Transcription
ถ้าใครถามความฝันผมในวัยเด็กนะ ผมจะตอบว่า ผมอยากเท่ นั่นคือความฝันเลย ที่ไม่ได้อยากจะเป็นหมอ ไม่ได้อยากโตมาเป็นอะไรสักอย่าง คือไม่มีอ่ะ มีอย่างเดียวคืออยากเท่
คำถามนึงที่ผมเจอบ่อยมากๆ เวลาที่ใครสัมภาษณ์ก็บอกว่า ผมมี Role Model คือผมเอง ผมจะสร้างตัวเองให้เป็น Model ของตัวเองให้ได้ เพราะผมจะไม่ทำตามใครเลย มันไม่มีประโยชน์ เพราะว่าเขาก็ส่วนเขา เราก็ส่วนเรา เงี้ย
เวลาไหนที่เรารู้สึกท้อถอย อย่าไปมองคนที่เก่งกว่า มองคนที่แย่กว่า หรือมองเส้นทางของตัวเอง อุ๊ย เราเดินมาตั้งนาน เรามาถึงตรงนี้แล้วเหรอ เฮ้ย มันเจ๋งมากเลยนะ แต่เวลาที่คุณจะต้องการพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นน่ะ มองยอดเขา มองคนที่เก่งกว่า เฮ้ย เขาขึ้นไปได้ไงอ่ะ เขาก็คนเหมือนเรานั่นแหละ งั้นเราต้องทำได้บ้างสิ เราจะได้ลุยแบบเขา แต่อย่าทำกลับกันนะครับ
ถามว่าคนเราอยากรวยจริงหรือเปล่า ผมก็ต้องตอบว่า คนเราจริงๆไม่ได้อยากรวยขนาดนั้นหรอก เราอยากได้ของที่เงินมันหามาได้ ถ้าของพวกนั้นมันไม่ต้องใช้เงินน่ะ เราก็ไม่ได้อยากรวยหรอก
สิ่งหนึ่งซึ่งคนรวยเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีได้ทุกคนก็คือสุขภาพที่ดี เพราะว่าต่อให้รวยแค่ไหนมันก็ต้องสร้างขึ้นมาเอง
เรามีหนังสือใหม่แล้วนะ สั่งซื้อได้ที่ลิงก์ด้านล่างเลย
>> สวัสดีค่ะ
>> สวัสดีครับ
>> โห ดีใจมากกับวันนี้ ได้กลับมาคุยกับคุณหมออีกครั้งนึง
>> ยินดีครับผม
>> ค่ะ คือมันดีใจจริงๆนะ เพราะว่า เอ่อ ถ้าใครติดตามช่องเกลา เราเคยถ่ายเกลาแก้โรคกับคุณหมอไปแล้วถึง 3 EP ครับ
>> อ่า ถ้านับรวมอันนี้ก็จะเป็น 4 EP โห เป็นเกียรติสุดๆนะคะ
>> เออ สุดยอดมาก เราจะได้ทำลายสถิติมาบ่อยที่สุด
>> ค่ะ แล้วเดี๋ยวมีต่อๆไปอีกได้นะคะ
>> เราต้องไม่ไม่ให้สามารถให้ใครมาล้มแชมป์ตรงนี้ได้
>> ดีแล้วครับ เดี๋ยวลองลุยกันดีกว่า เรามาเกลาแก้โลกไปด้วยกัน
>> อ้าว วันนี้ไม่ใช่เกลาแก้โรคแล้วค่ะ วันนี้จะเป็นเกลาเป็นอนาคต เอ่อ ที่มาของการที่อยากคุยกับคุณหมอวันเนี้ย เพราะว่าวันนั้นที่เราถ่ายเกลาแก้โรคกัน แล้วก็พอถ่ายจบปุ๊บ ได้มานั่งคุยกับคุณหมอ แล้วก็ เฮ้ย คุณหมอมีหลายๆมิติเลยที่หลายๆคนยังไม่รู้จัก
>> อ่า
>> เออ แล้วก็แบบ จริงๆคุณหมอสนุกเหมือนกันนะ เนี่ย
>> ครับผม
>> แล้ววันนั้นจริงๆคุณหมอเล่าเล่าเรื่อง อ่า ผี
>> เรื่องผี
>> ใช่ ก็เลยแบบ เฮ้ย เป็นเรื่องที่น่าคุยนะ จริงๆไม่ได้มีในคำถามวันนี้
>> แต่ว่าเดี๋ยวคุยๆไปอาจจะมีค่ะ
>> ได้เลย
>> อันดับแรกเนาะ คลิปเนี้ยออนต้นปีเลย ปีใหม่เลยค่ะ อยากรู้ว่าสำหรับคุณหมอแล้วเนี่ย การเปิดปีมาปีใหม่ คุณหมอมีการทบทวนชีวิตตัวเองยังไงบ้างคะ
>> ก็ถ้าถามผมเนี่ย ผมไม่เคยทบทวนตัวเองในช่วงปีใหม่ แต่ผมทบทวนตัวเองอยู่ตลอดเวลาแล้ว
>> อื
>> ก็คือทุกๆประมาณอาทิตย์นึง หรือบางทีวันตอนเย็นๆที่เรานั่งไม่มีอะไรทำ เราก็ทบทวนว่าสิ่งที่ผ่านมาของเราเนี่ย มันเป็นยังไงบ้าง มีตรงไหนต้องแก้ไข แล้วเป้าหมายของเราที่เราจะตั้งไว้ระยะสั้นเนี่ย เรามุ่งไปที่เป้าหมายหรือเปล่า หรือว่าเรากำลังออกนอกทาง ซึ่งถ้าทำแบบนี้สม่ำเสมอมันก็ไม่ต้องมีหรอก New Year Resolution หรืออะไรพวกที่คนมีกันนะครับ
>> อื เพราะว่าส่วนใหญ่มีแล้วก็ทำไม่ค่อยได้
>> อ่า แบบ เอ่อ New Year นี้เราจะลดน้ำหนักให้ได้
>> ค่ะ
>> New Year เราจะนอนเร็วขึ้น อ่า เราจะหยุดช้อปปิ้งออนไลน์ มันไม่ค่อยมีใครทำสำเร็จเท่าไหร่
>> อื
>> เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่อาจจะยากและใหญ่เกินไปเกินกว่าที่เราจะทำไหว บางทีการทำแบบเล็กๆน้อยๆทีละนิดทีละหน่อยเนี่ย กลับได้ผลดีกว่าในระยะยาวในเชิงเปลี่ยนพฤติกรรมของเราอะไรเงี้ยฮะ
>> อยากให้คุณหมอแชร์วิธีในการตั้งเป้าหมายค่ะ ว่าถ้าสมมุติว่าโอเค บางคนอาจจะไม่ได้สามารถรีเฟลกตัวเองหรือสะท้อนตัวเองได้ทุกวัน แตจริงๆอ่ะถ้าทำได้มันจะดีมากเนาะ แต่ว่าอันเนี้ยในวาระปีใหม่ ถ้าสมมุติว่าเค้าอยากจะตั้งหมุดหมายอะไรสักอย่างให้กับชีวิตเขา คุณหมอมีคำแนะนำในการตั้งเป้าหมายยังไงให้มันได้ผลจริงบ้างมั้ยคะ
>> ต้องเริ่มจากการรู้จักตัวเองก่อนนะครับ วิธีง่ายๆก็คือเอากระดาษมา หรือสมุดอะไรก็ได้ แล้วก็เขียนในสิ่งที่ผ่านมาของตัวเองในปีที่แล้ว สิ่งที่ไม่ดีมีอะไรบ้างที่มันเป็นปัญหานะครับ ลิสต์ออกมาเยอะๆเลยให้จนหมดหัวเลยอ่ะ ลงไปในกระดาษ แล้วก็ลิสต์สิ่งที่เราทำได้ดี แต่จะต้องลิสต์ออกมาให้ได้นะ บางคนบอกว่าปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีเลย มีแต่แย่อะไรเงี้ยฮะ อันนี้คือเรายังไม่ได้ค้นจริงๆ เพราะว่ายังไงคนเราเกิดมามันต้องมีเรื่องที่ดีบ้าง ขนาดคนพิการ ผู้ป่วยติดเตียงยังมีชีวิตอยู่ การมีชีวิตนี่คือเรื่องดี
>> ค่ะ
>> ถูกมั้ยครับ
>> การที่มีคนมาดูแล อย่างน้อยมีญาติ ถึงแม้ญาติจะไม่มาตลอดเวลา เราก็ยังมีญาติ มันคือเรื่องดี
>> อื
>> นะครับ ดังนั้นต้องค้นให้เจอแล้วเขียนมันออกมาให้ครบ พอเราเขียนออกมาแบบเนี้ย มันจะทำให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้น ที่สำคัญก็คือ มันทำให้เราได้รวบรวมสิ่งหลายสิ่งที่อยู่ ในหัวเราออกมาถ่ายทอด แล้วเราก็เห็นภาพรวมแบบดีขึ้น พอเราได้แบบนี้แล้วเนี่ย หลังจากนั้นถามตัวเองครับ มีตรงไหนที่เรารู้สึกว่าอยากจะแก้มากที่สุด ในบันไดข้อไม่ดีทั้งหมดเนี่ย
>> อื
>> เพราะเราจะแก้ทุกคนเป็นไปไม่ได้
>> ให้เราเลือกมา ถ้าเลือกไม่ได้ก็เลือกมาสัก แบบ 5 ข้ออ่ะ แล้วเรียงตามลำดับความสำคัญ อะไรที่ถ้าเราไม่แก้มาเนี่ย มันจะมีปัญหา กับเรามากที่สุดนะครับ ก็เรียง 1-5 จากนั้นแก้ข้อแรกก่อน ข้อที่เหลือไม่ต้องสนใจ อย่าเอามาทำทีเดียวพร้อมกันทุกข้อ เพราะว่ามันจะหนักหนาเกินไปนะครับ แล้วทีนี้ถ้าเราตั้งว่าจะแก้ข้อที่ 1 เราก็ต้องตั้ง ว่าในระยะเวลาเท่าไหร่ สมมุติเราจะทำนี่เป็น New Year Resolution ของเราก็คือ ระยะเวลา 1 ปี ถูกมั้ยฮะ
>> 1 ปีนี้เราก็คงจะต้องแบ่งซอยย่อยว่า ใน 1 เดือนเราจะต้องสำเร็จอะไรบ้าง 2 เดือนได้อะไรบ้าง อย่างเงี้ย 12 เดือน แต่ละเดือนมันมีอะไรบ้างที่เราจะต้องทำ เพื่อให้ได้ผลนะครับ ทำแบบเนี้ยมันก็จะเป็นการตั้งเป้าหมายอย่างมีระบบ รู้จักตัวเองแล้วมีการประเมินทุกๆเดือน ว่าเราทำได้แค่ไหน ถ้าเกิดว่าเดือนเดียวเราแก้มาได้แล้ว อ่า ไปปัญหาหาที่ 2 อย่างเงี้ยครับ
>> คุณหมอว่าในการพัฒนาตัวเองเวลาที่เรามี เป้าหมายอะไรสักอย่างแล้วเนี่ยค่ะกับดัก อะไรที่เรามักจะติดแล้วก็ทำให้เราทำมัน ไม่สำเร็จมากที่สุดอ่ะค่ะ
>> กับดักความคิดตัวเองนี่แหละครับ ข้อแรก พอทำไปสักพักนึง อุ๊ย มันเลยปีใหม่ไปแล้ว มันจะเฉยๆ ความรู้สึกมีไฟเนี่ยมันมอดไป มันไม่ อยากทำละ คือวิธีการแก้พวกเนี้ยก็คือต้อง มีการประเมินตัวเองให้มันถี่ขึ้น เช่น บางคนแบบปล่อยไว้เดือนนึงอ่ะไม่ได้ละ เดี๋ยวเนี้ยมันจะเลิกคิดเรื่องนี้ ไฟมันหายไปแล้วอ่ะ เราก็ต้องแบบ อ่า อาทิตย์นึงสักครั้งมาคิดได้ไหมในเรื่องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นะครับ อันนี้คืออันที่ 1 เรื่องกับดักความคิดตัวเองเลย ที่แบบเจอตัวเอง อันที่ 2 ก็คือเราทำหลายเรื่องมากจนเกินไป เอา 5 เรื่องเมื่อกี้ที่เราตั้งไว้มาทำพร้อมกัน ทุกเรื่อง โดยก็บอกว่าเอ้ยเรื่องที่ 3 ก็สำคัญ เรื่องที่ 5 ก็สำคัญ คราวนี้เรื่องที่ 20 ก็ยังสำคัญอยู่ มันจะสำคัญทุกอย่างไม่ได้ครับ
>> ค่ะ
>> มันก็คือเหมือนกับเวลาที่น่าจะเคยได้ยิน คำถามว่าถ้าพรุ่งนี้โลกแตกเราจะทำอะไร วันนี้ สมมุติว่าเรามีในหัว 20 อย่าง มันเป็นไปไม่ไปได้ที่เราจะทำ 20 อย่างก่อนโลกมันจะแตก เราต้องเลือกมาสักอย่างนึง
>> อือ
>> อย่างเงี้ยฮะ เราต้องใช้วิธีนี้ในการเรียงลำดับความสำคัญ แล้วก็อย่าไปเอามาปนกันนะฮะ แล้วหมั่นดูอยู่เรื่อยๆ เช่น อาทิตย์นึงมาดูซิว่า ไอ้ที่เราทำมันยังไงมันเข้าใกล้เป้าหมายเราหรือยังนะฮะ ตรงนี้คือสิ่งที่อยากให้ลองทำดู
>> เป็นคำแนะนำที่ดีมากๆ แล้วแพนด้าว่ามัน practical คือมันเอาไปใช้ได้จริงกับหลายๆคนเนาะ แล้วก็มันมันเป็นสิ่งเล็กๆที่บางทีแล้วทำให้เราทำไม่สำเร็จสักที เพราะว่าจริงๆส่วนตัวก็เป็นเหมือนกัน คือเวลาปีใหม่หรืออะไรอย่างเงี้ย เรามักจะแบบมีเป้าหมายหลายอย่าง อ่า เราเรารู้แหละอะไรดีบ้าง เราก็อยากจะให้สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นกับชีวิต แต่ว่าสุดท้ายแล้ว เอ่อ มันก็มันก็ไม่ได้สามารถเกิดทุกอย่างขึ้นได้ เพราะว่าจริงๆการโฟกัสเป็นสิ่งที่สำคัญมากใช่มั้ย
>> ทีนี้อีกเรื่องนึงอ่ะที่มันค่อนข้างสำคัญ มากๆกับชีวิตของทุกๆคนเลยก็คือเรื่องของ การเงิน แพนด้าอยากถามว่าในบริบทของคุณหมอ ที่เราก็เป็นมนุษย์คนนึงที่ต้องใช้เงินใน การขับเคลื่อนชีวิต รวมถึงคุณหมอเป็นคุณหมอด้วย แพนด้าอยากรู้ว่าสุขภาพทางการเงินน่ะ มันส่งผลต่อสุขภาพทางร่างกายแล้วก็จิตใจ ได้ขนาดไหนอ่ะค่ะ
>> ออมันก็แน่นอนอยู่แล้วครับ คือขึ้นอยู่กับว่า ข้อแรกนะเราเนี่ยอยากจะใช้เงินประมาณไหน ถ้าเราเป็นคนที่อยากจะใช้เงินมากแล้วเรา ไม่มีอันเนี้ยก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตแน่นอนนะครับ ดังนั้นวิธีในการแก้ไขปัญหาเรื่องการเงินเนี่ย มันต้องทำพร้อมกันทั้ง 2 ด้าน คือด้านแรกหาเงิน ด้านที่ 2 ยับยั้งความอยากของตัวเองในการใช้เงิน เพราะถ้าเรามีไม่พอแล้วเราอยากมาก อ่า นี้ไม่สมดุลกัน มีปัญหานะครับ แล้วถ้าเกิดว่าบางคนมันติดปัญหาอยากจะใช้ ไปเรื่อยๆ ต่อให้รวยแค่ไหนถ้าความอยากมันมากกว่าเงินที่ เราหาได้เรื่อยๆ ถึงเป็นมหาเศรษฐีมันก็มีปัญหาอยู่ดี
>> ค่ะ
>> นะครับ งั้นสำหรับผมเนี่ย มันสำคัญมากๆจริงๆ ต่อสุขภาพทั้งใจทั้งกายทั้งทุกอย่าง มันมันลิงก์กันหมดครับ
>> สมดุลของแต่ละคนก็คือไม่ได้เหมือนกัน
>> ถูกต้อง
>> ทีนี้คุณหมอเคยเจอคนที่สุขภาพร่างกายดี มากแต่ว่าอยู่มาวันนึงก็เครียดจากการเงิน จนป่วยอย่างงี้เคยเจอบ้างมั้คะคุณหมอ
>> มันก็คงต้องมีบ้างครับ คือเค้าอาจจะเกิดปัญหาล้มละลายนะครับ อยู่ๆการเงินมีปัญหาอย่างเงี้ยฮะ หรือเพิ่งรู้ตัวว่าพ่อตัวเองไปติดหนี้พนันไว้เยอะแยะแล้วตอนนี้ต้องมาใช้
>> อันเนี้ยก็จะสุขภาพย่ำแย่ได้ ซึ่งมันก็มีคน 2 ประเภทเหมือนกันเวลาที่เจอกับความเครียดขนาดเนี้ย คือคนแรกก็คือไม่ไหวละไม่ อยากอยู่ละเพราะว่ามันหนักเกินไปทนไม่ไหว กับอีกประเภทนึง บางคนแบบแต่ก่อนนั้นไม่เอาเลยไม่ดี แต่พอมันเจอปัญหาอย่างเงี้ย มันโดนบังคับครับว่าถ้าฉันไม่สู้แล้วจะทำ ยังไงมันมันก็ต้องอยู่ต่อไปแบบอย่างเงี้ย ดังนั้นเขาก็จะลุกขึ้นมาสู้แล้วดึงศักยภาพตัวเอง ออกมาได้เต็มที่แล้วเขาก็จะกลายเป็นคนที่ แบบสุดยอดไปเลยอย่างี้ก็มี อือฮึ
>> ส่วนบางทีเนี่ยเราอาจจะเห็นว่าเออคนที่ เขา รวยแบบหมื่นล้านแสนล้านเนี่ยมันก็ดูมีความสุขดีเนาะ แต่บางคนก็มีปัญหาสุขภาพ กลายเป็นว่าไอ้เงินที่หามาได้มหาศาลเนี่ย กลายมันเป็นต้องเอามาดูแลตัวเองนี่แหละ แล้วก็ไม่ได้ไปไหนไม่ได้มีความสุขอะไร ขนาดนั้นก็ได้ ดังนั้นคือสุขภาพทางกายกับเงินเนี่ย มันต้องไปด้วยกัน มันจะอะไรไปก่อนไปหลังไม่ได้ เราก็ต้องมานั่งดูซิว่า เออเราหาเงินได้ขนาดนี้ ความอยากของเรามันสมดุลกันหรือเปล่า หรือมันมากหรือมันน้อยที่เราต้องไปแก้ไขมัน นะครับ
>> เมื่อกี้มีจุดนึงค่ะที่ที่อยากถามต่อมากๆ คืออย่างคุณหมอบอกว่าเวลาที่ชีวิตเรา ดำเนินมาดีๆเนาะแล้วอยู่มาวันนึงมีปัญหา อาจจะปัญหาการเงินเกิดขึ้นจนทำให้แน่นอน มันมันอาจจะมีหลายทางแยกเกิดขึ้นแน่ๆ ว่าจะเอายังไงต่อ จุดที่ตัดสินใจว่าเราจะยอมแพ้ไปเลย หรือว่าเราต้องฮึดสู้ นะอันเนี้ย มันคือเรื่องของจิตใจคุณหมอว่าการฝึก จิตใจของเราให้รับมือได้กับสิ่งที่มันไม่ แน่นอนน่ะมันมันทำได้ยังไงบ้างคะ
>> อืม มันอยู่ที่ mindset ของเราเวลาเรามองโลกนะ ถ้าเกิดว่าใครที่อยู่ๆมองโลกในแง่ไม่ดีตลอดเวลา เช่นแบบทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับฉัน ทำไมทำไมโน้นทำไมนี้ คือพอมีคำถามว่าทำไมมันไม่แปลกนะที่จะถามว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดขึ้นกับฉัน แต่มันต้องหาคำตอบด้วยว่าทำไม
>> ค่ะ
>> แต่บางทีคำตอบมันอาจจะไม่ใช่มาในช่วงเวลา นั้นซึ่งต้องบอกว่าคนเดี๋ยวเนี้ยติด โซเชียลที่แบบทุกอย่างต้องไวไปหมดแล้วถ้า มันไม่ได้คำตอบมาเดี๋ยวนั้นแบบไวๆอ่ะ มันก็จะเริ่มเอาละเริ่มหงุดหงิดเริ่มรู้สึก เข้าตัวเองเริ่มมีปัญหานะครับ งั้นเรื่อง พวกนี้ต้องบอกว่ามันมันฝึกกันได้แล้วสิ่ง หนึ่งซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยคิดถึงเลยก็ คือการออกกำลังกายซึ่งเวลาเราออกกำลังกาย เต็มที่ของร่างกายเราที่จะไหวแล้วเนี่ย มันจะมีช่วงนึงเราจะไม่ไหวละไม่อยากออก อยากจะพออยากจะหยุดและแต่ถ้าเราก้าวข้าม มันไปได้ไอ้ความรู้สึกนั้นน่ะถ้าเราก้าว ข้ามมันบ่อยๆเนี่ยมันส่งผลดีต่อจิตใจด้วย ต่อมาเวลาที่เราเจอเรื่องที่เครียดเรื่อง ที่หนักเนี่ยมันก็เหมือนเราไปเจอไอ้กำแพง นี่แหละที่เราอยากจะหยุดอยากจะพอแล้วถึง แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องออกกำลังกายมัน เป็นเรื่องเครียดอย่างอื่นก็ตามเรื่องการ เงินเรื่องการเจ็บป่วยอะไรก็ตามสมองของ เราอ่ะมันจะรู้สึกเฮ้ยสู้ได้สู้ต่อ
>> ค่ะ
>> อย่างเงี้ย ดังนั้นการฝึกทางกายบางทีมีผลทางใจเราด้วย
>> อื แล้วอย่างคุณหมอค่ะคุณหมอมีหลักคิดทาง การเงินยังไงบ้างหรือว่ามีการบริหารเงิน ยังไงบ้างให้ตัวคุณหมอเองยังมีความสุข อยู่
>> ของผมก็จะดูว่าตัวเองหาเงินได้แค่ไหน แล้วก็จะทำให้ความต้องการของตัวเองอ่ะ มันน้อยลงกว่านั้น คือผมจะไปเน้นทางด้านของการทำ ให้ความต้องการของตัวเองมันน้อยลงนะ เพราะว่าผมรู้ตัวด้วยศักยภาพตัวเองแล้วก็ ด้วยความทะเยอทะยานของตัวเองเนี่ยไม่มี ทางที่ จะหาเงินได้แบบมหาศาลแน่นอน
>> อื
>> พอโตมาถึงอายุขนาดเนี้ยเรารู้เลยว่าถึง แม้ว่าเราจะรู้ว่าวิธีไหนมันหาเงินมาได้เยอะๆ อ่ะเราก็ไม่อยากจะทำ
>> ค่ะ
>> ดังนั้นในเมื่อถ้าเราไม่อยากจะทำเราก็ ต้องหันมาเล่นอีกทางนึงซึ่งเราควบคุมได้ ก็คือความอยากของตัวเอง คือผมเนี่ยเป็นคนง่ายๆนะแบบบางอย่างก็ คืออะไรก็ได้ที่มันแบบง่ายๆเราก็ทำซึ่ง มันราคาถูกแต่ถามว่าเราใช้ของราคาแพง มีการใช้เงินมั้ยมีแน่นอนอยู่แล้ว แล้วบางทีเนี่ยสิ่งที่ผมทำก็คือก็เรามี เงินส่วนหนึ่งซึ่งเรากันไว้แบบ 10% ของเงินทั้งหมดที่เราหาได้ไอ้เงินอันเนี้ยคือโยนทิ้งได้เลยเราไม่รู้สึกเสียดายกับมัน ซึ่งพอถ้าเราคิดว่าเงินเนี้ยเราไม่เสียดายกับมัน เราก็จะเอามันมาซื้อของที่เราอยากได้
>> อื
>> แต่ถ้าสมมุติว่าเดือนนี้ไม่ซื้ออ่ะเดือน หน้าเราก็ไม่ซื้อทั้งปีเราไม่ซื้ออ่ะเรา ก็ได้ก้อนเบ้อเริ่มเทิ่มคราวนี้แหละเอา ทั้งหมดไปซื้อของทีเดียวลวดเดียวให้ เกลี้ยงไปเลยมันจะได้ของที่แบบดูยิ่งใหญ่ ใช่มั้ฮะ แล้วคนอื่นก็จะบอกว่าอู้หูทำไมเรา รวยจังเลยเราซื้อของอะไรนี่มันแพงขนาด นี้เปล่าก็สะสมมา 12 เดือนแล้วเนี่ย
>> ค่ะ
>> ถูกมั้ยครับ มันก็เหมือนกับการที่บางคนซื้อเสื้อผ้าทุกๆสิ้นเดือน ซื้อของทุกสิ้นเดือน ช้อปปิ้งออนไลน์ทุกสิ้นเดือน แต่เราแบบ ช้อปปิ้งครั้งเดียวสิ้นปีเอาหมดเลย มันก็กลายเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งซึ่งผมรู้สึกว่า เออ มันก็ดีเหมือนกันเราบริหารอะไรตามใจเรานี่แหละ
>> คุณหมอบอกว่าคุณหมอรู้จักตัวเองมากพอแล้ว ก็รู้ว่าชีวิตนี้คงไม่ได้หาเงินได้มากมาย ขนาดนั้นมันมันหมายความว่าแสดงว่ามันต้อง เคยมีสักวันที่คุณหมอก็อยากรวยใช่มั้ยคะ
>> โอ้ทุกคนอยากรวยมาตั้งแต่เกิดแล้วครับ ไม่มึใครมีคนไหนอยากจนมั้ฮะเอางี้ดีกว่าไม่ น่าจะ
>> มันเป็นไปไม่ได้ที่อยากจะจน
>> ค่ะ
>> แต่จริงๆถามว่าคนเราอยากรวยจริงหรือเปล่า ผมก็ต้องตอบว่าคนเราจริงๆไม่ได้อยากรวย ขนาดนั้นหรอกเราอยากได้ของที่เงินมันหามา ได้ถ้าของพวกนั้นมันไม่ต้องใช้เงินน่ะ เราก็ไม่ได้อยากรวยหรอกก็เหมือนถามว่าคนเรา ชอบออกกำลังกายหรือเปล่าไม่มีใครชอบออก กำลังกายหรอกครับมันชอบผลของการออกกำลัง กายมากกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นหุ่นดีขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้นสบายใจถ้าทำทั้งหมดเนี่ย ไม่ต้องออกกำลังกายเลยไม่มีใครออกกำลัง กายหรอกครับ
>> อื
>> จะไปทำไมให้เหนื่อย
>> ใช่
>> เงินเหมือนกันนะฮะ ถ้าสมมุติว่าเรารวยแล้ว ไม่ได้ของที่ว่ามาทั้งหมดเลยไม่มีใครอยาก รวย
>> อื
>> ถูกมั้ครับ
>> ค่ะ
>> เนี่ยมันเป็นแบบนี้แหละ
>> เพราะว่าเงินเป็นเครื่องมือนึงที่จะทำให้ เราได้สิ่งที่เราต้องการ
>> ใช่ฮะ
>> แล้วอย่างเงี้ยค่ะคุณหมอคืออันเนี้ยกำลัง อยากรู้ว่าแล้วมันจะมีจุดที่ว่าเราไม่ได้ อยากรวยขนาดนั้นกับการที่เรารู้ว่าเราทำ ไม่ได้แต่มันไม่ได้เป็นการเค้าเรียกว่า ด้อยค่าตัวเองใช่มั้ยคะว่า
>> มันไม่ใช่การที่แบบฉันคงทำไม่ได้หรอก อย่างงั้น
>> ถูกต้อง มันเป็นการประเมินที่ตรงไปตรงมามากกว่า
>> ค่ะ
>> ทุกคนอยากรวยผมก็อยากรวยนะครับแต่ว่าบาง ทีไอ้ความอยากรวยเนี่ยเราต้องเอามาเทียบ กับสิ่งที่มันเป็นในปัจจุบันว่าด้วยสิ่ง ที่เราทำอยู่ปัจจุบันเนี้ยทั้งหมดถ้าเป็น แบบนี้ต่อไปนะมันจะมีเงินได้ประมาณเท่า นี้แต่สมมุติว่าในอนาคตมันกลับมีโอกาส อะไรลอยเข้ามาแล้วพลิกทุกอย่างก็ดี
>> ค่ะ
>> นะครับ สำหรับผมผมจะมองว่าเราทำอะไรก็ได้ ที่เราประเมินตัวเองอย่างเป็นกลางแล้วก็ ทำตัวเองให้ดีที่สุดพร้อมที่จะรับโอกาส ที่มันจะโผล่เข้ามาถ้าโอกาสมันโผล่เข้ามา เราพร้อมที่จะก้าวกระโดดรวยกว่านี้อีก
>> อือ
>> แต่ถ้าโอกาสมันไม่เข้ามาเราอยู่อย่างนี้ เราไม่ได้เดือดร้อนอะไร
>> อื
>> ก็มีทบทุกอย่างแล้วแล้วสิ่งหนึ่งซึ่งคน รวยเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีได้ทุกคนก็คือ สุขภาพที่ดีเพราะว่าต่อให้รวยแค่ไหนมันก็ ต้องสร้างขึ้นมาเอง
>> สร้างเงินได้เราสร้างสุขภาพได้สุขภาพนี่ มันไม่ต้องใช้ตังค์
>> อื สุขภาพไม่ต้องใช้ตังค์
>> ใช่
>> ก็คือจริงๆมันก็มีเรื่องที่คนคุยกันว่า สุขภาพดี 0 บาทอย่างเงี้ย
>> อ่าใช่ครับ
>> ค่ะ
>> Longgevity 0 บาทได้ยินมั้ฮะ
>> ค่ะ แต่ว่าบางก็อาจจะมีบางคนที่คิดว่า แต่ อาหารดีๆทำไมมันแพงอ่ะ
>> อาหารดีๆเนี่ยต้องบอกว่าก็เค้าอ่ะเล่นกับ สุขภาพพวกนี้แหละแหละแล้วเรารู้ว่าเรา เนี่ยต้องการสุขภาพถ้าเราทำเองไม่ได้ก็ ต้องมาซื้อเค้า มันก็ต้องแพงเราก็หากำไรได้
>> ค่ะ
>> แต่เราลองคิดดูสิครับถ้าเราไปซื้อพวก อาหารสดมาเองซื้อมาทีเดียวเยอะๆแล้วตุน ไว้ในตู้เย็นแล้วเราทำเองมันก็ย่อมถูก กว่าการที่เราไปกินข้างนอกอยู่แล้วอย่าง ผมตอนอยู่อเมริกาเนี่ยผมก็จะช้อปปิ้งซื้อ พวกของสดอ่าทุกๆ 2 อาทิตย์แล้วก็เวลาเรา ทำอาหารก็จะง่ายมากคือมันมันง่ายเพราะว่า ผมขี้เกียจด้วยส่วนหนึ่งแล้วก็เราอาจจะเป็น คนที่ง่ายๆมากเกินไปจนไม่สนใจว่ามัน อร่อยไม่อร่อย
>> เวลาที่ผมทำก็จะมีโปรตีนอย่างนึงอ่ะไม่ เนื้อหมูเนื้อวัวก็ปลานี่แหละเอามาทอดบน กระทะโดยที่ไม่ได้ปรุงอะไรเลยน้ำมันก็ไม่ ใส่เกลือพริกไทยก็ไม่มีก็เสร็จแล้วก็ อย่างงั้นน่ะก็กินกับข้าวแล้วก็ผักที่เรา ล้างพริกกระเทียมแค่นี้จบเลยนี่คือ 1 มื้อแล้ว แล้วมันก็ถูกมากด้วยไม่เห็นต้องไป ใช้ตังค์อะไรข้างนอกในการทำสุขภาพอันนี้ คืออาหารสุขภาพดีนะถูกมั้ฮะเราไม่ได้ใส่ อะไรเลยอ่ะ
>> มาจากธรรมชาติเราต้องไม่ปรุง
>> ไม่ทำอะไรเลย
>> อ่า
>> ปรุงก็ก็พริกที่เรากินนี่แหละพริก กระเทียมที่เราก็พริกก็ล้างเสร็จก็กินได้ เลย
>> ไม่ต้องไปใส่ซอสอะไรทั้งนั้นแล้วก็ กระเทียมมันก็แกะออกมาจากหัวแล้วก็กัดได้ เลย
>> อื
>> ก็ไม่ต้องไปผสมกับอะไรสักอย่าง
>> ค่ะ ถามต่ออีกเมื่อกี้คุณหมอบอกว่าเราซื้อ มาทีเดียวเงี้ยวัตถุดิบแล้วเราก็ตุนไว้ใน ตู้เย็น
>> ใช่
>> แต่มันก็จะมีบางคนที่เข้าใจว่าการที่เก็บ อาหารไว้ในตู้เย็นนานๆก็ไม่ดีต่อสุขภาพ อย่างเงี้ยค่ะ
>> อื ไม่จริงหรอกฮะเก็บไว้เก็บได้
>> อ่า
>> ไม่ได้มีปัญหาอะไร บางคนเคยได้ยินมั้ฮะบอกว่าโอ้เนี่ยผักข้าง คืนเก็บไว้ในตู้เย็นแล้วกินแล้วเป็นมะเร็ง
>> ค่ะ
>> หรือว่าเอ่อถ้าข้าวที่เราหุงไว้แล้วเอาไป ไว้ในตู้เย็นเอามาวันต่อไปกินไม่ได้แล้ว
>> อื
>> ไม่จริงฮะ
>> ค่ะ
>> อย่างถ้าห้าวอย่างเงี้ยฮะถ้าเกิดว่าเรา เก็บมันดีๆเนี่ยไม่มีปัญหาอะไรเลยแต่ไอ้ ที่ไม่ดีก็คือมันอาจจะมีการปนเปื้อนของ แบคทีเรียมันสร้างพิษแบบนี้เออกินก็ท้อง เสียแต่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับมะเร็ง
>> อื
>> ถ้ามันไม่ได้ขึ้นราไม่ต้องกลัวอะไรนะฮะ
>> ค่ะ
>> แล้วบางอย่างอย่างเนื้อผมเก็บไหนอ่ะมันจะ เก็บช่องธรรมดาก็ไม่ได้เราเก็บช่องฟรีซ
>> อืออือ ถูกครับ
>> ถ้าเก็บช่องธรรมดาก็เน่า
>> อือ
>> เป็นธรรมดาเราก็กินไม่ได้แต่ถ้าเราเก็บ ช่องฟรีที่ถูกต้องมันก็กินได้นะไม่มี ปัญหาอะไรเลย
>> โอเค มันจริงๆมันก็ดูง่ายขึ้นเยอะเหมือนกัน
>> ใช่ เราไม่ควรจะทำให้มันยากนะครับ
>> ค่ะ
>> การที่เราทำให้มันยากๆเนี่ยบางทีมันเป็น เพราะว่าเราต้องการทางลัดถ้าเกิดคนที่ไม่ ทำพื้นฐานให้แน่นซะก่อนหมายความว่าพวก พื้นฐานชีวิตออกกำลังกายพักผ่อนดีกิน อาหารทุกอย่างโอเคอย่างเงี้ยแล้วหวังจะ ทางรัฐเฮ้ยเค้าไปใช้อ่าสารตัวนี้อาหาร เสริมตัวนั้นหรือฉีดอะไรเข้าไปในร่างกาย คือเรายังไม่รู้จักตัวเองดีพอแล้วข้ามไป ตรงนั้นน่ะมันจะรู้สึกว่ายุ่งยาก
>> อื
>> เฮ้ยไอ้นั่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้แล้วมันจะ มีปัญหาอะไรมั้ยอะไรอย่างเงี้ยนะครับเรา ก็จะตึกกับคำถามของตัวเองเต็มไปหมดแต่ ถ้าเราพื้นฐานดีแล้วเนี่ยแล้วเราค่อยๆไต่ เต้าขึ้นไปในสิ่งที่มันมีความซับซ้อนแล้ว ก็ยากมากขึ้นในการดูแลสุขภาพเนี่ยเราจะ รู้สึกว่าอืมันก็ไม่ได้มีอะไรนะเรารู้จัก ตัวเองดีแล้วเรารู้ว่าจะต้องใช้ยังไงให้ มันไม่มีปัญหาแล้วคำถามในหัวเรามันก็จะ ค่อยๆลดลงไปเองอย่างเงี้ยฮะ
>> อื ต้องพื้นฐานให้ดีก่อนการกินการนอน ออกกำลังกายแล้วก็เรื่องความเครียด
>> ใช่ถูกต้อง บางคนบอกว่าเอ้ยนอนให้ดีก่อนได้มั้ย
>> ค่ะ
>> ยังไม่ได้เลยยังจะไปเออมีอาหารเสริมอะไร สำหรับคนนอนน้อย
>> ใช่มั้ยฮะ
>> เออค่ะ ไปทดแทนกันแบบนั้น
>> ใช่ ซึ่งไม่ถูก
>> ค่ะ ทีนี้การที่เมื่อกี้เรื่องการเงิน บริหารการเงินไปแล้วในความเป็นหมอเนี่ย ค่ะคุณหมอแล้วก็คุณหมอเป็นคุณหมอที่เก่ง ค่ะอันนี้ต้องยอมรับจริงๆทุกคนก็คือคุณ หมอคณีคือคุณหมอที่เก่งแล้วการที่หลายๆคน เข้าหาคุณหมอหรือแม้กระทั่งคนไข้ที่มา เนี่ยค่ะทุกคนมีความคาดหวังแน่นอนว่าต้อง หายคุณหมอต้องให้คำตอบได้แน่นอนอย่าง เงี้ย ค่ะคุณหมอมีวิธีบริหารความคาดหวัง ตรงนี้ยังไงบ้างที่จะไม่ให้กดดันตัวเอง มากจนเกินไป
>> ต้องบอกว่าตอนเนี้ยผมไม่ได้ทำงานหมอแล้ว เนาะออกจากที่ Harvard มาประมาณสักปีนึงแล้ว
>> ค่ะ
>> แล้วก็ขณะเนี้ยก็ไม่ได้มีการรักษาอะไรคน ไข้แต่ว่ายังให้คำปรึกษาอยู่ในบางกรณีที่ ผมเห็นว่ามันสมควรเท่านั้นเอ่อไม่ว่าจะ เป็นช่วงนี้หรือช่วงไหนที่ผมให้คำปรึกษา ใครเนี่ยผมไม่ได้มองที่เป้าหมายว่ามันต้อง หายนะผมมองที่ว่าเป้าหมายอะไรที่เหมาะกับ เค้ามากที่สุดแล้วสามารถทำได้ในบริบทของ เขามากที่สุด
>> อื
>> นะครับ อย่างเช่นสมมุติว่ามันเป็นมะเร็ง แล้วเรามันแพร่กระจายไปแล้วอย่างี้เรารู้ อยู่แล้วว่าบริบทของเขาอ่ะทำให้หายมันทำ ไม่ได้อยู่แล้วต่อให้เค้าคาดหวังแค่ไหน มีเงินมากเท่าไหร่ก็ไม่หาย Steve Jobs อย่าง เงี้ย มะเร็งของตับอ่อนมีเงินมากขนาดไหนมันก็ไม่ หายอยู่ดี ดังนั้นแล้วเนี่ยเจอแบบเนี้ยเราต้อง ยึดกับความเป็นจริงเราทำยังไงก็ได้ให้คน ไข้เข้าใจในความเป็นจริงอย่างที่ควรจะเป็น เขาจะได้ตัดสินใจได้ถูก ต้องแล้วเราก็ให้ในสิ่งที่มันเหมาะสมกับ เขามากที่สุดซึ่งบางทีอาจจะเป็นความสุข ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเขาก็ได้บางคนมี ปัญหากับครอบครัวคือปัญหานี้มันเรื้อรัง พ่อแม่กับลูกไม่คุยกันแล้วพอมันเกิดคนนึง เจ็บป่วยขึ้นมามันยังไงก็ต้องคุยกันไม่ งั้นมันก็เหมือนกับปิดไม่ลงอ่ะ
>> ค่ะ
>> บทสรุปเนี้ยมันก็จะค้างคาเราก็มีหน้าที่ เข้าไปอยู่ตรงกลางทำยังไงก็ได้ให้เขาคุย กันให้ได้หันมาคุยกันหันมาเข้าใจกันอย่าง เงี้ย บางทีบทบาทของหมอคือแบบเนี้ย
>> ที่คุณหมอเคยบอกคือการเป็นหมอก็มีวิชาที่ ต้องเรียนในการสื่อสารกับผู้ป่วยแล้วก็ ญาติผู้ป่วยด้วยใช่มั้คะ
>> มีครับ แต่ว่าเราก็ไม่ได้ฝึกขนาดนั้นหรอกครับ เวลาที่เราเรียนมันเป็นการเอามาเรียนรู้ตอน ที่เราจบมามากกว่าแล้วก็ส่วนใครจะเก่งมาก เก่งน้อยก็แล้วแต่ว่าใครจะพัฒนาตัวเองได้ แค่ไหน อือฮึ ก็อาศัยประสบการณ์ด้วยใช่มั้ยคะ
>> ใช่ฮะ อือ
>> ฮึ ทีนี้เด็กไทยแล้วกันค่ะ
>> โตมากับการที่ถ้าอยู่ในโรงเรียนสมัยก่อน เนาะ คุณครูครูก็จะบอกว่าอ่านๆ ระบบการศึกษาของไทยเนี่ยมันจะต้องแบ่งเด็กเป็น วิทศิลวิทกับศิลอย่างี้ใช่มั้ยคะ แล้วก็อาจจะเอาแค่วิชาวิทยาศาสตร์ดีกว่าสมัย ประถมที่เรียนมา แพนด้าเคยเรียนมาก็จะ คุณครูก็จะบอกว่าเนี่ยเอ่อนิสัยสำคัญอย่าง นึง ของนักวิทยาศาสตร์หรือคนที่จะไปทางสาย คือต้องเป็นคนช่างสังเกต เอ่อ อยากถามคุณหมอค่ะว่าวันนี้ในฐานะที่เป็นคุณ หมอจริงๆแล้วเนี่ยคุณหมอว่านิสัยช่างสังเกต เห็นด้วยมั้ยคะว่าถ้าจะมาทางเนี้ยต้องมีนิสัย นี้
>> ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนไหนที่คิดว่าจะ ต้องแบ่งเป็นวิทยเป็นศีลคือมันเอาเกณฑ์ใน ไหนมาแบ่ง ถ้าถามผมเนี่ยความช่างสังเกตมัน ควรจะมีกันทุกคนนั่นแหละครับถูกมั้ฮะ
>> สมมุติว่าผมเป็นศิลปินไม่ยุ่งอะไรกับเลข กับวิทยาศาสตร์อะไรเลยแล้วเกิดผมไม่ สังเกตอ้าเพลงแบบนี้คนชอบฟังอ้าวอย่างี้ เราทำเพลงออกมาก็แบบไร้ประโยชน์สิทุกคน ไม่ชอบฟังเพราะเราไม่ได้สังเกตอ
>> หรือเราสังเกตว่าอ๋อเล่นแบบนี้มันถึงจะ ก้าวหน้าได้พวกนี้มันเป็นสิ่งที่ผมว่าทุกคน ต้องมีอ่ะไม่ว่าจะวิทจะศินเพียงแต่วิ เนี่ยมันอาจจะชัดหน่อยเท่านั้นเองเพราะว่า วิทยาศาสตร์คือการตั้งคำถามมี สมมุติฐานในหัวแล้วไปหาข้อพิสูจน์ถ้ามัน ไม่ตั้งแล้วมันจะไปไหนได้ยังไงมันก็อยู่ กับที่อย่างเงี้ยถูกมั้ฮะ
>> ค่ะ มันก็ไม่เกิดอะไรใหม่ๆ
>> ใช่
>> อ่าฮะ นี้มีอีกคำถามนึงค่ะก็คือการเป็นหมอ กับการเป็นหมอที่ดีในมุมมองของคุณหมอ เนี่ยมีความแตกต่างกันมั้คะ
>> อืม ต่างกันเยอะเหมือนกัน หมอที่ดีเนี่ยก็ คือหมอในอุดมคติที่ทุกคนอยากได้นั่นแหละ แพนด้าไปหาหมอเนี่ยแพนด้าอยากจะได้อะไร ขึ้น อยากได้อยากได้เค้าเรียกว่าเหมือนกุญแจ เหมือนช่วยให้เราหายจากสิ่งที่เราเป็นได้ ค่ะแล้วก็
>> อยากได้ความเห็นอกเห็นใจ
>> อื
>> เออความที่แบบเข้าใจเราไม่ดุ
>> ใช่มั้ย
>> เออค่ะ
>> นั่นแหละครับคือหมอที่ดี หมอที่ดีคือหมอ ที่คนไข้ต้องการเราไปหาหมออันนี้เรามี ความคิดอะไรในหัวเราต้องการอะไรหมอที่ดี เนี่ยเขาจะต้องอ่านความคิดเราได้แล้วให้ ในสิ่งที่เราเหมาะสมไม่ใช่ตามใจเรานะครับ แต่ให้ในสิ่งที่เราน่าจะต้องได้เพราะบาง ทีการตามใจเราคือการรักษาที่ผิดเช่นเจอ บ่อยๆในคนไทยเจ็บคอหมอฉีดยาให้หน่อย มันจะได้หายเร็วๆ
>> อื
>> ถ้าหมอตามใจโอ้ได้เลยโอ้โหดีจังหมอคนนี้ มันเยี่ยมเลยผิดครับนั่นคือการสร้างปัญหา ให้กับโรคใบนี้คุณจะเป็นปัญหาที่เกิด เชื้อดื้อยาขึ้นมาในสังคมนี้แล้วต่อไปคุณ อายุเยอะติดเชื้อเข้ากระแสเลือดก็ใช้ยา ปกติไม่ได้อะไรอย่างเงี้ยเป็นต้นนะครับ
>> คุณหมอก็มีหน้าที่บอกว่าเออของกรณีของคุณ นะมันไม่น่าใช่เชื้อแบคทีเรียที่จะใช้ยา พวกนี้ได้มันน่าจะเป็นเชื้อไวรัสซึ่งพวก นี้มันหายของมันเองคุณอาจจะต้องอดทนหน่อย พักบ่อยๆหน่อยอย่างเงี้ยนะฮะซึ่งไอ้ของ แบบเนี้ยประเทศไทยไม่ค่อยพูดถึงกันเท่า ไหร่ในหมู่คนไข้แต่ในหมู่หมอเนี่ยพูดกัน เยอะเลยบอกว่าเอ้ทำไมมาขอยาอย่างงี้อีก แล้วแล้วพอหมอทำงานเยอะๆมันก็ขี้เกียจ อธิบายคนไข้แล้วว่าเฮ้ยทุกคนมาขอฉีดยาก็ ฉีดมาให้หมดเลยละกันตามใจ
>> อื
>> เพราะว่าเราไม่มีเวลามานั่งอธิบายทุกๆคน มันเสียเวลาอย่างเงี้ยค่ะ
>> แต่ถ้าลองไปเที่ยวสวีเดนสิครับเจ็บป่วย เหรอไม่ว่าป่วยอะไรคุณกลับไปกินน้ำนอนที่ บ้าน
>> อื
>> แล้วคนไทยก็จะที่ไปใหม่ๆทำไมหมอที่นี่ แย่จัง
>> ไม่เห็นไม่จ่ายยาไม่อะไรเลยมาแค่พูดอย่าง เดียวเสียเวลาเรานัดมาตั้งนานทำไมให้เรา กลับบ้านนั่นแหละครับคือการรักษาที่มัน ถูกต้องจริงๆแล้วเนี่ย
>> อื ค่ะ คือหมายถึงว่าต้องให้ร่างกายเขาปรับ ด้วยตัวเขาเองรักษาตัวเอง
>> ใช่ หลายครั้งเนี่ยร่างกายเราจัดการหลายๆ อย่างได้เราก็อาจจะกินยาลดไข้ยาแก้ปวดหัว อะไรของเราไปตามเรื่องตามราว นะครับเราไม่ใช่การรักษาที่เฮ้ยมันทำแบบ นี้แล้วมันจะต้องดีกว่าการรักษาแบบอื่น หนี้การรักษาแบบ VIP เทำกันหรือหนี้การ รักษาแบบคนรากหญ้าเทำกันมันไม่มีแบบนั้น มันควรจะต้องเท่าเทียมกันในศาสตร์ที่ ถูกต้องนะครับ
>> ซึ่งคนไทยเราก็อาจจะบางทีไปหาหมอก็อยากจะ หายเร็ว
>> ใช่
>> แล้วก็พอหมอไม่ทำตามที่ตัวเองต้องการก็จะ บอกว่าหมอเนี่ยไม่ดีซึ่งต้องบอกว่าหมอที่ ดีก็แน่นอนต้องเก่งถูกมั้ฮะต้องเข้าใจเรา แล้วแถมต้องเข้าใจโลกใบนี้ว่าอะไรมัน ถูกมันผิดต้องกล้ายืนหยัดเวลาที่มีสิ่ง ที่ผิดๆแล้วคนไข้เข้าใจผิดเราก็ต้องกล้า ยืนยันว่าเออมันไม่ถูกต้องนะถึงแม้ว่า นั่นจะเป็นการขัดใจคนไข้ก็ตาม
>> คือเวลาที่เราไปหาคุณหมอที่โรงพยาบาลนั่น หมายความว่าเขาไม่ไหวแล้วจริงๆแหละเาถึง ตัดสินใจไปใช่มั้คะมันก็จะมีสิ่งที่เรา ชอบพูดกันว่าหมอจ่ายแต่ยาแก้ปวดให้อ่า และในกรณีของคุณหมอคือหมอที่ดีในมุมของคุณ หมอคืออาจจะไม่ได้จ่ายยาเยอะหรอกแค่ว่า ให้เขากลับไปพักผ่อนแล้วก็อาจจะกินตาม อาการคือยาแก้ปวด ยาลดไข้อะไรเงี้ยกินตาม ปกติแล้วแล้วหมอที่ดีแบบเนี้ยต่างกับหมอ ที่แค่จ่ายยาแก้ปวดยังไงอ่ะคะคุณหมอ
>> โอ เราต้องพูด 2 มุมนะครับ
>> ค่ะ
>> ประเด็นแรกก็คือในมุมมองของหมอเนี่ยไม่ ใช่ว่าหมอทุกคนเนี่ยทำทุกอย่างถูกต้อง ตลอดเวลานะบางกรณีก็ผิดถ้าผิดเราก็ต้อง ว่าไปตามผิดต้องไปดูเป็นเคสเคสไปบางกรณี จ่ายยาแก้ปวดเฉยๆมันก็ไม่ดี
>> อือ
>> มันอาจจะมีอะไรมากกว่านั้นที่เราต้อง จัดการก็ได้
>> ค่ะ
>> ส่วนว่าทำไมหมอถึงทำแบบนั้นอันนี้ต้องลง ไปดูแต่ละเคสเลยครับบางเคสอาการตอนแรกที่ มาหาเนี่ยมันไม่ชัดเจนอะไรมากมายเลยถ้า ไม่ชัดเจนอะไรเนี่ยบางทีโอเคเป็นโรค อันตรายแต่ไม่แต่มันไม่ชัดเจนเลยอ่ะเอายา แก้ปวดไปแล้วรอดูอาการ
>> แต่ถ้ามันชัดเจนไปหาหมอคนแรกไม่หาย คนที่ 2 คนที่ 3 ไม่หายพอเป็นคนที่ 4 ปุ๊บอาการ ทุกอย่างมาเต็มหมอคนที่ 4 เห็นปุ๊บโอ้มัน เป็นไอ้นี่แน่นอนเลยแล้วก็มองย้อนกลับไป ถ้าเป็นคนถ้าคนที่ 4 เป็นหมอที่ไม่ดีนะ
>> เขาก็จะบอกว่าอาการชัดแบบนี้ทำไมหมอคนที่ ผ่านมาวินิจฉัยไม่ได้
>> อื
>> เอาละเกิดอะไรคนไข้ก็บอกไอ้ 3 โรงพยาบาล นี่นะแย่มากเลยฉันจะฟ้องทั้งๆจริงๆคือ อ้าวเฉลยมันมาอยู่คนที่ 4 เขาก็รู้อยู่ แล้วสิ
>> อันนี้คือหมอไม่ดีถ้าพูดแบบนี้ออกไปนะ ครับ
>> หรืออีกอย่างนึงก็คือกรณีที่หมอไม่ ละเอียดในการวิเคราะห์นะครับบางที วิเคราะห์ไม่ละเอียดอาจทำให้มันผิดทางไป ถ้าบางอย่างมันซับซ้อนมากผมก็เข้าใจได้นะ ครับเพราะว่าขนาดอาจารย์แพทย์เองบางทีก็ ยังมีปัญหากับการวินิจฉัยบางโรคเลยแต่ถ้า เกิดมันเป็นโรคง่ายๆแล้วคุณลืมถามหรือไม่ ได้ถามไม่ใส่ใจถามเออเนี่ยหมอผิดดังนั้น อันนี้คือในมุมมองของการมองหมอว่าเา้ามี ปัญหาส่วนมุมมองของผู้ป่วยสมมุติว่าหมอทำ ทุกอย่างถูกต้องก็ต้องว่ากันไปตามนั้นบาง โรคหมอเขาแนะนำว่าเออคุณจะต้องผ่าตัดแล้ว นะถ้าคุณไม่ผ่าแย่แน่นะแล้วก็จะพยายามหา เหตุผลในหัวว่ามันไม่ต้องผ่าได้มั้ยแล้ว บอกว่าหมอคนนี้ไม่เก่งไปหาหมออีกหมอนึงดี กว่าหาจนกระทั่งมีคนสักคนนึงอ่ะบอกว่าไม่ ต้องผ่าตัดก็ได้
>> ค่ะ
>> เพราะมันตรงกับที่เราคิดพอมันตรงกับที่ เราคิดไม่ได้แปลว่ามันถูกมั้มั้ฮะ
>> ค่ะ
>> อย่างไรก็ตามเวลาที่เป็นหมอเนี่ยบางทีเรา ก็ต้องอธิบายคนไข้ว่าโอเคคุณอาจจะต้องการ การผ่าตัดนะถ้าถามผมแต่ถ้าเกิดว่าคุณ เข้าใจจริงๆแล้วว่าข้อดีข้อเสี่ยงของการ ผ่าตัดมันคืออะไรและคุณรับได้ถ้าเกิดข้อเสีย ของการไม่ผ่าตัดโอเคคุณไม่ผ่าตัดได้แต่ ถ้าเกิดเกิดอะไรขึ้นมาคุณรับรู้เรียบร้อย แล้วอย่างี้เพราะว่าเราต้องให้คนตัดสินใจ สุดท้ายคือคนไข้เราบอกทางที่สมควรไปแล้ว แต่เขาจะทำหรือไม่ทำมันเป็นสิทธิของเขา นะครับนั่นฉันแปลว่าจริงๆก็อาจจะไม่ได้มี หมอที่ดีที่สุดถูกมั้คะ
>> ไม่มีหมอที่ดีที่สุดในตลอดเวลาหรอกครับ มันมีบริบทหลายอย่างแล้วก็มีหลายสิ่งที่ ต้องพิจารณาร่วมกันครับ
>> แล้วอย่างตัวคุณหมอเองค่ะเคยมีช่วงเวลา ที่คุณหมอทำทุกอย่างถูกหมดเลยตามที่แบบ ตามทฤษฎีแล้วก็ตามที่เราตั้งสมมุติฐานทุก อย่างถูกหมดแล้วแต่ผลมันออกมาไม่เป็น อย่างที่หวังเคยมีเหตุการณ์แบบนั้นบ้างมั้คะ
>> โอ้มันต้องมีแน่ๆอยู่แล้วนะครับคนเราไม่ ว่าตั้งใจยังไงมันก็จะมีอะไรที่ไม่ตรงกับ สิ่งที่เราตั้งใจนะแต่ถ้าเราทำเต็มที่ แล้วหมายความว่าทั้งทางด้านวิชาการทั้ง ด้านการสื่อสารกับคนไข้และครอบครัวผลมัน ออกมาเป็นแบบเนี้ยมันก็ต้องยอมรับครับ แล้วเราก็ต้องไปดูว่าเผลอๆไอ้ผลที่มันออก มาแบบเนี้ยมันอาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้ทำ ตรงนั้นไม่ได้ทำตรงนี้มันอาจจะผิดก็ได้ เราก็ต้องแก้ไขไม่ให้มันเกิดขึ้นในอนาคต แต่ถ้าแบบเออผลมันออกมาด้วยโอกาสยังไงก็ ไม่รู้เราควบคุมมันไม่ได้อันนี้ก็ต้องยอม รับมันไปแล้วก็ต้องอธิบายให้คนไข้เข้าใจ ซึ่งต้องบอกว่าหลายครั้งที่มันสามารถป้อง กันปัญหาได้คือเราคุยกับคนไข้และครอบครัว เนี่ยเราคุยดีๆเราคุยจนเขาเข้าใจและให้ เขาเหมือนกับเป็นเราอ่ะคิดไปด้วยกันแต่ละ สเต็ปว่าเอ้ยเราทำแบบนี้เพราะอะไรยังไงนะ ข้อดีข้อเสียเป็นยังไงคือเขารู้หมดทุก ขั้นตอนเหมือนกับเป็นเราเลยแบบเนี้ยไม่ ค่อยเกิดปัญหาอะไร
>> เมื่อก่อนแล้วกันที่คุณหมอเป็นยังทำอ่า คุณหมออยู่ในโรงพยาบาลอะไรเงี้ยค่ะแสดง ว่าคุณหมอเป็นคนใจเย็นมั้คะ
>> ผมใจร้อนมาก
>> อ๋อเหรอคะ
>> ครับผม
>> แล้วเวลาอธิบายอย่างี้ค่ะอธิบายยังไงคะ
>> ผมก็จะอธิบายให้คนไข้เห็นภาพคนส่วนใหญ่ เนี่ยจะไม่เข้าใจเพราะว่าเขาไม่เห็นภาพ เนื่องจากเค้าไม่ใช่เราเราพูดเหมือนกับ ว่าเอ้ยมันง่ายนะมันไม่มีอะไรศัพท์พัน พรานแพทย์บางคนพูดโอ้โหผมเป็นอะไรก็ไม่ รู้คนไข้ก็งงเฮ้ยนี่อะไรเนี่ยไม่เข้าใจ ใช่มั้ยดังนั้นวิธีให้คนไข้เข้าใจบางทีผม จะใช้การวาดรูป
>> อื ค่ะ
>> วาดเป็นขั้นตอนให้เขาเห็นแบบอ้อนี่มัน เป็นรูปเป็นจับต้องได้หรือบางกรณีที่มัน อธิบายยากจริงๆแล้วเ้ามีการทำเช่นทำ CT ทำ MRI ผมก็จะเปิดคอมพิวเตอร์อ่ะอ่ะมาดูกันนะไอ้ ตรงเนี้ยคือปอร์ตเราตรงนี้คืออะไรแล้วเราก็ ชี้ว่าเนี่ยปัญหามันอยู่ตรงนี้เหตุผลที่มัน ทำอย่างนี้ไม่ได้เพราะอะไรจากการชี้ชี้รูปให้เค้าดูแบบเนี้ย เค้าเข้าใจง่ายเลย
>> ค่ะ
>> นะครับ แล้วสุดท้ายก็มีสรุปให้เขาฟังว่า ที่เมื่อกี้คุยกันมาทั้งหมดเนี่ยอ่าคุณ เข้าใจว่าอะไรไหนลองบอกผมมาซิ
>> เป็นครูด้วย
>> อ่า พอพอเขาตอบเรามาได้ว่าอืถูกต้อง อ่าแล้วเราก็อยากจะให้คุณไปหาไอ้คำๆเนี้ย ศัพท์ทางการแพทย์เผื่อคุณจะอยากรู้เพิ่ม เติมเราก็เขียนศัพท์ทางการแพทย์แล้วก็ ยื่นให้เขาไปเพราะคนพวกนี้บางคนอาจจะอยาก รู้เพิ่มก็ได้ไปอ่านเอาเองบางคนอาจจะรู้ สึกว่าเอ้ยถ้าเกิดไปขอ second opinion carอยคนนึงเขาจะได้ถามถูกว่าโรคอะไรกัน แน่เพราะไม่งั้นไปหาหมอใหม่อ้อเวียนหัวมา
>> เริ่มใหม่เลย
>> เริ่มใหม่เลยไม่รู้ว่าตกลงเป็นโรคชื่อว่า อะไรอย่างเงี้ยฮะ
>> อือฮึ เมื่อกี้คุณหมอแตะเรื่องการวาดรูป แล้วก็มีในสิ่งที่น่าอยากชวนคุณหมอคุย อย่างวันนี้นะคะก็คือถ้าใครที่ติดตามคุณ หมอธานีในช่องทางส่วนตัวแล้วกันก็จะเห็น ว่าคุณหมอเนี่ยจะมีวาดรูปมีเล่นเปียโน ด้วยคือเรียกได้ว่า
>> คือบางคนน่ะเขาอาจจะเก่งแค่สักด้านนึงนะ เป็นหมอนี่ว่าเก่งมากๆแล้วนะคะคุณหมอหมอ เป็นหมอที่เก่งคุณหมอเป็นนักดนตรีที่แบบ ก็เก่งแล้วก็วาดรูปก็ก็เก่งคุณหมอว่าที่ คุณหมอเก่งในหลายๆศาสตร์ได้แบบเนี้ยทักษะ ร่วมอะไรที่ทำให้คุณหมอชำนาญหรือว่าเรียน รู้ได้ทุกๆศาสตร์เลยอ่ะค่ะ
>> มันเรียกว่าเป็นแรงผลักดันมากกว่าซึ่งแรง ผลักดันอันเนี้มันมีมาตั้งแต่เด็กแล้ว ครับคือเด็กๆอ่ะมีสิ่งถ้าใครถามความฝันผม ในวัยเด็กนะผมจะตอบว่าผมอยากเท่
>> นั่นคือความฝันเลย
>> นั่นคือความฝันเลย
>> ไม่ใช่อาชีพ
>> ไม่ใช่อาชีพไม่ไม่ได้อยากจะเป็นหมอ ไม่ได้อยากโตมาเป็นอะไรซักอย่างหรือว่าอยากจะ เออคือไม่มีอ่ะมีอย่างเดียวคืออยากเท่ แต่พอคำว่าอยากเท่นิยามมันกว้างมากเลย คืออะไรคือเท่
>> ค่ะ
>> ซึ่งสำหรับผมอ่ะอะไรที่มันทำให้เราดูเด่น ขึ้นมาได้เท่หมดทุกอย่างอ่ะออกกำลังกาย ได้เออเท่งั้นทำวาดรูปสวยคนชมเท่ทำเป็น หมอเก่งไปได้ถึงอเมริกาเท่เออดีทำอย่าง เงี้ยฮะมันเป็นแรงผลักดันจากตรงนี้มาก กว่ามันไม่ใช่เชิงทักษะอะไรเท่าไหร่แต่ การที่ว่าสมมุติว่าเราเข้าไปด้วยความชอบ แล้วมันจะทำทำให้เรามีความรู้สึกอยากจะ พัฒนาให้มันเก่งขึ้นเรื่อยๆทีนี้ไอ้ เทคนิคในการพัฒนาเนี่ยก็ต้องบอกว่ามันมา จากการสังเกตและการใช้ความคิดเช่นบางคน ผมต้องบอกว่าย้อนไปถึงช่วงที่ผมเรียน มหาวิทยาลัยเออเรียนเรียนที่ม.ปลายตอนม. 5 ตอนนั้นผมก็ไปเจอหนังสือฟิสิกส์เล่มนึง นั่นแหละอ่านี้คือเล่าหลายรายการมาแล้วนะ ครับคือเป็นหนังสือฟิสิกส์ที่โรงเรียนเขา สั่งให้ทุกคนอ่ะซื้อเล่มนี้แล้วไปเรียน กันซึ่งคนก็จะไม่ค่อยอ่านกันจะไปตามที่ เรียนพิเศษไปอ่านหนังสือเรียนพิเศษผมก็ มาดูเล่มเนี้ยวันๆเปิดดูแล้วเจอว่าโอ้คน แต่งเนี่ยคือคนนึงชื่อดร.สุทัศ์ยกซ่านคือ เก่งปรมาจารย์มากคือเก่งเก่งมากๆเลยอ่ะ ระดับประเทศหรือเผลอๆไประดับโลกได้เลย แล้วเราก็ไปดูหนังสือของคนที่เขาแต่ง หนังสือเรียนพิเศษเอ๊ะเ้าไม่เก่งเท่า อาจารย์คนนี้นี่อย่างี้เราจะไปอ่านของคน อื่นทำไมเราก็อ่านของคนนี้สิแล้วพอเรา อ่านไปสักพักเราเข้าใจคอนเซปตลึกๆแล้วเรา ก็ไปลองทำดูเฮ้ยมันทำได้แล้วเก่งขึ้นมา ทีนี้ผมก็เลยแบบลองเอาไปประยุกต์กับศาสตร์ อื่นซิลองไปวาดรูปดิ
>> อื
>> ฟิสิกส์เกี่ยวอะไรกับวาดรูปฟิสิกส์ไม่ เกี่ยวอะไรกับวาดรูปครับแต่สิ่งที่ ฟิสิกส์มันสอนผมจากไอ้เล่มเนี้ยคือวิธีใน การคิดผมก็คิดแล้วว่าเห็นรูปนึงเนี่ยเค้า วาดได้ยังไงมีลยอร์สีกี่ครั้งวาดซ้ายวาด ขวาต้องฝึกมือฝึกยังไงแล้วพอมันแตกแยก ย่อยออกมาเป็นขั้นตอนต่างๆในการทำให้มัน ดีแล้วเนี่ยนั่นคือขั้นตอนการคิดแล้วเรา ค่อยๆทำไปทีละขั้นสุดท้ายมันก็ได้ผลออกมา ที่ว่าเฮ้ยมันสวยวาดรูปดีขึ้นเยอะ
>> ค่ะ
>> อย่างเงี้ย
>> มันเป็นการฝึกจากคือการใช้เทคนิคเหมือน เหมือนเรียนจากหนังสือวาดรูปแล้วก็ คือ วิธีคิดบางคนที่เป็นศิลปินเขาก็จะความรู้ สึกในการทำงานอย่างคุณหมอเนี่ยค่ะสมมุติ เวลาเล่นเปียโนเป็นเพลงจริงๆมันเป็น เรื่องของotชionalมากอย่างนึงเลยนะ
>> คุณหมอรู้สึกมั้คะหรือว่าก็ใช้เทคนิคเล่น เฉยๆ
>> โอมันถ้าเอา 2 สายมาชนกันได้ดีจริงๆผมว่า คนที่เป็นศิลปินเนี่ยเค้ามีความสังเกต แล้วก็มีเทคนิคของเขาอยู่แล้วอยู่ในหัว แต่เขาไม่รู้ตัวเท่านั้นเองเค้าบอกเล่นไป ตามอารมณ์
>> อื
>> ซึ่งจริงๆมันอาจจะไม่ใช่เพียงแต่ว่าภาษา ของเขาเป็นภาษาทางอารมณ์
>> ส่วนภาษานักวิทยาศาสตร์มันก็พูดแบบโอนี่ เป็นขั้นเป็นตอนเทคนิคอะไรเยอะแยะไปหมด แล้วไม่มีอารมณ์ซึ่งจริงมันก็มีบางคนอาจ จะมีความเชื่อมั่นอะไรสักอย่างว่าไอ้แบบ นี้เนี่ยมันต้องถูกแน่นอนหาทางพิสูจน์ให้ ได้นะครับงั้นตอนที่พวกผมเล่นพวกเนี้ยผม ก็จะเอา 2 อย่างมารวมกันเช่นผมเล่นเปียโน ผมก็จะทำยังไงให้เล่นได้อันนี้คือเรื่อง เทคนิคและแล้วก็อีกอย่างนึงก็คือถ้าเรา เป็นคนฟังเราจะรู้สึกยังไงกับไอ้สิ่งที่ เราเล่นออก อ่าหนักเบาแบบนี้ดีไดนamิตรงนี้ช้าตรงนี้ เร็วโอเคหรือยังนะครับเพราะว่าถ้าทุกคน เล่นโน้ตตัวเดียวกันเหมือนกันน่ะมันก็ อย่างเงี้ให้คอมเล่นดีกว่ามยให้ AI เล่น มันก็ออกมาเหมือนกันนั่นแหละแต่ถ้าเรา อยากจะเพิ่มความเป็นมนุษย์เข้าไปในนั้น น่ะ
>> เราก็ต้องแบบมีความหลากหลายของสิ่งที่เรา เล่นเออจะสร้างอารมณ์แบบไหนนี่คือการคิด แล้วนะ
>> ค่ะใช่
>> การคิดว่าจะได้วิธียังไงให้เล่นจนกระทั่ง ได้อารมณ์ความรู้สึกแนวนั้นออกมาดังนั้น เวลาที่ผมเล่นเพลงแต่ละอย่างเนี่ยสมัย ก่อนครูเจะไม่ค่อยชอบผมเพราะว่าผมไม่ค่อย เล่นตามโน้ต
>> เออ ทำไมทำไมนิ้วนี้เราถึงสลับกันไม่ใช้ อีกนิ้วนึงทำไมเอ่อเราตรงนี้เบาตรงนี้ช้า อะไรของเขาคือเรามีเหตุผลของเราว่าเรา ต้องการอารมณ์ประมาณนี้ในการเล่นอย่าง เงี้ย
>> ค่ะ
>> มันก็ติดมาจนปัจจุบันนี้นี่แะครับเวลาผม เล่นอะไรก็จะแล้วแต่เราอยากจะเล่นแบบไหน
>> อื มันมีนิสัยนึงที่น่าสังเกตได้จากการที่ คุณหมอเล่าคือทุกอย่างมันมีการคิด วิเคราะห์แล้วก็เหมือนมองภาพใหญ่เหมือน กันนะว่าคุณหมอมีผลลัพธ์ที่คุณหมอต้องการ แล้วแน่นอนล่ะว่าโอเคเราอยากดีไซน์ผล ลัพธ์ให้ออกมาเป็นแบบนี้ทีนี้แคกออกมาว่า แล้ววิธีการของมันมีอะไรบ้างมีต้องรู้ อะไรบ้างต้องรู้ทักษะนี้ต้องต้องมีด้าน ไหนบ้างสมมุติว่ารูปต้องรู้แสงเงายังไง ต้องอะไรยังไงทั้งหมดรวมถึงดีไซน์ความรู้ สึกด้วยครับ
>> โอ้โห อัจฉริยะมากค่ะ
>> เพราะผมว่าทุกคนก็ทำได้นะแต่ว่ามันอาจจะ ไม่เคยคิดในแบบที่ผมคิดเท่านั้นเอง
>> ค่ะ
>> นะครับ คือผมไม่ได้เป็นคนแปลกประหลาดพิเศษ อะไรมนุษย์ต่างดาวมาจากไหนนะคือทุกคนน่ะ สามารถทำได้เพียงแต่เค้าอาจจะไปถูกวิธี กรอบความคิดเดิมๆที่เขามีอยู่ในหัวหรือ ไม่ก็ใครใส่เข้ามาแล้วมันต้องทำเป็นแบบ เนี้ยมันก็เลยไม่เคยคิดแบบนอกกรอบอย่าง เราเงี้ยมันก็เลยโอเคผลของเขาก็ไปทางด้าน หนึ่งซึ่งสำหรับผมผมมองว่าไม่ว่าเราจะทำ อะไรสักอย่างนะถ้าเราทำเหมือนกับคนที่ เขาทำผ่านๆมารุ่นพี่ส่งต่อๆกันมาเนี่ย อย่างเก่งนะเราก็ได้เหมือนกับรุ่นพี่หรือไม่ เราเก่งกว่ารุ่นพี่แต่มันก็คล้ายๆแนวทาง เดียวกัน
>> อือฮึ
>> แต่ถ้าเราทำที่มันนอกกรอบที่ไม่มีใครเทำ กันโอเคเราอาจจะเฟลอาจจะล้มบ่อยกว่าแต่ ถ้ามันสำเร็จแล้วมันจะเป็นความสำเร็จที่ ไม่มีใครเหมือนแน่ๆ
>> ค่ะ แต่คุณหมอก็คือตอนเด็กๆก็เรียนที่ ประเทศไทยนี่แหละเนาะแน่นอนว่าทุกอย่าง เราก็เรียนมาตามแพทเทิร์นมันต้องเรียน ต้องจำต้องอ่านต้องเชื่อแบบนั้นมาทีนี้ คุณหมอจำได้มั้ยคะว่าครั้งแรกที่คุณหมอ เริ่มคิดนอกกรอบหรือเริ่มคิดแตกต่างจาก สิ่งที่เป็นแบบแผนมามันคือเรื่องอะไรคะ
>> ครับผมว่าผมคิดอย่างี้ตั้งแต่เด็กแล้วอ่ะ ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มคิดว่าตอนโตนะฮะ
>> ค่ะ
>> คือเวลาที่อาจารย์เ้าให้ทำอะไรซักอย่าง ผมก็จะมีคำถามว่าอ้าทำไมต้องทำแบบนั้นน่ะ เหมือนเด็กๆเนี่ยเวลาเราทำเลขอาจารย์ก็จะ บอกว่าอ่ะเขียนอย่างงี้นะต้องแบบตรงกัน ต้องใช้วิธีนี้ลอกแบบมาจากหนังสือแล้วก็ บอกอ้ามันทำอีกวิธีนึงก็ได้ไม่ใช่เหรอ อย่างเงี้ยทำไมไม่ไม่ทำแบบนั้นใช่มั้ยผม ก็จะตั้งคำถามละตั้งคำถามแล้วก็จะพยายาม หาคำตอบซึ่งมักจะไม่ได้คำตอบเพราะว่าครู ในสมัยก่อนเนี่ยเขาก็จะบอกว่าเฮ้ยต้อง เป็นอย่างนี้สิเค้าคิดมาแล้วว่ามันดีต้อง ทำอย่างเงี้ต่อๆกันมาเราก็จะเก็บไว้ในหัว บอกว่าอืครูนี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยค่ะ
>> อ่า มีแต่เราเนี่ยรู้อย่างเดียวแต่ก็จะไม่ ตอบครูกลับไปนะเพราะว่าเราก็เรียบร้อยผม เป็นเด็กเรียน
>> ค่ะ
>> เด็กเรียนนี่ก็จะคือเออเออครูว่ายังไง เราก็โอเคครับๆแต่ในหัวนี่ไปอีกทางนึงะเราก็ สมัยนั้นคือไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดด้วยนะ ว่าโอ๊ยครูไม่รู้เรื่องหรืออะไรเงี้ยแต่ ผมคิดอยู่ในหัวว่าผมเนี่ยรู้ความลับ จักรวาล
>> มีวิธีที่มันเจ๊งกว่านั้นแต่ว่าครูยังไม่ รู้ดีแล้วเดี๋ยวเราจะทำให้มันดีขึ้นไป กว่านี้แล้วเดี๋ยวไปให้โชว์ให้ครูดูมัน น่าจะเจ๋ง
>> แล้วแบบเนี้ยเท่
>> เออ
>> แล้วผมก็จะไม่บอกใครเลยไม่บอกเพื่อนไม่ บอกใครทั้งสิ้นรู้อยู่คนเดียวดีเดี๋รอให้ มันสุดๆอ่ะแล้วมันจะเท่มาก
>> อือ
>> เนี่ยมันก็เป็นอย่างเงี้ยนะฮะ
>> ทำเพราะอยากเท่จริงๆ
>> ใช่ครับเพราะอยากเท่จริงๆ
>> แล้วอะไรทำให้คุณหมออยากเท่ค่ะ
>> ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ผมคิดว่ามันเป็น พื้นฐานของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาอยากจะดู ดีอยากจะได้ในสิ่งที่ดีๆที่คนอื่นเขาชื่น ชมทั้งนั้นแหละไม่มีใครอยากจะโดนคนอื่น ด่าหรือบอกว่าโอ๊ยไอ้นี่ไม่ฉลาดเลยไอ้นี่ หน้าตาไม่เอาไหนไอ้ไอ้นี่ตัวเล็กจิ๋วเลย
>> อะไรเราก็ไม่มีใครอยากจะเป็นแบบนั้น ความเท่ของผมจริงๆก็คือมันเป็นสิ่งที่ทุกคน อยากจะได้อยู่แล้วอ่ะเพียงแต่เขาอาจจะมี บางสิ่งที่มันชัดเจนในหัวเขาซึ่งอาจจะ เกิดขึ้นด้วยตัวเองหรือเกิดขึ้นด้วยสิ่ง แวดล้อมก็ได้เพราะบางคนไปอยู่ในสิ่งแวด ล้อมที่โอเราไปดูนักวิทยาศาสตร์ปล่อย จรวดกันเราอยากจะกลายไปเป็นนักบินอวกาศ บ้างเพราะเรามีสิ่งแวดร้อนเข้ามาในหัวแต่ สมมุติว่ามันไม่มีอาชีพนั้นอยู่ในโลก เนี้ยคุณจะคิดว่าอยากจะไปอวกาศได้เปล่า
>> อื
>> ค่ะ
>> นั่นคือปัญหา
>> ของการที่เอาสิ่งข้างนอกมาตัดสินตัวเอง ว่าเราจะต้องอยากเป็นทนายอยากเป็นหมอเป็น วิศวกรอะไรอย่างเงี้ยถ้าเราคิดมาจากตัว เองมันจะเป็นอีกแบบนึงซึ่งผมเนี่ยไม่ไม่ ค่อยคิดตามคนอื่นเท่าไหร่แล้วก็คำถามนึง ที่ผมเจอบ่อยมากๆเวลาที่ใครสัมภาษณ์ก็บอก ว่าผมมี Role Model นะคือผมเองผมจะสร้างตัวเองให้เป็น Model ของตัวเองให้ได้เพราะฉะผมจะไม่ทำตามใคร เลยมันไม่มีประโยชน์เพราะว่าเขาก็สวนเค้า เราก็ส่วนเราเงี้ย
>> อ่าค่ะ จะมีคำพูดนึงที่อาจจะไม่น่าจะแรงค่ะ บางคนอาจจะฟังแล้วก็เฮ้ยคุณหมอมีอีโก้ มั้ย
>> อย่างงี้คือมีอีโก้หรือเปล่านะอย่างเงี้ย คะ
>> คุณหมอว่ายังไงคะ
>> ผมมองว่าผมเป็นคนที่อีโก้สูงมากถึงมากที่ สุดเลยด้วย
>> ค่ะ
>> แต่อีโก้นี้มันประกอบมาด้วยความเข้าใจ พื้นฐานที่คิดพิจารณามาแล้วหลายรอบหลาย รอบจริงๆทุกๆอย่างที่ผมพูดไปอ่ะถามว่า ทำไมคนมาให้ความเห็นที่มันไม่ตรงกับผม แล้วผมแย้งกลับทันทีเพราะผมคิดมาแล้วหลาย ตลกมากแล้วผมก็มีเหตุผลที่ชัดเจนด้วยว่า ทำไมต้องเป็นแบบนั้น
>> อ่า
>> แต่คนอื่นล่ะคุณได้คิดมาดีแค่ไหนคุณไม่ ใช่ผมไม่มีทางรู้หรอกว่าเราคิดมาผ่านอะไร มาเยอะแยะขนาดนี้งั้นคำว่าอีโก้เนี่ยถ้า พูดแบบพูดเล่นๆน่ะเนี่ยเฮ้ยคุณไม่ฟังใคร เลยนี่คืออีโก้ใช่มั้ยครับแต่อีโก้ของผม มันหมายความว่าผมไม่ใช่ไม่ฟังใครเลยนะผม ฟังมาทุกความเห็นแล้วแล้วผมก็มานั่ง ประมวลคิดแล้วก็วิเคราะห์ออกมาทุกๆอย่าง มันเป็นแบบเนี้ยแต่บังเอิญไอ้สิ่งที่ผม พูดน่ะมันดันไม่ตรงกับความคิดคุณเท่านั้น เองแล้วพอคนเรามันคิดสมมุติว่าเขาก็คิด ผมก็คิดอ่ะมันไม่ตรงกันแต่ก็ยังไม่เห็นด้วย ซึ่งกันและกันแบบเนี้ยถ้าเราจะพูดในภาษา คนนอกโอ๊ยต่างคนก็ต่างมีอีโก้นะไม่ฟัง ซึ่งกันและกัน
>> แต่เราต้องมองอีกแบบนึงครับว่าทั้งคู่ เนี่ยเขาอาจจะคิดมาดีแล้วก็ได้คนเราเนี่ย คิดดีแค่ไหนมันก็ไม่จำเป็นจะต้องเห็น เหมือนกัน
>> ค่ะ
>> แล้วมันก็อยู่ร่วมกันได้มันไม่จำเป็นจะ ต้องเถียงเพื่อหาจุดจบเพราะว่าเถียงไปมัน ก็ไม่มีจุดจบอยู่ดีถูกมั้ยครับดังนั้นเรา ก็ต้องอยู่เป็นคู่ขนานอย่างเงี้ยไม่เห็น ด้วยเออดีมันจะได้มีความแตกต่างทางสังคม ไม่งั้นถ้าคนทุกคนเหมือนกันก็สร้างโลก ด้วย AI ไปเลยไม่ดีกว่าหรอครับ
>> อือฮึ
>> ถูกมั้ย
>> ค่ะ
>> เออ
>> อุ๊ย มีคำถามเกิดขึ้นเรื่อยๆค่ะว่า
>> ในจุดที่คุณหมออยู่คุณหมอเก่งคุณหมอบอก ว่าแน่นอนว่าคุณหมอจะพูดอะไรคือคุณหมอ ศึกษามาเยอะละ
>> จนเจอแล้วว่าไฟลเอ้ยมันตอนเนี้ยนะตอนนี้ อัปเดตล่าสุดคือสิ่งนี้นะ
>> ใช่
>> ทีนี้เราจะเป็นคนเก่งยังไงที่ยังเคารพคน อื่นอยู่อ่ะค่ะ
>> มันอยู่ที่ตัวเราแล้วแบบเนี้ย
>> ค่ะ
>> คือทุกๆครั้งที่เวลาใครพูดอะไรมาเราต้อง พยายามเดาว่าข้างในเขาคิดอะไรอยู่เามาจาก พื้นฐานคนแบบไหนเาอาจจะชอบการรักษาแบบ ธรรมชาติแล้วบอกว่ามันได้ผลเพราะว่าเค้า เคยมีประสบการณ์เอาพ่อแม่เขาไปรักษาเคมี บำบัดแล้วตายอย่างเงี้ยนะฮะหรือว่าแล้ว ทรมานแล้วก็เห็นแบบนั้นมาเรื่อยๆเค้าก็ เลยอยากจะหาทางช่วยให้ดีขึ้นแล้วก็กลาย ไปเป็นไปสายอีกสายนึงซึ่งเขาก็เป็นเหตุผล แบบนี้แต่ปัญหาของแบบนั้นซึ่งเขาไม่รู้ ก็คือเขาไม่รู้ว่ามนุษย์เราเนี่ยพัฒนา วิทยาศาสตร์มาเพื่ออะไรพัฒนามาได้ยังไง ซึ่งทุกๆอย่างการพัฒนามาได้เนี่ยมันต้อง มีการเก็บข้อมูลวิเคราะห์แล้วก็ทดลองใช่ มั้ฮะแต่พอเป็นสายนั้นน่ะมันอารมณ์ล้วนๆ มาจากแรงผลักดันที่อยากจะให้พ่อแม่ของ ตัวเองดีขึ้นถ้าย้อนเวลากลับไปได้แล้วพอเป็น แบบนั้นเนี่ยพอเรามีอารมณ์มากๆกับอะไรสัก อย่างมันจะทำให้เราไม่มองในเหตุเหตุและผล ของมันจริงๆเลยสักนิดเดียว
>> ค่ะ
>> แล้วพอเป็นแบบนั้นน่ะมันก็เลยจะเกิดความ เห็นไม่ตรงกันกับผมนี่แหละผมหมออเมริกาก็ ต้องเชื่อฝั่งอเมริกาสิใช่มั้ย
>> ไม่เ่อทำไมผมถึงเชื่อยาเคมีก็เพราะว่าผม เชื่อในบริษัทยาอะไรอย่างี้สิหรือว่าผม ต่อต้านของภูมิปัญญาชาวบ้านอ่ะเพราะผม เป็นหมออเมริกาเนี่ยเขาก็ต้องพูดอย่างนี้ นะฮะแต่ถามว่านั่นคือเหตุผลจริงๆหรือ เปล่าต้องบอกว่าไม่ตัวเค้าเองเนี่ยจริงๆ เค้าเค้าไม่ได้คิดแบบนั้นหรอกแต่เค้าไม่ สามารถสู้กับตรรกะของผมที่มันถูกต้องได้เ เลยต้องหาทางระบายมันออกมาในรูปแบบนั้น อย่างเงี้ยค่ะ
>> พอเราเข้าใจคนแบบนี้แล้วเราก็จะรู้สึกว่า อืมันก็เป็นอย่างเงี้โลกเรามันต้องมีคน คิดแปลกประหลาดต่างจากคนอื่นซึ่งแปลก ประหลาดเนี่ยอาจจะถูกหรืออาจจะผิดก็ได้ บังเอิญของเขามันไม่ถูกต้องเท่านั้นเองนะ ครับแล้วก็อยู่ร่วมกับเขาได้ไม่ได้มี ปัญหาอะไรนะฮะอือฮึอ่าหลายๆอย่างอ่ะหมอ คิดมาแล้วค่ะ
>> ทีนี้เมื่อกี้เราคุยกันถึงเรื่องความเก่ง ของคุณหมออ่านะมันมันฟังพอพูดถึงความเก่ง มันดูเหมือนแบบอวดนิดนึงนะแต่จริงๆไม่ใช่ คือความเก่งมันเป็นสิ่งที่ดีนะก็คือเรา ฝึกฝนสิ่งนั้นมาจนเราชำนาญก็คือมันก็คือ ความเก่งนั่นแหละทีนี้บางคนค่ะคุณหมอเค้า เค้าอยากหาด้านที่ตัวเองเก่งเจอ
>> อือฮึ
>> มันคนเราต่างกันมากแล้วบางคนรู้สึกว่า >> ฉันเนี่ยฟังคุณหมอโอหเล่นดนตรีก็ได้เป็น หมอก็ได้วาดรูปก็ได้ฉันไม่มีอะไรเก่งเลย อย่างเงี้ยค่ะคุณหมอมีแคมป์แนะนำยังไงให้ กับเขาบ้างค่ะ
>> ผมว่าเค้าหาก่อนเลยว่าตัวเองชอบอะไร ชอบอะไรนี่หมายความว่าคุณทำอะไรแล้วมีความ สุขแค่นั้นเลยฮะเพราะว่าบางคนที่ผมได้ยิน มาก็คือไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรอ้าวงั้น เอางี้ดีกว่าในรอบเวลาเดือนนึงที่ผ่านมา หรืออาทิตย์นึงที่ผ่านมาคุณมีความสุขตอน ไหนบ้างมันต้องมีสักวันนึงแหละที่รู้สึก มีความสุขบางคนบอกว่าเอ้ยมีแต่ความทุกข์ เว้ยชีวิตนี้ไม่มีอะไรดีเนี่ยตรงนั้นก็ ปัญหาตรงนี้ก็ปัญหามีวันไหนที่คุณทุกข์ น้อยที่สุดมั้ยไอ้วันนั้นนั่นแหละมันต้องมี อะไรสักอย่างนึงวันที่ทุกข์น้อยที่สุดมี อะไรสักอย่างนึงหรือถ้าเกิดคุณเป็นคนที่ พอมีความสุขกับทุกข์ปนๆกันไปวันไหนคุณมี ความสุขให้เริ่มย้อนไปที่วันนั้นก่อนว่า มันมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณแล้วก็หาเลยว่า ไอ้สิ่งนั้นแหละที่มันน่าจะเป็นเป้าหมาย ที่คุณทำได้ดีอะไรก็ได้เลย
>> อือ
>> บางทีอาจจะเป็นการเล่นเกม
>> ค่ะ
>> ใช่มั้ฮะ
>> ค่ะ
>> บางทีอาจจะเป็นการร้องเพลงบางทีอาจจะอะไร อย่างเงี้ยซึ่งพอมันเป็นความสุขของคุณน่ะ คุณลองมาคิดตั้งใจพิจารณาทำให้มันดีขึ้น จริงๆก็ได้เพราะบางคนบอกว่าชอบเล่นเกมแต่ แบบเล่นเกมแล้วมันได้อะไรขึ้นมาพ่อก็ด่า แม่ก็บอกเฮ้ยไปเรียนหนังสือไปทำไมเล่นแต่ เกมอ้าเราไม่ได้ดูเหรอว่าโลกนี้มัน เปลี่ยนไปแล้วเดี๋ยวนี้มี esport
>> ใช่
>> ใช่มั้ยถ้าเราเก่งระดับโลกโหทำเงินได้กี่ ล้านอ่ะมหาศาลนะ้างั้นถ้าการเล่นเกมคือ ความสุขของเราเราก็ทำให้มันเป็นหน้าที่ ของเราไปเลยสิมหัดพัฒนาว่าทำยังไงเราถึง จะเล่นเกมเนี้ยเก่งที่สุดในโลกหรือถ้าเรา ร้องเพลงโอ้โหเสียงแย่มากเลยแต่เราชอบอ่ะ มันมีความสุขดีเริ่มจากความสุขแล้วเราจะ ทำไงให้มันเก่งหาครูสอนหาวิธีรองหรือดู วีดีโอที่เขาสอนร้องก็ได้เราก็เริ่มจาก ตรงเฮะถ้าเราไม่รู้ว่าเราชอบอะไรจริงๆนะ เริ่มอย่างเงี้ยฮะ
>> สมมุตินะคะว่าเราโฟกัสตัวเองแล้วทำวิธี ที่คุณหมอบอกละแล้วเจอแล้วเอ้ยสมมุติ แพนด้าเจอแล้วแพนด้าอาจจะเป็นคนที่สมมุติ วาดรูปอันเนี้ยสมมุติแพนด้าวาดรูปเก่งที่ สุดและในความสามารถทั้งหมดของแพนด้าที่ แพนด้ามีแพนด้าวาดรูปเก่งที่สุดและแต่ไอ้ เจ้าวาดรูปของแพนด้าดันไม่ได้คือพอไปสู้ กับคนอื่นมันมันก็ไม่เก่งเงี้ยค่ะคุณหมอ
>> ก็ไปเปรียบเทียบอีกแล้วมันก็เรามาตั้ง คำถามกับตัวเองอีกว่าแล้วเราควรจะพัฒนา สิ่งนี้ต่อไปหรือเปล่าถึงแม้ว่าเราจะมั่นใจ ว่านี่คือสิ่งที่เราเก่งที่สุดแต่มันสู้ คนอื่นไม่ได้เลยนะคุณหมอมีคำแนะนำยังไง บ้างคะ
>> คำถามเนี่ยมันจะเกิดขึ้นกับหัวเราเสมอ นั่นแหละเวลาที่เราเจอคนที่เก่งกว่าหรือ เจออุปสรรคแต่นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องเอา ชนะมันคือธรรมชาติ
>> ค่ะ
>> คนเราเดินทางไปที่จุดหมายอะไรสักอย่างมัน เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีอุปสรรคถ้ายิ่งไม่ มีอุปสรรคนะนั่นไม่ใช่ทางเดินที่ถูกต้อง แล้วครับ
>> อือ
>> คุณเปลี่ยนไปทางอื่นเหอะถ้าทางนี้โอ้โห เรามาที่ 1 ตลอดชาติเลยเอองั้นก็ไม่ดี แล้วแหละคุณน่าจะมีปัญหาอะไรกับตัวคุณสัก อย่างดังนั้นถ้าเกิดว่าเกิดความเปรียบ เทียบนั้นน่ะขอให้รู้สึกว่าดีใจได้แล้ว คุณมาถูกทางมันแปลว่าคุณมีโอกาสจะพัฒนา ได้เก่งกว่านี้อีกความสามารถของมนุษย์อ่ะ มันเหนือกว่าที่คุณคิดว่าคุณทำได้แล้วให้ เราคิดแบบนี้ว่าเวลาไหนที่เรารู้สึกท้อ ถอยอย่าไปมองคนที่เก่งกว่ามองคนที่แย่ กว่าหรือมองเส้นทางของตัวเองอุ๊ยเราเดิน มาตั้งนานเรามาถึงตรงนี้แล้วเหรอเฮ้ยมัน เจ๋งมากเลยนะแต่เวลาที่คุณจะต้องการพัฒนา ตัวเองให้เก่งขึ้นน่ะมองยอดเขา มองคนที่ เก่งกว่าเฮ้ยเค้าขึ้นไปได้ไงอ่ะเค้าก็คน เหมือนเรานั่นแหละงั้นเราต้องทำได้บ้างสิ เราจะได้ลุยแบบเขาแต่อย่าทำกลับกันนะครับ เวลาที่เรารู้สึกท้อถอยรู้สึกแย่แล้วไป มองคนสูงกว่ามันจะยิ่งแย่กว่าเดิมหรือ เวลาที่เรารู้สึกว่าโอข้านี่เจ๋งป่ะไปมอง คนที่แย่กว่าโอโหเจ๋งกว่าทุกคนเลยอย่างี้ มันก็ไม่ต้องพัฒนากันพอดี
>> ต้องมีศิลปะในการเลือกมองเหมือนกัน
>> ใช่ฮะ
>> อ่าค่ะ
>> ที่คุยกันมาหลายๆอย่างเนาะคนที่ติดตามคุณ หมอก็จะรู้สึกว่าเฮ้ยคุณหมอเนี่ยเป็น บุคคลนึงที่ดูมีความสมบูรณ์แบบแล้วกันแต่ จริงๆถ้าเป็นหน้าถามคุณหมอคุณหมอก็ต้อง บอกว่าความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง
>> ครับ ไม่มี
>> แล้วคุณหมอมีนิสัยอันตรายอะไรมั้ยคะที่ กำลังอยากขัดเราตัวเองอยู่หรือไม่มีใคร รู้อะไรอย่างเงี้ย
>> ผมเป็นคนใจร้อนมาก
>> อื
>> มากถึงมากที่สุดแล้วก็ไม่คิดจะเปลี่ยน ด้วยไม่ได้อยากจะขัดเกลาให้มันหายร้อนนะ
>> ค่ะ
>> แต่ว่าวิธีของผมก็คือมันเริ่มมาจากเวลา เด็กๆเราทำมาแล้วเราใจร้อนโมโหง่ายอย่า เงี้ยคนก็จะบอกว่าเอ้ยใจเย็นๆเดี๋ยวมัน พังหรืออะไรอย่างเงี้ยสมัยนั้นก็เนื่อง ด้วยความเป็นคนที่ไม่เชื่อคนอื่นเท่าไหร่ แล้วก็จะตั้งคำถามว่าแล้วใจเย็นมันจะ เสร็จได้ยังไงใจเย็นๆไอ้ของที่ทำอยู่มัน ก็ไม่ต้องเสร็จซะ แล้ววันนึงผมก็ไปเห็นไอ้เนี่ยไอ้แว่นขยาย ที่เราเล่นกันเด็กๆแล้วเอารวมแสงไปเผา ใบไม้หรือเผาอะไรเล่นเอ้แสงอาทิตย์เนี่ยมัน ร้อนนะแต่ถ้าเกิดว่ามันร้อนแล้วทำลายคน ไปทั่วมันมีแต่ปัญหาป่าไม้ก็แห้งแรงแต่ถ้า เรารวมแสงมาได้จุดๆเดียวมันทำลายเฉพาะไอ้ ตรงนี้ที่เดียวแล้วแถมพลังงานมันมากขึ้น อีกต่างหากและไอ้ข้างๆก็ไม่โดนอะไรด้วย ทำไมเราไม่ทำตัวเองมันเหมือนแว่นรวมแสง ที่เราสามารถควบคุมได้เรามีพลังในตัวเอง มากอยู่แล้วเราใจร้อนมากอยู่แล้วแต่ถ้า เราสามารถควบคุมตัวเองให้ใจร้อนร้อนได้ ถูกเวลามันเป็นพลังงานขับเคลื่อนที่ดีมาก ๆเลยนะผมก็จะควบคุมตัวเองความใจร้อนเี่ อยู่ในตัวเองตลอดเวลาแต่เวลาทำอะไรจะมี พลังมากแล้วมันจะไม่ยอมเลิกด้วยแล้วแถม เราโฟกัสกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเราไม่ใจ ร้อนกับมันทุกเรื่องอย่างเงี้ยแต่ว่ามัน ก็เป็นเรื่องที่ต้องขัดเกลาอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลาเพื่อให้มันยังคงอยู่ในร่องในรอย นะไม่ใช่อยู่ๆวันนี้เราเกิดแบบเอ้ยเราได้ แล้วเดี๋ยวเราเผลอเลอแล้วใจร้อนกับทุกคน อีกมันก็ไม่เหมาะสม
>> เดี๋ไปแผดเผาคนอื่นก็ไม่ได้
>> มันเป็นภาพจริงฟังคุณหมอมาแล้วเนี่ยคุณ หมอเป็นคนที่แพ้ว่าคุณหมอเป็นนักคิดมากๆ เลยอ่ะเป็นนักคิดตั้งแต่เด็กแล้วด้วยแหละ ที่คิดอะไรเห็นอะไรสังเกตอะไรต่างๆแล้วมา คิดต่อแล้วก็มันเกิดการเรียนรู้ใหม่ๆขึ้น ตลอดแล้วก็รวมถึงจริงค่ะคุณหมอเป็นคนที่ อธิบายด้วยภาพแล้วภาพชัดมาก
>> ฮะ
>> หลายๆคนที่ฟังอยู่ก็น่าจะเห็นภาพเดียวกัน เมื่อกี้เนาะที่รวมแสงมาแล้วก็จี้ไปที่ อะไรสักอย่างนึงอ
>> ทีนี้มาช่องเกลาค่ะอยากได้เทคนิคในเรื่อง ของการเรียนรู้คุณหมอเป็นคนนึงที่แพนด้า เชื่อว่าค่อนข้างแบบมีลิมิตที่เยอะมากๆใน การเรียนรู้และหลายๆคนก็น่าจะอยากได้ เทคนิคในการที่อ่านหนังสือหรือความจำต่าง ๆนะคะว่าคุณหมอมีเทคนิคยังไงที่จะทำให้ เราสามารถจำข้อมูลเยอะๆได้โดยที่แบบขยาย ศักยายภาพเออบางคนบอกว่าจำเยอะแล้วสมอง เบลอ
>> ก็ร่างกายต้องพร้อมก่อนเนาะก่อนที่เราจะ ไปจำอะไรเนี่ยผมจะเริ่มจากพื้นฐานเสมอถ้า คุณยังไม่อยากจะอ่านหนังสือหรือมัน เหนื่อยแล้วเนี่ยอย่าอ่านดังนั้นจะไม่มี หรอกว่าผมเรียนมาทั้งวันแล้วกลับมาบ้าน อ่านหนังสือหนังสืออ่ะเป็นไปไม่ได้ผมจะ เรียนมาทั้งวันแล้วไปเล่นไปออกกำลังกาย อะไรอาบน้ำกินข้าวเรียบร้อยก่อนถ้าง่วงก็ นอนแล้วค่อยมาอ่านนะครับงั้นข้อแรกร่าง กายต้องพร้อมก่อนถ้าพร้อมแล้วก็ขึ้นอยู่ กับวิธีละทีนี้วิธีแบบโดยรวมของผมในการจำ
อะไรสักอย่างเนี่ย ผมจะจำเป็นเหมือนใยแมงมุมอ่ะ หมายความว่า เรารู้เรื่องนึงแล้ว มันต้องเชื่อมกับอีกเรื่องนึงได้ แล้วก็เชื่อมกับหลายๆ เรื่องได้พร้อมกัน
อ๋อ การทำแบบนี้เนี่ย สมมุติว่าเรามีถนนอยู่เส้นนึง จากที่นี่ไปที่สักที่นึง ถ้าถนนเส้นเนี้ยอยู่ๆ มันเกิดมีรถชนแล้วเราไปไม่ได้ มันก็ไปไม่ถึงปลายทาง แต่ถ้าเกิดคุณมีถนน 5 เส้นที่จะไปที่ปลายทางได้ เส้นนี้เสีย อีก 4 เส้นยังอยู่ การจำแบบใยแมงมุมของผมก็คือว่า ถ้าเกิดว่าผมจำเรื่องนึงด้วยวิธีหลากหลาย ถ้าวิธีนึงมันผมลืมไปแล้วอ่ะ มันยังเหลืออีก 3-4 วิธีที่ผมจะไปถึงความจำตรงนี้ได้อยู่ดี
ค่ะ แล้วการทำแบบเนี้ย มันก็จะลิงก์ไปกับทุกอย่างเลย ถ้ายกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือ ปกติอย่างเช่นถ้าผมจำอมีคนบอกว่าเอ้ยนี่เป็นวัตต์ ผมในหัวก็คิดแล้ว วัตต์เนี่ยมันมีไวรัสอะไรบ้างที่ทำให้เป็นอ่า ก็มีอยู่หลากหลายชนิดนะครับ แล้วแต่ละชนิดอ่า มันเป็นไวรัสประเภทไหน มันทำงานอย่างไร มันติดแบบไหน แล้วติดแล้วมันต้องใช้ยาอะไร แล้วพอเราลิงก์มาถึงยา อ้าวแล้วแล้วยาพวกเนี้ย มันไปทำอะไรในไวรัส หรือมันเป็นโรคอย่างอื่นได้มั้ย ยาพวกนี้มันมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง คือเราลิงก์ไปไกลเลยอ่ะ
อื้ม แต่การทำแบบเนี้ย มันช้า เพียงแต่ว่ามันจะทำให้เราจำได้นาน
จะถาวร ค่อนข้างดีทีเดียว ถามว่าดีแค่ไหน เอางี้ดีกว่า คลิปหลายๆ คลิปที่ผมพูดน่ะ ผมแทบไม่ต้องหาความรู้เพิ่มขนาดนั้น เพราะมันเป็นความรู้ที่ผมเรียนมาตั้งแต่สมัยผมเรียนแพทย์ 20 ปีที่แล้ว ไม่ใช่ความรู้ที่ผมมาหาเอาใหม่
ค่ะ ไอ้ที่หาเอาใหม่เนี่ย อาจจะมีบางอย่างที่มันใหม่แล้วก็เสริมเข้าไปเท่านั้นเอง
อ๋อ หมายความว่าคือคุณหมอจำ long term เลย
ใช่ จำได้โดยที่แบบ มันยังอยู่ในหัว เพราะว่า บางอย่างอ่ะ วิธีเราลืมไปแล้ว แต่ว่าเรายังมีอีก 3-4 วิธีที่จะไปถึงคำตอบนั้นอยู่ดี มันก็เลยยังอยู่ในหัว คนเราเนี่ย มีต้นทุนเป็นประสบการณ์เดิมอยู่แล้ว ที่มันผ่านมาแล้วเรารู้สึกจำได้อ่ะ ทำไมเราไม่เอามาลิงก์อ่ะ เพราะว่ามันจะยิ่งทำให้บางอย่างจำได้ดี แล้วคนเราเนี่ย บางทีจำด้วยอารมณ์ดีกว่าเหตุผลเยอะเลยนะ สำหรับคนที่แบบ อารมณ์เป็นสายอารมณ์อ่ะ
ค่ะ ลองคิดดูถ้าเกิดว่าเมื่อไหร่ที่เราดูเรื่องอะไรที่มันแบบตกใจ หรือว่าเราชอบมันมากๆ บางทีเราจำมันได้ดีกว่า แต่พอมันเป็นหนังสือ หรือสังคม หูย น่าเบื่อจังเลย แต่ลองไปดูสิ มันมีคนที่เล่าสังคม ประวัติศาสตร์ได้สนุกมาก แล้วรู้สึก เฮ้ย ทำไมจำได้เฉย ทีอาจารย์คนนี้ก็ไอ้เรื่องเดียวกันนั่นแหละ จำไม่ได้เลย เพราะว่ามันมีอารมณ์เข้าไปเกี่ยวข้อง บางคนที่ใช้เหตุผลไม่ได้ ใช้ อารมณ์เข้าไปช่วยในการที่ทำให้เราจำได้ อย่างเงี้ย ทีนี้ส่วนเทคนิคว่าจะอ่านหนังสือยังไงเล่มนึงให้มันจำเนี่ย ถ้าถามผมนะ ผมจะอ่านทีละพารากราฟ ตอนแรกเนี่ยจะเริ่มจากสารบัญก่อนเลย เพราะการเข้าใจสารบัญ คือการเข้าใจโครงเรื่องทั้งหมดของไอ้บทเนี้ย มันก็เหมือนกับการที่คุณมากรุงเทพฯ เงี้ย แล้วจะจำถนนทั่วกรุงเทพฯ ชาติหน้าก็จำไม่ได้ เราต้องเริ่มจากถนนหลักๆ ก่อนอ่ะ สุขุมวิท พระราม 4 อะไรเงี้ย เออ แล้วพอเราเข้าใจถนนเส้นนี้ หลังจากนั้นมีซอยอะไรทะลุกันแล้วค่อยๆ ไปเล็กๆ ลง ดังนั้นเวลาที่เราอ่านในตัวสารบัญ เราจะรู้โครงใหญ่ๆ พอเรารู้โครงใหญ่ๆ เราจะเห็นภาพ แล้วก็ไปดูสารบัญย่อยๆ ที่มันอธิบายเล็กๆ เราก็ดู อ๋อ แต่ละเรื่องมันเกี่ยวกับอะไรกัน พอเราเข้าใจตรงนี้ ในในบทนั้นก็เข้าไปอ่าน เวลาอ่านผมจะอ่านทีละพารากราฟ แล้วถ้าจะอ่านให้มันเป๊ะกว่านั้นก็คือ ในพารากราฟเนี่ย มันยาวๆ สมมุติมี 10 บรรทัดใช่มั้ย ผมจะอ่านประโยคแรกกับประโยคสุดท้ายก่อน เออ เริ่มยังไง จบยังไง
เพราะว่าอะไร รู้มั้ยครับ
ค่ะ ตัวเริ่มเนี่ย ประโยคแรกๆ อ่ะ มันจะเป็นการบอกว่าไอ้พารากราฟเนี้ยเกี่ยวกับอะไร
ประโยคสุดท้าย ถ้าคนเขาเขียนดีจริงๆ มันจะเป็นการสรุปทั้งหมดที่เมื่อกี้พูดมานั่นแหละ
อ๋อ ทำให้เราเห็นภาพ ผมจะเริ่มจากภาพใหญ่แล้วค่อยๆ ย่อยๆ ลงมาเรื่อยๆ แล้วพอแบบเนี้ย หลังจากจบพารากราฟนึง ผมจะแบบ พอเมื่อกี้อ่านอะไรไป เข้าใจมันจริงๆ หรือเปล่า ถ้ามันจะติดกลับไปอ่านใหม่ ดังนั้นเวลาผมอ่านหนังสือมันช้ามาก ช้ากว่าเพื่อนอีก บางทีก็อ่านไม่จบ
อือ แต่ว่าจบไม่จบไม่รู้อ่ะ แต่แต่ว่าเรามีวิธีการคิดที่ดีแล้ว มันจะจำได้นาน แล้วเราก็ทำอย่างเงี้ยซ้ำไปเรื่อยๆ มันจะทำให้แบบ เราเป๊ะมากเลยเวลาที่เราอ่านอะไรจบสักอย่างนึง ไม่งั้นนะ จะเห็นบางคนเปิดมาโอ้โห มีแต่ไฮไลท์ทุกบรรทัดเลย แล้วตรงไหนสำคัญ
คุณบอกไฮไลท์มั้ยคะ
มีครับ แต่น้อยมาก ผมจะไฮไลท์เฉพาะคำสำคัญ ไม่ใช่ประโยคสำคัญ บางทีข้างหน้ามันมีคำเนี้ยสำคัญ ก็จะขีดแค่คำๆ นี้พอ ขีดเสร็จปุ๊บ มันจะทำให้ผมเห็นคำนี้แล้วก็รู้เลยว่าเรื่องที่อยู่รอบๆ อ่ะ ไอ้พารากราฟรอบๆ เนี้ย มันเขียนว่าอะไร
อือฮึ ค่ะ เหมือนเป็นเวลาที่เราทำ Canva หรือไอ้ PowerPoint เนี่ย เราจะมี Bullet Point ใช่มั้ยฮะ เราจะไม่มีทั้งเรื่องอ่ะ แต่ว่าคนพูดอ่ะ พอเห็น Bullet Point มันจะได้พูดเป็นเรื่องได้ มันไม่ใช่ต้องมีทั้งเรื่องมาแล้วก็อ่านให้ฟัง ถูกมั้ยฮะ นี่ก็วิธีเดียวกันนั่นแหละครับ
คุณหมออ่านหนังสือช้ากว่าเพื่อนมาก แล้วก็อ่านข้อมูลเยอะมากนั้นแปลว่าคุณหมอต้อง ใช้เวลากับการอ่านหนังสือเยอะมากๆเลยใช่ไหมคะ
ผมก็อ่านด้วยความเร็วประมาณคนอื่นนี่แหละครับ แต่ว่าเราอาจจะมีสมาธิสูง เวลาที่เราอ่าน ถ้าเมื่อไหร่ไม่มีสมาธิที่ผมเลิกอ่านแล้ว เพราะว่าอ่านไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาเดี๋ยวกก็ลืมหงุดหงิดอีกต่างหาก เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า ไปกินขนม ไปวิ่งเล่นอะไรให้มันเรียบร้อยแล้วค่อยมาอ่านเลยดีกว่า
คุณหมอเคยบอกว่าคุณหมอนั่งอ่านหนังสือที่ McDonald 20 ชม. ใช่ไหมคะ
ผมก็จำไม่ได้ แต่ว่าแต่ว่าตั้งแต่เช้ายันแบบเที่ยงคืนก็มีมาแล้ว
คุณหมอสมาธิยาวมากเลย
ก็ไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้นตลอดเวลาหรอกครับ ก็คือบางทีเราหิวเราก็ไปเอามากินอะไรอย่างเงี้ย หรือว่าเราเบื่อเราก็ไปเดินวนๆ อยู่แถวนั้น อ่า หรือบางตอนช่วงที่เราจะเข้าห้องน้ำเราก็ไปเดินเล่นก่อนให้มันปลอดโปร่งแล้วค่อยกลับมานั่ง อย่างงี้จริงไหมคะที่เขาบอกว่าเวลาที่เราอยากเพิ่มความจำอะไรสักอย่างให้เราเคี้ยวไปด้วย
อื้ม ผมว่ามันแล้วแต่คนมากกว่า
อ่า สำหรับผมนี่ก็ไม่ได้ทำแบบนั้นแล้วรู้สึกว่าเออมันจะจำได้ดีขึ้นนะครับ หรือคุณแพนด้าแบบว่ากินแล้วก็โหความจำมา
สงสัยรู้จัก โอเค ทีนี้เรื่องต่อไปดีกว่าค่ะ อยากรู้ว่าคุณหมอเนี่ย เคยจริงๆคุณหมอเคยให้สัมภาษณ์ไว้กับหลายๆ ที่แล้วเนาะว่าคุณหมอเป็นคนที่มีการจัดการเวลาได้ดีมาก เพราะด้วยหน้าที่แล้วก็บทบาทคุณหมอที่ทำหลายอย่างมากๆ คุณหมอบอกว่าทำทุกอย่างได้เพราะว่าจัดการเวลานี้อยากรู้ว่าแล้วคุณหมอมีระบบการจัดการเวลา หรือว่ามีการจัดรูทีนของตัวเองยังไงบ้างคะ
รูทีนในแต่ละวันเนี้ยฮะ
ค่ะ
อืม ก็รูทีนผมเปลี่ยนได้นะครับ แล้วแต่ว่าผมตอนนั้นทำอะไรอยู่ อย่างเช่นถ้าตอนกลับไปอเมริกาใหม่ๆ ผมก็จะใช้ปัญหามาเป็นคำตอบ ปัญหาที่ว่าก็คือว่ามันมี Jet lag ใช่มั้ย ก็ตอนกลางวันมันง่วงน่ะนอนน่ะ แต่ตอนกลางคืนมันตื่นดี เราจะได้ตื่นเช้าเลย 3:00 น. ตื่น พอตื่นมาตอนนั้นผมก็อาศัยช่วงเวลา นั้นเพราะมันเงียบไม่มีใครสนใจก็นั่งอ่าน ข้อมูลหาอะไรไปเรื่อยๆ สักพักนึง พอประมาณ 6:00 น. 7:00 น. เช้า ผมก็ลงไปออกกำลังกายชั่วโมงนึง ขึ้นมาอาบน้ำแล้วก็ทำ YouTube Live 2 ชั่วโมง เสร็จปุ๊บก็ทำอาหารกินแล้วพอง่วงก็นอน อย่างเงี้ย
ค่ะ คือมันเป็นรูทีนที่เอาปัญหามาเป็นคำตอบ เลยตั้งแต่แรก ส่วนที่อยู่ประเทศไทยเนี่ย มันทำยังไงไม่ได้ เพราะว่าผมมีงานทั้งวันเลย ถ้าจะนอนกลางวันมันนอนไม่ได้ ผมก็เปลี่ยนรูทีนใหม่ เช่นว่าแทนที่เราจะตื่น 3:00 น. 4:00 น. เราก็มาตื่น 7:00 น. แล้ว ไอ้ 7:00 น. นะ มันเป็นช่วงที่ผมหัวเพิ่งพักผ่อนมาใหม่ๆ เนี่ย เราแปรงฟันอะไรเรียบร้อยแล้ว เราก็มานั่งคิดว่าเออมันมีเรื่องอะไรที่เราอยากจะทำ ใช้เวลาช่วงนั้นในการคิดแล้วก็เขียนไว้สักที่นึง หรือว่าบางทีก็จำไว้ หลังจากนั้นก็แน่นอนว่ามันจะมีแบบ มาสัมภาษณ์มาอะไรอย่างเงี้ย เราก็โอเคต้องออกไป
ค่ะ นะครับ ส่วนการออกกำลังกาย ถ้าวันไหนแบบไปสัมภาษณ์มาทั้งวันแล้วมันไม่มีเวลาเนี่ย ผมก็จะออกที่ห้องนั่นแหละ แต่ทุกวันต้องมีการออกกำลังกายอะไรก็ได้อย่างละนิดอย่างละหน่อยนะครับ ถ้าวันไหนเวลาเยอะก็ออกเยอะอย่างเงี้ยฮะ ส่วนกลางคืนก็จะเป็นช่วงเวลาที่ผมทำ 2 อย่าง ผมจะจัดเวลาว่าถ้าไม่รีแลกซ์ ความรู้อะไรสักอย่างนึงที่มันเป็นเรื่องเป็นราว แต่ปกติผมจะหาความรู้วันละ 1 เรื่องอยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยเด็กและจนถึงตอนเนี้ย มันก็เลยมีในหัวเต็มไปหมด ทีนี้ถ้าเกิดว่าเราช่วงรีแลกซ์ เวลาผมหาความรู้จะต้องเป็นความรู้ที่รู้สึกว่ารู้แล้วมันโอเค มันไม่ต้องใช้สมาธิมากมายขนาดไม่ ต้องเครียดไปกับมันน่ะ ถ้าอ่านแล้วมันเครียดเออไปทำอย่างอื่นดีกว่านะครับ นี่ก็คือเป็นรูทีนที่ผมมีแล้วก็เข้านอนก่อนนอนเนี่ย ผมจะใช้เวลาแบบแป๊บนึงอ่ะในช่วงเวลา ที่ผมหลับตาลงไปแล้วเนี่ยทำเป็นสมาธิแบบ พิเศษของตัวเองแบบพิเศษหมายความว่าไง หมายความว่าบางคนอาจจะพุทโธ อ่า หรือหายใจอะไรสักอย่างนึงของเขาค้า แต่ผมเนี่ยจะเป็นการสร้างภาพในหัว เพราะมันเป็นของที่เราถนัดอยู่แล้ว ผมก็จะสร้างภาพสถานที่ที่เราชอบ แล้วอยากจะไป ซึ่งผมมีเต็มเลยในหัว อันนี้เราอาจจะไปอยากจะไปทะเล แต่บังเอิญเราอยากจะเป็นทะเลที่มันมีป่าสวยๆ ซึ่งมันไม่ได้อยู่ที่เดียวกันหรอก แต่ผมเอาความทรงจำ 2 อันมาแปะไว้กัน แล้วทะเลมันร้อน เราก็คิดว่าเอ้ยเราไม่อยากได้อากาศร้อนเลย อยากได้อากาศเย็นๆ หอมๆ มีกลิ่นเกลือของทะเลนิดนึง แล้วเอาทุกๆ อย่างมารวมกันเป็นภาพที่สวยงาม แล้วมันทำให้เรารู้สึกว่ามีความสุขก่อนที่เราจะหลับลงไป อันนี้ก็คือเป็นรูทีนที่เราทำประจำนะฮะ
ใช้เซ้นส์เยอะมากเลย
ใช่ เราเอาของที่ถนัดมาทำ บางคนอาจจะไม่ชอบทำแบบนี้ หรือทำไม่ได้ ก็ต้องไปดูว่าตัวเองอ่ะ ทำอะไรได้ เราจะได้เอาของนั้นมาลองปรับใช้กับชีวิตตัวเอง มันชัดทุกอย่างที่คุณหมอพูดเลยว่าทุกอย่างมีการวางแผนเนาะ มีการมองภาพรวมก่อนว่าทุกวันก็จะมีการมองภาพรวมว่าวันนี้เราจะทำอะไรบ้าง มันเป็นสิ่งที่ดีล่ะค่ะ นั่นหมายความว่ามันค่อนข้างที่จะมีกิจวัตรที่แน่นอน ถ้าไม่ได้มีอะไรมาแทรกแซง
โอ้ มีเยอะแยะเลยแทรกแซงเนี่ยเต็มไปหมด คนเราเนี่ยจะต้องมีคำๆ นึงคือ Flexibility คือเราต้องยืดหยุ่นได้นะครับ ถ้าเราไม่ยืดหยุ่นเลย ตึงเป๊ะเลยเงี้ย มีอะไรก็เกิดปัญหาได้ครับ มีอะไรมายุ่งวุ่นวายกับกิจวัตรประจำวันของเรา หรือที่เรียกว่า Disrupt your routine เนี่ย คือมันก็แย่ไปเลยนะ บางคนบอกว่าฉันตั้งเนี่ยเนี่ย ต้องทำ 1 2 3 4 ถึง 10 แบบนี้ ถ้าเกิดมีใครมาทำอะไรกับมันสักอย่างทำให้ฉันเสียเวลาไปนะ เครียดไม่ไหว
อื้ม เนี่ยจะเจอคนแบบนี้ในชีวิตอยู่บ้าง แต่เราต้องอยากเป็นคนแบบนั้นครับ เราต้อง flexible นะครับ ก็ไม่งั้นเราจะฝึกโยคะไปทำอะไรมันป้องกันการบาดเจ็บให้เราอย่างเงี้ย
ค่ะ นะครับ ถ้าถามผมก็คือรูทีนคุณมีได้ คุณมีการวางแผนอะไรได้ แต่ต้องคิดไว้เสมอว่าโลกเราไม่มีอะไรแน่นอน มันต้องมีผิดแผนบ้างแหละ แล้วถ้าผิดแผนคุณจะทำยังไงกับมัน ที่สำคัญคือความรู้สึกเวลาเกิดอะไรผิดแผนขึ้นมาเป็นยังไง ต้องจัดการมันให้ได้ ไม่ใช่ไปเครียดกับมันอย่างเดียว
ฝึกหลายด้านมากเลยนะคะเนี่ย มีอะไรที่คุณหมออ่ะอยากทำแล้วยังไม่เคยได้ทำมั้ยคะ อยากได้ที่มันแบบดูแตกต่างจากภาพที่ทุกคนจะมองมาว่าคุณหมอคุณหมอศึกษาความรู้เรื่องทางการแพทย์อยู่เรื่อยๆอยู่แล้ว มีศาสตร์ไหนหรือด้านไหนที่คุณหมอแบบ เฮ้ยชีวิตนี้อยากลองทำแต่ยังไม่เคยได้ทำเลย
เยอะนะครับ แต่ว่ามันขี้เกียจทำซะมากกว่า เช่น ผมอยากจะฝึกภาษาอื่น ภาษาจีนฝึกเนี่ย ครึ่งๆ กลางๆ เราก็ไม่ได้ฝึกอีกเลย
ภาษาจีน ญี่ปุ่น รัสเซีย สเปน คืออยากหมดเลย เราก็ไม่ได้ทำ อยากทำอาหารเป็น แต่ก็ขี้เกียจทำอาหาร คือทำได้แค่ปิ้งแค่นั้น แต่ถ้ามันมีหลายขั้นตอนมากกว่านั้นก็ไม่ได้ อย่างทุกคนเขาบอกว่าเอ้ยทำอย่างนี้ง่ายนะ มันซอสนี้ง่าย แค่มีคำว่าซอสขึ้นมาผมก็ไม่เอาแล้วฮะ เพราะว่ามันแปลว่าคุณต้องผสมอะไรเข้าไปในนั้น ปิ้งเฉยๆ มันก็สุกแล้วนี่หว่า ต้มเฉยๆ มันก็กินได้ มันก็อร่อยสำหรับเราแล้วเงี้ย
คือจริงๆก็ถามว่าถ้าเราอยากจะเก่งกว่านั้นได้มั้ย คือก็อยากนะ แต่มันก็ขี้เกียจ ส่วนอีกอย่างนึง ซึ่งคนเขาทำกันได้ แต่ผมทำไม่ได้ คือร้องเพลง ผมก็อยากจะร้องเพลงเก่ง อยากจะร้องร้องได้ดีๆ
แต่เล่นเปียโนได้
เปียโนมันคนละอย่าง มันมีโน้ตอะไรให้เราดู ส่วนเพลงเนี่ย ตั้งแต่เด็กผมไม่เคยร้องอะไรนอกจากพวกเพลงชาติ เพลงสรรเสริญ เพลงช้าง แล้วก็พวกเพลงโรงเรียนแค่นั้นเอง แต่เพลงข้างนอกเนี่ย ไม่เคยร้องเลย
ค่ะ เค้า ร้องกันได้ทั้งเพลง เราก็ร้องได้แบบ ไอ้ท่อนทุกข์เท่านั้น ถ้าเปิดท่อนอื่นมา เราก็จะไม่รู้จักเพลงนี้แล้ว
อื้ม อย่างเงี้ย แค่นั้นเลย เพราะฉะนั้นไปไหนก็ จะลองไม่ได้ ไปคาราโอเกะก็ลองไม่ได้ เราก็จะนั่งกินขนมอยู่อย่างเดียว แล้วเพื่อนก็เอาไมค์ไปเลยอย่างเงี้ย
ร้องไม่ได้เพราะว่ากลัวมันเพี้ยน แต่จริงๆ เราก็ร้องได้นะคะ แค่เปล่งเสียงออกมา
คือเราจำไม่ได้เลยว่าไอ้ที่เค้าร้องร้องคำว่าอะไร ร้องเพลงยังไง เพลงนี้ของใคร ศิลปินคนนี้คือใคร ไม่รู้จักหลายคนมากเลย ทั้งๆ ที่บางทีเพลงเราก็เคยได้ยินเหมือนกัน แล้วก็เอ่อ จังหวะเพลงไม่รู้
ก็เรียก คือจะมันมันต้องร้องต้องร้องยังไงของมัน คือเคยลองเคยลองๆองในคาราโอเกะ ทำไมจังหวะเราไม่ตรงกับไอ้จังหวะในเพลง ทำไมเพื่อนมันร้องแล้วแบบ เฮ้ย ทำไมมันเป๊ะ แล้วทำไมของเรามันเดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็ว อะไรเงี้ย ไม่เหมือนมันก็เลยไม่เอา ฟังคนอื่นร้องง่ายกว่าจริงๆ ถามว่าอยากฝึกมั้ยก็อยากนะ แต่มันขี้เกียจเท่านั้นเอง
เราเป็นนักร้องนำ
เออ นำคนอื่นเค้าไม่ก็เป็นนักร้องตาม เค้า ร้องไปก่อน เดี๋ยวเราตามหลัง เดี๋ยวเร่งๆ ให้ทันเองเงี้ย
อันนี้ถามเล่นๆ ถามเล่นๆ คุณหมออยากอยากร้องเพลงได้ใช่มั้ยคะ อยากแต่คงไม่ถึงขั้นเป็นนักร้องใช่มั้ยคะ
ก็ถ้าหัดอ่ะก็อยากจะไปให้ไกล
อื้ม เพราะว่าก็ต้อง
ใช่ เพราะว่ามีหลายคนบอกว่าเอ้ยอยากจะฟัง ผมร้องเพลง ก็ร้องไม่ได้จริงๆ ถ้าร้อง เดี๋ยวร้องเพลงช้างให้ฟังเอาเปล่า
เพลงอะไรนะ
เพลงช้าง
ก็อยากฟัง
ผมก็เคยไปร้องบนเวทีมาแล้วในเพลงช้าง ก็คือเขา อ่า อยากจะให้เราร้องเพลงอะไรสักอย่าง ตอนสมัยที่ผมเรียน เอ่อ เรียนอยู่มัธยมอย่างเงี้ย ก็จะมีอาจารย์ฝรั่งเวลาเขาสอบเนี่ย เขาก็บอกว่าเออนอกเหนือจากพูดภาษาอังกฤษกับเราแล้ว เขาอยากจะให้เราร้องเพลงแล้วแบบ ร้องเพลงไทยก็ได้ ร้องเพลงฝรั่งก็ได้ ขอร้องเพลงนึงอะไรเงี้ย เออ งั้นเอาเพลง ABC ร้องเพลงเพลง ABC หรือ ABCDE FG อะไรเงี้ยให้เขาฟัง เขาบอกยูๆ มัธยมแล้วร้องเพลงอะไรเนี่ย บอกเออมันเป็นเพลงเดียวที่มันอยู่ในหัว ตอนเนี้ย นอกนั้นนะร้องไม่ได้ ที่อยากจะฟังเพลงช้างอ่ะ เดี๋ยวร้องให้ฟังแต่มันเป็นภาษาไทยนะ
ค่ะ เราไม่มีเพลงช้างภาษาเวอร์ชั่นอังกฤษ Happy Birthday ได้อยู่มั้ยคะ
ก็ได้อยู่แค่นั้นแหละครับ
อ่า ไม่เพี้ยนเนาะ อันนี้
เออ หวังว่านะว่าจะไม่เพี้ยน
สมมุติว่าคุณหมอเป็นนักร้อง หรือว่าเอาแค่เพลงเพลงเก่งของตัวเองก็ได้ ที่อยากฝึก คุณหมออยากร้องเพลงเค้าเรียกว่าสไตล์ไหน ชอบเพลงจังหวะแบบ
เออ ผมก็ไม่มีอยู่ในหัวเลย
เพราะว่าผมฟังทุกจังหวะทุกเพลงทุกแนว
ค่ะ ถ้ามันเพราะก็โอเค ชอบ
อื้ม เออลูกทุ่ง Heavy Metal Classical คือ ก็ได้หมดทุกอย่างอ่ะ เพลงไม่ใช่ภาษาไทย หรือเพลงอะไรที่เราฟังไม่ออกว่ามันเป็นภาษาอะไรก็ชอบฟังเหมือนกัน
อื้ม อย่างงั้นแบบ ถ้าไปดูใน Playlist ของผมเนี่ย บางเพลงผมยังไม่รู้ว่ามันชื่อว่าอะไร มันเป็นเพลงภาษาแบบภาษาต่างประเทศอ่ะ ซึ่งอ่านไม่ออก แต่มันเพราะดี พอเงินไปเปิดเจอ ก็เอาเก็บไว้อย่างเงี้ย
รู้ความหมายมั้ยคะ
ไม่รู้ครับ
ฟังไปอย่างงั้น ฟังไปอย่างงั้นน่ะ มันเพราะ แล้วก็หลายคนจะฟังเพลงด้วยที่ความหมายใช่ เพลงไทยบาง อ่า เพลงเศร้าเพลงอะไรก็แล้วแต่เนี่ย ผมจะฟังที่ดนตรีไม่สนใจด้วยว่าเค้าร้องว่าอะไร ถ้าดนตรีมันเพราะ เออ ชอบ แต่บางคนบอกโอ้โห เพลงนี้มันเพลงเศร้านี่หว่า แต่อื เราไม่สนใจว่ามันเศร้าไม่เศร้า ว่าเออดนตรีมันเพราะดีก็โอเค
ก็ได้รู้จักหมอ ได้รู้จักคุณหมอแทนมากขึ้น เวลาที่คุณหมอมีความรู้ในหัวเยอะมากๆ แน่นอนว่าด้วยความเป็นนักคิด ด้วยความคิดก็จะ ต้องเยอะมากๆตามมาเช่นกัน คุณหมอมีช่วงเวลาหยุดคิดบ้างมั้ยคะ
คนเราไม่มีใครหยุดคิดอะไรหรอกครับ มันคิดอะไรเท่านั้นเองตอนนั้นน่ะ คิดว่าเฮ้ยเย็นนี้จะกินอะไร หรือว่าโอมันเหนื่อยจังเลย ทำไมเมื่อยตรงนั้น มันต้องมีอะไรสักอย่างอยู่ในหัวนั่นแหละ ว่างจริงๆ เนี่ยคงต้องแบบ อื พระพุทธธาตุที่เขานั่งสมาธิแล้วมันโล่งจริงๆ เออ อาจจะมีอย่างงั้นบ้าง แต่ผมคงไม่ขนาดนั้น
มีวิธีอยู่กับความคิดยังไงให้มันไม่ฟุ้งซ่านหรอคะคุณหมอ
อืม มันไม่เคยเป็นปัญหาของผมเลยแฮะ ผมไม่เคยคิดแล้วมันรู้สึกฟุ้งซ่านอะไรขนาดนั้น เพราะว่าผมรู้สึกว่าทุกๆ อย่างที่เราคิดอ่ะ มันเป็นประโยชน์ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว อ่ะ คิดเรื่องอาหารที่จะกินตอนเย็น เออ เราเห็นภาพ เราอยากจะกินอะไรตอนเย็น เดี๋ยวเราจะได้ไปกินมันซักทีนึง อะไรอย่างเงี้ย มันก็มีความสุขดีนี่นาใช่มั้ยครับ แต่ถ้าเราคิดในขณะที่เราต้องใช้สมาธิในการทำงานอะไรสักอย่าง เออ ผมก็จะเบรคความคิดไว้ก่อน อาจจะถ้าสมัยก่อนก็จะต้องจดไว้ เราอยากจะคิดเรื่องซาลาเปาอ่ะ เขียนไว้ก่อน เดี๋ยวเราทำงานเสร็จก่อนแล้วมาโอ้ซาลาเปาเลย กินอะไรดีอย่างเงี้ย มาคิดมาทีหลัง
อ๋อ การวางแผนว่าเดี๋ยวต่อไปเดี๋ยวจะคิดเรื่องนี้
ใช่ แต่บางทีบางทีก็ลืม เออไม่เอาช่างมัน ไม่ได้อยากกินซาลาเปาละ เดี๋ยวตอนนี้อยากจะกินหมูกรอบแทนอะไรเงี้ย อ่า เราก็เปลี่ยนเรื่องได้
คุณหมออยู่ทั้งประเทศไทยแล้วก็อยู่ทั้งอเมริกาเนาะ แล้วก็ช่องเราก็เป็นช่องนึงที่เกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาตัวเอง แพนด้า รู้สึกว่าในยุคสมัยนี้ค่ะ เป็นยุคสมัยที่ทุกคนน่ะอยากพัฒนาตัวเองมากขึ้น ทีนี้คุณหมอเห็นความแตกต่าง หรือว่าคนไทยกับคนอเมริกาเนี่ย เขามีกรอบความคิดในการพัฒนาตัวเองที่ต่างกันยังไงบ้างคะ
อืม ผมคงพูดถึงว่าเป็นตัวแทนของทั้ง 2 ประเทศแบบเป๊ะๆไม่ได้หรอก เพราะคนมันก็ไม่เหมือนกันนะครับ
แต่ถ้าเราดูเรื่องของวัฒนธรรมประเพณี ก่อนเลยแล้วกันว่ามันเป็นแบบไหน ในแต่ละ ประเทศไทยเนี่ยก็ชอบเสพดราม่าเป็นหลักเลย เรื่องของเขาคืองานของเราชัดเจนที่สุดในโลก เทียบกับอเมริกาเรื่องพวกเอเมริกาไม่ค่อยสนใจ แล้วก็เรื่องที่ 2 ที่ประเทศไทยชัดเจนมากคือเรื่องผีก็อะไรที่มันเป็นผีสายมูเนี่ย ต้องมาแล้วไปโรงพยาบาลไหนก็มีเรื่องเล่าเนี่ย ประตูนี้ เตียงนี้ ห้องนี้ มันต้องมีคนเป็นอะไรซักอย่างอย่างเงี้ยก็มาเล่า อเมริกาไม่มีเลย ไม่ว่าคุณจะไปโรงพยาบาลที่ดูหน้าตาน่ากลัวขนาดไหนก็ไม่มีเรื่องผีเล่า
เค้าไม่คิดกันเลยเหรอคะ
คือเค้าก็มีเรื่องผีของเขานะ แต่มันไม่เคยเล่าในโรงพยาบาล หรือไม่มีใครในโรงพยาบาลสนใจว่ามันจะมีหรือไม่มีผี ซึ่งไอ้คำว่าผีเนี่ย มันก็ไปผูกกับเรื่องของความเชื่อ เรื่องของการมูอะไรต่างๆ ซึ่งไอ้ของพวกเนี้ย ที่อเมริกาไม่มี ดังนั้นกรอบความคิดของเขาจะไม่มีไอ้ตรงเนี้ยคอยจำกัดเขาเลย แม้แต่น้อย
อื้ม ซึ่งไทยอ่ะมีเยอะมาก เพราะบางคนจะไม่รู้เลยว่าเอ้ยเรื่องผีเกี่ยวอะไรกับแนวการคิด การฝึกตัวเองด้วย มันเกี่ยวมาก เพราะมันโตมากับเราตั้งแต่เราเด็กจนถึงตอนเนี้ย
นะครับ ดังนั้นถ้าถามวิธีการพัฒนาตัวเอง หรือกรอบความคิดเนี่ย ของประเทศไทยของคนเราอ่ะ เรื่องคนอื่นคืองานของเรา เราก็จะไปตามโซเชียลเยอะ ดังนั้นอิทธิพลของคนอื่นจะมีต่อเรามากเลยในว่าเราจะคิดอะไร เพราะเราจะดูคนนั้น อ่า คนนั้นเป็นโอ้โห CEO บริษัทนี้ คนนี้อายุน้อยมีเงินพันล้าน ไอ้คนนั้น คือเราจะไปเอาคนอื่นมา แต่ถ้าไม่ปรับเข้ากับตัวเองอ่ะ มันจะเป็นการที่มีข้อมูลทุกอย่างนะ แต่คุณไม่ทำอะไรเลย
แล้วมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
ค่ะ แล้วก็จะไปเอาเรื่องของผีสางนางไม้สายมู มาเฮ้ เราจะต้องไปไหว้ที่ไหนแล้วจะได้รวยจะได้เก่งจะได้ดีอย่างเงี้ย ซึ่งนี่คือกรอบความคิดของคนไทยหลายๆคน แต่แน่นอนบางคนก็อยู่ระหว่างกลาง เช่นมีการพัฒนาบางอย่างตามโมเดลที่เขาเห็นมาว่าวิธีการอะไรพวกนี้นี่คือกรอบการพัฒนาของคนไทย ซึ่งถ้าเกิดว่าใครได้เรียนโรงเรียนนานาชาติ ความคิดตรงนี้ก็อาจจะไปทางต่างประเทศหน่อยนึง เพราะมันจะไม่มานั่งวุ่นวายอะไรกับพวกนี้ และเขาจะทำลายกรอบของเราทิ้งซะไม่ให้เรามานั่งคิดอยู่ในกรอบเล็กๆที่ถูกควบคุมด้วยหลายปัจจัย แต่ถ้าเป็นที่อเมริกาเค้าก็จะเป็นอีกแบบนึงเลย เรื่องผีเรื่องความเชื่อเนี่ยไม่ค่อยมี ถ้าจะมีก็แค่บางคนนะ ครับ ซึ่งโอเคอาจจะมีเรื่องศาสนาบางอย่างมาเกี่ยวข้อง พระเยซูซึ่งก็มีหลายนิกายอีก ก็แต่ละคนก็เชื่อมันคนละอย่างเงี้ย หรือบางคนก็ไม่มีศาสนา ซึ่งก็ไม่แปลกนะ
อ่า เขาก็จะเชื่อในสิ่งที่จับต้องได้ เป็นวัตถุเป็นอะไรอย่างเงี้ย ถ้าอะไรที่จับต้องไม่ได้ abstract เกินไปมันฟุ้งอยู่ในหัวนี่เขาก็จะไม่ค่อยใช้มันเท่าไหร่ในการพัฒนาตัวเอง นอกเหนือจากนี้ถามว่าเค้ามีความคิดแปลกๆมั้ย มีเยอะแยะ ลัทธิประหลาดอยู่ในอเมริกาเนี่ยเยอะแยะไปหมดนะครับ ที่ที่เขาเชื่อในสิ่งที่แบบอ่ะ เชื่อมนุษย์ต่างดาวจะลงมาอะไรซักอย่างอย่างเงี้ย เชื่อในวันสิ้นโลก เชื่อว่าโลกยังแบนอยู่ ก็มีอะไรแปลกๆอย่างนี้เยอะ ไม่ได้แปลว่าประเทศเขาเจริญแล้ว เราจะคิดว่าทุกคนเขาจะคิดดี คิดเข้าใจทุกอย่างหมด มันไม่เป็นแบบค่ะ
นะครับ งั้นการพัฒนาของเขา การวิธีคิดของเขาก็คือเรื่องวัตถุนิยม อะไรที่จับต้องได้เป็นหลัก เรื่องของการพัฒนาตัวเองคือมันจะมาจากเขาเป็นหลัก เขาอาจจะไม่ได้สนใจคนนอกเยอะ เช่นถ้าเราไปดูข่าวแบบดาราคนนั้นจะทำอะไรอย่างเงี้ย ที่อเมริกาจะมีแค่แวบเดียวแล้วคนก็เลิกสนใจ แต่ที่ไทยเหรอโอ้ เอามาคุยกันได้เป็นวันน่ะ
อื้ม ยังไม่เลิกด้วย มันไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลยนะ เราจะคุย เราจะติดตามต่อ แล้วก็จะต้องเข้าไปคอมเมนต์ แล้วก็จะต้องเลือกข้าง เอ้ย เขาถูกผิด ถือว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ วาระแห่งชาติ แต่ อเมริกาไม่มี คนไม่สนใจ เออ มันออกมา เออแล้วไง อะไรเงี้ย นี่คือความแตกต่างของ 2 ประเทศแบบเนี้ย
สิ่งนึงที่มันเป็นตัวแปรที่มีทั้ง 2 ประเทศก็คือเรื่องของเวลา นั่นหมายความว่า ถ้าพฤติกรรมของทางไทยเราที่ใครอาจจะทำแบบนี้ นั่นหมายความว่าเขาอาจจะหมดเวลาในการที่จะมาโฟกัสตัวเองไปกับเรื่องของคนอื่นเลย ในขณะเดียวกันคือคนอเมริกาเขาไม่ค่อยยุ่งเรื่องของคนอื่น ก็เลยมีเวลาโฟกัสตัวเองอย่างงั้นมั้ยคะคุณหมอ
ก็มีส่วนนะครับ มีส่วนด้วย อเมริกาเนี่ย เวลาที่เค้าโตมาสักระยะนึง ประมาณอายุ 20 นิดๆ เค้าบางคนก็แต่งงานมีลูกมีครอบครัว เค้าก็จะอยู่กับครอบครัวของเขานั่นแหละ ไม่ค่อยมาสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้อะไรเหมือนกับบ้านเราแหละ
ดังนั้นมันเหมือนกับเค้าก็ต้องอยู่กับตัวเองเยอะ หลายๆคนก็จะมีการเรียกว่า downsizing คือจากที่เคยอยู่แบบบ้านใหญ่ๆ ก็อยากจะมาอยู่บ้านเล็กๆ ซึ่งมันเป็นคอนเซปต์ที่แปลกประหลาดสำหรับเมืองไทยมาก บางคนบอกว่าอุ๊ย บ้านใหญ่ดูแลเยอะ เราทำบ้านเล็กดีกว่า ค่าใช้จ่ายก็ลดลง บางคนก็มากกว่านั้นก็คือไปอยู่ในรถบ้านเลย บ้านก็คือทางบ้านก็คือมีแค่ไอ้รถคันเนี้ย แล้วก็ขับไปจอดที่ไหนนอนไหนก็นอนนั่นน่ะ แล้วก็ยังทำงานที่ดีๆอยู่ด้วยนะ บางคนเป็นแบบวิศวกรก็อยู่ในไอ้รถพวกเนี้ย มีคนนึงเป็นพยาบาลก็อยู่ในรถเนี่ย ไม่มีบ้านมีอย่างเงี้ย แล้วถามว่าประเทศไทยจะมีแบบนั้นมั้ย ไม่มีทาง มันเป็นความคิดของคนอีกแบบหนึ่งเลยที่แบบอยากอยู่กับตัวเอง บางคนไม่เอาแล้วเมืองใหญ่ๆ นิวยอร์กอะไรเงี้ยไม่อยู่ละ ขอไปอยู่แบบชานเมืองไกลๆ ไปอยู่แบบอลาสก้า ไปแบบตัดไม้สร้างบ้านอยู่กับตัวเองอยู่กับธรรมชาติ อเมริกามันจะมีคนอย่างเงี้ยเยอะพอสมควร
ค่ะ ซึ่งคนไทยอ่ะมีน้อยหน่อย
เออมันมีแนวคิดเมื่อกี้ที่คุณหมอบอกคือการ downsizing คือวิธีคิดของเขาคือมองแค่ความต้องการของเรา
ที่เพียงพอกับความต้องการของเรา แต่ว่าในประเทศไทยไม่ได้หมายความว่าทุกคนเป็นนะคะ แต่ว่าหมายถึงว่าในประเทศไทยคืออย่างที่คุณหมอบอกเลยว่ามันมีค่านิยมของการที่เราเติบโตมาแล้วเราเหมือนต้อง please คนอื่น หรือต้องทำให้คนอื่นยอมรับเรา
เพราะว่าการมีสิ่งเหล่านี้มันคือ 1 อย่าง ที่ประกาศความสำเร็จในชีวิตอ่ะ คุณหมอมองเรื่องนี้ว่ายังไงบ้างอ่ะ
ที่อเมริกาก็ต้องบอกว่ามีคนแบบนี้เหมือนกันนะ เมืองไทยก็อาจจะชัดเจนกว่าหน่อยนึง ที่เราต้องพยายามทำตัวให้คนอื่นเขารู้สึก อ่า เรามีคุณค่า เราเด่นขึ้นมา เอ่อ ในแง่มุมหนึ่งมันก็ดีแหละที่จะทำให้เราพยายามพัฒนาตัวเอง แต่ในแง่มุมหนึ่งคือถ้าเราเครียด หรือเราจริงจังกับมันมากจนเกินไป มันก็จะทำให้มีปัญหาขึ้นมาว่า ถ้าเราทำไม่ได้อย่างที่เราตั้งเป้าไว้อ่ะ เฮ้ย เราเป็นคนไม่มีคุณค่าเลยเนาะ เรานี่ทำอะไรก็ไม่สำเร็จเนาะ เราก็จะวนหูปอย่างเงี้ย ไปเจอเพื่อนดีกว่า เค้าข้างหน้าการงานสูงกว่า ทำไมฉันอยู่แค่นี้ แล้วแบบนี้มันก็จะดิ่งลงเหว แล้วก็จะเริ่มซึมเศร้า เริ่มคิดมาก เริ่มวิตกกังวล พอแบบนั้นปุ๊บ ศักยภาพในตัวเองก็จะดึงออกมาไม่ได้ละ เพราะว่ามันถูกจำกัดด้วยความคิดที่เป็นลบอยู่ในหัว
อื้ม ดังนั้นเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่เราเปรียบเทียบ เราจะทำตัวให้คนอื่นเขามองเราดี แต่เราเครียดมากกว่าการกระทำแบบนั้น แปลว่าเราต้องถอยออกมา ต้องพักบ้างแล้วหันไปทำอย่างอื่นนิดนึง แล้วค่อยกลับมาเพื่อพัฒนาให้ดีกว่า
คุณหมอเคยมีประโยคไหนที่คอยบอกตัวเองในช่วงเวลาที่เจอเรื่องยาก หรือรู้สึก burnout รู้สึกหมดแรง มีประโยคอะไรที่พูดกับตัวเองอยู่บ่อยๆมั้ยคะ
เออ อันนี้ต้องบอกว่าผมไม่ค่อยไปพูดที่ไหนนะ แล้วก็เพิ่งจะคิดว่าเราพูดอย่างงี้กับตัวเองบ่อยมากเหมือนกัน คือ It is what it is เป็นมันก็เป็นของมันอย่างงี้แหละ คิดอะไรกับมันมาก
This is how the world works ผมก็ จะพูดเออ what is เออ มันก็เป็นของมันอย่างงี้แหละ คือเหมือน เอ่อ ถ้าตามหนังสือที่ผมเคยอ่านนะ ก็จะมีของท่านพุทธธาตุที่ท่านพูดไปว่า ตทัตตา เออ มันก็เป็นของมันอย่างงั้นนั่นแหละ คือพูดง่ายๆอย่างงี้ ประโยคเดียวกันเลย ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่า เออ ตทัตตาตามันแปลว่าอย่างงี้ จนกระทั่งไปอ่าน เอ้ย มันก็เหมือนเราดีไว้แต่ก่อน เราก็บ่นกับตัวเองว่า เออ มึงยุ่งยากวุ่นวายชีวิตเป็นอะไรนักหนา เออ มันก็เป็นของมันอย่างงี้แล้วแล้วยังไง มันมีปัญหากับเรานักหนา ก็ลุยมันเลยสิ หรือบางคนมีปัญหามากแบบ โอ้ ชีวิตแย่ไปหมดอะไรอย่างเงี้ย ผมก็บอกว่ามันก็เหมือนกับเราเล่นไพ่ อ่ะ เราได้จั่วไพ่ได้แย่ขนาดไหน มันก็ต้องเล่นออกไปให้ดีที่สุด จะได้ไพ่แย่ โอย ยอมแพ้เลย อย่างงี้ก็แพ้ตั้งแต่ตอนได้ไพ่แล้วครับ ชีวิตเรามันก็เหมือนกับคุณมีต้นทุนอะไรสักอย่างอ่ะ ต้นทุนจะสูงจะต่ำยังไงก็แล้วแต่ คุณก็ต้องเล่นมันออกไปให้เต็มที่ของชีวิต ไม่ฉะนั้นคุณเกิดมาเป็นมนุษย์อ่ะ มันก็เหมือนคุณไม่คุ้มค่ากับการเกิดมานะ ถ้าถามผมนะ ผมจะคิดขนาดนั้นเลย
มันเหมือนกับว่าจริงๆแล้วฟังคุณหมอมา เหมือนบางบางคนอาจจะรู้สึกว่า เฮ้ย คุณหมอ คุณหมอไปสุดทุกทางแหละ เป็นคนที่ถ้าจะทำละ เลือกจะทำแล้วต้องไปให้สุด แต่ว่าในขณะเดียวกันเมื่อไปสุดแล้วคุณหมอก็วางได้เหมือนกัน
ใช่ ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องยึดว่าฉันคือที่สุด คือก็วางได้เหมือนกัน
ถูกครับ คือผมมองว่าแล้วจะจะแบกทำไม ถ้าเราแบก เออ ดีตอนแรกมันอาจจะกล้ามขึ้น อื้อหือ ดีนะเราดูดี แต่ถ้าถึงเวลา เออ ก็ต้องพักได้บ้างนะ เราจะต้องมามีเหตุผลอะไรที่เราต้องไปแบกมันไว้ตลอดเวลา แต่บางคนมันอาจจะวางไม่ได้
นะครับ สำหรับผมผมมองว่าความยืดหยุ่นในชีวิตมันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราทำได้เราก็ต้องเลิกทำได้ ถ้าเราไม่ทำเราก็ต้องมาทำได้เหมือนกันอย่างเงี้ย
อื้ม ทั้งหมดก็คือจริงๆแล้วมันเป็นวิธีการที่ดีมากๆค่ะ เพราะว่าเพราะว่าที่เราคุยกันมานะ คุณหมอมีด้านที่แข็งแกร่งมากๆเลย ในขณะเดียวกันก็มีด้านที่ก็วางได้ คือการที่พอมันมี 2 อย่างมันเป็น balance กัน ทำให้ไม่บาดเจ็บทางจิตใจเกิดขึ้นใช่มั้ยคะ เพราะว่าถ้าสมมุติว่าเราแข็งแกร่งอย่างเดียว โดยที่แบบอะไรก็พังฉันไม่ได้ ฉันต้องยืนหยัดอยู่อย่างงั้น นั่นหมายความว่าวันนึงมันก็คงมีอะไรบางอย่างที่เปรี้ยงเข้ามาแล้วก็ใจเจ็บได้เหมือนกัน
อ๋อ แน่นอนอ
ต้องบอกว่าเด็กๆ ผมก็คิดเรื่องพวกนี้แหละฮะ เพราะว่าตอนเด็กๆ เนี่ย ผมตัวเล็กที่สุดในห้อง
อย่างดีเข้าแถวเป็นลำดับที่ 3 ก็คือสูงที่สุดในบรรดาทั้งหมดที่ผมเคยทำได้แล้วไม่เคยเกินไปกว่าคนที่ 3 เลย แล้วผมก็คิดว่า อื ถ้าเราตัวเล็กเนี่ย มันแปลว่าเราอ่อนแอเปล่า ก็ไม่นะ เพราะว่าเด็กๆ ผมเล่นกีฬาก็ต่อสู้กับเพื่อนก็ได้ชนะ แต่วันนึงก็คิดว่ามันต้องมีสักวันที่เราเจอคนที่เขาตัวใหญ่กว่าเราแล้วเก่งกว่าเราในด้านกำลัง ยังไงเราก็ต้องสู้เขาไม่ได้ แต่หมายความว่าเราจะหยุดพัฒนาไม่ให้เราแกร่งหรอก เป็นไปไม่ได้ เราจะพัฒนาไปเรื่อยๆ เพียงแต่ถ้าเราเอาชนะเขาด้วยกำลังไม่ได้ มันต้องมีทางอื่นสิที่เขาที่เราชนะเขาได้ เช่นเราอาจจะเรียนเก่งกว่าเขา
อื้ม อ่า ถ้าเราไปเจอคนที่กำลังเยอะ เรียนก็เก่ง เฮ้ย แต่เราวาดรูปเป็นว่ะ แต่เรามีดนตรีที่เราทำได้ว่ะ แต่เราพูดภาษาอังกฤษได้คล่องกว่า มันแถมตอนนี้เราไปถึงระดับไกลแล้วอ่ะ มันต้องมีอะไรสักอย่างที่เราดีกว่าเขาแน่นอนนะครับ
ดังนั้นการที่เราจะสู้ตรงตรงทางเดียวเป็นอะไรที่เสี่ยงมากเลย โอเค คุณอาจจะเป็นที่ 1 โลกนะ เช่นแบบคุณอยากจะรวยอ่ะ ถามเลยมีใครชนะ Elon Musk ตอนนี้
เออรวยที่สุดในประเทศไทยยังไม่ได้เศษเสี้ยวของเขาเลยอ่ะ อ่ะเป็นไงคุณคุณโอเคกับมันมั้ยอ่ะ ถ้าโอเคกับมันเอองี้คุณก็อยู่กับคุณต่อไป แต่ถ้าถามผมเออคุณอาจจะแบบ ลองมองตัวเองในอีกแง่นึงที่เวทีเนี้ย คุณชนะคนอื่นได้ ถ้าถามผมเล่นดนตรีเก่งเท่า นักเปียโนระดับประเทศมั้ยโอ้โหชาติหน้าเป็นไปไม่ได้ ขนาดเด็กที่มันเรียนหลังผมยังเก่งกว่าผมเลย แต่ถามว่าอ้าแล้วผมเก่งกว่าไอ้คนพวกนั้นยังไง การแพทย์พวกนั้นไม่รู้เรื่องเลยนะ
อื้ม ใช่มั้ย
ค่ะ หรือแบบอ่ะบางคนเป็นหมอ เป็นนักเปียโนเก่ง ออกกำลังกายได้เท่าผมหรือเปล่า โหนบาร์ได้ขนาดเราหรือเปล่า
ไม่มี อ่า บางคนออกกำลังกาย วาดรูปได้เหมือนเราป่ะ ไม่ได้ มันต้องมีสักทางนึงที่เราทำได้ แล้วแบบคิดแบบเนี้ย ผมจะพยายามพัฒนาทุกทางเลย เพราะว่ามันจะต้องมีสักทางนึงซึ่งเราเด่นกว่ามันแน่นอน
อย่างเงี้ย อ แต่เดี๋ยวมีคนฟังแล้วเดี๋ยวจะเข้าใจผิด แต่ไม่ใช่ว่าเราไปด้อยค่าคนอื่นเขาอย่างงั้น ถูกต้อง
ถูกต้อง คือเราไม่ควรด้อยค่าใครเลย แต่เราควรจะเอาสิ่งที่เขาเป็นเนี่ย หรือว่าเขาอาจจะจริงๆ ฐานะหรืออะไรสู้เราไม่ได้ก็ได้นะ แต่ถ้าเรามองในแง่ของความเป็นมนุษย์อ่ะ ทุกคนมันก็เท่ากันหมดแล้วแหละ แล้วเราก็บางทีเขาอาจจะมีบางอย่างที่เก่งกว่าเรา แล้วเราไม่รู้ เราอาจตรงนั้นน่ะมาพัฒนาตัวเองก็ได้ แล้วยิ่งเรารู้มากเท่าไหร่มันจะยิ่งรู้สึกว่า เออ ตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรเลยแฮะ ยิ่งสูงยิ่งรู้สึก เออ มันมีโน่นมีนี่ที่เราไม่รู้อะไรอย่างเงี้ย แล้วมันจะทำให้เราถ่อมตัวโดยโดยแบบเป็นของมันอย่างนั้นเองเลย ก็เหมือนกับบางทีที่เด็กๆ เวลาที่ผมมีเรื่องที่มันคิดอะไรไม่ออกแล้วมันเครียดเยอะเนี่ย เราก็จะนี่เลย มองท้องฟ้ากลางคืน ดาวเยอะเลยเนอะ แล้วก็คิดไปว่า เออ เราเศษเสี้ยวของจักรวาล ดูไม่มีความสำคัญอะไรเลย ปัญหาที่เรามี ต่อให้ใหญ่แค่ไหนคับโลกมันชาติหน้าก็ไม่คับจักรวาลเป็นไปไม่ได้แล้วไปเครียดกับมันทำไม ชีวิตมันก็เกิดมาแค่นี้ก็ทำให้มันเต็มที่ก็จบไป
อื้ม ความเครียดมีก็โยนมันทิ้งเนี่ย
แล้วปัจจุบันเนี้ยค่ะ ก็คุณหมอดูแข็งแกร่ง แต่งแล้วก็ดูมีคำตอบให้กับหลายๆอย่างของตัวเองอ่ะ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คือคุณหมอมีคำตอบให้ กับมันได้
ให้กับตัวเองเท่านั้น
ใช่ ใช่ๆ แล้วมีเรื่องไหน หรือว่าด้านไหน หรืออะไรสักอย่างที่อาจจะสั่นสะเทือนจิตใจของคุณหมอได้อยู่บ้างมั้ยคะ
อื้ม เรื่องที่อาจจะทำให้เรามีน้ำตาได้ หรือเรื่องที่เรา sensitive กับมันที่สุด
ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องความทุกข์ของคนอื่นซะมากกว่า ไม่ใช่ความทุกข์ของตัวผมเอง เพราะบางทีเนี่ย เราอยากจะช่วยเหลือเขาอ่ะ แต่เราทำได้ไม่เต็มที่อย่างเงี้ยเนี่ย อย่างเรื่องที่รู้สึกว่าทำให้รู้สึกว่า เออ มันมันน่าจะต้องมันสะเทือนใจเรามากนะ อย่างแต่ก่อนน่ะ ผมเป็นคนดุทุกคนเลย ดุทุกคน ดุมาก คือตอนไปใช้ทุนเนี่ย ทุกคนจะรู้เลยว่าไอ้คนเนี้ยไม่มีหมอคนไหนดุเท่า แม้กระทั่งสตาฟก็ตาม คนไข้มาถ้าไม่ทำตามที่ผมบอกนะ คือแบบ เสร็จแน่นอน สวดยับเลย
อื้ม แต่มีอยู่วันนึงผมก็ตรวจเสร็จแล้วก็เจอลุงคนที่ผมเพิ่งตรวจเนี่ย นั่งอยู่ข้างหน้าห้องตรวจไอ้ตรงโรงพยาบาลนี่แหละ แล้วก็ถาม อ้าว ลุงไม่กลับบ้านเหรอครับ อะไรเงี้ย ลุงบอกว่ากลับไม่ได้ ไม่มีรถมารับ อ้าว แล้วลุง ลุงมาโรงพยาบาลไง ไม่มีรถมาส่ง ลุงก็บอกว่า เออ มันต้องบังเอิญมี 2 แถวแล้ววิ่งไปตรงนั้นพอดี แล้วรับลุงมาตรงนี้ แล้วบ้านลุงมาเนี่ย ก็อยู่ในแบบไกลๆ อ่ะ แล้วหาเอา แล้วลุงทำไงอ่ะ ก็ไม่มีคนมารับ แล้วลุงก็ต้องนอนอยู่ตรงแหละ ตรงข้างๆ โรงพยาบาลเนี้ย อ่า แล้วลูกหลานลุงไม่มาเหรอ ไม่มีลูกไม่มีหลาน มีแต่ป้าคนนึงนอนติดเตียงอยู่ในบ้านนั้นน่ะ แล้วตอนนี้อ่ะ ใครดูแลป้า ไม่มีอย่างเงี้ย เราก็จะเริ่มเห็นแล้วว่าทำไมลุงเขามีปัญหาขนาดเขาต้องรอคนพาเขามาหา มันจะเป็นเหตุผลที่ว่าบางครั้งเขามาหาเราไม่ได้ เพราะว่าไม่มีใครผ่านเข้าไป ถ้าเขามาถึงเราแล้ว บางทีเขาไม่ได้ตรวจเพราะว่าเขารอนาน รถที่มามันมาแล้วอ่ะ ถ้าเขาไม่กลับเขาก็ต้องกลับแล้วถูกมั้ยครับ
ค่ะ หรือการที่เขาคุมเบาหวานความดันไม่ได้ อ้าว ก็บ้านเขา ลุงกินอะไรอยู่ที่บ้าน ลุงบอก เออ บางวันก็ไม่มีข้าวกิน ก็ต้องอาศัยชาวบ้าน อาศัยวัดแถวนั้นมีบิณฑบาตเหลือมาให้ลุงกิน เราก็เลยปิ๊งเลยแบบ อย่างงี้ลุงเลือกกินไม่ได้ ถ้าลุงเลือกกินลุงก็ตาย เขาจะไม่มีอาหารการกินแล้ว ถ้าอาหารมันหวาน เบาหวานขึ้นอีก ถ้าหากมันเค็ม ความดันขึ้นอีก ตอนนั้นผมเลิกดุทุกคนเลย กลายมาเป็นแบบ อ๋อ มันมีเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังจริงๆ ที่เราไม่รู้ แล้วเรานี่คือเลวร้ายมากเลยนะ สมัยก่อน พอมันเป็นแบบเนี้ย ผมเปลี่ยนเลย บอกว่าถ้าอย่างงั้นเดี๋ยวลองไปคุย ผมก็ เนี่ย ลุงอยู่ตรงนี้ใช่มั้ย ก็คือเอาไปนอนบนห้องผมก็ไม่ได้อ่ะ เพราะแบบลุงใครก็ไม่รู้อย่างเงี้ย ผมก็ อ่ะ ไปเซเว่นซื้อข้าวของให้ลุงที่พอจะอยู่แถวนั้นได้ เอาอาหารซื้อให้ลุง ซื้ออะไรอย่างเงี้ย แล้วก็วันต่อมา ผมก็ไปคุยกับทางโรงพยาบาลกับทางคนไข้ที่อยู่ใกล้ๆ ลุง ขอให้ไปรับลุงแล้วก็คนอื่นที่มีปัญหาเหมือนกันน่ะ มารักษาของผมได้มั้ย อย่างเงี้ย มันเลยทำให้แบบ บางทีไอ้เรื่องที่สะเทือนใจมันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนะ แต่มันเป็นเรื่องที่แบบ เราเห็นว่าโลกเรามันมีความไม่เท่ากันแบบมหาศาลน่ะ บางคนที่ขายที่นามาเพื่อรักษา ผมเคยได้ยินแต่ในละครนะ แต่ตอนไปทำงานจริงมันเจอจริงๆ ว่ะ มีแบบคน ที่ขายที่นาเพื่อเอาเงินมารักษาอย่างเงี้ย เราก็รู้สึกว่าไอ้เรื่องพวกนี้นี่แหละ ที่มันทำให้เรารู้สึกว่ามันน่าสะเทือนใจ แต่มันเป็นในแง่มุมที่ว่าเอ้ย แล้วเราทำอะไรได้บ้าง ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าเราทำได้ทุกอย่างนะ
ค่ะ แต่ก็จะทำ พยายามทำดูแค่นั้นเอง
อื้ม และจากการที่คุณหมอ Take Action วันนั้น เอ่อ ทำที่เราทำได้แล้วเนี่ยค่ะ คุณลุงเป็นยังไงต่อบ้างคะ
ก็ดีขึ้น ก็ลุงๆ หลายคนที่มีปัญหาพวกเนี้ย พอเราเอามาคุยอ่ะ เราเข้าใจเลยว่าอ๋อ ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น แล้วแทนที่เราจะถามลุงว่า เราจะบอกลุงว่า เฮ้ย ลุงต้องกินยาตัวนี้ ต้องงดหวาน ต้องออกกำลังกาย ผมก็ถามเลยว่า ถ้าในมุมมองของคุณลุงอ่ะ คุณลุงคิดว่ามีอะไรที่ลุงพอจะทำได้บ้างในแง่ที่ทำให้ลุงดีขึ้นมา เพราะว่าผมกำลังเอาบริบทของตัวเองไปตัดสินลุง เอาบริบทของวิชาการตัดสินลุง ซึ่งบริบทของลุงมันทำไม่ได้
ค่ะ แต่ทีเนี้ยเราต้องเริ่มจากบริบทของเขา ก่อนว่าเขาทำอะไรได้ แล้วเราค่อยปรับมัน อาจจะไม่ใช่วิธีที่ perfect ในเชิงวิชาการ แต่มันก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แล้วก็ไม่เข้าใจกัน สุดท้ายมาหาผม ผมก็เอายาเข้าไป เอาอินซูลิน เอาอะไรเข้าไป แล้วลุงก็ไม่ได้ใช้ อย่างเงี้ย
ไม่ใช่เป็นหมอนะ ต้องมีความเข้าใจความเป็นมนุษย์ด้วยใช่ เราก็ต้องเข้าใจแบบนี้ แล้วอย่างเหมือนตอนผมอยู่ที่อเมริกาตอนเป็นอาจารย์แพทย์อย่างเงี้ย นักเรียนที่มาเรียนกับเรา ถ้าอยู่ที่เมืองนอกอย่างนักเรียนมาเจอผมครั้งแรกเนี่ย เขาจะโค้งเลย แล้วก็ Good morning doctor อะไรอย่างเงี้ย คือเขาจะเรียกเราแบบทางการสุดๆ ใช่ มั้ ถ้าที่เมืองไทยก็ สวัสดีครับอาจารย์ แล้วก็จะแบบ โอ้โหหงอมากนะ แต่พอผมเจอผมก็เลยบอกว่า เนื่องด้วยผมผ่านประสบการณ์ที่นี่แบบอย่างเงี้ย ประเทศไทยมาแล้ว ผมก็บอกเขาว่า คุณเรียกผมชื่อเล่น ไม่ต้องมี doctor อะไรด้วย แล้วการที่ผมให้คุณทำแบบเนี้ย เพราะว่าผมอยากจะให้คุณแสดงความคิดของตัวเองออกมาได้อย่างเป็นตัวตนเต็มที่ เราเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ที่ผมเก่งกว่าคุณน่ะ มันเป็นเพราะว่าผมแก่กว่าคุณแล้วผมทำงานมานานกว่าคุณแค่นั้นเอง มันไม่ได้เป็นเพราะว่าความฉลาดของผมมากกว่าคุณเท่าไหร่เลย เพราะฉะนั้นการที่คุณมาเรียนกับผมเนี่ย ให้คุณเรียนรู้ในเรื่องของประสบการณ์ แล้วก็เอาความรู้ที่ผมให้เนี่ย ใส่เข้าไปในหัวคุณ พอคุณความรู้เท่ากับผมนะ เผลอๆ คุณจะเก่งกว่าผมด้วยซ้ำไป ผมก็จะบอกเขาอย่างเงี้ยเสมอ แล้วก็ไม่เคยดุใครเลย เรียกว่าเป็นอาจารย์ที่ใจดีที่สุดใน Harvard ตอนนั้นเลยก็ได้
จากดุ
จาก จากดุมหาศาล คือหมาไวเลอร์นี่เด็กไปเลย อ่ะ อ่ะเจอเรา
โอ้โห ขนาดนั้นเลยนะคะ
ขนาดนั้นเลย
อื้ม กลายมาเป็นตรงข้าม เพราะว่าเราแบบ เราเห็นแล้วมันเลยทำให้ตอนเนี้ย สิ่งที่เรารู้สึกมั่นใจแบบเต็มร้อย มันต้องมีอะไรสักอย่างที่แบบ ต้องเผื่อไว้นิดนึงว่ามันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้นะ เราลองลองลองดูดีๆ ก่อนดีกว่านะครับ
อื้ม ดีค่ะ เผื่อใจบางอย่าง แล้วมันทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น
ใช่ แล้วก็เพราะว่ามิติของชีวิตมันหลากหลายมากๆ เลย
ออฮะ ทีนี้ค่ะอีกนิดนึงก็จะหมดแล้ว เราคุยกันมานานมาก อยากถามคุณหมอว่า ในฐานะทั้งที่คุณหมอเป็นคุณหมอ แล้วก็ในฐานะที่คุณหมอเป็นมนุษย์คนนึง แน่นอนว่าคุณหมอต้องเคยเห็น แล้วก็อยู่กับเรื่องราวของคนที่อยากมีสุขภาพยืนยาว แล้วก็พยายามหาทุกวิธีที่จะทำให้เขาอายุยืน กับอีกคนนึงที่เค้าเพิ่งรู้ว่าเขาอาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน แล้วเขาภาวนาแค่ให้พรุ่งนี้ยังมีลมหายใจต่อ คุณหมอมีมุมมองต่อเรื่องนี้ยังไงบ้างคะ
ผมมองว่าทั้ง 2 ฝ่ายอ่ะ มองผิดประเด็นหมดเลย ไปมองที่การมีชีวิตอยู่ แต่เขา น่าจะโฟกัสที่ความสุขและความหมายของชีวิตที่เหลืออยู่ของเขามากกว่า คุณจะมีประโยชน์อะไรถ้าเกิดว่าอยู่ถึง 200 ปีแล้วก็นอนติดเตียงไม่มีประโยชน์ จะมีประโยชน์อะไรถ้าพรุ่งนี้ยังมีลมหายใจอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนอยู่กับเตียง
อื้ม ค่ะ แล้วก็มีแต่ความทุกข์ ถ้าเกิดคุณมีลมหายใจ 1 วันที่มีความทุกข์เหมือนเดิมเปรี้ยบเลย มันจะดีได้ยังไงถูกมั้ยครับ ดังนั้นผมมองว่าของพวกเนี้ย ต้องมาเปลี่ยนใหม่หมดเลยอ่ะ วิธีในการมองโลก แล้วก็ชีวิตที่เหลืออยู่ของเราอ่ะ ไม่ต้องไปสนใจหรอกอยู่ นานไม่นาน แต่สนใจดีกว่าว่าเราจะทำอะไรที่เป็นความหมายให้กับโลกใบนี้ได้มากแค่ไหน แล้วเราก็จะมีความสุขได้แค่ไหนในบริบทที่ เรามี อันนั้นแหละคือสิ่งที่ควรจะต้องคิด
สุดท้ายค่ะ คุณหมอจริงๆคุณหมอน่าจะแตะๆมาแล้วล่ะ แต่แพนด้าอยากรู้ว่าทั้งหมดอ่ะค่ะ ที่เราคุยกันมานะ รวมรวมถึงทั้งหมดในชีวิตของคุณหมอ ก็ได้ ที่ทำเรื่องของสุขภาพมา คุณหมอว่าจริงๆแล้วสุขภาพที่ดีจริงๆอ่ะ มันหมายถึงอะไรคะ
มันหมายถึงการที่เราทำตัวเองให้คือเรียก ดีทุกด้านน่ะ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ภายใต้บริบทของทุนที่ตัวเองมี ดังนั้นไม่ใช่หมายความว่าสุขภาพที่ดีต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น มันต้องเปรียบเทียบกับตัวเองนี่แหละ แข็งแรงทางด้านร่างกาย แข็งแรงทางด้านจิตใจ และทางด้านสังคมรอบตัวมันต้องดีหมดทุกแง่ทุกมุม บางคนอาจจะบอกว่าต้องมีทางด้านของจิตวิญญาณร่วมด้วยก็ได้ หมายความว่าทางด้านความคิดของคุณน่ะ มันจะต้องโอเคด้วย ซึ่งบางคนจะบอกว่าจะให้ความหมายแค่ทางเดียว หรือจะต้องทำอย่างนี้อย่างเดียว มันเป็นไปไม่ได้ คนเราเกิดมามันต้องรอบด้านนะครับ มันดีด้านเดียว เช่น โอ้โห แข็งแกร่งมาก วิ่งมาราธอนได้ รูปร่างหน้าตาดีหมดทุกอย่าง แต่ว่าจิตใจมีปัญหาก็ไม่ได้อยู่ดี มันก็ต้องไปด้วยกันอย่างเงี้ยครับ
ค่ะ สุดท้ายก็สุขภาพที่ดีของแต่ละคนก็ต้องดีไซน์เอาเองเนอะ
ต้องดีไซน์
อย่างที่คุณหมอบอก ภายใต้บริบทของตัวเอง ภายใต้ทุนที่ตัวเองมี ภายใต้เงื่อนไขของตัวเอง
ถูกต้อง แล้วก็ต้องตรวจสอบเหมือนที่คุณหมอบอกว่า จะมีอายุอยู่นานหรือไม่นาน สุขภาพเป็นยังไง อ่า เรื่องของอายุเนี่ย หาความหมายของการมีอยู่ให้เจอ
อื้ม อันนั้นอันนั้นน่าจะดีกว่า
ดีครับผม
อื้ม ค่ะ โห วันนี้คุยกับคุณหมอมาทั้งหมด ดีใจมากค่ะ ต้องต้องบอกว่าดีใจจริงๆ เพราะว่าแพนด้าฟังคุณหมอ คุณหมอออกรายการเยอะมาก
ครับ แล้วก็บทสัมภาษณ์คุณหมอเยอะมาก หลายๆคนก็ ถ้าฟังถึงนาทีนี้นี่ ขอบคุณมากๆนะคะ เพราะว่านานพอสมควรที่เราคุยกันมา แต่เชื่อว่าเนื้อหาที่เราได้คุยกันในวันเนี้ย เป็นอะไรที่แพนด้าเองเซอร์ไพรส์หลายๆอย่าง แล้วก็ได้เข้าใจคุณหมอมากขึ้นในมุมมองของการเป็นแบบ คุณหมอก็เป็นมนุษย์คนนึง
ใช่มั้ยคะ เพราะว่าหลายๆอย่าง ถ้าเราเห็นทางโซเชียลอย่างเดียวจะดูคุณหมอแข็งแกร่งมาก แต่จริงๆแล้วเอ้ย มันก็มีอีกด้านนึงเหมือนกันนะ แล้วก็ได้มาทำความเข้าใจไปด้วยกัน วันนี้นะคะ ใครดูคลิปนี้แล้วชอบตรงไหน หรือว่ามีอะไรอยากบอกคุณหมอ คอมเมนต์ได้นะคะ เดี๋ยวคุณหมอเมาอ่านแล้วก็พิมพ์ได้นะคะว่าคุณหมอเนี่ย สุดเท่ เท่สุดๆแล้วนะคะ ก็วันนี้ค่ะ ทางเกลาเราก็มอบหมวกให้คุณหมอจริงๆ ได้ไปแล้ว
ได้ไปแล้ว ได้อีกก็ดีครับ
ได้อีกก็ดี ว่าอันนี้ค่ะ ใส่ได้ 2 ด้านเนาะ เหมือนเดิม
อันนี้ช่วงนี้ อ่า
ช่วงนี้ขาวดำพอดี
ขาวดำ ใส่ได้สีขาวดำนะคะ อันนี้โชว์นะคะ ใครที่อยากได้หมวกแบบนี้ สั่งซื้อได้ที่ใต้ description นี้เลยนะคะ ทางเกลา มีเสื้อเกลา มีหมวก แล้วก็มีกระเป๋าผ้า ค่ะ แล้วก็มีหนังสือเล่มใหม่ออกมาด้วยนะคะ ฝากอุดหนุนด้วยนะคะ คุณหมอก็มีอะไรใหม่ๆ อยู่ตอนนี้ใช่มั้ยคะ
มีแต่เสื้อ Rosie ครับตอนนี้
อ่า อันนี้มอบให้คุณหมอก่อนนะคะ
ขอบคุณมาก
คุณหมอฝากช่องทางการติดตามได้เลยค่ะ
ก็ตอนนี้ผมทำอยู่ 2 ช่องทางครับ มีทางด้านของ YouTube แล้วก็ TikTok Dr. แทนนี้ครับ ถ้าใครไปเห็นทางอื่นก็มิจฉาชีพแล้วครับ
นะคะ หรืออาจจะโดนดูดคลิปไป
โอ้ ประจำครับผม
ค่ะ ยังไงก็วันนี้ขอบคุณคุณหมอมากๆนะคะ ถ้ามีโอกาสในอนาคตหวังว่าจะได้คุยกับคุณหมออีกนะคะ
อ๋อ แน่นอนครับ
อื้ม ขอบคุณค่ะ
ได้เลยครับ ขอบคุณครับผม
ทำไมเราไม่เกลาตัวเองก่อนที่เราจะไปเกลาคนอื่นครับ