📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

หยุดคิดมากทันที! แค่เข้าใจสิ่งนี้ | สรุปหนังสือ พลังแห่งจิตปัจจุบัน (The Power of Now)

เล่มล่าสุด25:10

Transcription

คุณเคยมนอนพลิกตัวไปมาตอน 2:00 น. ทั้งที่ร่างกายเหนื่อยจะขาดใจแต่สมองกลับไม่ยอมหยุดวิ่ง คุณเคยหรือเปล่าขับรถฝ่ารถติดไปทำงานแต่ใจลอยไปถึงการประชุมพรุ่งนี้ หรือกังวลกับความผิดพลาดเมื่อวานจนแทบจำไม่ได้ว่าขับรถมาถึงที่ทำงานได้อย่างไร

นี่คือความจริงที่น่าเหนื่อยหน่ายของคนเมืองเรา ตื่นมาพร้อมกับความเร่งรีบ แบกความกังวลเรื่องหนี้สิน ฆ่าผ่อนบ้านผ่อนรถ หรือแม้แต่ดราม่าในที่ทำงานที่กัดกินใจเราอยู่เงียบๆ เราวิ่งวุ่นทั้งวันเพื่อจัดการปัญหาภายนอก แต่กลับรู้สึกว่าความวุ่นวายที่แท้จริงไม่เคยจางหายไปไหน

เรามักโทษเศรษฐกิจ โทษรถติด หรือโทษคนรอบข้างเป็นสาเหตุของความทุกข์ แต่เคยสังเกตมั้ยว่า ต่อให้เราหนีไปเที่ยวไกลสุดขอบฟ้า ความกังวลเหล่านั้นก็ตามเราไปอยู่ดี นั่นเป็นเพราะศัตรูตัวร้ายที่สุดไม่ใช่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ และไม่ใช่สภาพการจราจร แต่คือเสียงในหัวของเราเอง เสียงที่คอยพร่ำบอก วิพากษ์วิจารณ์ และฉายภาพยนตร์ซ้ำๆ เกี่ยวกับอดีตและอนาคตอย่างไม่จบสิ้น

มันคือเสียงที่คุณได้ยินอยู่ตอนนี้ เสียงที่ทำให้คุณไม่เคยสัมผัสกับความสงบที่แท้จริงเลย และหากคุณปล่อยให้มันครอบงำชีวิตต่อไป คุณอาจจะสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไปโดยไม่รู้ตัว สิ่งนั้นคือปัจจุบัน

และหากสิ่งที่คุณเพิ่งได้ยินไปเมื่อสักครู่ มันสะกิดใจจนคุณรู้สึกว่า "ใช่เลย นั่นมันเสียงในหัวของฉันชัด" หากคุณกำลังโหยหาปุ่มหยุดเพื่อปิดสวิตช์ความวุ่นวายเหล่านั้น ยินดีต้อนรับเข้าสู่รายการเล่มล่าสุด ฟังหนังสือเปลี่ยนชีวิตครับ พื้นที่ที่คัดสรรหนังสือเล่มสำคัญมาย่อยแก่นความคิดเพื่อยก ระดับจิตวิญญาณของคุณ

ก่อนที่เราจะเดินหน้ากันต่อ ผมอยากเชิญชวนให้คุณกดปุ่ม Subscribe หรือกดติดตามช่องของเราไว้สักนิดนะครับ เพื่อที่คุณจะได้ไม่พลาดเนื้อหาดีๆ ที่จะช่วยเติมเต็มพลังใจให้คุณในทุกๆ ตอนครับ

สำหรับหนังสือที่เรากำลังเจาะลึกกันอยู่นี้คือ The Power of No หรือในฉบับภาษาไทยชื่อ "พลังแห่งจิตปัจจุบัน" นี่ไม่ใช่หนังสือจิตวิทยาธรรมดาทั่วไป แต่มันเปรียบเสมือนคัมภีร์ทางจิตวิญญาณร่วมสมัยที่ทรงพลังที่สุดเล่มหนึ่งของโลก เขียนโดย Eckhart Tolle หนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่เป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูพาคุณออกจากคุกทางความคิดที่คุณสร้างขังตัวเองไว้โดยไม่รู้ตัวครับ

และแน่นอนครับ การฟังผมเล่าอาจจะให้ภาพรวมและความเข้าใจ แต่หากคุณต้องการซึมซับทุกถ้อยคำ ทุกประโยคที่ถูกกลั่นกรองมาอย่างลึกซึ้ง ผมแนะนำให้คุณหาหนังสือเล่มจริงมาติดตัวไว้ครับ คุณสามารถกดสั่งซื้อได้จากลิงก์ที่ผมแปะไว้ให้ในคำบรรยายด้านล่างได้เลยนะครับ

คุณครับ เรามักถูกปลูกฝังความเชื่อชุดหนึ่งมาตั้งแต่เด็กจนโต ความเชื่อที่ว่าความสุขคือสิ่งที่ต้องรอคอย เราบอกตัวเองว่า "เดี๋ยวเรียนจบก็สบาย" "เดี๋ยวเก็บเงินได้ร้านแรก" จะมีความสุข "เดี๋ยวผ่อนบ้านหมดชีวิตจะสงบ" เราโยนความหวังทั้งหมดไปไว้ในอนาคต

แต่ความลับที่หนังสือเล่มนี้กำลังจะเปิดเผย และเป็นแก่นแท้ที่จะปลดล็อคชีวิตของคุณทันที คือความจริงที่ว่า คุณไม่จำเป็นต้องรอพรุ่งนี้ คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ประสบความสำเร็จ หรือรอให้ใครมารักคุณก่อน ถึงจะมีความสุขได้ ความสงบที่แท้จริงนั้นพร้อมให้คุณเข้าถึงได้ เดี๋ยวนี้ ณ วินาทีนี้เลย

มันฟังดูเหลือเชื่อใช่ไหมครับ จริงๆ แล้วเคล็ดลับนี้มันเรียบง่ายมาก ง่ายจนน่าตกใจ และเพราะความที่มันง่ายดายเหมือนเส้นผมบังภูเขา นี่แหละครับ มนุษย์เราถึงมองข้ามมันไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อไปไขว่คว้าหาสิ่งที่ซับซ้อนกว่า

แต่ก่อนที่เราจะไปเฉลยว่าความลับอันเรียบง่ายนั้นคืออะไร และทำอย่างไรเราถึงจะเข้าถึงมันได้ ผมอยากพาคุณย้อนเวลากลับไปสักนิดครับ ไปดูจุดเริ่มต้นของปัญญาญาณนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นท่ามกลางทุ่งลาเวนเดอร์ หรือความสุขสมหวัง แต่มันถือกำเนิดขึ้นจากชายคนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่ปากเหวของความทุกข์ทรมานที่สุดในชีวิต ชายคนนั้นคือ Eckhart Tolle ครับ

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 40 กว่าปีก่อน ที่เขาจะกลายมาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีคนเคารพรักทั่วโลกอย่างทุกวันนี้ ชีวิตของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือเต็มไปด้วยทุ่งลาเวนเดอร์อย่างที่เราอาจจะจินตนาการไว้นะครับ ตรงกันข้ามเลยครับ Eckhart ในวัยหนุ่ม ช่วงอายุ 20 ปลายๆ เป็นคนที่มีความทุกข์ระทมอย่างแสนสาหัส เขาต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวลขั้นรุนแรงมาเป็นเวลานาน ชีวิตของเขาในตอนนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเกลียดชัง ไม่ใช่แค่เกลียดโลกนะครับ แต่เขาเกลียดแม้กระทั่งตัวของเขาเอง

จนกระทั่งคืนหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาอายุได้ 29 ปี ความทุกข์ที่สะสมมามันทวีความรุนแรงจนถึงขีดสุด เขาตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น ความคิดที่จะจบชีวิตตัวเองผุดขึ้นมาในหัว มันหนักหนาสาหัสจนเขารำพึงกับตัวเองออกมาว่า "ฉันทนอยู่กับตัวเองไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว"

ประโยคนี้แหละครับที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด ในขณะที่ประโยคนี้วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในหัว จู่ๆ เขาก็เกิดความเอะใจขึ้นมา เหมือนมีปัญญาญาณสว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด เขาตั้งคำถามกับประโยคนั้นว่า "เดี๋ยวนะ ถ้าฉันทนอยู่กับตัวเองไม่ไหว แสดงว่ามันต้องมี 2 คนสิ คือฉันและตัวของฉัน" เขาเริ่มสงสัยว่าบางทีอาจจะมีแค่ 1 ใน 2 คนนี้เท่านั้นที่มีตัวตนอยู่จริง อีกคนอาจจะเป็นเพียงภาพลวงตา

วินาทีที่คำถามนี้เกิดขึ้น มันเหมือนกับการถอดสลักระเบิดทางจิตวิญญาณเลยครับ จิตของเขาเกิดการตื่นรู้ฉับพลัน ความคิดปรุงแต่งที่เคยหนาทึบ ตัวตนจอมปลอมที่สร้างความทุกข์ ความเศร้ามาตลอดชีวิต มันพังทลายลงเหมือนตึกที่ถูกระเบิดฐานราก สิ่งที่เหลืออยู่คือความว่างเปล่า แต่เป็นความว่างเปล่าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงบ ความตื่นรู้ และความเบิกบานอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

เช้าวันรุ่งขึ้น Eckhart ตื่นมามองเห็นโลกใบเดิม แต่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปครับ แสงแดดที่ลอดผ่านผ้าม่าน เสียงนกร้อง ทุกอย่างดูสดใสและมีชีวิตชีวาราวกับว่าเขาเพิ่งเคยเกิดมาบนโลกนี้เป็นครั้งแรก ความทุกข์ที่เคยแบกไว้หนักอึ้งหายไปจนหมดสิ้น

หลังจากเหตุการณ์คืนนั้น คุณเชื่อไหมครับว่า Eckhart Tolle ใช้เวลาเกือบ 2 ปีหลังจากนั้น ในการนั่งอยู่เฉยๆ บนม้านั่งในสวนสาธารณะ Washington Square กลางกรุงลอนดอน เขาไม่ได้ทำงาน ไม่มีสถานะทางสังคม คนภายนอกอาจจะมองว่าเขาเป็นคนไร้บ้าน หรือคนบ้าที่เอาแต่นั่งยิ้ม แต่ภายในใจของเขา เขากำลังดื่มด่ำกับความสุขสงบอย่างลึกซึ้ง ความสุขที่ไม่ต้องพึ่งพาเงินทอง ไม่ต้องพึ่งพาความสำเร็จ และไม่ต้องรออนาคต

จากประสบการณ์ตรงนี้เองครับ ที่ทำให้เขาตกผลึก และกลายมาเป็นครูผู้ชี้ทางให้คนทั่วโลกได้เห็นความจริงข้อหนึ่ง ความจริงที่ว่า สาเหตุแห่งความทุกข์ส่วนใหญ่ของมนุษย์เรา ไม่ได้มาจากสถานการณ์ภายนอก ไม่ได้มาจากรถติด เศรษฐกิจแย่ หรือใครมาว่าร้ายเรา แต่มันมาจากเสียงในหัวของเราเอง

เรามักจะเข้าใจผิดครับ เราคิดว่าเสียงความคิดที่พูดจ้ออยู่ในหัวเราตลอดเวลา เสียงที่ชอบตัดสิน บ่นด่า หรือกังวลสารพัดเนี่ย คือตัวเรา แต่สิ่งที่ Eckhart ค้นพบในคืนนั้น และกำลังจะบอกพวกเราทุกคนก็คือ คุณไม่ใช่เสียงเหล่านั้นครับ

แล้วถ้าเราไม่ใช่เสียงในหัว เราคือใคร แล้วเราจะแยกตัวเองออกจากเสียงที่คอยสร้างความวุ่นวายในใจ เปรียบเสมือนละครดราม่าหลังข่าวที่ฉายวนซ้ำๆ ได้อย่างไร เพื่อให้เรากลับมามี ความสงบเย็นได้เหมือนกับที่ Eckhart พบเจอ เดี๋ยวเรามาไขความลับข้อนี้กันต่อครับ ในหัวข้อที่สำคัญมากที่ชื่อว่า "คุณไม่ใช่ความคิดของคุณ"

จากช่วงที่แล้วที่เราทิ้งท้ายกันไว้ครับว่า ถ้าเราไม่ใช่เสียงที่พูดจ้ออยู่ในหัว แล้วเราคือใคร นี่คือหัวใจสำคัญของหนังสือ The Power of Now เลยทีเดียวครับ และเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Eckhart Tolle หลุดพ้นจากความทุกข์ได้

ลองจินตนาการภาพตามผมนะครับ สมมุติว่าคุณกำลังนั่งดูละครทีวีเรื่องโปรดอยู่ที่บ้าน ในจอทีวีกำลังฉายฉากดราม่า ตัวละครกำลังโกรธแค้น ร้องไห้ฟูมฟาย หรือกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ถามว่าคุณที่นั่งดูอยู่บนโซฟา คุณรู้สึกเจ็บปวดไปกับตัวละครมั้ยครับ หรือคุณร้องไห้จนตาบวมเหมือนนางเอกในเรื่องจริงๆ หรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ไหมครับ คุณคือคนดู คุณแยกขาดจากสิ่งที่ถูกดูในจอทีวีนั้น

แต่ในชีวิตจริงของพวกเรา เรามักจะลืมตัวครับ เรากระโดดเข้าไปเล่นเป็นตัวละครในหัวของเราเอง โดยไม่รู้ตัว ลองนึกถึงสถานการณ์ใกล้ตัวที่เราเจอกันบ่อยๆ ดูสิครับ อย่างเวลาเช้าวันจันทร์ที่เร่งรีบ แล้วเราต้องไปติดแหง็กอยู่บนถนนลาดพร้าว หรือแยกอโศก รถไม่ขยับเลยสักนิด วินาทีนั้นแหละครับ เสียงในหัวของเราจะเริ่มทำงานทันที "โอ๊ย ทำไมรถต้องมาติดตอนนี้ด้วยเนี่ย คันน่าจะเบรกอะไรนักหนา สายแน่ๆ เลย เจ้านายต้องด่าแน่ๆ รู้งี้ออกเช้ากว่านี้ดีกว่า"

เห็นมั้ยครับ เหตุการณ์จริงๆ คือรถติด นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น แต่ความทุกข์ที่เรา รู้สึกร้อนรุ่มใจ มันไม่ได้มาจากรถที่จอดนิ่งๆ ครับ แต่มันมาจากเสียงภาคในหัวเราต่างหาก ที่มันคอยตัดสิน คอยบ่น และปรุงแต่งเรื่องราวไปไกล จนบางทีเราหงุดหงิดลามไปถึงเรื่องอื่น หรือพาลไปโมโหใส่คนข้างๆ

Eckhart Tolle บอกไว้อย่างน่าสนใจครับว่า "ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราใช้ความคิด แต่ปัญหาคือเราหยุดคิดไม่ได้ เราเสพติดความคิดเหมือนคนติดยา และที่น่ากลัวคือเราคิดว่าเสียงเหล่านั้นคือตัวเรา"

ดังนั้น วิธีการที่จะหลุดพ้นจากวงจรนี้ ไม่ใช่การพยายามหยุดคิด หรือกดข่มมันไว้นะครับ Eckhart แนะนำวิธีที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก นั่นคือการฝึกเป็นผู้เฝ้าดู หรือ The Watcher ครับ

การเป็นผู้เฝ้าดู คือการที่เราถอยออกมา 1 ก้าว เหมือนตอนที่เรานั่งดูทีวีนั่นแหละครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความคิดลบๆ ผุดขึ้นมา เช่น เวลาโดนเพื่อนร่วมงานพูดจากระทบกระเทียบ แล้วเสียงในหัวเราเริ่มตะโกนว่า "หนอย กล้าดียังไงมาว่าฉัน" ให้เราทำหน้าที่แค่รู้ครับ รู้ทันว่า "อ๋อ ตอนนี้มีความคิดโกรธเกิดขึ้นนะ" "อ๋อ ตอนนี้เสียงในหัวกำลังบ่นนะ" ฟังเสียงนั้นเหมือนฟังเสียงลมพัด หรือเสียงนกร้อง ฟังด้วยความสงบ โดยไม่ต้องเข้าไปตัดสินว่าเสียงนั้นถูกหรือผิด และไม่ต้องกระโดดลงไปร่วมวงดราม่ากับมัน

เมื่อคุณเริ่มแยกตัวออกมาเป็นผู้เฝ้าดูได้ คุณจะพบความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งครับ คือเสียงคิดเหล่านั้น เมื่อมันถูกรู้ทัน มันจะค่อยๆ แผ่วลง และจางหายไปเอง เพราะมันขาดพลังงานที่เราเคยส่งไปหล่อเลี้ยงมัน

และในช่องว่างระหว่างความคิดที่เงียบลง นั่นเองครับ คุณจะได้สัมผัสกับตัวตนที่แท้จริงของคุณ ตัวตนที่สงบ ตื่นรู้ และเปี่ยมไปด้วยพลัง ซึ่ง Eckhart Tolle เรียกว่าเป็นสภาวะของการตื่นรู้ หรือ Enlightenment นั่นเองครับ

แต่แน่นอนครับว่า เจ้าเสียงในหัว หรืออัตตาของเราเนี่ย มันฉลาดมากพอ มันรู้ว่าเราเริ่มจะเท่าทันมัน มันก็จะพยายามหาเรื่องอื่นมาดึงความสนใจเราไป และเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่มันชอบใช้ คือการพาเราหนีไปจากปัจจุบัน โดยการลากเรากลับไปจมอยู่กับอดีต หรือไม่ก็หลอกให้เรากังวลกับอนาคต ซึ่งนี่แหละครับคือกับดักทางจิตวิทยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่มนุษย์เราติดอยู่ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเข้าไม่ถึงความสุขที่แท้จริงสักที

เรื่องราวของเวลาที่เป็นเพียงภาพลวงตาจะเป็นอย่างไร และทำไม Eckhart Tolle ถึงบอกว่าอดีตและอนาคตไม่มีอยู่จริง เดี๋ยวเรามาเจาะลึกเรื่องนี้กันต่อเลยครับ

ต่อเนื่องจากเมื่อสักครู่นะครับ ที่ผมทิ้งท้ายไว้ว่าเวลาอาจจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่หลอกตาเราอยู่ ฟังดูแล้วอาจจะขัดแย้งกับความรู้สึกของเราใช่มั้ยครับ เพราะในชีวิตประจำวันเราต้องดูนาฬิกา เราต้องวางแผน เรามีความทรงจำ แต่ถ้าเราลองวางความรู้เดิมๆ ลงก่อน แล้วลองพิจารณาตามที่ Eckhart Tolle ชวนให้เรามองดูจริงๆ คุณจะพบความจริงที่น่าตกใจข้อหนึ่งครับว่า ชีวิตของเราไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต และไม่เคยเกิดขึ้นในอนาคตเลย ชีวิตเกิดขึ้นที่นี่ เดี๋ยวนี้ ในวินาทีนี้เท่านั้นครับ

Eckhart Tolle ย้ำเสมอครับว่า อดีตเป็นเพียงร่องรอยความทรงจำที่เราดึงกลับมาคิดในปัจจุบัน ส่วนอนาคตก็เป็นเพียงภาพที่เราจินตนาการขึ้นมา ซึ่งเราก็จินตนาการมันในขณะปัจจุบันเช่นกัน ไม่เคยมีใครสัมผัสอดีต หรืออนาคตได้จริงๆ เพราะเมื่ออนาคตมาถึง มันก็กลายเป็นปัจจุบันไปเสียแล้ว

และสาเหตุหลักที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ก็เพราะเราปฏิเสธช่วงเวลาปัจจุบันนี่แหละครับ เรามักจะเอาใจของเราหนีไปอยู่ที่อื่น ลองจินตนาการดูนะครับ สมมุติเป็นช่วงพักเที่ยง คุณกำลังนั่งทานข้าวเกลากะเพราไก่ไข่ดาวร้านโปรดของคุณอยู่ กลิ่นกะเพราหอมฉุย ไข่ดาวกรอบๆ กำลังร้อน แต่ในหัวของคุณกลับกำลังกังวลเรื่องพรีเซนเทชั่นงานตอนบ่าย หรือไม่ก็นั่งนึกเจ็บใจคำพูดของหัวหน้าเมื่อตอนเช้า

ผลคืออะไรทราบไหมครับ รสชาติของกะเพราไก่จานนั้นแทบจะหายไปเลย คุณเคี้ยว คุณกลืน แต่คุณไม่ได้รับรู้รสชาติจริงๆ ของมัน ร่างกายคุณอยู่ที่ร้านอาหาร แต่จิตใจคุณไปอยู่ในห้องประชุมตอนบ่าย หรือกลับไปอยู่ในห้องทำงานเมื่อเช้า คุณได้สูญเสียชีวิตในขณะนี้ไปแล้วอย่างน่าเสียดาย

ความกังวล คือการที่เราเอาใจไปผูกไว้กับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ส่วนความเสียใจ หรือความรู้สึกผิด คือการที่เราเอาใจไปจมอยู่กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว ทั้งหมดนี้คือต้นตอของความทุกข์ครับ

แต่ไม่ได้บอกให้เราทิ้งนาฬิกา หรือเลิกวางแผนชีวิตนะครับ เขาแบ่งเวลาออกเป็น 2 ประเภทไว้อย่างน่าสนใจมากครับ อย่างแรกคือ "เวลาทางนาฬิกา" นี่คือเวลาที่เราใช้ในทางปฏิบัติครับ นัดประชุมตอน 10:00 น. ต้องขับรถไปทำงาน การเรียนรู้วิชาการจากอดีตเพื่อมาใช้ในงาน สิ่งนี้จำเป็นและไม่มีปัญหาอะไรครับ

แต่ปัญหาจะเกิดเมื่อเราเปลี่ยนมันให้กลาย เป็น "เวลาทางจิตวิทยา" เวลาทางจิตวิทยาคืออะไร คือการที่เราแบกเรื่องราวในอดีตมาเป็นอัตตาตัวตนของเรา เช่น การบอกตัวเองซ้ำๆ ว่า "ฉันเป็นคนล้มเหลวเพราะเคยทำธุรกิจเจ๊งเมื่อ 5 ปีก่อน" หรือการแบกความคาดหวังในอนาคตว่า "ฉันจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อฉันรวยแล้วเท่านั้น" การเปลี่ยนเวลาทางนาฬิกาให้กลายเป็นเวลาทางจิตวิทยานี่แหละครับ ที่ทำให้เราหนักอึ้งเหมือนเราแบกกระสอบทรายเดินไปเดินมาตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ตัวเรานั่งอยู่เฉยๆ

เมื่อเราฝึกที่จะแยกแยะได้ว่าอันไหนคือการวางแผนตามเวลาปกติ และอันไหนคือการปรุงแต่งทางจิตวิทยาที่ทำให้เราทุกข์ เราจะเริ่มเห็นช่องว่าง และกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้บ่อยขึ้นครับ

แต่ก็นั่นแหละครับ สำหรับหลายๆ คนที่สะสมเวลาทางจิตวิทยาไว้เยอะๆ สะสมความเจ็บปวด ความน้อยใจ ความโกรธแค้นจากอดีตเอาไว้มานานปี พลังงานลบเหล่านี้มันไม่ได้หายไปไหนครับ แต่มันรวมตัวกันกลายเป็นกลุ่มก้อนพลังงานบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา เรียกเจ้าก้อนพลังงานนี้ว่า "pain body" หรือ "ก้อนทุกข์" มันเหมือนสิ่งมีชีวิตปรสิทธิ์ที่คอยจ้องจะเล่นงานเรา โดยที่เราไม่รู้ตัว

เคยมั้ยครับ ที่อยู่ๆ เรื่องเล็กนิดเดียว กลับทำให้เราโมโหจนบ้านแตกได้ นั่นแหละครับคือฝีมือของมัน เจ้าก้อนทุกข์ที่ว่านี้มันทำงานอย่างไร แล้วเราจะจัดการกับมันได้อย่างไร เดี๋ยวช่วงหน้าเรามาแกะรอยเจ้าตัวร้ายนี้กันครับ

ยินดีต้อนรับกลับมาครับ เรากำลังพูดถึงเรื่องที่น่าสนใจและใกล้ตัวพวกเราทุกคนมาก นั่นก็คือเจ้า pain body หรือก้อนทุกข์นั่นเองครับ ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพที่สุด ลองจินตนาการว่าในตัวของเรา นอกจากร่างกายเนื้อหนังและความคิดแล้ว มันยังมีสิ่งมีชีวิตอีกตัวนึงอาศัยอยู่ครับ Eckhart เปรียบมันเหมือนกับปรสิทธิ์ที่มองไม่เห็น ซึ่งเจ้าปรสิทธิ์ตัวนี้มันก่อตัวขึ้นจากตะกอนอารมณ์ที่เราสะสมมาตั้งแต่อดีต ความเสียใจในวัยเด็ก ความผิดหวังจากรักครั้งก่อน ความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้ ทั้งหมดนี้ไม่ได้หายไปไหนครับ แต่มันรวมตัวกันเป็นก้อนพลังงานลบที่หลับไหลอยู่ข้างใน

และสิ่งที่น่ากลัวก็คือ เจ้าก้อนทุกข์ต้องการอาหารครับ อาหารของมันไม่ใช่ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวเหมือนเรานะครับ แต่มันคือ "ความทุกข์ระทม" และ "ความดราม่า" เมื่อไหร่ที่มันหิว หรือมีอะไรมากระตุ้นมันนิดหน่อย มันจะตื่นขึ้นมาทันที เพื่อเข้าควบคุมความคิดและอารมณ์ของเรา เป้าหมายของมันคือทำยังไงก็ได้ให้เราเจ็บปวด หรือทำให้คนรอบข้างเราเจ็บปวด เพื่อที่มันจะได้สูบกินพลังงานลบเหล่านั้น

ชัดเจนที่สุดเลยคือเรื่องความสัมพันธ์ครับ เคยสังเกตมั้ยครับ บางครั้งคู่รักทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กนิดเดียว อย่างเช่นแฟนลืมซักผ้า หรือวางของไม่เป็นที่ ตามปกติแล้วเรื่องแค่นี้คุยกันดีๆ 2 นาทีก็จบใช่ไหมครับ แต่ถ้าจังหวะนั้น เจ้า pain body ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้ง 2 ฝ่ายตื่นขึ้นมา เรื่องน้ำผึ้งหยดเดียวจะกลายเป็นสงครามโลกทันทีครับ จากเรื่องลืมซักผ้าจะลามปามไปขุดคุ้ยเรื่องเมื่อ 3 ปีก่อน จะมีการประชดประชัน ใช้น้ำเสียงที่ชวนทะเลาะ ราวกับว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนที่เรารัก แต่เป็นศัตรู

นั่นแหละครับ ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ของเราที่กำลังพูดอยู่ แต่เป็นเจ้าก้อนทุกข์ที่กำลังสิงเรา เพื่อสร้างสถานการณ์ให้มันได้กินดราม่าจนอิ่มหนำสำราญ พอทะเลาะกันจบ พอ มันอิ่มแล้ว มันก็กลับไปนอน เราก็ค่อยมารู้สึกตัวทีหลังว่า "เอ๊ะ เมื่อกี้เราพูดแรงขนาดนั้นไปได้ยังไง" หรือ "ทำไมเรื่องมันบานปลายขนาดนี้"

แล้วเราจะจัดการกับเจ้าปรสิทธิ์ตัวร้ายนี้ยังไงดีครับ Eckhart บอกว่าวิธีจัดการไม่ใช่การลงไปสู้กับมันนะครับ เพราะถ้าเราสู้ เราหงุดหงิดใส่ ความหงุดหงิดนั่นก็เท่ากับเรากำลังป้อนอาหารให้มันเพิ่มเข้าไปอีก

วิธีที่ดีที่สุดและทรงพลังที่สุด คือการแค่รู้ครับ เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มรู้สึกหงุดหงิด น้อยใจ หรือโกรธแบบไม่มีเหตุผล ให้รีบตั้งสติ แล้วบอกตัวเองว่า "อ๋อ นี่ไง เจ้าก้อนทุกข์มันตื่นแล้ว มันกำลังจะมาขอข้าวกิน" แค่คุณเห็นมัน แค่คุณแยกตัวออกมาเป็นผู้ดู ไม่กระโดดลงไปเล่นตามบทที่มันเขียน อำนาจของมันจะลดฮวบทันทีครับ เหมือนกับความมืดครับ เจ้าก้อนทุกข์มันอยู่ได้แค่ในความมืดของความไม่รู้ตัว เพราะเราส่องไฟฉายแห่งสติ หรือแสงแห่งความรู้ตัวเข้าไป ความมืดมันก็อยู่ไม่ได้ครับ มันจะค่อยๆ สลายตัวไป หรือกลับไปหลับไหลเหมือนเดิม โดยที่ไม่ได้สร้างความเสียหายให้เรา หรือคนรอบข้าง

การฝึกรู้ทัน pain body แบบนี้ จะช่วยหยุดวงจรแห่งกรรม วงจรแห่งการทะเลาะเบาะแว้ง ที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่นได้ครับ

แต่นี่นอกจากการจัดการกับอารมณ์ลบในใจแล้ว ในชีวิตจริงเรายังต้องเจอกับสถานการณ์ภายนอกที่ไม่เป็นดั่งใจอีกมากมายใช่ไหมครับ รถเสีย ฝนตก งานผิดพลาด หลายคนพยายามจะปล่อยวาง แต่กลัวว่าจะกลายเป็นคนขี้เกียจ หรือกลายเป็นคนไม่สู้ชีวิต

จริงๆ แล้วเส้นบางๆ ระหว่างการยอมแพ้ กับการยอมจำนนต่อปัจจุบัน หรือ "surrender" นั้น มันต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ และความเข้าใจผิดตรงนี้แหละครับ ที่ทำให้หลายคนยังติดอยู่กับความทุกข์ โดยไม่จำเป็น เดี๋ยวช่วงหน้าเรามาไขความลับเรื่องนี้กันครับ ว่าการยอมจำนนอย่างแท้จริง จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างไร

กลับมาต่อกันครับ อย่างที่เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ครับว่า คำว่า "surrender" หรือการยอมจำนนในหนังสือเล่มนี้ เป็นคำที่มักจะถูกเข้าใจผิดกันบ่อยที่สุดเลยล่ะ

ในบริบทของภาษาไทย พอเราได้ยินคำว่ายอมจำนน เรามักจะนึกถึงการพ่ายแพ้สงคราม การยกธงขาว หรือการปล่อยเลยตามเลยแบบคนขี้เกียจ ที่ไม่คิดจะสู้ชีวิตใช่ไหมครับ แต่ Eckhart Tolle ย้ำชัดเจนมากครับในหนังสือเล่มนี้ว่า การยอมจำนนทางจิตวิญญาณ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทนอยู่กับสถานการณ์แย่ๆ โดยไม่ทำอะไรเลยนะครับ ไม่ใช่การงอมืองอเท้า แต่มันคือการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างหมดใจ ก่อนที่จะลงมือแก้ไขมันต่างหากครับ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองจินตนาการดูนะครับ สมมุติว่าเรากำลังขับรถไปทำงานตอนเช้า แล้วจู่ๆ รถเกิดเสียกลางทาง บนทางด่วนที่แดดกำลังเปรี้ยงๆ เลยครับ ถ้าเราอยู่ในโหมดที่ไม่ยอมจำนน หรือมีแรงต้านภายในใจ ความคิดเราจะเริ่มทำงานทันทีครับ "ทำไมต้องมาเสียตอนนี้ด้วย ซวยชะมัด วันนี้มีประชุมสำคัญนะ ทำไมรถคันนี้มันห่วยแบบนี้"

สังเกตมั้ยครับว่าใจเรากำลังทะเลาะกับความจริง เรากำลังปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และนั่นแหละครับคือที่มาของความทุกข์และความเครียด ซึ่งไม่ได้ช่วยให้รถติดเครื่องได้เลย

แต่ถ้าเราใช้หลักการ surrender หรือการยอมจำนนต่อปัจจุบัน วินาทีที่รถดับ เราจะดึงสติกลับมา แล้วบอกตัวเองว่า "โอเค รถเสียนี่คือความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ฉันอยู่ตรงนี้ในสถานการณ์นี้" พอใจเรายอมรับความจริงตรงหน้าปุ๊บ โดยไม่ตีโพยตีพาย ความร้อนรนในใจมันจะเย็นลงครับ แล้วพื้นที่ว่างของสติปัญญาจะเข้ามาแทนที่ เราจะเปลี่ยนคำถามจาก "ทำไมต้องเป็นฉัน" มาเป็น "ตอนนี้ทำอะไรได้บ้าง" อ๋อ เปิดไฟฉุกเฉิน โทรเรียกช่าง โทรแจ้งที่ทำงาน

การกระทำเหล่านี้คือการลงมือทำครับ แต่เป็นการกระทำที่ออกมาจากความสงบ ไม่ใช่การกระทำที่ออกมาจากความตื่นตระหนก หรือความโกรธ ซึ่งคุณ Eckhart Tolle บอกว่าการกระทำที่เริ่มต้นจากพลังงานบวกแบบนี้ มักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอครับ เผลอๆ เราอาจจะได้คุยกับช่างซ่อมรถด้วยรอยยิ้ม หรือจัดการปัญหาต่างๆ ได้อย่างราบรื่นกว่าที่คิด

ดังนั้น เส้นบางๆ ที่คั่นอยู่คือ "การยอมแพ้" คือการบอกว่า "ช่างมัน ฉันไม่แคร์" แต่ "การยอมจำนน" คือการบอกว่า "ฉันยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ฉันจะทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ"

คุณ Eckhart Tolle มีประโยคทองวรรคหนึ่งที่ผมชอบมากครับ ท่านบอกว่า "จงยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ราวกับว่าคุณเป็นคนเลือกมันเอง" ประโยคนี้ลึกซึ้งมากครับ การทำแบบนี้คือการเปลี่ยนปัจจุบัน จากศัตรูให้กลายเป็นมิตรครับ เมื่อเราเลิกมองว่าสถานการณ์ตรงหน้าเป็นศัตรู ชีวิตก็จะเลิกต่อสู้กับเรา เราจะไหลไปตามกระแสของชีวิตได้อย่างนุ่มนวลขึ้น ไม่ว่าข้างหน้าจะเป็นวิกฤตแบบไหน ใจเราก็ยังคงสงบอยู่ได้ครับ

ทีนี้ พอพอเราเริ่มเข้าใจกลไกของความคิด รู้ทันเจ้าก้อนทุกข์ และรู้จักศิลปะแห่งการยอมรับความจริงแบบนี้แล้ว คำถามสำคัญคือ เราจะรวบยอดองค์ความรู้ทั้งหมดนี้ เพื่อนำไปใช้จริงในทุกๆ ลมหายใจได้อย่างไร ให้มันไม่ใช่แค่ทฤษฎีในหนังสือ แต่เป็นวิถีชีวิตจริงๆ ช่วงหน้าเราจะมาสรุปหัวใจสำคัญทั้งหมด พร้อมเทคนิคสั้นๆ ที่คุณสามารถทำได้ทันทีที่ฟังจบ เพื่อดึงสติกลับมาสู่บ้านที่แท้จริงภายในใจเราครับ เดี๋ยวกลับมาพบกันครับ

กลับมาสู่ช่วงบทสรุปของการเดินทางทางจิตวิญญาณในวันนี้กันครับ ตลอดเวลาที่เราคุยกันมา เหมือนเราได้เดินทางเข้าไปสำรวจโลกภายในใจกันอย่างลึกซึ้งเลยทีเดียว ถ้าจะให้ผมรวบยอดหัวใจของหนังสือ The Power of Now เล่มนี้ เพื่อให้คุณนำไปหยิบใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะตอนรถติด ตอนโดนเจ้านายดุ หรือตอนที่ใจกำลังว้าวุ่น มันมีแก่นสำคัญอยู่ 4 เสาหลักครับ

ข้อแรก จงเป็นผู้เฝ้าดูความคิด จำไว้นะครับว่าคุณไม่ใช่เสียงในหัวที่พูดไม่หยุดนั่น แต่คุณคือความตระหนักรู้ที่ได้ยินเสียงนั้น เมื่อไหร่ที่เผลอคิดลบ แค่รู้ตัว ความคิดนั้นก็จะครอบงำคุณไม่ได้

ข้อ 2 อยู่กับปัจจุบัน เพราะอดีตคือความทรงจำที่จบไปแล้ว อนาคตคือภาพฝันที่ยังมาไม่ถึง ชีวิตจริงๆ ของคุณมีแค่ตอนนี้ วินาทีนี้เท่านั้น อย่าปล่อยให้ช่วงเวลาเดียวที่มีค่าที่สุด หลุดลอยไปกับการกังวลถึงสิ่งที่ยังไม่เกิด

ข้อ 3 รู้ทันก้อนทุกข์ หรือ pain body เวลาที่คุณรู้สึกโกรธจี๊ดขึ้นมา หรือเศร้าแบบไม่มีเหตุผล ให้รู้ทันว่านั่นไม่ใช่ตัวคุณ แต่มันคือตะกอนอารมณ์เก่าที่พยายามจะยึดครองใจคุณ แค่คุณเห็นมัน พลังของมันก็จะอ่อนลง

และข้อสุดท้าย การยอมรับ อย่างที่เราคุยกันไปครับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้ยอมรับสภาพความเป็นจริงตรงหน้าก่อน เลิกเถียงกับความเป็นจริง แล้วปัญญาในการแก้ไขปัญหาจะเกิดขึ้นเอง

ฟังดูเหมือนง่าย แต่ทำยากใช่ไหมครับ ก่อนจากกันวันนี้ ผมอยากชวนคุณทำสิ่งหนึ่ง เป็นเทคนิคลัดที่คุณ Eckhart Tolle แนะนำไว้ และคุณทำได้ทันทีตอนนี้เลยครับ ไม่ว่าคุณจะกำลังขับรถ หรือนั่งทำงานอยู่ ลองสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สัก 1 ครั้งครับ แล้วลองย้ายความรู้สึกของคุณไปจับที่มือ หรือที่เท้าของคุณดูครับ โดยไม่ต้องก้มลงไปมองนะครับ แค่ใช้ความรู้สึก คุณรู้สึกถึงอาการยุบยิบ หรือพลังงานจางๆ ที่แล่นอยู่ภายในมือและเท้าไหมครับ

นั่นแหละครับ คุณ Eckhart Tolle เรียกสิ่งนี้ว่า "inner body" หรือ "กายภายใน" เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกว่าความคิดมันฟุ้งซ่านจนเอาไม่อยู่ ให้ทิ้งความคิด แล้วเอามารู้สึกที่กายภายในแบบนี้ครับ มันคือสมอเรือที่ทรงพลังที่สุด ที่จะดึงสติของคุณกลับมาสู่บ้านที่แท้จริง กลับมาสู่ปัจจุบันได้ทันที

ลองฝึกทำบ่อยๆ นะครับ แล้วคุณจะพบว่าความสงบใจ สร้างได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้วเดียว

และสิ่งที่ผมเล่ามาทั้งหมดในวันนี้ เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความลึกซึ้งในหนังสือเล่มนี้เท่านั้นครับ รายละเอียดของการฝึกฝน และคำอธิบายที่จะช่วยปลดล็อคปมในใจอีกมากมาย รอคุณอยู่ในเล่ม ถ้าคุณฟังแล้วรู้สึกว่า "ใช่" รู้สึกว่าจิตวิญญาณข้างในมันเรียกร้องหาความเบาสบายแบบนี้ ผมแนะนำจริงๆ ครับ ลองหาหนังสือ The Power of No หรือฉบับแปลไทยในชื่อ "พลังแห่งจิตปัจจุบัน" มาอ่านฉบับเต็มดูสักครั้ง ผมแปะลิงก์สั่งซื้อหนังสือของแท้ไว้ให้ที่ด้านล่างแล้วครับ

การลงทุนกับความรู้ภายนอก อาจทำให้เราเก่งขึ้น แต่การลงทุนกับจิตวิญญาณภายใน จะทำให้เรามีความสุขขึ้นอย่างแท้จริงครับ

ขอบคุณที่ร่วมเดินทางสำรวจใจและตื่นรู้ไปพร้อมกับผมในวันนี้ครับ หวังว่าวินาทีนี้ จะเป็นวินาทีที่ปัจจุบันของคุณสดใสและเบาสบายขึ้น ถ้าชอบเนื้อหาแบบนี้ ฝากกดไลค์ กดแชร์ และกดติดตามไว้ด้วยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในรายการเล่มล่าสุด ฟังหนังสือเปลี่ยนชีวิต สำหรับวันนี้ ขอให้พลังแห่งปัจจุบัน สถิตอยู่กับคุณครับ สวัสดีครับ