Transcription
Into Podcast ครับ มาพบกับรายการ discut นะครับ วันนี้ก็เป็นอีก EP นึงที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะว่าทอปปิกในวันนี้เนี่ย เราจะมาคุยเรื่องความจริงของเราเนี่ยไม่เหมือนกัน วันนี้ผมก็มีแขกพิเศษนะครับ ก็คืออาจารย์ตรินนะครับผมครับ สวัสดีครับ สวัสดีครับ
โห ตื่นเต้นมาก ต้องบอกเลยว่าผมเฝ้ารอการพูดคุยกับอาจารย์มานาน ยินดีมากเลยครับ สักพักนึง อาจารย์เป็นไงบ้างครับอาจารย์
ช่วงนี้งานเยอะมากเลยครับ ก็เป็นงานให้ความรู้นี่แหละครับ ในในแง่มุมที่ต่างๆ ออกไป บางคนคิดว่าผมวิเคราะห์อาชญากรรมกับตัวอาชญากรได้อย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วผมสอนปรัชญาด้วย
อ้า อื เหมือนเหมือนเมื่อกี้เราคุยกันนอกรอบเนาะ อาจารย์บอกว่าอาจารย์แบบชอบคุยเรื่องปรัชญาเป็นพิเศษเลยใช่ไหมครับ
ผมชอบ ผมชอบวิชานี้มาก เพราะว่าคนที่เข้าใจก็จะเข้าใจเลยอย่างลึกซึ้ง คนที่ไม่เข้าใจก็จะไม่เข้าใจเลยครับ ว่าเราพูดเรื่องอะไรกัน เดี๋ยววันนี้ต้องลองถามผู้ชมเนาะ ว่าเข้าใจในสิ่งที่เราคุยกัน เพราะมันเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่บางครั้งก็พิสูจน์ได้ บางครั้งก็พิสูจน์ไม่ได้ ผ่านมุมมองที่ต่างกัน เดี๋ยวผมจะพยายามอธิบายให้ดีที่สุดครับ เท่าที่จะทำได้
อ่า คือความจริงเนี่ย ผมสนใจเรื่องนี้ ผมต้องเกริ่นก่อนนะอาจารย์ ว่าเนื่องจากแบบ แน่นอนว่าเรามี communication tools ที่แบบกว้างขึ้น มันทำให้เราค้นพบสับเซตของเนื้อหาหรือความจริงเนี่ยเยอะแยะเต็มไปหมด บางครั้งเนี่ย มันมีข้อสงสัยในตัวผมมากเลยว่า แบบ ผมเชื่อว่าบางครั้งสิ่งที่เราพูดอ่ะ มันเป็นความจริงของนาย A อ่านาย B ก็พูดความจริงของนาย B แต่ผมเป็นนาย C ที่นั่งฟังแล้วผมรู้สึกว่า ทำไมมัน Minds set คนนี้คิดแบบนั้น Minds set คนนี้คิดแบบนี้ แต่ว่าผมเชื่อว่าทั้งคู่อ่ะ สิ่งที่เขาพูดอ่ะจริง และก็มันเป็นเรื่องจริงในมุมมองของเขา จากที่ผมพูดเมื่อกี้ อาจารย์พออธิบายยังไงได้บ้างครับอาจารย์
อื เอาภาษาไทยมันมีแค่ความจริง ข้อเท็จจริง แต่ภาษาอังกฤษมันก็จะมีเรื่อง Fact กับ Truth นะครับ ซึ่ง Fact เนี่ย มันมีอยู่ด้วยตัวของมันเอง คือข้อเท็จจริงที่ไม่ว่าเราจะรับรู้หรือไม่ ข้อเท็จจริงก็จะอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าเป็น Truth เนี่ย ก็คือความจริง ต้องผ่านกระบวนการทำความเข้าใจ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมนุษย์มักจะมีอคติในทุกอย่างที่เรารับรู้และทำความเข้าใจ ดังนั้น Truth ในมุมมองของบางคน ก็อาจจะมีแง่มุมของศาสนา วัฒนธรรม ประสบการณ์ของเขาเข้ามาเกี่ยวข้องเข้ามาแตะ ทำให้ความจริงของเขาไม่ใช่ความจริงเชิงธรรมชาติแล้ว แล้วมันถูกหรือผิดมั้ย เราไปตัดสินอะไรแบบนั้นได้มั้ย เป้าประสงค์ของการพูดคุยอ่ะครับ มันอยู่ที่ว่าเรา discus หรือถกเถียงกันเรื่องความจริงไปทำไม ถ้าพูดเรื่องความจริงเนี่ย ก็ต้องพูดเรื่องปรัชญาของการมีอยู่ของความจริง ซึ่งวิชาปรัชญาเนี่ย เรื่องแค่ความจริงเนี่ยนะ เป็นสิ่งที่อ่า เราใช้ศึกษาสิ่งต่อไปได้ เนื่องจากว่าหากไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือความจริง แล้วเราจะศึกษาไปทำไม
อื คือตัวความจริงเนี่ย ความจริงที่มีอยู่มีอยู่จริงหรือไม่ เราเรียกว่าวิชาภาวะวิทยา การมีอยู่ของความจริง หรือ Ontology นะครับ ซึ่ง Ontology เนี่ย พอมีอยู่ของความจริงปุ๊บ วิธีการเข้าถึงความจริง หรือความจริงอยู่แบบเนี้ย เราเข้าไปเข้าใจมันน่ะ อันนี้เราเรียกว่า Epistemology หรือญาณวิทยา วิธีการไหนที่เราจะทำความเข้าใจกับความจริงก้อนนี้ เช่น เก้าอี้ เก้าอี้มีอยู่จริงมั้ย อือฮะ เก้าอี้มีอยู่จริงในธรรมชาติ แต่เก้าอี้ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาตินะ เก้าอี้เป็นสิ่งที่ Human made มนุษย์สร้างขึ้นมาตั้งไว้ เก้าอี้ แล้วเรารู้ได้ไงว่านี่คือเก้าอี้ครับ Epistemology ต้องอธิบายว่าเรารู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่คุณนั่งอยู่คือเก้าอี้ เราต้องพิสูจน์ไง ซึ่งวิธีการพิสูจน์นั้นน่ะ เราเรียกว่าวิธีการวิจัย หรือ Methodology ดังนั้นกระบวนการวิจัย คือวิธีการค้นหาความจริง อธิบายความจริงด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ มันถึงจะจำแนกได้ครับ
เรื่องนี้ สมมุติว่าแบบเรามีความคิดกับความจริงไม่เหมือนกันเนี่ย สมมุติว่าคนนี้คิดแบบนึง อีกคนนึงคิดอีกแบบนึง แล้วอย่างงี้แบบ มันทำให้การอยู่ร่วมกันของเราอ่ะ มันยากมั้ยอาจารย์ มันจะมีค่ากลางมั้ย หรือว่าแบบความจริงที่เป็นค่าที่เราแบบ เอ้ย เหลาให้มันแบบกลางๆ เพราะตอนนี้ผมรู้สึกว่ามันถูกแบ่งออกเป็นมินิสับเซตเยอะมากๆเลยอ่ะ ไอ้ๆไอ้เรื่องของทรูธของแต่ละคนอะไรเงี้ย
อาจารย์ สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ มักมีอคติเสมอ สมมุติว่าผมตั้งขวดน้ำไว้กลางห้องครับ ผมให้คุณวาดรูปออกมา คุณนั่งตรงนี้ คุณก็วาดออกมาแบบนึง คุณนั่งตรงนี้ คุณวาดมามันก็จะเป็นอีกแบบนึง ทั้งๆที่มันคือขวดน้ำเหมือนกัน ดังนั้น ความจริงของแต่ละคนอยู่ที่มุมมองของเขา มุมมองที่มองต่อสิ่งนั้น ถ้าคนที่ไม่ชอบขวดน้ำ ก็อาจจะไม่อยากมอง หรือมองได้ไม่ชัด หรือบางคนที่มีประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับ เคยโดนขวดฟาดหัวแตกอะไรเงี้ย ก็จะรู้สึก มองแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ขวดน้ำธรรมดา สำหรับแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน ดังนั้น ความจริงค่ากลางของความจริง ก็คือข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับรู้ของมนุษย์ อย่างเช่น โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ แม้ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้ มันก็หมุนรอบดวงอาทิตย์ นั่นคือข้อเท็จจริง นั่นคือแฟก แต่การที่มนุษย์มารู้ทีหลังเนี่ย แล้วพยายามย้อนกลับไปทำความเข้าใจ การที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์เนี่ย มันมักจะติดอยู่ในกรอบของข้อจำกัดและอคติเสมอ เพราะมนุษย์กลัวการไม่รู้ เวลาเราไม่รู้อะไร เราจะกลัว อย่างเช่น กลัวผี กลัวความมืด ก็เพราะเราไม่เห็น เราเลยกลัว มนุษย์เลยพยายามจะอธิบายความจริงอยู่ตลอดเวลาครับ ว่าอะไรเป็นอะไร ทั้งๆที่บางทีขีดความสามารถของมนุษย์ อาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ได้
อื ลึกซึ้งเนี่ย อาจารย์ ตอนนี้ผมกำลังคิดตามสิ่งที่อาจารย์พูดอยู่ ความจริงมันแตกออกเป็นได้แบบหลายมิติมากๆเลย ตอนนี้ผมกำลังคิดอยู่ว่า แล้วไอ้ทฤษฎีสมคบคิดอ่ะ มันเข้าข่ายสิ่งที่อาจารย์พูดป่ะ อย่างเช่นแบบโลกกลม โลกแบน อะไรอย่างเงี้ย มันก็เป็นอย่างที่อาจารย์พูดมั้ย
ความจริงแต่ละยุคสมัย เราเรียกว่ากระบวนทัศน์ครับ กระบวนทัศน์ ภาษาอังกฤษก็คือ Paradigm ซึ่งกระบวนทัศน์ คือความคิดที่คนยุคนั้นเข้าใจร่วมกันว่ามันคืออะไร เช่น ตอนยุคมืดที่ศาสนจักรมีอำนาจมากเนี่ย เขาก็จะเชื่อว่าโลกแบน เรือที่ออกไปในทะเล เพื่อไปค้นหาความจริงว่าโลกมันแบนจริงมั้ย ศาสนจักรก็เชื่อ เชื่อว่าเมื่อเรือแล่นไปจนสุดขอบโลกแล้ว เรือจะตก ลงมา เพราะโลกเราแบน ก็เชื่ออยู่แบบนั้นเป็น 100 ปี แล้วพอใครมีความคิดที่ต่างไปจากเรื่องเนี้ย ก็จะโดนประหาร เพราะว่ามันไปขัดต่อความเชื่อของศาสนจักร แต่พอมีการศึกษามีการสำรวจแล้วเนี่ย โลกเรามันไม่ได้แบน โลกเรากลม ดังนั้นมันก็เป็นการเปลี่ยนผ่านของกระบวนทัศน์ หรือ Paradigm Shift ทำให้ข้อเท็จจริงในยุคต่อๆมา ถูกเปลี่ยนจากแบนเป็นกลม สุดท้ายแล้วการรับรู้ว่าโลกกลม กลายเป็นข้อเท็จจริงปัจจุบัน
แต่ดอกจันท์ ยังมีกลุ่มคนที่เชื่อว่าโลกแบนอยู่ใช่
เพราะว่าผมก็ดูแบบที่ผมโคคิดบ้างก็ยังมี แบบคนที่ยังเชื่ออยู่ว่าโลกอ่ะแบน แล้วก็แบบพยายามแบบว่าหาข้อเท็จจริงที่ในมุมของเขามาใช่อืดีเบทเรียกว่าดีเบทแล้วกัน แต่ว่าวิธีการสืบหาความจริงโดยมีวิธีการพิสูจน์ อือ ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ การส่งดาวเทียมออกไป การดูว่าโลกมันกลมจริงมั้ย ทุกคนในโลกรับรู้แล้วว่าโลกมันกลม พอโลกกลมเสร็จปุ๊บ คนที่ไม่เห็นด้วยตาตัวเอง หรือบางทีถ้าเขาอยากจะบอกตัวเองว่าโลกมันแบน เขาก็จะบอกว่ารูปทั้งหมดนั้น AI สร้าง กล้องดาวเทียมทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นจริง นีล อาร์มสตรองไม่เคยไปเหยียบดวงจันทร์ เขาจะคิดอะไรก็ได้ครับ มันเป็น perception ของปัจเจกบุคคลนั้น แต่ความจริงเนี่ย ต้องผ่านการพิสูจน์ มีวิธีการพิสูจน์ให้ได้ว่านั่นคือข้อเท็จจริง มันจึงเป็นที่ยอมรับว่านั่นคือความจริง
อื ผมคิดว่าคำว่า Fact เนี่ย มันเป็นสิ่งที่มันเป็นหนึ่งเดียว แต่คำว่า Truth เนี่ย ผมอยากจะถามว่า ข้อเท็จจริงในตัวของเราเนี่ย มันสามารถพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงได้เปล่าอาจารย์
ได้ อ่า Truth ยกตัวอย่างง่ายๆเลย มีผู้ชายเอาไปแทงผู้หญิง อ่า อันนี้คือ Fact ครับ เกิดขึ้นจริง ส่วน Truth คือ ผู้หญิงคนนี้พยายามจะฆ่าลูกของผู้ชายคนนี้ ผู้ชายเลยป้องกันตน หรือป้องกันลูกตัวเอง อันนี้คือการตีความเชิง การหาหลักฐานพยาน แล้วก็ในเชิงกฎหมาย อยู่ที่ว่าเราใช้เลนส์ไหนในการใส่แล้วมอง อธิบายความจริง ซึ่งความจริงมันมีอยู่ มันเกิดขึ้นจริง คนแทงกัน 2 คนเกิดขึ้นจริง แต่การรับรู้เรารับรู้แบบไหน อือ อือ
ผม ผมอธิบายอย่างงี้ได้มั้ยอาจารย์ ผม อันนี้ผมถามอาจารย์แล้วกัน เราสามารถทูนเครื่องของ Truth เนี่ย ให้มันใกล้เคียงกับความจริง หรือเป็นข้อเท็จจริงได้ดีเท่าไหร่ เรายิ่งเป็นคนที่เห็นความจริงได้ชัดขึ้นเท่านั้น ผมพูดประมาณนี้ได้มั้ย
เราเห็นความจริงได้ชัดไปเพื่ออะไรครับ เพื่อ fulfill ความต้องการของตัวเอง หรือเพื่ออยู่ในสังคมอย่างสงบสุข อ่า บางครั้งเราไม่อยากจะรู้อะไรชัดๆ เพราะเราอยากอยู่อย่างสงบก็มี อันนี้ก็เป็นวิธีการหลบหลีก อ่า ในด้านของความรู้สึกที่มีต่อความจริง เช่น แฟนเรารักเราจริงๆ แฟนเรามีกิ๊กครับ แต่เราทำเป็นไม่เห็น ไม่อยากรู้ แต่ความจริงคือเขาไปกับคนอื่นแล้ว มีคนเห็น เราก็พยายามจะคิดว่า ไม่ใช่หรอก คนนั้นน่ะ เห็นแค่ภาพที่เป็นแฟกใช่ไหม เขาอาจจะเป็นเพื่อนกันก็ได้ มันอยู่กับการตีความของผู้ที่เห็นข้อเหล่านั้น ต้องทำวิจัยครับ ถึงจะรู้ว่าแฟนเรามีกิ๊กจริงมั้ย ทำวิจัยก็คือต้องไม่ดู เออ ต้องดู ต้องเก็บข้อมูล แล้วก็ต้องมีการใช้เครื่องประเมินด้วยนะ คือคุณอยากรู้ความจริงระดับไหน ระดับคนทั่วไปที่อยาก fulfill ความรู้สึกตัวเอง หรือ อ่า ระดับนักวิชาการ ระดับนักวิจัย มันต่างกัน เอออ
เหมือนคล้ายๆ อาจารย์กำลังจะสื่อสารในเชิงว่า ถ้าเรามีทราฟฟิกอะไร บางครั้งเราอาจจะสร้างกำแพงบางอย่าง เพื่อมองความจริงอีกแบบนึง เพื่อให้เรารู้สึกสบายใจอะไรงี้ป่ะ
ถูกต้อง อันนี้มักเจอในเหยื่อครับ Victimology เหยื่อที่ทนอยู่กับความสัมพันธ์ที่ Toxic ทำไมเขาถึงทนอยู่นั่นแหละ ก็เขามีความคาดหวังว่าแฟนเขาจะเปลี่ยนเป็นคนที่ดีขึ้น แฟนเขาจะพัฒนาตัวเอง หรือว่าสงสารจังเลย ฉันอยากจะมาช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตเขา แต่ประเด็นคือคุณไม่ใช่หมอไง คุณจะเปลี่ยนแปลงสันดานคนได้ยังไงอ่ะ คือความจริงที่มนุษย์เรามักจะสร้างข้ออ้างในการอยู่ตรงนั้น อยู่ตรงไหน มันก็อยู่ที่ความรู้สึกอ่ะครับ สมมุติว่าคนที่ เป็นเหยื่อโดนสามีหรือโดนภรรยาซ้อมทุกวันเลย ทนแล้วก็บอกว่าทนเพื่อลูก แต่ไม่เคยตั้งคำถาม ไม่เคยถามลูกเลยนะว่าลูกอยากให้แม่โดนซ้อมมั้ย มันคือการเข้าข้างตัวเอง ความจริงก็คือคุณโดนซ้อมทุกวัน คนอื่นเขาก็จะเห็นในมุมมองคนอื่นไง แต่ตัวคนที่โดนซ้อมจะบอกว่า ตอนเขาดีๆ เธอไม่เห็นนี่ คนดี มันจะไม่มีตอนไม่ดีครับ อือ แต่การจะบอกว่าคนนั้นเป็นคนดี นี่คือผ่านปากและมุมมองของคุณ แต่ถ้าให้คนอื่น 100 คนมาพูดว่าคนนี้ดีมั้ย ก็น่าจะพูดว่าไม่ดี
อัน อันนี้ผมมีคำถาม สมมุติว่ามีนาย A กับนาย B แล้วกัน เจอสถานการณ์เดียวกัน ผมยกตัวอย่างเลยแล้วกัน เพื่อนที่ถูกบูลลี่เยอะๆ เขาเป็นคนอ่อนแอ แล้ววันนึงเขาต้องทำแย่ๆ เพื่อให้เข้าสังคมนั้นได้ แต่ในทางกลับกัน อีกคนนึงที่อยู่ในสังคมเดียวกัน แต่เขากลับกลายเป็นว่า เขา มองความจริงอีกแบบว่า การเข้าสังคมมันมีอีกวิธีนึง หรือว่าเขาเป็นคนดี เขาก็พิสูจน์ได้ว่าอยู่ในสังคมแย่ เขาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนแบบนั้น เพื่อไปเข้าสังคมแบบนั้นเงี้ย อาจารย์อธิบาย 2 คนนี้ยังไงครับ
ผมว่า A กับ B เนี่ย จุดเป้าประสงค์นะครับ คือการต้องการ belong in หรือต้องการอยู่ในสังคมอย่างปกติสุข หรือเข้ากับคนอื่นได้ มีความสัมพันธ์ที่ปกติ แต่ปมของ A และ B ก็ไม่เหมือนกัน ปมคือตัวตนที่เขาถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งคนที่โดนบูลลี่มาตลอดเนี่ย เขาก็จะรับรู้ว่าการบูลลี่เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสังคม ถ้าเราไม่บูลลี่คนนี้ เราจะโดนคนอื่นบูลลี่แทน สมมุติถ้าแก๊งเรามันกำลังแกล้งคนนี้อยู่ เราต้องไปร่วมแกล้งด้วย ไม่งั้นเราจะเข้ากับแก๊งนี้ไม่ได้ ส่วนใหญ่ วัยรุ่นที่มันมีความเปราะบางทางด้านความรู้สึก หรือการพยายามค้นหาตัวตนอยู่ เขาก็จะอยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม การคล้อยตามพวกมากลากไปก็ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในวิธีการขัดเกลาทางสังคมที่มีมาตลอดครับ สำหรับมนุษย์ ดังนั้นมันอยู่ที่ตัวบุคคลว่า สมมุติเขามีเป้าประสงค์ตรงกัน ว่าเขาอยากเป็นคนในสังคมที่มีเพื่อน แต่ วิถีทางในการเข้าถึงเป้าหมายนั้น เขาทำด้วยวิธีใด ง่ายที่สุดคือการประสบความสำเร็จ ทุกคนอยากประสบความสำเร็จ แต่มันจะมีคนที่ทำตามวิถีคันลองของวัฒนธรรม กฎหมาย ก็จะตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน เก็บเงินเพื่อไปให้ประสบความสำเร็จ แต่บางคนครับ เขา มองว่าวิธีแบบเนี้ย มันไม่ค่อยแฟร์ มันเป็นระบบทุนนิยม เขาไปเปิดเว็บพนันดีกว่า พอเปิดเว็บพนันก็ได้เงินมาก โดยวิถีไม่จำเป็นต้องตรงตามแบบที่สังคมวางไว้ ซึ่งเป้าประสงค์คือประสบความสำเร็จเหมือนกัน คำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร คือการมีเงินมาก อยากได้อะไรเราได้หรือไม่ หรือประสบความสำเร็จของเขา หมายถึงการที่คนยอมรับ เราก็ต้องมาตีความเป้าหมายเขาอีกว่า ประสบความสำเร็จคืออะไร ฉะนั้นมันก็อาจจะย้อนกลับไปที่สิ่งที่อาจารย์พูดเมื่อกี้ ก็คือ ในเรื่องของความจริงของแต่ละคนเนี่ยไม่เหมือนกัน แสดงว่าไอ้เรื่องสภาพสังคมที่อาจารย์อธิบายเมื่อกี้ เราอาจจะต้องไปลองเช็คกับเขาอีกที เหมือนที่อาจารย์ถามผมอ่ะ ว่าอยากรู้ความจริงไปทำไม ถูกมั้ย แสดงว่าการที่เราจะเหมือนกับปรับ Truth ของแต่ละคน ก็อยู่ที่เป้าหมายของเขาอะไรอย่างเงี้ยเหรอ อาจารย์
เราต้องการอะไรจากการทำแบบนี้ครับ ข้อเท็จจริงอ่ะ อย่างเช่นเราพูดถึงข่าว ข้อเท็จจริงในข่าวเนี่ย จุดประสงค์ของการเผยแพร่มันออกไปคืออะไร คือการเตือนภัย คือการให้ข้อมูล หรืออะไร ถ้าคือการเตือนภัย ให้ข้อมูล คุณก็ต้องเล่าว่าข้อเท็จจริงมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งการเล่าเรื่องข้อเท็จจริง บางทีก็อาจจะไม่ใช่ออนโทโลจี ตัวความจริงก็ได้ แต่มันถูกเล่าผ่านภาษา ซึ่งภาษาบอกเล่าโดยมนุษย์ ซึ่งมนุษย์มีอคติอยู่แล้ว อย่างเช่นคำว่าชนะกับเกือบแพ้ มันเหมือนกันมั้ย ผมชนะคุณน่ะไม่เหมือนเลย คุณก็จะบอกว่าคุณก็แค่เกือบแพ้ เอออือ ชนะกับเกือบแพ้มันมันเหมือนกันมั้ยอ่ะ สำหรับผมไม่ ทำไมครับ ผมผมอยู่ที่ attitude ของคน ที่พูดด้วย แล้วสถานการณ์บอลเตะบอลกัน อื 1-0 สมมุติว่าไทยได้ 1 แต้ม ญี่ปุ่นได้ 0 แต้ม ไทยชนะหัวข่าวว่าไทยชนะเป็นแชมป์ ญี่ปุ่นบอกว่าญี่ปุ่นได้ที่ 2 ไทยเกือบแพ้ ข้อเท็จจริงคืออันเดียวกัน อ่า คือ 1-0 แต่เห็นมั้ยว่ามุมมองและความรู้สึกผ่านภาษามันต่างกัน เอออือ
เหมือนที่อาจารย์บอกเนาะ มันมีเหมือน Attitude หรือทัศนคติที่มันถูกใส่เข้าไปในในภาษาใช่ครับ
เออ ภาษาคือเครื่องมือ อือ ในการบันทึกและถ่ายทอดข้อมูล อือ ซึ่งภาษามันดิ้นได้ ภาษาที่ตรงไปตรงมา จึงเรียกว่าภาษาทางวิชาการ ซึ่งจะเอาแค่ความจริงมาเรียงเขียนให้เฉยๆ โดยไม่ใส่ความเห็น หรืออคติ หรือแม้กระทั่งการเลือกใช้คำ ก็ต้องพิจารณาอย่างดีว่าคำเนี้ย มันเป็นกลางมั้ย
นาว่าแบบนี้ สิ่งที่เขาคิด หรือสิ่งที่เขากับความจริงที่เขาเห็นบนหน้าข่าว หน้าสื่อ หน้าโซเชียล แล้วเขาคิดว่าแบบ เออมันมันมันจริงมั้ย เออมันจะมันจะแก้ไขยังไง บอกว่าฉันซัฟเฟอร์กับแบบ ความจริงมันแบบเยอะแยะไปหมดเลย แล้วฉันจะเชื่ออะไรดี แล้วฉันแบบ โอ้โห ฉันไม่รู้ว่าฉันจะทำตัวไงดี อันไหนมันคือความจริง ฉันสับสนเหลือเกิน
ถ้าการอยากรู้ความจริงเพื่อแค่ต้องการรู้ข้อมูลข้อเท็จจริง คุณก็ต้องหาข้อมูลจากหลายแหล่งครับ สมมุติเวลาเราอ่านข่าวเนี่ย มันจะมีสำนักข่าว สมมุติว่า 20 สำนักเขียนข่าวเดียวกัน ด้วยภาษาที่ต่างกัน บางข่าวก็ใช้ภาษาที่มันบูลลี่ อ่า อย่างเช่น พูดถึง LGBT สาว 2 หญิงข้ามเพศ กระเทย อย่างเงี้ยฮะ มีหลายคำ แต่สรุปแล้วก็คือคน ที่อาจจะมีเพศสภาวะไม่ตรงกับสภาวะจิตใจ 1 คน เกิดเหตุอะไรขึ้นก็แล้วแต่รอบๆตัวเขา คุณเอาข่าวทั้งหมดลองมาอ่าน แล้วลองจัดเรียงดูว่า พอมันกรองดูแล้วเนี่ย Core concept ตัวหลักที่เป็นข้อมูลหลักมันน่ะ คืออะไรบ้าง สรุปแล้วในเนื้อข่าวนะครับ เขียนหลายๆ หน้ากระดาษ ก็คือใครทำอะไรกับใคร ที่ไหน แล้วเกิดอะไร แค่นั้นเอง อจริงๆ เราต้องการรู้แค่นั้น ที่เหลือคืออรรถรส
พูดถึงอรรถรส ผม ผมเชื่อว่าเวลาเรามีอะไรมาไฟท์กัน หรือว่าข่าวอะไรที่มันมีอยู่ 2 ฝั่ง แน่นอนว่ามันก็จะมีคนที่เทคไซด์ไปอีกฝั่งนึง แล้วก็อีกฝั่งนึง อาจารย์มองว่ามันเป็นเรื่องปกติใช่มั้ยครับ
ปกติมากครับ ในสังคมมนุษย์ชอบการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนอื่น เผือกนั่นเอง เราชอบไปเผือกไปสาระแนเรื่องคนอื่น จริงๆมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรานะ การดูข่าวแล้วอินน่ะ คือการเสพข่าวเนี่ย จุดประสงค์ของการเสพข่าวแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน บางคนโอ๊ย ชอบสนุกจังเลย ข่าวอาชญากรรมดูได้ คนมันฆ่ากันมันตายจริงๆอ่ะ รู้สึกอิน ชอบ หรือข่าวคุณลุงคนหนึ่งที่กลายเป็นเซเลบ เพราะว่าการอวยบูชาของชาวเน็ตอย่างเงี้ยครับ ถ้าเราเสพข่าวด้วยสมอง เราก็จะได้ข้อมูลมาปรับใช้ในชีวิต แต่ถ้าเราเสพข่าวด้วยอารมณ์ เราก็จะได้อารมณ์ เปิดทีวี นั่งดูช่องเดียวกัน 5 คนนั่งดูทีวีพร้อมกัน ได้ไม่เท่ากัน อยู่ที่วุฒิภาวะ ประสบการณ์ ทัศนคติของคนๆนั้น ซึ่งมันต่างกันอยู่แล้ว
แล้วแล้วเราสามารถพัฒนาหรือ improve สิ่งที่อาจารย์พูดว่า เป็นทัศนคติ ความเชื่ออะไรอย่างเงี้ย ให้มันเป็นทิศทางที่ให้มันไม่ได้ Toxic กับคนรอบๆข้างเราจริงๆ
เรื่องมัน sensitive มากเลย เพราะว่ามันไม่ใช่การเกิดขึ้น หรือเป็นความเข้าใจของตัวบุคคล ซึ่งมันมีอยู่ แบบ ปั้ง ระเบิดเป็นตัวคนขึ้นมาเลย มีความเชื่อแบบนี้ มันเกิดจากการสะสมครับ อย่างเช่น มุมมองของศาสนา อย่างศาสนาอิสลามอย่างเงี้ย เขาไม่กินหมู ศาสนาอื่นกินหมู เขาก็จะมาถกเถียงกันว่า ทำไมยุคปัจจุบัน 2025 คุณถึงยังไม่กินหมูอยู่ คุณจะมาอ้างเรื่องความสกปรกก็ไม่ได้แล้ว ปัจจุบันนี้มันมีวิธีการพิสูจน์ว่าอะไรสะอาดหรือสกปรก Hygiene or not อ่า เขาก็ยังจะสามารถถกกับคุณได้อยู่ว่า เพราะอะไรมันถึงไม่ดีในการบริโภคเนื้อหมู คุณต้องเอาคนที่มีความคิดที่มันถูกประกอบตัวตนมาด้วยตั้งแต่เกิด อ่ะ ถูกหล่อหลอมมาแบบนั้นน่ะ สมมุติ 30 ปี กับอีกคนนึงถูกหล่อหลอมตรงข้ามเลย 30 ปี แล้ว 2 คนเนี้ย ก็คือมีความเชื่อที่ต่างกัน ที่มีต่อเนื้อสัตว์ชนิดหนึ่ง เราคนนอกมองไปก็คือ 2 คนเถียงกันด้วยเรื่องเนื้อสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่ผมมองมันไม่มีอะไรเลย นอกจากคนนึงมีความเชื่อว่ากินแล้วดี อีกคนนึงมีความเชื่อว่ากินแล้วไม่ดี ความบาปก็ต้องตีความครับ บาปไม่บาป นรกมีจริงมั้ย ก็ย้อนกลับเข้าไปในเรื่องความจริงของการมีอยู่ของนรกอย่างเงี้ย
เออ มันลึกซึ้งอ่ะ ใช่ อ่ะเรามาเถียงอันเรื่องเนี้ย มันง่ายมาก เพราะว่ามันยังเป็นสิ่งที่ดีเบตได้ทั่วโลกเนาะ ว่าผมดูคลิปเมื่อวานมี LGBT คนนึง เขาเป็นอิสลาม เป็นมุสลิม แล้วก็มีผู้หญิง ที่เป็นมุสลิมที่โพกผ้า บอกว่าการเป็น LGBT กับการเป็นมุสลิม คุณต้องเลือก ผู้ชายก็บอกว่า ทำไมผมต้องเลือก ในเมื่อครอบครัวผมเป็นครอบครัวมุสลิม แต่ว่าผมเป็นแบบนี้ แล้วครอบครัวก็รับได้ ทำไมผมต้องเลือกระหว่างการเป็นมุสลิมและเป็น LGBT ผู้หญิงคนนี้ ก็เลยบอกว่ามันเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ไม่ยอมรับใน อ่า คัมภีร์ ความเชื่อของเขา เขาไม่ได้เขียนคัมภีร์ด้วยซ้ำอ่ะ คัมภีร์ หรือแม้กระทั่งศาสนาพุทธเองนะครับ ที่สมมุติมีพระไตรปิฎกใช่มั้ย การตีความก็ไม่เหมือนกันอีก หลายสำนักมองความจริง หรือสติอะไรอย่างเงี้ยไม่เหมือนกัน อือ
แต่อันที่จริงแล้ว เราไม่สามารถไปค้นหาคนเขียนพระไตรปิฎกขึ้นมา คนนี้เป็นคนรวบรวมจริงมั้ย มันยังคงเป็นปริศนาอยู่ มันมีความเชื่อเนี่ย มันเข้ามาเกี่ยวข้องในทัศนคติ และความคิดของมนุษย์เราตลอดตลอดเวลา อย่างรอย เขาเรียกว่าอะไรครับ พระพุทธบาทพระพุทธบาทขนาด 2 เมตรอย่างเงี้ย พระพุทธเจ้าต้องตัวขนาดไหน นอกจากรอยเท้าเนี่ย ที่มันมีอยู่อ่ะ มันควรจะต้องมีอะไรที่เชิงโบราณคดีพิสูจน์ได้ เช่น กระดูก คุณมีโครงกระดูกขนาดเท่านั้นมั้ย ทำไมมีแต่รอยเท้า นี่ผมพูดในแง่วิทยาศาสตร์นะ ไม่เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ เพราะถ้าเป็นความเชื่อ เรามาแตะเรื่องศาสนาปุ๊บ ทัวร์ก็จะมาลงอีก อ่า การที่ทัวร์ลง คือเขามีความเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และมันก็ไม่ตรงกับสิ่งที่เราพูด ไม่ตรงใจเขา ทัวร์ก็จะมาลง ฉะนั้นการทำความเข้าใจทัวร์เป็นเรื่องที่ผมทำอยู่ตลอดเวลา เพราะเรารับรู้ความจริงไม่เหมือนกัน
ความจริงสิที่เราพูดอ่ะ มัน apply กับที่บ้านง่ายๆเลยเนาะ ปัจจุบันน่ะ มีข่าวว่าคนเราติดเชื้อโรคกันอย่างที่อาจารย์เคยเสพนะว่าติด HIV มากขึ้น เพราะด้วยด้วยสังคมเอ่ะ แต่ perception ของคุณแม่คือรัก งวสงวนตัว เออ ทำแบบนี้ เธอเป็นคนไม่ดีนะ เธออะไรอย่างงี้นะ เพราะว่าเมื่อก่อนก็จะมี mind set เรื่องเต้นกินรำกินอ่ะ ใช่ ทุกวันนี้เต้นกินรำกินได้พันล้านอย่างเงี้ย เออ คนที่พูดก็ยังกินแกบอยู่เลยฮะ เออ
ก็อย่างที่บอกครับ ยุคสมัยด้วย และการถูกหล่อหลอม คำว่าหล่อหลอมเนี่ย เป็นตัวหลักสำคัญนะ ที่เราพูดกัน เพราะกว่าที่เราจะเชื่อ หรือตั้งคำถามกับอะไรเนี่ย มันอยู่ที่ว่าเราถูกหล่อหลอมมายังไงอ่ะ บางคนถูกหล่อหลอม ถูกเลี้ยงดูมาไม่ให้ตั้งคำถามกับอะไรเลย ก็คุณเลี้ยงดูมาให้ถูกเชื่อแบบนั้นน่ะ อย่างเช่น โลกแบน คุณก็ไม่เคยตั้งคำถามเรื่องโลกแบน คุณก็ตื่นมากินข้าวทำงาน โดยที่ไม่เห็นจะต้องไปหาคำตอบเลยว่าทำไมโลกถึงแบน เพราะฉันก็อยู่แค่พื้นที่เล็กๆ ในโลกนี้ ไม่ได้อะไรกับตัวฉัน ฉันก็ไม่เห็นต้องรู้เลย แต่ นักธรณี หรือนักวิทยาศาสตร์ อาจจะอยากรู้มาก จนยอมตายก็ได้ เพื่อที่จะได้ความจริง ดังนั้นความจริงของแต่ละเรื่อง สำหรับแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ผมอ่ะ มีความตั้งใจว่าผมอ่ะ คิดว่าแบบ เราอาจจะไปทูนนี่คนที่เขาแบบมีประสบการณ์เยอะๆ อาจจะยากกว่าทูนนี่คนที่เขาแบบเพิ่งกำลังศึกษา หรือกำลังเติบโตในยุคนี้แหละ ผมผมก็ก็เลยอยากจะสอบถามอาจารย์ว่าแบบ เออ ถ้าสมมุติว่าแบบ จะดีกว่ามั้ย อันนี้อันนี้ผมผมลองแชร์อาจารย์ ถ้าดีกว่ามั้ย ถ้าสมมุติว่าคนในรุ่นปัจจุบัน เนื่องจากเขา มีความรู้เยอะขึ้น ผมอยากให้แก๊ปตรงนี้มันน้อยลง อันนี้ผมถามมุมมองอาจารย์ อาจารย์แบบคิดเห็นยังไงดีกับเรื่องที่ผมได้พูดไปเมื่อกี้
มันก็จริงอย่างคำว่านะ ครับ ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก เพราะว่าอย่างที่บอก การที่ตัวคนๆนึงถูกปั้นขึ้นมา เป็นตัวเราเนี่ย เขาถูกปั้นด้วยระยะเวลาที่นานมาแล้ว มันแข็งไปหมดละ ดังนั้นทัศนคติ บางทีไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่ Generation ก็คือทั้งสังคมช่วงวัยใกล้เคียงเขาอ่ะ มันเป็นเหมือนๆ เขา คนมันก็จะถูกผลิตมาคล้ายๆ กันในกระบวนทัศน์เดียวกัน แต่ในขณะที่บางคนเป็นผู้ใหญ่ที่ GenX Baby Boomer แต่เป็นคนที่ Open มากๆเลย เปิดรับทุกอย่าง และชอบคุยกับวัยรุ่น คนประเภทนี้ก็จะเปิดรับสิ่งใหม่ได้มากขึ้น มากกว่าคนที่แบบหัวโบราณ หรือเราเรียกว่า Conservative นั่นเอง อนุรักษ์นิยม แต่ส่วนใหญ่อายุใกล้กัน จะมีแนวความคิดคล้ายกัน เพราะเขาเกิดใน รับรู้โลกเหมือนกัน สื่อเหมือนกัน เวลาเหมือนกัน ปรากฏการณ์ในโลกนี้เกิดขึ้นเหมือนกัน เขาก็จะมีความคิดคล้ายกัน ในขณะที่เจนใหม่ มีแหล่งข้อมูลในการหาเยอะ มีหลายในการหาแบบ ไม่ว่าจะเป็นถาม ถาม Chat GPT ถาม อ่า Science Direct วิจัยอะไรทั้งหลายแหละ เขาอ่านหนังสือได้เป็นล้านเล่ม อ่ะครับ ฉะนั้นการที่มีพื้นที่ในการหาข้อมูลมากกว่าแต่ก่อน ก็ทำให้เด็กสมัยนี้ได้คิดและได้ตัดสินใจมากขึ้นว่า ฉันจะเชื่ออะไรดีมั้ย เพราะมันไม่ได้มีทีวีช่องเดียวเหมือนแต่ก่อน มันมีหลายอย่างให้เอ๊ะ ทีวีช่องนี้พูดถูกป่ะเนี่ย บางทีเขาไปหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อมาดูว่าเขา ทีวีช่องนี้พูดผิดก็ได้
เรื่องอาจารย์มองว่าของคนสมัยใหม่อ่ะ มันจะวิวัฒนาการ หรือว่ามันจะเปลี่ยนแปลงในทิศทางไหน หรือว่าเราจะได้เจอแบบ personality แบบใหม่ อะไรอย่างงี้ป่า อาจารย์
อจริงๆ พวก personality ที่ป่วย แปลกๆ มีอยู่แล้ว อืมนุษย์เราแค่เพิ่งรู้จักการเจ็บป่วย อย่างเช่นโรคซึมเศร้า มันเป็น Ontology หรือความจริงที่มีอยู่แล้ว แต่มนุษย์เราเพิ่งเข้าใจครับ หรือโรคอุบัติใหม่ก็มี โรคอุบัติใหม่ก็อาจจะเกิดจากการที่ DNA ของมนุษย์มีการข้ามสายพันธุ์ หรือปรากฏการณ์ต่างๆของโรค ไม่ว่าจะภัยพิบัติ โรคติดต่อ ทำให้มันเกิดการวิวัฒนาการ ทำให้เกิดโรคอุบัติใหม่ เราก็พยายามหาคำตอบให้ทุกอย่าง มนุษย์อยากรู้ทุกอย่างแล้ว
เราจะพัฒนาพัฒนาของเราไงดีครับอาจารย์
อยู่ที่ว่าปัจจุบันนี้เรามีปัญหากับการรับรู้ความจริงของเรามั้ย ถ้าเรารู้สึกว่าพูดอะไรไปมันก็ไม่เหมือนคนอื่นเลยอ่ะ ความคิดของคนอื่นมันมันเหมือนกัน แต่ของเราไม่เหมือนคนอื่น คำถามคือ คุณเดือดร้อนกับสิ่งนี้ สิ่งเนี้ย ทำให้คุณใช้ชีวิตยากไหม ถ้ายาก ก็อาจจะเป็นเรื่องของกระบวนการคิดครับ ก็อาจจะต้องไปทำพฤติกรรมบำบัด หรือเราเรียกว่า CBT Cognitive Behavioral Therapy ทำให้คุณสามารถ blend in หรืออยู่กับคนในสังคมได้อย่างปกติ
ความความจริงผมว่าคนประเภทเก็คงรู้สึกแย่นะอาจารย์ เพราะว่าเขาก็ต้องอยู่ในความซัฟเฟอร์ที่บางครั้ง มันอาจจะซัฟเฟอร์จากตัวเขาเอง อันนี้เขา มีคำถามว่าเขาซัฟเฟอร์เพราะเขาไม่เหมือนคนอื่น แต่มันจะมีคนที่ภูมิใจที่ไม่เหมือนคนอื่นด้วยครับ ทำไมฉันต้องเหมือนคนอื่น เป็นคนขวางโลก อบุคลิกภาพแบบนี้ ก็อาจจะเกี่ยวเนื่องกับ Antisocial Personality Disorder หรือบุคลิกภาพต่อต้านสังคม เราต้องดูก่อนว่าคนๆนั้นน่ะเป็นอะไร
อือ อยากให้อาจารย์แบบ encourage หรือว่าให้ความรู้เกี่ยวกับคนเว่าเฮ้ยความจริงน่ะ อย่างที่ผมมา discutัหรือคุยกับอาจารย์ ความจริงอ่ะ ผมไม่ได้อยากให้มี Truth แค่หนึ่งเดียวหรอก ความจริงกับ Truth อ่ะ มันมีหลายแบบ แล้วก็ผมก็อยากจะให้อาจารย์ลองแนะนำ หรือว่าลองบอกกับคนที่ซัฟเฟอร์ว่า เฮ้ย ทำไมฉันไม่เหมือนคนอื่น ฉันเป็นแบบนี้ ฉันเป็นแบบนั้น การที่เรามีความเป็นปัจเจก หรือการที่เรามีความเป็นมี Truth เนี่ย ในแบบเนี้ย มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่คอขาบตาย เป็นเรื่องที่แย่ อะไรเงี้ยอาจารย์
ผมว่าการที่สังคม หรือกลุ่มบุคคลนะครับ มีความเชื่อเหมือนๆ กันว่าอะไรเป็นอะไร แต่บางทีการที่คนหมู่มากเลือกเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง อาจจะไม่จริงก็ได้ เราเรียกว่า Mass Hysteria หรือว่าอุปทานหมู่ อย่างเช่น ผมตั้งคำถามเงี้ย ใน 100 คน คุณว่าตัวโปเกม่อนปิกาจูเนี่ย ปลายหางมันสีดำหรือสีเหลือง ผมถามสีดำครับ อ่า สีดำใช่มั้ยครับ อ่า เดี๋ยวถามช่างภาพนิดนึง ปิกาจูหางดำหรือหางเหลืองครับ หางเหลืองครับ อ่า หางดำครับ หางดำ เห็นมั้ยครับ ว่า 2 คนถือเป็น 2 ใน 3 อ่ะ บอกว่าดำ อันนี้บอกว่าหางเหลือง ลองเปิด Google ดูครับ นี่หางเหลือง เห็นมั้ย ตัวปิกาจูหางสีเหลืองครับ ซึ่งเนี่ย เวลาคนในห้องส่วนใหญ่ตอบว่าสีดำ มันก็จะเรียกว่าความจริงมั้ยล่ะ ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ตอบอ่ะ ไม่มีปิกาจูตัวไหนเลยครับ ที่หางสีดำ แต่ส่วนใหญ่คนจะตอบว่าหางดำ เพราะว่าปลายหูมันดำ อ๋อ ใช่ ความจริง ซึ่งเราเปลี่ยนความจริง อออื
แล้วการที่เราตอบเหมือนคนหมู่มาก สร้างความมั่นใจว่านั่นคือข้อเท็จจริงให้คุณด้วย จริงๆมันไม่จริง แต่คุณมั่นใจมากๆ เลยเกิด ปีมั่นวันกล้า เออออ แล้วก็โหวตมา เออ ทฤษฎีความคุ้นเคย อย่างที่อาจารย์บอกอ่ะ วัฒนธรรม ค่านิยมอะไรบางๆ อ่ะ มันก็เอามากับ Truth ในใจของเราเสมอหรอ
เรื่องเรื่องเนี้ย มันค่อนข้างซับซ้อน เพราะว่ากระบวนการของสมองเรา มีการเปลี่ยนโอนเปลี่ยนถ่ายข้อมูลเฝ้าตลอดเวลาครับ บางครั้งเราก็เอาความฝันเข้ามาปนกับความจริงเช่นกัน อย่างเช่น เดจาวู เดจาวู ก็คือเวลาคุณไปสถานที่ไหนแล้วคุณว่า เฮ้ย เคยมาที่นี่แล้วนี่หว่า เคยเจอคนนี้แล้วนี่น่ะ เคยได้ยินเพื่อนพูดประโยคเนี้ย นั่นคือคุณเคยฝันถึงมันแล้ว มันก็มีข้อมูลอยู่ในสมองของคุณ แล้วพอมันไปบังเอิญประทับเกิดขึ้นในวันถัดไป คุณก็จะ อ้อ เดจาวู จริงๆมันคือความฝัน หนึ่งในความฝันของคุณเท่านั้นเอง ซึ่งคืนๆนึงอ่ะ มนุษย์เราฝันประมาณ 3-5 เรื่องต่อคืน นอน 100 วันก็ 500 เรื่อง ดังนั้น 500 เรื่องนั้น มันจะไปบังเอิญแมตช์กับวันรุ่งขึ้น ก็ไม่เห็นแปลก
อื เอ้ แต่แต่ผมมีความเชื่อเรื่องความฝันอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อก่อนผมอาจจะคิดว่าความฝันมันคือร่างบอกเหตุใช่ แต่ปัจจุบันผมคิดว่าความฝันมันคือ Reference จากสิ่งที่เราเคยเจอมาในอดีต มันแค่เป็นภาพที่เราอาจจะไม่ recognize แล้ววันนึงมันอยู่ในฝัน เฮ้ย ฉันไม่เคยเห็นภาพนี้ แต่ความจริงผมเชื่อว่าเรา recognize this before
ถูกต้องครับ ถูกต้องถูกต้อง อันนี้ผมเชื่อ สมองเราไม่สามารถ generate หน้าคนขึ้นมาใหม่ได้ ดังนั้นเวลาคุณเจอเนื้อคู่ในฝัน มันคือคนที่คุณเคยเห็นแล้ว ไม่ว่าจะผ่านทางหนังสือ ทีวี เดินสวนกัน สมองมันแคปไว้ แล้วเก็บไว้ บางครั้งก็เอามาเปิดเผยในความฝัน ทำให้คุณแบบ เฮ้ย เฮ้ย ใครอ่ะ เนื้อคู่อะไรอย่างเงี้ย แต่จะบอกว่าสมองเราไม่สามารถ generate สร้างภาพหน้าคนขึ้นมาได้ อือ
อุ้ย เหมือนเช่นเดียวกับเลยอาจารย์ เพราะว่าผมก็มีความเชื่ออีกแบบนึง ผมเรียกว่าความเชื่อแล้วกัน ผมไม่รู้ว่าเป็นความจริงมาก ผมเรียกว่าความเชื่อไว้ก่อน ผมเชื่อว่าพวกเราอ่ะ เคยเห็น เอเลี่ยนแล้วไม่ไม่งั้นก็ไม่สามารถวาดรูป เอเลี่ยนที่มีลักษณะแบบนั้นได้ อันนี้อันนี้คือความเชื่อของผม แต่ตัวผมเองเนี่ย ไม่เคยเห็นเอเลี่ยน แต่เห็นเอเลี่ยนตามอย่างที่สื่อเผยแพร่มา ไม่ว่าจะเป็นคลิปในหนัง ในภาพวาด และไอ้เอเลี่ยนมันดูคล้ายๆกันหมด เพราะอาจจะมีโมเดลแรกที่คล้ายแบบนั้น ทำให้เป็นแรงบันดาลใจในการคิดว่าตัวเองน่าจะเห็นสิ่งที่คล้ายวัตถุนี้ แล้วมาผลิตซ้ำ
ผมอธิบายในแง่ของวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่แฟกใช่
เออ คือแฟกเนี่ย ต้องเช็คได้ ต้องพิสูจน์ได้ เช่น มีร่างเอเลี่ยนอยู่แล้ว ต้องถูกพิสูจน์ด้วยว่า นั่นไม่ใช่คือ AI หรือว่าไม่ได้พิสูจน์ด้วยว่านั่นคือการตัดต่อสัตว์ต่าง หรือทำภาพขึ้นมาครับ ของปลอมของหลอกมันเยอะมากในโลกแห่งอินเทอร์เน็ตอ่ะเนาะ อือ ถ้าผมไม่เห็นด้วยตาตัวเอง ไม่มี การพิสูจน์อย่างเป็นเชิงประจักษ์ แบบขั้นตอนวิธีการ เปิดเผยสู่สาธารณะ ผมก็ไม่เชื่อ
ไม่ไม่ทราบว่าอาจารย์ชอบดูหนังมั้ยครับ หรือว่าอาจารย์ได้ติดถ้ามีเวลาดูครับ
อาจารย์เคยดูเรื่องแบบ Loki อะไรเงี้ยครับ
ยัง ยังไม่ดูใช่ครับ โลกิ แยกพักแยกออกมายังไม่ได้ดูใช่ใช่
คือคือผมมองว่าแบบ ปัจจุบันมันเป็นแบบเส้นแบบนี้แล้วอ่ะ เหมือนไทม์ไลน์ของการที่เรามี AI อ่ะ มันทำให้แฟกบางอย่างมันถูกแบบ บิดเบือน บิดเบือน แล้วมันกลายเป็นว่าของเราอ่ะ มันจะยิ่งแบบแตกเป็นรากอะไรอย่างงี้ไปอีกอ่ะ ผมมากลัวใจว่าเด็กสมัยใหม่จะเชื่อ AI มากเลย เพราะทุกอย่างที่เป็นคอนเทนต์ในโลกโซเชียลตอนนี้เนี่ย มันเป็น AI ซะเยอะ อย่างเช่นตอนนี้เราเห็นอะไรนะ สัตว์ประหลาดเยอะแยะมากมายเลยที่ถูก AI สร้างขึ้นมา เจอในน้ำดูสิ แล้วทำเป็นแบบเหมือนพาราโนล่า มีสิ่งแปลกปลอมโผล่ขึ้นมาจากน้ำอะไรอย่างเงี้ย ซึ่งเด็ก รุ่นใหม่ถ้าเขาเกิดมาแล้วเขารู้จัก AI เลยเนี่ย เขาอาจจะไม่รู้ด้วยว่าอาจจะไม่มีสิ่งนี้อยู่จริงบนโลกอย่างเงี้ยครับ มันเป็นเหมือนดาบ 2 คมอยู่นะ
อื จริงอาจารย์ แล้วคือแบบ อันนี้ผมไปแตะเรื่องที่แดงๆ นี่ก็คือมันเป็น Pop Panda อย่างนึงด้วยนะ อาจารย์ บางครั้งอ่ะ ในความรู้สึกผมอ่ะ ด้วย Prop Panda ก็คือเหมือนอุปทานนั่นแหละ Mass Hysteria หรือการ Hypnosis หรือการสะกดจิตอย่างหนึ่ง การที่คุณพูดเรื่องอะไรซ้ำๆ อย่างเช่นเหมือนเทคนิค NLP หรือ Manifest ฉันจะต้องรวย ฉันจะต้องรวย ฉันจะต้องรวย พูดแบบนั้น แต่ไม่ทำอะไรเลย คุณก็ไม่รวย แต่ถ้าคุณบอกว่า ฉันจะต้องถูกรางวัลที่ 1 ถูกรางวัลที่ 1 ถูกรางวัลที่ 1 แล้วคุณซื้อหวยทุกงวด อันนี้อันนี้คุณได้เกิดแอคชั่นขึ้นแล้วไง หรือบางคน ฉันจะต้องรวย ฉันต้องรวย ขยันทำมาหากินมาก ขายของ เปิดร้าน ตึ๊ดๆ เขา ก็จะรวย Manifest ก็คือการบอกตัวเองให้เกิดภาพจำ ให้เกิดการเซ็ตสมองไว้ ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นแน่ๆ ทำให้คุณมีแรงบันดาลใจ มีพลังในการทำสิ่งนั้น แล้วพลังเหล่านั้นจะหมดมั้ยอาจารย์
อยู่ที่เราครับ ผมว่า Energy หรือความรู้สึกของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด มันจะสิ้นสุดต่อเมื่อมีสาเหตุ อย่างเช่น โดนทำให้เสียใจทุกวัน จนไม่รู้สึกอะไรเลย สุดท้ายก็จะ Move on ไปใช้ทฤษฎีอื่นที่เหมาะกับตัวเองใช้
อื เค อาจารย์ ผมว่าวันนี้เราก็ได้อะไรจากอาจารย์เยอะแยะเนาะ เต็มไปหมดเลย อยากจะฝากอีกครั้งนึงอาจารย์ว่าแบบ คนที่กำลังซัฟเฟอร์เกี่ยวกับเรื่องของข้อมูล ความจริงต่างๆ ตัวเองไม่เข้ากับสังคมเลย ฉันรู้สึกว่ามีปัญหา หาทางไม่ออกเลย ไม่รู้จะพึ่งใครดี คุยกับเพื่อนไม่เข้าใจ คุยกับแม่ก็ได้อินเทอร์เน็ตก็ไม่มีคำบรรยายว่าฉันคืออะไร อือฮึ ถ้ามีคนกำลังซัฟเฟอร์แบบนี้อยู่ อาจารย์อาจารย์อยากแนะนำอะไร
ผมว่าการตั้งคำถามสะท้อนกลับไปกลับมาให้ตัวเอง เป็นเรื่องสำคัญ ว่าทุกวันนี้เราพิสูจน์ตัวเองไปเพื่ออะไร คุณไม่เหมือนสังคม คุณไม่เหมือนคนทั่วไป แล้วมันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ผมว่าไม่เห็นเป็นอะไรเลย ผมว่ามนุษย์มีความเฉพาะตัวอยู่ ไม่มีใครเหมือนกันเลยครับ คำว่ากระแสสังคมเนี่ย มันหมายความว่าสังคมส่วนใหญ่มักไปในทางนั้น แต่ถ้าเราไม่เหมือนกระแสสังคม แต่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อน คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนสังคมนะ คุณควรจะแก้ไขตัวเองต่อเมื่อคุณเป็นภัย หรือเป็นตัวอันตรายสำหรับคนอื่น แต่ถ้าคุณไม่ได้อันตรายเลย คุณแค่ไม่เหมือนใคร ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนคนอื่นครับ ผมคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีเสน่ห์ มีความเป็นตัวตนในแบบของตัวเองที่ดีอยู่แล้ว แต่ต้องขีดเส้นใต้ว่าต้องไม่ทำให้ใครเจ็บปวดเดือดร้อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว คำว่าทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดเดือดร้อน มักจะถูกระบุอยู่ในกฎหมายอยู่แล้ว หรือบางอย่างไม่เจ็บปวดเดือดร้อนในด้านทางกาย ถ้าทำให้คนอื่นเจ็บปวดเดือดร้อนทางใจ นั่นคือผิดศีลธรรม อื คุณถามตัวเองว่า อันนี้ผิดกฎหมายมั้ย ผิดศีลธรรมมั้ย ถ้าไม่ทำเลย การมีคุณค่าในตัวเองอ่ะ พิสูจน์ให้ตัวเองรู้ก็พอ คุณไม่ต้องพิสูจน์ให้ใครเห็นเลย เราู้ตัวเราดีที่สุดว่าเราดีไม่ดี เราเก่งไม่เก่ง เรามีคุณค่าให้โลกนี้จดจำหรือยัง บางทีการไปช่วยแมวตกน้ำ หรือว่าการพาคนชราข้ามถนน เนี่ย มีคุณค่าแล้วนะ ในการมีอยู่ของตัวคน สำหรับผม ผมมักจะมองคนในแง่ของความเป็นมนุษย์ที่มีศีลธรรม มากกว่ามนุษย์ที่เก่ง มีเงินมากและรวย มีอิทธิพล ผมไม่มองว่าอันนี้เป็นคุณค่า เพราะถ้าเอาทรัพย์สมบัติของคนเนี้ย ยกทั้งหมดเลย ให้คนนี้ คนนี้ก็กลายเป็นคนที่มีอิทธิพล ง่ายๆเลย แค่การมอบให้ถูกมั้ยครับ แต่การมีคุณค่าในด้านของตัวตน จิตใจดี มีน้ำใจ น่ารัก รับฟังคนอื่น เป็นสิ่งที่หายาก และต้องใช้เวลาในการสร้างขึ้นมา ดังนั้น อย่ากลัวที่จะไม่เหมือนคนอื่น ไม่ต้องพยายามปรับความคิดอะไรให้มันเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ เพราะบางครั้งคนส่วนใหญ่เวลาเขาคิดเหมือนกัน มันผิด ซึ่งคุณก็พิสูจน์แล้วเมื่อกี้
โอเค วันนี้ก็ขอบคุณอาจารย์มากนะครับ ขอบคุณครับ โอ้โห หวังว่าเทปนี้จะให้แง่คิดและก็ความรู้กับคนที่มารับชมเรานะครับ สำหรับเทปหน้า ถ้ามีทอปปิกอะไรไว้ติดตามกับปิ่นโต Podcast นะครับ สำหรับวันนี้ก็ลาไปก่อนนะครับ สวัสดีครับอาจารย์ สวัสดีมาครับ