Transcription
จะสว่าง ก็จะมี 2.
โอเค เริ่มนะคะ สวัสดีทุกคนนะคะ วันนี้ 28 เมษายนนะคะ เป็นอังคารสุดท้ายของเดือนเมษายนแล้วนะคะ ก่อนที่เราจะก้าวเข้าสู่ความร้อนน้อยลงในเดือนพฤษภาคม แต่ว่าสถานการณ์การเมืองอาจจะร้อนแรงขึ้น เพราะว่าเดี๋ยวก็จะมีการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครนะคะ เกิดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน. จริงๆ ก็คืออีก 2 เดือนเป๊ะนับจากนี้นะคะ เพราะว่าวันนี้ 28 เมษายน. แต่ว่าวันนี้ไม่ได้มาพูดเรื่องผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนะคะ อันนั้นตะไว้สัปดาห์หน้าดีกว่านะคะ ให้เข้าพฤษภาคมก่อนจะได้เข้าสู่สถานการณ์ที่ดูแบบใกล้ผู้ว่ากรุงเทพมหานครมากขึ้นนะคะ แต่วันนี้จะมาชวนคุยเรื่องอะไรแปลกมากนะคะ ดิฉันเนี่ยไม่มีความมั่นใจในการจะชวนคุยเรื่องนี้เลย แต่จะชวนคุยเพราะว่าเห็นทุกคนตอนนี้กำลังสนุกกับการอะไรนะ 2-3 วันที่แล้วว่าสนุกกับการเล่นให้แบบว่า AI gen personal color ใช่ไหมคะ? ทรงผม การเลือกเสื้อผ้า ก็เป็นความสนุกที่เกิดขึ้นจาก AI.
ในทางตรงกันข้ามคือช่วงหลังๆ มานี้เนี่ยนะคะ ช่อก็อ่านพวก เอ่อ หนังสือพิมพ์นะคะ หรือว่าเว็บข่าวต่างประเทศเยอะ economิเนี่ย อ่านมาเป็นประจำตั้งแต่สมัยเรียนเนาะ จนถึงปัจจุบันนี้ มีอยู่สัปดาห์เนี้ยที่เปิด economิ แล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย! มันเป็น AI ครึ่งเล่มเลยเหรอ? เกินไปหรือเปล่า? ทำไมเดินไปทางไหน พลิกไปอ่านหนังสือพิมพ์อะไร เว็บข่าวไหนเนี่ย มีเรื่อง AI เยอะไปหมดเลย. ในขณะที่ เอ่อ เราคนไทยเนี่ยจำนวนหนึ่ง enjoy กับการใช้ AI เป็นเรื่องสนุก หรือว่าเป็นผู้ช่วยในการทำงานนะคะ ที่ยอมรับว่าช่อเองหลังๆ มาก็เริ่มฝึกใช้ AI ในการเป็นผู้ช่วยในการทำงาน Summariz นะคะ หรือว่าแม้แต่แบบว่างๆ แล้วชวน AI คุยสนุกๆ ใช่ป่ะ? ทุกคนทำกันใช่ไหมเดี๋ยวเนี้ย? เออ ชวน AI คุยแล้วก็ถามความเห็นมันแปลกๆ ตลกๆ อะไรอย่างเงี้ยนะคะ.
แต่ว่า เอ่อ ในโลกตอนเนี้ย AI เป็นเรื่องที่ซีเรียสกว่านั้นมากนะคะ อย่างที่บอกว่าสัปดาห์เนี้ย มันแรงบันดาลใจชอบเกิดจากง่ายๆ แค่นี้เลยว่า เฮ้ย! เราอ่านข่าวต่างประเทศตอนเนี้ย มันแบบแทบจะ 30-40% เลยอ่ะ มันเป็นเรื่องของ AI ในแง่มุมต่างๆ การค้า การลงทุน การแข่งขันกันของมหาอำนาจ และอื่นๆ ต่างๆ มากมายนะคะ. วันนี้ก็เลยจะชวนคุยในหัวข้อที่ว่า อะไรก็ AI ตกลงเราต้องกลัวหรือกังวลเรื่องอะไรกันแน่? หรือว่าเราไม่ควรจะกังวลเลย เราควรรอบรับเทคโนโลยีที่จะทำให้ชีวิตของพวกเราง่ายขึ้นนะคะ?
ช่อบอกว่าคือเวลาเราพูดถึง AI เนี่ย เอาแบบใกล้ตัวที่สุดก่อนเนี่ย คนก็รู้สึกว่ามันก็เหมือนโทรศัพท์มือถือ มันก็เหมือนตอนที่คอมพิวเตอร์เข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา ตอนแรกก็จะแบบงงๆ นิดนึง แต่ว่าสักพักก็รู้สึกว่าขาดมันไม่ได้ ใช่ไหม? ตอนนี้หลายคนก็รู้สึกว่าชีวิตเริ่มขาด AI ไม่ได้แล้ว และสิ่งเดียวที่เรากังวลก็คือ AI ตัวไหนดี? ตัวไหนฉลาดกว่ากันนะคะ?
ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเนี่ย ก็ไปสอบถามนะคะบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้าน AI บรรดาชาวไอทีของพรรคประชาชนนะคะ เขาก็ส่งข้อมูลมาให้ดูน่าสนใจว่าจริงๆ ในโลกของ AI เนี่ยมันมีการแข่งขันในเชิงศักยภาพ ประสิทธิภาพในการรับใช้คนเนี่ยเยอะมากๆ นะคะ ในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักๆ ก็คือเช่น เรื่องการใช้เหตุผลนะคะ เรื่อง mathematics นะคะ เดี๋ยวนี้เด็กๆ เขาก็ใช้ AI ช่วยทำการบ้านกันนะคะ Agentic Coding นะคะ AI เขียนโค้ด เอ่อ overall โดยทั่วๆ ไปนะคะ เทียบกับศักยภาพของมนุษย์นะคะ หรือว่า เอ่อ multilingual reasoning นะคะ ใช้แบบ cross ข้ามภาษาไปมาเนี่ย มันเจ๊งหรือเปล่า? หรืออะไรยังไงแค่ไหนนะคะ? ซึ่งจะว่าไปเนี่ย แต่ละตัวก็มีความเก่งที่ไม่เหมือนกัน.
ถ้าจะพูดถึงตัว AI ที่เราใช้กันแล้วก็ได้ยินบ่อยๆ ในช่วงนี้เนี่ย ช่อลองลิสต์ดูเนี่ยก็จะมีอะไรคะ? ตอนนี้คนพูดถึงมันมากที่สุดก็คือ CL CL AI นะคะ ของ Antropic ซึ่งก็เป็นบริษัทอเมริกันนะคะ ChatGPT นะคะ ของ Open AI อันนี้ก็เป็นบริษัทอเมริกันเช่นเดียวกันนะคะ J9 ของ Google อเมริกันเช่นเดียวกันนะคะ. แล้วถ้ามาฝั่งจีนล่ะ? จีนก็จะมี Deep seek นะคะ Deep EP seek เป็นของจีนคิวนะคะ ของจีนอ่ะ มีอีกตัวนึงซึ่งหลายคนก็รู้สึกมันต๊องๆ แปลกๆ เหมือนเจ้าของมัน ก็คือกอกนะคะ กอกของ X ก็คือของ Elon Mus นั่นเองนะคะ.
เออ เท่าที่ดูเนี่ย สิ่งนึงที่น่าพูดถึงเกี่ยวกับ AI ในแง่ User ในแง่ผู้ใช้ เราก็แค่รู้สึกว่าอยากรู้ว่าตัวไหนใช้งานดีกว่า ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ Experience นะคะ แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน. แต่ว่าโดยภาพรวมเนี่ยนะคะ เอ่อ ในเว็บไซต์จัดอันดับเนี่ยนะคะ อย่าง ver.ai AI เนี่ย ที่เขาให้คะแนน AI เนี่ย ตัวที่จะเด่นในแง่ประมวลผล เนื่องจากว่ามีฐานข้อมูลเยอะเนี่ย ก็คือตัว Gemini เนาะ เพราะ Jem เป็นของ Google นะคะ. แล้วก็ Visual Reasoning เนี่ย จะเป็นของ GPT 5.5 ที่ทุกคนเล่นกันนะคะ Z GPT 5.5 ค่านะคะ แล้วก็ เอ่อ MING ก็ยังจะเป็นเจินะคะ เจมิ 3 Pro. เจมิเนี่ยจะเก่งในแง่ของการใช้งานทั่วๆ ไป School Mat นะคะ เอ่อ การใกล้เคียงกับมนุษย์นะคะ การประสิทธิภาพการทำงานเมื่อเทียบเคียงกับมนุษย์ ก็ยังคงเป็น Gemini นะคะ. ดูเหมือนว่าด้วยความที่มีฐานข้อมูลมากของ Google เนี่ย ก็ทำให้ Gemิเนี่ยเป็น AI ที่โดย overอ โดยภาพรวมเนี่ยเก่ง.
ประเด็นที่จะตามมาหลังจากนี้ที่เราอยากจะคุยกันก็คือ เฮ้ย! ตอนเนี้ยมันเป็นโลกที่มีการแข่งขันกัน 2 เจ้าระหว่าง AI อเมริกากับ AI จีน ใช่ไหม? มีคนบอกว่าอยากให้คุยเรื่องทุเรียนนะคะ เดี๋ยวดิฉันจบจากไลฟ์ของตัวเองแล้วจากไปต่อที่ไทยรัฐนะคะ ใครอยากฟังเรื่องทุเรียนเดี๋ยวไปต่อที่ไทยรัฐเน่าจะถามเรื่องทุเรียนนะคะ. วันนี้จะไปรายการคุณกายพงเกษนะคะ ที่ไทยรัฐทีวี แล้วก็นั่งกับพี่ปุ้มสุรนันท์นะคะ แต่ว่าตอนนี้อยากคุยเรื่อง AI นะคะ ที่สื่อทั่วไปไม่ค่อยถาม เราก็จะมาคุยๆ กันในมองโลกจากดาวอังคารนะคะ.
อ่า กลับมาต่อก็คือ ระหว่างค่ายจีนกับค่ายอเมริกา ตัวที่เราพูดถึงเมื่อกี้เนี้ยนะคะ ที่จัดอันดับเนี่ย ก็เป็นอเมริกันซะหมดเนาะนะคะ เอ่อ Gชat GPT J9 เงี้ย ก็เป็นของอเมริกาหมดเลยนะคะ. แต่เอาจากในออฟฟิศใกล้ตัวดิฉันเนี่ยนะคะ หรือทีมอ่ะ เมื่อกี้เมาส์ทีมโยบายของพรรคประชาชนนะคะ เค้าก็เป็นทีมที่ใช้ AI ในการช่วยทำงานเนี่ยเยอะมาก เพราะว่าเค้าต้องทำงานกับข้อมูลการรีเสิร์ชอะไรต่างๆ เยอะมากนะคะ. ถามว่าเค้ารู้สึกว่าระหว่างพวก เอ่อ AI ของค่ายจีนกับค่ายอเมริกาเนี่ย ก็ได้รับฟีดแบคมาที่น่าสนใจก็คือ ความเก่งก็อย่างที่เราบอกไป มันแล้วแต่ว่าคุณใช้งานประเภทไหนนะคะ ตัวแต่ละตัวมันก็เก่งไม่เหมือนกัน แต่จีนถูกกว่าอย่างแน่นอน.
อ่ะ เริ่มฟังดูคล้ายเรื่องทุเรียนนะคะ มันเป็นการตัดราคานั่นเองนะคะ. ถามว่าทำไม AI ของจีนจึงถูกกว่า? เค้าเรียกว่ามี Competition มากนะคะ มีความสามารถในการแข่งขันด้านราคา มัน Cost Competitive มากๆ นะคะ. เหตุก็เพราะเรื่องนี้ค่ะ ความแตกต่างระหว่างคำว่า Open Source กับ Close Source นะคะ. ดูหน้าพันิกานะคะ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เพราะฉะนั้นเราจะไม่ลงรายละเอียดในเรื่องของเทคโนโลยีนะคะ แต่ว่าความแตกต่างที่มันกลายเป็นนัยยะทางเศรษฐกิจนะคะ และการเมืองเนี่ย ก็คือนี่มันคือแนวคิดระหว่างสังคมนิยมบททุนิยมที่ชัดเจนมากเหมือนกันนะ. คืออเมริกาเนี่ยเป็น เอ่อ Close Source นะคะ ซะส่วนใหญ่ก็คือต่างคนต่างทำ ต่างคนต่าง Develop ก็ถือว่าทรัพย์สินทางปัญญาเนี่ยมันเป็นสิ่งที่คุณต้องลงทุนลงแรง ใช่ไหม? เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นของคุณ แล้วคุณก็พัฒนาเอง บริษัทไหนอยากจะพัฒนาแข่ง คุณก็ต้องลงทุนแข่งกับเรา ไม่ใช่มาเอาของเราไปนะคะ. ในขณะที่จีนเนี่ยเป็น Open Source คืออเมริกามีบางเจ้าที่เขา Open Source นะคะ เช่นอะไรนะของ Facebook? (แะ แอละนะคะ ถามมีการหันไปถามตัวช่วยนะคะ) แอละนะคะ ของ Facebook ก็เป็น Open Source แต่ส่วนใหญ่ของบริษัท AI ในอเมริกาเป็น Close Source ก็คือต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างพัฒนา เขาปกปิดนะคะ ไม่เปิดให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้นะคะ เอ่อ Coding ใช่ไหม? การแบบการพัฒนาต่อเนี่ยมันทำไม่ได้ เป็นความลับทางการค้านะคะ.
แต่จีนเนี่ยข้อแรกคือ นโยบายของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนชัดเจนว่าต้องการเป็นเจ้าในการครอบครองการปฏิวัติอุตสาหกรรมลูกที่ 5 นะคะ คือ 5.0 เนี่ยมันคือยุค AI Robโบoินะคะ ก็คือเป็นยุคที่ยุคที่เรากำลังอยู่เนี่ยแหละนะคะ เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคที่เราต้องมีชีวิตอยู่กับ AI และโรบติกแล้วมหาอำนาจโลกก็แข่งขันกันในเรื่องนี้. จีนเค้าก็ประกาศ เอ่อ ประกาศความตั้งใจของเขาชัดเจนว่าเขาจะไม่ยอมอเมริกาเด็ดขาด เขาจะครองความเป็นเจ้าในเรื่อง AI ให้ได้นะคะ ซึ่งมันก็จะนำไปสู่การแข่งขันในเรื่องทรัพยากร เช่น Larิ อะไรเงี้ย ซึ่งเราจะไม่พูดนะเดี๋ยวมันจะออกไปนอกเรื่อง แต่ว่าให้เห็นภาพใหญ่นะคะว่ามันเป็นโลกที่มหาอำนาจแข่งขันและจริงจัง เอาจริงเอาจังในการเอาชนะกันในเรื่องนี้. แล้วรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงทำอะไรคะ? จึงมีนโยบายว่าคุณจะต้อง Open Source เว้ย! เพราะอะไร? เพราะว่าการ Open Source หรือว่าทำเสร็จแล้วเนี่ย เปิดให้ทุกคนสามารถเอาไปพัฒนาต่อยอดได้ เป็นสมบัติสาธารณะ เป็นนาของ AI นะคะ. ก็คือใครพัฒนาแล้ว คนมนุษย์ A มนุษย์ B มนุษย์ C มีความสามารถ ก็เราเรียกว่ายืนบนบ่ายักษ์ได้เลย คุณไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ บริษัทพัฒนามาถึงขนาดนี้แล้วปุ๊บ คุณก็เอาตัวที่เราพัฒนาแล้วไปต่อยอดนะคะ ไปทำเป็นโมเดล หรือพัฒนา Developer เนี่ยก็จะทำได้ง่ายขึ้น. แล้วก็ต้องพูดตรงๆ ว่านี่ก็จากที่สอบถามนะคะ ทีมไอทีของทางพรรคเขาก็บอกว่าคือก็ต้องยอมรับว่า Developer ของเมืองไทยอ่ะ ได้ประโยชน์จากระบบ Open Source ของจีนมากๆนะคะ เพราะว่ามันก็สามารถพัฒนาพัฒนาต่อยอดได้ ในประเทศที่รัฐบาลไม่ได้สนับสนุนงบ R&D หรือว่าไม่ได้มีปัจจัยอะไรที่จะสนับสนุนให้เรามีความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมคลื่นลูกที่ 5 AI เนี่ยเท่าที่ควร. ก็ในเมื่อเขา Open Source เราก็ไปเอามาพัฒนาต่อ เพราะว่า เอ่อ พวกสาย deฟเมืองไทยเก่งๆ ก็เยอะแยะมากมายใช่ไหมคะ? มันก็ทำให้เกิดประโยชน์ แล้วก็ทำให้ในจีนเนี่ยข้อแรก การพัฒนามันเป็นไปอย่างรวดเร็วมากๆนะคะ รวดเร็วมากๆจริงๆ เพราะว่าพอมัน Open Source แล้วเนี่ย บริษัทต่างๆ ก็หยิบมาพัฒนาแข่งขันกันได้นะคะ. และแน่นอน กลับมาสู่เรื่องเมื่อกี้ที่เราพูดว่าของจีนคิดตังค์ถูกกว่ามากค่าบริการนะคะ บรรดา AI ตัว Pro ต่างๆ ก็เพราะว่าคอร์สหรือว่าต้นทุนของเขาเนี่ย มันต่ำกว่าอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะว่าไม่ใช่ต่างคนต่าง เอ่อ Develop ต่างคนต่างพัฒนานะคะ แต่มันเป็นการต่อยอดกันขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ต้นทุนเนี่ยมันถูกกว่าอย่างมีนัยยะสำคัญนะคะ. อันเนี้ยก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์นะคะของ เอ่อ รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนนะคะ ที่เขาต้องการครองความเป็นเจ้าใน AI แล้วก็ทำให้ทำอะไรก็ได้อ่ะ เพื่อให้เพื่อให้การพัฒนามันเป็นไปอย่างรวดเร็ว.
ทีนี้ก็นำมาสู่คำถามที่เราคุยกันในช่วงต้นรายการว่า แล้วตกลงเราควรกลัวอะไรล่ะ? ฟังมาทั้งหมดนี้มันก็ดีสิ คือจะบอกว่าต่อให้มันเป็นโลกแบบทุนิยม vs สังคมนิยม หรืออะไรก็ตาม แต่สุดท้ายมันคือโลกของโลกของคือแข่งขันกันก็ดีใช่ไหม? มันก็จีนกับอเมริกาแข่งขันกัน ผู้ใช้งานอย่างเราก็สบาย เพราะว่ายิ่งแข่งขันกันเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ เอ่อ เกิด AI ที่มีประสิทธิภาพมาช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นได้เท่านั้นใช่ไหมคะ? แต่ว่า อ่า ในความเป็นจริงเนี่ยมันก็ มันก็ทำให้เกิดความท้าทายในชีวิตของเราหลายๆ อย่างนะคะ. ขอพูดในเรื่องที่อยากจะฟังดูไกลตัวที่สุดก่อน แต่เป็นเรื่องที่ช่อสนใจจริงๆ อยากจะพูดเรื่องเนี้ยมาตั้งแต่ตอนเกิดสงครามอิหร่าน อิสราเอล อเมริกาแล้วนะคะ จำได้ไหมช่วงต้นของการโจมตีซึ่งก็คือแทบจะ 2 เดือนพอดีเลยใช่ไหมคะ? มันเกิดขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ตอนนี้ก็เป็น 28 เมษายน มัน 2 เดือนพอดีเลย. ช่วงแรกของเหตุการณ์เนี่ย เกิดการโจมตีโรงเรียนสตรีของอิรัน จำได้ไหมที่นักเรียนตายหลักร้อยกว่า แล้วเป็นสุขนาฏกรรม แล้วก็เป็นเรื่องที่อิหร่าถูกประณามากว่า เอ้อ อเมริกาเนี่ยถูกประณามากว่า เฮ้ย! คุณโจมตีเป้าหมายคนละเรือน เป้าหมายอ่อน แล้วเป็นเด็ก แล้วเป็นเด็กผู้หญิงเนี่ย มันโหดร้ายเกินไปหรือเปล่า?
ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถกเถียงกัน แม้ว่าจะไม่ค่อยถูกพูดถึงในไทยนะ คืออะไรรู้ไหม? คือมันนำไปสู่การคิดว่าจริงๆ แล้วเนี่ยที่สหรัฐอเมริกาโจมตีอิหร่านรอบนี้เนี่ย ใช้ AI ในการทำ QChange Qchain คืออะไร? ก็คือระบบล็อกเป้าสังหารนะคะ. ซึ่งโดยปกติเนี่ยเขาจะมีเสนาธิการทหารนั่งอยู่ในห้องวอรูมใช่ป่ะ? แล้วก็ระบบเนี่ยมันก็จะเกิดการ เอ่อ ชี้เป้านะคะ ล็อกพิกัด แล้วก็มีคำสั่งให้ปฏิบัติการเอาเครื่องยินไปทิ้งระเบิด หรือจะส่งหน่วยอะไรไปก็ว่าไป อันนั้นน่ะเค้าเรียกว่าคิcha คือระบบล็อก ระบบล็อกคเป้าสังหาร ไม่รู้ว่าภาษาไทยที่เป็นทางการสายทหารเขาเรียกว่าอะไรนะ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าคนะคะเน ที่แปลว่าระบบห่วงโซ่ด้วยอย่างเงี้ยนะคะ. แล้วรอบเนี้ยด้วยจำนวนที่ เอ่อ เป้าหมายการโจมตีของสหรัฐอ่ะนับหมื่นเป้าหมายในเวลาอันสั้นมากเนี่ย ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การรบของสหรัฐ เค้าก็เลยบอกว่าเนี่ยนแหละ มันคือการปฏิวัติการรบ เนื่องจากมีการใช้ AI มาเป็นผู้ระบุพิกัดแล้วก็สั่งสังหารนะคะ ทำให้มันสามารถโจมตีได้รวดเร็วเป็นหมื่นเป้าหมายในเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่วันนะคะ. ซึ่งนำมาสู่คำถามเชิงจริยธรรมว่า คือไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่ว่ามันมีการ มันมีการตั้งข้อสงสัยกันว่าที่สุดท้ายล็อกเป้าผิด แล้วไปลงแล้วทำให้พลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเนี่ย เป็นเพราะว่าคุณใช้ AI แล้วอันเนี้ยมันเป็น มันเป็นแบบความผิดพลาดในระบบที่คุณใช้ สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อยู่ในคิcha หรือไม่นะคะ? นำมาสู่คำถามทางศีลธรรมที่ใหญ่กว่านั้นอีกว่า สรุปแล้ว ณ วันเนี้ย เราจะใช้สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์มาตัดสินการสังหารมนุษย์จริงๆ ใช่ไหม?
อย่าลืมนะคะ แล้วไอ้อาวุธระบบออโต้เมจเนี่ย มันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นนะคะ. อาวุธระบบออโต้เนี่ยมันก็มีมานานแล้วนะคะ โอห ใช้มาสงครามที่ 2 ใช่ไหมคะ? แต่ตอนเนี้ยมันถึงจุดที่สหรัฐอเมริกาดูเหมือนว่ากำลังใช้ AI ในการประมวลผลและล็อกเป้าสังหาร แล้วเวลาเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาเนี่ย อย่างเช่นที่เกิดขึ้นตอนที่โจมตีโรงเรียนเนี่ย มันใครรับผิดชอบ? ตกลงคุณจะไปให้ AI ตัวไหนติดคุก? หรือว่า AI ตัวไหนขึ้นศาลทหาร? เพราะว่ามันเป็น AI ที่ตัดสินใจล็อกคเป้าหรือไม่นะคะ? ซึ่งอันเนี้ยมันก็มีการ เอ่อ คาดการณ์กันว่ามันอาจจะถึงกับเป็นสิ่งที่ถูกแบนคล้ายๆ กับอาวุธเคมีนะคะ ใน เอ่อ กฎบัตรสหประชาชาติหรือไม่ว่าการล็อกเป้าสังหารในในระบบ Qชนเนี่ยยังไงต้องผ่านมนุษย์ เพราะว่าไม่งั้นมันจะกลายเป็นว่าคุณให้อำนาจกับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ในการพรากสิ่งสูงสุดของมนุษย์ นั่นก็คือชีวิตของมนุษย์นะคะ. มันผิดหลักจริยศาสตร์นะที่ไม่ใช่แบบศีลธรรมแบบศาสนานะ มันคือหลักที่ว่าด้วยว่าการตัดสินใจที่สำคัญอย่างการสังหารคนเนี่ย คุณต้องใช้คน แล้วถ้ามันเกิดผิดพลาดอะไร คนๆ นั้นน่ะจะต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ให้เป็นระบบอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่มีตัวตนในการรับผิดชอบนะคะ. อันนี้ก็คือ เอ่อ สิ่งที่อาจจะฟังดูไกลตัว แต่ช่อคิดว่าเป็นคำถามที่สำคัญมากๆ แล้วก็อาจจะพลิกโฉมหน้า เอ่อ การออกกฎหมายระหว่างประเทศในอนาคตได้นะคะ.
ทีนี้เอาเรื่องใกล้ตัวเราเลยนะคะ ทุกคนเคยได้ยินคำว่า AI แย่งงาน? มันซีเรียสนะ. AI แย่งงานเนี่ยนะคะ จีนเมื่อกี้เราพูดถึงจีนแล้ว เราพูดถึงจีนต่อนะคะ จีนเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดตลอดครึ่งทดสอบ เออ ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานะคะ ตลอด 5-60 ปีที่ผ่านมา เค้ามีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาตลอด. และหนึ่งในสิ่งที่เป็นตัวชี้เป็นชี้ไตของรัฐบาลจีนคือจ๊อบนะคะ จริงๆ ก็ต่างไม่ต่างกันหรอกทุกรัฐบาลนะ อเมริกาหรือจีนก็คือ การทำให้คนมีงานทำเนี่ยมันเป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเป็นมีความกินดีอยู่ดีของประชาชน. ทีนี้รัฐบาลจีนเนี่ยตั้งมั่น มุ่งมั่นตั้งใจมากนะคะที่จะเป็นเจ้าแห่ง AI แต่ในทางกลับกัน พัฒนา AI ไปมากเท่าไหร่ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ AI ที่เก่งขึ้นเรื่อยๆเนี่ย ก็จะเริ่มมาแทนที่มนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆนะคะ.
เนี่ยใน เอ่อ คอมเมนต์นะคะ ที่ดูไลฟ์กันอยู่ตอนเนี้ยบอกว่าคิดว่า AI ทำให้แกปของคนเก่งกับไม่เก่งลดลง เอ่อ คนโง่ๆ อย่างผมเนี่ยเขียนมาในคอมเมนต์นะคะ ก็ทำระบบให้บริษัทได้ ย้อนไปปี 2 ปีที่แล้วคงไม่มีทางทำได้เหมือนตอนนี้. คือ AI เป็นผู้ช่วยที่ดีของมนุษย์ แต่ในทางกลับกันเนี่ย การที่เรามีผู้ช่วยก็แปลว่าเราทำงานได้ง่ายขึ้น การทำงานได้ง่ายลืขึ้นก็อาจจะหมายความว่าเราไม่ต้องใช้คนทำงานเยอะ ถูกไหมคะ?
เพราะฉะนั้นเรื่อง AI แย่งงานมนุษย์เนี่ย ให้คิดถึงอย่าลืมว่าจีนเป็นประเทศที่ภาคการผลิตใหญ่โตมากนะคะ Manufacturing อ่ะ คือโรงงานอุตสาหกรรมที่มันต้องมีคนเนี่ยมันเยอะมากๆนะคะ. ภาพในสัก 20-30 ปีที่แล้วพอพูดถึงจีนแล้วนึกถึงโรงงานที่มีคนยุบยับใช่ไหมคะ? แต่ในห้วงเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมาที่เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบที่ 5 แล้วก็ระบบ AI อutate Roboic เนี่ยมันเข้ามามีบทบาทมากๆ มันทำให้เปลี่ยนโฉมหน้าโรงงานของจีนและทั่วโลกไปอย่างสิ้นเชิงนะคะ. เอ่อ ทุกอย่างมันออโตเม ทุกอย่างมันโรโบติก ทุกอย่างมันใช้ AI นะคะ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงมาก ทำให้ความจำเป็นในการใช้มนุษย์เนี่ยมันลดลงไปโดยปริยายเลย. กลายเป็นว่าอะไรคะ? เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ความฝันอันสูงสุดของรัฐบาลจีนในการครองความเป็นเจ้า AI อ่ะ ในทางกลับกันคือมันกำลังกินตัวเองในสิ่งที่เป็นสิ่งที่ค้ำจุนรัฐบาลจีนมาตลอด ก็คือการทำให้คนมีงานทำ. แต่ถามว่าแล้วเขาจะยกเลิกล้มเลิก หรือระวางการเป็นเจ้าของ AI มัฐบาลจีนจะไม่ละวางเป้าหมายนี้เด็ดขาด นั่นก็คือเหตุผลที่เขาเนี่ยกำลังมาแทมาคิดว่า เขาจะทำยังไงกับปัญหาการ AI แย่งงานคนในประเทศนะคะ.
แล้วอย่าลืมว่าเวลาที่เราบอกว่า AI แย่งงานคนน่ะ มันไม่ใช่แค่อาชีพที่มันแบบชัดเจนมากๆ เช่นคนขับแท็กซี่ เดี๋ยวนี้เค้าก็มีเค้าเรียกอะไรนะ โรโบแท็กซี่ ใช่ไหมคะ? ในจีนเมืองใหญ่ๆ ของจีน ในอเมริกาเนี่ยก็มีแล้ว. เอ่อ มันไม่ใช่แค่อะไรที่ตรงไปตรงมาแบบนั้น หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการ layอมี หรือว่าแม้แต่อุตสาหกรรมภาคการเงินธนาคารนะคะ ที่พอไอ้ระบบอัตโนมัติมันมาใช้งานมากขึ้นเนี่ย คุณก็เลย เอ่อ lยอคนเป็นว่าเล่นนะคะ. แต่ แต่มันไปถึงไหนรู้ป่ะ? มันไปถึง Real Estate ซึ่ง Real Estate เนี่ยเป็นภาคที่อ่อนไหวมาโดยตลอดของจีน และในในทางกับการไทยด้วยนะคะ เวลาพูดว่าจีนเนี่ยหลายๆ อย่างก็สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเนาะ. ก็คือในจีนเนี่ย จริงๆ ในอินเดียแล้วก็สหรัฐอเมริกาด้วยนะคะ มีการทำเซอร์เวยมาแล้วด้วยว่าท่ามกลางเศรษฐกิจที่มันขับเคลื่อนโดย AI เนี่ย คนมีความกังวลกันมากๆ ว่ามันอาจจะกระทบความสามารถในการซื้อบ้านของคน เฮ้ย! มันเกี่ยวข้องกันยังไง? เกี่ยวค่ะ. คนเราเนี่ยสิ่งที่แพงที่สุดในชีวิตที่เราจะซื้อคือบ้าน ถูกไหมคะ? ทุกคน นั่นอันนี้คือสิ่งที่แพงที่สุดแล้วที่เราจะลงทุนกับมันในชีวิตนี้ และเราจะลงทุนกับสิ่งที่แพงได้ก็ต่อเมื่อเรามีการงานที่มั่นคง มีเงินเดือนที่ที่ดีพอ และเราจะไม่โดนไล่ออกในอนาคตอันใกล้ เพราะว่าถ้าเราโดนไล่ออกเราซวยใช่ไหมคะ? เพราะบ้านเราต้องผ่อนเป็นเวลา 20-30 ปี. เพราะฉะนั้น เอ่อ ความมั่นคงในอาชีพการงานเนี่ยมีนัยยะสำคัญมากต่อการตัดสินใจซื้อบ้านของผู้คน.
ทีนี้พอมาเจอเศรษฐกิจ AI Disrupt Robotic Disrupt เนี่ยนะคะ ที่มันเนี่ยทุกคนกังวลว่า AI จะมาแย่งงานแล้วตัวเองจะตกงานหรือไม่? ไม่ต้องพูดถึงจีน คุณลองไปคุยกับสหภาพแรงงาน หรือคนทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมในเมืองไทยทุกวันเนี้ย เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กับยานยนต์มาตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมานะ แต่วันเนี้ยคุณเดินไปคุยกับคนที่ทำงานในโรงงานเหล่าเนี้ย ทุกคนมีความกังวลเดียวกันนะคะว่าเขาจะตกงาน เพราะว่าโดนระบบ AI และโรโบติกแย่งงาน. คือพอโรงงานสั่งเครื่องจากกลไกใหม่ใหม่เข้ามาซึ่งมันใช้คนน้อยลงเนี่ย เค้าก็ต้องคิดแล้วว่าบริษัทจะจ้างเราไปอีกสักกี่น้ำแบบเนี้ยนะคะ. ทีเนี้ยพอมันเกิดความไม่แน่นอนว่าเราจะถูกจ้างงานไปอีกสักเท่าไหร่ คนก็ชะลอการซื้อบ้านอย่างมีนัยยะสำคัญ. ในจีนเองเนี่ยมองกันถึงขั้นว่าถ้าในอนาคต AI มาแย่งงานคนมากๆจริงๆ การซื้อบ้านในเมือง ในเมืองใหญ่ๆ เมืองเกิดใหม่ซึ่งมีอยู่มากมายในจีนเนี่ย มันจะถูกชะลอลงโดยปริยายนะคะ จะส่งผลกระทบต่อภาคเรตโดยปริยายว่า เอ่อ ความต้องการบ้านในเมืองของคนเนี่ยมันจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ อันเนื่องมาจากความไม่มีเสถรภาพในการถูกจ้างงาน ก็คือพูดง่ายๆ ไม่รู้ว่าจะมีงานหรือจะตกงานกันแน่นะคะ. ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของการเช่าออฟฟิศ อันนี้ก็ตั้งแต่โควิดมาแล้วนะคะ ที่พอมันเริ่มมีวัฒนธรรม Work From Home หรือ Work From Anywhere บวกกับการมี AI นะคะ และระบบ Assistant ต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในตอนนี้มาช่วยในการทำงานและการประชุมออนไลน์ และการเทคโนต และการอื่นๆ เนี่ยมันทำให้การนั่งรวมกันในออฟฟิศมันแทบจะไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว. ออฟฟิศจำนวนมากไม่ใช่แค่ลดจำนวนคนลง แต่หมายความว่าจำนวนเวลาที่คนจะใช้ในออฟฟิศก็น้อยลงด้วย. แปลโดยรวมก็คือความจำเป็นในการใช้พื้นที่สำหรับออฟฟิศเนี่ยมันลดลงนะคะ. เพราะฉะนั้นอาคารสำนักงานต่างๆ ที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวในการปล่อยเช่าสำหรับอาคารสำนักงานเนี่ย ตอนนี้ก็กำลังเจอวิกฤตการเหมือนกันนะคะว่า เฮ้ย! มันกำลังมีความต้องการพื้นที่ออฟฟิศเนี่ยลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญมากๆ เลยนะคะ.
นี่ก็คือสิ่งที่เราอาจจะไม่เคยนึกถึงว่า เฮ้ย! AI มันมาพร้อมกับความท้าทายแบบนี้เหมือนกันนะ. อย่าลืมนะ เมื่อกี้เราตั้งต้นตั้งแต่เรื่องที่ฟังดูไกลตัวมากอย่างคำถามเชิงศีลธรรมใช่ไหมคะ? ว่าถ้ามี AI อยู่ในคิcha ในการระบบล็อกเป้าสังหารในสงครามแล้วต่อไปหมายถึงว่า AI ก็สามารถสั่งฆ่าคนได้โดยไม่ต้องผ่านคนเลยเหรอ? แล้วใครรับผิดชอบการตายของคนๆ นั้นใช่ไหมคะ? มาจนถึงเรื่องที่ใกล้ตัวเราที่สุดว่า ถ้า AI มาแย่งงานเราแล้วเราจะทำอย่างไร? แล้วธุรกิจที่อาจจะคิดว่าไม่เกี่ยวเลย ยังไง AI ก็ไม่ทำอะไรชัน เช่นธุรกิจขายบ้านเนี่ย มันก็จะกระทบ เพราะว่าภาพรวมของเศรษฐกิจเนี่ยเมื่อคนกลัวตกงาน คนก็ไม่ซื้อบ้าน และอาจจะรวมไปถึงการไม่ซื้อสิ่งอื่นๆ ด้วย ซึ่งมันก็กระทบภาพใหญ่ของเศรษฐกิจนะคะ. คำถามก็คือ โอเค เข้าใจปัญหาแล้ว แล้วทำยังไง? คำตอบคือ โอ้ รัฐบาลจีนก็ยังไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าจะทำยังไง แต่ว่าเค้ารู้ว่ามันมีปัญหานี้เกิดขึ้นแน่ๆ และจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เค้าทำคือ รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์เนี่ยเค้าต้องคิดอะไรแบบเป็นระบบ แล้วมองไปไกลอีก 10-20 ปีข้างหน้าแบบมีแผนการนะคะ.
เพราะฉะนั้นเคว่าในอนาคตเนี่ย การจัดกำลังแรงงานของคนซึ่งสอดสอดคล้องกับระบบการศึกษาของเขาเนี่ย เค้าต้องทำยังไงนะ? ตอนนี้ก็ต้องเริ่มมีการประเมินกันแล้วว่า เอ่อ งานอะไรที่จะเป็นที่ต้องการลดลง งานอะไรที่จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น ซึ่งมันก็จะต้องไปส่งเสริมให้คนเข้าสู่ระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับกำลังแรงงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนะคะ นึกออกไหม?
ถามว่าแล้วงานอะไรที่ในอนาคตจะไม่ตกงาน? มันก็เป็นคำตอบที่พูดกันอยู่ทั่วไปมากๆ นะคะ แล้วก็น่าจะมีหลายคนที่เชี่ยวชาญมากกว่าช่อ ถ้าเราคิดเร็วๆ เนี่ยก็คืองานที่เขาเรียกว่า High Touch งานที่ใช้ความเป็นมนุษย์หรือฝีมือมนุษย์ ที่ไม่ว่าคิดไง AI ก็แทนไม่ได้. เช่นงานแบบ Hospitality ที่คนไทยถนัดจริงๆ แล้วงานนวด งานสปา เอ่อ แพทย์เนี่ยจริงๆ ก็มีการใช้ เอ่อ ระบบ AI หรือโรบติกเนี่ยเข้ามาช่วยในวงการแพทย์เยอะมากใช่ไหมคะ? ล่าสุดก็เห็นว่าโรงพยาบาลในไทยนี่แหละใช่ไหม ที่ผ่าตัดโดยหมออยู่ประเทศนึง คนไข้อยู่ประเทศนึง ใช้ระบบช่วยเหลือได้นะคะ แต่ยังไงหมอก็คงจะไม่ตกงานนะคะ เพียงแต่ว่า เอ่อ มีระบบเทคโนโลยีเหล่านี้เนี่ยในการช่วยงานมากขึ้น เอ่อ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นหมอได้นะ ไงหมอก็ขาดแคลนอยู่แล้ว คงไม่ใช่อาชีพที่ตกงานนะคะ. เพราะฉะนั้นถ้าภาพรวมเนี่ย ก็คงอาชีพที่ เอ่อ สร้างสรรค์อย่างเดียวไม่พอ แต่ว่าต้องใช้ เอ่อ Human Touch เยอะๆนะคะ ใช้ความเป็นมนุษย์สูงๆ อาชีพบริการ หรืองานศิลปะในระดับที่มันไม่ใช่ศิลปะทั่วไปที่ AI จะเข้ามาใช้ได้เนาะ. อย่างงานประเภทงาน PR Marketing อะไรแบบเนี้ย คงจะถูก AI แทนที่ได้เยอะมากแล้วใช้คนน้อยลงมากนะคะ แต่ว่างานศิลปะที่มันเป็นศิลปะจริงๆ รวมถึงงานที่มันเป็นงานดูแลบุคคลจริงๆเนี่ย ก็คงจะต้องใช้มนุษย์อยู่ดีนะคะ.
เอ่อ จริงๆ อีกงานนึงที่มาพร้อม Silver Economy หรือเศรษฐกิจสังคมสูงวัยเนี่ย คืองานดูแลผู้สูงอายุเนาะ. อันเนี้ยเราก็เห็นได้ชัดว่าพวกโรบโอติก หรืออะไรที่มันเป็นเทคโนโลยีเนี่ย มันคงมาช่วยผ่อนภาระได้เยอะเนาะ เช่นเตียง รถเข็น หรืออะไรที่มันเป็นใช้ระบบออโตมateเยอะๆ แต่สุดท้ายมันก็ต้องมีคนที่ไปดูแลผู้สูงอายุอยู่ดี หรือไม่นะคะ? มันคงเป็นสิ่งที่เดินไปคู่กันระหว่างมนุษย์ไท Touch ที่ทำงานบริการกับเทคโนโลยีที่มาช่วยให้คนเหล่าเนี้ยทำงานได้ง่ายขึ้นนะคะ.
อันเนี้ยคือสิ่งที่เราต้องกังวลจริงๆนะคะ. คือพูดง่ายๆ โดยสรุปนะคะ ทุกคนกำลังพูดกันตรงกันทั่วโลกว่าจากเดิมสัก 5 ปี 10 ปีที่แล้ว เวลาเราดูหนังไซฟแล้วความกลัว AI อ่ะ มันจะเป็นความกลัวประเภท AI ยึดโลก AI ทำลายล้างโลกอะไรแบบเนี้ย. แต่ตอนเนี้ยความกลัวที่แท้จริงแล้วมันกำลังเกิดขึ้นแล้วเลย ไม่จะต้องรอให้มันเกิดเนี่ย คือเรื่องของ AI ที่มาคุกคามตลาดแรงงานจริงๆ อันเนี้ยคือความกังวลที่เรียกว่ากลัว ไม่ใช่หรอก คือยังไงเราก็ไม่สามารถขัดขวางการมาของ AI ได้ เพราะมันมาถึงแล้ว และจริงๆ มันก็ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นในหลายๆ อย่าง. แต่รัฐบาลแต่ละประเทศเนี่ยควรจะต้องมีวิสัยทัศน์มากพอที่จะตอบโจทย์นี้นะคะ โจทย์ที่รัฐบาลจีนเค้ากำลังคิดอยู่เนี่ยแหละก็คือว่า ใช่ เราจะไม่หยุดพัฒนา AI Robโบติก และนวัตกรรม แต่เราจะทำยังไงให้คนของเราในอนาคต ซึ่งอย่าลืมประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัยต่อไปในอนาคต เรามีกำลังแรงงานน้อยลงอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เพราะฉะนั้นยิ่งสำคัญขึ้นไปอีกนะคะว่าเราจะจัดการคนให้ไม่ตกงาน ทำงานรายได้ดีพอที่จะจ่ายภาษีเพื่อมาเลี้ยง