Transcription
คุณเคยไหมครับ ที่ต้องทุ่มเถียงกับใครสักคน ในเรื่องของความเชื่อ เรื่องที่เรามั่นใจ เหลือเกินว่าสิ่งที่เรายึดถืออยู่นั้นคือ ความจริงเพียงหนึ่งเดียว เป็นหนทางที่ถูก ต้องที่สุด ในขณะที่คนอื่นเป็นฝ่ายผิด
สวัสดีครับ
[เพลง] ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่องดำรีวิวเปิดธรรมที่ ถูกปิด ในค่ำคืนที่ความเงียบสงบโอบล้อมรอบ ตัวเราเช่นนี้ ผมอยากชวนคุณผู้ฟังทิ้งความ วุ่นวายของโลกปัจจุบันไว้เบื้องหลัง แล้ว ค่อยๆ ก้าวเดินย้อนเวลากลับไป
[เพลง] กลับไป สู่ยุคสมัยที่ชมพูทวีปยังคุกรุ่นไปด้วย กลิ่นอายแห่งการแสวงหาทางจิตวิญญาณ ย้อนกลับไปกว่า 2500 ปี ณ แคว้นโกศลอัน กว้างใหญ่ มีหมู่บ้านพราหมณ์แห่งหนึ่งชื่อ
[เพลง] ว่า มณสากตะ หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดานะ ครับ แต่เป็นศูนย์ศูนย์รวมของเหล่าพราหมณ์ มหาศาลผู้มีชาติตระกูลสูงส่ง
[เพลง] เป็น แหล่งรวมตัวของปราชญ์และนักบวชผู้ยิ่ง ใหญ่มากมาย
[เพลง] ที่ต่างพำนักอาศัยและ สั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาอยู่ในอาณาบริเวณนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบ
[เพลง] อวลไปด้วย มนต์ขลังแห่งคัมภีร์พระเวท มีชายหนุ่ม 2 คน ซึ่งถือได้ว่าเป็นระดับหัวกะทิของยุค นั้น คนหนึ่งชื่อว่า วาเศษฐะ ส่วนอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า พารัฐววาชะ ทั้งสองไม่ใช่ไพร่ฟ้า สามัญชน แต่เป็นมานพหนุ่มรูปงาม เกิดใน ตระกูลพราหมณ์ที่สูงศักดิ์ ได้
[เพลง] รับ การบ่มเพาะวิชาความรู้มาอย่างดีเยี่ยม พวกเขาแตกฉานในคัมภีร์ ทรงจำบทสวดได้ทุกตัว อักษร เรียกได้ว่าเป็นอนาคตของศาสนจักรใน ยุคนั้นเลยก็ว่าได้ครับ
วาเศษฐะเป็นศิษย์เอกของพราหมณ์ชื่อ โปครสาติ อาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้
[เพลง] รับ การยอมรับนับถือจากกษัตริย์ ส่วน ภารัฐวาชะก็เป็นศิษย์ก้นกุฏิของพราหมณ์ ตารุกขะ ซึ่งเป็นปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ มี บารมีไม่แพ้กัน
ในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่แสงสี ธงของดวงอาทิตย์กำลังทอดตัวยาวผ่านทิวไม้ ในป่าอันร่มรื่น ชายหนุ่มทั้งสองกำลังเดิน ทอดน่องสนทนากันไปตามทาง
[เพลง] เดินดินส ข้างทางปกคลุมไปด้วยความสงบ แต่ว่าภายในหัวใจของพวกเขาทั้งคู่กลับมี พายุคลื่นลมแห่งความคิดที่กำลังก่อตัว ขึ้นอย่างเงียบๆ
หัวข้อที่พวกเขาสนทนากัน ไม่ใช่เรื่องทางโลกีย ไม่ใช่เรื่องของความ เพลิดเพลินหรือความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ แต่พวกเขากำลังถกเถียงกันถึงเป้าหมายสูงสุด ของชีวิต สำหรับชาวพราหมณ์ในยุคนั้น ความ สำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่การได้เป็น กษัตริย์ครองแผ่นดินนะครับ แต่คือ
[เพลง] การได้เข้าถึงความเป็นพรหม การได้กลับไปหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระ พรหมผู้สร้างโลก ซึ่งพวกเขาเชื่อว่านั่น คือความหลุดพ้น
[เพลง] คืออิสรภาพที่แท้ จริง แต่ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ วาเศษฐะ ผู้ หยิ่งทนงในความรู้ของตน ได้กล่าวขึ้นด้วย น้ำเสียงหนักแน่นว่า "เพื่อนเอ๋ย หนทางเดียว เท่านั้นที่เป็น
[เพลง] ทางสายตรง เป็นทาง ที่จะนำพาผู้ปฏิบัติไปสู่ความเป็นสหายของ พรหมได้ คือหนทางที่ท่านอาจารย์โปครสาติ ของข้าได้สั่งสอนไว้เท่านั้น ทางอื่นนอก จากนี้ล้วนเป็นทางอ้อมและอาจทำให้หลงทิศ ผิดทางได้"
ภารัฐวาชะได้ยินดังนั้นก็หยุดเดิน เขาหันมา สบตากับสหายรัก สายตาของเขาเต็มไปด้วยความ ไม่ยอมรับ ก่อนจะเอ่ยสวนขึ้นมาทันทีว่า "วาเศษฐะ
[เพลง] เจ้าช่างด่วนสรุปนักหนา หนทางที่ถูกต้องอย่าง แท้จริง ทางที่จะนำพาดวงจิตไปหลอมรวมกับ พรหมได้มีเพียงทางเดียวเท่านั้น นั่นคือคำ สอนของท่านอาจารย์ตารุกขะของข้าต่างหาก สิ่งที่อาจารย์ของข้าถ่ายทอดมาคือคัมภีร์ ที่บริสุทธิ์ที่สุด ไม่มีทางอื่นใดที่ประเสริฐไปกว่านี้อีก แล้ว"
จากบทสนทนาที่ราบเรียบเริ่มแปร เปลี่ยนเป็นการถกเถียง
[เพลง] จากเสียงที่ นุ่มนวลเริ่มดังขึ้นและเต็มไปด้วยอารมณ์ ลองนึกภาพตามนะครับ ชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยความรู้ 2 คน กำลังยืนประชันหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างงัดเอาตำรา อ้างเอาคำสอนของ ครูบาอาจารย์ ยกเอาตรรกะเหตุผลสารพัดมา หักล้างกันอย่างไม่ลดละ "ทางของข้าสิถูก ไม่ใช่ทางของข้าต่างหากที่ตรงที่สุด" พวกเขา ยืนยันหัวชนฝา ไม่มีใครยอมถอยให้กันแม้แต่ ก้าวเดียว ทิฐิหรือความยึดมั่นถือมั่นใน ความคิดของตนกำลังก่อตัวเป็นกำแพงหนาที่ ปิดกั้นการรับฟัง เปรียบเสมือนเหมือนคน 2 คนที่ยืนอยู่ตรงแยกกลางป่าทึบ จนมองไม่ เห็นแม้แต่มือของตัวเอง คนหนึ่งชี้ไปทาง ซ้ายบอกว่า "นี่คือทางออกจากป่า" อีกคนชี้ไป ทางขวาบอกว่า "ทางนี้ต่างหากคือทางรอด" พวกเขา ถกเถียงกันแทบเป็นแทบตาย ทั้งๆที่ความ จริงก็คือยังไม่มีใครเคยเดินไปถึงปลายทาง นั้นเลยสักคนเดียว
[เพลง] เวลาล่วงเลยไปจนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ความ มืดเริ่มเข้ามาเยือนพร้อมกับความเหนื่อยล้าทางจิต ในที่สุด ชายหนุ่มทั้งสองก็ตระหนักได้ว่า ต่อให้พวกเขายืนเถียงกันไปจนถึงเช้า หรือเถียงกันไปตลอดทั้งชีวิต ก็ไม่มีทางหาข้อ สรุปได้
[เพลง] ตราบใดที่ต่างฝ่ายต่างก็ใช้ ความเชื่อของตนเป็นไม้บรรทัดวัดความถูก ต้องของอีกคน ความขัดแย้งนี้ต้องการคนกลาง พวกเขาต้องการผู้รู้ ผู้ที่ปราศจากความ ลำเอียง ผู้ที่ก้าวข้ามขอบเขตของตำราและ ความเชื่อแบบเดิมๆ เพื่อมาชี้ขาดว่าท้าย ที่สุดแล้วหนทางใดกันแน่คือทางไปสู่พรหม ที่แท้จริง
พวกเขาเก็บความสงสัยอันหนักอึ้งนี้ไว้ในใจ และในวินาทีนั้นเอง สายตาของพวกเขาก็มองฝ่าความมืดทอด
[เพลง] ไปไกล ยังป่ามะม่วงอันร่มรื่นที่อยู่ริมแม่น้ำ อจิรวดี ณ ป่ามะม่วงแห่งนั้น มีแสงสว่างอันเงียบสงบ กำลังรอคอยพวกเขาอยู่ แสงสว่างจากใครสักคน ที่มีดวงตาเห็นธรรมอย่างแท้จริง แสงสว่างแห่งปัญญาที่ไม่เพียงแต่ส่องนำ ทางในความมืดมิดของยามราตรี แต่ยังส่อง ทะลุเข้าไปถึงเงามืดในจิตใจของชายหนุ่ม ทั้งสอง
ป่ามะม่วงอันร่มรื่นริมฝั่งแม่น้ำอจิรวดี แห่งนั้น แท้จริงแล้วเป็นสมบัติของพราหมณ์ โปครสาติ อาจารย์ของวาเศษฐะนั่นเองครับ แต่ในยามนี้ สถานที่แห่งนี้ได้รับการประดับประดาด้วย ความสงบอันศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นที่ ประทับชั่วคราวของพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่กว่า 500 รูป ผู้เดินทางจาริกมาโปรดสรรพสัตว์ในแคว้น โกศล
เมื่อความเหนื่อยล้าจากการทุ่มเถียงกัด กินพลังงานจนถึงขีดสุด วาเศษฐะจึงหันไป หาภารัฐวาชะ สหายผู้เป็นคู่ปรับทางความคิด ด้วยน้ำ เสียงที่อ่อนลงและเต็มไปด้วยความโหย หาคำตอบ "ภารัฐวาชะ เพื่อนรัก พระสมณโคดมผู้สากยบุตร บัดนี้ประทับอยู่ที่ป่าอัมพวันริมแม่น้ำ อจิรวดี กิตติศัพท์อันงดงามของพระองค์ฟุ้ง กระจายไปทั่วสารทิศว่าทรงเป็นพระอรหันต์ ทรงตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ทรงเบิกบาน ทรงรู้แจ้งโลก มาเถิดเพื่อนเอ๋ย เราจงพากันไปเข้าเฝ้าพระองค์กันเถิด บางทีความคลาง แคลงใจที่ผูกมัดเราสองคนไว้อาจจะถูกปลด เปลื้องลงได้ ณ ที่แห่งนั้น"
ภารัฐวาชะพยักหน้ารับโดยไม่มีคำโต้แย้งใด ๆ อีก ทิฐิมานะที่เคยเชิดชูจนสูงตระหง่าน บัด นี้ถูกพับเก็บลงชั่วคราว พวกเขาก้าวเดิน เคียงข้างกัน ทิ้งรอยเท้าแห่งความสับสนไว้ เบื้องหลัง มุ่งหน้าสู่ร่มเงาแห่งอัมพวัน
เสียงฝีเท้าของมานพหนุ่มทั้งสองย่ำลงบน พื้นดิน คลอไปกับเสียงกระแสน้ำของแม่น้ำ อจิรวดีที่ไหลเอื่อย ยิ่งพวกเขาเดินลึก เข้าไปในอาณาบริเวณของป่ามะม่วงมากเท่า ไหร่ บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งแปรเปลี่ยนไป จากเสียงนกกาที่เคยเซ็งแซ่ ค่อยๆ เงียบสงัดลง สายลมเย็นที่พัดผ่านทิวไม้ ราวกับพัดพาเอาความรุ่มร้อนในหัวใจของพวกเขา ให้เจือจาง ลงไปด้วย
และแล้ว ภาพเบื้องหน้าก็ปรากฏขึ้น ท่ามกลางแมกไม้ใหญ่ ชายหนุ่มระดับหัวกะทิ แห่งสังคมพราหมณ์ ถึงกับต้องหยุดชะงัก ลม หายใจของพวกเขา สะดุดไปชั่วขณะ ภาพที่ พวกเขาเห็น ไม่ใช่งานพิธีกรรมที่อึกทึกครึก โครม ไม่ใช่การสวดมนต์อ้อนวอนทวยเทพด้วย เสียงอันดัง อย่างที่พวกเขาเคยชินในสำนัก พราหมณ์ แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือ ภิกษุสงฆ์ 500 รูป ที่นั่งขัดสมาธิอย่าง สงบเงียบนิ่งสนิท ราวกับภูเขาหินที่ไม่มี พายุใดมาสั่นคลอนได้ ไม่มี การกระแอมกระไอ ไม่มีการกระซิบกระซาบ มีเพียงความสงัดที่ แผ่ซ่านออกมาเป็นพลังงานที่สัมผัสได้ เป็น ความเงียบที่ดังกึกก้องเข้าไปในความรู้สึก และตรงกึ่งกลางของความสงบเงียบนั้น
[เพลง] ประทับนั่งด้วยรูปกายที่งดงามเหนือมนุษย์ พระพุทธองค์องค์ประทับอยู่นโคนต้นมะม่วง ใหญ่ พระวรกายสง่างาม
[เพลง] พระพักตร์ผ่องใส เปี่ยมไปด้วยความเมตตาที่ไม่ มีประมาณ
[เพลง] คล้ายกับผืนน้ำในมหาสมุทร ยามไร้คลื่นลม ที่สะท้อนแสงจันทร์กระจ่าง ในยามค่ำคืน ความสว่างไสวที่แผ่ออกมา ไม่ใช่แสงที่แสบ ตา แต่เป็นความสว่างที่หล่อเลี้ยงดวงจิต ของผู้ที่ได้พบเห็นให้ร่มเย็น
ชายหนุ่มทั้ง
[เพลง] สอง ซึ่งไม่กี่อึดใจก่อนหน้านี้ ยังยืนเชิด หน้าท้าทายกันด้วยคัมภีร์และความเชื่อที่ คับแคบ บัดนี้ เมื่อได้มายืนอยู่ต่อหน้า กระแสแห่งความบริสุทธิ์ กำแพงแห่งความ หยิ่งทนงในชาติตระกูลและความรู้ของตน ก็ พังทลายลงอย่างราบคาบ พวกเขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปหาพระบรมศาสดา ไม่ใช่ด้วยท่าทีของนักปราชญ์ผู้มาท้าทาย ตรรกะ แต่ประดุจนักเดินทางที่หลงทางกลาง ทะเลทราย แล้วได้มาพบกับสระน้ำใสสะอาดอัน เยือกเย็น
เมื่อเข้าถึงที่ประทับ วาเศษฐะ และ พารัฐวาชะ ได้กล่าวคำทักทายปราศรัยตาม ธรรมเนียมของผู้มีมารยาทอันงดงามในยุค นั้น ก่อนจะถอยหลบออกไปนั่ง ณ ที่อันสมควร ความเงียบทอดตัวอยู่ครู่หนึ่ง เป็นความ เงียบที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้รวบรวมความ กล้า รวบรวมคำถามที่กำลังสุมขอนอยู่ในหัวใจ คำถามที่พวกเขาเพิ่งจะเถียงกันแทบเป็น แทบตาย คำถามที่ครอบงำความเชื่อของคนทั้ง ชมพูทวีป
วาเศษฐะสูดลมหายใจลึก ประนมมือขึ้นหว่างอก สายตาจับจ้องไปยังพระพักตร์อันสงบระงับของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก่อนจะขยับริมฝีปาก เพื่อปลดปล่อยคำถามที่จะพลิกประวัติศาสตร์แห่ง การแสวงหาทางจิตวิญญาณ
[เพลง] ไปตลอดกาล "ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ" เสียงของ วาเศษฐะ กังวานขึ้น ทำลายความเงียบสงัดของป่าอัมพวัน แต่กลับไม่ได้ทำลายความสงบในใจ ของผู้ที่ประทับฟังอยู่เลยแม้แต่น้อย มานพ หนุ่มเริ่มถ่ายทอดความขัดแย้งที่อัดอั้น อยู่ในใจ "พวกข้าพระองค์ทั้งสอง
[เพลง] มีความเห็นที่แตกต่างกัน ทุ่มเถียงกันมาตลอด ทางจนหาข้อยุติไม่ได้ พระเจ้าข้า ข้าพระ องค์ยืนยันว่าทางของท่านอาจารย์โปครสาติ
[เพลง] คือทางที่ถูกต้อง ส่วนสหายของข้าพระองค์ พารัฐวาชะ ก็ยืนกรานว่าทางของท่านอาจารย์ตารุกขะ ต่าง
[เพลง] หากคือทางที่ประเสริฐที่สุด"
วาเศษฐะนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะอธิบายขยาย ความให้กว้างขึ้นว่า "ในชมพูทวีปอันกว้างใหญ่ นี้ มีสำนักพราหมณ์อยู่มากมายเหลือเกิน บางพวกก็เป็นพราหมณ์
[เพลง] อัถวยา บาง พวกก็เป็นพราหมณ์ตติริยา บางพวกเป็นพราหมณ์ฉันโทกะ หรือพราหมณ์ ภาวริชะ อาจารย์ของแต่ละสำนักต่างก็บัญญัติหนทาง ปฏิบัติที่
[เพลง] แตกต่างกันออกไป สอนข้อวัตรที่ไม่เหมือนกัน มีบทสวดที่ไม่เหมือนกัน มีการบูชา
[เพลง] ที่ต่างรูปแบบกัน ราวกับเขาวงกตแห่งความเชื่อ ที่มีประตูทางเข้ามากมายนับไม่ถ้วน แต่ถึงแม้ทางจะต่างกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ" วาเศษฐะ ตั้งคำถามที่เป็นดั่งหัวใจของเรื่องทั้งหมด "มรรคาทั้งหมดที่พราหมณ์เหล่านั้นบัญญัติไว้ ท้ายที่สุดแล้วจะนำพาผู้ปฏิบัติไปสู่ ความหลุดพ้น ไปสู่ความเป็นสหายแห่งพรหมได้ เหมือนกันทั้งหมดใช่หรือไม่ พระเจ้าข้า"
เพื่อจะโน้มน้าวให้เห็นภาพ วาเศษฐะ ได้ยกข้อเปรียบเปรยที่เฉียบคมขึ้นมา "มันก็เหมือนกับหมู่บ้าน หรือ
[เพลง] นิคม ที่มีทางหลายสายทอดตัวมาบรรจบกัน ไม่ว่าคนจะเดินทางมาจากทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ หรือทิศใต้ สุดท้ายแล้วถนนทุกสายก็ย่อมมุ่งตรงเข้าสู่ ใจกลางเมืองเดียวกัน ทางของอาจารย์พราหมณ์ทุกสำนัก ไม่ว่าจะดูแตกต่างกันแค่ไหน ท้าย
[เพลง] สุดแล้วก็ย่อมมุ่งตรงไปสู่แคว้นแห่งพรหม เหมือนกัน ถ้าพระองค์เข้าใจถูกต้องหรือไม่ ท่านพระโคดม"
ลองจินตนาการถึงความรู้สึกของวาเศษฐะ
[เพลง] ในตอนนี้นะครับ เขาหวังเหลือเกินว่า พระพุทธองค์จะพยักพระพักตร์รับ และตรัสบอกว่า "ใช่แล้วล่ะ มานพ ทั้งสองคนถูกทั้งคู่นั่นแหละ แค่เลือกเดิน กันคนละเส้นทางเท่านั้นเอง" เพราะถ้าพระ พุทธองค์ทรงตอบแบบนั้น
[เพลง] การวิวาทของ 2 สหายก็จะจบลงอย่างสวยงาม แบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น วิน ๆ กันทั้ง 2 ฝ่าย
[เพลง] เป็นการประนีประนอมความเชื่อที่ทำให้ทุกคนสบายใจ แต่ทว่า ผู้ที่ประทับอยู่เบื้องหน้าพวกเขาคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รู้แจ้งโลก ผู้ที่ไม่ได้ตรัสธรรมเพื่อเอาใจใคร และไม่ได้ตอบคำถามเพื่อรักษาน้ำใจ
[เพลง] บนพื้นฐานของความหลงผิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทอดพระเนตรชาย
[เพลง] หนุ่มทั้งสอง ด้วยสายพระเนตรที่เปี่ยมไปด้วยมหากรุณา พระองค์ไม่ได้ทรงปฏิเสธในทันที และไม่ได้ทรงตรัสรับ แต่พระองค์
[เพลง] กำลังจะทรงใช้วิธีที่ลึกล้ำและชาญฉลาดยิ่งกว่านั้น นั่นคือการตั้งคำ
[เพลง] ถามย้อนกลับ เพื่อให้ พวกเขามองเห็นความมืดมิดที่ตัวเองกำลัง ยืนอยู่ด้วยดวงตาของพวกเขาเอง
"วาเศษฐะ" พระกระแสรับสั่งดัง ก้องขึ้นอย่างนุ่มนวล แต่ทรงพลัง สั่นสะเทือนไปถึงรากฐานความ เชื่อที่ฝังรากลึกมานับพันปี "เธอพร่ำบอก ว่าทางของพราหมณ์ทุกสำนักล้วนนำไปสู่ ความเป็นสหายแห่งพรหม ถ้าเช่นนั้น ตถาคตขอถามเธอสักหน่อยเถิด" คำถามที่กำลังจะหลุดออกจากพระโอษฐ์ในวินาที ถัดจากนี้ คือคำถามที่จะกระชากหน้ากากของเหล่า กูรูผู้แต่งคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งชมพูทวีป ให้พังทลายลงมาในพริบตา
"วาเศษฐะ" พระสุรเสียงที่ราบเรียบแต่ลึกล้ำ ตรัสถามมานพหนุ่มผู้กำลังรอคอยคำตอบ "บรรดาพราหมณ์ผู้รู้ไตรเพศทั้งหลาย ตั้งแต่ท่านอาจารย์โปครสาติของเธอไปจนถึงท่านอาจารย์ ตารุกขะ มีพราหมณ์แม้สักคนหนึ่งหรือไม่ ที่เคยเห็นพรหมด้วยตาของตนเอง"
วาเศษฐะชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะก้มศีรษะลงเล็กน้อย แล้วกราบทูลตามความเป็นจริง "ไม่มีเลย พระเจ้าข้า"
ท่านพระโคดม พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ได้ทรงหยุดเพียง เท่านั้น พระองค์ทรงรุกไล่ลึกลงไปถึงราก เง้าของความเชื่อ "แล้วอาจารย์ของอาจารย์เหล่านั้นเล่า มีใครสักคนมั้ยที่เคยเห็นพรหม"
"ไม่มีเลย พระเจ้าข้า"
"ถ้าเช่นนั้น ย้อนกลับไปให้ไกลกว่า นั้นอีก ย้อนไปจนถึง 7 ชั่วอายุคน มี พราหมณ์คนใดในอดีตมั้ยที่กล้ายืนยันว่า ตนเองเคยเผชิญหน้ากับพรหมผู้สร้างโลก"
"ไม่มีเลย พระเจ้าข้า" วาเศษฐะตอบด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแผ่วเบาลง ความมั่นใจที่เคยมีเต็มเปี่ยมเริ่มถูกสั่นคลอน ด้วยคำถามที่แสนจะเรียบง่ายแต่บาดลึกไปถึงกระดูกดำ
"วาเศษฐะเ๋ย" พระพุทธองค์ทรงย้ำ "แล้วบรรดาฤาษีในยุคโบราณเล่า ผู้เป็นต้นตำรับ ผู้รจนา คัมภีร์พระเวท ผู้แต่งมนตราทั้งหลาย ที่พวกเธอท่องบนกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ฤาษีเหล่านั้นเคยมีใครจารึกเอาไว้หรือไม่ว่า 'เรารู้ เราเห็นว่าพรหมอยู่ที่ไหน พรหมมาจากไหน และพรหมจะไปทางไหน' มีหรือไม่"
"ไม่มีเลย พระเจ้าข้า" วาเศษฐะตอบ บรรยากาศในป่าอัมพวัน บัดนี้เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจของมานพหนุ่มทั้งสองที่เริ่มหนักหน่วงขึ้น นี่คือความจริงที่พวกเขาไม่เคยตั้งคำถามมาก่อน ตลอดชีวิตของการศึกษา พวกเขาท่องจำ พวกเขาสวดอ้อนวอน พวกเขาถกเถียงกันแทบเป็นแทบตาย เพื่อปกป้องเส้นทางที่อาจารย์บอกว่าถูก ต้อง แต่กลับไม่เคยฉุกคิดเลยว่าผู้ที่ชี้ ทางเหล่านั้นก็ไม่เคยเห็นปลายทางเลยสักคน เดียว
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทอดพระเนตรดวง จิตที่กำลังสับสนของชายหนุ่ม แล้วตรัสอุปมาโวหาร ที่กลายเป็นประโยคคลาสสิก สั่นสะเทือนวงการนักบวชไปตลอดกาล "วาเศษฐะเ๋ย หากอาจารย์ของเธอไม่เคยเห็นพรหม อาจารย์ของอาจารย์ก็ไม่เคยเห็น แม้แต่ฤาษีผู้แต่ง คัมภีร์ก็ไม่เคยเห็น แล้วการที่พราหมณ์เหล่านั้นมายืนยัน บัญญัติหนทางว่า
[เพลง] 'ทางนี้เท่านั้นคือทางที่ถูกต้อง ทางนี้เท่านั้นที่นำไปสู่ความเป็นสหายของพรหม' คำกล่าวอ้างเหล่านั้นจะเป็นคำกล่าวที่มีเหตุผลได้อย่างไร เปรียบเหมือนกับแถวของคนตาบอด"
ลองหลับตาจินตนาการตามภาพนี้นะครับ แถวของคนตาบอดที่ยาวเหยียดกำลัง
[เพลง] เดินเกาะหลังกันไปในความมืดมิด คนตาบอดคนหน้าสุดก็มองไม่เห็นทาง
[เพลง] คนตาบอดคนกลางก็มองไม่เห็นทาง คนตาบอดคนหลังสุดก็มองไม่เห็นทาง พวกเขาต่างเกาะ ไหล่กันและกัน
[เพลง] เดินสะเปะสะปะไปในความมืดมิด ด้วยความ เชื่อมั่นว่าคนที่อยู่ข้างหน้าจะนำพาตนไป สู่แสงสว่าง
พระสุรเสียงของพระพุทธองค์ก้องกังวาน
>> [เพลง] >> กรีดลึกเข้าไปในทิฐิมานะของวาเศษฐะ "ภาษิตของพราหมณ์ผู้รู้ไตรเพศทั้งหลาย ก็ไม่ต่างอะไรกับแถวของคนตาบอดเหล่านั้นเลย คนที่เป็นอาจารย์ก็มองไม่เห็น คนที่เป็นศิษย์ก็มองไม่เห็น คนที่สืบทอดกันมารุ่น แล้วรุ่นเล่า ก็ล้วนแต่มองไม่เห็น วาเศษฐะเ๋ย เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเชื่อที่พวกเธอ หวงแหนและทุ่มเถียงกันมา ท้ายที่สุดแล้วมิ ใช่เป็นเพียงความว่างเปล่าและการหลอกตัวเอง หรอกหรือ"
วาเศษฐะนั่งนิ่งอึ้ง
[เพลง] สายตาของเขาเบิกกว้าง คัมภีร์ใบลานที่เคยเป็นดั่งอาวุธฟาดฟันศัตรูทางความคิด
[เพลง] บัดนี้ร่วงหล่นลงจากความรู้สึก เขามองเห็นตัวเองและสหายรักอย่างภารัฐวาชะ เป็นเพียงคนตาบอด 2 คน ที่กำลังเถียงกันว่า "สีขาวหรือสีดำสวยกว่ากัน" ทั้งๆที่พวกเขายืนอยู่ในห้องที่มืดมิด
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ทรงหยุดเพียง เท่านั้นครับ
[เพลง] การจะถอนรากถอนโคนความ หลงผิดที่ฝังลึก ต้องขุดให้ถึงก้นบึ้งของ จิตใจ และ
[เพลง] อุปมาต่อไปที่พระองค์กำลังจะตรัส จะขยี้ให้เห็นถึงความเพ้อฝันที่ มนุษย์เรามักจะสร้างขึ้นมาหลอกลวงตัวเอง อย่างเจ็บปวดที่สุด เพราะมันคือการตอกย้ำว่าสิ่งที่พวกเขา อุทิศชีวิตให้มาตลอด สิ่งที่พวกเขายึดมั่น และหวงแหน จริงแล้วอาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่พวกเขา สร้างขึ้นมาหลอกตัวเอง
ท่ามกลางความเงียบ งันของป่าอัมพวัน ที่มีเพียงเสียงใบไม้ไหวเบาๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงรู้แจ้งในสภาวะแห่งจิตใจของสรรพสัตว์ ทรง
[เพลง] ทอดพระเนตรดวงจิตของวาเศษฐะที่กำลังสั่นคลอน อย่างหนัก การทุบทำลายกำแพงแห่งความเชื่อเก่า ไม่ใช่การใช้ค้อนทุบให้แหลกสลายในคราวเดียว แต่คือการค่อยๆ เลาะอิฐออกทีละก้อน ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่าปัญญา พระองค์จึงตรัสอุปมาเรื่องต่อไป เพื่อฉาย ภาพให้เห็นถึงวังวนแห่งความมืดที่คนทั้ง ชมพูทวีปกำลังหลงทางอยู่
"วาเศษฐะ" พระสุรเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น ตรัส
[เพลง] ขึ้น "เปรียบเหมือนบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้าไปท่าม กลางฝูง
[เพลง] ชน แล้วเปล่าประกาศด้วยความ ลุ่มหลงว่า 'ข้าพเจ้ารัก ข้าพเจ้าปรารถนา หญิงที่งามที่สุดในชนบทนี้ ข้าพเจ้าอยากจะได้นางมาครอบครอง' หรือเกิน ลองนึกภาพตามนะครับ คุณผู้ฟัง ชายคนหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะตกหลุมรักอย่างสุดหัวใจ พร่ำเพ้อถึงความงามอันสมบูรณ์แบบ"
เมื่อฝูงชนได้ยินดังนั้น พระพุทธองค์ตรัส เล่าต่อว่า "พวกเขาจึงเข้าไปถามบุรุษผู้นั้นว่า 'ท่านผู้เจริญ หญิงงามที่สุดในชนบท ที่ท่านหลงรักนั้น ท่านรู้ไหมว่านางเกิดใน วรรณะใด เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ หรือเป็นสูตร' บุรุษผู้นั้นกลับส่ายหน้าแล้วตอบว่า 'ข้าพเจ้าไม่รู้' ฝูงชนจึงถามต่อไปอีกว่า 'อ้าว แล้วท่านรู้ไหมว่านางชื่ออะไร
[เพลง] อยู่ในตระกูลไหน รูปร่างของนางเป็นอย่างไร สูงหรือเตี้ย หรือสัดส่วนปาน
[เพลง] กลาง ผิวพรรณของนางล่ะ ดำคล้ำหรือว่าผิวขาวผ่อง ประดุจดอกบัว แล้วตอนนี้นางอาศัยอยู่ที่หมู่บ้าน
[เพลง] ไหน หรือนครใด' บุรุษผู้นั้นก็ยังคงตอบคำตอบเดิมว่า 'ข้าพเจ้าไม่รู้เลย'"
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ภาพของชายผู้โง่เขลาในนิทานอุปมา ปรากฏชัดเจนในห้วง ความคิดของมานพหนุ่ม ก่อนจะตรัสถามประโยค สำคัญว่า "วาเศษฐะ ฝูงชนจึงกล่าวกับเขาว่า 'ท่านผู้เจริญ
[เพลง] ท่านไม่รู้จัก ท่านไม่เคยเห็นหญิงผู้นั้นเลย แม้แต่น้อย แต่ท่านกลับบอกว่า ท่านรักและปรารถนาหญิงงามที่สุดในชนบท ผู้ นั้นอย่างนั้นหรือ' และเขาก็ตอบรับว่า 'ใช่แล้ว'"
"วาเศษฐะเ๋ย" เมื่อเป็นเช่นนี้ คำพูดของบุรุษผู้นั้นจะเป็นคำพูดที่มีเหตุผล
[เพลง] จะเป็นคำพูดที่รับฟังได้หรือไม่"
วาเศษฐะผู้เป็น
[เพลง] บัณฑิตที่ได้รับการศึกษามาอย่างดี เมื่อได้ฟังตรรกะที่เรียบง่ายแต่สะท้อนความจริงอย่างรุนแรงนี้ เขา ก็ตอบกลับโดยไม่ต้องหยุดคิดเลยว่า "ไม่เลย พระเจ้าข้า คำพูดของบุรุษผู้นั้นเป็นคำพูดที่เลื่อนลอย เป็นการเพ้อเจ้อ หาเหตุผลไม่ได้เลย พระเจ้าข้า"
เมื่อเหยื่อติดกับดักทางความคิดที่ตัวเองเป็น คนยอมรับเอง พระพุทธองค์ก็ทรงคลายปมทั้ง หมดให้ประจักษ์ "ถูกต้องแล้ว วาเศษฐะ พราหมณ์ผู้รู้ไตรเพศทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น พวกเขาไม่เคยเห็นพรหม ไม่รู้ว่าพรหมมีสภาพอย่างไร ไม่รู้ว่าพรหมอยู่ที่ไหน ไม่รู้เลยว่าความบริสุทธิ์แห่งพรหมที่แท้จริงคืออะไร แต่พวกเขากลับกล่าวยืนยันว่า 'เราจะแสดงหนทาง เราจะสอนปฏิปทาเพื่อความเป็นสหายของพรหม' ผู้ซึ่งเราไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น"
"วาเศษฐะ" คำกล่าวอ้างของอาจารย์เหล่านั้น จะต่างอะไรกับบุรุษผู้พร่ำเพ้อว่าหลงรัก หญิงงามที่ตนเองก็ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า เล่า"
ความเงียบกลับมาปกคลุมป่าอัมพวันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบของความสับสน มันคือความเงียบของความเข้าใจที่กำลังดัง กึกก้องอยู่ในหัวใจของวาเศษฐะและภารัฐวาชะ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา พวกเขาและเหล่าอาจารย์ ไม่ต่างอะไรกับชายหนุ่มผู้หลงรักเงาในอากาศ พวกเขาสร้างพรหมขึ้นมาในจินตนาการ สร้างกฎเกณฑ์ สร้างพิธีกรรมมากมายเพื่อ เดินทางไปหาสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง ในหัว และที่ตลกร้ายที่สุดก็คือพวกเขาถึง ขั้นจับอาวุธทางปัญญามาฟาดฟันและเถียงกัน แทบเป็นแทบตายว่าจินตนาการของใครคือของ จริง มันคือวังวนแห่งความมืดที่ผู้คนจูง มือกันเดินวนเวียนอยู่ในเขาวงกตที่ไม่มี ทางออก เพียงเพราะเชื่อว่ามีแสงสว่างรอ อยู่ที่ปลายทาง ทั้งๆที่คนนำทางก็หลับตาเดิน
เมื่อความเชื่อเดิมถูกรื้อถอนจนไม่ เหลือชิ้นดี คำถามที่ยิ่งใหญ่กว่าก็ผุด ขึ้นมาในหัวใจของมานพหนุ่ม "ท่าทางที่ อาจารย์สอนมาทั้งชีวิตเป็นเพียงการคลำทาง ในความมืด ถ้าการสวดอ้อนวอน การประกอบ พิธีกรรมไม่สามารถนำพาดวงจิตไปสู่ความ บริสุทธิ์สุดได้ แล้วอะไรเล่าคือสิ่งกีดขวาง อะไรคือโซ่ตรวนที่ล่ามมนุษย์ไว้ไม่ให้ ก้าวเดินไปสู่ความเป็นพรหมได้จริงๆ"
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทอดพระเนตรดวง จิตที่กำลังกระหายใคร่รู้ของมานพทั้งสอง ก่อนจะตรัสไขปริศนาอันยิ่งใหญ่นี้ว่า "วาเศษฐะ เปรียบเหมือนแม่น้ำอจิรวดีแห่งนี้ ในยาม ที่มีน้ำหลากมาจนเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง จน กาบินโฉบดื่มได้ หากมีบุรุษผู้หนึ่ง
[เพลง] มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะข้ามจาก ฝั่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้นอันร่มรื่นและปลอดภัย แต่ทว่าบุรุษ
[เพลง] ผู้นั้นกลับถูกเชือกเส้นใหญ่มัดแขนไพลหลังไว้อย่างแน่นหนา แถมยังถูกล่ามตรึงติดไว้กับต้นไม้บน ฝั่งนี้ วาเศษฐาเอ๋ย เธอคิดว่าบุรุษผู้ นั้น
[เพลง] จะสามารถข้ามแม่น้ำอจิรวดีไป ยังฝั่งตรงข้ามได้หรือไม่"
"ข้ามไม่ได้เลย พระเจ้าข้า" วาเศษฐะกราบทูลตอบอย่างฉงนใจ
"นั่นแหละว่าเศรษฐา พราหมณ์ผู้รู้ไตรเพศทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น พวกเขาปรารถนาที่จะข้าม
[เพลง] ฝั่งไปสู่ความเป็นสหายของพรหม แต่ในความเป็นจริง พวกเขากลับถูกล่ามไว้ ถูกพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา ด้วยสิ่งที่เรียกว่า กามคุณทั้ง 5"
คุณผู้ฟังครับ กามคุณทั้ง 5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เลย มันคือความเพลิดเพลินทางโลกที่เราคุ้น
[เพลง] เคยกันดี รูปที่สวยงามชวนให้หลงใหล เสียงที่ไพเราะเสนาะหู
[เพลง] กลิ่นที่หอม หวนชวนฝัน รสชาติที่อร่อยลิ้น
>> [เพลง] >> และสัมผัสที่นุ่มนวลชวนให้ติดอกติดใจ สิ่ง เหล่านี้สำหรับคนทั่วไปอาจมองว่าเป็นความ สุข
[เพลง] แต่ในมุมมองของผู้ที่ปรารถนา ความหลุดพ้นขั้นสูงสุด มันคือเครื่อง
[เพลง] จองจำ เป็นเชือกที่มองไม่เห็น ที่มัด ดวงจิตของเราไว้กับโลกใบนี้
พระพุทธองค์ตรัสชี้ให้เห็นความจริงอันเจ็บปวดว่า เหล่าอาจารย์พราหมณ์ที่อ้างตนว่าเป็นผู้ ชี้ทางสว่างนั้นแท้
[เพลง] จริงแล้วพวกเขา ยังคงหมกมุ่น ยังคงลุ่มหลง และ
[เพลง] ติดหล่มอยู่ในความเพลิดเพลินทางโลกเหล่านี้ อย่างถอนตัวไม่ขึ้น พวกเขาถูกเชือกแห่งความพึงพอใจมัดแขนไพลหลังไว้ แล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปว่ายน้ำข้ามฝั่งแห่ง สังสารวัฏได้เล่า
แต่โซ่ตรวนยังไม่ได้หมดเพียงแค่นี้ครับ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสอุปมาเรื่องที่ 2
[เพลง] เพื่อขยี้ให้เห็นถึงความมืดบอด ที่ซ้อนทับลงไปอีกชั้นหนึ่ง "วาเศษฐะ สมมุติว่าบุรุษผู้นั้นไม่
[เพลง] ได้ถูกมัดแขนไพลหลัง แต่เขากลับนอนคลุมโปงเอาผ้าห่มคลุม มิดตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่บนฝั่งนี้ เธอคิดว่าเขาจะสามารถมองเห็นทางและข้ามไปยัง ฝั่งตรงข้ามได้หรือไม่"
"ข้ามไม่ได้เลย พระเจ้าข้า" วาเศษฐะตอบเสียงแผ่ว
"ถูกต้อง วาเศษฐะ ผ้าคลุมโปงที่ปิดบังดวงตาและสติปัญญาของ พราหมณ์เหล่านั้น ตถาคตเรียกว่า นิวรณ์ 5 นิวรณ์คือม่านหมอกกิเลสที่กั้นจิต
[เพลง] ไม่ให้บรรลุความดีงามครับ มันคือตัวการที่ ทำให้ใจของเราขุ่นมัวและสูญเสียพลัง
[เพลง] งาน มันประกอบไปด้วย 1. ความหงุดหงิด พอใจในกิเลส ความปรารถนาอยากได้
[เพลง] ไม่สิ้นสุด 2. ความคิดพยาบาท ความโกรธ เคืองขัด
[เพลง] ใจ และอยากทำลายล้าง 3. ความหดหู่ ซึมเซา ความขี้เกียจที่เกาะกิน จิตใจจนไร้เรี่ยวแรง 4.
[เพลง] ความฟุ้ง ซ่านรำคาญใจ จิตที่แกว่งไปแกว่งมาเหมือน ลิงที่กระโดดเกาะกิ่งไม้ไม่ยอมหยุด และ 5. ความลังเลสงสัย ความไม่แน่ใจในหนทางที่ตน กำลังเดิน"
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรุปด้วยพระสุรเสียงที่ ก้องกังวาน
[เพลง] ปลุกจิตสำนึกของมานพทั้งสองให้ตื่นจาก ภวังค์
[เพลง] "วาเศษฐะ พราหมณ์ผู้รู้ไตรเพศของเธอล้วนถูกนิวรณ์ทั้ง 5 ประการนี้ ครอบงำ ห่อหุ้มรัดรึงเอาไว้ พวกเขาเต็มไปด้วยความ ยึดติด เต็มไปด้วยความขัดเคือง
[เพลง] เต็ม ไปด้วยความฟุ้งซ่าน ในขณะที่พรหมซึ่งเป็น เป้าหมายสูงสุดของพวกเธอ เป็นสภาวะที่ไม่มีความยึดติด ไม่มี ความโกรธเคือง ไม่มี ความขุ่นมัว
[เพลง] มีแต่ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง วาเศษฐะเ๋ย พราหมณ์ผู้ยังมีกิเลส เครื่องร้อยรัด ผู้ยังมีจิตใจขุ่นมัว เมื่อ
[เพลง] แตกกายทำลายขันธ์ไปแล้ว จะไปอยู่รวมกับพรหมที่หมดจดจากกิเลส
[เพลง] ผู้มีความบริสุทธิ์ได้อย่างไรกัน นั่นเป็น ฐานะที่เป็นไปไม่ได้เลย"
คำตรัสประโยคนี้เหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมา กลางวงสนทนา มันช่างสมเหตุสมผล เรียบง่าย แต่ทำลายล้างความเชื่อผิดๆจน
[เพลง] หมดสิ้น สภาวะของพรหมคือความบริสุทธิ์ แต่ผู้ที่สอนทางไปสู่พรหม กลับมีจิตใจที่เต็มไปด้วยความมัวหมองและความทะยานอยาก น้ำที่ขุ่น คลั่งไปด้วยโคลนตม จะไหลไปรวมกับน้ำแร่ที่ ใสบริสุทธิ์ได้อย่างไร คนที่มีหัวใจอัน หนักอึ้งไปด้วยกิเลส
[เพลง] จะลอยตัวขึ้นไป สู่ดินแดนแห่งความเบาสบายได้อย่างไร
วาเศษฐะและภารัฐวาชะนิ่งงัน ความหยิ่ง ทะนงในชาติตระกูลและคัมภีร์พระเวทของพวก เขาล่มสลายหายไปจนหมดสิ้น สิ่งที่เหลือ อยู่มีแต่ความรู้สึกของคนที่กำลังจมน้ำ แล้วพยายามไขว่คว้าหาท่อนไม้เพื่อพยุง ชีวิต "ถ้าเช่นนั้น ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้ เจริญ" กราบทูลด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
[เพลง] แต่เต็มไปด้วยความเคารพอย่างสูงสุด "หนทางใดเล่า พระเจ้าข้า หนทางใดกันแน่ที่จะสามารถตัดโซ่ตรวนเหล่านี้ และนำพาดวงจิตไปสู่ความเป็นสหายของพรหมได้อย่างแท้จริง"
ณ วินาทีนั้นเอง ในป่ามะม่วงอันเงียบสงัด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์น้อยๆ พระองค์ได้ทำลายบ้านหลังเก่าที่ผุพังของ มานพทั้งสองจนราบคาบแล้ว และตอนนี้พระองค์กำลังจะทรงสร้างปราสาทแห่งปัญญาหลังใหม่ ที่งดงามและมั่นคงทนทาน มอบให้กับพวกเขา มัคควิถีแห่งพุทธะ สะพานที่
[เพลง] ทอดข้าม ฝั่งแห่งความตายกำลังจะถูกเปิดเผยขึ้นแล้ว
"ถูกเปิดเผยขึ้นแล้ว" พระสุรเสียงอันลุ่มลึกและทรง
[เพลง] พลังที่ดังกังวานก้องอยู่ในความรู้สึกของมานพทั้งสอง "วาเศษฐะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มต้นการ สร้างสะพานแห่งปัญญา 'ตถาคตอุบัติขึ้นมาแล้วในโลกนี้ เป็นพระ อรหันต์ ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง เสด็จไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็นผู้ฝึกคน ตถาคตแสดงธรรมที่มีความงดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง และงดงามในที่สุด'"
ธรรมะที่พระองค์กำลังทรงแสดงนี้ ไม่ใช่ คาถาเวทมนตร์ลึกลับ ไม่ใช่บทสวดอ้อนวอนทวย เทพที่ต้องทำในที่ลับตา แต่มันคือความจริง ที่เปิดเผย สว่างไสว และท้าทายให้ทุกคนเข้า มาพิสูจน์ด้วยตนเอง
วาเศษฐะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสเล่าต่อ "เมื่อคฤหัสบดี หรือบุตรแห่งคฤหัสบดี ได้ สดับรับฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมเกิดศรัทธา เมื่อศรัทธาอย่างรากลึกลงในใจ เขาย่อม ตระหนักรู้ว่าฆราวาส หรือการครองเรือนนั้น เป็นทางที่คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี ส่วน บรรพชา หรือการสละทิ้งทางโลก เป็นเสมือนที่ โล่งกว้าง"
คุณผู้ฟัง ลองจินตนาการตามนะครับ ชีวิตทางโลกที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มันช่างเต็มไปด้วยฝุ่นควันแห่งความ วุ่นวาย เราต้องดิ้นรนหาทรัพย์ ต้องสะสม สิ่งของ ต้องปกป้องสิ่งที่เรามี ต้องแก่งแย่ง แข่งขัน ยิ่งมีมากก็ยิ่งเหมือนมีเชือกผูก มัดรัดตัวเราให้แน่นขึ้น มันคับแคบจนแทบจะ ไม่มีพื้นที่ให้จิตใจได้หยุดพักหายใจ
พระพุทธองค์ทรงฉายภาพให้เห็นถึงจุดเริ่มต้น ของการเดินทาง เมื่อคนหนึ่งตระหนักได้ว่า การแบกโลกทั้งใบเอาไว้มันหนักหนาเกินไป และไม่สามารถทำให้จิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง ได้เลย เขาจึงตัดสินใจวางมันลง "เขาผู้นั้น" พระพุทธองค์ตรัสเล่าต่อ "จะละทิ้งกอง โภคทรัพย์ ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก จะละทิ้ง เครือญาติ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้า กาสาวพัสตร์ แล้วออกบวชเป็นผู้ไม่มีเรือน"
การปลงผมและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นเพียง สัญลักษณ์ภายนอกนะครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสลัดทิ้งความลุ่มหลงที่อยู่ข้าง ใน มันคือการเดินออกมาจากกรงขังแห่งความ เพลิดเพลินที่มนุษย์ส่วนใหญ่หลงคิดว่าเป็นความ สุข
แต่คุณผู้ฟังครับ การแค่เดิน ออกจากบ้านไม่ได้แปลว่าจะถึงฝั่งฝันเสมอ ไป ตอหม้อต้นแรกของสะพานที่จะทอดข้ามแม่น้ำ แห่งความทุกข์นั้น ต้องสร้างขึ้นจากสิ่ง ที่แข็งแกร่งที่สุด
[เพลง] สิ่งนั้นเรียก ว่าศีล เมื่อบวชแล้ว พระสุรเสียงตรัสอธิบายอย่าง แจ่มแจ้ง "เขาผู้
[เพลง] นั้นย่อมละเว้นจากการทำลายชีวิตสัตว์ วางต้นไม้ วางศาตรา มีความละอายต่อบาป มีความเอ็นดู มุ่งหวัง ประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ทั้งปวง"
ลองนึกถึงใจของคนที่ไม่มีเจตนาจะเบียดเบียน ใครเลยบนโลกใบนี้สิครับ ใจดวงนั้นจะเย็น สบายแค่ไหน ไม่ต้องหวาดระแวงว่าใครจะมาทำ ร้าย เพราะเราไม่ได้สร้างศัตรูไว้ที่ไหนเลย นี่คือความเมตตาขั้นพื้นฐานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด "เขาละเว้น
[เพลง] จากการถือเอา สิ่งของที่ไม่ได้ให้รับ แต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นคนขโมย มีจิตใจสะอาด บริสุทธิ์ เขาละเว้นจากพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อความสงบ ประพฤติ
[เพลง] พรหมจรรย์ เว้น ขาดจากความข้องแวะทางโลกิยะอันเป็นกิจของ ชาวบ้าน เขาละเว้น
[เพลง] จากการพูดเท็จ พูด แต่คำดำรงความสัตว์ เป็นที่พึ่งพาของโลก ได้ เขาละเว้นจากการพูดส่อเสียด ไม่เก็บ
[เพลง] คำพูดจากที่นี่ไปบอกที่โน่น เพื่อ ทำลายล้างกัน แต่เป็นผู้สมานคนที่แตกร้าว ยินดีในความสามัคคี เขาละเว้น
[เพลง] จากคำ หยาบคาย พูดแต่คำที่ไม่มีโทษ ไพเราะเสนาะหู จับใจคน และเขาละเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ พูด
[เพลง] แต่สิ่งที่มีประโยชน์ อิงธรรม อิงวินัย ตรงตามกาลเวลา"
พระพุทธองค์กำลังทรงอธิบายถึง จุลศีล หรือ ศีลขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นการชำระล้างมลทิน ทางกายและวาจาให้สะอาดหมดจด เหมือนกับการ ที่เราจะเทน้ำฝนบริสุทธิ์ลงในภาชนะ เราก็ ต้องล้างคราบสกปรกในแก้วใบนั้นให้สะอาด เสียก่อน
วาเศษฐะ
[เพลง] และภารวาชะ นั่งฟังด้วยใจที่เบิกบาน ศีลที่พระองค์ทรงสอนนี้ ไม่ใช่ข้อห้ามที่ลึกลับ ไม่ใช่พิธีกรรมที่ต้องใช้ไฟหรือเลือดใน การบูชาบวงสรวง
[เพลง] แต่มันคือการงดเว้น จากความชั่วร้ายทั้งปวง มันคือการจัด ระเบียบชีวิตให้มีความสงบร่มเย็น
[เพลง] เป็นสัปปายะ เมื่อกายและวาจาสงบ จิตใจก็จะเริ่มมีพลัง
วาเศษฐะ
[เพลง] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรุป ในเบื้องต้น "ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีลอย่าง นี้แล้ว ย่อมไม่ประสบ
[เพลง] ภัยอันตรายใดๆ ที่เกิดจากการสำรวมศีลเลย เปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้รับการมูรทาภิเษก
[เพลง] กำจัดศัตรูได้หมดสิ้นแล้ว ย่อมไม่เห็นภัย จากศัตรูทางไหนอีก ภิกษุผู้นี้ก็เช่นกัน เมื่อสมบูรณ์ด้วยศีลอันประเสริฐแล้ว ย่อม เสวยสุขอันปราศจากโทษอยู่
[เพลง] ภายในจิตใจ"
คุณผู้ฟังครับ สุขที่ปราศจากโทษคือความ
[เพลง] สุขที่ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งของภายนอก ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาแย่งชิง เป็นความรู้สึก โปร่งโล่งสบาย เหมือนคนที่เพิ่งอาบน้ำชำระล้างคราบเหงื่อไคล จนสะอาดสะอ้าน แล้วได้มานั่งรับลมเย็นๆ อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ รากฐานถูกสร้างขึ้นแล้ว ตอหม้อสะพานแห่งปัญญาได้ยังลึกลงไปในจิตใจของมานพ หนุ่มทั้งสองอย่างมั่นคง แต่สะพานนี้ยัง ทอดไม่ถึงฝั่ง เมื่อกายและวาจาบริสุทธิ์ ด้วยศีลแล้ว ขั้นตอนต่อไป
[เพลง] คือการชำระ ล้างนิวรณ์ ละลายโซ่ตรวนแห่งกิเลสทั้ง 5 ด้วยพลังแห่งสมาธิ เพื่อเตรียมพร้อมเข้า สู่สภาวะที่เรียกว่า พรหมวิหาร
[เพลง] ความงดงามของการแผ่เมตตาที่ไม่มีประมาณ
[เพลง] กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วครับ เมื่อกรงขังแห่งนิวรณ์ถูกพังทลายลง จิตที่เคยหดหู่และฟุ้งซ่าน ก็กลับคืนสู่อิสรภาพ อย่างสมบูรณ์ คุณผู้ฟังครับ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอุปมาความรู้สึกของคนที่สลัดทิ้งนิวรณ์ทั้ง 5 ได้ว่า มันเป็นความโล่งใจชนิดที่หา อะไรเปรียบไม่ได้เลยในทางโลก เปรียบเหมือน คนที่เป็นหนี้ก้อนโตแล้วสามารถหาเงินมา ใช้หนี้ได้จนหมด แถมยังมีเงินเหลือเลี้ยง ดูครอบครัว เปรียบเหมือนคนที่ป่วยหนัก กินข้าวไม่ได้มาแรมเดือนแล้วจู่ๆ โรคร้ายก็หายสนิท ร่างกายกลับมามีเรี่ยวแรงดังเดิม เปรียบเหมือนคนที่ติดคุกมาอย่างยาวนาน แล้วได้รับอิสรภาพ เดินก้าวพ้นประตูเรือนจำออกมาสู่ สูดอากาศบริสุทธิ์ หรือเปรียบเหมือนคนเดิน ทางหลงกลางทะเลทรายอันกันดาร ในที่สุดก็ เดินทะลุออกมาถึงหมู่บ้านที่ปลอดภัย
เมื่อนิวรณ์ทั้ง 5 ดับลง ความปราโมทย์ ความ
[เพลง] เบิกบานใจก็เกิดขึ้น เมื่อใจเบิกบาน ปีติและกายที่สงบระงับก็ตามมา จิตที่เคย แกว่งไกว่ บัดนี้รวมตัวเป็นหนึ่งเดียว ตั้งมั่นเป็นสมาธิอันบริสุทธิ์ เมื่อจิตสะอาด หมดจดถึงขีดสุดแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงแสดง ทางสายตรงที่จะนำพาดวงจิตนั้นก้าวเข้าสู่ ความเป็นสหายของพรหมอย่างแท้จริง
วาเศษฐะ พระสุรเสียงตรัสก้องกังวาน เปี่ยม ไปด้วยพลังแห่งมหากรุณา "วาเศษฐะ ภิกษุนั้น เมื่อมีจิตปราศจากนิวรณ์แล้ว ย่อมมีใจประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปสู่ทิศที่ 1 ทิศที่ 2 ทิศที่ 3 ทิศที่ 4 แผ่ไปทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้อง
[เพลง] ขวาง ทั่วทุกหนทุกแห่ง เธอมีใจประกอบด้วยเมตตา อันไพบูลย์ กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ไม่มีเวร
[เพลง] ไม่มีพยาบาท แผ่ไปตลอดโลกทั้งปวง"
ลองหลับตาและสัมผัสถึงความรู้สึกนี้ครับ มันไม่ใช่แค่การสวดมนต์พึมพำว่า "สัพเพสัตตา" ไม่ใช่แค่คิดในหัว แต่มันคือสภาวะที่หัวใจของเราขยายตัวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความปรารถนาดี ความรักอันบริสุทธิ์ ที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อแม้ ไม่แบ่งแยกชนชั้น วรรณะ ไม่แบ่งแยกว่าคนนี้คือมิตร หรือคนนี้ คือศัตรู กระแสแห่งความร่มเย็นนี้ทะลัก ทลายออกจากกลางใจ ไหลซึมซาบออกไป โอบอุ้ม สรรพสัตว์ทั้งปวง
และไม่ใช่แค่เมตตาเท่านั้นนะครับ "เธอ เธอมีใจประกอบด้วยกรุณา ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ แผ่ไปตลอดโลก มีใจประกอบด้วยมุทิตา ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี แผ่ไปตลอดโลก และมีใจประกอบด้วยอุเบกขา วางใจเป็น กลาง หนักแน่นดุจแผ่นดิน แผ่ไปตลอดโลกอย่าง ไพบูลย์ กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต นี่ต่างหากครับ คือพรหมวิหาร ที่พำนักของ ดวงจิตของพรหมที่แท้จริง"
เพื่อที่จะให้ วาเศษฐะ และ พระรัตถวาชะ มองเห็นภาพอานุภาพแห่งจิตที่แผ่ขยายนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงยกอุปมาที่ทรงพลังที่สุดขึ้นมา "วาเศษฐะ เปรียบเหมือนพนักงานเป่าสังข์ผู้มี กำลังมหาศาล" คุณผู้ฟัง นึกภาพบุรุษผู้แข็งแรง ยืนอยู่บนยอดเขาสูง สูบลมเข้าปอดจนเต็มอก แล้วเป่าลม ผ่านหอยสังข์ศักดิ์สิทธิ์ "พนักงานเป่าสังข์ ผู้นั้นย่อมสามารถเป่าให้ได้ยินแผ่กระจาย ไปทั่วทั้ง 4 ทิศได้โดยไม่ยากลำบากเลย ฉันใด วาเศษฐะเ๋ย เมื่อเจโตวิมุตติ ความหลุดพ้นแห่งจิตที่ ประกอบด้วยเมตตา ถูกเจริญให้ไพบูลย์อย่าง นี้แล้ว กรรมใดๆ ที่เป็นกรรมขนาดเล็กน้อย ที่เป็นกรรมทางโลก ย่อมไม่อาจตั้งอยู่ได้ ย่อมไม่อาจหลงเหลืออยู่ในจิตดวงนั้นได้เลย ฉันนั้น"
พระพุทธองค์กำลังชี้ให้เห็นว่า เมื่อหัวใจของเราขยายใหญ่จนครอบคลุมทั้ง จักรวาล ความโกรธแค้นเล็กๆน้อยๆ ความ หงุดหงิดใจ หรือกิเลสอันคับแคบทั้งหลาย จะไม่มีพื้นที่ให้ยืนหยัดอยู่ได้อีกต่อไป หยดน้ำหมึกสีดำ อาจจะทำให้น้ำในแก้วขุ่นมัวได้ แต่มันไม่สามารถทำให้มหาสมุทรอัน กว้างใหญ่ต้องเปลี่ยนสีได้เลย
"วาเศษฐะ" พระพุทธองค์ตรัสสรุปด้วยถ้อยคำที่สั่นสะเทือน ไปถึงดวงดาว "นี่แหละคือหนทางเพื่อความเป็น สหายของพรหมอย่างแท้จริง"
มานพหนุ่มทั้งสอง บัดนี้ น้ำตาแห่งปีติเอ่อล้นอยู่เต็มเบ้าตา สิ่งที่พวกเขาเที่ยวค้นหามาตลอดชีวิต สิ่งที่อาจารย์พราหมณ์ทุกสำนักพยายามไขว่ คว้ามานับพันปี ไม่ได้อยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า ที่ไหน ไม่ได้อยู่ในคัมภีร์ใบลาน ไม่ได้ อยู่ที่การอ้อนวอน
[เพลง] แต่มันซ่อนอยู่ใน ความบริสุทธิ์ของดวงจิตที่ถูกชำระล้างจน หมดจด และเบ่งบานออกมาเป็นความรัก ความ เมตตาที่ไม่มีประมาณ กำแพงแห่งความเขลาพัง ทลายลงแล้ว และแสงสว่างแห่งดวงตะวันดวงใหม่
[เพลง] กำลังจะสาดส่องเข้ามาแทนที่ ใน วินาทีแห่งการตื่นรู้ที่กำลังจะมาถึง ท่าม กลางความสว่างไสวแห่งดวงจิตที่บัดนี้ ได้รับการชำระล้างจนบริสุทธิ์หมดจดแล้ว
คุณผู้ฟังครับ เมื่อกระแสแห่งความเมตตา กรุณามุทิตา และอุเบกขา ได้ถูกแผ่ขยายออกไป จนครอบคลุมทั้งจักรวาล ข้ามพ้นพรหมแดนแห่ง ความเกลียดชัง
[เพลง] ข้ามพ้นกำแพงแห่งชน ชั้นวรรณะ จิตดวงนั้นก็จะก้าวเข้าสู่สภาวะ ที่เหนือกว่าความเป็นมนุษย์ปุถุชน
[เพลง] ทั่วไป พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงเป็นจอมปราชญ์แห่ง
[เพลง] การชี้ทาง ทรงนำเอาความเชื่อ ดั้งเดิมของมานพทั้งสองมาเทียบเคียงกับผล ลัพธ์ของการปฏิบัติ โดยตรรกะที่
[เพลง] คม คายและงดงามที่สุด "วาเศษฐะ" พระพุทธองค์ตรัสถามเพื่อทบทวน ความเข้าใจ "เธอคิดเห็นอย่างไร พรหมมีความผูกพันยึด
[เพลง] ติดในครอบครัวและทรัพย์สมบัติ หรือไม่มีความผูกพันยึดติด"
"ไม่มึความผูกพันยึดติดเลยพระเจ้าข้า"
"พรหมมีจิตคิดจองเวร
[เพลง] หรือไม่มีจิตคิดจองเวร"
"ไม่มีจิตคิดจองเวรเลยพระเจ้าข้า"
"พรหมมีจิตเบียดเบียน หรือไม่มีจิต เบียดเบียน"
"ไม่มีจิตเบียดเบียนเลยพระเจ้าข้า"
"พรหมมีจิตเศร้าหมองขุ่นมัว หรือมีจิต บริสุทธิ์ผ่องใส"
"มีจิตบริสุทธิ์ผ่องใสพระเจ้าข้า"
"และประการสุดท้าย พรหมสามารถควบคุมจิตให้ อยู่ในอำนาจตน
[เพลง] ได้ หรือควบคุมไม่ได้"
"ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์พระเจ้าข้า"
ณ จุดนี้เองครับ คุณผู้ฟัง
[เพลง] จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของปัญญา ได้ถูกนำมาวางประกบกันอย่างลงตัว มันคือการเปรียบเทียบ คุณสมบัติข้อต่อข้อระหว่างสภาวะของพรหม อันสูงสุด กับสภาวะจิตของมนุษย์ผู้เดินตาม มัคควิถีแห่งพุทธะ ความจริงอันน่า
[เพลง] ขนลุกก็คือ คุณสมบัติของทั้งสองสิ่งนี้ ตรงกันทุกประการ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบทสรุปอันเป็น อมตวาจาว่า "วาเศษฐะ เมื่อเป็นเช่นนี้ ภิกษุผู้ไม่มี
[เพลง] ความผูกพันยึดติด ย่อมมีสภาวะเสมอกับพรหมผู้ไม่มีความผูกพัน ภิกษุผู้ไม่มีเวร ย่อมมีสภาวะเสมอกับพรหม ผู้ไม่มีเวร ภิกษุผู้ไม่เบียดเบียน ย่อมมีสภาวะเสมอกับ พรหมผู้ไม่เบียดเบียน ภิกษุผู้มีจิตไม่เศร้าหมอง ย่อมมีสภาวะ เสมอกับพรหมผู้มีจิตไม่เศร้าหมอง และภิกษุ
[เพลง] นั้นสามารถควบคุมจิตตนเอง ได้ ย่อมมีสภาวะเสมอกับพรหมผู้ควบคุมจิต ได้ วาเศษฐะเ๋ย ภิกษุ
[เพลง] ผู้ปราศจากกิเลส เครื่องรัดรึงเหล่านี้ เมื่อร่างกายแตกดับไป เธอจะเข้าถึงความเป็นสหายของพรหมผู้ ซึ่งมีสภาวะบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน ข้อนี้ เป็นฐานะที่เป็นไป
[เพลง] ได้อย่างแท้จริง"
ลองนึกภาพตามนะครับ การเดินทางไปสู่ พรหมภูมิ ไม่ใช่การเดินด้วย 2 เท้า ไม่ใช่ การจ้างเกวียน ไม่ใช่การสวดอ้อนวอนขอตั๋วผ่านทางจากทวย เทพ และไม่ใช่การคลำทางตามคนตาบอดที่แต่ง คัมภีร์สืบต่อกันมา แต่มันคือการ
[เพลง] ปรับจูนความถี่ของจิต เหมือนเราหมุนหน้าปัดวิทยุ ถ้าจิตของเรา ยังเต็มไปด้วยความโกรธ ความโลภ ความหลง คลื่นของเราก็จะเป็นคลื่นความถี่ต่ำ เราก็ จะดึงดูดตัวเองไปสู่สถานีแห่งความมืดมิด แต่เมื่อใดก็ตามที่เราชำระศีลจนสะอาด ถอด ถอนนิวรณ์จนหมดจด และเจริญพรหมวิหารจน คลื่นความถี่ของใจเราใสสะอาด ขยายวงกว้าง ไร้ขอบเขต คลื่นความถี่แห่งความเมตตานั้น ย่อมจะไปตรงกับคลื่นความถี่ของพรหม เมื่อความถี่ตรงกัน หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ก็เป็นเรื่อง ธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เปรียบเหมือน หยดน้ำฝนที่ใส
[เพลง] สะอาดที่สุด เมื่อตกลง สู่มหาสมุทรที่บริสุทธิ์ มันย่อมผสานกลมกลืน กลายเป็นผืนน้ำเดียว กันอย่างแนบเนียนและงด
[เพลง] งาม
บัดนี้ เส้นทางที่แท้จริงได้ถูกเปิดเปลือย ออกแล้ว ไม่มี ความลับซ่อนอยู่ในป่าลึก ไม่มีมนตราที่ต้องกระซิบถ่ายทอดกันเฉพาะใน สายเลือดพราหมณ์
[เพลง] แต่เป็นหนทางแห่ง ความจริงที่เปิดกว้างให้มนุษย์ทุกคน ไม่ว่า จะเกิดในตระกูลใด ได้เข้ามาพิสูจน์ด้วย การกระทำของตนเอง
วาเศษฐะ และภารัฐวาชะ 2 มานพที่เคยหยิ่ง ถนงในความรู้ บัดนี้ได้แต่นั่งนิ่ง ดวงตา ของพวกเขาเอ่อล้นไปด้วยน้ำใสๆ ที่ไม่ได้ เกิดจากความเศร้า แต่เป็นน้ำตาแห่งการได้ พานพบแสงสว่าง เป็นความปีติที่ได้หลุดพ้น จากวังวนแห่งความมืดบอดเสียที กรงขังแห่งความเชื่อถูกทำลายลงแล้วอย่าง สิ้นเชิง และสิ่งที่พวกเขากำลังจะกระทำใน วินาทีถัดจากนี้ จะเป็นการพลิกหน้า ประวัติศาสตร์ชีวิตของพวกเขาไปตลอด
[เพลง] กาล เมื่อแสงสว่างแห่งธรรมได้สาดส่องเข้ามา ขับไล่ความมืดมิดที่เกาะกินหัวใจมานับพันปี ให้มลายหายไปจนหมดสิ้น ในวินาทีนั้น ป่าอัมพวันอันร่มรื่นริมฝั่ง แม่น้ำอจิรวดี วาเศษฐะ และภารัฐวาชะ 2 มานพหนุ่มผู้เคย เชิดหน้าชูคอด้วยความหยิ่งทนงในชาติ ตระกูลและคัมภีร์พระเวท ได้พร้อมใจกันคุก เข่าลงบนพื้นดิน
[เพลง] แล้วก้มศีรษะลงกราบ แทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความ สิโรราบอย่างหมดจด น้ำเสียงที่พวกเขาเปล่งออกมา ไม่ใช่น้ำ เสียงของการท้าทาย ไม่ใช่น้ำเสียงของการถกเถียงเพื่อเอาชนะ แต่เป็นน้ำเสียงที่สั่นเครือไปด้วยความ ปีติและความซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ "ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์ช่างไพเราะและแจ่มแจ้งยิ่งนัก ภาษิตของพระองค์ช่างงดงามและลึกซึ้งเกินกว่าคำ บรรยายใดๆ"
สิ่งที่วาเศษฐะกำลังจะกล่าวต่อไปนี้ครับ คุณผู้ฟัง ถือเป็นบทสวดสรรเสริญที่คลาสสิกที่สุด เป็นถ้อยคำที่ถูกเปล่งออกมา จากหัวใจของผู้ที่ได้พบกับของจริง "พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดย ปริยายเป็นอันมาก เปรียบเหมือนบุคคลหงาย ของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลง ทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยความหวัง ว่าผู้มีจักษุย่อมมองเห็นรูปได้"
ลองทบทวนความหมายของประโยคนี้ให้ลึกซึ้งนะครับ หงายของที่คว่ำ คือการพลิกความเชื่อ ที่ผิดเพี้ยนให้กลับมาตั้งตรงอยู่บนหลัก ของเหตุและผล เปิดของที่ปิด คือการเปิดเผย สัจธรรมที่ถูกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้พิธีกรรม และบทสวดอันลึกลับให้สว่างไสวเข้าใจง่าย บอกทางแก่คนหลงทาง คือการชี้ทางออกจากเขา วงกตของคนตาบอด ไปสู่เส้นทางที่ดวงตาเห็น ธรรม และตามประทีปในที่มืด คือการจุดแสง สว่างแห่งปัญญาเข้าไปในดวงจิตที่มืดบอดมา นานแสนนาน
"ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ" วาเศษฐะกล่าว สรุปด้วยน้ำตาแห่งความเบิกบาน "ข้าพระองค์ ทั้งสองนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอถึง พระธรรม และขอถึงพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระ ผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงจำข้าพระองค์ทั้งสอง ว่าเป็นอุบาสก
[เพลง] ผู้ถึงสรณะ ผู้มอบกาย ถวายชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนตราบ เท่าลมหายใจสุดท้าย พระเจ้าข้า"
รอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยมหากรุณาปรากฏ
[เพลง] ขึ้นบนพระพักต์ของพระบรมศาสดา ไม่มีการบังคับ ไม่มีการข่มขู่ด้วยอาถรรพ์ใดๆ
[เพลง] มีเพียงความสว่างไสวแห่งปัญญา ที่ดึงดูดใจของผู้มีปัญญาให้ก้าวเข้ามา สู่ร่มเงาแห่งพระรัตนตรัยด้วยความสมัครใจ การวิวาทถกเถียงที่ดุเดือดระหว่าง 2 สหาย ได้สิ้นสุดลงแล้ว ทางแพร่งแห่งศรัทธา บัดนี้ เหลือเพียงเส้นทางสายเอกเพียงสาย
[เพลง] เดียว
คุณผู้ฟังครับ เรื่องราวจากเตวิชชสูตรที่ เราได้ร่วมเดินทางกันมาในค่ำคืนนี้ ไม่ใช่ แค่เรื่องเล่าในอดีตของคน 2 คน แต่สัจธรรม นี้ยังคงดังกังวานข้ามกาลเวลามาจนถึง ปัจจุบัน เราทุกคน
[เพลง] ต่างก็กำลังแสวงหาความสุข แสวงหาความสงบสูงสุด
[เพลง] ในชีวิต หลายครั้งเราอาจเผลอทำตัวเหมือนคนตาบอดที่ เดินตามกันไป
[เพลง] ทำตามกันมา สวดอ้อนวอน ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายนอก โดยหวังว่า จะมีปาฏิหาริย์ดลบันดาลให้เราหลุดพ้นจาก ความทุกข์ แต่พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราตื่น
[เพลง] ครับ ทรงสอนให้เรารู้ว่า ความ บริสุทธิ์ไม่ได้มาจากคัมภีร์ที่ท่องจำ ไม่ได้มาจากการบูชาไฟ หรือการชำระล้างในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์
[เพลง] แต่ความบริสุทธิ์ เริ่มต้นที่การรักษาศีลให้หมดจด เริ่มต้นที่การชำระล้างนิวรณ์และกิเลสในใจเราเอง และที่สำคัญที่สุด หากเราปรารถนาที่จะ สัมผัสถึงความสุขสงบในระดับพรหมภูมิ เราไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างกายแตกดับตายไป ก่อนเลยครับ เพียงแต่เราขยายหัวใจของเรา ให้กว้างใหญ่ เติมเต็มดวงจิตนี้ด้วยเมตตา กรุณามุทิตา และอุเบกขา ให้แผ่ซ่านออกไปโดย ไม่มีประมาณ ไม่เลือกที่รัก ไม่เลือกที่ชัง เมื่อใดที่ใจของเราไร้ซึ่งความพยาบาท ไร้ ซึ่งความเบียดเบียน มีแต่ความรักอัน บริสุทธิ์ที่มอบให้กับสรรพสัตว์ เมื่อนั้น แหละครับ คลื่นความถี่ของหัวใจของเราก็จะถูกยก
[เพลง] ระดับขึ้นไปหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว กับความบริสุทธิ์ของจักรวาล เราก็จะได้เป็นพรหมในร่างของมนุษย์ ตั้งแต่ลมหายใจนี้เลยทีเดียว
สำหรับค่ำคืนนี้ เวลาของดำมะรีวิวเปิดธรรมที่ถูกปิด หมดลงแล้วครับ ขอให้กระแสแห่งพรหมวิหาร
[เพลง] ทั้ง 4 จงแผ่ซ่านไป โอบอุ้มดวงจิตของคุณผู้ฟังทุกท่าน
[เพลง] ให้หลับตาลงอย่างสงบ ปราศจากเครื่องร้อย รัดใดๆ และตื่นขึ้นมาพบกับแสงสว่างแห่ง ปัญญาในเช้าวันใหม่ ขอบคุณที่ร่วมเดินทาง เปิดพินัยกรรมแห่งปัญญาไปพร้อมกัน นอนหลับ ฝันดี และราตรีสวัสดิ์ครับ