📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

นิสัย 9 ด้านที่ชี้ชะตาในการเป็นเทรดเดอร์ของคุณ

บ้านเทรดเดอร์1:14:42

Transcription

นิสัยของคุณนะครับคือตัวที่ชี้ชะตาในการเป็นเทรดเดอร์ที่อยู่รอดในตลาดของคุณมีประโยคนึงนะครับที่กล่าวว่า คุณเป็นคนแบบไหนในพื้นที่ไหนก็มีโอกาสที่คุณจะเป็นคนแบบนั้นในทุกๆพื้นที่ ถ้ากล่าวเอาง่ายๆอ่ะ นิสัยเราอ่ะ หรือขอโทษนะครับใช้คำว่าสันดานนั่นแหละ เราเป็นคนแบบไหนอ่ะ เวลาเราอยู่ข้างนอกชีวิตประจำวันปกติทั่วไปอ่ะ พอเรามาเป็นเทรดเดอร์นะครับเราก็มักจะมีนิสัยแบบนั้นน่ะติดมาด้วย ทีนี้การที่เรามาอยู่ในตลาด การที่เป็นเทรดเดอร์เนี่ย บางทีไอ้นิสัยตรงนั้นน่ะมันเป็นนิสัยที่แบบ เราสู้กับตัวเอง มันเป็นนิสัยที่มันชัดเจนแบบว่าเป็นเนื้อแท้ของเราเลย ถ้าคนที่เป็นคนโลภมากๆ คุณก็จะแสดงความโลภออกมาในออเดอร์ของคุณในการเทรดของคุณนะครับ แต่ถ้าคนที่เป็นคนที่ขี้กลัวมากๆ คุณก็จะแสดงความขี้กลัวออกมานะครับ ทีนี้มันมีหลายนิสัยมากเลย ถ้าๆเราพูดกันทั่วไปแบบ โอ๊ ฉันเป็นคนขี้เกียจ ฉันเป็นคนอย่างงู้นอย่างงี้ มันจะไม่ค่อยชัดเจนนะครับ วันนี้ผมได้รวบรวมมาแล้วก็ได้พยายามเรียบเรียงมาให้มันเป็นข้อๆ เป็นอะไรที่มันชัดเจน คุณจะได้เข้าใจว่า เฮ้ยจริงๆนิสัยบางอย่างมันอาจจะดีอยู่นะในการเป็นเทรดเดอร์ แต่ไอ้นิสัยแบบนี้แหละที่ทำให้ฉันขาดทุน ทำให้ฉันแบบพังแตก ทำให้ฉันมีปัญหาอยู่นะครับ เดี๋ยววันนี้เราจะมาเล่าเรื่องนี้ เราจะมาฟังเรื่องนี้กันนะครับ ว่าอันไหนที่มันดีอยู่แล้วก็ทำไป อันไหนที่มันไม่ดีต้องระวังแล้วต้องแก้ไขยังไงนะครับ ก็มาเริ่มกันที่โดยภาพรวมกัน จริงๆแล้วพฤติกรรมคนเราเนี่ยที่ผมรวบรวมข้อมูลมานิสัยของเราเนี่ยจะมีอยู่ประมาณ 9 ด้านในชีวิตของเราแล้วกันนะครับ ข้อ 1 เนี่ยก็คือนิสัยด้านอารมณ์กัน เดี๋ยวผมไปเอาภาพรวมตรงนี้ก่อนเนาะว่ามีอะไรบ้างนะครับ ข้อ 1 ก็คือจะเป็นนิสัยด้านอารมณ์ แบบเป็นคนอารมณ์ร้อน เป็นคนใจเย็น อะไรก็ตามที่เป็นอารมณ์ก็คือนิสัยด้านอารมณ์ ข้อ 2 เนี่ยเป็นเรื่องของการจัดการแล้วก็การวางแผนนะครับ อาจจะเป็นคนที่มีแบบแผนตลอดหรือจะเป็นคนที่ขี้เกียจวางแผนอะไรอย่างงี้ก็ว่ากันไปนะครับ ต่อมาข้อ 3 ด้านการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะว่าอะไร เพราะว่าบางทีอ่ะเราๆไม่รู้หรอกว่าในแต่ละวันอ่ะเราทำอะไรบ้าง แล้วแต่ละวันเนี่ยนิสัยในส่วนต่างๆเนี่ยมันก็จะออกมาว่า บางทีเราก็จะเป็นคนที่ขี้เกียจ เราเป็นคนที่ชอบความตื่นเต้น ชอบความสนุกสนานอะไรก็ว่ากันไปนะครับ ต่อมานิสัยทางด้านการเงิน อันนี้ก็สำคัญในการเป็นเทรดเดอร์เลย อันนี้สำคัญมากเลยนะครับข้อเนี้ย ก็จะมีข้อที่เป็นเรื่องของอารมณ์กับด้านการเงินนี่แหละที่สำคัญนะครับ แต่ว่าข้ออื่นก็ส่งผลเหมือนกันนะครับ ข้อที่ 5 เป็นนิสัยในด้านการเรียนรู้และการพัฒนาตัวเอง อันนี้ก็สำคัญเช่นกัน แต่จริงๆแล้วทุกข้อสำคัญหมด แต่ที่มันชัดๆเลยจะมีเรื่องของอารมณ์กับด้านการเงินนะครับ ต่อมาเป็นนิสัยเรื่องของความสัมพันธ์ อาจจะเป็นคนที่ชอบเป็นอินโทรเวิร์ต อยู่คนเดียว ชอบอยู่คนเดียวหรือเป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ตเลย ชอบเจอคน เจอชอบความสนุกสนาน ความบันเทิง ชอบชอบการพูดคุยกับคนอะไรก็ว่ากันไป ซึ่งไอ้สิ่งเหล่าเนี้ยก็จะส่งผลในการเป็นเทรดเดอร์ของคุณอีกนะครับ อ่ะต่อมาเรื่องของความมั่นคงทางจิตใจ แยกให้ออกก่อนนะครับว่าอารมณ์กับจิตใจไม่เหมือนกันนะครับ อารมณ์ก็แบบเป็นคนขี้หงุดหงิดง่าย อารมณ์ร้อน เป็นคนใจเย็น แต่จิตใจเนี่ยอาจจะเป็นคนที่มีจิตใจดี มีเมตตา เป็นคนที่มีจิตใจรักผู้อื่นง่ายๆอะไรอย่างเงี้ย ก็เป็นเรื่องของจิตใจ เพราะฉะนั้นมันจะไม่เหมือนกันนะ ต่อมาข้อที่ 8 ข้อที่ 8 นิสัยของด้านการตอบสนองต่อปัญหา คือในชีวิตเราอ่ะมันๆเจอปัญหาเยอะอยู่ แต่ละคนก็จะมีการreaction มีการactiveไม่เหมือนกันนะครับ อันเนี้ยเป็นเรื่องของการตอบสนองต่อปัญหา แล้วสุดท้ายข้อที่ 9 นะครับ เป็นเรื่องของนิสัยด้านความเสี่ยง อย่างเช่นแบบว่าบางคนน่ะไม่ชอบเลย ฉันเป็นคนที่มีcomfort zoneสูง ไม่ชอบอะไรที่มันตื่นเต้น ไม่ชอบอะไรที่มันรู้สึกว่ามันเสี่ยงต่อชีวิต เสี่ยงต่อร่างกาย เสี่ยงต่อจิตใจ เสี่ยงต่อการเงิน เสี่ยงต่ออะไรอย่างเงี้ย ก็จะเป็น 9 นิสัยแล้วกัน แต่ว่าในแต่ละข้อเนี่ย ผมจะยกตัวอย่างมาลงตัวอย่างให้ๆมันชัดเจน ให้มันมีจุดลงไปว่า รายละเอียด เอ้ย ชั้นกำลังเป็นแบบนี้อยู่นะ อันนี้มันไม่ดี ฉันจะเช็ค ฉันจะแก้มันยังไง อันเนี้ยนะครับ ก็เดี๋ยวเรามาเริ่มกันเลยนะครับ มาที่ข้อแรกครับ นิสัยที่ส่งผลในเรื่องของด้านอารมณ์ของคุณนะครับ อย่างเช่นอะไร อย่างเช่นคนใจร้อน คนใจร้อนเนี่ย ข้อดีคืออะไร คนใจร้อน อารมณ์ร้อนเนี่ย ข้อดีก็คือเป็นคนที่มีความกระตือรือล้นอยู่ตลอดเวลา อันนี้ก็มีข้อดีนะครับ แต่ข้อเสียเลยนะครับ ข้อเสียเลยที่ต้องระวังเลยก็คือ บางทีเราตัดสินใจรวดเร็ว เหมือนอารมณ์ของเราแบบเป็นคนใจร้อน รีบทำแบบเอาเลย ทำเลย มันก็ทำให้เราเกิดการขาดความรอบคอบนะครับ ทำให้ประสิทธิภาพในการคิดของเราอ่ะ บางทีมันน้อยเกินไป เราอาจจะคิดเร็วเกินไป ทำแบบคือรีบอ่ะก็ใจร้อนน่ะ มันก็มันก็ทำให้การตัดสินใจบางอย่างอ่ะ มันอาจจะมิกับข้อมูล ตัดสินใจผิดพลาดไป อันเนี้ยก็เกิดจากความใจร้อนนะครับ อย่างเช่นผมจะเข้าออเดอร์ตรงเนี้ย โอ้โห กราฟจะวิ่ง กราฟจะไปแล้วนะครับ ไม่รู้่ะ กดก่อนเลย ใจร้อน รีบส่งผลอะไร การกลัวตกรถหรือกดจะไปแล้ว กลับมาฟ้าทนแดงไม่ทนฟ้า พอฟ้าแป๊บเดียวใจร้อนแล้วรีบปิดเลย รอตั้งนานแล้ว หูทนมาตั้งนานแล้ว พอได้กำไรปุ๊บรีบปิดออก เห็นมั้ยครับ หรืออุ๊ย เหมือนอาการแพนิคอ่ะ กราฟลงมาแรงๆ เกิดอาการแพนิค เซลล์เนี่ย บางทีก็เกิดจากความใจร้อน มันก็จะมีปัจจัยมาส่งผลให้เราอีกว่าเราเป็นคนใจร้อนอะไรยังไง แต่ส่วนใหญ่อ่ะมันจะติดติดมาจากการใช้ชีวิตประจำวันของเรานั่นแหละ ไอ้เรื่องความใจร้อนเงี้ย มันจะติด ข้างนอกเป็นยังไง อยู่ในตลาดการอยู่หน้ากราฟมันจะเป็นแบบนั้น เหมือนที่บางทีจะมีการบอกว่านิสัยของคนเราเป็นยังไงจริงๆ พอเราไปอยู่หลังพวงมาลัยเราจะเป็นอีกคนนึง เคยได้ยินมั้ย เวลาเราไปขับรถอย่างเงี้ย มีคนพูดแบบเนี้ย เวลาที่อยู่หลังพวงมาลัยจะเป็นอีกคนนึง บางคนใจเย็นอยู่ข้างนอก แต่ไปอยู่หลังพวงมาลัยแล้วกลายเป็นคนอารมณ์ร้อนก็มีนะครับ ฉะนั้นมันก็จะการอยู่ในตลาดเนี่ย กราฟเนี่ยมันจะดึงความเป็นตัวตนของคุณออกมา ฉะนั้นว่าถ้าพฤติกรรมอะไรที่คุณอันตรายอย่างเงี้ย มันก็จะส่งผลเสียในการเทรดนะครับ อ่ะต่อมาด้านอารมณ์มีอะไรอีกอ่ะ เป็นคนที่อารมณ์ขึ้นๆลงๆ ถ้าภาษาไทยเลยเรียกว่าอารมณ์ผีเข้าผีออก เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เดี๋ยวก็เหวี่ยง คือเป็นคนที่ใช้อารมณ์หรืออารมณ์ในการดำเนินชีวิตเยอะ เป็นคนที่แทบไม่มีเหตุผลกับอะไรเลย อันเนี้ยคือข้อที่อันตรายมากนะครับ เข้ามาเทรดเข้ามาในตลาดเพราะอะไร เพราะเห็นทำกำไรได้เยอะ ไม่ศึกษา ฉันก็เข้ามา แต่สักพักนึง พอโดน พอโดนก็อารมณ์ดรอป สักพักนึง พอหาย หายกลัวแล้วก็กลับมาอารมณ์ร้อนใหม่อีก เนี่ย ขึ้นๆลงๆขึ้นๆลงๆแบบเนี้ย อันเนี้ยอันตรายนะครับ อันตรายเหมือนกัน วิธีการจัดการเลยก็คือ คุณควรจะฝึกการนั่งสมาธิ ฝึกการทำMeditation ทำอะไรให้มันช้าลงนิดนึง แล้วก็ฝึกให้สังเกตอารมณ์ตัวเองว่า เอ้ย ตอนนี้ฉันกำลังคิดอะไรอยู่ สมมุติว่าฉันกำลังกลัวอยู่นะ ฉันกำลังแบบ คือรู้ว่าอ๋อฉันกำลังกลัวอยู่ เพราะอะไร เพราะอะไร ให้ใช้คำว่าเพราะอะไรเข้ามาช่วยเยอะๆนะครับ อ่ะด้านอารมณ์มีอะไรอีก เป็นคนขี้กังวล เครียดง่าย ก็คือเป็นคนที่แบบว่ารับอะไรมานิดนึง เขาเรียกว่าเกิดกังวลไปก่อน เอ๊ย มันจะดีหรอ มันจะได้หรอ อุ๊ย กราฟมันจะไป มันลากลงแล้ว อุ๊ย ฉันจะต้องเสียเงินเท่าไหร่ หูเงินเก็บ คิดไปต่างๆนานาทั้งๆที่บางทีอ่ะมันก็ยังไม่ได้เกิดสิ่งเลวร้ายอะไรอย่างนั้นขึ้นนะครับ อันเนี้ยเป็นคนขี้กังวลไง หรือนั่งจ้องกราฟนานๆ นั่งจ้องกราฟนานๆแล้วเป็นคนแบบเอาละ คิดและเครียดและความเครียดเข้ามา ความเครียดเข้ามา ความเครียดสะสม อันนี้มันก็จะมีปัจจัยอีกว่าคุณเครียดเพราะอะไร คุณเครียดเพราะคุณอาจจะไม่แม่นแผนหรือเปล่า คุณเครียดเพราะในอดีตมันเกิดมันเกิดภาพที่แบบเคยSLมา เคยขาดทุนมาอะไรแบบเนี้ย อันนี้ก็จะเป็นปัจจัยนะครับ วิธีวิธีการแก้ในจุดนี้ก็คือ ค่อนข้างที่จะต้องไปฝึกในการผ่อนคลาย ในการไปฝึกในการออกกำลังกาย ในการทำสมาธิเพิ่มอะไรแบบนี้ก็จะช่วยได้ หรือเป็นคนที่อาจจะต้องแบบไปวางแผนการเทรดเพิ่มเติม ทำback testเยอะๆ เก็บสถิติเยอะๆให้คุณที่แบบว่าใช้ข้อมูลมาทดแทนสิ่งที่คุณกำลังคิดไปเองแบบเนี้ย มันก็จะไปช่วยลดความเครียดได้ อ๋อ สถิติที่ผ่านมาฉันมันโอนี่ 80% นะ 90% นะหรือ 70%นะ แต่ได้แล้วมันได้เยอะ อันเนี้ยคือตัวอย่างของการช่วยลดเรื่องของการที่คุณจะกังวลหรือว่าเครียดไปได้นะครับ อันนี้ต้องทำเยอะๆเนาะ ข้อต่อมามองโลกในแง่ที่ดีเกินไปหรือมองโลกในแง่ร้ายเกินไป มองโลกในแง่ดีเกินไปก็คืออ่ะ เป็นคนที่อยู่แบบมองอะไรก็มีความเป็นไปได้หมด มีชีวิตที่ดี อ่านหนังสือไป เที่ยว เจอเพื่อนฝูง เจอปัญหาอะไรอย่างงี้ก็มองที่ว่าอ๋อไม่เป็นไรหรอก โอเค มองแล้วในแง่ดี แต่ต้องระวังการดีเกินไปในหน้ากราฟ อย่างเช่นอ่ะ กราฟลากไปขาดทุน เออเดี๋ยว มันก็คงกลับมาละ เดี๋ยวมันก็คงกลับมาละ ฉันอาจจะวางแผนผิดก็ได้นะ อันนี้เข้าแบบนี้ มันอาจจะถูกก็ได้ แผนฉันอาจจะพลาดก็ได้นะ เท้าแบบนี้อาจจะกลับมากำไรก็ได้ อันนี้ก็คือการมองในแง่ดีนะ แต่มันอยู่นอกเหนือมันอยู่นอกเหนือแผนการเทรด เห็นมั้ยครับ บางทีอ่ะคุณมันจะลงไปเรื่อยๆ อือ เดี๋ยวมันก็คงกลับมา เดี๋ยวมันก็คงกลับมา อันเนี้ยไม่เวิร์คนะครับ เพราะฉะนั้นอย่าเป็นคนที่เอาเรื่องของการมองในแง่ดีมาใช้แบบนี้ ใช้ได้ตรงที่ว่า เฮ้ย ฉันขาดทุนตรงนี้ ฉันไปฝึกเพิ่มนะ ตอนนี้อยู่ในการฝึก เดี๋ยวอนาคตเนี่ยถ้าฉันเก่งแล้ว เดี๋ยวจะเริ่มมีกำไรนะ ทำให้ตัวเองมีกำลังใจทำให้ตัวเองสามารถที่จะอยู่ในตลาดได้ดีขึ้น อันเนี้ยถือว่าเวิร์ค แต่อีกมุมนึงถ้ามองโลกในแง่ร้ายเกินไปอ่ะ เฮ้ย จะเข้าตรงนี้นะ มันต้องโดนลากแน่เลย กราฟมันต้องแบบคือตัดสินใจแบบเค้าเรียกว่าอะไรอ่ะ ขี้กังวล ขี้กังวลเกินไป ก็คล้ายๆกัน แต่อันเนี้ยมันก็จะรวมถึงในเรื่องของการมองโลกในแง่ร้ายเกินไป อย่างเช่นกราฟมันจะไปทำการเบรคเทรนด์ เอ๊ย เรารู้แล้วว่ามันจะเบรค ฝึกเทรดมาสักระยะนึง เรารู้แล้วว่ามันจะเบรค แต่เป็นคนที่ เฮ้ย ถ้ามันไม่เบรคล่ะ แล้วถ้ามันกลับมาล่ะ หูย ถ้าฉันไม่ออกตรงนี้นะ ถ้ามันกลับมาฉันขาดทุนเยอะเลยนะ งั้นฉันออกก่อนดีกว่า ฟ้านิดเดียวปิดอะไรอย่างเงี้ย อันนี้ก็มีเรื่องของเห็นมั้ยครับ การมองโลกในแง่ร้ายเกินไปเข้ามาอยู่ดี คนส่วนใหญ่ที่มองโลกในแง่ร้ายเกินไป บางทีบางทีมันเกิดจากสิ่งที่เค้า บางทีเค้าต้องการควบคุมอะไรบางอย่างของตัวเอง เค้ามีประสบการณ์ที่ไม่ดีแบบเนี้ย ก็อาจจะอาจจะทำให้เกิดภาพเหตุการณ์แบบนี้ได้ ฉะนั้นบางทีอ่ะครับ บางทีเราอาจจะต้องไปแก้ที่สาเหตุที่ต้นเหตุ จุดนี้คุณจะต้องไปฝึกให้คุณเห็นแผนการเทรดที่ชัดเจนของคุณ มีสถิติ มีการback testrองรับแล้วมีการฝึกforward testทำให้คุณมั่นใจในแผนของคุณ คุณก็จะลดการที่จะมองโลกในแง่ดีเกินไปหรือแง่ร้ายเกินไปได้ เพราะคุณเอาสถิติ เอาการback testของคุณ เอาstackของคุณเข้ามาทดแทนความกังวล การมองด้วยอารมณ์แบบนี้นี่แหละนะครับ อ่ะต่อไปข้อถัดไปนะครับ เป็นคนขี้หงุดหงิดง่าย ขี้หงุดหงิดง่ายเนี่ยก็จะคล้ายๆกับใจร้อนนั่นแหละ แต่แบบรู้สึกๆรออะไรไม่ได้อ่ะ รู้สึกแบบอือ มันๆเป็นแบบนี้อีกแล้ว มันเป็นแบบนี้ มันๆจะไปมั้ยเนี่ย มันจะเนี่ย คือเริ่มหงุดหงิดง่าย หรือบางคนอาจจะเป็นถึงขั้นสมาธิสั้น เพราะว่าอะไร จริงๆจุดเนี้ยมันไม่ได้ไม่ได้มีปัจจัยอะไรมาจากนิสัยของเรานะ แต่ด้วยเทคโนโลยีทุกวันเนี้ยที่อะไรมันก็เร็วไปหมดอ่ะ โทรศัพท์หาคน อยากส่งรูปภาพทุกวันเนี้ยกดปึ้งรอไม่ถึง2วินาที3วินาทีแล้ว หรือวีดีโอคอลคุยกันได้ แต่สมัยก่อนน่ะสมมุติคุณจะส่งรูปภาพสมัยMMSอ่ะ ต้องรอแบบเสียเงินด้วยแล้วต้องรอเป็นนาทีเลยกว่าจะโหลด ความเร็วอินเทอร์เน็ต64kอย่างเงี้ย อย่างทุกวันนี้ไปแบบ100GB 1GBความเร็วแบบจากเดิมเป็นร้อยๆเท่าเงี้ย มันก็เลยทำให้เราเป็นคนที่แบบรอไม่ได้ มันก็เลยติดนิสัยว่า พออะไรที่มันต้องรอบางทีเรารอกราฟอย่างเงี้ยมันก็เกิดความหงุดหงิด เห็นมั้ยครับ เพราะฉะนั้นอันเนี้ย เราต้องทำความเข้าใจการวิ่งของกราฟว่า เวลานี้กราฟน่าจะวิ่งแรงจากกลุ่ม จากเวลา จากช่วงตลาดที่มีข่าวหรืออะไรพวกนี้หรือช่วงมันไม่มีอะไรเลย กราฟมันน่าจะไม่วิ่ง คุณต้องจัดการmanageอารมณ์คุณให้มันสอดคล้องกับการวิ่งของกราฟณเวลานั้น เห็นมั้ยครับ แยกให้ออกเนาะ ต่อมาข้อ 2 ด้านที่ 2 เนี่ยก็คือนิสัยในเรื่องของการจัดการและการวางแผน ตรงนี้แหละเป็นพฤติกรรมที่สำคัญเลย ยกตัวอย่างเช่นคนที่มีระเบียบวินัยและคนที่ไม่มีระเบียบวินัย ถ้ามองเอาง่ายๆคือเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์ ไม่ชอบมีระเบียบ ไม่ชอบคิด ไม่ชอบวางแผน ไม่ชอบอะไรอย่างเงี้ย บางคนอ่ะ อยากรับราชการ อยากเป็นทหารเงี้ย เขาก็ต้องมีระเบียบ เข้าแถว มีการทำความเคารพ มีชุดที่จะต้องแต่งให้ถูกต้อง มีอะไรอย่างเงี้ย ซึ่งผมคนนึงอ่ะ เอาจริงๆนะ ผมคนนึงเนี่ยไม่ชอบ รู้สึกว่าเป็นคนที่แบบชอบมีอิสระภาพ ไม่อยากมาทำตามอย่างนู้นอย่างนี้ ใครไม่ชอบทำแบบเห็นมั้ยครับ นิสัยภายนอกอ่ะเราไม่ชอบ เราเป็นคนที่ไม่ค่อยมีระเบียบด้วย แต่พอมันมาอยู่กับหน้ากราฟอ่ะ ถ้ามีระเบียบ โอเค อันเนี้ยดี แต่ถ้ามันไม่มีระเบียบอ่ะ นิสัยเราโดยส่วนตัวมันติดมาก็คือแบบแผนให้เข้าแบบนั้นก็ไม่เอา อยากจะผ่าแผน ไม่อยากทำตามระเบียบ ไม่อยากรอ อยากจะกด เห็นมั้ยครับ อันเนี้ยส่งผลอันตรายในการเทรดนะครับ ต้องระมัดระวังเลย แต่สามารถเปลี่ยนได้มั้ย สามารถเปลี่ยนได้เนาะ เราก็ต้องมาทำScheduleทำto do listมาวางแผนการเทรดว่า เวลานี้ควรทำอะไร กราฟมาแบบนี้ ศึกษาเทคนิคเยอะๆแล้วแล้วก็ปรับ เพราะเรารู้ว่าถ้าเราไม่แก้เนี่ย เราจะขาดทุนจากการเทรดที่เราไม่มีระเบียบนะ เราไม่รอแผนนะ อะไรแบบเนี้ย หลายๆอย่างอ่ะ เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่เราต้องฝึกนะครับ การที่เป็นคนที่มีระเบียบอยู่แล้วในชีวิตที่แบบว่าฉันต้องเป๊ะมากเลย เวลานี้ฉันต้องทำ ต้องวางแผน ต้องทำตามScheduleต้องมีแผน ฉันต้องอย่างงี้ต่อ ฉันทำตามกำหนดการ ทำตาม อันเนี้ย พอคุณมาอยู่ในตลาดก็จะเป็นข้อดีนะ คุณจะต้องต้องมีแผนการเทรดที่ชัดเจน คุณจะต้องมีเช็คลิสต์ คุณจะต้องทำตามแผนอย่างเงี้ย อันเนี้ย คนที่มีระเบียบวินัยในชีวิตประจำวันน่ะจะได้เปรียบ จะได้เปรียบคนที่ไม่มีระเบียบนะครับ อันนี้ผมบอกไว้เลย บางทีอ่ะความสำเร็จในการเทรดแยกกันที่ระเบียบวินัยด้วยนะนะครับ บางคนที่ส่วนใหญ่ที่ล้มเหลวเลิกออกไปจากตลาดอ่ะไม่มีระเบียบวินัยก็เยอะ พอมันไม่มีระเบียบวินัยมันก็ส่งผลไปอีกในเรื่องของการวางแผนกับการทำตามอารมณ์ เมื่อกี้ผมพูดไปละ ส่วนใหญ่เทรดเดอร์ที่เก่งจะมีมีแผนการเทรดที่ชัดเจน 99%เลย เผลอๆ100%เลย เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จในตลาดนะครับ เพราะอะไร เพราะถ้าไม่มีแผนนะ คุณจะรู้ได้ไงว่าตรงนี้จะเข้า ตรงนี้จะออก ถ้ากราฟผิดแผน แผนถัดไปคุณจะCut lossเท่าไหร่ หรือถ้ามันวิ่งไปถูกทางคุณจะทำกำไรวันไหน เวลาไหน จุดไหน ราคาไหน เห็นมั้ยครับ ฉะนั้นทุกคนที่เป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จต้องมีมีแผนที่ชัดเจน คนที่ไม่ชอบวางแผนที่เข้าแบบเข้าตามอารมณ์ ตอนนี้ฉันอยากเข้าก็เข้า ฉันไม่อยากเข้าก็ไม่เข้า ทำตามอารมณ์อย่างเดียวอ่ะ ฉันอยากSLตรงนี้ ฉันอยากTPตรงนี้ มันจะทำได้ก็ต่อเมื่อคุณมองกราฟด้วยตาเปล่าเก่งแล้ว คุณอ่านแบบแพทเทิร์น คุณอ่าน คุณฝึกมาอย่างหนักมากแล้วจนคุณแบบ ดูแป๊บเดียวอ่าไม่ต้องวางแผนเยอะอ่า กราฟมาประมาณนี้เข้าใจตรงนี้ชั้นสาปิเก็บสั้นหรือชั้นวางยาวDCAหรืออะไรก็ตามก็ว่าไป แต่กว่าที่มันจะเก่งได้ กว่าคุณจะมาถึงจุดนี้ได้อย่างน้อยๆคุณก็ต้องฝึกอย่างหนักอยู่ดี ฉะนั้นข้อเนี้ยง่ายๆครับ ฝึกให้มันหนัก ฝึกทำตามแผน ฝึกวางแผนเอาไว้แล้ว เดี๋ยวผลกำไรหรือพอร์ตเนี่ยมันก็จะเติบโตตามความสามารถที่คุณฝึกนั่นแหละนะครับ ข้อต่อมาคนขยันกับคนขี้เกียจ นี่อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญนะ คนขยันเนี่ยที่อยู่ในหน้ากราฟเนี่ยมันก็ต้องขยันให้ถูกเวลาด้วย คำว่าขยันในการเป็นเทรดเดอร์คือ ขยันศึกษาหาความรู้ ขยันBack testขยันเก็บข้อมูล ขยันเรียนรู้ ขยันอะไรก็ว่าไปที่มันเป็นในมุมที่ดีอ่ะ แต่สิ่งที่อันตรายเลยคือ ขยันกดออเดอร์เทรด อันนี้ไม่เวิร์ค เทรดบ่อยก็มีความเสี่ยงบ่อย เข้าบ่อยไม่รอแผนแบบขยันๆกดอ่ะ นั่งทับมือไม่เป็นอ่ะ อันเนี้ย อันตรายนะครับ ห้ามขยันแบบนี้ ขยันให้ถูกที่ ขยันเรียนรู้ ขยันวางแผนอย่างเงี้ยได้ ขยันฝึกได้นะครับ แล้วคนขี้เกียจล่ะ คนขี้เกียจก็ขี้เกียจเรียนรู้ ขี้เกียจวางแผน ขี้เกียจBack testขี้เกียจเก็บข้อมูล ขี้เกียจนั่งทำการบ้านส่งอะไรสารพัดจะขี้เกียจ มันก็ส่งผลเสียเห็นมั้ย เพราะคุณขี้เกียจทำพวกนี้ คุณก็การเทรดไม่พัฒนา การเทรดคุณไม่พัฒนา ผลกำไรคุณก็ไม่พัฒนา พอร์ตก็ไม่พัฒนาขึ้น เห็นมั้ยครับ แต่ข้อดีของความขี้เกียจก็มีอยู่อย่างนึงนะ คือขี้เกียจเฝ้าจอ ขี้เกียจเทรด เทรดเฉพาะแบบช็อตชัวร์ๆ ผมอ่ะก็เป็นในส่วนนี้ ขี้เกียจเฝ้าจอ ผมก็หาsolutionละ เฮ้ย เทคนิคไหนที่มันจะทำให้ผมวางpending orderไว้ได้ Sell limit buy limitวางออเดอร์ล่วงหน้าไว้ได้หรืออะไรก็ตามที่มาทำให้ผมแบบไม่ต้องกดออเดอร์บ่อยๆ สมมุติแทนที่จะสาปิทีละ50 50จุด 100จุด ผมมารอยิงช็อตเดียวปั้ง 500จุด 1000จุด เห็นมั้ย เทียบกับต้องไปนั่งเฝ้าหน้าจออะไรเยอะๆเนี่ย ก็คือความขี้เกียจมันก็มีข้อดี แต่คุณต้องขยันหรือขี้เกียจให้มันถูกวิธีแล้วกัน ทีนี้วิธีแก้ วิธีแก้ที่เมื่อตะกี้เล่าไป คุณก็เข้าเปลี่ยน เปลี่ยนเปลี่ยนไอ้จุดที่คุณขยันผิดที่เนี่ยไปให้มันถูกที่ซะ หรือคุณขี้เกียจผิดที่ไปให้ขี้เกียจให้มันถูกที่ซะ แล้วก็ฝึกการเปลี่ยนนิสัยเงี้ย คุณต้องฝึกไง คุณต้องฝึกบ่อยๆ เพราะว่านิสัยเราอ่ะ อย่างใครที่ดูๆคลิปเรื่องของการลืมอย่างเงี้ย มันจะมีsnapเนาะ snapในสมองเรา เราทำอะไรบ่อยๆ snapมันจะโต พอsnapมันโตเนี่ย มันก็คือการฝังนิสัยของเรานั่นแหละ เข้าไปทำให้เราเป็นคนแบบนั้น ฉะนั้นตรงเนี้ยต้องเริ่มฝึกทีละนิด ทีละนิด ทีละนิดไปก่อน อ้า ฉันฉันไม่ขยันเรียนรู้เลย ฉันก็เริ่มมาเรียนรู้ทีละนิด ฉันไม่ขยันนั่งสมาธิเลย เพราะว่ามันต้องมีการฝึกสมาธิ ฉันก็เริ่มมาทำทีละนิด ทีละนิด แล้วพอทำบ่อยๆ ให้ไปดูคลิปของกด10,000ชม.กับ21วันเปลี่ยนนิสัยนะครับ คลิปนั้นอาจจะบอกว่า คุณจะเริ่มทำอะไรยังไงแบบไหน แล้วมันจะทำให้คุณติดนิสัยแบบไหนได้ดีขึ้นนะครับ ข้อต่อมา คนที่รอบคอบกับคนที่ประมาท จริงๆอ่ะมันก็มันก็เกิดส่งผลมาจากคนที่วางแผนและไม่วางแผนนั่นแหละ ประมาทก็คือเอาง่ายไว้ก่อน ชอบความง่ายอ่ะ สบายๆ เอ้อ ตรงนี้ไม่เป็นไร เข้าไม่เป็นไร เห็นมั้ยครับ มันก็จะเป็นข้อเสีย จริงๆความประมาทน่ะ มันเป็นข้อเสียไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิตประจำวันแบบใช้ชีวิตอย่างประมาท ทำนู่นทำนี่ไม่ๆไม่ดูผลลัพธ์ที่จะตามมาไม่อะไรพวกนี้ มันเป็นเรื่องอันตรายทั้งสิ้นนะครับ สมมุติว่าคุณเป็นคนชอบขับรถเร็วเลย ไม่สนใจกฎจราจรขับเป็นเด็กแว้น เป็นเด็กซิ่ง โดยไม่สนใจคนรอบข้างว่าเขาจะรู้สึกยังไง จุดนี้เป็นเขตชุมชน ขับรถเร็วมากเกินไป ไม่สนใจเอาความสนุกของตัวเอง อันเนี้ยคือความประมาทนะ แล้วมันจะส่งผลตามมา เวลาที่คุณมาเทรดอ่ะ ก็จะกดๆๆ เอาเยอะๆ โดยไม่คิดถึงผลที่มันจะตามมา อันนี้แหละที่เรียกว่าความประมาท หรือเรียกว่าอะไร มันก็จะเป็นเรื่องของความโลภ ความอะไรเข้ามา เห็นมั้ยครับว่าจริงๆแล้วพอเราติดนิสัยด้านนอกเป็นแบบไหน เรามาอยู่หน้ากราฟเนี่ยมันจะส่งผลเยอะนะครับ แต่ถ้าคุณเป็นคนรอบคอบล่ะ ชีวิตประจำวันคุณเป็นคนที่รอบคอบ วางแผนทำ คุณจะต้องคิดให้ดีก่อน เพราะว่าบางอย่างมีเวลาน้อย มีสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรง ทำอะไรAdventureไม่ได้ หรือระบบการเงินคุณเป็นคนที่นี่ระมัดระวังการใช้เงิน มีรอบคอบในความคิด อะไรหลายๆเรื่องแบบเนี้ย พอเวลาเข้ามาหน้ากราฟคุณก็จะ เอ๊ย ก่อนเข้าออเดอร์ต้องคิดให้ดีนะ จะเทรดตรงนี้ต้องกดยังไง แล้วมันจะส่งผลเสียยังไง คุณคิดหลายๆจุดอย่างรอบคอบแบบเนี้ย มันก็จะส่งผลให้การเข้าออเดอร์ของคุณมีประสิทธิภาพ ตรงกันข้ามกับคนที่ประมาทก็คือ เข้าไปก่อนนะ อยากได้ อยากเอา แบบทำโดยไม่คิดถึงว่าถ้ามันผิดแผน ถ้ามันขาดทุน มันจะขาดทุนเท่าไหร่ เห็นมั้ยครับ อันเนี้ยเป็นเรื่องนิสัยที่อันตรายมากๆเลย ผมบอกเลยว่าข้อนี้แทบจะอันตรายที่สุดเลยนะครับ อ่ะต่อมามีอะไรอีก ในเรื่องของเป็นคนที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมาย เทรดไปเรื่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ วันนี้อยากกดก็กด ไม่อยากกดก็ไม่กด การที่มีเป้าหมายชัดเจนมันเหมือนกับแบบว่าคุณมีการวางแผนชีวิตอยู่ข้างนอก เป็นคนที่แบบ เฮ้ย ปีเนี้ย งานชั้นต้องเติบโตแบบไหน ลูกต้องเรียนอะไร ต้องไปต่อยังไง ต้องเรียนอะไรเพิ่ม ฉันต้องวางแผนตัวครอบครัว ยังไง ฉันต้องวางแผนการงานยังไง ฉันต้องวางแผนการเงินยังไง มีเป้าหมายว่าปีนี้จะต้องจบเท่านี้ เดือนนี้จะต้องจบเท่านี้ ไตรมาสนี้จะต้องเป็นประมาณนี้ ถ้าไม่ได้ต้องแก้ปัญหายังไง ต้องหาวิธีอะไรที่ทำให้มันได้ เห็นมั้ยครับ เนี่ยคือคุณมีเป้าหมายชัดเจน กับอีกคนนึงที่ทำไปเรื่อยๆ หรืออีกนิสัยนึง ทำไปเรื่อยๆไม่มีจุดหมาย ลองไปก่อน ลองทำไปก่อน ได้ก็ได้ ไม่ดีก็ช่าง วันนี้ก็ออกไปใหม่ คุณลงเวลาไปแล้วในการฝึกเทรดในการทำอะไรอ่ะ ผมแนะนำเลยว่าคุณควรจะมีเป้าหมาย อย่างเช่น 3 เดือนเนี้ย ฉันจะต้องเรียนรู้เทคนิคกี่เทคนิค ต้องเรียนรู้กราฟแบบไหน คุณก็ต้องทำการบ้านแล้ว ฉันจะBack testวันเนี้ย สัปดาห์นี้ฉันจะBack testให้จบกี่ออเดอร์ กี่วัน กี่เดือน กี่ปีย้อนหลังก็ว่าไป เห็นมั้ยครับ ถ้ามันมีแบบแผนปุ๊บ มันจะทำให้การทำงานของคุณน่ะมีประสิทธิภาพ มันก็จะไปส่งผลอีกว่าไอ้การที่คุณไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนมันเกิดมาจากอะไรอีก มันเกิดมาจากความขี้เกียจของคุณหรือเปล่า ขี้เกียจวางแผน น่ะก็เทรดไปเรื่อยๆ ขี้เกียจทำ ขี้เกียจมานั่งคิด ทำนู้นก็เหนื่อย นี่ก็เนี่ย เห็นมั้ยครับ มันก็จะส่งผลโดยภาพรวมคล้ายๆกัน แต่แค่ มันมีมันมีปีกแยกย่อยออกมานะครับ ทีนี้วิธีการแก้เลยก็คือว่า ถ้ามันไม่มีเป้าหมาย คุณก็แค่ต้องไปกำหนดเป้าหมายให้กับมัน คุณต้องมาเรียนรู้แล้วว่าเป้าหมายระยะยาวคืออะไร เป้าหมายระยะกลางคืออะไร เป้าหมายระยะสั้นคืออะไร อย่างเช่น ผมต้องเป้าหมายว่าปีนี้ผมจะมีกำไรในการเทรด1ล้านบาท สมมุตินะครับ แล้ว1ล้านบาทเนี่ย มันเฉลี่ยมันเดือนละเท่าไหร่อ่ะ มันก็ตกอ่า ตีกลมๆเลย เดือนละ96000หรือเดือนประมาณ100,000 100,000 1เดือนเนี่ย แล้วผมเป็นDay tradeผมต้องเทรดได้วันละเท่าไหร่อ่ะ ผมก็ต้องมากำหนดละ 100,000มันก็ตกวันละ5,000บาท ตลาดเปิดประมาณ20-22-23วันแล้วแต่เดือนนะครับ เราก็ซอยย่อยเป้าหมายอ่ะ ถ้าจะได้วันละ5,000บาท ผมต้องกดlot sizeเท่าไหร่ ต้องเก็บกี่จุดวันนึง ต้องเทรดอะไรบ้างนะครับ ต้องแผน ต้องเป็นยังไง เห็นมั้ยครับ มันก็จะมาต่อเนื่องมาจนถึงการที่เป็นคนชอบวางแผนและไม่วางแผนนะครับ ทุกนิสัยมันจะเกี่ยวเนื่องหมด แค่ว่ามันจะถูกปีกแยกย่อยออกมาให้คุณน่ะไปแก้ให้ถูกจุดอ่ะ สมมุติว่าผมเป็นคนที่ชอบวางแผนนะ ชอบวางแผนในการเทรด วันนี้จะเข้าตรงนี้ จะอยู่ตรงนี้ ถ้าออกไม่ได้จะตรงนี้ ตรงนี้จะหยุดเทรดหรือจะรอข่าวหรืออะไร เห็นมั้ยครับครับ แต่ผมดันไม่มีเป้าหมาย ดันไม่มีเป้าหมาย ผมก็ไม่รู้ว่าอ่า ตอนเช้าเทรดได้แล้วเทรดต่อมั้ยอ่ะ เทรดต่อตอนกลางวัน เทรดต่อกลางคืน เทรดต่อสุดท้ายเทรดทั้งวันน่ะก็กลายเป็นคนติดความโลภเข้าครอบงำ อาจจะได้แล้วอยากได้อีกอะไร มันก็จะส่งผลไปอีก ฉะนั้นว่าค่อยๆทำทีละจุด แก้ทีละจุดแล้วกัน คุณพยายามสังเกตว่าอะไรที่มันส่งผลให้การเทรดของคุณน่ะมันดีขึ้น คุณก็ทำในสิ่งนั้น อะไรที่มันไม่ดีคุณก็ค่อยๆแก้แล้วกันนะครับ ต่อมา ด้านที่ 3 เนี่ยคือนิสัยในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน จริงๆอ่ะพวกความขี้เกียจ การเรียนรู้อะไรพวกนี้มันก็อยู่มันก็อยู่ในนั้นน่ะเนาะ มันก็อยู่ในนั้นแหละ มันก็อยู่ในเรื่องของนิสัยต่างๆ แต่ว่าการใช้ชีวิตประจำวันน่ะ ผมจะมาแยกย่อยให้อีก อย่างแรกก็คือว่าเป็นคนที่ชอบความสะดวกสบาย ชอบท้าทายตัวเอง มันจะไม่เหมือนกันนะ ชอบความสะดวกสบายกับชอบท้าทายตัวเองแบบมีchallengeเลย อย่างเช่นตอนหยุดงาน โอ๊ย ขอนอนก่อน พักแล้ว ไม่ได้คุยกับลูกค้า ไม่ได้ขายของ ไม่ได้ทำงาน ขอนอนพักสบายจังเลย หูย แฟนชวนไปออกกำลังกายไม่ไปอ่ะ เพื่อนชวนไปเตะบอลไม่ไปอ่ะ ขี้เกียจ สบายไปทำไมเหนื่อย เห็นมั้ยครับ ข้อดีของการชอบความสะดวกสบายอ่ะ คล้ายๆกับคนขี้เกียจเลยนะ ก็คือว่าเค้าจะหาวิธีการทำอะไรบางอย่างที่แบบทำปุ๊บแล้วมันส่งผลได้ระยะยาว ข้อดีมั้ยครับ แต่ข้อเสียคือ พอมันชอบความสะดวกสบายมันก็ตามมาซึ่งความขี้เกียจไง แล้วมันก็จะเป็นปัญหาแบบไอ้ช่วงที่เป็นความขี้เกียจ เห็นมั้ย ต่อมาคนที่ชอบท้าทายตัวเองอย่างเงี้ย อย่างเช่นอะไร เฮ้ย ออกกำลังกาย สมมุติออกกำลังกายมีชีวิตปกติ ไปออกกำลังกาย โอ๊ย วันนี้ฉันยกเวทได้5กก.ละ10ครั้ง 20ครั้ง ฉันขอเพิ่มเป็น30ครั้ง 40ครั้ง 50ครั้ง คือพัฒนาไปเรื่อยๆ เป็นการท้าทายตัวเองว่าฉันจะทำได้มั้ย ฉันจะพัฒนาตัวเองได้มั้ย พอเวลาคุณมาเทรดอันนี้ข้อดีมากเลยนะ เฮ้ย ฉันมาเทรดเนี่ย วันนี้ฉันอาจจะกำไร500จุด พรุ่งนี้ฉันจะเก็บยังไงให้ได้1000จุด ถ้ากราฟมันไม่ไป ฉันจะ ถ้ามันไม่ไปแล้ว มันพักตัวนานๆ ฉันจะสาปิยังไงให้ได้1000จุดให้มันได้เยอะกว่าเมื่อวาน เห็นมั้ยครับ อันนี้เป็นตัวอย่างเนาะ แต่บางทีถ้ากราฟมันไม่ไปเราก็ต้องใช้ชีวิตหรือว่าวางแผนเทรดให้มันสอดคล้องกับหน้ากราฟ มีแผนที่เตรียมไว้นะครับ แต่ว่าข้อดีก็คือว่า คุณอาจจะ เฮ้ย แล้วฉันจะBack testเพิ่มขึ้นยังไงอ่า วันนี้ฉันBack testไปแล้ว ย้อนหลังไปแล้ว2เดือน พรุ่งนี้ฉันจะBack testเพิ่มอีก ฉันจะBack testเป็น5เดือน 6เดือน 1ปีหรือเก็บสถิติเพิ่มขึ้นหรือฉันจะต้องการมีอีก10เทคนิคคอนเฟิร์มในจุดเข้าของฉัน ฉันจะต้องไปเรียนรู้อะไรเพิ่ม เนี่ยคือการที่ท้าทายตัวเอง มันก็ส่งผลมาเรื่องของการที่เป็นคนขยันไง ขยันทำนู้นทำนี่ แต่มันต้องทำขยันให้ถูกจุด เห็นมั้ย มันจะสอดคล้องกันนะครับ ข