Transcription
ผมเริ่มจากที่วันนี้คุณเอกนัสแถลงเลยครับ อาจารย์คิดเห็นยังไงฮะกับการที่วันนี้ลดราคาดีเซล B7 B20 หน้าโรงกลั่นลง 2 บาท ไอเดียนี้เวิร์คมั้ฮะ
ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะครับ ตอนนี้กำลังรอรายละเอียดอยู่นะครับ แต่ผมคาดว่ามันเกิดจากการที่ไปดูราคาหน้าลงขันแล้วขอ dis การคือขอส่วนลดลงมาเลย ก็ตัดไปตรงนั้นเลยนะครับ เช่น อาจมันมีราคาสิงคโปร์อยู่ ใช่มั้ยครับ แล้วเข้าใจว่าคุยกันแล้ว ประเมินกันเลยว่ามันมีต้นทุนที่มันไม่ควรจะถูกนับรวมสักเท่าไหร่ และน่าจะต่อรองกันได้ลงมาเหลือที่ 2 บาท ก็เลยไปเป็นราคาหน้าโรงกันในขอลด 2 บาท ต้องบอกว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ แต่ว่าในสภาวะที่ราคา มันกระโดดกระโดดกระโดดขนาดนี้นะครับ ค่าการกลั่นมันยังทะยานสูงขนาดนี้ ก็ต้องบอกว่าอาจจะต้องทำอะไรเพิ่มต่อไปอีกครับ
อาจารย์ผมถามเพิ่มเติมคือ ในความรู้สึกของประชาชนเนี่ย พอเห็น 2 บาทเนี่ย โอเค จุดเริ่มต้นที่ดี แต่พอคนที่เขาเสพข่าวสารเนี่ย บอกว่าแต่ค่าการกลั่นเนี่ย มันขึ้นจาก 2 ไปเป็น 6 ไปเป็นตอนนี้จะ 16 17 บาทเนี่ย คนก็บอกว่าโอ้โห 17 ลดไปแค่ 2 มันน้อยไปหรือเปล่า อาจารย์บางท่านถามมาแบบนี้
ครับ ก็ต้องเรียนว่าตรงเนี้ย ต้องดูว่ากลไกราคาที่อยู่ในมือรัฐ รัฐทำอะไรได้นะครับ จริงๆ ตัวที่มันจะไปกระทบและช่วยลดราคา และเคยทำมาแล้วตอนปี 65 มันคือภาษีสรรพสามิตร
ตอนนี้เข้าใจว่าอย่าง อ่า เบนซินก็น่าจะ 7.50 สตางค์แล้ว มันมีภาษีที่เทศบาลอีกนะ ครับ เทศบาลเนี่ยมันจะคิดไปเลยออโตมัติ 10% ของภาษีสรรพสามิตร
อืม
อ่า ดังนั้น อย่างตัวเบนซินเนี่ย มันก็จะ 7.5 แล้วบวกอีก 0.75 มันก็จะเป็น 8 บาทกว่า
อ
ดังนั้น 8 บาทกว่าเนี่ย ถ้าปรับตรงนี้ได้ มันสามารถลดได้ทันทีนะครับ ตัวดีเซลก็ใกล้กัน ดีเซลนี่ก็เข้าใจว่า 6.99 แล้วบวกอีก 10% ดังนั้นมันก็ 7 บาทกว่านะครับ แล้วจริงๆ อ่า อันนี้ชัดเจนเลยครับ ตารางเนี้ย คือตอนนี้กลายเป็นตัวที่คนสนใจอ่ะ ดูค่าล่าสุดนะครับ ขวาล่าง
น้องเห็นอะไรมั้ครับ ขวาล่างนี่จะเป็นตัวเลขที่ช็อกคนเสมอ
17.50
17.50 50 สตางค์ ค่าเฉลี่ยวันที่ 1-7 เมษายน
พุ่งกระฉูด
พุ่งกระฉูด เพราะว่าถ้าปี 67 68 นะครับ เรียกว่าค่าการกลั่นต่อลิตรเนี่ย บาท 2 บาท
อืม
บาท 2 บาทต่อลิตรเท่านั้นนะครับ แต่เดือนมีนาคมนี่กระโดดแล้วนะครับ เดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่ากระโดดแล้วมัน 7 บาทเท่านั้นนะ
ครับ
แล้วมันก็ส่งต่อไปที่ราคาแล้ว
อ
แต่ 7 วันที่ผ่านมาเดือนเมษายน 7 วัน อันตราย
ครับ
กระโดดขึ้นไป 17.50 50 สตางค์
อะ อ่า ตรงนี้นะ อาจารย์ ถ้าฟังในมุมของโรงกลั่นเนี่ย ให้ความเป็นธรรมกับเขาเก็จะบอกว่า โอ้โห ก็จะไปลดได้ยังไงในเมื่อตอนนี้ วอร์พรีเมี่ยมคนต้องการใช้น้ำมันเยอะมาก แล้วมันเหมือนกับแย่งกันน่ะ น้ำมันมันส่งมาได้น้อย ไอ้ตรงนี้มันก็ต้องขึ้นหรือเปล่า อาจารย์อ่ะ
จริงครับ เอ่อ ต้องบอกว่าต้นทุนของแต่ละโรงกลั่นไม่เท่ากัน บางโรงเขาเลือกใช้กับซัพพลายเออร์เจ้านี้ อาจจะติดฮอร์มุหรือไม่ติดฮอร์มุ บางเจ้ามีอำนาจต่อรองสูง ค่าที่เขาตกลงได้ ค่าขนส่งต่างๆ ก็อาจจะถูกกว่าจริง ดังนั้น ต้องบอกว่าต้นทุนเนี่ยไม่เท่ากัน และไอ้ตัวเลขเนี้ยไม่ได้สะท้อนกำไรสุทธิ นะครับ อันนี้ถือมีโอกาสสื่อสาร ถือโอกาสสื่อสารด้วย จริงที่ตัวเลขนี้ อย่าไปคิดว่ามันเป็นกำไรสุทธิ มันสะท้อนแค่กำไรขั้นต้น และยังต้องคิดเรื่องวอร์พรีเมี่ยม แต่นั่นแหละครับ การที่มันอยู่ๆ มันบาท 2 บาทในภาวะปกติ แล้วอยู่ๆ มันกระโดดขึ้นมา 17 บาทแค่นี้ ก็เพียงพอแล้วที่รัฐ ไม่ว่าประเทศไหนนะ ครับ เดี๋ยวผมเล่าสหภาพยุโรปให้ฟัง ไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม ถ้าเห็นตัวเลขกระโดดอย่างนี้ รัฐต้องเข้ามาดูละ มอนิเตอร์จริงจัง ว่าตกลงต้นทุนคุณเป็นเท่าไหร่กันแน่ จะดูเฉลี่ยทั้งปีก็ได้ เพราะมีขึ้นมีลง แต่ อย่างน้อยรัฐต้องเข้ามาดูแล้ว เพราะมันถือว่ามันกระโดดผิดปกติ
ถ้ามองในมุมของนักธุรกิจ หรือว่าโรงกลั่น อันนี้ผมก็ถามหลายๆ ด้านนะฮะ อืม เขาอาจจะรู้สึกว่ารัฐจะมา กำหนดเอกชนไม่ได้หรือเปล่าฮะ ว่าโอเค ต่อให้คุณเอกนิติจะเอา พ.ร.ก. ปี 16 มาใช้ เอ่อ พยายามจะบอกว่า เฮ้ย คุณก็ยังมีกำไรอยู่นะ ขอแค่ขาดทุนกำไรเนี่ย ลดลงมา 2 บาท แต่สุดท้ายคุณก็ยังกำไรอยู่เนี่ย แต่ในมุมเอกชนเนี่ย เขามีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รายย่อยเนี่ย เขาอาจจะรู้สึกว่า เฮ้ย แบบนี้มันกระทบเขา มัน
คือ อ่า เรื่องนี้นะครับ ผมคิดว่าในไทยเนี่ย เราคุยกันอยู่ 3 โมเดล ว่าจะทำยังไงกับค่าการกลั่นที่มันสูงขึ้นนะครับ โมเดลแรกที่เข้าใจว่าคุณเอกนิติก็พูดนะครับ ก็คือ อ่า ถ้าโรงกลั่นกำไรเยอะ ก็ไปขอความร่วมมือ ขอให้เขาบริจาค หรือว่าเงินสมทบมาเข้ากองทุนน้ำมันได้หรือไม่ ซึ่งอันนี้เคยใช้ตอนปี 65
อ่ะ ใช่ฮะ
แล้วมี ปตท. น่าจะบริษัทเดียวที่ยอมจ่าย แล้วก็เข้ามาประมาณ 3,000 ล้านบาทนะครับ เท่าที่เห็นตัวเลขนะครับ อันนี้คือเรียกว่าขอความร่วมมือ
ครับ
โมเดลที่ 2 เนี่ย ตอน คตร. เมื่อสักสัปดาห์ที่แล้ว
คตร. เรียก คตร. เนี่ย อาจารย์พรายพลท่านเสนอโมเดลหนึ่งว่า อ่า งั้นแคปไปเลยข้างล่าง ขั้นต่ำให้ 1 บาทมั้ย ข้างบนให้ 3 บาทมั้ย เรียกว่ามีเพดานนะครับ จากขั้นที่ 1 คือไอ้โมเดลที่ 1 คือขอบขอบริจาค ขอให้สมทบให้ความร่วมมือ ไอ้ขั้นที่ 2 นี่คือ 1-3 บาทแคปไปเลยดีหรือไม่
ออ
ไอ้เครับ ผมมองว่าถ้าแคปไปเลยเนี่ย ข้อดี คือ อ่า คุณการันตีขั้นต่ำให้เขาว่าไม่ต่ำกว่าบาทหนึ่งแน่ๆ แต่ไอ้ขั้นสูงเนี่ย มันอาจจะไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของวอร์พรีเมี่ยมด้วยเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างนะครับ อย่างแค่เดือนมีนาคมก็ขึ้นไป 7 บาทละ ถ้าไปลดลงมา 3 บาทเนี่ย มันมีความเสี่ยงที่จะลดแรงจูงใจของภาคเอกชน ในการกลั่นจริงแล้ว สมมุติว่า สมมุติเขา สั่งเรือมาละ แต่เรือติดอยู่ที่ช่องแคบ อ่า แล้วค่าโดนเรียกค่าประกันสูงขึ้น เอาจะทิ้งเลยก็ได้ นึกออกมั้ยครับ มันมีแรงจูงใจทางธุรกิจจริงที่คุณต้องบาลานซ์
แต่ผมก็เลยเสนอว่า ข้อที่ 3 ที่เป็นโมเดลที่ 3 คือการเก็บภาษีลาภลอยเนี่ย น่าจะดีที่สุด
ครับ
เราไม่ได้คุยเรื่องนี้เป็นครั้งแรกครับ คุณน็อฟ ปี 65 ก็คุยเรื่องนี้ ปีนั้นลดภาษี สรรพสามิตรด้วย แล้วก็ให้กระทรวงการคลัง เดิมเป๊ะเลย ให้กระทรวงการคลังศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีลาภลอย อันนั้นปี 65 ผ่านไป 4 ปี ผมคิดว่ามันควรจะถือโอกาสเริ่มต้นกันได้ละ เพราะปีเนี้ย สงครามลากยาวในอนาคตมีโอกาสที่ค่าน้ำมัน ค่าไฟมันจะขึ้น
ครับ
ต้อง ไอ้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ค่าน้ำมันนะ ครับเดี๋ยวมันจะมีประเด็นเรื่องค่าไฟที่เป็น ลาภลอยอีกหรือเปล่า ดังนั้น เราเลยเสนอว่า ไหนๆมันมีโอกาสอย่างนี้แล้ว แล้วคนตื่นรู้กันขนาดนี้แล้วนะครับ ผมคิดว่าทำให้เป็นระบบ แต่ประเมินต้นทุนของโรงกลั่นอย่างเป็นธรรมนะครับ ต้องเรียนว่าไอ้อำนาจของ พ.ร.ก. ปี 16 เนี่ย ข้อดีคือมันเอาอำนาจรัฐเข้าไปดูต้นทุน ของโรงกลั่นได้ ดังนั้น รัฐก็ควรจะเข้าไปดูต้นทุนของเขา ดูรายไตรมาสก็ได้ อย่าดูรายวัน รายวันอาจจะไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่มันผันผวน อย่างน้อยที่สุดควรจะให้โอกาสดูกันเป็นรายไตรมาส
ครับ
ผมยกตัวอย่างนี้นะครับ สหภาพยุโรปเนี่ย เก็บจริง
อืม
สหภาพยุโรปตอนสงครามยูเครน รัสเซียปี 65 นะครับ เริ่มมี โอ้โห ราคาน้ำมันพุ่งกระฉูด เขาก็เลยมีการเรียกว่า EU EU นี่คือเหมือนรัฐบาลส่วนกลางของสหภาพยุโรป ประเทศสมาชิกครับ EU เนี่ย ทำไกด์ไลน์ออกมา อ่า EU บอกว่าขั้นต่ำเนี่ย คุณเก็บกำไรส่วนเกินสัก 33% ได้
อืม
แต่เป็นไกด์ไลน์นะครับ แต่ละประเทศเอาไปใช้ต่อไม่เหมือนกัน
อ๋อ
ยกตัวอย่างประเทศที่ผมชอบเอามาเป็นตุ๊กตา ก็คือไอร์แลนด์
ครับ
ไอร์แลนด์เนี่ย บอกเลยว่าเอาฐานกำไรเดิม 100 สมมุติเป็นเลข 100 ปีที่แล้ว แล้วปีเนี้ย คุณกำไรเพิ่มนะ 20% แรกของกำไรส่วนเพิ่มนะไม่เก็บ
ครับ
เอาไปเลย
อืม
แต่ส่วนที่เกินจากกำไร 120% ส่วนนี้ขอเก็บภาษีลาภลอย 75%
อ๋อ
คือมันมีหลักการอยู่ ไม่ใช่อยู่ๆ คุณไปตู้ม เก็บเขาไปทั้งหมดไงครับ ไอร์แลนด์นี่บอกว่า 100 น. เอาเป็นฐานนะ 20% เอาไปเลย 20% ที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งจริงๆ มันสูงนะครับ อัตราการทำกำไรระดับ 20% ในบริษัทระดับนี้ เราพูดกันถึงหมื่นล้าน แสนล้านนะครับ แต่ส่วนที่เกินจากกำไร 120% มาแล้วขอไปเก็บภาษีลาภลอย 75% เพราะหลักการก็คือถือว่าคุณได้ราคาเพิ่ม โดยที่คุณไม่ได้ลงทุนเพิ่ม
75% ของส่วนที่เกินมาถูกมั้ยฮะ
ใช่ เกิน 120 นะ คือให้ 20 ไปแล้ว 20 แรก ไม่เก็บเลยครับ
ผมคิดว่าอันเนี้ย สามารถเอามาใช้เป็นตุ๊กตาในการทำได้
อ่ะ เอาอย่างงี้ ผม ผมฟังคุณเอกนิติพูดถึงเรื่องนี้เนี่ย ทั้งรายการคุณสรยุทธก็ดี ทั้งที่ The Standard ก็ดีนะฮะ คุณเอกนิติบอกว่าภาษีลาภลอยเนี่ย ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในตอนนี้ เนื่องจาก อ่า 1 ใช้เวลาในการออกกฎหมายนาน กับ 2 คือมันเหมาะกับสินทรัพย์ที่มีราคาขาขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่น้ำมันเนี่ย มันผันผวนสูงมาก มันมีทั้งขึ้น มันมีทั้งลง มันอาจจะไม่เหมาะหรือเปล่า อ่า ถ้าฟังแบบนี้
คือลาภลอยเนี่ย หลักการมันคือไปเก็บตอนที่มันขึ้นสูงๆ นะครับ เหมือนกับเรียกว่าคุณไม่ได้ลงทุนทำอะไรเพิ่ม แต่อยู่ๆ ราคา commodity หรือราคามันกระฉูดขึ้นมา แล้วคุณได้กำไร โดยเรียกว่าไม่ได้ลงทุน ไม่ได้ออกแรง เอาว่า ง่ายๆ ดังนั้น มันมีหลักการของมันอยู่ และสหภาพยุโรปก็ทำมาแล้ว ดังนั้น ผมคิดว่าโดยหลักการเนี่ย ไม่ใช่เรื่องถกเถียงกัน แต่รายละเอียดที่ต้องถกเถียงเนี่ยมีจริง เช่น คุณจะคำนวณต้นทุนเค้ายังไง คุณจะเก็บรายปีหรือเก็บรายไตรมาส อันนี้เป็นรายละเอียดที่ต้องทำให้เป็นธรรมจริง
ครับ
และก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกันครับว่ามัน เก็บแล้วมันไม่ได้เอามาชดเชยทันที มันเป็น ขยะ 2 ขยะ 3 อ่ะ แต่ถ้าไม่เริ่มเก็บ อ่า เดี๋ยวผ่านไป 2-3 ปีก็กลับมาคุยกันใหม่ ผมคิดว่าอย่างน้อย อ่า มีเป็นหลักเป็นฐานเป็นชื่อเป็นแปรเป็น กฎระเบียบเอาไว้ดีกว่าครับ
เอ่อ ผมอย่างงี้ได้มั้ยฮะ ว่าถ้าเรากำหนดเป็น เอ่อ เป็นเวลาว่าโอเค ช่วงนี้มันยังไงมันสูงแน่ เพราะมันสงคราม เราก็บอกไปเลยว่าเราจะใช้มาตรการเก็บภาษีลาภลอยเนี่ย 3 เดือน 6 เดือน แล้วหลังจากนั้นไม่เก็บ อย่างงี้ได้มั้ยฮะ
ทำได้ครับ ทำได้ อันนี้ขึ้นกับการตกลงและมุมมองของรัฐ คืออย่างแรกนะ ผมคิดว่า เอ่อ ผมคิดว่าช่วงที่คุณพิพัฒน์เป็นหัว เป็นผู้อำนวยการ สบก. เนี่ย ข้อถกเถียงที่มันร้อนแรงขึ้น เพราะคุณพิพัฒน์เรียกว่าอาจจะพูดเข้าข้างภาคธุรกิจมากเกินไป
ครับ
คือแกเข้าใจกลไกทุกอย่างเลยว่าตรงนี้ติด ตรงนี้ตรงนี้มีต้นทุนตรงนั้นตรงนี้ซึ่ง
อือ
อ่ะ แต่ในมุมประชาชนที่กำลังเดือดร้อนรายวันล่ะ นี่ไม่ใช่แค่คนขับรถรายวันนะครับ แต่คนที่เขาทำมาหากิน ชาวนา ชาวประมงที่ต้องตัดสินใจว่าจะออกเรือไปหาปลาหรือเปล่า รายวันน่ะ มันผลกระทบจริง ดังนั้น จุดเริ่มต้นเราอยากให้รัฐบาลเนี่ย มองกลับมาในมุมประชาชน ในมุมภาพรวมประเทศ อ่า เมื่อต้นทุนมันกระโดดขึ้นขนาดนี้ เดือดร้อนขนาดนี้
อืมอ
มันก็ควรจะทำอะไรสักอย่างที่เอาเงินกลับมาสมทบเป็นช่วยลดผลกระทบ ช่วยเยียวยาประชาชนในอนาคต อันนี้คือหลักการของภาษีลาภลอยครับ มันไม่ใช่ส่วนที่เรียกว่าเอามาแล้วชดเชยลดทันที
ไอ้ทันทีมันต้องคุยกันเรื่องภาษีสรรพสามิตรครับ
เอ่อ ผมต่ออีกนิดเดียวฮะ พอดีมีอีก 1 ท่านที่ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ คุณปกรณ์น ประพันธ์นะฮะ รองนายกเนี่ย ท่านก็พยายามจะสื่อสารเพิ่มเติมว่า ไอ้ภาษีลาภลอยเนี่ย มันอาจจะไม่มีอยู่จริงหรือเปล่า เพราะว่า กำไรที่เพิ่มขึ้นมามันมาพร้อมกับความเสี่ยงของผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับราคา สินค้า ถ้าวันนึงมันตกลงอย่างรวดเร็ว สมมุติที่ทรัมป์บอกว่า โอ้ย เดี๋ยวถ้าสงครามจบนะ ราคาน้ำมันจะดิ่งเลยลดเลยอย่างเงี้ยฮะ
คือ นั่นแหละครับ เป็นหลักการที่มันเลยดูระยะยาว มันไม่ใช่แค่วัน มันสามารถระบุได้ว่า คุณจะดูลายไตรมาสหรือรายปีแล้วค่อยมาประเมิน เพราะว่าถ้าดูจากฐานปีที่แล้ว อ่า โรงกลั่น 6 โรงเนี่ย กำไรมันระดับมีตั้งแต่หลักพันล้าน บางบริษัทขาดทุน บางบริษัทกำไรระดับหมื่นล้าน
อ
ดังนั้น การที่เอาต้นทุนมาประเมิน ต้องเรียนว่าอันเนี้ย ไม่ใช่ธุรกิจที่มีผู้ผลิต 100 รายอ่ะ มันมี 6 ราย
ครับ
อ่า มันสามารถกางต้นทุนมาประเมินและให้มัน เป็นธรรมได้ครับ
อืมอือๆ ผมย้อนกลับไปมันจะวนๆ อยู่เรื่องราคาน้ำมันอยู่ในไส้นิดนึง
อันนี้ย้ำเรื่องลาภลอยก่อนเนอะ ลาภอันนี้ คือลาภลอยที่มันเป็นขยะ 2 ผมย้ำอีกทีว่า สำคัญและจำเป็นและต้องทำ แต่ยังไงมันไม่ ได้มีผลกระทบต่อราคาโดยตรงในขยะแรก
ครับ
ครับ
อืมแต่อันนี้แต่ตัวภาษีสรรพสามิตรน้ำมัน
อ่ะ ตอนนี้มันอยู่ที่ประมาณ 6-7 บาท ตีกลมๆ ก็แล้วกัน ถูกมั้ยฮะ จะเบนซินหรือดีเซลก็ตามเนี่ย ถ้าฟังแนวคิดตอนนี้ ตอนแรกคุณเอกนิติบอกว่า 1 บาท ลดลง ลดภาษีสรรพสามิตรลง 1 บาท คุณพิพัฒน์บอกไม่เห็นด้วย เอ่อ เสียงตอนนี้ดูจะเบาๆ ไปแล้ว เอ่อ บางท่านบอกลดไปได้เลย 6 บาทไม่เก็บเลย อ่า ฝั่งประชาธิปัตย์เค้าว่าอย่างงั้น ตรงนี้อาจารย์มองยังไง ภาษีสรรพสามิตร ลดแค่ไหน อะไรยังไงดี
อ่ะ อันนี้ต้องเรียนว่า ปี 65 เนี่ย พอมันเจอวิกฤตราคาน้ำมันนะครับ ตอนนั้นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็ตัดสินใจลดภาษี สรรพสามิตรมี 2 รอบ รอบแรก อ่า ลดไป 3 บาท รอบที่ 2 ลดไป 5 อืม ดังนั้น ถ้าดูประวัติศาสตร์เราเองนะครับ สิ่งที่เราเคยทำมาตอนนั้นมันก็คือ 3-5 บาทแล้ว
ครับ
ดังนั้น การเริ่มต้นคุยกันที่ตัวเลข 3 บาทเนี่ย มันเป็นไปได้
อืม
แต่แน่นอน ผมคิดว่ารัฐบาลเนี่ย กังวลเรื่องภาระทางการคลังและการจัดเก็บรายได้นะครับ การจัดเก็บรายได้เนี่ย มีการประเมินกันว่า ถ้าคุณลด 1 บาท ต่อทั้งก้อนภาษีหน้ากระดานที่โชว์ตะกี้นะ ครับ รายได้ของรัฐจะลดลงไปประมาณเกือบ 3,000 ล้านบาทต่อเดือน ต่อ 1 บาทนะ
ครับ
ต่อ 1 บาทจะลดไป 3,000 ล้านบาทต่อเดือน ของการจัดเก็บรายได้
อืม
แต่ในภาวะวิกฤตแบบเนี้ย ผมคิดว่าการพูดถึง กรอบแบบ 3 เดือนให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจ ว่าราคามันจะไม่กระโดด
ครับ
ผมคิดว่ามันคุ้มที่จะทำ รายได้อาจจะลดลง คุณลด 3 บาทเนี่ย รายได้รัฐอาจจะลดลงระดับ 10,000 ล้าน แต่มันก็ลดความเยียวยา เยียวยาลดผลกระทบที่บรรเทาไปกับประชาชนได้เช่นเดียวกัน
อ๋อ แปลว่าผม ผมฟังอาจารย์เนี่ยเหมือนกับว่า เราตั้งต้นที่การลดภาษีสรรพสามิตรครึ่งนึง คือ 3 บาทเป็นไปได้
ครับ เคยทำมาแล้ว
ประเด็นคือ เคยทำมาแล้ว แล้วพอจังหวะที่มันรุนแรงแดงก็ขึ้นเป็นลดเพิ่มเป็น 5 บาท แล้วพอจังหวะที่มันหายก็ค่อยถอยกลับมา เป็นรัฐได้ ดังนั้น ต้องเรียนว่าตรงเนี้ย มันเป็นส่วนที่สามารถทำได้ อยู่ในอำนาจของรัฐได้เลย
ครับ
ครับ และมันจะมีผลกระทบโดยตรงต่อราคา
จริงๆ มันสามารถเลือกกลุ่มได้เช่นเดียวกัน ครับ คือถ้าลงรายละเอียดนะครับ เช่น อ่า คุณ ชาวประมงที่รู้จักกันในนามน้ำมันเขียวเนี่ย มันคือการที่ช่วยลดตั้งแต่แรกถูกมั้ยครับ แล้วตอนเนี้ย มันกลุ่มอื่นที่มันจะกระทบก็สามารถทำในรูปแบบคล้ายๆกันได้ คือคุณพุ่งเป้าก็ได้
อ๋อ
ตอนนี้นะครับ อย่าลืมลืมว่าดีเซลเนี่ย คนอาจจะลืมไป ดีเซลนี่คนใช้เนี่ย จะมีทั้งกลุ่มเรียกว่าชาวนาเกษตรกรชาวไร่กลุ่มหนึ่ง กับกลุ่มคนรวยไปเลยนะครับ เพราะรถที่เรียกว่าเป็นรถขนาดใหญ่ รถหรู อ่า ก็ใช้เหมือนกันถูกมั้ยครับ ดังนั้น มันมีความเรียกว่า ใบแอร์อยู่ระดับหนึ่งอ่ะ ถ้าคุณจะช่วย คุณก็ไปพุ่งเป้ากลุ่มที่เขาใช้รายวันได้
อืม
นะครับ อ เอ่อ แต่ถ้าฟังเหตุผลจากรัฐบาลในในช่วงหลังมานี้ เหมือนกับว่า คือรัฐอาจจะกลัวว่า ถ้าไปหั่นภาษีสรรพสามิตรน้ำมันเนี่ย ไอ้ อย่างที่อาจารย์ว่านะฮะ
รายได้ลดลง
รายได้ลดลง ซึ่งเขามีโครงการเยอะ เอ่อ คนละครึ่ง พล 30 บาทรักษาทุกโรค การศึกษา กลุ่มเปราะบาง เดี๋ยวรัฐจะไม่มีตังค์อ่ะ
อันเนี้ยเป็นความสามารถของรัฐในการจัดงบประมาณละ ซึ่งเดี๋ยวกคงมีการอภิปรายต่อไปรอบ ต้องบอกว่ารอบเนี้ย เรายังไม่เห็นเค้า ยังเตรียมปรับงบประมาณกันอยู่นะครับ แต่รอบนี้จะเห็นแค่นโยบาย แต่รอบถัดไปเนี่ย จะเป็นการอภิปรายงบประมาณ ซึ่งเราจะคอยจับตามองต่อว่าสุดท้าย คุณใช้เงินคุ้มค่า คุ้มประสิทธิภาพหรือเปล่า จริงๆ ถ้าอย่างรอบงบ 69 ที่เราอภิปรายกันเมื่อกลางปีที่แล้วอ่ะ เราก็เห็นหลายตัวที่มันฟุ่มเฟือย รวมถึง เอ่อ รอบปลายปีเราก็เห็นหลายตัว โครงการหลายอย่างที่ดูเหมือนดี เช่น ไปช่วยประชาชนเรื่องการเรียนรู้ออนไลน์ แต่โห ใช้เงินกันระดับหลายพันล้าน หมื่นล้านโดยไม่จำเป็นมีเยอะครับ
ครับ
ดังนั้น มันเป็นเรื่องกระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา ที่มีความสำคัญของรัฐ แต่ถ้ารัฐไม่ยอมลดตัวเอง ลดรายได้ตัวเองก่อน ไม่ยอมปรับตัว คุณจะเรียกร้องให้ประชาชนปรับตัวได้ยังไง
อืม
คือในภาวะวิกฤตนะครับ ภาวะวิกฤตเนี่ย เราต้องการรัฐที่ถือธงนำ และเป็นผู้นำในการทำแบบอย่างว่าฉันประหยัดแล้วนะ ฉันลดการใช้พลังงาน ฉันใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ฉันใช้เงินแบบเรียกว่าเจียมเนื้อเจียมตัวมากขึ้น อันนี้คือหน้าที่ของรัฐในยามวิกฤต
อืม ถามอาจารย์เรื่องค่าการกลั่นนิดนึงนะฮะ ที่เราคุยกันมาตลอดเนี่ย เอ่อ วันนี้มีผลการศึกษาของ คตร. ออกมา
ครับ
ว่า เอ่อ จะมีการปรับสูตรค่าการกลั่นใหม่นะฮะ คือเอาค่าการกลั่นในภาวะปกติ เฉลี่ย 5 ปีมาบวกกับต้นทุนภาวะวิกฤต สงคราม เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย แล้วมาหักกับผลประโยชน์ส่วนเกิน ประมาณนี้อ่ะเนี่ย อ่า ตามหน้าจอ นี่นะฮะ เนี่ยมันจะมีเนี่ย X Y Z เนี่ย อาจารย์มองเรื่องการปรับค่าการกลั่นยังไงบ้างฮะ
ดีนะครับ ผมคิดว่าอย่างน้อย ถ้าปรับให้มันชัดเจนว่าตรงไหนคือต้นทุนปกติ
ครับ
ตรงไหนคือต้นทุนในภาวะวิกฤต อันเนี้ยจะทำให้เรียกว่าเป็นธรรม และเป็นกลางกับการประเมินภาษีลาภลอยครับ อันเนี้ย ถ้าคุณปรับตรงนี้ฐานปุ๊บ ตรงนี้นู้น สามารถขยับต่อไปสู่ภาษีลาภลอยอย่างเป็นธรรมได้
อ๋อมันก็จะเป็นสเต็ปของมันต่อๆ ไปถูกมั้ย
ผมคิดว่าข้อดีของ คตร. ชุดนี้คือมีเรียกว่า สายวิชาการที่อยู่ในวงการนะครับ มีทั้ง อาจารย์พรายพล มีทั้ง อาจารย์อารีพร จาก TI ถ้าสามารถปรับให้เกิดตรงนี้แล้ว เปิดเผยได้เนี่ยครับ ว่าจะเป็นประโยชน์กับสาธารณะครับ
อืม ผมพูดถึงความรู้สึกบ้างฮะ อาจารย์ คือโอเค เราคุยกันเรื่องวิชาการ เรื่องตัวเลขเนี่ย แต่ความรู้สึกของคนนะฮะ เอางี้ ผมอัปเดตข่าวไปเมื่อสักครู่เนี่ยว่า โห หน้าโรงกลั่นลดแล้วนะ 2 บาท ปรากฏคอมเมนต์บอก ไอ้ตอนขึ้นมันขึ้น 20 แหม แต่ตอนลงมันลง 2 บาท คือพอความรู้สึกคนนะฮะ พอมันเทียบกันเนี่ย ประชาชนเหมือนกับ อืม ไม่ค่อยดีใจเท่าไหร่ อะไรเงี้ย อาจารย์
เนี่ย ต้องรอต่อครับ ว่าหลังจาก 2 บาทแล้ว คุณเอกนัส หรือว่ารัฐบาลจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อ
ครับ
เพราะ เพราะว่าก็อย่างที่เรียนว่า เราคิดว่าเฉพาะหน้าเนี่ย ภาษีสรรพสามิตรเป็นเรื่องที่ควรทบทวนแล้ว มันมีผลโดยตรง มันลดได้ 3 บาท 5 บาท เช่นเดียวกันครับ
คืออันนี้ผมสมมุตินะฮะ เกิดสมมุติ เอ่อ วันดีคืนดี คุณเอกนิติ หรือคุณอนุทิน คุณเอกนัส ออกมาประกาศปั้ง ลด 2 บาทจากโรงกลั่น ไม่พอลด 5 บาทจากสรรพสามิตร รวมเป็นลด 7 บาท เอาอย่างงี้ก่อน เอางี้ก่อน คือ
อันนี้สมมุติอ่ะ
คือตอนเนี้ย ทั้งข้อดีอย่างหนึ่งของการแถลง การประชุม ครม. นัดพิเศษเมื่อวานนี้
ครับ
คือคุณอนุทิน นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับแล้วว่ามันวิกฤตจริง มันจะต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่
ครับ
ฐานสำคัญที่สุด ซึ่งผู้นำสิงคโปร์ก็สื่อสารกับคนในประเทศเขา คือตอนนี้คือภาวะวิกฤต ต้องปรับตัวไปพร้อมกัน ต้องยืนยันอย่างนี้ก่อนนะครับ จริงๆ ปัญหามันเกิดตอนที่ตรึงราคา 15 วัน เพราะคนไม่รู้เลยว่าสุดท้ายราคาโลกมันกำลังขยับนะ แล้วมันก็เกิดความปั่นป่วน
อ
แต่ทีนี้พอรัฐบาลขยับ เปลี่ยนเปลี่ยนโหมดทันที แบบเรียกว่าจากที่เคยตรึงราคาแบบปิด ปิดประตูไว้ให้อ่ะ ลมจะแรงแค่ไหน คนแค่ไหนไม่รู้เลยนะ ตอนนั้น ปรากฏว่าลมแรงแค่ไหน เฮ้ย อุ่นใจ แต่รู้ว่าอีก 15 วัน ประตูจะเปิด ก็เลยปั่นป่วน วิ่งกันวุ่นวาย
แต่พอถึงเวลาเปิดทันที
เปิดเต็มที่เลย
ทุกคนต้องมาลุ้นว่า 19:00 น. วันนี้ราคาขึ้นหรือเปล่า ผมคิดว่า ไอ้ความรู้สึก 2 ขยะนี่แหละ ที่มันทำให้คนรู้สึกไม่มั่นใจ และกังวล
อืม
จริงๆ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ไอ้รอบนั้นแหละ ควรจะเป็นขั้นบันไดตั้งแต่แรก
อ๋อ คือค่อยๆ ปรับ
พอมันเป็นขั้นบันได และคนรู้ว่าไม่ต้องมีประตูกั้น ลมจากภายนอกทั้งหมด แต่หยอกขอเป็นหมอนน่ะ ว่าลมมันจะไม่กระแทกชั้นแรงเกินไป รัฐจะถือธงนำหน้า แล้วก็เป็นเบาะ เป็นเบาะให้เรา รับแรงกระแทก แต่ว่านิ่มหน่อย คือภาวะตอนนี้นะครับ ต้องปรับตัวไปพร้อมกันจริงๆ แต่รัฐต้องถือธงนำ หน่วยงานรัฐทำยังไง องค์กรของรัฐ วิธีการใช้รถ ใช้พลังงานของรัฐ เป็นยังไง เสร็จแล้วก็ต้องให้ประชาชนปรับตัวไปพร้อมกัน เรื่องที่เราพยายามพูดถึง แต่ไม่ค่อย เอ่อ รัฐบาลไม่รับรู้ก็คือขนส่งสาธารณะ ซึ่งมันควรจะทำตั้งแต่สงกรานต์นี้นะครับ เพราะสงกรานต์เนี้ย มันคือขนส่งแล้วคนกลับบ้าน หรือเปล่า เส้นเลือดฝอยเข้าสู่ตัว อำเภอ ตัวบ้านเขาอีก
อืม
ถ้าจะให้คนปรับตัวจริงๆ รัฐต้องลงมาช่วย เรื่องขนส่งสาธารณะ จูงใจให้คนเปลี่ยนไปใช้ขนส่งสาธารณะให้มากขึ้นนะครับ อันนี้เป็นข้อเสนอ 4 ข้อ
ครับ
ที่เมื่อ เอาเอาตามตรงนะครับ เมื่อวานผมรอเนี่ย รอจนดึกเนี่ย
ฮะ
อยากฟังที่สุดคือสงกรานต์นี้รัฐบาลจะเอาอย่างไร
ครับ
แต่ต้องเรียนว่า คือในภาวะวิกฤตอ่ะ เราคาดหวังว่ารัฐบาลจะเดินนำหน้าประชาชนเนอะ ว่าเอ้ย คิดเผื่อละ ว่าอีกขั้นนึงจะทำอะไร แต่ตอนนี้ต้องเรียนตามตรงว่า รู้สึกว่ารัฐบาลล้าหลัง ช้ากว่าประชาชนไปประมาณ 9 นึง คือสิ่งที่คุณอนุทินพูดเมื่อวานนี้ดี แต่ควรจะพูดเมื่อ 1 เดือนที่แล้ว
อ๋อ
แต่เมื่อวานเนี้ย ผมอยากฟังมาตรการช่วงสงกรานต์ ว่าจะช่วยอย่างไร แต่ยังไม่ออกมาซักที ทั้งๆ ที่สงกรานต์มันสัปดาหหน้าแล้ว
คนลังเลอยู่จะทำยังไง เขาจะกลับบ้านดีมั้ยนะครับ ข้อ 1 เนี่ย เราถึงพูดถึงเรื่อง การขนส่งสาธารณะไปตั้งแต่เส้นเลือดหลัก จนถึงเส้นเลือดฝอยระดับอำเภอ
ข้อ 2 นี่คือคนขับรถเองนะครับ
คนขับรถเองเนี่ย เขาอยากรู้อะไร
อ
ถ้าผมขับรถแล้วจะไปกลับบ้านที่อีสานอย่าง เงี้ย ผมอยากรู้ว่าระหว่างทาง ผมจะพักเติมที่ไหนได้ใช่มั้ยครับ อ่า มันมีน้ำมันให้เติมมั้ย มีน้ำมันให้เติมมั้ย เติมที่ไหน สมมุติผมไปแวะ ผมจะแวะขอนแก่นก่อนกลับบ้านที่มุกดาหาร ผมจะทำยังไง
อืม
ตอนเนี้ย ผมเช็คดูนะครับ ข้อดีคือเขามี ไม่ทราบว่าคุณออฟรู้หรือยัง ตอนนี้เขา มีเพจชื่อ Fuel Google Now
อ่า ใช่ฮะ
นะ ไม่ใช่แอปพลิเคชันด้วยนะ ตอนแรกบอกว่า เป็นแอปพลิเคชัน ผมรอตั้งนาน ไม่มีให้ดาวน์โหลด ปรากฏว่าเป็นเพจ เป็นหน้าเพจ คือเนี่ย เป็น Fuel Now อะไรสักอย่าง แล้วก็เข้าไปนะครับ อันเนี้ยจะเป็นตัวที่ดูทั้งประเทศ ทั้งประเทศไทยนี่มีปั๊มอยู่ 25,000 ปั๊ม
ครับ
แต่ข้อมูลบน Fuel Now ตอนนี้มีประมาณ 7,000 ปั๊ม
อ๋อยังไม่ครอบคลุม
เรียกว่าประมาณไม่ถึง 1 ใน 3
อ
เช่น ผมจะไปขอนแก่น ผมเช็คดูขอนแก่น ถนนมิตรภาพเนี่ย กลับพบว่ายังไม่มีข้อมูลรายงานเลยว่าจะไปเติมได้มั้ย เป็นไม่ระบุ ไม่ระบุ ไม่ระบุ
อ๋อ
ก็เลยเรียกร้องข้อที่ 2 ว่าขอสำหรับคนที่ เขาจะขับรถเอง วางแผนจะขับรถเองอ่ะ
ครับ
อัปเดตข้อมูลให้หน่อย แล้วถือโอกาสตัวนี้ มันจะไปเช็คคอร์รัปชันต่อได้นะครับ ว่ามีการกักตุน มีการรั่วไหลหรือเปล่า ไหนๆ ทำแล้วนะ ทำแล้วขอทำให้มัน full stream ทั้งที ตอนนี้มีข้อมูลแค่ 1 ใน 3 เท่านั้นเองครับ
อืๆ แล้วก็ที่เหลือก็จะเป็น เอ่อ ตั้งจุดซื้อขายสินค้าทหารเนี่ย ใช่ เราคิดถึงกังวลเรื่องภาคเกษตรครับ ถ้าใครไปเที่ยวญี่ปุ่นนะฮะ แล้วไปเที่ยวต่างเมือง คุณขับรถต่างเมืองเนี่ย ความสนุกอย่างหนึ่งคือเวลาคุณจะกลับเข้ามาโตเกียวอ่ะ คุณจะเห็นจุดตั้งสินค้าเกษตร
อืม
อ่า พ่อค้าแม่ขายเกษตรกรแถวพื้นที่เอามาวางขาย
ครับ
คนซื้อก็อยากซื้อ เพราะสงกรานต์นะครับ คุณน็อฟ อย่าลืมว่าสงกรานต์มันไม่ใช่เรื่อง การกลับบ้านไปร่วมงานประเพณีต่างๆ แต่มันเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน
อือๆ
คนเนี่ย เอาเงินกลับไปใช้จ่ายแถวบ้าน หรือคนเดินทางไกลก็มีการจับจ่ายใช้สอยระหว่างทาง อันเนี้ย ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว
ครับ
คุณเอากระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ มะพร้าวที่ราคาตกต่ำอ่ะ คุณทำเลย
อืมอ
จังรู้เลยว่าจุดที่จะรับซื้อเกษตรกร มาวางขายของได้ รัฐมาช่วยทำโปรโมชั่นหน่อย คนแวะซื้อแวะจอดรถ ทั้งคนขับรถเอง ขนส่งสาธารณะ อันเนี้ยจะกระตุ้นการซื้อการขายในระดับท้องถิ่น เศรษฐกิจรากหญ้าจะเติบโต ตอนนี้นะครับ ที่เรากลัวคือสงกรานต์ปีเนี้ย มันจะฟุบมาก มันจะซบเซามาก
อ
ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างในเชิงรุกครับ มันจะยิ่งซบเซา และต่อเนื่องไปหลังสงกรานต์อีก เพราะว่าพอเขาไม่มีเงินในช่วงสงกรานต์น่ะ การจับจ่ายใช้สอยในระดับท้องถิ่นก็จะยิ่งลดลง หลังสงกรานต์ดานเข้าไปอีก ถือโอกาสอันนี้ เอาไปทำได้เลยครับ อยากให้ทำจริงๆ คือถ้ามีจุดซื้อขายสินค้าท้องถิ่น แต่ละจังหวัดทั่วประเทศอ่ะ ผมว่ามันจะคึกคัก มันจะช่วยลดสภาวะเศรษฐกิจซบเซาลงได้
ครับ
ส่วนข้อที่ 4 เราไม่อยากให้ลืมครับ คนที่ทำมาหากินรายวัน คุณเอกนิติประกาศแล้วว่า จะมีการประชุม ครม. อีกครั้งหนึ่งวันที่ 11
คือหลังแถลงนโยบายอ่ะ
อ
แต่เราเรียนว่า คือพอชาวนา ชาวประมงเค้าหา กินรายวันเนาะ การรอ ถ้าคุณไปออกมติ ครม. ของวันที่ 11 อ่ะครับ กว่าจะบังคับใช้ อ่ะ มันไม่ใช่สงกรานต์นะ มันจะข้ามไปอีก
มันจะข้ามไปหลังสงกรานต์
ดังนั้น ความเดือดร้อนที่คนต้องรอ
อ
มันอาจจะ 2 อาทิตย์เลย แต่ถ้าเมื่อวานที่ ผ่านมา ถ้ามีมาตรการออกแล้วเนี่ย มันจะเริ่มบังคับใช้ได้เมื่อวานก็เลยต้องบอกว่า เราคาดหวังสิ่งเหล่านี้ แต่ยังไม่เห็น
กลุ่มพลาสติกนี่เริ่มสะเทือนแล้วนะครับ บรรจุภัณฑ์นี่เขาหากันไม่ได้แล้ว ถ้าไม่เริ่มทำไป 111 แล้วกว่าจะมีเรียกว่าส่ง บังคับใช้จริงหลังสงกรานต์วันที่ 20 กว่า เข้าไปอ่ะ มันจะนานเกินไป
อ
ไอ้จุดที่มันเริ่มได้เลยในเมื่อประชุม ครม. พิเศษได้แล้ว ก็อยากให้เริ่มได้เลยครับ
เอาอย่างงี้ ผม ผมฟังรัฐบาลนะฮะ เอ่อ message ที่ไม่ว่าจะเป็นนายก หรือว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง พยายามจะออกมาพูดตลอดก็คือว่า ช่วงสงกรานต์น้ำมันพอแน่นอน
อืม
เอ่อ แต่หลังสงกรานต์ วันนี้นายกพูดแล้ว เดี๋ยวไปฟังพร้อมกันด้วยว่า แต่หลังสงกรานต์ 20 เมษายน อาจจะมีมาตรการต่างๆ ตามมา เช่น นโยบายเปิดปิดปั๊มเป็นเวลา ปิด 22:00 น. เปิด 5:00 น. แต่ 22:00 น. ถึง 5:00 น. จะมี B20 E20 อะไรให้เติมอยู่นะฮะ อ่า ลองไปฟังนายกอนุทินครับ ว่าจะมีการปิดเปิดความสบายในช่วงเวลา
ครับ ก็เรากำลังดำเนินการในเรื่องของการออกมาตรการประหยัดน้ำมัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเราจะมีเอ่อน้ำมันพอที่จะใช้อยู่ในประเทศของเรานะครับ ซึ่งผมจะต้องทำเร่งทำการแต่งตั้ง สป. ชุดใหม่ขึ้นมา เพราะว่า สบค. ชุดที่แล้วมันหมดวาระไปกับ เอ่อ รัฐบาลชุดที่แล้วไป เอ่อ การสมมุติถ้าเราจะใช้มาตรการเปิดปิดปั๊มเนี่ยนะครับ ช่วง 22:00 น. - 5:00 น. นะครับ ก็คงจะ เอ่อ ดำเนินการ หลังวันที่ 20 เมษายน หลังจากพี่น้องประชาชนได้ เอ่อ เดินทางกลับมายังชีวิตปกติแล้วนะครับ ซึ่งผมก็เป็นไปตามที่ผมเคยได้กล่าวไว้ว่า ในช่วงสงกรานต์ก็ขอให้พี่น้องประชาชนได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน ไปกลับไปภูมิลำเนา นะครับ ด้วยความสะดวกมากที่สุด เท่าที่รัฐบาลจะทำได้
ตรงนี้ต้องออกเป็น พ.ร.ก. เพิ่มเติมใช่มั้ยครับ
ต้องถามอาจารย์ต่อเลยฮะ มาตรการ เอาเอามาตรการนี้ก่อนว่า หลังสงกรานต์ อาจจะใช้มาตรการเปิดปิดปั๊มเป็นเวลา อาจารย์มองยังไง
จริงๆ อยากได้มาตรการช่วงสงกรานต์ก่อนนะ ว่า ถ้าสงกรานต์เค้ายืนยันว่าน้ำมันพอ
อ่านั่นไง เราบอกว่ามันมันประเด็นนี้อย่างเดียวมันไม่ได้ ข้อมูลคุณครบหรือเปล่าที่คนจะขับรถแล้วไปเติมที่ไหน แล้วเส้นเลือดฝอยที่จะขนส่งสาธารณะมันพอมั้ย ราคาที่เขาเซ็ตไว้เนี่ย จะทำให้เกิดรถโดยสารน้อยลงหรือเปล่าครับ อยากให้ความสำคัญกับช่วงสงกรานต์ก่อน แล้วจะปรับตัวเดี๋เห็นด้วยเดี๋คุยต่อนะครับ แต่อย่างน้อยผมคิดว่า การที่คนยังลังเลอยู่ว่าจะกลับไม่กลับ หรือบางคนตัดสินใจไม่กลับไปแล้วเนี่ย ผมคิดว่ามันกระทบเศรษฐกิจเฉพาะหน้า
อืม
ดังนั้น อาจจะขออยากให้มีมาตรการเป็นพิเศษ สำหรับช่วงสงกรานต์ซะหน่อย ให้มันชัดเจน ประชาชนจะได้มั่นใจในการเดินทาง ในการจับจ่ายใช้สอยครับ
เอ๊ะ ตกลง เอ่อ ผมก็คุยมาหลายท่านมากนะ จนผมสับสนไปแล้วตอนนี้ ข้อมูลมันเยอะมาก บางท่านบอกผมว่า เดี๋ยวหลังสงกรานต์เนี่ย วิกฤตแน่ หนักแน่ ของจริง เพราะว่าที่ผ่านมา เรายังใช้น้ำมันล็อตเก่า ใช่มั้ยฮะ แต่บางท่านก็บอกว่า โอ๊ย คุณออฟไม่ต้องกังวลเนี่ย เดี๋ยวฮอร์มุสก็เปิดแล้ว เดี๋ยวสงครามก็จบแล้ว เดี๋ยวมีน้ำมันจากเวเนซุเอลาปล่อยมาอีก เอ่อ ทรัมป์ไม่ปล่อยให้ เอ่อ สหรัฐพังหรอก ตกลงนี่มันวิกฤตหรือมันไม่วิกฤตฮะ อาจารย์ผมสับสนไปหมดแล้วตอนนี้
คือในแง่หนึ่ง ถ้าเป็นรัฐนะครับ ในนามของรัฐเนี่ย จำเป็นจะต้องประเมิน worst case ได้แล้วตอนนี้
อืม
นะครับ คือถ้ามันเกิดดี เกิดรักกันหยุดยิงเนี่ย ถือว่าโชคดีไป ถือว่าเป็นโบนัสในชีวิตในประเทศไปครับ แต่หน้าที่ของรัฐตอนนี้คือการประเมิน worst case หรือว่าฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดไว้เลย
อ
ว่าถ้าเกิดเลวร้ายที่สุดแล้วมันเกิดเนี่ย สมมุติคืนนี้ หรือคืนพรุ่งนี้ เกิดมีปัญหา disrup กันอีกรอบนึง จะทำอย่างไร หน้าที่ของรัฐคือการประเมิน worst case ครับ
อืม
และดังนั้น อันนี้ต้องชื่นชมครับ เรื่องไหนดีต้นก็ว่าดีครับ ไม่มีปัญหา อ่า การที่ท่านนายกบอกว่าหลังสงกรานต์ต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่เนี่ย เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ว่า รัฐบาลยังไงเสียก็ต้องถือธงนำ และมีมาตรการเสริม คือต้องเรียนว่า ผมเชื่อว่า ณ เวลานี้ วินาทีนี้ ไม่มีใครคนไทยไม่ปรับตัวหรอกครับ ไม่มีใครเติมน้ำมันแล้วขับรถเล่นแล้วครับ นึกออกมั้ยครับ ทุกคนเนี่ย คิดหมดว่าจะขับได้ทางไหนสั้นที่สุด จะขับไปตรงนี้ไม่ขับแล้ว เดิมอาจจะขับรถเล่น หรือว่าไปไกลหน่อยไปกินข้าวไกลหน่อย ไม่มีนะครับ ถ้าดูตั้งแต่วันศุกร์ที่ควรจะคึกคัก ก็ไม่ได้คึกคักเท่าเดิม ดังนั้น ต้องเรียนว่าราคาที่มันกระโดดขนาดนี้ คนปรับตัวไปพอสมควรแล้ว ถ้าจะให้เขาปรับอีก มันจำเป็นต้องมีมาตรการเสริม ยกตัวอย่างนะครับ เกษตรกรที่ต้องพึ่งพา น้ำมัน ถ้าคุณจะอยากให้เขาใช้โซล่าเซลล์เพิ่มขึ้นน่ะ
ครับ
คุณก็ต้องมีส่วนเสริมสิ เครดิต สินเชื่อต่างๆ จะทำยังไงที่เขาจะเปลี่ยนเครื่องจักรของเขาใช่มั้ยครับ หรือระบบที่ต่างประเทศมี เขาจะเรียกว่าเป็นเหมือนกับ on-bill financing อ่ะ คือเราผ่อนค่าไฟทุกเดือนอยู่แล้ว ถ้าเราอยากเพิ่มการติดโซลาร์ หรือเปลี่ยนการใช้พลังงานในบ้านน่ะ เราไปผ่อนผ่านค่าไฟ ทำให้เราไม่ต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนใหญ่ในครั้งเดียว อันเนี้ย ควรจะทำได้เลย มีมาตรการพร้อมการปรับตัวแล้ว รัฐก็ถือธงนำครับ
ครับ
อืม เอ่อ วันนี้ผมฟังคุณเอกนัสพร้อมพันธ์ให้สัมภาษณ์เมื่อเช้านะฮะ ในรายการคุณสรยุทธเนี่ย เอ่อ ยอมรับว่าถ้าอันนี้ท่านนะฮะ ถ้า น้ำมันดิบเข้ามาไม่ตามกำหนดเมษายนไม่มีปัญหา เมษายนโอเค แต่พฤษภาคมเนี่ย ตอนนี้ได้มาเกินครึ่งไปนิดเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องอยู่กับชีวิตความเป็นจริง เอ่อ แล้วก็สนับสนุนให้คนใช้ E20 B20 เพราะว่าเกษตรกรเราผลิตได้ในประเทศ ตรงนี้อาจารย์มองยังไงฮะ
คือการปรับตัวต้องมีแน่
อืม แต่มาตรการที่มันจะช่วยเนี่ย ทำอย่างไร อ่ะ คนขับรถไปแล้ว อยากเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า ครึ่งทางเนี่ย มีจุดจอดให้เขาเพียงพอ ค่าจอดรถแพงเกินไปมั้ย หรือคนใช้รถอื่นเนี่ย อยากให้เปลี่ยนมาใช้เป็นไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้า พร้อมปรับตัว มีสินเชื่อให้เค้ามั้ย
อืม
คือหน้าที่ของรัฐเนี่ย มันต้องสนับสนุน ซัพพอร์ตการปรับตัวของประชาชน
ครับ
อย่างเต็มกำลัง
อ๋อ
ไม่อย่างนั้นมันไม่เกิดหรอกครับ
คือโอเค ผมเข้าใจแล้ว หมายถึงว่า ถ้าจะมาบอกว่า เฮ้ย ต้องปรับตัว ต้องเปลี่ยน ต้องช่วยกัน มันไม่พอ คุณต้องสนับสนุนให้ประชาชนเนี่ย เขาสามารถปรับตัวได้ด้วย ถูกมั้ยฮะ
คือมันไม่ใช่ทุกคนที่จะซื้อรถ EV แบบท่านนายกได้
ครับ
ดังนั้น คุณต้องคิดถึงหัวอกหัวใจ นี่ไม่ได้พูดเล่นนะครับ คือ ชาวประมงนี่เขาออกเรือกันหลายวันน่ะ อยู่ๆ จะให้เขาเปลี่ยนไปใช้เครื่องไฟฟ้า หรือทำมาหากินอย่างอื่น มันไม่ได้ทำได้ทันทีนะครับ คุณต้องมีมาตรการเสริมเข้าไปช่วย เกษตรกรที่เครื่องไถรถจากที่เป็นใช้น้ำมันเก่าเดิมอ่ะ ถ้าคุณอยากเขาเปลี่ยน หรือเขาลดการใช้พลังงาน ติดโซล่าเซลล์ คุณก็ต้องเข้าไปช่วยเขา ซึ่งในต่างประเทศเวลาคิดเรื่องพวกเนี้ย การปรับตัวมันไม่ใช่ใช่เรื่องระดับปัจเจก มันเป็นเรื่องที่ว่ารัฐให้เครื่องมือ สนับสนุนอะไรอย่างไรครับ
ครับ ดังนั้น ถ้าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ท่านนายก และคุณเอกนัสจะพูดถึงเรื่องการปรับตัว แต่ก็ขอให้มันมีมาตรการออกมาให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม แล้วต้องเรียนว่าตอนนี้นะครับ การช่วยกลุ่มเปราะบางก็ดี แต่ผมคิดว่าทุกคนในประเทศไทยตอนนี้ รู้สึกตัวเองเปราะบางทั้งนั้น
ครับ
ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองไม่เปราะบางนะ ครับต้องเรียนอย่างนี้ก่อน บางทีถ้าเราไม่อยากให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมันมากเกินไปอ่ะ มาตรการที่ออกมามันต้อง ทั้งยิจริงตรง แล้วก็มีมาตรการส่วนกลางที่ทุกคนรู้สึกว่า ได้รับการผ่อนแรง การบรรเทาทุกข์จากภาครัฐบาลด้วยเช่นเดียวกัน
อืม เอ๊ะ ผมจะเห็นคอมเมนต์ลักษณะหนึ่งในช่วงที่ผ่านมาเยอะมากนะฮะ ว่าบางท่านก็บอกว่า เอ๊ะ บางท่านเนี่ย ไปโจมตีคุณอนุทิน ไปโจมตีรัฐบาล แต่ปัญหาที่เกิดตอนนี้เนี่ย มันไม่ได้เกิดเพราะตัวนายกนะ ต่อให้ใครมาเป็นรัฐบาลตอนนี้เนี่ย ก็เจอปัญหานี้หมด เพราะมันคือวิกฤตโลก ให้กำลังใจกันดีกว่า อย่ามาตำหนิ อย่ามาโจมตีกัน อาจารย์ต้นมองไงฮะ
ครับ ผมยืนยันว่าผมก็ทำหลักการนั้นมาตลอดนะครับ อะไรดีนี่ผมก็ชมไปหลายรอบแล้วนะฮะ วันนี้แต่อะไรที่มันต้องทำไปอีกขั้น ก็จะเรียนตามตรงคือ เป็นภาวะวิกฤตที่ทั้งประเทศต้องฝ่าฟันไป ด้วยกันนะครับ อย่างหลากหลายเรื่องที่ผม เรียนว่านายกทำถูกแต่ช้าไป มันก็ช้าไปจริงๆ เพราะตอนนี้รัฐบาลมีหน้าที่คิดเผื่อ
อ่ะ เดือนต่อไปจะเกิดอะไร เดือนต่อไปจะเกิดอะไร ชาวนารู้สึกยังไง ชาวประมงเจอปัญหาอะไร มนุษย์เงินเดือนเจอปัญหาอะไร ตอนนี้มันต้องคิดอย่างเงี้ย
อืม
อ่ะ ตลาดทุนอย่างเงี้ย อ่า ยกตัวอย่างตลาดทุนที่มันกระทบหนัก ถ้าบางประเทศอย่างเกาหลีเนี่ย เขามีกองทุนออกมาช่วยให้ตลาดทุนมันไม่ผันผวนเกินไป อย่างเงี้ย คุณก็ต้องคิดถึงคน ผมคิดว่า การคิดถึงกลุ่มเปราะบางก็ดี แต่ตอนเนี้ย มันเดือดร้อนกันทั้งประเทศ มันก็ต้องมีมาตรการที่มันครอบคลุมทั้งประเทศเช่นเดียวกันครับ
อ
เอ่อ มันมีอยู่สักประมาณ 2-3 คำถามที่คนถามกันเยอะนะฮะ หรือเสนอแนะกันเยอะ หรืออาจจะยังเข้าใจผิดก็เลยขอถามอาจารย์นิดนึง บางท่านบอกว่า เอ้ย ไปดูอทีเทียบราคาน้ำมันในอาเซียนหน่อยก็ได้นะฮะ ถ้าเรามีตารางนะฮะ คือคนบอกว่าเราซื้อน้ำมันจากบรูไนได้มั้ย เอ่อ เพราะว่าบรูไนเนี่ยผลิตน้ำมันได้เอง แล้วก็ราคายังถูกอยู่นะครับ แล้วถ้าเทียบกันเนี่ย อ่า ของเราเนี่ยบางท่านถ้ามองโลกในแง่ดีก็คือ ยังถูกกว่าหลายๆ ประเทศ แต่ว่าในเมื่อตอนนี้เราอยากจะหาน้ำมันจากแหล่งอื่น เราซื้อจากบรูไนเวิร์คมั้ย อาจารย์ หรือน้ำมันเค้าพอมั้ย ไม่เพียงพอ อะไรยังไง ตรงนี้อาจารย์มีข้อมูลมั้ยฮะ
คือมันขึ้นจากศักยภาพของโรงกลั่นเราด้วยนะ ครับที่ เอ่อ มีคนเคยเปรียบเทียบคุณภาพของน้ำมันดิบแต่ละประเทศมันไม่เหมือนกัน แล้วอิหร่านเนี่ย ตรงนั้นมันเรียกว่าน้ำมันมันค่อนข้างดี อ่า โรงกลั่นของเรามันยังไม่ยกระดับไป เช่น บางคนเคยเสนอตั้งแต่ตอนวิกฤตสงครามรัสเซียยูเครนแล้วว่าน้ำมันจากรัสเซียก็มี มันเอามาทำได้มั้ย แต่ต้องบอกว่าโรงกลั่นมันต้องเป็นโรงกลั่นที่มี capacity พอที่จะไปกลั่นน้ำมันดิบบางประเภท
อืม
ดังนั้น มันขึ้นกับ capacity ของโรงกลั่นเราด้วยครับ แต่ส่วนที่ผมสนใจตรงนี้คืออะไร รู้มั้ยครับคุณ มันคือราคาไทยกับมาเล ท่านผู้ชมลองดูดีเซล ไทยกับมาเล แทบจะเท่ากันเลย
แทบจะเท่ากัน ซึ่งเป็นความตั้งใจของรัฐบาล หลายสัปดาห์ก่อนเนี่ย เอ่อ ทุกคนในรัฐบาลนะ พยายามจะบอกว่า พยายามจะตั้งราคาน้ำมันไทยกับมาเลเซียให้ใกล้เคียงกัน
ครับ
ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ benchmark ซะทีเดียว นะครับมันเป็นความกังวล เพราะทุกคนรู้ว่ามันเกิดการรั่วไหล การลักลอบระหว่างไทยกับมาเล
ครับ
ดังนั้น อันนี้ผมขอมองไปข้างหน้านะครับ ถ้าคุณไม่แก้ปัญหาเรื่องการลักลอบ เอาน้ำมันออกไปมาเล ทั้งขาไปขาเข้านะ แล้วแต่ว่าตอนไหนใครแพงกว่านะ
ครับ
ถ้าคุณไม่แก้ตรงนั้น สุดท้ายคุณจะทำนโยบาย โดยต้องไปอิงกับมาเลเซียเป็นหลัก
อืม
ซึ่งผมคิดว่าไม่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะเราไม่รู้หรอก วันนึงมาเลเซียเกิดมีปัญหาการเมืองภายใน อยากอุดหนุน ซับซิดไซราคาสุดๆ ซึ่งกว่าจะทำได้ เพราะเขามีตังค์มากกว่าเรา เอาจะทำแล้วราคาเปลี่ยน จะเกิดความวุ่นวายกับราคาในประเทศไทยทันที
อืม
ผมคิดว่าความตั้งใจตอนเพียรพยายาม เรียกว่าพอแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ลักลอบไม่ได้ ก็ไปตั้งราคาให้มันใกล้กันไป
ครับ
ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาว ถ้าคุณไม่แก้เรื่องการลักลอบ กักตุน โดยเฉพาะไปทางมาเลเซีย ไปทางเรือเนี่ย
อืม
มันจะทำให้การทำนโยบายค่าน้ำมันของเราไม่ เป็นอิสระจากมาเลเซีย ซึ่งไม่ดีอ
อืมอ่ะ ไหนๆ พูดถึงตารางนี้แล้วนะฮะ บางท่านบอกว่าจริงๆ ตารางนี้มันมาเปรียบเทียบกันโดยตรงไม่ได้หรือเปล่า เพราะว่าเรามีกองทุนที่อุดหนุนชดเชยอยู่
เปรียบเทียบไม่ได้หลายมิติเลยครับ คุณออฟ เพราะค่าใช้จ่ายคนสิงคโปร์ รายได้ต่อเดือนเท่าไหร่
ครับ
อ่า ญี่ปุ่นที่ชอบเทียบกัน รายได้เท่าไหร่ อเมริกาเท่าไหร่ เวียดนามเท่าไหร่ มาเลเซียเนี่ย รายได้ต่อหัวเาแพงกว่าไทยนะครับ รายได้เฉลี่ยต่อหัวเกือบ 2 เท่าของคนไทย
อืม
ดังนั้น คล้ายๆ กับเรื่องอื่นเหมือนกัน คุณก็ต้องเทียบ โอเค เราเข้าใจปัจจัยโลกนะ ผมไม่เคยตำหนิรัฐบาลเรื่องนี้ เราเข้าใจว่ามันเป็นปัจจัยโลกที่มันต้องสะเทือนไปพร้อมกันทั้งโลก โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงครับ
ครับ
แต่ว่าสุดท้ายอ่ะ ค่าใช้จ่ายประชาชน น่ะ คนไทยไม่ได้รวยคนมาเลเซีย ดังนั้น ความรู้สึกเดือดร้อนมันเลยสูงกว่าไงครับ ผมว่าตารางเนี้ย มันจะสะท้อนอย่างหนึ่งว่า ถ้าคุณเทียบกับค่าใช้จ่าย ค่าน้ำมันนะ กับรายได้เฉลี่ยต่อหัว
ครับ
มันจะเห็นเลยว่าประเทศไหนที่คนเดือดร้อนมากกว่าประเทศอื่นเนี่ย คนลาวเดือดร้อนกว่าคนไทยแน่นอน คนฟิลิปปินส์เดือดร้อนกว่าคนไทยแน่นอน
ครับ
แต่คนมาเลเซีย คนสิงคโปร์ โดยความเดือดเหลือหนอใจจะไม่เท่า คนไทย
อืม
ดังนั้น มันต้องมีชาร์จนี้มันต้องไปเทียบกับรายได้ต่อหัวด้วยครับ
ครับ อีกประเด็นที่ เอ่อ คนชอบมาคอมเมนต์เยอะนะฮะ ว่าอ้าว ไทยเราก็กลั่นน้ำมันได้ด้วยตัวเองนี่ เราใช้ไอ้ที่เรากลั่นออกมาได้เต็มประสิทธิภาพแล้วหรือยัง ทำไมเราต้องพึ่งพาการนำเข้ามากมายมหาศาลขนาดนั้น อาจารย์มีอะไรอยากจะสะท้อนตรงนี้หน่อยมั้ยฮะ
คือวิกฤตครั้งนี้นะครับ ทำให้สังคมไทยกลับมาตระหนักอีกครั้งว่า เราพึ่งพาโลกแค่ไหน
อ
ผมคิดว่าก่อนหน้าเนี้ย เรา รู้สึกมั่นคงในตัวเองมากเกินไป โดยลืมไปว่าเราอ่ะ นำเข้าอะไรต่อมิอะไรเยอะมาก
อืม
ที่ผ่านมาปีที่แล้วทั้งปีนะครับ ไม่ว่ารัฐบาลสีอะไรนะ พยายามจะโปรโมทแต่ว่า ส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการ ส่งออกเยอะ
ใช่ครับ
แต่ผมพยายามจะแย้งตลอดว่า อย่าลืมดูฝั่งนำเข้า เรานำเข้ามากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน จนปีที่แล้วเราขาดดุลนะครับ เน้นๆ ทั้งปีอ่ะ
ครับ
แปลว่าเราอ่ะ พึ่งพาประเทศอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสินค้า วัตถุดิบ พลังงาน รวมถึงของใช้ เครื่องใช้ไม้สอยในบ้าน
ตรงนั้นแหละที่เป็นความอันตราย ที่มันจะปะทุเกิดวิกฤตขึ้นมา
ในแง่การทำนโยบายอ่ะ จึงมันต้องเป็นเหรียญ 2 ด้านระหว่างนำเข้ากับส่งออก และตัวนำเข้านี่แหละครับ ที่เป็นตัวบอกว่าเราพึ่งพาประเทศอื่นและโลกมากแค่ไหน
ครับ
อื เอ่อ ทีนี้ผมจะเชื่อมสถานการณ์ในประเทศ ไปที่สถานการณ์ที่ตะวันออกกลางด้วยแล้วนะ ถามอยากถามในมุมมองอาจารย์นะฮว่า เอ่อ ด้วยความที่ทรัมป์ก็จะเปลี่ยนรายวันแบบนี้นะฮะ บางวันอารมณ์นึง บางวันอีกอารมณ์นึง เอ่อ เมื่อคืนก็เกรี้ยวกราดใช่มั้ยฮะ จะถล่มภายใน 4 ชั่วโมงอ่ะ วันนี้มีข่าวบอกว่าอาจจะชะลอไปแล้ว ถ้าตกลงกันได้เนี่ย ถ้าถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้เนี่ย อาจารย์ประเมินไว้ยังไงครับว่า เฮ้ย ผลกระทบกับประเทศไทยมันจะลากยาว หรือมันจะหนักขนาดไหน
ผมคิดว่าถ้ามองผ่านมุมรัฐบาล และถ้าเราเป็นรัฐบาล ยังไงก็ต้องคิด worst case
ไม่อาจคิดดีกว่านั้นได้
ซึ่ง worst case เนี่ย ก็คืออย่างน้อยทั้งปีลากยาว คือตอนนี้มันมี 3 scenario ว่า 1 คือจบเร็ว แต่จบเร็วก็คือสัก 2 เดือน กับกลางๆ ก็สักครึ่งปีนะครับ กับเลวร้ายสุดๆ ก็น่าจะลากไปยาวทั้งปี
อืม
ยังไงซะ ถ้าถ้าเป็นรัฐบาลน่ะ ภาคเอกชนก็อาจจะคิด 3 scenario ได้ แต่รัฐบาลต้องคิดถึง scenario ที่รุนแรงที่สุดไว้ก่อน
อืม
ผมคิดว่าอันเนี้ย เป็นความผิดพลาดที่ควรจะเป็นบทเรียนตั้งแต่รอบตึงราคา รอบตึงราคานี้ เข้าใจว่าผู้กำหนดนโยบายก็ออกมายอมรับว่าเขาประเมินว่ามันจบเร็ว
ครับ
ได้ประกาศตึงราคาไว้ ดังนั้น ตอนเนี้ยผมคิดว่าต้องประเมินแล้วว่า ถ้ามัน worst case แหล่งน้ำมันที่นำเข้าจะเป็นอย่างไร น้ำมันสำรองจะเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าฟังจากท่านนายกเมื่อวานก็คิดว่าเริ่มตระหนักในในภาพของ worst case แล้วเช่นเดียวกัน
ครับ
แต่อย่างที่เรียนว่า ยังไงซะ ถ้าคุณอยากให้ประชาชนปรับตัวไปมากกว่า มันต้องมีมาตรการเสริมครับ ตอนนี้ทุกคนปรับตัวแล้ว เท่าที่จะทำได้
ครับอือๆ แล้วถ้าให้อาจารย์ประเมิน สถานการณ์โลกในวันนี้ล่ะฮะ ว่าเนี่ย สหรัฐ อิสราเอล อิหร่าน ยังไม่รู้จะออกหน้าไหนเลยเนี่ย อาจารย์อาจารย์ประเมินคือประเมินยากนะฮะ
ผมเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ครับ ผมกลับไปอ่านยุค 25 ตอนนั้นเรามีวิกฤตน้ำมันนะครับว่า 2516 เนี่ยเริ่มวิกฤตละ แล้วมันก็ไล่มา 2519 แล้วลากยาวต่อมา แต่ตอนนั้นข้อดีคือเรามีการปรับตัวกันครั้งใหญ่ในประเทศเหมือนกัน แต่มันใช้หลายปีนะครับ แต่ภาคเศรษฐกิจก็ต้องพร้อมปรับตัวโดยรัฐเข้ามาช่วย ดังนั้นถ้าอ่านจากประวัติศาสตร์เราเองอ่ะ เราก็จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเรียกว่าทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่เหมือนกันครับ
การเข้าสู่พลังงานสะอาดพลังงานทางเลือกเนี่ย มันจะไม่ใช่ทางเลือกแล้ว มันจะต้องกลายเป็นทางหลักแล้วครับ
ครับ แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลในการปรับเปลี่ยนเนี่ย มันอาจจะต้องใช้เวลามั้ฮะ แต่ว่าใน ใช้เวลาใช้เงินครับ ในสถานการณ์เฉพาะหน้าที่สมมุติฮอร์มุสยังปิดอิหร่านเบอกไม่ได้ปิดหรอกแต่ว่าเลือกเรือที่จะผ่านถูกมั้ฮะ หรืออาจจะต้องจ่ายอะไรเพิ่มขึ้นเนี่ย
เอ่อ ถ้ายังเป็นแบบนี้เนี่ย เท่ากับว่าไอ้น้ำมันที่เราเพิ่งพาจากตะวันออกกลางเนี่ย มันมันก็จะช็อตไปเลยมั้ฮะ เราก็อาจจะต้องรีบไปดีลกับที่อื่นมากขึ้นหรือยังไงมั้ฮะ
อือ อย่างที่เรียนว่า capacity ในการกลั่นเนี่ย มันขึ้นกับประเภทน้ำมันครับ ที่มีปัญหาที่มันเชื่อมโยงไปกับว่าทำไมต้องพึ่งพาราคาสิงคโปร์เนี่ย มันคือทั้งปริมาณที่เรากลั่นกับคุณภาพน้ำมันที่เรากลั่นได้
ดังนั้นอันเนี้ย ถ้าจะแก้ไขมันเป็นระยะกลางอื คือมันทำไม่ได้ทันทีอ่ะ ครับ คุณยังต้องพึ่งพาน้ำมันจากตัวกลางพอสมควร ที่มันจะลดได้มันจะเป็นเรื่องของการเนี่ย ปรับตัวเพราะว่าอย่าลืมว่าขยักต่อไปที่อยากให้รัฐบาลล่วงหน้าไฟฟ้าละ ออ พอคนแห่มาใช้ไฟฟ้ากันมากขึ้นรถไฟฟ้าเติมไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ต่อไปจะมีปัญหาเรื่องนี้คุณจะทำยังไง off peak คุณจูงใจให้คนไปใช้ไฟฟ้าในช่วง off peak มากขึ้นหรือเปล่า จริงๆต้องเริ่มทำ
อื ผมสมมุติต่อฮะ สถานการณ์ที่อาจารย์บอกว่าจะเลวร้ายนะครับ ผมก็นึกภาพตามอยู่ว่า เกิดวันอังคารตามเวลาสหรัฐเนี่ย ทรัมป์ทำจริงเถล่มอิหร่านหนักกว่าเดิมไม่สนและอาชญากรสงครามอะไรไม่รู้ละ ชั้นถล่มโรงไฟฟ้าชั้นถล่มสะพานชั้นถล่มที่พลเรือนของอิหร่านมันจะยังไงต่อเนี่ย
ผมยังอยากประเมินว่าเป็นแค่การขู่อยู่นะครับ ถ้าณตอนนี้นะ ต้องดูจังหวะอีกทีว่า เป็นอย่างไรนะครับ ถ้าณวันนี้เวลานี้ที่อเมริกายังไม่เช้าใช่มั้ยอ่า ผมคิดว่ายังเป็นการขู่ของทรัมป์ และยังหวังว่าจะเกิดการเจรจาครับ
คือทรัมป์เนี่ย อาจจะประเมินตัวเค้าเองยากแต่เค้าเชอแรงกดดัน 2 ทางนะ ด้านนึงก็คือพวกตลาดทุนและเรียกว่าทุนนิยมในอเมริกาก็กดดันทรัมป์อยู่เพราะมันจะปั่นป่วนไม่อยากให้ปั่นป่วนไปมากกว่านี้ กับ 2 คือพอมี mid-term election หรือว่าการเลือกตั้งในอเมริกาเองที่มันส่งผลต่อคะแนนเสียงที่เขาลดลงอย่างเงี้ย ผมคิดว่า 2 แรงเมันก็บีบการตัดสินใจของทรัมป์ไปด้วยในตัว คือต่อให้ไม่ว่าผู้นำจะเรียกว่า เอ่อคาดเดาไม่ได้แค่ไหนอ่ะ แต่คุณเจอแรงบีบจากภาคธุรกิจกับแรงบีบทางการเมืองมันก็ทำให้การตัดสินใจน่าจะลู่เข้าไปสู่การเจรจา แต่แน่นอนมันมีการบัฟตามสไตล์ของทรัมป์ครับ
ครับอื แต่อิหร่านเองก็คงไม่ยอมง่ายๆมั้ฮะว่าฮุ มันเหมือนเป็นสิ่งที่เขาเอาไว้ต่อรองตลอดเวลาเอ้ยจะมาเปิดง่ายๆมันคงไม่ใช่
คือมันมีหน้าปกของ Economist เมื่อสัก 2 สัปดาห์ที่แล้วที่วาดดีมากเลยคือเป็น กำมือของอิหร่านที่กุมแผนที่โลกเอาไว้ แล้วบีบเอาไว้อ่ะว่านี่แหละคุณเห็นหรือยังว่าช่องแค่พออุสมันกุมครับ ซึ่งเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกที่เริ่มใช้น้ำมันแล้วนะครับ ที่อิหร่านและตะวันออกกลางมีนาต่อรองตั้งแต่ยุคโอเปกยุค 2516 มาจนถึงยุคนี้ก็เป็นเพราะอย่างนี้แหละ
ดังนั้นโจทย์ของประเทศไทยระยะต่อไปเนี่ย มันคือการเปลี่ยนผ่านพลังงานซะที อือๆ แหมแต่ถ้าดูยอดจองจากออโต้โชว์ก็อาจจะอาจจะคิดยังไงไม่ได้ฮะ เพราะว่าอันดับ 1 เป็นรถไฟฟ้านะฮะ ซึ่งดีแล้วแต่เดี๋ยวรอสินเชื่อก่อน ตอนนี้มีคนบอกว่าเค้าขอสินเชื่อไปเจะไปขอสินเชื่อไฟแนนซ์ไฟแนนซ์จะผ่านแค่ไหน อ่ะต้องไปวัดยอดตรงนั้นอีกทีครับ
อื หรือๆมันอาจจะเป็นภาวะตื่นตัวเฉพาะช่วงนี้ไปด้วยนะครับอาจารย์แต่ว่าระยะยาวเรายังไม่แน่ชัด
เรื่อง EV นี่จริงๆคุยได้อีกยาวนะ เรื่อง EV นี่ เอ่อ รัฐเราอุดหนุนมาเยอะนะ รัฐบาลไทยนี่ใช้เงินไปเกิน 20,000 ล้านบาท อือ แต่มันมีปัญหาว่ามันไม่เชื่อมต่อกับ supplier เดิม ดังนั้นถ้าเปลี่ยนผ่านผมอยากจะให้ถือโอกาสว่าเปลี่ยนผ่านแล้วเอา supplier ไทยผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปสู่ใน supply chain EV ให้ได้ด้วย มันจะได้ไม่ตกงานกันชุดใหญ่ครับ
ครับ ครับนะฮะอ่ะทีนี้เรื่องทั้งหมดที่เราคุยกันเนี่ย ก็จะเชื่อมโยงไปถึงการอภิปรายในวันแถลงนโยบายรัฐบาลครับ พฤหัสสุก 9-10 เมษายนนี้นะครับเ่อ วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้โพสต์ในโซเชียลมีเดียนะครับอ่ะเดี๋ เอาภาพขึ้นมาหน่อยนี่ฮะเอ่อเป็นภาพนี้นะ เป็นภาพคุทินนะครับแล้วก็มีข้อความบอกว่า พอแล้วรวยไม่ไหวแล้วติดตามอภิปรายนโยบายรัฐบาลอนุทิน 9-10 เมษายน 69 เอ่อเราจะได้เห็นอะไรจากพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 9 และ 10 นี้ฮะอาจารย์
อ่า ธีมที่ใช้กันเนี่ย จะเป็น "พอแล้ว" จุดๆ "ไม่ไหวแล้ว" อ๋อ คือแล้วแต่สถานการณ์ที่แต่ละคนเจอบางคนอาจจะบอกว่าเอ้ยต้นทุนแพงไม่ไหวแล้วอ่า น้ำมันราคาสูงไม่ไหวแล้วนะครับ แต่มันเป็นสะท้อนความรู้สึกของคนว่ามันเป็นภาวะที่มันเดือดร้อนแม้จะมาจากวิกฤตโลกก็ตามครับ แต่เราก็อยากได้รัฐบาลที่รู้สึกว่ารัฐบาลอยู่เคียงข้างข้างประชาชนเป็นสะท้อนความรู้สึกนี้นะครับ ดังนั้นในการอภิปรายก็จะเน้นไปที่การบริหารจัดการประเทศในยามวิกฤตอ นะครับ ซึ่งต้องเรียนว่าถ้าดูจากคำแถลงนโยบายที่ส่งมาให้ที่เผยแพร่แล้วเนี่ย ครับ ก็ยังเป็นการทำนโยบายที่เสมือนอยู่ในภาวะปกติมากเกินไป อื คือ ยังไงฮะ คือคล้ายๆกับตัวเนื้อความเนี่ย พูดถึงภาวะปกติเลย แค่เติมคำว่าวิกฤตเข้ามาในบทนำในอออักช ครับ ว่าเกิดวิกฤตการอ่าสงครามในตะวันออกกลางนะ ตึ๊ดๆ แต่เนื้อในเนี่ยที่บอกว่าจะทำอะไรนู่นนี่นั่น 1 2 3 4 เนี่ย ยังเป็นให้ความรู้สึกเสมือนกับเป็นช่วงเวลาปกติ อื เราเลยรู้สึกว่าถ้าตั้งต้นแบบเนี้ยไม่ค่อยดี เพราะจริงๆตอนนี้ถ้าจะทำนโยบายซึ่งไม่ใช่รัฐบาลใหม่ด้วยนะครับ ยังเป็นเรียก ว่าคนที่กุมโดยเฉพาะนโยบายสั่งเศรษฐกิจ การค้าเนี่ย ยังเป็นคนเดิมเราเห็นความต่อเนื่องมา ดังนั้นเราอยากให้การทำนโยบายเนี่ย สะท้อนความรู้สึกร่วมกับประชาชนและการวางแผนในช่วงวิกฤต อื ถ้าอ่านถ้าท่านไหนได้อ่านนะครับ หรือรอฟังอภิปรายก็ได้เราจะรู้สึกว่ามันยังเป็นการคิดนโยบายแบบเสมือนกับ ภาวะปกติเลยจะทำอย่างงั้นอย่างงี้อย่างงี้โดยไม่รู้สึกว่ามันต้องมีจุดร่วมที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไปอย่างไร ครับ
เอ่อเอ่อ ถ้าบางท่านเอาไปเอางี้แล้วกันฮะ เอาเป็นแฟนคลับของภูมิใจไทยก็แล้วกันนะฮะ อ เขาบอกว่าเนี่ยในยามวิกฤตแบบนี้เนี่ยต่อให้นายกรัฐมนตรีจะมาจากพรรคประชาชนพรรคเพื่อไทยพรรคประชาธิปัตย์ก็เจอสถานการณ์แบบคุณอนุทินเหมือนกันหมดนี่แหละ จะให้เขาบินไปคุยกับทรัมป์หรอคุยกับอิหร่านแล้วก็คงไม่ได้ก็คงออกมาไม่ต่างกันหรือเปล่าเนี่ย อาจารย์ต้นจะตอบว่าอะไรฮะ
ผมว่าถ้าเป็นรัฐบาลพรรคประชาชนจะจับไอ้โม่งได้ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 อ่า และจะไม่ตรึงราคาตั้งแต่รอบแรก อื ครับ นี่คือความแตกต่างถ้าเป็นรัฐบาลพรรคประชาชนครับ แต่แน่นอนเรื่องราคาเรื่องความเดือดร้อนเนี่ย มันเกิดขึ้นมันเป็นปัญหาทั่วโลก แต่อย่างน้อยการ คือผมไปออกรายการกับคุณพิพัฒน์แล้วถามคุณพิพัฒน์ในรายการว่าท่านเชื่อจริงเหรอว่ามันไม่มีการลักรอบขนส่งน้ำมันทางเรืออันนี้ก่อนหน้าที่จะจับได้นะครับ คุณวิภัฒน์ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าไม่มีทางเกิดได้หรอก ผมรู้สึกว่าวิธีคิดแบบเนี้ยในฐานะ ผอ.สบก. ไม่ถูกแล้ว อ ถ้าคุณไม่ยอมรับว่ามันมีอยู่จริงและไม่พยายามค้นหามันก็หาไม่เจอหรอก อื ดังนั้นแล้วผมเชื่อว่า 57 ล้านลิตรเป็นแค่ส่วนนึงเท่านั้น แปลว่ามีอีก มันมีอีกแน่นอน อันนี้มันเรียกว่าทำจนน่าเกลียดจนไม่ไหวแล้วอ่ะ จนถึงขั้นที่ต้องจับกันซักทีต้องส่งสัญญาณกันซักที แต่ยังไม่เห็นนะครับว่าสุดท้ายปลายทางอ่ะไปถึงไหนจับตัวได้จริงแล้วก็เอาผิดได้แค่ไหน ยังต้องตามกันต่อ แต่เราเชื่อว่าไม่ได้มีแค่นี้ และไม่ใช่กองทัพมดอย่างที่รัฐบาลพยายามจะบอกว่าเป็นเพราะคนกักตุนกันเอง เอาแกรอนมาเติม ไม่มีใครเอาแกรอนไปกักตุน กักแกอนเนี่ย เค้าเอามาเพื่อไปเติมเครื่องจักกลการเกษตรของเขารถไถของเขา อือ ไม่มีใครขนแกรอนทีละเท่านี้เพื่อไปกักตุนใช้ความจำเป็นในชีวิตเขา อือ ดังนั้นถ้าเป็นรัฐบาลประชาชนอย่างน้อยสิ่งที่จะอุ่นใจได้คือเราจะเร่งจับไอ้โม่งเราจะไม่สร้างความปั่นป่วนโดยการตรึงราคาแบบนั้นและปล่อยให้เกิดการคอร์รัปชั่นลักรอบต่อไปก็อาจจะเป็นความแตกต่างครับ
อาจารย์ 57 ล้านลิตรที่หายไปเนี่ย หลายท่านเขาวิเคราะห์แล้วก็ตีความว่าไปกัมพูชา อาจารย์คิดยังไงฮะ
เดี๋ยวรอต่อก่อนแล้วกันครับมีเข้าใจว่ามีมีหลายข่าวนะครับมีทั้งบอกว่าอ่าวนรอราคาขึ้นส่งออกนอกประเทศเพราะราคาสูงกว่า อ เมื่อก่อนอาจจะไปมาเลพอมาราคาใกล้กันคุณแก้ปัญหาได้ทางนึงแต่คุณไม่ได้แก้ปัญหาทางอื่นไง ดังนั้นต้องเรียนว่า เรื่องทางเรือนี่ผมคิดว่าพี่น้องคนที่คุ้นเคยกับฝั่งภาคใต้เนอะมันมันเป็นเรื่องที่รู้กันมายาวนานแล้วมีการทำอย่างนี้อยู่หรือไปเติมกลางทะเลก็ตามนะครับ ดังนั้นตรง ถ้าติด GPS อีกเรื่องนึงที่ตอนนั้นผมถามภูมิพัฒก็คือแกเพิ่งติด GPS แล้วก็เทรสลดขนส่งน้ำมันทางบก เมื่อหลังการตรึงราคา 15 วันเท่านั้นเอง อื ไอ้ตรงนี้มันต้องยอมรับว่ามันละหลวมครับ แล้วคุณก็ไม่สุดท้ายคุณเช็คไม่ได้หรอกว่ามันมีการเอาไปกักรถคันนึงไปจอดรถ 10 คันไปจอดนี่มันก็กักตูนไม่รู้เท่าไหร่แล้วนะครับ ดังนั้นก็ต้องเรียนว่ากระบวนการติดตามเชิงข้อมูลนี่แหละที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบได้จริง
พอดีอาจารย์พูดถึงตรงนี้ผมก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่าเอ่อผมก็ชมรายการอยู่นะครับวันนั้นเนี่ยเอ่อในมุมอาจารย์คิดว่าที่ผ่านมา ก่อนจะเกิดวิกฤตน่ะนะครับ มันชิลไปมั้ยฮะ เช่นข้อมูลจากโรงกลั่นเอ่อ หรือแม้กระทั่งเรื่อง GPS เนี่ยมันดูแบบ ไอ้ข้อมูลเหล่านั้นเหมือนไม่มีเลยแล้วเพิ่งจะมามีช่วงเกิดวิกฤตเนี่ยแปลว่าที่ผ่านมามัน
เนี่ยแหละคือความจัดการแบบไทยๆเนาะ เพราะตอนนั้นต้องเรียนว่าไม่มีใครรู้เลยนะ ทุกคนเรียกว่ามีสมมุติฐานไว้ว่าคุณติด GPS รถอยู่แล้วคุณรู้ว่ารถมันไปทางไหนแค่คุณรอตรวจสอบให้จริงจังอ่า ปรากฏว่าเราเพิ่งเพิ่งรู้ตอนนั้นว่าอาจจะติดแต่ไม่เคยเปิดไม่เคยตรวจสอบจนกระทั่งหลังผ่านการตรึงราคาอ่ะ อย่างน้อยๆขอให้เป็นบทเรียนและเริ่มต้นตามตรวจสอบกันจริงจัง เพราะข้อมูลเท่านั้นแหละครับ อือ คือสู้กับคอร์รัปชั่นในไทยนะครับมันไม่ได้สู้ด้วยการเอาตำรวจไปขู่มันสู้ด้วยการเปิดเผยข้อมูล อืๆ
เอ่อแปลว่า 9-10 เมษายนนี้เราจะได้เห็นสไตล์การอภิปรายของพรรคประชาชนไปในแนวไหนฮะ
อ่ะต้องบอกว่าอันดับแรกอันเนี้ยจะเป็นการอภิปรายนโยบาย อื อย่ายังไม่ใช่การอธิบายไม่ไว้วางใจนะ ครับ แต่แน่นอนเราเข้าใจความรู้สึกของประชาชนแล้วเราจะพยายามให้ประชาชนเห็นว่ามันมีปัญหาการบริหารจัดการในช่วงวิกฤตจนไม่น่าไว้วางใจอย่างไร เพราะเรารู้สึกว่ามันทำให้ประชาชนเนี่ยรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจมากเกินไป แต่ฐานที่จะเป็นหลักในการอภิปรายตามหลักการเนี่ย มันคือตัวนโยบายที่รัฐมานำเสนอนะครับ ดังนั้นเราก็ใช้ตรงนี้เป็นเกณฑ์ นะครับ หลายท่านคงเห็นละมันมีการพูดถึงเนี่ย พ้นกับดักรายได้ปานกลางมี 5 ยุทธศาสตร์เราก็เอาตั้นมาเป็นฐานแหละว่า ถ้าให้เรามองเราคิดอย่างอะไรดีเราชมอะไรที่คิดว่าต้องปรับปรุงเช่นคุณน่าจะรู้สึกต่อวิกฤตมากกว่านี้เราก็จะวิพากษ์วิจารณ์และเสนอแนะว่าควรจะทำอย่างไรครับ
อืเอ๊ะต้องคุยกับอ่าอันนี้นะฮะ คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีเดี๋รอฟังนะครับถ้าบางท่านอาจจะยังไม่มีเวลาได้อ่านนะฮะเดี๋รอฟังวันที่ 9 และ 10 เมษายนนี้ฝ่ายค้านต้องคุยกันเองมั้ฮะกับประชาธิปัตย์กับกล้าทำว่าจะแบ่งอภิปรายกันยังไง
คือฝ่ายค้านเนี่ยก็ทำงานร่วมกันแบบมืออาชีพ ดังนั้นจะเป็นเรื่องการจัดสรรเวลาและเชิงประเด็นครับ คงจะครับ เอ่อคุณพฤทธเคยพูดเนอะว่าฝ่ายค้านนี่เหมือนคนไม่มีแฟนแล้วมาอยู่ด้วยกันนะครับ ดังนั้นก็ทำงานในลักษณะนั้นมืออาชีพร่วมกัน ออ คือไม่กังวลว่าหัวข้อหรือประเด็นหรือเนื้อหาที่พูดมันจะซ้ำกันมั้ฮะ
ถ้าถ้าไม่ได้ตกลงกันแบบจริงจังอื ผมคิดว่ามีเอ่อมีเรียนว่ามีการตกลงทั้งเชิงเวลาและเชิงประเด็นแต่ยังไงซะผมคิดว่ามันเป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าที่มีร่วมกันครับ ดังนั้นจึงไม่ผิดสมมุติว่าผู้แทนจากนครพนมพูดเหมือนกับผู้แทนจากสมุทรสาครไม่ผิดนะครับ เพราะแต่ละพื้นที่เนี่ยอาจจะมีปัญหาร่วมกันปัญหาต่างกัน ดังนั้นผมคิดว่าเป็นโอกาสดีที่ผู้แทนราษฎรแต่ละคนจะได้พูดแทนราษฎรของเขาเองครับ ดังนั้นการซ้ำของเนื้อหาก็แปลว่าประชาชนในหลายพื้นที่มีความเดือดร้อนเดือดเนื้อร้อนใจร่วมกันผมว่า fair enough ที่จะฟังครับ
ก็คือเดือดร้อนจริงๆอ่ะ เป็นตัวสะท้อนว่ามันทุกข์หย่อมหญ้าถูกมั้ฮะถ้าเกิดเขาพูดในประเด็นคล้ายกัน ใช่ครับ
เอ่ออีกประเด็นนึงที่ผมฟังรัฐบาลแล้วยังยืนยันว่าจะทำแน่นอนคือคนละครึ่งพลัสเอ่อ แต่ผมก็คุยกับหลายท่านก็เสียงแตกนะฮะบางท่านบอกว่าเหมาะแล้วต้องรีบเข็นออกมาตอนนี้นะครับบางท่านบอกว่าอุ้ยนายกเอาเงินที่จะทำคนละครึ่งพลัสเนี่ยไปทำอย่างอื่นก่อนดีไหมไม่ใช่ช่วงเวลานี้อยากฟังมุมอาจารย์ต้นคิดว่าเวลานี้เหมาะสมกับคนละครึ่ง Plus มั้ฮะ
เราอยากให้เอาคนละครึ่งเนี่ย มารวมกับการเปลี่ยนผ่านการปรับตัวของประชาชนเรื่องพลังงานไปด้วย ยกตัวอย่างนะครับสมมุติ ซึ่งจริงๆเป็นหนึ่งในนโยบายที่เราเสนอตอนที่หาเสียงว่าคุณสามารถทำคนละครึ่งภาคอุตสาหกรรมก็ได้เช่นคนเนี่ย จะเปลี่ยนไปใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มันประหยัดพลังงานมากขึ้น ครับ เหมือนที่เราเคยมีสมัยเบอร์ 5 แต่ถ้าตอนนี้นะถ้าเปลี่ยนผ่านอีกยุคหนึ่งที่ที่มันประหยัดพลังงานมากขึ้นน่ะก็สามารถที่จะมีรัฐไปช่วยหนุนในการเปลี่ยนผ่านตรงนี้ได้นะครับ หรือเกษตรกรที่อยากซื้อรถแต๋นรถอีแต๋นจากเดิมที่ใช้น้ำมันเปลี่ยนเป็นรถอีแต๋นไฟฟ้าอย่างเงี้ย คุณเอาไปช่วยคนละครึ่งได้มั้ย หรือขนส่งสาธารณะ อ่ะจากเดิมที่เคยเดินทางขนาดนี้หรือต้องใช้รถดีกว่าแต่พอขนส่งสาธารณะถ้าคุณช่วยอุดหนุนเกิดคนละครึ่งขึ้นมา อื อ่าสรุปเคือ เราอยากให้ใช้คนละครึ่งให้มันเกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานร่วมกัน ออ ถ้าซึ่งเราคิดว่าดีกว่านะครับ ไหนๆจะต้องปรับตัวแล้วไหนๆจะใช้เงินครั้งใหญ่แล้ว
คือหมายถึงว่าอาจจะอาจจะกำหนดไปเลยถูกมั้ฮะว่าคนละครึ่งใช้กับอะไรได้บ้างอย่างงั้นมั้ฮะ
ก็เรียกว่ามีแรงจูงใจให้แต่ละกลุ่มรู้ว่าจะใช้เพื่อการปรับตัวอย่างไร อื อาจจะดีกว่าการใช้บริโภคอย่างเดียว อ๋อออ