📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

6 พฤติกรรม “พนักงานใช้ AI เก่ง” ที่องค์กรต้องสร้าง (KPMG Insight ล่าสุด) | Executive Team Talk EP.6

InspiraNow17:54

Transcription

เราเป็นคนที่ใช้ AI เก่งหรือยัง อันนี้เป็นความพลาดในองค์กรที่เห็นเยอะมากเลยนะคะ ได้คำตอบปุ๊บแปะสไลด์ส่งหัวหน้าเลย อันนี้ก็ยังไม่ใช่ค่ะ

เอ๊ะ ตื่นเต้นกับงานวิจัยนี้มาก มีนาคม 2569 เดือนที่แล้วนี่เองนะคะ

มากกว่า 1.44 ล้าน พร้อมเอ๊ ใครกันนะในบริษัทที่เป็นพนักงานที่ใช้ AI ได้เก่ง เามีวิธีใช้ AI อย่างไรกันนะ ทั้งหมดเนี้ยทำให้เขาคิดได้กว้างขึ้น ลึกขึ้นและชัดขึ้นค่ะ

ตอนนี้หลายองค์กรนะคะ ตื่นตัวเรื่อง AI มากๆเลย มีการลงทุนเพิ่มขึ้นนะคะ แล้วก็หวังว่าคนของเราเนี่ยจะใช้ AI เก่งนะคะ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าการใช้ AI เก่งเนี่ย มันหน้าตาเป็นยังไงนะ เราก็จะสร้างคนแบบนั้นได้ยากค่ะ

คลิปนี้ค่ะ เราจะพาไปดูงานศึกษาใหม่ล่าสุดเลยค่ะ จากบริษัทคอนซัลต์ระดับโลกที่เขาทำร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำนะคะ ซึ่งจะมาอธิบายว่าคนในองค์กรที่ใช้ AI เก่งเนี่ย เขาทำอย่างไรค่ะ และแน่นอน คลิปนี้จะต้องจบลงด้วยการถอดรหัสเพื่อให้เราไปสร้างองค์กรสร้างทีมของเรา และโยงมาถึงการฝึกที่พวกเราทุกคนจะฝึกได้เองในชีวิตประจำวันด้วย เพราะนั่นคือ signature ของเอ้และ inspir

มาดูการใช้ AI ในบริบทของเมืองไทยบ้างนะคะ เอ๊มองว่าวันเนี้ย เมืองไทยไม่ได้ขาด AI นะคะ แต่เราขาดวิธีใช้ AI ที่เก่ง ค่ะ

จะย้อนไปที่งานสำรวจอันนึง ประมาณปีกว่าๆที่แล้วนี้นะคะ โดยองค์กรที่ชื่อว่า Ipsurce นะคะ ซึ่งเขาค้าเป็นบริษัทที่ทำวิจัยตลาดระดับโลกเลยนะ เค้าค้นพบว่าอะไรรู้มั้คะ ประเทศไทยมีการตื่นตัวเปิดรับ AI มากที่สุดในภูมิภาคเลยนะคะ เราตื่นตัวมาก กว่าสิงคโปร์ เราตื่นตัวมากกว่าเกาหลีใต้ด้วยซ้ำนะคะ แล้วอะไร รู้มั้ย เค้ายังพบว่าคนไทยเนี่ย มีความไว้วางใจ AI มากที่สุดเช่นกันนะคะ แต่ นั่นน่ะ อาจจะหมายความว่า เออ เราอาจจะยังไม่เข้าใจความเสี่ยง หรือว่าข้อจำกัด หรือผลกระทบของ AI มากเท่าที่ควรก็ได้นะคะ อันนี้ทำให้เราตั้งคำถามว่า เอ๊ะ การเปิดรับ การตื่นตัว มันใช่เรื่องเดียวกันกับการใช้ AI เป็นหรือเปล่า

มาดูในภาคองค์กรปัจจุบันเลยนะคะ ต้นปี 2569 นะคะ เราพบว่าหลายองค์กรมีการลงทุนมากขึ้นนะ มันก็จะมีคนที่ทำเรื่อง Agentic AI นะ อันนั้นก็ไปอีกลีกนึงแล้วนะคะ แต่องค์กรมากขึ้นเรื่อยๆก็จะลงทุนในสิ่งที่เรียกว่า Consumer AI นะ ก็เป็นการซื้อ Access มาแจกพนักงานนะ ในกลุ่ม Consumer AI เช่น Chat GPT เช่น CL เช่น เอ่อ Gemini เช่น CILOT นะฮะ แล้วถึงขั้นที่หลายองค์กรเนี่ย พอแจก Access ไปแล้ว บังคับให้พนักงานใช้ด้วยนะ เราจะบอกว่า เฮ้ย ใช้หรือยังนะ ใช้มากๆสิ ไหนใครยังไม่ได้ใช้เนี่ย ต้องให้เขาใช้นะ จะได้คุ้มๆ แต่พอถามว่า เอ๊ะ ใช้แล้วเนี่ย ได้ประโยชน์จริงๆหรือเปล่านะคะ หรือว่า เอ๊ะ ใครที่ใช้ได้ดีนะคะ เรามักจะตอบไม่ได้นะคะ

นี่แหละค่ะ ปัญหาที่องค์กรไทยกำลังเจออยู่ตอนนี้ นะ พนักงานที่ใช้ AI อาจจะใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ หรือความคาดหวังขององค์กร และเรายังไม่มีวิธีที่จะทราบว่าการใช้ AI ที่ดีเนี่ย มันควรจะเป็นยังไง เราจะได้ไปสอนกันมากขึ้น

เอาล่ะค่ะ มาดูงานวิจัยที่เป็นพระเอกของคลิปนี้นะคะ เอ๊ะ ตื่นเต้นกับงานวิจัยนี้มาก เพิ่งที่จะตีพิมพ์มาสดๆร้อนๆ มีนาคม 2569 เดือนที่แล้วนี่เองนะคะ งานวิจัยนี้ทำโดยบริษัทที่ปรึกษายักษ์ใหญ่ของโลกนะ KPMG นะคะ ทำร่วมกับมหาวิทยาลัย Texas ออสติน ก็เป็นเบอร์ 1 มหาวิทยาลัย 1 เหมือนกันนะคะ เค้าจะมาทำให้พวกเราชัดขึ้นค่ะนะ มาดูก่อนว่าเค้า เอ่อ มีกระบวนการวิจัยยังไงนะ เค้าศึกษาค่ะ พนักงานมากกว่า 2,500 คนค่ะ แล้วก็ติดตามอย่างต่อเนื่องด้วยนะคะ เป็นเวลาถึง 8 เดือนนะคะ เค้าศึกษาพร้อมที่พนักงานเขียนคุยกับ AI เนี่ยแหละค่ะนะ 1.44 ล้าน พร้อมนะคะ แล้วก็ดูคำตอบที่พนักงานได้รับด้วยนะ ในการวิเคราะห์แล้ว โจทย์หลักของเค้าอย่างที่เรียนนะ เค้าไม่ได้ถามว่า เอ๊ คนใช้ AI มากหรือยังนะคะ แต่เขาอยากรู้ว่า เอ๊ ใครกันนะในบริษัทที่เป็นพนักงานที่ใช้ AI ได้เก่งนะ แล้วคนกลุ่มนั้น เค้ามีวิธีใช้ AI อย่างไรกันนะ

สิ่งที่เขาค้าเจอค่ะ ก็จี้จุดเลย ความพลาดขององค์กรส่วนใหญ่นะคะ เขาพบว่าองค์กรส่วนใหญ่เนี่ย โฟกัสผิดจุดค่ะ คือเราวัดผิดที่นะคะ เราพยายามที่จะวัดปริมาณการใช้งานนะ เช่น เราวัดจำนวนการเข้าใช้นะ เราวัดจำนวนพร้อมที่พนักงานใช้ เป็นต้นนะคะ การเข้าใช้งานนะ กับการใช้เป็นเนี่ย หรือการใช้แล้วได้ผลเนี่ย มันต่างกัน ถ้าคุณเป็นผู้นำนะ เป็น CEO เป็นผู้บริหาร หรือเป็นเจ้าของกิจการนะคะ หรือคุณเป็นคนที่มีหน้าที่สร้างคนเช่น HR นะ แล้วคุณไม่ทราบสิ่งเนี้ย คุณอาจจะนำพาคนไปในทิศทางที่ยังไม่ใช่ซะทีเดียวนะคะ หรือแม้แต่ถ้าคุณเป็นพนักงานทั่วไปนะคะ แล้วคุณไม่รู้สิ่งเนี้ย คุณก็ไม่รู้ว่าจะสร้างความเก่งในเรื่องของ AI ได้ยังไงนะ คะ เราจะไม่รู้ว่าพฤติกรรมไหนนะ ที่จำเป็นต้องเน้นย้ำและสนับสนุนนะคะ แล้วเราก็จะ ไม่รู้ว่าจะสร้างแผนหรือกลยุทธ์ในการพัฒนาคนของเราได้ยังไงค่ะ

ต้องบอกก่อนว่าอันนึงที่เขาเจอนะก็น่าสนใจมากๆทีเดียวนะ เค้าพบว่าคนที่ใช้ AI เก่งเนี่ย กลุ่มที่เค้าเจอแล้วเนี่ยนะคะ ปรากฏว่ามาจากหลายบทบาทนะ มาจากหลายฟังก์ชันหรือว่าหลายแผนกนะคะ แล้วก็มาจากหลายช่วงอายุคนด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นผู้บริหาร GenX นะคะ ไม่ต้องกังวลเลย คุณอาจจะเป็นคนที่ใช้ AI ได้เก่งที่สุดในองค์กรก็ได้ และถ้าคุณเป็นเจenใหม่ๆนะคะ การเป็นเจenใหม่ก็ไม่ได้การันตีว่าคุณจะใช้ AI เก่งในองค์กรนะฮะ

เอาล่ะค่ะ มาดูเช็คลิสต์ 6 ข้อนะคะ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครในองค์กร 6 ข้อนี้จะตอบคุณได้ว่าเราเป็นคน ที่ใช้ AI เก่งหรือยัง effective AI user ค่ะ

ข้อที่ 1 เลยนะคะ คนกลุ่มที่เขาพบเจอเนี่ย ตั้งเป้าหมายชัดและก็เป็นเป้าสูงด้วยค่ะ แปลว่าอะไร แปลว่าเค้าไม่ได้แค่เข้าไปลองใช้เล่นๆ ถามตอบถามดูดวง หรือว่าคุยเล่นกับ AI นะคะ เค้าอยากที่ จะเอาไปทำงานบางอย่าง แก้ปัญหาบางอย่างจริงๆนะ เราพบว่าเค้ามีการฝึกใช้เยอะนะ มีการปริมาณชั่วโมงที่เยอะเยอะ แต่ว่ามันไม่สะเปะสะปะนะ มันมีจุดหมาย อันนี้น่าสนใจมาก นะคะ แค่ข้อแรกเนี่ย มันทำให้พวกเราตั้งคำถามแล้วว่า ทุกวันเนี้ย เรามีเป้าหมายในการฝึกใช้ AI เพื่อทำงานอะไร เพราะถ้าเราไม่ มี เราก็จะลองอันนี้ที ลองฟีเจอร์นี้ ลองฟีเจอร์นั้น ลองตัวนั้นตัวนี้ แล้วเราจะพบว่าอะไรคะ มันเหนื่อยอ่ะ อุย มันเยอะไปหมดเลย มันงง แล้วมันเสียเวลา

ข้อที่ 2 ค่ะ สืบเนื่องมาจากเรื่องเป้าหมายนะคะ พอเค้ามีเป้าหมายชัดแล้วเนี่ย เค้าก็จะโฟกัสที่ผลลัพธ์ค่ะ ก็คือมีการดูว่า เอ๊ะ ฉันได้ผลลัพธ์อย่างที่ฉันอยากได้หรือยังนะ ข้อนี้ ข้อเดียวเนี่ย พฤติกรรมการใช้อ่ะ มันต่างไปเลย เพราะว่าเราจะเห็นว่าเค้ามีการใช้เทคนิคหลากหลายนะฮมาช่วยให้ AI เนี่ย แก้ปัญหาที่เขาอยากแก้ให้ได้นะ คือไม่ได้ใช้ท่าเดียวซ้ำๆนะคะ แล้วก็มีการใช้แบบสิ่งที่เรียกว่า iterative refinement นะ คือเมื่อ AI ให้คำตอบมาเนี่ย มันมีการถามกลับ นะ ถามไปถามมาจนอะไร จนได้ผลลัพธ์ไงนะคะ มีการกำหนดบทบาทนะ มีการให้ตัวอย่างว่า สิ่งที่ฉันต้องการคืออะไรกันแน่นะ นั่นคือความชัดเจนนะคะ หรือแม้กระทั่งนะ มีการให้ AI ตรวจคำตอบของตัวเองว่า อันเนี้ย มันตรงกับเป้าหมายหรือยัง มันดีขึ้นได้อีกหรือเปล่า เห็นได้เลยนะ ข้อนี้ก็ต่างเยอะนะ คนทั่วไปที่เอ๊เห็นเนี่ย ส่วนมากคือถามครั้งเดียว แล้วพอได้คำตอบแล้วบอก โอ๊ย มันใช้ไม่ได้นะ หรือบางทีถามครั้งเดียวได้คำตอบปุ๊บแปะสไลด์ส่งหัวหน้าเลย อันนี้ก็ยังไม่ใช่ค่ะ

ข้อที่ 3 ค่ะ เามีการโฟโฟกัสที่สเต็ปงานค่อนข้างชัดเจน อันนี้คือการคิดงานเป็นสเต็ปนะคะ เพราะอะไร เพราะว่าเวลาที่เรามีเป้าหมายนะ มีผลลัพธ์ที่ต้องการแล้วเนี่ย จะเห็นว่าการเดินทางเป็นตรงนั้นเนี่ย เราจะต้องคิดถึงสเต็ปการเดินนะคะ เพราะฉะนั้นน่ะ การสั่งงานของเขา้าอ่ะ ไม่ได้สั่งครั้งเดียวนะ ไม่จำเป็นต้องเป็นพร้อมที่ยาวมากนะคะ แต่มีการสั่งหลายครั้งนะ สั่งเป็นสเต็ปนะ ถ้าเป็นพร้อมยาวก็จะ เป็นพร้อมที่แตกสเต็ปได้นะคะ สามารถที่จะบอกข้อจำกัดนะ ของสเต็ปบางสตสเต็ป บอกเงื่อนไขงานในบางสเต็ปได้ การพร้อมของเค้าเนี่ย มันเป็นการพร้อมที่แสดงว่า เา้ามีการวิเคราะห์งานเป็นค่ะ

แค่ 3 ข้อแรกเนี่ยคะ เราเห็นได้ชัดเลยนะคะว่า คนที่ใช้ AI เก่ง เนี่ย ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่รู้จัก Prompt แบบลึกซึ้งมากมาย โอมัน เพราะว่าเดี๋ยวนี้เนี่ย เครื่องมือต่างๆมันง่ายขึ้น มันไม่ไดมีปุ่มเยอะแยะมากมายแล้วถูกมั้ยคะ แต่เค้าเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถในการวิเคราะห์งานของตัวเองนะ ก็คือมีความเข้าใจงานที่ชัดเจนแล้วก็ลึกซึ้งด้วยนะคะ มันเกิดจากการที่เขาฝึกคิดในงานของเขามาเยอะทีเดียว จะพูดว่าเขาเป็นคนที่มี critical thinking skill ในงานของตัวเอง และสามารถคิดเป็นสเต็ปที่เราเรียกว่า workflow ได้ก็ถูกต้องเลยทีเดียว

ข้อ 4 ค่ะ คนกลุ่มเนี้ย เขาใช้ AI เป็นเพื่อนคู่คิดค่ะ หรือว่า Thinking Partner นะคะ เพราะฉะนั้นมุมมองเนี่ย เค้าใช้ AI เพื่อที่จะทำให้เขาคิดได้เก่งขึ้นนะ เค้าไม่ได้มองว่า AI เนี่ย เป็นเครื่องช่วยประหยัดเวลาอย่างเดียวนะ เพราะฉะนั้นในการเข้าใช้เนี่ย เค้าอยากวิเคราะห์ให้มันครบขึ้นนะคะ อยากที่จะเห็นการวิเคราะห์ อยากที่จะเข้าใจงานนะ อยากที่จะเรียนรู้เชิงเทคนิคมากขึ้นนะฮะ ทำให้การแก้ปัญหาของเขาค้าเนี่ย เป็นการแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนมากกว่าคนทั่วไป case ที่เขา้าเอาไปให้ AI ทำ เนี่ย ก็มีความหลากหลายมากกว่าคนทั่วไป เช่นกันนะคะ อันนี้แสดงให้เห็นถึงการ เอ่อ เรียนรู้ของพวกเขานะคะ แล้วที่ชัดเจนก็คือ เค้าไม่ได้คาดหวังให้ AI คิดแทน เมื่อไหร่ที่ AI ให้คำตอบมาเนี่ย มีการถามซ้ำ มีการถามให้ลึกขึ้นนะคะ มีการจับผิด AI ด้วยก็มีนะคะ ทั้งหมดเนี้ยทำให้เขาคิดได้กว้างขึ้น ลึกขึ้นและชัดขึ้นค่ะ

ข้อ 4 เนี่ย เหมือนจะเป็น mindset เลยที่ทำให้เค้าเนี่ย เห็นว่าเค้าอยากเก่งนะคะ แล้วเค้าเอา AI มาเพื่อเพิ่มความเก่ง ไม่ใช่แค่เพื่อประหยัดเวลา อันนี้เป็นความพลาดพลาดในองค์กรที่เห็นเยอะมากเลยนะคะ คือคนมองว่า เอ่อ ถ้าอะไรที่เสียเวลาเอา AI เข้ามา เรามองแค่การใช้ AI เป็นการประหยัดเวลา หรือดีไม่ดีเป็นการ replace คน ถ้าวันนี้คุณยังเริ่มต้นที่อยากเอา AI ทำให้มันเสร็จเร็ว ไม่เป็นไรนะคะ แต่อย่าหยุดแค่ตรงนั้นค่ะ

แล้วก็ข้อที่ 5 และข้อที่ 6 นะคะ เป็นรายละเอียดที่พวกเรานึกไม่ถึงนะคะ มาดูกัน

ข้อที่ 5 นะ เขาบอกว่าเจอพฤติกรรมเล็กๆนะ ในการสั่งงานใหญ่ๆของกลุ่มคนที่ใช้ AI เก่งเนี่ยล่ะค่ะ เค้าค้นพบว่ามันมีความคล่องแคล่ว มันมีความเค้าเรียกว่า comfortable อ่ะ คือมีความคล่องมือคล่องตัวนะ เค้าเห็นพฤติกรรมเล็กๆเช่นอะไรนะคะ เอ่อ มีการใช้ภาษาพูดคุยธรรมดาเหมือนภาษามนุษย์ เค้า treat AI เหมือนเป็นพนักงานอีกคนนึง ไม่จำเป็นต้องพร้อมแบบที่โหเป็นภาษาแปลกประหลาดภาษา AI เพราะว่าทุกวันนี้อย่างที่บอกนะ AI เก่งขึ้นแล้ว เอ่อ เค้าเห็นพฤติกรรมเล็กๆอะไรอีก เช่นมีการพิมพ์ผิดอย่างเงี้ยนะ เค้าก็ยังพิมพ์ไปได้ แปลว่าอะไร เค้าโฟกัสในสิ่งที่มันจำเป็นนะ ก็คือโฟกัสที่ขั้นตอนการคิดมากกว่าไปโฟกัสเรื่องของการ prompt ที่มันจะต้องมี structure ที่มันจำกัดตัวเองมากเกินไป ข้อนี้ตอกย้ำสิ่งที่เราพูดบ่อยมากเลยว่า นักการ prompt เก่งสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องเก่ง text หรือว่าพูดจาภาษาคอมพิวเตอร์ได้นะ คะ แต่เราต้องเข้าใจงานของเราเป็นอย่างดี แล้วคิดแบบมีตรรกะนะ เราจะได้สั่งได้

ส่วนข้อ 6 เนี่ยค่ะ เป็นข้อที่คนทำวิจัยบอกเองเลยว่า เฮ้ยไม่คาดคิดมาก่อนเพบว่าคนที่ใช้ งานเก่งเนี่ย มีแนวโน้มจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับผู้จัดการนะคะ อันนี้เป็นสิ่งที่ เอ่อ ขัดแย้งกับความรู้สึกของคนทั่วไป เพราะโดยมากเนี่ย เรารู้สึกว่า เอ้ย คนที่ใช้ AI เก่งเนี่ยน่าจะเป็นน้องๆเจนใหม่ๆสินะ เพราะว่าพวกเขาโตมากับเครื่องมือนะคะ แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เขาเจอมันไม่ใช่นะคะ อาจจะเป็นเพราะว่าผู้บริหารเนี่ย มีความเข้าใจเป้าหมายที่ชัด มีความเข้าใจข้อจำกัดของเนื้องานแล้วสามารถที่จะคิดเป็นระบบมากกว่านะ ด้วยประสบการณ์ทำงานหรือมุมมองที่ลึกและกว้างนะคะ แล้วก็พูดง่ายๆคือ ผู้บริหารเนี่ย เป็นคนที่สั่งงานนะ เคยทำงานด้วยตัวเอง เข้าใจงาน ดังนั้นการสั่งงานจึงเป็นขั้นเป็นตอนมากกว่าด้วย

เอาล่ะค่ะ มาถึงช่วงถอดบทเรียนแล้วค่ะ เรื่องนี้สอนเราว่าอย่างไรบ้างนะคะ

อันที่ 1 ค่ะ การเปลี่ยนเข้าสู่ยุค AI เนี่ย มันไม่ใช่แค่การสอนให้คนใช้เครื่องมือแล้วค่ะ แต่มันเป็นการสอนให้คนคิดให้เก่งด้วยนะคะ เครื่องมือเนี่ย มันจะง่ายขึ้นทุกวันทุกวันนะคะ แต่ถ้าคนของเราเนี่ย ยังไม่มีทักษะในการคิดเกี่ยวกับงานของเขาที่เจ๋งมากพอ อันนี้เป็นความเสี่ยงนะ เพราะฉะนั้นต้องทำให้คนของเราเนี่ย คิดเรื่องงานให้เก่ง วิเคราะห์เก่ง เป็นระบบที่ดีพอที่จะนำ AI ได้นะคะ

2 ค่ะ การใช้ AI บ่อย บ่อยๆมากๆแต่ถ้าเราใช้เล่นๆ ใช้เพื่อความบันเทิงนะ อาจจะไม่ได้เพิ่มความเก่ง อาจจะไม่ได้เพิ่มผลลับในงานของเราค่ะ อันนี้อยากจะบอกทุกคนเลยนะคะว่า คุณจะไม่ต้องกลัวว่า AI จะมาแทนที่คุณเลย ถ้าคุณใช้ AI ในการฝึกคิดให้เก่งค่ะ แทนที่จะใช้ AI ทำให้มันเสร็จเร็วอย่างเดียวค่ะ

อันที่ 3 ค่ะ พวกเราทุกคนมีทักษะความเป็นมนุษย์ที่พวกเราต้องเสริมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แม้ในยุค AI นี้แหละค่ะนะ มันคืออะไรบ้างนะ อันที่ 1 เลยก็คือการตัดสินใจนะคะ AI ไม่ได้ทำหน้าที่นี้ให้เรา AI จะช่วยคุณหาข้อมูล จะช่วยให้คุณรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลมานำเสนอคุณได้ แต่การตัดสินใจเป็นหน้าที่ของมนุษย์ค่ะ เราจะต้องตัดสินใจได้และอธิบายมันได้อย่างชัดเจนค่ะ จะทำสิ่งนั้นได้ เราต้องเข้าใจเป้าหมายของงานเราอย่างชัดเจนเช่นกันนะคะ เราต้องเข้าใจบริบทของเรานะ บริบทของทีมทีมเรา องค์กรเรา ข้อจำกัดอยู่ตรงไหน แล้วใครคิดอะไรยังไง พูดง่ายๆ ต้องเข้าใจมนุษย์คนอื่นด้วยนะคะ ซึ่งสิ่งพวกนี้ AI ทำแทนไม่ได้ค่ะ แล้วก็อะไรอีก เช่น คุณต้องเข้าใจคุณค่าของงาน หรือความหมายของสิ่งที่คุณกำลังสร้างขึ้น เพราะ AI ทำสิ่งนี้แทนมนุษย์ยังไม่ได้ค่ะ ในยุคของ AI เนี้ย ถ้าเรารู้ว่าความเป็นมนุษย์ของเราเนี่ย มันเจ๋งแค่ไหนนะคะ เราจะไม่ต้องกลัว AI เลย ในขณะเดียวกัน เราจะสามารถเปิดรับและเป็นเจ้านายของ AI ได้ค่ะ

Inspira เชี่ยวชาญเรื่องของการพัฒนาทักษะความเป็นมนุษย์ในยุค AI นะคะ และในคลิปเนี้ย เราอยากจะสรุปคลิปด้วยคำแนะนำในการฝึกง่ายๆในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน 3 ข้อค่ะ

ข้อที่ 1 ค่ะ อยากให้ทุกคนตั้งคำถามมากขึ้น หัดเอ๊ะเยอะๆนะ สงสัยแล้วหาคำตอบนะคะ และมีคำถามคำถามนึงนะคะ ที่ช่วยในการทำงานของเราของทีมเรามากๆเลยนะ ก็คือคำถามว่า งานนี้เราต้องทำอะไรเพื่ออะไร คำถามเนี้ยค่ะ ใช้บ่อยๆได้เลยนะ ใช้ในการมอบหมายงาน ใช้ในการวางแผนงาน แล้วใช้ในการทบทวนหรือให้ฟีดแบคของงานก็ได้ เพื่อที่จะทำให้เราคิดชัดและตรงเป้าหมายค่ะ

ข้อที่ 2 ค่ะ การขอฟีดแบคในงานของเรานะ ก็คือ พอเราทำงานระหว่างทำงานก็ได้นะคะ ลองถามหัวหน้าขอมุมมองดูว่า เออ คิดเห็นยังไงนะ ตรงจุดหรือยังมีอะไรที่ควรจะปรับนะคะ เราอาจจะถามเพื่อนร่วมงานก็ได้ เราอาจจะถามตัวเองก็ได้นะ ถอยมาถามตัวเอง หรือเราอาจจะถาม AI ก็ได้นะคะ ในการถามฟีดแบคเยอะๆเนี่ย มันทำให้เกิดอะไรคะ การเรียนรู้ที่มากขึ้น แล้วมันก็จะลดอัตราตัวตนหรืออีโก้ของเราด้วยนะ อันนี้เป็นทักษะของมนุษย์ที่เราต้องฝึกนะคะ ไม่งั้นเนี่ย เราจะไม่สามารถเป็นนักเรียนรู้ที่เก่งได้เลย ถ้าเราไม่สืบเสาะ ไม่อยากรู้ และมีกำแพง

ข้อที่ 3 ค่ะ ทำได้วันนี้เลยก็คือการตั้งเป้าหมายในการฝึกใช้ AI ของคุณค่ะ ถ้าคุณยังไม่รู้ว่า เฮ้อ ถ้าฉันจะเอาไปทำอะไรดีนะ สมัยนี้ง่ายมากๆเลยนะ เข้าไปใน Google ได้แล้วก็พิมพ์ถาม Google ได้ เพราะ Google ก็มี AI Mode เหมือนกันนะฮะ คุณสามารถที่จะบอกมันได้ว่า ฉันคือ นะ บอกตำแหน่งงานของคุณ เช่น ฉันคือนักบัญชีอย่างเงี้ย ได้เลยนะ แล้วลองถามเว่า ฉันสามารถเอา AI ไปช่วยในงานของฉันอย่างไรได้บ้างนะคะ นี่คือการถามให้เห็น Use Case นะคะ หรือถ้าคุณอยากที่จะฝึกเพื่อพัฒนาชีวิตส่วนตัวก็ได้เหมือนกันนะคะ จุดมุ่งหมายของเราคือตั้งเป้าหมายในการฝึกเพื่อให้การใช้ AI การลอง AI มันไม่สะเปะสะปะค่ะ

ยุคนี้เป็นยุคที่เรามีเทคที่ล้ำมากๆแล้วนะคะ ถึงเวลาแล้วค่ะ ที่พวกเราทุกคนจะใช้เทคโนโลยีเนี่ยนะคะ มาทำให้เรามีความเป็นมนุษย์ที่มากขึ้นนะคะ งานเราดีขึ้น ชีวิตเราดีขึ้น มีความสุขและความมั่นคงมากขึ้นค่ะ ติดตามสาระดีๆในเรื่องของ Performance and Humanness in the AI era ได้ในทุกช่องช่องทางของเราค่ะ แล้วอย่าลืมกด Subscribe นะคะ เพื่อที่คุณจะไม่พลาดเนื้อหาดีๆแบบนี้ แล้วก็เป็นการบอกเราด้วยว่าสิ่งที่เราทำนั้นมีประโยชน์กับคุณค่ะ

ถ้าคุณกำลัง transform องค์กร หรือทีมของคุณเข้าสู่ยุค AI นะคะ อยากสร้างคนของคุณให้พร้อมและแข็งแกร่งมากขึ้น เราต้องคุยกันค่ะ