📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

วิธี "บังคับสมอง" ให้ชอบเรื่องยากๆ (ที่คน 1% เท่านั้นที่ทำได้)

อาหารสมอง The Podcast16:16

Transcription

ในโลกที่ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้เราเข้าถึงความสุขได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ทำไมหลายคนกลับรู้สึกเหนื่อยล้าและไร้แรงจูงใจที่จะทำสิ่งที่สำคัญจริงๆ? ลองจินตนาการดูว่าถ้าคุณสามารถเปลี่ยนสมองของคุณให้มองเห็นว่าการอ่านหนังสือเล่มหนา การออกกำลังกายอย่างหนัก หรือการนั่งทำงานที่ซับซ้อนเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นพอๆ กับการเล่นโซเชียลมีเดีย ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน?

วันนี้เราจะมาเจาะลึกกลไกทางวิทยาศาสตร์ของการหลอกสมองให้หลงรักความพยายาม และเปลี่ยนความเหนื่อยยากให้กลายเป็นแหล่งพลังงานอันทรงพลังที่สุดที่คุณเคยมี แค่การสร้างระเบียบวินัยแบบเดิมๆ แต่มันคือการรีเซ็ตระบบเคมีในสมองของคุณใหม่ทั้งหมด เพื่อให้คุณกลายเป็นคนที่กระหายความสำเร็จผ่านการลงมือทำในสิ่งที่คนอื่นหลบเลี่ยง

ทำไมเราถึงเลือกไถหน้าจอโทรศัพท์แทนที่จะลุกไปทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้? คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในสารเคมีที่ชื่อว่าโดพามีนครับ สมองของเราวิวัฒนาการมาเพื่อประหยัดพลังงานและแสวงหารางวัลที่เร็วที่สุดเพื่อความอยู่รอด ในอดีตรางวัลเหล่านั้นคืออาหารหรือความปลอดภัย แต่ในปัจจุบันโลกเต็มไปด้วยโดพามีนราคาถูก ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนบนมือถือ วีดีโอสั้น หรือน้ำตาลในปริมาณสูง สิ่งเหล่านี้เข้าไปรบกวนบนระบบการให้รางวัลตามธรรมชาติ ทำให้เพดานความสุขของคุณสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งงานที่ต้องใช้ความพยายามจริงๆ กลายเป็นเรื่องที่สมองมองว่าน่าเบื่อและไม่มีความหมาย เพราะมันให้รางวัลช้ากว่ามาก เมื่อคุณปล่อยให้สมองเสพติดความสบาย คุณกำลังทำลายขีดความสามารถในการจดจ่อและความพยายามในระยะยาวของคุณโดยไม่รู้ตัว

ลองมาดูที่ระบบการทำงานของสมองส่วนที่เรียกว่า Prefrontal Cortex ซึ่งเป็นสมองส่วนหน้าที่มีหน้าที่ควบคุมความคิดเชิงตรรกะและการวางแผนระยะยาว ในขณะที่ส่วน Limbic System คือส่วนที่คอยกระตุ้นสัญชาตญาณและความต้องการชั่ววูบ การที่เราจะทำเรื่องยากๆ ได้นั้นต้องอาศัยการทำงานที่ประสานกันของทั้ง 2 ส่วน แต่ปัญหาคือโดพามีนที่พุ่งสูงจากการพักผ่อนมากเกินไป จะไปลดการเชื่อมต่อของสมองส่วนหน้าลง ทำให้คุณสูญเสียอำนาจการตัดสินใจที่ดีไปชั่วขณะ หากเราต้องการกลับมาควบคุมตัวเองได้ เราต้องเข้าใจว่าโดพามีนไม่ใช่แค่สารแห่งความสุข แต่มันคือสารแห่งการคาดหวังและการเคลื่อนที่ ถ้าเราสามารถย้ายจุดโฟกัสของโดพามีนจากผลลัพธ์มาอยู่ที่ตัวกระบวนการได้ สมองจะเริ่มมองเห็นความท้าทายเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานแทนที่จะเป็นภาระ

สิ่งสำคัญที่คุณต้องเข้าใจคือเรื่องของโดพามีนพื้นฐาน หรือเบสไลน์โดพามีน เมื่อคุณทำสิ่งที่ให้ความสุขทันที โดพามีนจะพุ่งสูงขึ้นเป็นยอดแหลม และตามมาด้วยการตกลงอย่างรวดเร็วที่ต่ำกว่าระดับพื้นฐานเดิม ยิ่งยอดสูงเท่าไหร่ การตกลงมาก็จะยิ่งลึกและเจ็บปวดเท่านั้น ทำให้คุณรู้สึกหดหู่และไม่มีแรงจูงใจหลังจากที่ความสนุกจบลง การบังคับตัวเองให้ทำเรื่องยากคือการรักษาระดับพื้นฐานนี้ให้คงที่และค่อยๆ สูงขึ้นอย่างยั่งยืน เมื่อคุณเผชิญกับความลำบาก สมองจะหลั่งโดพามีนออกมาในระดับที่สม่ำเสมอและยาวนานกว่า สิ่งนี้เองที่ทำให้นักกีฬาหรือคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง รู้สึกมีความสุขแม้ในขณะที่พวกเขากำลังเหนื่อยแทบขาดใจ เพราะพวกเขากำลังขยับเพดานความอดทนของตัวเองให้สูงขึ้น และทำให้ความยากกลายเป็นความพึงพอใจชนิดหนึ่ง

ความลับของการเริ่มต้นทำสิ่งยากไม่ใช่การรอให้มีอารมณ์อยากทำ แต่มันคือการจัดการกับแรงเสียดทาน หรือ friction ในช่วงแรกสมองของเราจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเสมอ เพราะมันพยายามรักษาพลังงานไว้ แรงเสียดทานนี้มักจะรุนแรงที่สุดในช่วง 10-15 นาทีแรกของการเริ่มงานใหม่ๆ ถ้าคุณผ่านจุดนี้ไปได้ สมองจะเริ่มเข้าสู่สภาวะ flow หรือการจดจ่ออย่างสมบูรณ์ กลยุทธ์ที่ได้ผลที่สุดคือการลดแรงเสียดทานของงานยาก และเพิ่มแรงเสียดทานของความสบาย ตัวอย่างเช่น การเตรียมอุปกรณ์ออกกำลังกายไว้ตั้งแต่กลางคืน หรือการลบแอปที่ทำลายสมาธิออกไปจากหน้าจอหลัก เมื่อการเข้าถึงความยากทำได้ง่ายขึ้น และการเข้าถึงความสบายทำได้ยากขึ้น สมองของคุณจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเริ่มลงมือทำ

เราต้องเปลี่ยนวิธีที่ใจของเรามองเห็นความเจ็บปวด แทนที่จะมองว่าความเหนื่อยคือสัญญาณให้หยุด ลองมองว่ามันคือสัญญาณของการอัปเกรด เหมือนเวลาที่กล้ามเนื้อฉีกขาดเล็กน้อยเพื่อให้แข็งแรงขึ้นในภายหลัง เมื่อคุณรู้สึกเครียดหรือสับสนในขณะที่กำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ นั่นคือช่วงเวลาที่ระบบประสาทกำลังสร้างการเชื่อมต่อใหม่จริงๆ ครับ ถ้าคุณยอมแพ้ในช่วงนี้ คุณก็แค่หยุดกระบวนการเติบโตนั้นไว้ การบอกตัวเองว่า "นี่คือช่วงเวลาที่ฉันกำลังเก่งขึ้น" จะช่วยเปลี่ยนความรู้สึกเชิงลบให้กลายเป็นความตื่นเต้นได้ การฝึกฝนจิตใจให้มองหาความยากเพื่อรับรางวัลทางปัญญาคือทักษะที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์ยุคใหม่ควรมี เพราะความสำเร็จส่วนใหญ่ซ่อนอยู่หลังกำแพงที่เขียนว่า "ไม่ยากเกินไป แต่ก็น่ารำคาญพอสมควร"

หลายคนตกหลุมพรางของการตั้งรางวัลให้ตัวเองหลังจากทำเรื่องยากเสร็จ เช่น ถ้าอ่านหนังสือจบจะไปกินขนมหวาน หรือถ้าทำงานเสร็จจะไปดูหนัง ฟังดูเหมือนดีใช่ไหมครับ? แต่ความจริงแล้ววิทยาศาสตร์บอกว่าการทำแบบนี้จะทำให้สมองจดจำว่างานนั้นน่าเบื่อ และคุณทำไปเพียงเพื่อให้ได้รางวัลอื่นเท่านั้น สิ่งนี้จะทำลายความพยายามในระยะยาวของคุณ เพราะโดพามีนที่ได้จากรางวัลภายนอกจะไปกลบโดพามีนที่ควรจะเกิดขึ้นจากตัวงานเอง วิธีที่ถูกต้องคือการพยายามหาความสุขในขณะที่ทำ หรือการใช้คำพูดให้กำลังใจตัวเองในระหว่างทาง เพื่อสร้างการเชื่อมโยงว่าการกระทำนั่นแหละคือรางวัลในตัวมันเอง ยิ่งคุณแยกรางวัลออกจากความพยายามมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งทำเรื่องยากๆ ได้น้อยลงเท่านั้น

เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างแรงจูงใจภายใน หรือ intrinsic motivation นี่คือสภาวะที่คุณทำบางสิ่งเพราะคุณต้องการจะทำมันจริงๆ ไม่ใช่เพราะใครสั่ง หรือเพราะรางวัลล่อใจ การจะไปถึงจุดนั้นได้ คุณต้องมีอิสระในการเลือก มีความรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น และมีความหมายในสิ่งที่ทำ เมื่อคุณเริ่มทำสิ่งที่ยากอย่างสม่ำเสมอ สมองจะเริ่มสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้กับคุณ จะเริ่มมองเห็นตัวเองเป็นคนที่ทำเรื่องยากๆ ได้ และความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองคือสารเสพติดที่ดีที่สุดที่ธรรมชาติมอบให้ มันแข็งแกร่งกว่าโดพามีนจากโซเชียลมีเดียหลายเท่า เพราะมันมาพร้อมกับความมั่นใจที่ไม่อาจสั่งสะเทือนได้ และความสงบในใจที่รู้ว่าคุณสามารถควบคุมโชคชะตาของตัวเองได้ผ่านความพยายาม

ถ้าวันนี้คุณยังรู้สึกว่าการเริ่มทำเรื่องยากมันเป็นไปไม่ได้เลย ลองใช้กฎ 10 นาทีดูครับ บอกตัวเองว่า "ฉันจะทำเรื่องนี้แค่ 10 นาทีเท่านั้น ถ้าครบแล้วอยากหยุดก็หยุดได้เลย" กฎนี้ได้ผลเพราะมันช่วยลดกำแพงแห่งความกลัวในสมองลง 10 นาทีเป็นเวลาที่สั้นพอที่ใครก็ทำได้ แต่ความจริงที่น่าทึ่งคือ เมื่อคุณเริ่มลงมือทำไปแล้ว 10 นาที ส่วนใหญ่คุณจะไม่หยุด เพราะแรงเสียดทานเริ่มหายไป และโดพามีนจากการลงมือทำงานแล้ว การหลอกสมองในช่วงเริ่มต้นแบบนี้คือเทคนิคของเหล่านักคิดและศิลปินระดับโลก เพื่อก้าวข้ามอาการผลัดวันประกันพรุ่งที่ฝังรากลึก จงจำไว้ว่าก้าวแรกที่เล็กที่สุด มักจะนำไปสู่การเดินทางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเสมอ ขอเพียงแค่ให้ร่างกายได้ขยับก่อนที่ความคิดจะเริ่มโต้แย้ง

สิ่งแวดล้อมรอบตัวคุณคือตัวกำหนดพฤติกรรมที่สำคัญกว่าความตั้งใจเสียอีก ถ้าคุณต้องการให้สมองกระหายความยาก คุณต้องล้างพิษสิ่งแวดล้อมของคุณก่อน ลองจัดโต๊ะทำงานให้มีเพียงสิ่งที่คุณต้องทำจริงๆ เก็บโทรศัพท์ไว้อีกห้อง หรือใช้แอปพลิเคชันที่บล็อกเว็บไซต์ที่ทำให้เสียสมาธิ เมื่อคุณลดโอกาสที่จะได้รับโดพามีนง่ายๆ สมองของคุณจะเริ่มมองหาสิ่งอื่นมาทดแทน และนั่นคือตอนที่งานยากบนโต๊ะเริ่มดูน่าสนใจขึ้นมาทันที เหมือนกับคนที่หิวจัด แม้แต่อาหารที่รสชาติธรรมดาก็จะกลายเป็นมื้อที่อร่อยที่สุด การสร้างความขาดแคลนของความสนุกราคาถูกคือการสร้างความหิวโหยให้กับความสำเร็จที่มีคุณภาพ คุณต้องเป็นสถาปนิกที่ออกแบบพื้นที่ชีวิตเพื่อส่งเสริมให้ตัวคุณในอนาคตทำงานได้ง่ายขึ้น

เทคนิคหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ระบบประสาทแนะนำคือการใช้ความเครียดทางกายเพื่อรีเซ็ตระดับโดพามีน เช่น การอาบน้ำเย็นจัด หรือการออกกำลังกายแบบเข้มข้นสั้นๆ ความเย็นและความเหนื่อยจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งนออัดเดรนาลีนและโดพามีนออกมาในระดับที่สูงมากอย่างเป็นธรรมชาติ และที่สำคัญคือมันจะค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ ทำให้คุณมีสมาธิและอารมณ์ดีต่อเนื่องไปอีกหลายชั่วโมงหลังจากนั้น การฝึกตัวเองให้เผชิญกับความไม่สบายทางกายอย่างจงใจจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณ ทำให้ความยากในเรื่องการทำงานหรือการเรียนกลายเป็นเรื่องจิบจ๊อยไปเลย เมื่อคุณเอาชนะน้ำเย็นที่บาดผิวได้ คุณก็จะรู้สึกว่าไม่มีอะไรในวันนั้นที่คุณทำไม่ได้อีกต่อไป นี่คือการฝึกความอึดของระบบประสาทโดยตรง

การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่สุดไม่ได้เกิดจากการบังคับตัวเอง แต่เกิดจากการเปลี่ยนตัวตน หรือ identity ของคุณ แทนที่จะบอกว่า "ฉันกำลังพยายามอ่านหนังสือ" ให้บอกว่า "ฉันคือคนรักการเรียนรู้" หรือ "ฉันคือคนที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อความยาก" เมื่อคุณนิยามตัวเองใหม่ สมองจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พฤติกรรมสอดคล้องกับภาพลักษณ์นั้น ทุกครั้งที่คุณเลือกทำเรื่องยาก คุณกำลังหย่อนบัตรเลือกตั้งให้กับตัวตนใหม่ของคุณ ยิ่งคุณมีคะแนนเสียงมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งมั่นใจในตัวเองมากขึ้นเท่านั้น จนในที่สุดการทำเรื่องยากจะไม่ใช่การฝืนใจอีกต่อไป แต่มันคือสิ่งที่คุณเป็นโดยธรรมชาติ และนั่นคือจุดที่คนรอบข้างจะเริ่มสงสัยว่าคุณไปเอาพลังมหาศาลขนาดนั้นมาจากไหน

เราอยู่ในยุคที่ความเบื่อหน่ายถูกกำจัดทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง แต่รู้ไหมครับว่าความเบื่อคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความคิดสร้างสรรค์ เมื่อคุณปล่อยให้ตัวเองว่างเปล่าโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น สมองจะเข้าสู่โหมดการทำงานเริ่มต้น หรือ default mode network ซึ่งเป็นช่วงที่ไอเดียเจ๋งๆ มักจะผุดขึ้นมา การฝึกนั่งเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยวันละ 10 นาที จะช่วยลดความต้องการโดพามีนที่มากเกินไป และทำให้ความไวต่อความสุขของคุณกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ความเบื่อจะบังคับให้สมองของคุณต้องหาอะไรทำ และถ้าคุณไม่มีสิ่งล่อใจที่ไร้สาระ สมองจะหันไปหาโปรเจกต์สำคัญที่คุณเคยมองว่ายากทันที จงเรียนรู้ที่จะโอบกอดความเงียบ และใช้มันเป็นเชื้อเพลิงในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

ความยากจะกลายเป็นเรื่องน่ารื่นรมย์ถ้ามันมีความหมาย หรือ why ที่ชัดเจน การบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่ไร้จุดหมายคือการทรมาน แต่การทำเรื่องยากๆ เพื่อคนที่คุณรัก หรือเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่าตัวเองคือการเสียสละที่มีความสุข ลองเขียนออกมาดูว่าการที่คุณเก่งขึ้นในเรื่องที่ทำอยู่จะส่งผลดีต่อชีวิตคนอื่นอย่างไรบ้าง เมื่อใจของคุณเชื่อมโยงความพยายามเข้ากับคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ ความเจ็บปวดจะถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น คุณจะไม่ถามตัวเองว่า "ทำไมมันยากจัง" แต่จะถามว่า "ฉันจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร" เป้าหมายที่ชัดเจนจะทำหน้าที่เหมือนเข็มทิศที่ช่วยนำทางคุณผ่านพายุของความเกลียดคร้าน และดึงคุณให้ลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกครั้งทุกเช้าด้วยรอยยิ้ม

อย่าไปโฟกัสที่การทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่จงโฟกัสที่การทำเรื่องเล็กๆ ที่ยากอย่างสม่ำเสมอ พลังของดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้ใช้ได้แค่กับเรื่องเงิน แต่มันใช้ได้กับวินัยของคุณด้วย การอ่านหนังสือเพียง 5 หน้าทุกวัน หรือการวิดพื้นเพียง 20 ครั้งทุกเช้า อาจดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในสัปดาห์แรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี การสะสมของชัยชนะเล็กๆ เหล่านี้จะเปลี่ยนโครงสร้างสมองของคุณอย่างถาวร คุณจะกลายเป็นคนที่ทนทานต่ออุปสรรคมากขึ้น และมีความสามารถในการโฟกัสที่สูงกว่าคนทั่วไปอย่างเทียบไม่ได้ ความลับของคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก ไม่ใช่อัจฉริยภาพที่เหนือมนุษย์ แต่คือความสามารถในการทำสิ่งน่าเบื่อและยากได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ยอมแพ้

แน่นอนว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ จะมีบางวันที่คุณล้มเหลว วันที่คุณกลับไปไถมือถือจนดึก หรือวันที่คุณทิ้งตารางงานที่ตั้งไว้ เมื่อวันนั้นมาถึง อย่าได้ลงโทษตัวเองจนเกินเหตุ เพราะความรู้สึกผิดจะไปกระตุ้นให้สมองต้องการโดพามีนมากขึ้นเพื่อปลอบใจ และคุณจะติดอยู่ในวงจรเดิม วิธีที่ถูกคือการยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้ว และรีบกลับมาเริ่มต้นใหม่ให้เร็วที่สุด กฎคืออย่าพลาดติดต่อกัน 2 ครั้ง ถ้าคุณพลาด 1 วัน วันรุ่งขึ้นต้องกลับมาทำให้ได้ การรู้จักให้อภัยตัวเองและก้าวต่อไปคือส่วนหนึ่งของการฝึกจิตใจให้แข็งแกร่ง เพราะความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือข้อมูลที่บอกคุณว่าต้องปรับปรุงตรงไหน เพื่อที่จะกลับมาต่อสู้อีกครั้งได้อย่างฉลาดกว่าเดิม

เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ สิ่งที่เคยดูยากจนแทบทำไม่ได้จะเริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ หรือที่เรียกว่า New Normal สมองของคุณได้รับการฝึกฝนให้มีความสุขจากการทำงานหนัก และตอนนี้คุณมีความสามารถในการเลือกความสุขที่มีคุณภาพสูง ความภูมิใจในผลงาน ความรู้ที่เพิ่มขึ้น และร่างกายที่แข็งแรง จะกลายเป็นแรงผลักดันหลักแทนที่ความบันเทิงไร้สาระ คุณจะเริ่มมองย้อนกลับไปมองตัวเองคนเก่าด้วยความขอบคุณที่กล้าหาญพอจะเดินออกจากความสบายในวันนั้น ชีวิตที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นที่ขอบเขตของความสบายของคุณ และตอนนี้ขอบเขตนั้นได้ขยายออกไปจนกว้างขวางเกินกว่าที่คุณจะเคยจินตนาการได้แล้ว

สรุปแล้ว การบังคับสมองให้รักความยากไม่ใช่มันเรื่องของการทารุณกรรมตัวเอง แต่คือการมอบอิสรภาพให้กับตัวเองต่างหากครับ อิสรภาพจากการถูกครอบงำด้วยสัญชาตญาณต่ำต้อย และอิสรภาพในการสร้างชีวิตที่คุณต้องการจริงๆ เริ่มตั้งแต่วันนี้ เลือกทำเรื่องยากสักอย่างหนึ่ง ลดแรงเสียดทานของการเริ่มต้น และมองหาความภูมิใจในทุกวินาทีที่พยายาม คุณมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่มหาศาล และกุญแจดอกเดียวที่จะไขมันออกมาได้คือความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความลำบากอย่างสง่างาม ผมเชื่อว่าคุณทำได้ และเมื่อคุณทำสำเร็จ โลกทั้งใบจะเปลี่ยนไปในสายตาคุณ ขอบคุณที่รับฟังจนจบ แล้วพบกันที่จุดสูงสุดของศักยภาพคุณครับ