Transcription
สวัสดีครับผู้ฟังทุกท่าน ยินดีต้อนรับสู่ ปรัชญาdaี่
คุณเคยมั้ยในยามที่เงียบสงัดที่สุด บางทีเป็นคืนที่นอนไม่หลับ หรือเช้าวันหยุดที่ทุกคนยังหลับอยู่ คุณนอนมองเพดานแล้วมีความรู้สึกแปลกประหลาดอะไรบางอย่างลอยขึ้นมาราวกับมีเสียงที่เบาแต่ชัดกระซิบถามว่า "ชีวิตนี้ใช่ชีวิตของเราจริงๆหรือเปล่า"
บางทีคุณทำงานที่ได้รับคำชม มีตำแหน่งที่คนอื่นอยากได้ มีความสัมพันธ์ที่ดูสวยงาม แต่ลึกๆ ข้างในมีบางอย่างที่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ ไม่ใช่ว่าชีวิตแย่ แต่มันเหมือนกับว่าคุณกำลังสวมชุดที่ตัดมาให้คนอื่นแล้วพยายามเดินให้ดูเป็นธรรมชาติ
หรือบางทีคุณเคยอยู่ท่ามกลางฝูงชน กำลังพูดคุย กำลังหัวเราะ แต่มีส่วนนึงในตัวคุณที่เหมือนยืนอยู่ห่างออกไป มองตัวเองจากระยะไกลแล้วตั้งคำถามว่า "คนที่กำลังทำอยู่นี้ เขาคือเราจริงๆ หรือแค่บทบาทที่เราจำมาเล่น"
ความรู้สึกนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณมีปัญหา ไม่ได้หมายความว่าคุณเนรคุณต่อสิ่งดีๆ ที่มี มันหมายความว่าคุณกำลังได้ยินเสียงบางอย่างที่ลึกกว่าเสียงที่นักปรัชญาชาวเยอรมันชื่อ ฟรีดริช นีเช่ เรียกว่า "เสียงของตัวตนแท้จริงที่ยังไม่ได้เกิด"
แล้ววันนี้ เราจะเดินทางเข้าไปพบกับประโยคที่สั้นที่สุด แต่ลึกที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ปรัชญาสมัยใหม่ ประโยคที่นีเช่ทิ้งไว้ให้มนุษยชาติว่า "Become what you are" จงเป็นในสิ่งที่ท่านเป็น
นิยามแนวคิดหลัก และขยายความ
ครั้งแรกที่ได้ยินประโยคนี้ หลายคนอาจหยุดชะงัก แล้วเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า "ก็ฉันเป็นฉันอยู่แล้วนี่ แล้วจะกลายเป็นอะไรอีก" นั่นแหละคือความงดงามและความท้าทายของประโยคนี้ มันดูขัดแย้งในตัวเอง แต่ความขัดแย้งนั้นไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของนีเช่ มันเกิดจากความจริงอันลึกซึ้งเกี่ยวกับสภาพของมนุษย์
ฟรีดริช นีเช่ นักปรัชญาชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 19 ผู้เขียน *Thus Spoke Zarathustra* หรือ *อรรถกถาของซารทุสตรา* รวมถึง *Beyond Good and Evil* และ *The Birth of Tragedy* เขาใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อเผชิญหน้ากับคำถามเดียวว่า มนุษย์ควรใช้ชีวิตอย่างไรในโลกที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป
ประโยค "Become what you are" มาจากรากของกวีชาวกรีกโบราณชื่อ พินดาร์ ที่กล่าวไว้ว่า "จงเป็นในสิ่งที่ท่านเป็น เมื่อท่านได้เรียนรู้แล้วว่าสิ่งนั้นคืออะไร" นีเช่นำประโยคนี้มาขยาย มาทำให้กลายมาเป็นแกนกลางของปรัชญาชีวิตของเขา
แต่ความหมายที่แท้จริงคืออะไร นีเช่เชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมีศักยภาพและธรรมชาติแท้จริงของตัวเองซ่อนอยู่ภายใน เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่มีพิมพ์เขียวของต้นไม้ทั้งต้นอยู่แล้วในตัวมัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ส่วนใหญ่คือ เราถูกฝังกลบด้วย "ดิน" ที่คนอื่นนำมาใส่ ความคาดหวังของครอบครัว กฎของสังคม ศีลธรรมที่รับมาโดยไม่ได้ตั้งคำถาม บทบาทที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด
ดังนั้น "what you are" จึงไม่ได้แปลว่า เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนใหม่ แต่แปลว่า จงขุดดิน จงเปิดเผย จงให้ตัวตนแท้จริงของตัวเองได้เติบโตขึ้นมาในที่สุด มันคือการเดินทางจากชีวิตที่ถูกโปรแกรมไว้ล่วงหน้า ไปสู่ชีวิตที่สร้างขึ้นจากภายในอย่างมีสติ
ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ นักปรัชญาอัตถิภาวนิยม หรือ existentialism ชาวฝรั่งเศส กล่าวว่า "existence precedes essence" การมีอยู่ นำหน้าแก่นสาร แปลว่ามนุษย์เกิดมาโดยไม่มีนิยามใดๆ ตัวเราต้องสร้างตัวเองผ่านการเลือกและการกระทำ
โซเรน เคียร์เคกอร์ นักปรัชญาชาวเดนมาร์ก ที่มักถูกเรียกว่าบิดาของอัตถิภาวนิยม พูดถึงการเป็นปัจเจกแท้จริง หรือ authentic individual ว่าคือการใช้ชีวิตในสิ่งที่ตัวเองเชื่อจริงๆ ไม่ใช่ในสิ่งที่ฝูงชนบอกให้เชื่อ
และในโลกวิทยาศาสตร์ อับราฮัม มาสโลว์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันผู้สร้างทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ หรือ hierarchy of needs บอกว่าความต้องการสูงสุดของมนุษย์ คือ self-actualization หรือการบรรลุศักยภาพแห่งตน ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่นีเช่พูดถึงในศตวรรษก่อนหน้าอย่างน่าทึ่งมาก
ทั้งหมดนี้ชี้ไปที่ความจริงว่า การใช้ชีวิตแบบปลอม ไม่ว่าจะเป็นการเลียนแบบ การสยบยอม หรือการหลีกเลี่ยงตัวเอง ล้วนเป็นรูปแบบหนึ่งของการ "ไม่เกิด"
เรื่องเล่าและตัวอย่างชีวิตจริง
มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจเกี่ยวกับนีเช่เอง ในช่วงปีสุดท้ายก่อนที่เขาจะล้มป่วยและสูญเสียสติสัมปชัญญะ เขาเขียนงานอัตตชีวประวัติที่มีชื่อว่า *Ecce Homo* ซึ่งเป็นภาษาละตินแปลว่า "นี่คือมนุษย์" ชื่อบทในหนังสือเล่มนั้นน่าทึ่งมาก เพราะนีเช่ตั้งชื่อบทว่า "Why I am so wise" "Why I am so clever" "Why I write such good books" และที่ลึกที่สุดคือ "Why I am a destiny"
หลายคนมองว่านี่คือความหยิ่งยโส แต่ถ้าอ่านด้วยใจที่เปิดกว้าง คุณจะเห็นว่านี่คือสิ่งที่ตรงกันข้าม นีเช่กำลังบอกว่าเขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ซ่อนตัวเอง ไม่แกล้งทำเป็นว่าตัวเองเป็นคนธรรมดา ไม่ขอโทษสำหรับความคิดที่เขาเชื่อ เขากำลังปฏิบัติ ตามสิ่งที่เขาสอน เขากำลังเป็นในสิ่งที่เขาเป็น
แต่มาดูเรื่องราวที่ใกล้กว่านั้น ลองนึกถึงคนที่เราอาจรู้จัก หรือบางทีก็คือเรานั่นเอง ลองนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่เติบโตมาในครอบครัวที่คาดหวังให้เธอเป็นนักบัญชีเหมือนพ่อ เธอเรียนบัญชี ทำงานบัญชี เก่งบัญชี แต่ทุกครั้งที่กลับบ้าน เธอวาดรูป เธอเขียนบทกวี เธอมีสมุดโน้ตที่เต็มไปด้วยภาพและคำ แต่ไม่เคยให้ใครเห็น เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่งานจริง ไม่ใช่สิ่งที่คนในครอบครัวเราทำ
ปีแล้วปีเล่า เธอทำงานที่ดีพอ ไม่ดีเกินไป เพราะไม่มีหัวใจอยู่กับมัน จนวันหนึ่งเธออายุ 45 นั่งอยู่ในสำนักงาน และคิดว่า "ฉันมีชีวิตอีกกี่ปี และฉันจะใช้มันแบบนี้ต่อไปอีกไหม" นี่ไม่ใช่วิกฤตที่น่าสงสาร นี่คือเสียงของนีเช่กำลังเคาะประตูของเธอ ในที่สุด เป็นเสียงที่บอกว่า "ยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มเป็นตัวเอง"
และในงานวิจัยของ บอนนี่ พยาบาลชาวออสเตรเลีย ที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เธอได้บันทึกสิ่งที่ผู้ป่วยเหล่านั้นบอกว่าเสียใจที่สุดก่อนตาย อันดับ 1 ที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ "I wish I'd had the courage to live a life true to myself, not the life others expected of me." ฉันปรารถนาว่าจะมีความกล้าพอที่จะใช้ชีวิตจริงของตัวเอง ไม่ใช่ชีวิตที่คนอื่นคาดหวัง นี่คือสิ่งที่นีเช่พยายามเตือนเราตั้งแต่ต้น ก่อนเราจะมาพบมันที่ปลายทาง
4 มิติแห่งการเป็นในสิ่ง ที่ตนเป็น
มิติที่ 1: Become what you are กับการรู้จักตัวเอง
เมื่อต้องขุดดินเพื่อพบเมล็ดพันธุ์แท้ ลองนึกถึงต้นไม้ในป่าใหญ่ มีต้นไม้บางต้นที่เติบโตขึ้นมาอย่างบิดเบี้ยว ไม่ใช่เพราะ DNA ของมันผิดพลาด แต่เพราะมันเติบโตมาในทิศทางที่แสงไม่ส่องถึง บิดตัวตามแสงของต้นอื่น ยืดเข้าหาช่องว่างที่ว่างอยู่ ไม่ใช่ตำแหน่งที่มันควรอยู่จริงๆ
มนุษย์จำนวนมากเติบโตแบบเดียวกัน เราบิดตัวตัวเองตามแสงของการอนุมัติจากสังคม เราเข้าหาช่องว่างของความปลอดภัย ไม่ใช่ทิศทางที่ตัวเองแท้จริงชี้ไป นีเช่บอกว่าคนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบหลบไหล พวกเขาทำงานเพราะคนอื่นทำ เชื่อเพราะคนอื่นเชื่อ กลัวเพราะคนอื่นกลัว ต้องการเพราะคนอื่นต้องการ เสียงที่พวกเขาได้ยินอยู่ทุกวันนั้นไม่ใช่เสียงของตัวเอง มันคือเสียงของฝูงชนที่ถูกกรองผ่านจิตใจของตัวเอง จนกลายเป็นเสียงภายในที่ดูเหมือนเป็นของแท้
เขาถามว่า "ฉันคือใคร หากไม่มีเสียงของฝูงชน" นี่คือคำถามที่ยากที่สุด เพราะหลายคนพอลองตั้งคำถามนี้จริงๆ แล้วกลับพบว่าตัวเองไม่รู้คำตอบ และนั่นไม่ใช่ความล้มเหลว นั่นคือจุดเริ่มต้นของการตื่น
ในทางจิตวิทยา คาร์ล กุสตาฟ ยุง นักจิตวิเคราะห์ชาวสวิส ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่แตกหักกับฟรอยด์ พูดถึงแนวคิด individuation หรือการเป็นปัจเจกบุคคล ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่มนุษย์ค่อยๆ ลอกชั้นของ Persona ออก คือหน้ากากสังคมที่เราสวมใส่ทุกวัน แล้วเริ่มสัมผัสกับ "เฟ" ที่แท้จริง ซึ่งลึกกว่า ยุงกล่าวว่า "The most terrifying thing is to accept oneself completely." สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการยอมรับตัวเองอย่างสมบูรณ์ เพราะการยอมรับตัวเองทั้งหมด หมายความว่าเราต้องยอมรับทั้งแสงสว่างและเงามืดในตัวเรา ทั้งความสามารถและข้อจำกัด ทั้งความฝันและ ความกลัว
ในทางพุทธปรัชญามีแนวคิดที่น่าสนใจในบริบทนี้ แม้พุทธศาสนาจะมองเรื่องตัวตนต่างจากนีเช่ แต่สติ หรือ mindfulness ซึ่งหมายถึงการรู้เท่าทันสภาวะปัจจุบัน ก็สอนให้เราเห็นอย่างชัดเจนว่าเราคิดอะไร รู้สึกอะไร และกำลังกระทำอะไรอยู่จริงๆ ในขณะนี้ ไม่ใช่ตามที่ผู้อื่นบอก แต่ตามที่เห็นด้วยตนเอง
การรู้จักตัวเองในแบบของนีเช่ จึงไม่ใช่การค้นพบแบบเฉียบพลัน มันคือกระบวนการที่ต้องการความกล้า ต้องการความสงบในการนั่งกับตัวเอง และต้องการความซื่อสัตย์ที่จะยอมรับสิ่งที่เห็น แม้มันจะไม่ตรงกับสิ่งที่คนอื่นอยากให้เราเป็น วิธีหนึ่งที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน คือการถามตัวเองอย่างเงียบๆ ว่า "ถ้าไม่มีใครตัดสิน ถ้าไม่มีผลลัพธ์ใดๆ ตามมา ฉันอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร และอยากใช้เวลาไปกับสิ่งไหน" คำตอบที่ลอยขึ้นมาในช่วง 2-3 วินาทีแรก ก่อนที่เสียงเหตุผลและเสียงสังคมจะเข้ามาแทรก คือเสียงที่นีเช่อยากให้เราได้ยิน
ผลลัพธ์ที่จะได้รับจากมิตินี้ คือความชัดเจนภายใน ไม่ใช่ความชัดเจนแบบมีคำตอบทุกข้อ แต่ความชัดเจนแบบรู้สึกว่า "ฉันกำลังมองตัวเองจริงๆ แล้ว" และนั่นคือพื้นฐานของทุกสิ่ง
มิติที่ 2: Become what you are กับการหลุดพ้นจากแรงกดดันของฝูงชน
เมื่อน้ำต้องเลือกทางของตัวเอง ลองนึกถึงแม่น้ำสายหนึ่ง มันเริ่มต้นจากภูเขา ไหลลงมาตามรอยแยกของหิน มันไม่ได้วางแผนเส้นทาง มันเพียงแต่ไหลไปตามธรรมชาติของตัวเอง คือไหลลงต่ำ หาทางออก และในที่สุดก็ถึงทะเล แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าแม่น้ำสายนั้นถูกบังคับให้ไหลขึ้นบน หรือถูกอัดแน่นให้ไหลในรูปแบบที่ไม่ใช่ของมัน มันจะไม่มีความงดงามของแม่น้ำ ไม่มีพลัง ไม่มีทิศทาง มีแต่ความสับสนและการหยุดนิ่ง
นีเช่เรียกแรงกดดันที่กระทำต่อมนุษย์ว่า "herd morality" หรือศีลธรรมของฝูงชน มันคือชุดความเชื่อและมาตรฐานที่สังคมสร้างขึ้น เพื่อควบคุมความแตกต่าง ให้ทุกคนเดินในเส้นทางที่ปลอดภัย คาดเดาได้ และไม่สร้างความไม่สบายใจให้กับระบบ สิ่งนี้ไม่ได้ชั่วร้ายในตัวเอง สังคมต้องการกฎเกณฑ์เพื่อดำรงอยู่ได้ แต่ปัญหาคือ เมื่อกฎเกณฑ์เหล่านั้นกลายเป็นกรงที่เราอยู่ข้างในโดยไม่รู้ตัว เราเริ่มเชื่อว่ากรงนั้นคือโลกทั้งใบ
นีเช่มองว่ามี 3 แรงกดดันหลักที่ทำให้มนุษย์ไม่กล้าเป็นตัวเอง
แรงกดดันแรกคือ "ความกลัวเสรีภาพ" ฟังดูขัดแย้ง แต่เป็นความจริง เสรีภาพแท้จริงต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ถ้าเราตัดสินใจเองทุกอย่าง เราต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ทุกอย่าง หลายคนจึงเลือกให้ระบบ ให้ครอบครัว ให้ประเพณีตัดสินใจแทน เพราะมันง่ายกว่า และถ้าพลาดก็โทษสิ่งเหล่านั้นได้
เอริค ฟรอมม์ นักจิตวิทยาสังคมชาวเยอรมัน-อเมริกัน เขียนหนังสือที่ชื่อ *Escape from Freedom* หรือ *การหนีจากเสรีภาพ* โดยเขาบอกว่ามนุษย์มักหลีกเลี่ยงเสรีภาพที่แท้จริง เพราะมันทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวและหนักเกินไป เราจึงหาทางมอบตัวเองให้กับกลุ่ม ให้กับผู้นำ ให้กับระบบ เพื่อหนีจากความรับผิดชอบของการเป็นตัวเอง
แรงกดดันที่ 2 คือ "การหนีความเจ็บปวดในการเติบโต" การเป็นตัวเองต้องผ่านช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน ต้องผ่านความล้มเหลว ต้องผ่านการอยู่คนเดียวกับตัวเอง คนจำนวนมากจึงเลือกอยู่ในชีวิตที่คุ้นเคย แม้จะว่างเปล่า เพราะความว่างเปล่าที่รู้จัก รู้สึกปลอดภัยกว่าความหมายที่ยังไม่รู้จัก
และแรงกดดันที่ 3 คือ "การสวมหน้ากาก" เราอาจสร้างตัวเองเป็นคนดี คนเก่ง คนสำเร็จ จนแน่นหนามาก จนลืมว่าข้างใต้หน้ากากนั้นมีอะไรอยู่
แต่นีเช่บอกว่า น้ำไม่จำเป็นต้องไหลเพียรเพื่อให้คนอื่นเห็นน้ำไหล เพราะนั่นคือธรรมชาติของมัน และเมื่อน้ำไหลตามธรรมชาติของตัวเอง มันจะไปถึงทะเลเสมอ
การแยกเสียงของตัวเองออกจากเสียงสังคมนั้นทำได้โดยการสังเกตว่าความต้องการที่เราคิดว่ามีนั้นเกิดมาจากไหน มันเกิดจากความปรารถนาจากภายใน หรือมันเกิดจากการที่คนรอบข้างทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าไม่มีสิ่งนั้นแล้วเราจะด้อยกว่า ความต่างระหว่าง 2 อย่างนี้เมื่อเริ่มเห็น จะเริ่มเปลี่ยนวิธีที่เราตัดสินใจในชีวิต
ในทฤษฎี Self-determination Theory หรือทฤษฎีการกำหนดตัวเอง ของนักจิตวิทยา Edward Deci และ Richard Ryan พวกเขาพบว่ามนุษย์มีความสุขและทำงานได้ดีที่สุด เมื่อการกระทำมาจากการ Autonomy หรืออิสระในการเลือก ไม่ใช่จากแรงกดดันภายนอก สอดคล้องกับสิ่งที่นีเช่รู้ไว้กว่า 100 ปีก่อนว่า ชีวิตที่สร้างจากภายในนั้นมีพลังต่างจากชีวิตที่ถูกโปรแกรมจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ผลลัพธ์ที่จะได้รับจากมิตินี้ คือความรู้สึกเบาลง ไม่ใช่ความเบาแบบไม่รับผิดชอบ แต่เบาแบบที่น้ำหนักที่ถือมาโดยไม่รู้ตัวนั้นถูกวางลง และพลังงานที่เคยใช้ไปกับการแสดงบทบาท ได้กลับมาเป็นของเรา
มิติที่ 3: Become what you are ไม่ใช่ตามใจตนเอง
ต้นไม้ที่แข็งแกร่งถูกหล่อหลอมโดยพายุ มีความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมากเกี่ยวกับปรัชญาของนีเช่ และนี่เป็นส่วนสำคัญที่ต้องพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา "จงเป็นในสิ่งที่ท่านเป็น" ไม่ได้แปลว่าอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้แปลว่าตัดสิทธิ์คนอื่นด้วยชื่อของการเป็นตัวเอง และไม่ได้แปลว่าปฏิเสธวินัยและความพยายาม นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจนีเช่ผิดอย่างร้ายแรง
นีเช่พูดถึงแนวคิด "will to power" หรือเจตนารมณ์แห่งอำนาจ ซึ่งไม่ได้หมายถึงอำนาจเหนือคนอื่น แต่หมายถึงพลังของการพัฒนา การก้าวข้าม และการสร้างสรรค์ตนเองอย่างต่อเนื่อง เขาพูดถึงแนวคิด "Übermensch" หรือมนุษย์ที่ก้าวข้าม ซึ่งไม่ใช่ผู้ที่ทำตามอำเภอใจ แต่คือผู้ที่มีวินัยต่อตนเองมากพอที่จะสร้างคุณค่าของตัวเองได้ในโลกที่ไม่มีคุณค่าสำเร็จรูป
ลองนึกถึงต้นสนบนยอดเขา ต้นสนแกร่งเพราะมันปลอดภัย มันแข็งแกร่งเพราะมันผ่านพายุมานับร้อยครั้ง ลำต้นของมันบิดโค้งตามแรงลมที่พัดมาตลอดหลายปี แต่รากของมันยิ่งลึกขึ้น กิ่งของมันยิ่งยืดหยุ่นขึ้น และมันยืนอยู่ได้ในที่ที่ต้นไม้อื่นล้มตายไปนานแล้ว
การเป็นตัวเองของนีเช่ คือการเป็นเหมือนต้นสนนั้น ต้องมีวินัยในการรู้จุดแข็งและพัฒนามัน ต้องมีความกล้าเผชิญจุดอ่อนแทนที่จะซ่อนมัน ต้องอดทนต่อความโดดเดี่ยวที่มาพร้อมกับการเลือกทางของตัวเอง ต้องสร้างคุณค่าด้วยตนเอง ไม่ใช่รับคุณค่าสำเร็จรูปจากที่อื่น
นีเช่กล่าวในหนังสือ *Thus Spoke Zarathustra* ว่า "One must have chaos in oneself to be able to give birth to a dancing star." ต้องมีความโกลาหลอยู่ในตัวเอง จึงจะให้กำเนิดดาวที่เต้นรำได้ ประโยคนี้งดงามมาก เพราะมันบอกว่าการสร้างสรรค์ที่แท้จริงไม่ได้มาจากความเรียบร้อยสมบูรณ์ มันมาจากการกล้าเผชิญกับความยุ่งเหยิงข้างในตัวเอง
นีเช่กล่าวอีกว่า "That which does not kill us makes us stronger." สิ่งที่ฆ่าเราทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ประโยคนี้ถูกอ้างจนเกือบกลายเป็น cliché แต่ถ้าอ่านในบริบทที่ถูกต้อง มันไม่ได้หมายถึงการสรรเสริญความทุกข์ทรมาน มันหมายถึงการที่มนุษย์มีศักยภาพในการเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นวัตถุดิบของการเติบโต แต่นั่นต้องการวินัยและสติ ไม่ใช่การปล่อยตัวตามอารมณ์
ในทางจิตวิทยา แนวคิด Post Traumatic Growth หรือการเติบโตหลังความบาดเจ็บ ของนักจิตวิทยา Richard Tedeschi และ Lawrence Calhoun แสดงให้เห็นว่ามนุษย์จำนวนมากที่ผ่านประสบการณ์เจ็บปวดรุนแรง ไม่เพียงแต่ฟื้นตัวได้ แต่ยังเติบโตไปถึงระดับที่ลึกกว่าเดิม มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น มีความชัดเจนในสิ่ง ที่สำคัญมากขึ้น นี่คือสิ่งที่นีเช่หมายถึง
การเป็นตัวเองอย่างแท้จริง จึงไม่ใช่ความง่าย มันคือการทำงานที่ยากที่สุดที่มนุษย์จะทำได้ เพราะมันต้องการให้เราเผชิญกับตัวเองทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะส่วนที่งดงาม
ผลลัพธ์ที่จะได้รับจากมิตินี้ คือความเชื่อมั่นในตัวเองที่ไม่ต้องอาศัยการยืนยันจากภายนอก เพราะมันสร้างขึ้นจากการทำงานจริงกับตัวเองจริง
มิติที่ 4: Become what you are กับการเติบโตและการสร้างความหมาย
เมื่อฤดูกาลเปลี่ยน ดอกไม้ที่แท้จริงจึงเบ่งบาน มีคำถามที่ลึกที่สุดในปรัชญาของนีเช่ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตของเราในยุคนี้ ซึ่งเป็นคำถามที่เขาฝากไว้ว่า "Does my life as I am living it reflect the deepest truth of who I am?" ชีวิตที่ฉันกำลังใช้อยู่นี้ สะท้อนความจริงอันลึกที่สุดของฉันหรือไม่
นี่ไม่ใช่คำถามเพื่อตัดสิน มันเป็นคำถามเพื่อเติบโต นีเช่เสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากชื่อว่า Eternal Recurrence หรือการวนซ้ำนิรันดร์ เขาถามว่า "ถ้าคุณต้องใช้ชีวิตนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกรายละเอียด เป็นล้านๆ ครั้ง คุณจะยินดีกับมันไหม" ถ้าคำตอบคือไม่ นั่นคือสัญญาณว่ามีบางอย่างในชีวิตที่ยังไม่ได้สอดคล้องกับตัวเองแท้จริง และนั่นไม่ใช่การสรรเสริญความทุกข์ มันคือแรงบันดาลใจให้เปลี่ยน
ลองนึกถึงฤดูกาล ดอกไม้ไม่ได้เบ่งบานตลอดปี มันผ่านฤดูหนาวที่หนาวเหน็บ ผ่านฤดูใบไม้ร่วงที่ทุกอย่างหล่นลง ผ่านความมืดและความหนาว แต่เมื่อถึงเวลาของมัน มันเบ่งบานเต็มที่ ไม่ใช่เพราะมันหนีจากฤดูหนาว แต่เพราะมันผ่านมันมา การเติบโตของมนุษย์ก็เช่นกัน เราไม่สามารถข้ามความยากลำบากได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะใช้มันเป็นเชื้อเพลิง
อัลแบร์ กามู นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ผู้ใกล้เคียงกับอัตถิภาวนิยม ถึงแม้เขาจะปฏิเสธคำนี้เอง เขาพูดถึงตำนานซิซิฟัส ชายผู้ถูกสาปให้กลิ้งหินขึ้นเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปตลอดกาล กามูบอกว่า "One must imagine Sisyphus happy." ต้องจินตนาการว่าซิซิฟัสมีความสุข ไม่ใช่เพราะหินกลิ้งลงมาไม่เจ็บปวด แต่เพราะในการกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยสติสัมปชัญญะนั้น เขาเป็นเจ้าของประสบการณ์ของตัวเอง เขาไม่ยอมให้โชคชะตาเอาตัวตนของเขาไปด้วย
สิ่งนี้เชื่อมโยงกับแนวคิดทางพุทธปรัชญาในเรื่อง โยนิโสมนสิการ หรือการคิดพิจารณาอย่างแยบคาย คือการมองสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยปัญญา ไม่ใช่อารมณ์ตอบสนองอัตโนมัติ การมองความเจ็บปวดว่ามันสอนอะไร การมองความล้มเหลวว่ามันเปิดเผยอะไร
ในทาง neuroscience หรือประสาทวิทยาศาสตร์ สมองของมนุษย์มีคุณสมบัติที่เรียกว่า neuroplasticity หรือความยืดหยุ่นของระบบประสาท ซึ่งหมายความว่าสมองสามารถสร้างการเชื่อมต่อใหม่ได้ตลอดชีวิต นิสัย ความคิด และแม้แต่ "อัตลักษณ์" ของเราไม่ได้ตายตัว เราสามารถหล่อหลอมตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง และนั่นคือพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนสิ่งที่นีเช่พูดถึงมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19
แต่การเติบโตในแบบของนีเช่ ไม่ใช่การแข่งขันกับคนอื่น มันคือการก้าวข้ามตัวเองเมื่อวาน เขากล่าวว่า "The secret for harvesting from existence the greatest fruit is to live life dangerously." ความลับในการเก็บเกี่ยวผลไม้ที่สุกงอมที่สุดจากการมีอยู่ คือการใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญ การใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงที่โง่เขลา มันหมายถึงการกล้าเลือกทิศทางที่ตัวเองเชื่อ แม้ไม่มีการรับประกัน
สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องของการเปรียบเทียบกับพุทธปรัชญาคือ แม้จะเน้นการสร้างตัวตนให้สูงขึ้น ขณะที่พุทธปรัชญาจะเน้นอนัตตา หรืออนัตตา ซึ่งหมายถึงการเห็นว่าตัวตนถาวรเป็นสิ่งที่ไม่มีจริง แต่ทั้งสองมีจุดร่วมที่สำคัญมาก นั่นคือทั้งคู่ไม่ยอมให้มนุษย์อยู่ในความหลับไหลและการยึดติดแบบอัตโนมัติ นีเช่บอกว่า "จงตื่นขึ้นแล้วสร้างตัวเอง" พุทธปรัชญาบอกว่า "จงตื่นขึ้นแล้วเห็นความจริงตามที่เป็น" เส้นทางต่างกัน แต่จุดออกเดินทางเดียวกัน นั่นคือการปฏิเสธชีวิตที่หลับไหล
ผลลัพธ์ที่จะได้รับจากมิตินี้ คือความรู้สึกว่าชีวิตมีทิศทาง ไม่ใช่เพราะมีใครบอกว่าควรไปไหน แต่เพราะเราเริ่มรู้จักว่าตัวเองเป็นใครมากพอที่จะเลือกได้
สรุป และยกระดับแนวคิด
เราเดินทางมาไกลมากในวันนี้ จากคำถามที่เงียบๆ ในยามค่ำคืนนั้น ไปสู่หัวใจของปรัชญาที่ท้าทายและงดงามที่สุดบทหนึ่งของมนุษยชาติ ถ้าจะสรุปทุกอย่างที่นีเช่ฝากไว้ให้เรา ด้วยประโยคนั้น บางทีมันอาจสรุปได้ว่า มนุษย์จำนวนมากตายไปโดยไม่เคยเกิด พวกเขามีชีวิตทางชีววิทยามีลมหายใจ มีวันเดือนปี แต่ไม่เคยตื่นขึ้นเป็นตัวเอง ไม่เคยได้ยินเสียงของตัวเองที่แท้จริง ไม่เคยใช้พลังงานชีวิตกับสิ่งที่มาจากภายในอย่างแท้จริง
แต่นั่นไม่ใช่ชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ "Become what you are" จงเป็นในสิ่งที่ท่านเป็น คือคำเชิญชวนให้เกิดครั้งที่ 2 ไม่ใช่จากครรภ์มารดา แต่จากการตื่นรู้ของตัวเอง และการเกิดครั้งนี้ไม่มีอายุจำกัด ไม่ว่าคุณจะอายุ 20 40 หรือ 60 เมล็ดพันธุ์แท้จริงของคุณยังอยู่ตรงนั้น รอเพียงแสงสว่างที่ถูกต้อง
คำถามที่นีเช่ต้องการให้เราพกติดตัวไป ไม่ใช่ว่า "โลกต้องการอะไรจากฉัน" แต่คือ "ศักยภาพที่ลึกที่สุดในตัวฉัน กำลังเรียกร้องอะไรจากชีวิตนี้" ผู้ที่เลียนแบบคนอื่นอาจปลอดภัย แต่ผู้ที่เป็นตัวเองอย่างแท้จริง จึงจะเป็นอิสระ และอิสรภาพนั้นไม่ใช่การหนีจากโลก แต่คือการยืนอยู่ในโลกด้วยรากที่ลึก เหมือนต้นสนบนยอดเขาที่ผ่านพายุมานับร้อยครั้ง ยืนในที่ที่มันควรอยู่ สวยงาม ไม่ใช่เพราะมันสมบูรณ์แบบ แต่เพราะมันเป็นตัวเองอย่างสมบูรณ์
นีเช่เองกล่าวไว้ว่า "He who has a why to live can bear almost any how." ผู้ที่มีเหตุผลในการดำรงชีวิต สามารถทนต่อวิถีชีวิตแบบใดก็ได้ และเหตุผลในการดำรงชีวิตที่ลึกที่สุด คือการได้เป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็นอย่างเต็มและสมบูรณ์
ขอปิดท้ายวันนี้ด้วยบทกวีของ ไรเนอร์ มาเรีย ริลเค่ กวีชาวออสเตรีย-โบฮีเมียนผู้ล้ำลึก ที่เขียนไว้ใน *Letters to a Young Poet* ซึ่งเหมาะกับทุกคนที่กำลังค้นหาตัวเอง ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่
"จงอดทนต่อทุกสิ่งที่ยังมิอาจคลี่คลายในดวงใจ และจงพยายามโอบรับคำถามนั้นด้วยความรัก เฉกเช่นมันเป็นห้องหับที่ถูกปิดตาย หรือเป็นคัมภีร์ที่จารึกด้วยภาษาต่างถิ่น จงลองใช้ชีวิตอยู่กับคำถามเหล่านั้นในปัจจุบันขณะ แล้ววันหนึ่งในภายภาคหน้า โดยมิทันรู้ตัว ท่านจะค่อยๆ ใช้ชีวิตผ่านพ้นจนบรรลุถึงคำตอบในที่สุด"
- ไรเนอร์ มาเรีย ริลเค่
ขอให้ทุกท่านได้ยินเสียงของตัวเองในวันนี้ จนกว่าจะพบกันใหม่ในตอนหน้า นี่คือ ปรัชญาdaี่ สำหรับคนที่กล้าใช้สมองประลองความจริง สวัสดี