Transcription
ในวันที่ 5 มิถุนายนนะคะ หรือว่าวันศุกร์ที่ผ่านมา คุณรู้จัก Blood ไหมคะ? ก็คือ เลือดมันอาบไปทุกที่เลย นั่นคือ definition ของหุ้น tech ในวันนั้นนะคะ ตลาด NASDAQ เนี่ย ที่เป็นดัชนีรวมหุ้นอเมริกานะคะ 100 ตัว ปรับตัวลดลงมาเกือบ 5% ค่ะ ภายในวันเดียวนะคะ ซึ่งมันเป็นตัวเลขปรับตัวลดลงเนี่ย ที่สูงเกือบที่จะแทบเป็นในรอบปีเลยทีเดียว และอ่า มีตัวเลขอื่นๆ ตามมา ณ วันนั้นนะคะ Bitcoin ค่ะ หลุด 60,000 นะคะ ดอลลาร์ เป็นที่เรียบร้อย และดัชนี VIX Index ที่เป็นตัวบอกชี้วัดนะคะ ความกลัวของตลาดเนี่ย พุ่งขึ้นค่ะ อยู่ที่ 39% ภายในวันเดียวเลยนะคะ
แต่นี่คือสิ่งที่น่าตกใจที่สุดค่ะ เพราะว่าข่าวเศรษฐกิจในวันนั้นน่ะ มันออกมาดีมากๆ นะคะ ดีมากๆ เลย แต่ข้อมูลที่ออกมาจากตลาดแรงงานนะคะ แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์เกือบเท่าตัว แล้วทำไมตลาดถึงพังล่ะ? ที่สำคัญไปกว่านั้นนะคะ คุณควรทำอะไรตอนนี้? คลิปนี้นะคะ ดูให้จบ กิจะมาเล่าให้ฟังค่ะ
ค่ะ บุ้งกิ๋นะคะ กิทำงานในวงการเงินเนี่ย มากกว่า 16 ปีค่ะ แล้วก็ทำงานในวงการ Private Bank ที่สิงคโปร์ ดูแลนักลงทุนรายใหญ่นะคะ มากว่า 10 ปี และสิ่งที่กิ๋เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเนี่ย นั่นก็คือรายย่อยค่ะ คือมักจะตื่นตระหนกนะคะ ในเวลาที่แบบ ในเวลาที่ผิด แล้วก็มักที่จะนิ่งเฉยนะคะ หรือประมาทในเวลาที่เราควรจะระวัง แล้ววันนี้้นะคะ กิไม่ได้จะมาบอกให้คุณกลัวค่ะ แต่กิจะมาบอกให้คุณเข้าใจนะคะ เพราะว่าถ้าคุณเข้าใจเนี่ย คุณจะไม่แคทติ้ง หรือตัดสินใจผิดพลาดนะคะ ในช่วงเวลาที่มันสำคัญมากๆ กับพอร์ตของคุณจริงๆ ค่ะ
และทีนี้้นะคะ มาว่าถึงตัวเลขนั้นกันก่อน มันก็คือตัวเลขการจ้างงานนะคะ ของสหรัฐ โดยมันออกมาอยู่ที่ 172,000 ตำแหน่งค่ะ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์นะคะ อยู่ที่ 80,000 ตำแหน่ง ก็คือเรียกได้ว่าสูงขึ้นเกือบเท่าตัวเลย ซึ่งตัวเลขเนี้ย มันฟังดูดีใช่มั้ยคะ แต่คุณรู้มั้ยคะว่าตลาดหุ้นเนี่ย แทบจะดิ่งลงทันทีเลยค่ะ ที่ตัวเลขนี้ออกมา คือคนก็คิดนะคะ อ้า ตัวเลขออกมาดี แสดงว่าคนอเมริกามีงานเยอะขึ้น เศรษฐกิจแข็งแกร่ง แต่ต้องบอกว่านี่เป็นสิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจเกี่ยวกับตลาดหุ้นค่ะ ว่าตลาดหุ้นนะคะ มันไม่ได้ตอบสนองต่อความเป็นจริงค่ะ สิ่งที่ตลาดหุ้นตอบสนองนะคะ มันจะตอบสนองต่อความหวัง ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาเนี่ยนะคะ ที่ตลาด Rally มาตลอดเนี่ย ตลาดเดิมพันอยู่ค่ะ ว่าบนเบสอสมมุติฐานว่า Fed เนี่ยน่าจะลดดอกเบี้ย เพราะว่าถ้าเกิดเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อลดนะคะ Fed ก็มีเหตุผลที่จะลดดอกเบี้ย ซึ่งลดดอกเบี้ยเป็นยังไง? ลดดอกเบี้ยดีค่ะ มันเหมือนเป็นออกซิเจนให้กับตลาดหุ้นเลย ว่าตลาดหุ้นก็จะขึ้นนะคะ ดีต่อตลาดหุ้นด้วย
แต่พอตัวเลขการจ้างงานนะคะ ออกมาแข็งแกร่งขนาดนี้เนี่ย ความหวังเหล่านั้นมันพังทลายลงเลยค่ะ ดังนั้นนะคะ Fed ไม่มีเหตุผลที่จะต้องลดดอกเบี้ยแล้วนะคะ แล้วก็ตลาด Bond ค่ะ พุ่งขึ้นนะคะ ทั้งในตัว 2 ปี 10 ปี และ 30 ปีนะคะ พุ่งขึ้นแทบจะทันที แล้วถามว่าตัวเลข Bond Yield นี้มันคืออะไร ทำไมมันถึงสำคัญกับตลาดจังนะคะ จริงๆ กิ๋มีทำคลิปไว้ด้วย ถ้าใครอยากจะเข้าใจนะคะ ในคลิปก่อนหน้านี้แล้ว กิรู้ค่ะว่าหลายคน ณ ที่เนี้ย ไม่ค่อยสนใจตลาดพันธบัตร เพราะว่ามันไม่ตื่นเต้นเหมือนตลาดหุ้นใช่มั้ยคะ แต่คุณรู้มั้ยคะว่านักลงทุนใน Wall Street รู้ดีค่ะ ว่าตลาดพันธบัตรมันสำคัญแค่ไหน? ไซส์ของตลาดพันธบัตรนะคะ ใหญ่กว่าตลาดหุ้น ต้องบอกว่าถ้าเราวัดกันจากไซส์ของทั่วโลกนะ และคุณรู้มั้ยคะว่าตัวตลาดพันธบัตรเนี่ย มันเป็นตัวกำหนดทิศทางของทุกอย่าง ซึ่งเมื่อ Bond Yield สูงขึ้นนะคะ ต้นทุนทางการเงินทั่วโลกสูงขึ้นค่ะ ทั้งเงินกู้ บัตรเครดิต เงินกู้ธุรกิจ เงินกู้บ้าน และแน่นอนว่ามันคือต้นทุนของการคำนวณมูลค่าหุ้นนะคะ ดังนั้น ถ้าต้นทุนเพิ่มเนี่ย มูลค่าหุ้นต่างๆ อ่ะ มันจะลดลงทันที โดยเฉพาะหุ้น
ซึ่งอยากให้คุณลองนึกภาพง่ายๆ นะคะ สมมุติว่าวันเนี้ย คุณถือพันธบัตรที่มันราคา 4% อยู่อ่ะ ถือพันธบัตรรัฐบาล แล้ววันนึงเนี่ย เมื่อเอ่อ ดอกเบี้ยขึ้นนะคะ ดอกเบี้ยอาจจะขึ้นไปเป็น 4.5 5 หรือ 5% นะคะ ราคาพันธบัตรเดิมเนี่ย จะขายไม่ออกแล้ว เพราะคนจะไปซื้อราคา เอ่อ พันธบัตรตัวใหม่ถูกมั้ยคะ นั่นก็คือการที่ราคาพันธบัตรเก่าๆ เนี่ย มันต้องลดเพราะ Yield พุ่งนะคะ และหลังจาก Yield พุ่งก็คือต้นทุนทางการเงินทั่วโลกมันสูงขึ้นแหละ และนี่นะคะ คือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน ค่ะ
และทีนี้นะคะ ต้องบอกว่าตัวเลขการจ้างงานเนี่ย มันไม่ใช่แค่ปัจจัยเดียวค่ะ มันมีอะไรที่ใหญ่กว่านั้นนะคะ ที่กำลังจะเกิดขึ้นค่ะ Ray Dalio นะคะ ผู้ก่อตั้ง Bridgewater กองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกนะคะ เค้าได้ออกมาพูดเตือนค่ะว่า ตอนนี้นะคะ ตัว Bubble Indicator เนี่ย เข้าจุดที่มันใกล้เคียงนะคะ กับสถานการณ์ในปี 1929 แล้วก็ปี 2000 และเขาพูดประโยคนึงค่ะ ที่อยากให้คุณนะคะจำไว้เลย คือเขาบอกว่าฟองสบู่เนี่ย มันไม่ได้แตก มันจะไม่แตกเพราะว่าเหล่าบริษัทหุ้น Tech เนี่ยล้มเหลว แต่มันจะแตกเพราะปัญหาของ Liquidity นั่นก็คือการที่สภาพคล่องมันไม่เพียงพอนะคะ เรียกง่ายๆ ว่าเมื่อ Well paper well ก็คือหุ้นที่เราถืออยู่ที่ยังไม่ใช่เงินสดเนี่ย มันต้องเปลี่ยนสภาพกลายเป็นเงินสดนะคะ เพื่อแปลงมาซื้ออะไรบางอย่าง ทุกอย่างก็กำลังจะเปลี่ยนค่ะ
และตอน Wall Street กำลังเจอกับเหตุการณ์นั้นนะคะ เพราะว่าหุ้น IPO ของ SpaceX ก็กำลังจะเข้ามาในเร็วๆ นี้ โดยที่สำหรับหุ้น SpaceX เอง เนี่ย มีมูลค่าอยู่ประมาณ 1.75 75 Trillion นะคะ แล้วก็จำนวนเงินวงเงินที่ระดมทุนเนี่ย จะอยู่ที่ 75,000 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ แล้วต้องบอกว่าคำถามที่ยังไม่มีใครถามเนี่ย มันก็คือไอ้เงิน 75,000 ล้านเนี่ย มันจะมาจากไหนคะ? มันไม่ได้ร่วงลงมาจากฟ้าค่ะ แน่นอนว่ามันต้องมีการขายบางอย่างเพื่อที่จะไปซื้อบางอย่างใช่มั้ยคะ ซึ่งถ้าคุณมีหุ้นอยู่แล้ว หรือว่านักลงทุนสถาบันที่กำลังต้องเตรียมเงินสำหรับหุ้น IPO เนี่ย สิ่งที่เขาจะขายคืออะไร? แน่นอนค่ะว่าเขาจะไม่ขายหุ้น Walmart ไม่ขายหุ้น Johnson and Johnson เพื่อมาถือหุ้น Tech มั้งคะ สิ่งที่เขาจะขายก็คือหุ้น Tech ค่ะ เปรียบได้กับว่าหุ้นที่มันวิ่งมาไกลแล้ว มันเหนื่อยแล้วนะคะ อาจจะเอาไปเข้าตัวที่มันยังไม่ได้เริ่มวิ่งเลย อาจจะมีแรงเยอะกว่า นี่คือสิ่งที่บอกเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นค่ะ ซึ่งนั่นก็คือแรงกดดันเชิงโครงสร้างเลยแหละ ที่ทำให้คนคนส่วนใหญ่นะคะ ทั้งนักลงทุนรายใหญ่ รายย่อย สถาบันทั้งหลายเนี่ย จะขายหุ้นที่ตัวเองถืออยู่นะคะ เพื่อมารอเตรียมซื้อหุ้นใหม่
และทีนี้ค่ะ สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นนะคะ หุ้น Broadcom ที่มีงบออกมานะคะ ดีกว่าที่คาดการณ์ที่ตลาดคาดการณ์เยอะมาก Revenue นะคะ เพิ่มขึ้น 48% จากปีก่อน Revenue เพิ่มขึ้น 2 เท่า กำไรต่อหุ้นนะคะ เกินคาดเลยค่ะ ในวันนั้นเองค่ะ วันที่ประกาศผลประกอบการเนี่ย หุ้น BRCOM ปรับตัวลดลง 12% นะคะ และในวันศุกร์ก็ยังลงต่ออีกประมาณ 8% นี่คือสิ่งที่นักลงทุนสถาบันพูดอยู่เสมอค่ะ ว่าอะไรว่า Buy on rumors Sale on fact ซึ่งเวลาถ้าเกิดว่าข่าวดี ข่าวที่คาดการณ์ คาดหวังเนี่ย ออกมาเมื่อไหร่ให้ขายค่ะ แล้วเมื่อคนส่วนใหญ่เนี่ย Sale on fact มันจะบอกได้ว่าตลาดอ่ะค่ะ กำลังเข้าสู่ช่วง Cycle หรือว่าปลายวัฏจักรแล้วค่ะ ตลาดอ่ะไม่ได้ลงเพราะ Broadcom แย่นะคะ แต่ตลาดลงเพราะว่า Wall Street เนี่ยกำลังเก็บกำไรค่ะ เพื่อจะรอซื้อหุ้น IPO นะคะ ในขณะที่รายย่อยเนี่ย ก็ยังกำถุงเงินอยู่อย่างนั้นไม่ปล่อย
และตอนนี้้นะคะ ก็ยังมีความเสี่ยงอีกอย่างนึงด้วยที่ตลาดกำลังกังวลนะคะ เพราะว่าสงครามเนี่ย ยังไม่จบ ยังไม่จบดีใช่มั้ยคะ การเจรจายังไม่จบ ซึ่ง Goldman Sachs เนี่ยออกมาค่ะ บอกว่าราคาน้ำมันเนี่ย อาจจะมีการปรับตัวสูงขึ้นถึง 150 ดอลลาร์ ซึ่งเหตุการณ์นั้นน่ะ มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นหรอก แต่ถ้าเหตุการณ์น้ำมันเนี่ยยังอยู่ด้วยนะ คะมันยิ่งเป็นตัวเร่งเลยอ่ะค่ะว่าเงินเฟ้อเนี่ย ลงยาก และ Fed เนี่ยอาจจะไม่ใช่แค่ไม่ลดดอกเบี้ยนะคะ อาจจะขึ้นดอกเบี้ยด้วย และสิ่งนั้นมันเป็นสิ่งที่ตลาดอ่ะกลัวที่สุดค่ะ
ซึ่งหลังจากฟังมาทั้งหมดนี้นะคะ กิอยากจับใจความให้คุณได้ฟังกันสักครู่ว่า คนส่วนใหญ่เนี่ย มักจะขายตอนที่แบบแพนิค ตอนที่ตลาดเป็นเหตุการณ์แบบนี้นะคะ และจะซื้อเมื่อโลภนะคะ แต่นักลงทุนสถาบันเนี่ย เค้าทำกลับกันค่ะ คือต้องบอกว่าตอนเนี้ย Wall Street ไม่ได้ตื่นตระหนกนะคะ กับการที่เราเห็นตลาดหุ้นเนี่ย ปรับตัวลดลง เพราะว่าเหล่านักลงทุน Smart Money เนี่ย กำลังเรียกว่าเก็บกำไรแล้วก็ manage เงินสด จัดการหน้าตักของตัวเองอย่างเป็นระบบนะคะ เพราะว่าเขาขายสิ่งที่มันขึ้นมามากแล้วนะคะ เพื่อที่จะนำไปซื้อสิ่งที่พวก เขาคิดว่าอาจจะขึ้นต่อ
และ Ray Dalio นะคะ เขาพูดไว้ชัดค่ะว่าฟองสบู่ครั้งเนี้ย จะไม่เหมือนกับปี 2000 ที่ผ่านมานะคะ มันน่าสนใจมาก เขาบอกว่าฟองสบู่ในปี 2000 ที่เกิดขึ้นน่ะ มันเกิดขึ้นเพราะเรื่องของเขาเรียกว่า Bubble ก็คือบริษัทมีปัญหาทางด้านการเงินนั่นแหละ แต่เขาบอกว่านี่ไม่ใช่ค่ะ มันไม่เหมือนเดิม มันคือ Liquidity Bubble ซึ่งบริษัทจะไม่ล้มนะคะ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือคนที่ซื้อหุ้นในราคาที่แพงเนี่ย จะเป็นคนที่เจ็บที่สุดค่ะ ในรอบนี้ เพราะฉะนั้นนะคะ คำถามก็คือกิ ว่ามันไม่ใช่ว่าตลาดจะพังมั้ย แต่ตอนเนี้ยในวัฏจักรเนี้ย คุณกำลังอยู่จุดไหนนะคะ ของตรงนั้น ซึ่งอันเนี้ยเนี่ยค่ะ ก็คือสรุปสิ่งที่กิคิดว่าเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น และทำให้วันที่ 5 เนี่ย มันมีการขายออกมาแล้วกัน เพราะตลาดหุ้นมันขึ้นเยอะมากจริงๆ ทุกคนดูในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา หุ้น Tech ขึ้นเยอะมาก แล้วมันกำลังตึงตัวมากๆ เพราะมันมีเหตุการณ์อะไรนิดหน่อย อย่างเช่นคนแรกเริ่มขาย คนที่สองก็จะเริ่มขาย เริ่มขาย คนที่สามเริ่มขาย ยิ่งถ้าโดยเฉพาะนักลงทุนที่ต้องเตรียมเงินสำหรับ SpaceX ใช่ป่ะ แบบอ้าว คนอื่นขายแล้ว เราก็ต้องรีบขาย เพราะกลัวราคามันตกต่ำไปกว่านี้ นี่คือสิ่งที่ทำให้เป็นแรงกระตุ้นให้มันเกิดขึ้น เกิดการขายอย่างหนักนะคะ
แล้วก็อ่ะ ทีนี้จะสรุป 3 สิ่งแล้วกันสำหรับรายย่อยนะคะ สิ่งที่คุณควรอ่า เช็คตัวเอง พอร์ตตัวเองในตอนนี้ กิว่านะ อย่างแรกเลยนะคะ คือการเช็ค Liquidity ของตัวเอง ตรวจสอบสภาพคล่องนะคะ หรือว่า Dry Powder ในมือว่าเรามีกระสุนอีกแค่ไหน ลองคิดง่ายๆ ว่าถ้าตลาดอ่ะมันปรับตัวลงอีกประมาณ 20-30% น่ะ คุณยังจะมีกระแสเงินสดพออยู่มั้ย หรือว่าไม่ใช่ว่าจะซื้อเพิ่มนะคะ บางคนเนี่ย อาจจะต้องใช้แบบเงินสดในการทำอย่างอื่น ตรวจสอบ Liquidity ของตัวเองดีๆ ก่อน เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่สถาบันทำคือไม่ใช่ Optimize ให้ได้กำไรสูงสุดนะคะ แต่มันเป็นการ Optimize ให้ตัวเองเนี่ย สามารถอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์ หรือว่าถ้ามีจังหวะดีๆ เนี่ย คุณมีกระสุนในมือที่จะพร้อมยิงนะคะ
อย่างที่ 2 นะคะ อย่าซื้อ IPO ด้วยความ FOMO อันนี้เตือนนะคะ แต่กิไม่ได้บอกว่าให้คุณซื้อหรือไม่ซื้อนะคะ เพราะถ้ามองในหลักการแห่งความเป็นจริงเนี่ย คนที่รอขายหุ้นให้กับคุณในวันที่ IPO เนี่ย เค้าคือคนที่รู้ข้อมูลมากกว่าคุณนะคะ แล้วเขาตัดสินใจแล้วค่ะ ว่ามันไม่มีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในตอนขายมากที่สุด และเท่าตอนนี้นะคะ นั่นก็คือตอนที่คุณเนี่ย จะเข้ามาเป็นผู้ซื้อนั่นแหละ เพราะฉะนั้นคุณลองถามตัวเองว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงยอมขายของให้คุณ
อย่างที่ 3 นะคะ สำหรับนักลงทุนเลย อยากให้มองหาโอกาส มองหา Opportunity ในเวลาที่ตลาดมันกำลังวุ่นวาย คือถ้าคุณมี Liquidity มีสภาพคล่องที่พร้อมแล้วนะคะ แล้วในยามที่ตลาดเป็นอย่างเงี้ย ตลาด Crash ตลาด Pullback เวลาตลาดลงอ่ะ หุ้นมันลงกันหมดค่ะ และบางตัวที่เป็นหุ้นดี หุ้นมีคุณภาพก็ปรับตัวลดลงด้วย ไม่ใช่เพราะธุรกิจของบริษัทเหล่า นั้นแย่ลงนะคะ แต่มันเป็นเพราะว่าทุกคนน่ะ ขายทุกอย่างในเวลาเดียวกัน และนั่นนะคะ ก็คือจังหวะที่ Smart Money เนี่ย มักจะซื้อค่ะ ไม่ใช่ขาย
ซึ่งสรุปฝากไว้ให้คิดนะ คะ กิว่าการที่ตลาดผันผวนเนี่ย มันไม่ใช่ อะไรที่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านะคะ คือการที่คุณไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะเมื่อคุณไม่เข้าใจนะคะ คุณมักจะตัดสินใจจากอารมณ์ค่ะ และคุณรู้มั้ยคะว่าการตัดสินใจทางอารมณ์เนี่ยแหละค่ะ มันเป็นต้นทุนทางการเงินที่แพงที่สุดในตลาดหุ้นที่คุณจะต้องจ่ายเลย เพราะฉะนั้นนั้น วันนี้นะคะ ติดตามไว้ค่ะ เกมนี้ยังไม่จบนะคะ แล้วก็อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนของคุณด้วยนะคะ ที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์จากคลิปนี้นะคะ แล้วเจอกันใหม่คลิปหน้า