การดูแลแบบทั่วถึงอยู่แล้ว ไม่ใช่ภาวะที่เป็นการเร่งยุติชีวิตนะ เพราะเพียงเพราะว่าเข้าไม่ถึงการดูแลคุณภาพชีวิตครับ
>> ค่ะ
>> อ่า ดังนั้น ฉบับแรกเนี่ยมีความเห็นพ้อง
>> ค่อนข้างสูงนะครับ แต่ว่ายังคงต้องรับฟังความเห็นต่อไปว่า อ่า ในการเขียนในรายละเอียดเนี่ยนะ จะใช้ถ้อยคำใดที่แน่ใจว่าการดูแลแบบประคับประคองมันจะทั่วถึงนะ ครับ
>> ในฉบับที่ 2 แม้ว่าประชาชนจะต้องการนะครับ เพราะว่าทุกคนต่างก็ต้องการ อ่า อาจจะส่วนใหญ่เลยนะครับ ต้องการที่จะกำหนดได้ ว่าเมื่อไหร่ที่เราอยากจะจากไป
>> อ
>> นะฮะ อ่อ เราจะไปในที่ไหน เมื่อไหร่ เวลาใด โดยใครนะครับ อ่า อย่างมีศักดิ์ศรี แต่ว่าในทางปฏิบัติเนี่ย อ่า ก็จะมีคำถามอีกว่า เอ๊ะ ใครจะเป็นคนทำ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการกระบวนการดูแลในส่วนนี้จะมีจรรยาบรร จริยธรรม แล้วก็ไม่เกิดการละเมิด
>> ดังนั้นก็ เอ่อ อันความเห็นพ้องยังไม่เกิดขึ้นแบบ 100% นะครับ โดยเฉพาะฝั่งของสถาบันสุขภาพสถาการแพทย์ แล้วก็
>> อ่า การควบคุมกำกับจากรัฐบาลครับ
>> อื ทางด้านของของทางการแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ เอ่อ ความคิดเห็นเท่าที่เราทราบเค้าก็มีความคิดเห็นยังไงบ้างคะในประเด็นหลัง
>> ในประเด็นนี้ก็จะมีความกังวลครับ ว่า 2 สิ่งนี้เหมือนกันและไปด้วยกันหรือเปล่านะครับ
>> อ่า อ่า มีความกังวลครับ ว่าจะมีความเข้าใจผิดนะ ว่าการดูแลแบบประคับประคองเป็น เอ่อ กับการยุติชีวิตเป็นส่วนเป็นส่วนเดียวกันนะ ครับ หรือว่ากังวลว่า
>> เอ่อ จะกังวลในใน การการ อ่า การเห็นภาพลักษณ์นะครับ ของแพทย์ที่ดูแลวาระท้ายเนี่ย ว่าจะเป็นคนที่ช่วยให้ตาย
>> อื
>> เร่งการตายหรือเปล่านะครับ ซึ่งอันนี้ก็ต้องอ
>> อ่า สื่อสารให้ชัดเจนต่อไปครับ
>> ค่ะ ถ้าว่าไม่ใช่นะ การดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่การเร่งจบชีวิต แต่เป็นการดูแลคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในวาระหาย
>> อื สมมุติ สมมุติ สมมุติ เอ่อ นิทินขอขอจำลองสถานการณ์อาการป่วย สมมุติเป็นผู้สูงอายุสัก 70 อ่า อาจจะเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ด้วย อาจจะสโตรกด้วย อาจจะเบาหวานคือโรคเยอะมาก จนใช้ชีวิตมันทรมานเหลือเกิน
>> คือเดี๋ยวมันก็ต้องตาย แต่ว่ามันมันไม่ อยากจะรอมันทรมาน มันเจ็บ มันปวด มันโน่น มันนี่ ไหนจะค่าใช้จ่ายในครอบครัว ขอจบชีวิตตัวเองเถอะ เพราะว่าอีกไม่นานมันก็ต้องชีวิตมันต้องจากไปอยู่แล้ว มันทรมานอ่ะ ตรงเนี้ย หมายถึงก็กฎหมายฉบับนี้ใช่มั้ยคะ
>> หมายความว่า เอ่อ กฎหมายฉบับแรกเชื่อว่าจะดูแลคุณภาพชีวิตได้เต็มที่เลย ความปวดทรมานทั้งหลายเนี่ยฮะ
>> ค่ะ
>> ค่าจัดกลางได้
>> อ่า จะช่วยบรรเทาให้นะ ให้ความเจ็บปวดความทรมานเนี่ย ประคับประคองกันไป
>> ใช่ครับ
>> อื
>> ซึ่งกฎหมายฉบับแรกเชื่อว่าดูแลได้สัก 99%
>> แต่อาจจะมี 1% นะ ที่แม้ว่าจะการดูแลประคับประคองจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง เช่น มีความทุกข์ในทางจิตใจ ว่าแม้จะลดความปวดแล้วก็ยังรู้สึกว่าชีวิตไม่มีคุณค่าเลย
>> ใช่ เป็นภาระลูกหลานบ้าง อะไรบ้าง อ
>> ใช่อ่านะ อันนี้ก็ก็ฉบับที่ 2 นะ วิตีชีวิตก็จะมาตอบในส่วนนี้ว่า เอ๊ะ เราไม่จำเป็นที่จะต้องผ่านช่วงทรมานได้มั้ย ขอเร่ง ไหนๆก็จะตายอยู่แล้วนะครับ ขอตายให้เร็วขึ้น อ่า อย่างเร็วขึ้นอย่างมีศักดิ์ศรี แบบที่ 2 นี่แหละที่จะมาตอบความต้องการในส่วน
>> ค่ะ ซึ่งซึแน่นอนว่าถ้า พรบ.ที่ผ่านแล้วก็ออกมา บุคลากรทางการแพทย์เนี่ย จะจะไม่มีความผิด ไม่ต้องมีการรับผิดชอบทางกฎหมายใดๆ เพราะว่ามันจะต้องมีการเซ็นหนังส่งหนังสือยินยอม ครับ ก็กระบวนการเนี้ยฮะ เต้องแน่ใจด้วยว่า อ่า เป็นกระบวนการที่มีความรัดกลุ่มค่ะ
>> ครับ รวมถึงการพูดคุยการให้ความรู้อย่างตกผลึกครับ ว่าถึงกฎหมายจะไม่มีความผิด แต่ว่าเราจะดูแลความรู้สึกผิดของบุคลากรสุขภาพและครอบครัวได้อย่างไร อันนี้สังคมคงจะต้อง
>> พูดคุยคุยกันยาวนานครับ
>> อื ค่ะ นี่ที่น่าเข้าใจในใน โดยเฉพาะ พรบ.ประเด็นหลังเนี่ยนะคะ แต่ว่าอาจจะมีคำถามเกิดขึ้นบางคำถามว่า ทำไมตั้งแต่แรกจู่ๆ ถึงมาคิดเรื่องความเรื่องของความตาย เรื่องของประสงค์อยากจะตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บด้วยความทรมานที่เป็นเนี่ย ขอตายเถอะแบบไม่ผิดกฎหมาย บุคลากรก็ไม่ผิด ใครก็ไม่ผิด ทำไมจู่ๆเราถึงจะคิดหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดนะคะ
>> จริงไม่ไม่ใช่จู่ๆนะครับ แต่ว่าความต้องการนี้มันเกิดขึ้นมาพอสมควรแล้ว เคสแรกๆที่สังคมพูดเรื่องนี้น่าจะเป็นคุณกอล์ฟในปี 2562 นะครับ ที่เผชิญความทุกข์ทรมานมากเลยนะครับ
>> เอ่อ มีหลายอย่างนี่แหละนะ แล้วก็
>> เอ่อ แล้วก็ระบบการดูแลคุณภาพชีวิตก็ไม่สามารถตอบโจทย์ได้นะครับ ต้องบินไปในประเทศที่มีบริการช่วยยุติชีวิตอยู่นะ
>> แล้วหลายคนเนี่ยก็เหมือนกับเคสนี้ ก็เป็นแรงบันดาลใจที่จะเก็บเงินเก็บทองนะ หวังว่าวาระสุดท้ายก็จะได้กำหนดนะ อ่า จุติชีวิตตัวเอง อ่า มาเพื่อไม่ต้องผ่านพ้นความทรมาน
>> ค่ะ
>> อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สังคมพูดคุยกันมาหลายปีแล้วนะครับ แล้วก็ใน
>> ในหลายประเทศก็เริ่มที่จะ
>> อื
>> อ่า มีบริการตรงนี้นะครับ ที่จะ อ่า เคารพศักดิ์ศรีของวาระสุดท้ายของคนทุกคน ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องการการ อ่า จากไปแบบนี้นะครับ จะเป็นประชากรส่วนน้อยเท่านั้น
>> อ
>> อ่า แต่ว่า
>> มันก็เป็นทางเลือกทางนึงนะครับ ที่อ
>> อาจจะช่วย อ่า ให้ระบบการดูแลวาระท้ายที่มันมีอยู่เนี่ย พัฒนาขึ้นไปด้วย เพื่อที่จะค่ะ
>> อ่า ดูแลประชากรส่วนใหญ่แล้วก็รองรับแน่ใจว่าทุกคนจะไม่ต้องผ่านพ้นความทุกข์ทรมานที่มันกลับไปสำหรับมนุษย์และครอบครัวครับ ที่เรียกว่าเป็นการเสนอรูปแบบที่เรียกว่าเมจใช่มั้ยคะ การช่วยเหลือทางการแพทย์เพื่อการจบชีวิต
>> ครับ ก็แต่ละประเทศจะเรียกเรียก เอ่อ สิ่งนี้ต่างกันไป เมจเนี่ยย่อมมาจาก Medical Assistance in Dying นะครับ คือ
>> อ่า ในช่วงเวลาการตาย เราจะให้ความรู้หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์ การดูแลทางการแพทย์มาช่วยให้อ่า วาระท้ายเนี่ยดีขึ้นได้ยังไงนะครับ ซึ่งเป็นการเร่งจบชีวิตนะ ในขณะที่หลายประเทศก็อาจจะเรียกสั้นๆว่า assisted dying นะครับ การช่วยในช่วงเวลาของการตายนะครับ
>> ก็แต่ละประเทศก็มีวิธีการนะฮะ มีแนวทางที่แตกต่างออกไป จุดที่เหมือนกันก็คือ
>> อ่า ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้ป่วยระยะท้ายแล้วนะครับ จะต้องมีกรรมการ มีคณะกรรมการที่มารีวิวมาช่วยดูครับ ว่าผู้ป่วยคนนี้ยังสามารถได้รับการดูแลจากแนวทางปกติ จากการดูแลแบบประคับประคอง หรือสวัสดิการสังคมอื่นๆที่รัฐมีให้ หรือชุมชนมีให้ เข้าถึงแล้วหรือยังนะครับ
>> ถ้ายังไม่เข้าถึง
>> ก็นักสังคมสงเคราะห์ก็จะช่วยให้เค้าได้เข้าถึงส่วนนี้
>> อ่า จะมีประชาชนบางคนที่รู้สึกดีจากการได้ รับการดูแล กำหนดความปวด อ่า ปัญหาเศรษฐกิจ ได้รับการแก้ไข เพราะรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าต่อไป ไม่เอาะ ไม่ต้อง อ่า จบ ไม่ต้องเร่งจบชีวิตก็ได้ อยู่อย่างมีคุณค่าต่อไปครับ
>> อ่า คือจะพยายามก่อน ทำให้ชีวิตมีคุณภาพต่อไป ท่ามกลางความเจ็บป่วย หรือใดๆก็ตาม จะพยายามก่อน แต่ถ้าพยายามท้ายที่สุดแล้ว เจ้าตัวคิดว่าขอไปเถอะ ไปแบบมีศักดิ์ศรี ไม่ได้เป็นการฆ่าตัวตาย ก็คือประมาณอย่างนี้เลย แต่ว่าน่าสนใจที่คุณเอกภพได้มีการเขียนหรือเปล่าคะ ช่วงนึงที่บอกว่าข้อเสนอ นี้ก็มีการเผื่อแตะเบรกไว้ในบทเฉพาะการ คือถ้าข้อเสนอในมาตรานี้ผ่าน จะยังไม่ได้ประกาศใช้ทันทีกันก่อนความเป็นไปได้ทบทวนความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างที่บอกเมื่อครู่นะคะ ความพร้อมประชาชน ระบบสุขภาพ สังคมที่สหราชอาณาจักรกฎหมายผ่านแต่กว่าจะเริ่มใช้รอความพร้อมถึง 4 ปี คือ 4 ปี อย่างของสหราชอาณาจักรทำอะไรนะคะ พอกฎหมายผ่าน
>> เก็เก็ เอ่อ กฎหมายผ่านแล้ว มันต้องมีการเตรียมบุคลากร มีการให้ความรู้ความเข้าใจของสังคมนะ
>> ครับ
>> อ่า รวมถึงว่า อ่า หน่วยให้บริการเนี่ย อยู่ตรงไหน ซึ่งหลังจากกฎหมายผ่านแล้ว มันจะยังไม่มีสิ่งนี้ทันที ก็มีการฝึกอบรมให้ความรู้นะ ลงนะครับ แล้วก็เนี่ย ตรงเนี้ย ช่วงนี้ใช้เวลานะครับ ซึ่ง
>> ซึ่ง อ่า ก็เลยต้องมีช่วงเวลาก่อนที่จะจัดให้เกิดบริการนะฮะ รวมถึงการกำหนดหลักเกณฑ์ด้วยว่า เอ๊ะ ช่วงแรกๆ จากเกณฑ์ส่วนจะเข้มไว้ก่อนมั้ยนะ แล้วก็พอสังคมเข้าใจ เห็นภาพแล้วก็ดูปรับจากเกณฑ์ให้เหมาะสม อื
>> อาจจะเข้มขึ้น อาจจะเปิดกว้างขึ้น อันนี้ก็ต้องมีคนที่มาเรียกว่าคณะนะครับ หรือว่าจะเป็นคณะทำงานที่เกาะติดเรื่องนี้อย่างจริงใจครับ
>> อ่า เอาล่ะ เข้าใจในประเด็นนี้นะคะ เรียบร้อย 2 พรบ. ขออนุญาตส่งท้ายสักนาที 2 นาที คุณเอกภพ ตอนนี้บรรยากาศสมาชิกพรรคเราเป็นยังไงบ้างคะ วันนี้ชี้ชะตา 44 สส. 9 ไกล คุณเอกภพอยู่พรรคประชาชน บรรยากาศของพรรคเป็นยังไงบ้างคะตอนนี้
>> ครับ บรรยากาศก็
>> ค่ะ
>> เอ่อ ที่ว่ามีกลุ่มมีกลุ่มที่ยังคงทำงานอย่างเต็มที่นะ เมื่อวานยังคงอภิปรายกันอย่างเต็มที่ในสภานะครับ แล้วก็
>> อ่า สส. หรือว่าสมาชิกที่ทำงานตามประเด็นก็ยังทำงานอย่างเต็มที่นะครับ
>> วันนี้ก็ติดตามอย่างมีสติแล้วก็ อ่า วาง วาง วางเส้นทางเดินต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นี้ก็สมาชิกทุกคนยังคงมีกำลังใจ ผมเองก็ด้วยเช่นกันครับ
>> นะคะ การทำงานในฐานะ สส. เป็นผู้แทนราษฎรก็ยังคงต้องเดินหน้าทำงานต่อไป อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แล้วก็มาปรับตัวปรับทัพว่ากันอีกที พรรคประชาชนก็สู้ไม่ถอยกันต่อไป
>> ครับ แต่ที่แน่นอนคือ เอ่อ สส. มีทำ มีภารกิจหลักคือการเสนอกฎหมายต่อสังคม ถ้าสังคมรู้สึกว่า เอ่อ ไม่โอเคนะ ก็สามารถส่งเสียงได้ แต่ไม่ควรที่จะให้อ่านิติสงคราม หยุดยั้งอำนาจของผู้แทนราษฎรในการเสนอ อ่า ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมครับ
>> โอเค ชัดเจนเดี๋ วันนี้รอติดตามเรื่องของ อ่า เรื่องที่เราคุยกันด้วย แล้วก็เรื่องของ พรบ.ที่คุณเอกภพว่า ติดตามกันยาวๆนะคะ วันนี้ขอบคุณนะคะที่มาคุยกัน
>> ครับ ขอบคุณคุณพบที่ให้เกียรติครับ
>> ค่ะ สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะ คุณเอกภพ สิทธิวันทนะนะคะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชนนะ ก็แล้วแต่ ถ้าใครสนใจอยู่ก็ลองไปติดตามเพิ่มเติมนะคะ สำหรับประเด็นชื่อเล่นของ พรบ.ฉบับนี้ คือ "พรบ.ตายดี"