Transcription
3 2 >> สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่สุทธิชัยไลฟ์อีกช่วงนึงนะครับ เช้าวันนี้คือวันพุธที่ 1 เมษายนแล้วครับ เราก้าวเข้าสู่เดือนที่ 2 ของสงครามอิหร่านอย่างน่าระทึกใจ เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะจบยังไง มันจะเกมอย่างไร และมันจะทำให้ประเทศไทยเรายืนอยู่ตรงไหน
แต่ที่น่าวิเคราะห์ประเด็นนึงคือ ทำไมพอปิดช่องแคบโฮมุสเนี่ย เอเชีย บ้านเรานี่แหละ ทำไมจึงกลายเป็นเหยื่อหนักที่สุด ทำไมรับกรรมหนักที่สุดในสงคราม
รอสังเกตนะครับ เอเชียเลยครับ เอเชียที่อยู่ในภาวะที่โดนกระหน่ำซ้ำเติมหนักที่สุด ชัดเจนครับว่าเราเพิ่งพาน้ำมันและแก๊สจากตะวันออกกลางสูงมาก และเป็นไปได้ยังไงว่าเราไม่เคยเฉลียวใจก่อนหน้านี้เลย หรือว่าเอ๊ะ ถ้าเกิดเรื่องเกิดราวในตะวันออกกลางนี่ มันจะกระทบไอ้ตัวซัพพลายของน้ำมันและแก๊สมาได้ หรือว่าเราไร้เดียงสาเกินไป เราไม่เคยคิดทางลบมากพอ เราคิดแต่แง่บวกเกินไป เรามองโลกในแง่ดีว่าเค้ารบกันนะ เขาต้องไม่ให้เศรษฐกิจโลกมันปั่นป่วน เพราะถ้าเศรษฐกิจปั่นป่วนนี่ ตัวกลางเองก็แย่ อเมริกาเองก็ไม่ได้ประโยชน์หรอก ถ้าโลกปั่นป่วน
เอ๊ะ แต่มันเกิดแล้ว มันไม่เห็นมีใครตอบคำถามนี้ได้ว่าทำเพื่ออะไร จะตอบได้อย่างเดียวครับ ก็คือเป็นการสร้างให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงต่ออนาคตอีกยาวนานเลยทีเดียว
คำถามสำคัญที่ผมตั้งคำถามคือ ทำไมในวิกฤตคราวนี้ในตะวันออกกลางจึงกระทบเอเชียหนักที่สุด และหนึ่งในคนที่แสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจคือ รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ดร. วิเวียน บลาสนัน อ่า ผมเห็นแก่วิเคราะห์แล้ว เออ น่าคิด และควรจะนำมาประกอบการวินิจฉัยของไทยด้วย
สมมุติว่าเราเริ่มสะดุ้งกับตัวเลขบนป้ายราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่มันพุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้ เราไม่ได้กำลังเผชิญกับวิกฤตเพียงลำพังนะ ไม่ใช่ประเทศไทยอย่างเดียว เรารู้เพราะว่ารัฐบาลไทยก็บอกเรานะว่า โอ้ ราคาน้ำมันหน้าปั๊มเรายังถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านเยอะแยะเลย แต่นั่นคงไม่ใช่คำปลอบใจ เพราะของเราจะขึ้นแล้ว มันจะขึ้นในระดับที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน
ถึงแม้ว่าเสียงระเบิดและการสู้รบจะห่างไกลออกไปหลายพันกิโลเมตรจากบ้านเรานะ อยู่ตะวันออกกลางโน่นใช่มั้ยครับ แต่ผลกระทบกลับแห่ซ่านเข้ามาถึงกระเป๋าเงินของคนในเอเชียทุกคนอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนน่าตกใจ น่าตกใจช็อกเลยแหละ เพราะตอนนี้ก็ยังไม่หาช็อกแล้วก็คงไม่หาช็อกไปอีกนาน เพราะมันกระทบราคาสินค้าเกือบทุกประเภท ราคาสินค้าที่เราใช้อยู่ทุกวันด้วย ทั้งอุปโภคทั้งบริโภค แล้วมันขึ้นเนี่ย มันไม่มีขีดจำกัดนะครับ คือไม่รู้ว่ามันจะไปหยุดตรงไหนด้วย ตราบที่สงครามยังเดินหน้าต่อ
พอตกใจก็แน่นอน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณช่องแคบโฮมุส ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงพลังงานโลก โดยที่รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ บลาิชนันเนี่ย บอกว่ามันเป็นวิกฤตของเอเชียนะ ไม่ใช่วิกฤตของตะวันออกกลางอย่างเดียว เป็น Asian crisis เต็มตัวเลยนะ บอกนี้เป็นวิกฤตของเอเชียเต็มๆ เพราะนี่ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระดับภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว มันคือการปิดกั้นท่อต่อลมหายใจทางเศรษฐกิจของทวีปเอเชียทั้งทวีป
เออ เห็นภาพเลยครับ พอดีบิชนสิงคาโปร์พูดนี้ เราเห็นภาพเลย มันคือการปิดกั้นท่อต่อลมหายใจของคนเอเชียทั้งหมดทั้งปวง มันเริ่มมันดูสาเหตุที่เห็นจะเห็นสำคัญเลยว่า ทำไมมันจึงกลายเป็นว่า เอเชียกลายเป็นเหยื่อร้ายที่สุด โดนหนักที่สุด มันก็เป็นเพราะว่าสงครามนี้เป็นสงครามไม่สมมาต ไม่มีสัดส่วนเหมาะสม ไม่แฟร์ คือสงครามก็รบกันไปสิ ระหว่างคู่กรณีใช่มั้ย อิหร่าน อิสราเอล อเมริกาใช่มั้ย แต่ทำไมผู้รับเคราะห์เป็นเอเชียๆ ล่ะ เราไม่ได้เป็นคู่กรณีซะหน่อย เหมือนกับที่เราจะพูดบ่อยๆ ว่าเราไม่ใช่คู่กรณี ฉะนั้นอย่าจับเราเข้าไปอยู่ในวงจรของสงคราม
แต่คนที่ทำสงครามไม่รับรองนะ ว่าไอ้สะเก็ดระเบิดมันจะมาโดนเรา และไม่มีอะไรคุ้มกันเราได้ แล้วสะเก็ดระเบิดนี่มาในรูปของน้ำมันที่ ไม่มา แก๊สที่ส่งไม่ทัน และมันมาในรูปของกระเป๋าต่างเรา อาหารการกินทุกมื้อเรา น้ำทุกหยดของเรา รวมไปถึงปุ๋ยที่ปลูกข้าว พืชพันธุ์ธัญญาหารทั้งหมด
ช่องแคบโฮมุส มันไม่ใช่แค่จุดยุทธศาสตร์บนแผนที่นะ มันคือคอขวดที่มันบีบรัดเศรษฐกิจโลก ปีที่แล้วเนี่ย 2025 มีการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันผ่านจุดนี้เฉลี่ย 20 ล้านแบรลต่อวัน 1 ใน 4 ของโลก 1 ใน 4 ของการค้าน้ำมันทั่วโลกเลย ที่น่ากังวลที่สุดเรื่องนี้คือ 80% ของน้ำมันเหล่านี้เนี่ย จุดหมายปลายทางอยู่ที่เอเชียครับ
นี่ไงครับ เราเพิ่งมาตระหนักสำเหนียกว่า โอ้โห ไอ้น้ำมันที่เราใช้เนี่ย 80% เนี่ย มันมาจากตะวันออกกลาง แต่ก่อนนี้ยังไงยังไงก็มันก็มาถึง สงครามยูเครนเกิดก็ร้อนแรงช่วงต้นๆ ตกใจกันพักนึง โอ้ ไม่มีอะไร กลับไปสู่ภาวะปกติ ย้อนกลับไปสงครามอาหรับเปอร์เซียโน 1991 มันก็ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งพรวดพราด แต่มันก็ช่วงจังหวะแล้ว ทั้งโลกก็เจอเกือบจะเรียกว่าพอๆ กัน
เอ๊ รอบนี้ ทำไมเอเชียกลายเป็นผู้รับกรรมต่างที่สุด เพราะว่า 80% ของน้ำมันและแก๊สที่เราใช้ นั้นต้องผ่านช่องแคบโฮมุส จดหมายปลายทางมาเอเชีย ในขณะที่การสู้รบจำกัดวงอยู่ในเชิงภูมิศาสตร์นะ แต่มิติทางเศรษฐกิจกลับพุ่งเป้ามาที่ฝั่งเราอย่างเลี่ยงไม่ได้เลย ถึงพยายามจะเลี่ยงก็เลี่ยงไม่ได้เลย
เอเชียเปรียบเสมือนหัวใจของการผิดโลกที่กำลังเต้นอยู่บนเส้นเลือดที่เปราะบางเพียงเส้นเดียวนี่ นี่คือรัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์เปรียบเทียบ เห็นภาพเลยนะ บอกว่าตอนนี้เนี่ย เอเชียที่เราเจออยู่เนี่ย คือเหมือนหัวใจที่เต้น แต่ว่าเป็นเส้นเลือดของหัวใจที่ว่านี้เปราะบางอยู่เส้นเดียวเท่านั้น นี่คือความไม่สมมาตที่น่ากลัวระหว่างมิติด้านการทหารและมิติด้านเศรษฐกิจ ทหารความจริงคุณก็รบกันไปสิ แต่ทำไมมันมากระทบเศรษฐกิจแล้วมันมาถึงปากท้องของทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ทำบุญนั่นเป็นประการที่ 1 ที่เอเชียกลายเป็นเหยื่อสำคัญ
ต่อ 2 ก็คือจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ ทำไมอเมริกาเจ็บน้อยกว่าเราล่ะ มีคำถามนะ เออ อเมริกาเป็นคนเปิดศึก ทำไมอเมริกาเจ็บน้อยกว่าเรา ซวย เอเชียซวย คำถามสำคัญคือว่า ทำไมยักษ์ใหญ่อเมริกาจึงดูไม่สะทกสะท้านเท่ากับเอเชียเลยอ่ะ พอไม่มีน้ำมัน ทรัมป์ยังพูดเองด้วยนะครับ ประธานาธิบดีสหรัฐบอกว่า โอ้ เราไม่ค่อยได้ใช้หรอก ไอ้ช่องแคบนี้ ฉะนั้นประเทศที่ใช้ ประเทศที่โดนกระทบเนี่ย คุณส่งเรือรบมาสู้กับอิหร่านให้เปิดช่องแคบนี้สิ ญี่ปุ่นไง เกาหลีใต้ไง จีนไง คุณโดนกระทบใช่มั้ยล่ะ
อ้าว ทั้งๆที่เขา รู้ว่าเอเชียจะกระทบเนี่ย เค้าก็ไม่ยี่ เค้าก็ยังสู้ต่อ ทำศึกสงครามต่อ แล้วพอจีนเฉยๆ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ไม่ส่งเรือรบไป ทรัมป์ยั่ อีก โกรธอีก พวกคุณไม่รู้มือกับเราเลย เห็นมั้ยครับว่ามันไม่ยุติธรรมขนาดไหน
ฉะนั้น ถามว่าทำไมอเมริกาจึงสะทกสะท้านน้อยกว่าเอเชีย คำตอบคือการพลิกกระดานพลังงานโลกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาครับ กระดานเกี่ยวกับพลังงานโลกมันเพิ่งเปลี่ยน และมันเปลี่ยนในช่วงสัก 10 ปีที่ผ่านมา เพราะว่าในอดีตเนี่ย สหรัฐยึดถือหลักนิยมคเตอร์ เรียกว่า Carter Doctrine Carter Doctrine คือ อเมริกาพร้อมใช้กำลังทหารปกป้องอ่าวเปอร์เซียสุดตัว เพราะต้องพึ่งพีพึ่งพิงน้ำมันที่นั่น แต่ก่อนนี้รัสอเมริกาต้องพึ่งพิงน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียไม่น้อยกว่าเอเชียแหละ แต่วันนี้แรงจูงใจทางยุทธศาสตร์นั้นหายไป หายไปเพราะว่าอเมริกา มีน้ำมันเอง เขาก็เลยไม่แคร์ว่าเราจะลำบากแค่ไหน
แล้วมาถึงวันนี้ อเมริกาผงาดเป็นเบอร์ 1 ในการผลิตน้ำมัน ปี 20116 ครับ ก็คือ 10 ปีที่ผ่านมาพอดี สหรัฐแซงหน้าซาอุดิอาระเบียขึ้นเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และในปี 20117 คือปีต่อมา 9 ปีก่อน อเมริกาก็กลายเป็นผู้ผลิตแก๊สธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลกเหมือนกัน ฉะนั้นอเมริกาไม่พึ่งพิงแก๊ส ไม่พึ่งพิงน้ำมันจากตะวันออกกลางครับ นี่ทำให้ทรัมป์เล่นเกมที่คนอื่นลำบาก ตัวเองไม่ลำบาก
สถานะผู้ส่งออกสุทธิด้วยอเมริกานะ คือตั้งแต่ปี 20119 เป็นต้นมา อเมริกากลายเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิเลยครับ หมายความว่าบวก ลบ คูณ หาร นำเข้ากับส่งออกลบกันแล้วยังเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ ทำให้ อเมริกามีเกราะกำบังจากแรงกระแทกในตะวันออกกลางได้ คือเขามีน้ำมันใช้ ไม่สนใจแรงกระทบน้อย แต่อย่าลืม เพื่อนในอเมริกาบอกเลยว่า ตอนนี้น้ำแก๊สในหน้าปั๊มในอเมริกาแพงขึ้นแล้วครับ เดิมที 4 ดอลลาร์ต่อแกลอน อันนี้เขาบอกล่าสุด บางรัฐขึ้นไปเป็น 8 เป็น 10 ดอลลาร์นักครับ เพราะว่าถึงแม้ว่าจะมีน้ำมันเอง แต่ว่าการกลั่นเอย การส่งขนส่งเอย การต้องโยงกับต่างประเทศเนี่ย มันทำให้แล้วคุณสั่งสินค้าเข้ามาใช่มั้ย สินค้าต่างประเทศเข้ามาที่อยู่ในซุเปอร์มาร์เก็ตนั้นเนี่ย คือสินค้าจากเอเชียจากยุโรปที่ต้องจ่ายน้ำมันแพงขึ้น มันก็แพงทันที แล้วโลกของเงินเฟิร์นี่มันจะมาก่อนการเสมอ ทันทีที่มีข่าวร้ายเนี่ย ของจะขึ้นราคาไปก่อน
ฉะนั้น ถึงแม้อเมริกาจะมีเกราะกำบังเพราะมีน้ำมัน มีแก๊สเอง แต่ว่าก้อนยังหนีไม่พ้น ทรัมป์ถึงกลัวไงครับว่า เอ๊ ราคาแก๊สหน้าปั๊มที่อเมริกาเพิ่มสูงขึ้น ข้าวของก็แพงขึ้น ฉะนั้นการเมืองจะมาบีบทรัมป์ละ เรื่องนี้ถึงแม้จะไม่แคร์ว่าคนเอเชียลำบากยังไง เขาต้องแคร์คนอเมริกันจะไม่ลงคะแนนให้เขา แต่ตอนนี้ดูไปดูมา เอเชียพอเจอศึกหนักนี้ ก็ทางออกคืออะไร ตอนนี้ยังไร้ทางออกอยู่นะครับ อเมริกาหลุดพ้นจากวงจรนี้ แต่ประเทศในเอเชียกลับติดล่มการพึ่งพาน้ำมันและแก๊สจากตะวันออกกลางอย่างหนัก
ตัวอย่างชัดเลย ญี่ปุ่น ญี่ปุ่นพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 95% ครับ 95% ได้ว่าเกือบ 100 อ่ะ นี่ญี่ปุ่น ฉะนั้นเปราะบางมาก เราจะต้องเข้าใจเลยว่าญี่ปุ่นเนี่ย ต้องเตรียมการอะไรไว้ตลอดเวลา แล้วประเทศญี่ปุ่นเจอภัยธรรมชาติตลอดเหมือนกัน เดี๋ยวแผ่นดินไหว เดี๋ยว้น้ำท่วม เดี๋ยวอากาศอากาศวิปริต พอเจอวิกฤตน้ำมันนี่ช็อกกันทั้งเกาะจริงๆ
เกาหลีใต้ก็ไม่ใช่พึ่งพาน้อยนะ เกาหลีใต้พึ่งพาน้ำมันและแก๊สจากตะวันออกกลางถึง 70% 70% ก็เยอะหนักเลย ฉะนั้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ 2 ประเทศนี้เปราะบางที่สุด ของเราว่าเหนื่อย เราก็เหนื่อยนะครับ เหนื่อยมากด้วย แต่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้นี่เขาบอกว่ามันเหนื่อยประเภทว่ารอด รอดหรือไม่รอดเลย ดีที่ว่าญี่ปุ่นมีสำรองที่เรียกว่าสำรองยุทธศาสตร์น้ำมันอยู่ สำหรับประมาณ 200 วัน แต่นี่ก็ต้องวิ่งกันขาขวิดเหมือนกัน ว่าจะหาน้ำมันแก๊สมาเพิ่มมาเติมยังไง
อินเดียกับจีนก็หนักครับ อินเดียกับจีนพึ่งพาน้ำมันและแก๊สจากตะวันออกกลางประมาณ 50% และจะนำเข้าแก๊ส LNG ในสัดส่วนที่สูงลิ่ว เมื่ออเมริกาไม่จำเป็นต้องสวมบทตำรวจโลกในช่องแคบโฮมุสเหมือนเดิมเนี่ย กลายเป็นว่าเอเชียก็เผชิญกับความเสี่ยงเพียงลำพังในสุญญากาศทางยุทธศาสตร์นี้ จีน อินเดียก็หนัก เกาหลี ญี่ปุ่นก็หนัก อาเซียนก็หนัก หนักด้วย แล้วมันอยู่ที่ว่าคุณมีภูมิต้านทานตัวเองแค่ไหนด้วยนะครับ ไอ้หนักเนี่ย ถ้าคุณยังดูแลตัวเองได้ในบางส่วนก็ยังประคับประคองไปได้ แต่ถ้าคุณอ่อนแออยู่แล้วด้วย เศรษฐกิจคุณแย่อยู่แล้วด้วย เหมือนไทยเราข้างในสุขภาพก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่แล้วเนี่ย มันยิ่งหนัก หนักซ้ำเติม พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกตอนนี้เจออยู่หลายประเทศ
ฉะนั้น ผลกระทบลูกโซ่ที่ตามมาเมื่อเอเชียกลายเป็นเหยื่อ เอ่อ ที่โดนหนักที่สุด วิกฤตก็ไม่ได้หยุดแค่ที่หัวจ่ายน้ำมันแล้วครับ ถ้าเราคิดว่าผลกระทบมีแค่ราคาน้ำมันแพง เราก็มองข้ามไอ้ระเบิดเวลาลูกอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ เอเชียอยู่กลางระหว่างไอ้ระเบิดเวลาหลายลูกครับ เราสนใจราคาที่ปั๊มเฉยๆเนี่ย เราไม่รู้หรอกว่าอะไรจะตามมา แล้วมาแน่ๆ แล้วมาเร็วด้วยไม่ช้า
วิกฤตแก๊สครับ LNG อื Liquefied natural gas คือแก๊สเหลว แก๊สธรรมชาติเหลว แก๊สธรรมชาติเหลวเกือบ 90% ครับที่ผ่านช่องแคบโฮมุสเนี่ย มุ่งมาเอเชียนะครับ คือเกือบทั้งหมดอ่ะ แก๊สทั้งหมดที่ผ่านช่องแคบโฮมุส มุ่งมาเอเชีย เพราะฉะนั้นประเทศอย่างบังคลาเทศและปากีสถาน ที่ต้องพึ่งพาเส้นทางนี้ถึง 2 ใน 3 ของการนำเข้าแก๊สทั้งหมด ถ้าเส้นทางนี้ถูกปิดกั้น ไฟฟ้าในหลายประเทศอาจจะดับวูบเลยนะครับ เห็นมั้ยครับ มันไม่ใช่แค่ราคาที่ปั๊ม ไฟอาจจะดับแล้วค่าไฟก็ขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้
มันคือผลโดมิโนที่มันมีผลเป็นลูกโซ่ตามมาอย่างชนิดที่มองข้ามไม่ได้ อ่ะ นอกจากไฟจะดับ ต้นทุนอาหารก็จะพุ่ง เรียกว่าข้าวยากหมากแพงกันคราวนี้ของจริง เพราะอะไร ทำไมอาหารแพง 1 ใน 3 ของการค้าปุ๋ยทางเรือของโลกผ่านจุดนี้เหมือนกัน ปุ๋ยนะ 1 ใน 3 นะครับ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ผ่านจุดนี้ฉะนั้นเมื่อปุ๋ยขาดแคลนและปุ๋ยแพง ต้นทุนเกษตรก็จะพุ่งขึ้น เกษตรกรชาวชาวไร่ชาวนาต้องควักกระเป๋าซื้อปุ๋ยแพงขึ้น และสุดท้ายจบลงที่ราคาอาหารบนโต๊ะของเราแพงขึ้นอย่างชนิดที่ปฏิเสธไม่ได้เลย
มันคืออัมพาตทางการเงินตามมา เห็นมั้ยครับ เรื่องไฟฟ้า อ่า เรื่องราคาน้ำมันหน้าปั๊ม นี่เป็นเรื่องย่อยไปเลยนะ ถ้าเราดูว่าผลอย่างอื่นที่ตามมา 1. ราคาปั๊มเคาะกระเป๋ามากขึ้น 2. ไฟอาจจะดับ ค่าไฟแพงขึ้น 3. ปุ๋ยจะทำให้ อาหารการกินเราแพงขึ้น 4. ทางจะเป็นอัมพาตทางการเงินดิจิทอลคืออะไร มันมีความเสี่ยงต่อสายเคเบิลใต้ทะเลในอ่าวเปอร์เซียครับ มีการพูดกันแล้วนะครับว่าสายเคเบิลใต้ทะเลในอ่าวเปอร์เซียเนี่ย มันโยงกับอินเทอร์เน็ตระดับโลกแล้ว เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ ถ้าสายเคเบิลเหล่านี้ถูกตัดขาด มันไม่ได้หมายถึงแค่อินเทอร์เน็ตช้าลงเท่านั้น แต่มันอาจจะนำไปสู่การแช่แข็งของการทำธุรกรรมทางการเงินและระบบธนาคารระหว่างเอเชียและยุโรปอย่างสมบูรณ์
นี่เห็นมั้ยครับ ไอ้ลูกโซ่ที่มันมาเนี่ย มันหนักขึ้นหนักขึ้นหนักขึ้นแล้ว ลองคิดดูว่าถ้าสมมุติว่าสู้กันไปสู้กันมาที่ตะวันออกกลาง เกิดไปตัดสายเคเบิลใต้ทะเลที่อ่าวเปอร์เซีย อินเทอร์เน็ตช้าลงหรือหายแวบ มันก็จะทำให้ธุรกรรมทางการเงิน ระบบธนาคารระหว่างเอเชียกับยุโรปนี่เดี้ยงเลยนะ โอ้ นี่คือสิ่งที่น่าตกใจมากกว่าเรื่องอาหาร เรื่องราคาน้ำมัน
แล้วยังมีเสียงสะท้อนจากเพื่อนบ้านอีกครับ เพราะว่าเมื่อความมั่งคั่งก็ช่วยไม่ได้ มีสตางค์ก็ช่วยไม่ได้นะครับ หันกลับมาเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรา อาเซียนนี่แหละ สถานการณ์ก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ บิสนบอกว่าในเพื่อนบ้านเราในอาเซียนก็หนักหมดเลยครับ ฟิลิปปินส์นี่ตกอยู่ในที่นั่งลำบากด้วยการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 98% นี่ก็หนักนะ 98% เลยนะ ฟิลิปปินส์ นำไปสู่การประท้วงหยุดงานของกลุ่มรถรับจ้างแล้วครับที่นั่น
เวียดนาม หัวใจของภาคการผลิตของเวียดนามสั่นคลอน เพราะราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว กระทบห่วงโซ่การส่งออกของเวียดนามอย่างรุนแรงหนักหน่วงเลย เวียดนามก็เจอศึกหนัก สิงคโปร์เองเนี่ย รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์บอกแม้จะเป็นประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวย รวยแล้วมีแก๊สสำรองนะ แต่เมื่อต้องพึ่งพาแก๊สนำเข้าในการผลิตไฟฟ้าถึง 95% นะ สิงคโปร์เค้าก็มีจุดอ่อนยอมรับเลย เขาบอกว่าไฟฟ้าของสิงคโปร์เนี่ย ต้องพึ่งพาแก๊สนำเข้าถึง 95% ฉะนั้นสิงคโปร์จึงไม่อาจจะหลีกเลี่ยงภาวะเงินเฟ้อได้ ของแพงแน่นอน แพงเยอะด้วย มีสตางค์ก็เถอะก็ลำบาก
และแม้จะมีเงินสำรองทางการคลังมาช่วยพยุงก็มีเงินสำรองการคลังของไทยเราก็มี แต่ว่าไอ้สำรองก็ควรจะเก็บไว้ ไม่ใช่เอามาใช้ แต่ตอนนี้อาจจะต้องควักเอามาใช้บ้าง ฉะนั้นสิงคโปร์เค้าก็ยอมรับว่าเค้ามีตังค์ แต่ว่าโหย เจอโควิดก็โดนไปทีแล้วนะ ก็ต้องควักไอ้เงินสำรองออกมาใช้ คราวนี้เจออีก เจอเรื่องสงคราม ฉะนั้นถึงแม้จะมีเงินสำรองการคลังมาพยุง แต่ก็ชั่วคราวครับ แค่ประคองเท่านั้นเอง แล้วก็เป็นเพียงการบรรเทาอาการระยะสั้น ยาแก้ปวดเท่านั้นเอง
ฉะนั้น มันจริงนะครับ พอฟังรัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์เล่าเป็นฉากๆ ฉากๆ อย่างนี้ คือแกมองในภาพเอเชียเลย แกไม่ได้มองเฉพาะสิงคโปร์หรืออาเซียนไม่กี่ประเทศ ฉะนั้นเมื่อเห็นภาพนี้ก็คือวิกฤตเอเชีย คือวิกฤตของโลกแล้วนะ นี่นี่คือการเผชิญหน้ากับวิกฤตในเวลาที่เลวร้ายที่สุดด้วย เพราะว่าในขณะที่เอเชียกำลังพยายามฟื้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยหลังโควิด ความขัดแย้งสงครามนี้กลับฉุดฉุดรั้งทุกอย่างไว้ ฉุดรั้งไว้ ฉุดรั้งไว้หมดเลยครับ
ข้อมูลจาก IMF ระบุว่า ปัจจุบันเอเชียคือเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อน 2 ใน 3 ของการเติบโตของ GDP โลก นะ เห็นมั้ย เราเนี่ย กลายเป็นความหวังของโลกนะ เอเชียเนี่ย อ้าว อยู่ดีๆ เอเชียกลับโดนไอ้สะเก็ดระเบิดจากสงครามนี่เดี้ยงไปเลย แล้วจะหวังพึ่งเอเชียได้ยังไง ถ้าเอเชียเดี้ยง โลกก็เดี้ยงด้วย ตามแนววินิจฉัยของ IMF และเอเชียเนี่ย ยังถือครองส่วนแบ่งถึง 40% ของการค้าโลกด้วยครับ มันแปลว่าอะไร แปลว่าถ้าเศรษฐกิจเอเชียเนี่ย ต้องหยุดชะงักลงเพราะวิกฤตพลังงาน ผลกระทบจะไม่ได้หยุดแค่ในทวีปเอเชียนะครับ แต่มันจะกลายเป็นวิกฤตการเติบโตเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ได้เลย
ฉะนั้น เอเชียสำคัญ เอเชียสำคัญ ปั๊บ เอเชียป่วยขึ้นมาแล้ว ก็คราวนี้แหละ เออ เรากำลังจะปวดหัว คำถามตอนนี้นาทีนี้สำหรับอนาคตอันใกล้นี้ คือวันที่หลักนิยมคาเตอร์ Carter doctrine ของอเมริกา สิ้นมนต์ขลัง คาร์เตอร์ตอนที่ท่านเป็นประธานาธิบดีเนี่ย ท่านต้องการให้ อเมริกาปกป้องโลก รักษาค่านิยมเสรีภาพ ประชาธิปไตย มนุษยธรรม ฉะนั้นท่านจะบอกว่าประเทศไหนเนี่ย โดนรังแก อเมริกาจะปกป้องดูแล ก็แบ่งค่ายกันใช่มั้ย ค่ายโลกเสรี ค่ายคอมมิวนิสต์ แต่อย่างน้อยสุดก็มีสปอนเซอร์ใหญ่ทั้ง 2 ฝั่ง แล้วก็ดูแลกฎกติกาไม่ให้มันเกินเลยออกมา แล้วป้องกันไม่เกิดสงคราม โดยมีการเซ็นข้อตกลงระหว่างยักษ์ใหญ่ที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองว่าเราจะไม่แพร่ขยายการพัฒนานิวเคลียร์ และจะลดลงด้วย
แต่นี่พอระเบียบโลกมันถูกเขย่าหนักอย่างนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการจะเป็นให้อเมริกาเป็นใหญ่อย่างเดียว ด้วยอาวุธนะ ด้วยกำลังทหารนะครับ มันถึงเกิดประเด็นเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง ฉะนั้นเมื่อคำว่า Carter doctrine เสื่อมมนต์ขลัง สหรัฐไม่จำเป็นต้องปกป้องเส้นทางพลังงานให้โลกอีกต่อไปเนี่ย เอเชียก็ต้องตั้งคำถามตัวเอง พร้อมแค่ไหนครับที่จะปฏิรูประบบความมั่นคงของพลังงานของเราเองในเอเชียกันเอง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการหาแหล่งน้ำมันใหม่แล้วนะครับ แต่มันคือความอยู่รอดทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ต้องรีบหาคำตอบก่อนที่คอขวดที่ชื่อฮอร์มุสจะรัดตัวเราจนหายใจไม่ออก
แล้วก็ยังมีคอขวดอีกจุดนึงที่ชื่อบาเอลมันเดฟ ที่อยู่ในทะเลแดง และคุมโดยกลุ่มฮูติ ซึ่งเป็นพันธมิตรกันกับอิหร่าน ถ้าปิดทั้ง 2 คอขวดนี้พร้อมกัน จุดการขนส่งน้ำมันแก๊สเอเชียยุโรปก็จะเดี้ยงซ้ำ และจะเดี้ยงมากขึ้นอีก ไม่อยากจินตนาการเลยครับว่าถึงจุดนั้นเราจะอยู่กันอย่างไร
แต่เอาเป็นว่า แนวทางวิเคราะห์ว่าทำไมเอเชียจึงกลายเป็นเหยื่อรายใหญ่ของสงครามครั้งนี้ในแง่เศรษฐกิจ และทำไมถ้าเอเชียป่วยหนัก ล้มระเนระนาด โลกทั้งโลกก็จะป่วยไปด้วย เพราะเรามีสัดส่วนของการค้า 40% ของโลกแล้วก็ยังเป็นแกนนำสำคัญที่ทำให้ GDP โลกยังอยู่ในระดับที่พอรับได้ เมื่อเอเชียตกอยู่ในฐานะเป็นเหยื่อรับกรรมหนักจากสงครามอิหร่าน โลกทั้งโลกก็พลอยรวนปั่นป่วนไปด้วยเช่นกัน ฉะนั้นต้องคอยดูต่อไปครับว่าอะไรจะเกิดขึ้น สงครามจะสงบไหม เจรจาจริงไหม หรือว่าจะมีการยกพลขึ้นบกอย่างที่เราติดตามข่าวอยู่ขณะนี้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม 3