📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

EP29: เมื่อเงินเก็บและงานนั่งโต๊ะหมดความหมาย

Select Pod Cast27:10

Transcription

ลองจินตนาการดูนะครับว่าเอ่อภายในปี 2030 เนี่ยเงินเก็บเพื่อการเกษียณที่เราพยายาม สะสมมาทั้งชีวิตอาจจะกลายเป็นสิ่งที่แบบ ไม่มีความหมายอะไรเลย

อืมฟังดูน่ากลัวนะคะเนี่ย

ใช่ครับคือไม่ใช่เพราะโลกแตกหรืออุกาบาท พุ่งชนโลกนะครับแต่เป็นเพราะระบบเศรษฐกิจ ดั้งเดิมที่เราคุ้นเคยกันอยู่เนี่ยมัน กำลังจะล่มสลายแล้วก็งานนั่งโต๊ะแบบที่ เราทำกันอยู่อาจจะหายวับไปกับตาภายในเวลา ไม่กี่ปีเลยล่ะครับ

คือถ้าฟังเผินๆมันเหมือนคำขู่ที่ดูเกิน จริงไปหน่อยนะคะแต่ว่าเออถ้าเรากางข้อมูล ดูจริงๆนี่คือสมการทางคณิตศาสตร์ที่กำลัง นับถอยหลังอยู่จริงๆค่ะ

อ่ะฮะนั่นแหละครับคือเป้าหมายของการ วิเคราะห์เจาะลึกของเราในวันนี้เลยครับ เราจะมาย่อยสลายข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ความ ยาวกว่า 2 ชั่วโมงเต็มเลยนะครับของ Elon Musk ที่คุยกับปีเตอร์ Diamondis ในปี 2026 จากช่อง YouTube Visionary ครับ

โอ้โห 2 ช่โมงเลย

ใช่ครับยาวมากเราก็เลยจะมาสกัดเอาเฉพาะ แก่นที่สำคัญที่สุดว่าโลกในช่วง 3-7 ปี ข้างหน้านี้เนี่ยกำลังจะเผชิญกับคลื่น ความปั่นป่วนระดับไหน

อืมน่าสนใจมากค่ะ

โดยที่เราจะไม่มองผ่านจินตนาการแบบนิยาย วิทยาศาสตร์นะครับแต่เราจะมองผ่านเลนส์ ของข้อจำกัดทางฟิิกส์ล้วนๆเลยว่าอะไรเป็น ไปได้แล้วก็อะไรคือคอขวดที่แท้จริงของการ พัฒนาครับ

คือการมองผ่านเลนส์ของข้อจำกัดทางฟิส์ หรือพวกหลักการพื้นฐานเนี่ยเป็นวิธีเดียว เลยนะนะคะที่ทำให้เราเห็นโครงสร้างของ อนาคตได้ชัดเจนที่สุดค่ะเพราะว่าเอ่อ เทคโนโลยีมันไม่ได้ถูกเสกขึ้นมาด้วยเวท มนตร์ใช่มั้ยคะ

ใช่ครับมันมีข้อจำกัดของมันอยู่

ใช่ค่ะมันถูกจำกัดด้วยกระแสไฟฟ้าความร้อน แล้วก็แรงโน้มถ่วงซึ่งในบทสัมภาษณ์นี้ เนี่ยเราจะเห็นเลยว่าภูมิทัศน์ของปัญญา ประดิษฐ์หรือ AI กำลังถูกบีบด้วยปัญหา พื้นฐานระดับโครงสร้างเลยค่ะ

อ่าซึ่งมันก็จะส่งผลกระทบชิ่งไปถึง เศรษฐกิจการแพทย์แล้วก็คำถามเชิงปรัชญา เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของมนุษย์ด้วยใช่มั้ ครับ

ถูกต้องเลยค่ะแล้วต้องบอกก่อนนะคะว่าข้อ มูลที่เราจะคุยกันวันนี้เนี่ยมันมีการแตะ เรื่องนโยบายของประเทศต่างๆด้วยซึ่งเราจะ นำเสนอแบบเป็นกลางที่สุดค่ะคือเราไม่ได้ สนับสนุนฝ่ายไหนเป็นพิเศษนะคะแค่หยิบยก เนื้อหาในแหล่งข้อมูลมาวิเคราะห์ให้เห็น ภาพรวมเท่านั้นค่ะ

ดีเลยครับงั้นเรามาเจาะที่คอกขวดแรกกัน เลยดีกว่าก่อนที่เราจะไปตื่นเต้นว่า AI จะฉลาดล้ำโลกขนาดไหนเนี่ยเราต้องพูดถึงลม หายใจของมันก่อนนั่นก็คือพลังงานครับ

อืมพลังงานนี่สำคัญสุดเลยค่ะ

ใช่ครับคือผมประหลาดใจมากตอนที่มาสกชี้ ว่าปัญหาเฉพาะหน้าในการพัฒนา AI ช่วง 1-2 ปีนี้ไม่ใช่เรื่องชิปประมวลผลขาดแคลนแล้ว นะครับ

อ้าวแล้วมันคืออะไรล่ะคะ

เขาบอกว่าเรากำลังติดแงกอยู่กับเรื่องของ สายไฟหม้อแปลงแล้วก็ท่อน้ำในศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ต่างหากล่ะครับ

โหฟังดูเป็นเรื่องตลกร้ายที่สมจริงมากเลย นะคะเนี่ยคือแบบชิชิป AI รุ่นใหม่ๆมันมี พลังประมวลผลมหาศาลมากแต่มันก็กินไฟอย่าง ตะกระตะกราเหมือนกันค่ะ

ออาฮะพอทำงานหนักก็ร้อนจัดเลยใช่มั้ยครับ

ใช่เลยค่ะความร้อนที่แผ่ออกมามันเยอะมาก จนระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมเป่าอากาศ แบบเดิมเนี่ยเอาไม่อยู่แล้วค่ะตอนนี้ Data Center ก็เลยต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบระบาย ความร้อนด้วยของเหลวเกือบทั้งหมดเลย

โอ้โหแปลว่าถ้าระบบน้ำมีปัญหาก็คือจบเลย สิครับ

นั่นล่ะค่ะลองคิดภาพดูนะคะว่าเรามีสมองกล ที่ฉลาดที่สุดในโลกแต่ถ้าท่อน้ำใน Data Center รั่วแค่นิดเดียวหรือว่าหม้อแปลง ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่รับกระแสไฟมาเกิดทำงาน ไม่ทันทุกอย่างก็ดับวูบเลยค่ะนี่แหละค่ะ คอขวดทางกายภาพที่ฉุดรั้ง AI ไว้จริงๆ

โหเป็นเส้นผมบังภูเขามากเลยนะครับแล้วถ้า เรามองในสเกลที่ใหญ่ขึ้นไปอีกในบท สัมภาษณ์มีการพูดถึงมาตรวัตระดับอารยธรรม ด้วยที่ใช้วัดความสามารถในการใช้พลังงาน นะครับถ้าจำไม่ผิดตอนนี้มนุษย์เรายังไม่ ถึงระดับหนึ่งโดยซังใช่ไหมครับ

ใช่ค่ะเรายังห่างไกลมากๆเลย เขาเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าโอ้มวล 99.8% % ของระบบสุริยะเนี่ยคือดวงอาทิตย์นะคะ

โอ้โหเกือบทั้งหมดเลยนะครับนั่น

ใช่ค่ะแล้วพลังงานทั้งหมดที่มนุษย์เรา ผลิตได้บนโลกไม่ว่าจะจากน้ำมันถ่านหิน หรือนิวเคลียร์เนี่ยเมื่อเอาไปเทียบกับ พลังงานของดวงอาทิตย์แล้วเราเป็นเหมือน แค่มนุษย์ถ้ำที่กำลังโยนกิ่งไม้แห้งเข้า ไปในกองไฟเท่านั้นเองค่ะ

เห็นภาพเลยครับเป็นแค่มนุษย์ถ้ำจริงๆ

เป้าหมายเบื้องต้นของการพาอารยธรรมก้าว ข้ามขีดจำกัดก็คือการดึงพลังงานเพียงแค่ 1 ในล้านของดวงอาทิตย์มาใช้ให้ได้ค่ะซึ่ง นั่นหมายความว่าเราต้องปรับโครงสร้างพื้น ฐานด้านพลังงานของโลกใหม่ทั้งหมดเลยนะคะ

อืมซึ่งตรงนี้แหละครับที่ข้อมูลจากบท สัมภาษณ์มันทำให้เห็นความได้เปรียบทาง ภูมิรัฐศาสตร์ที่ชัดเจนมากเระบุว่าจีน กำลังก้าวหน้าอย่างน่าตกใจเลยครับ

ก้าวหน้ายังไงบ้างคะ

คือเขาสามารถผลิตแผงโซลารเซลล์ได้ถึง 1,500 กวัตต์ต่อปีเลยนะครับแล้วในปี 2026 เนี่ยคาดว่าจีนจะผลิตไฟฟ้าได้มากกว่า สหรัฐรัฐอเมริกาถึง 3 เท่าเลย

โห 3 เท่าเลยหรอคะเยอะมาก

เดี๋ยวนะครับถ้าพลังงานคือลมหายใจของ AI แปลว่าจีนกำลังมีปอดที่ใหญ่กว่าสหรัฐถึง 3 เท่าโครงสร้างอำนาจตรงนี้มันจะไม่พลิกโฉม ไปเลยเหรอครับเนี่ย

เอ้อนี่คือจุดเปลี่ยนเกมที่สำคัญเลยนะคะ ในโลกยุคต่อไปเนี่ยพลังงานคือสกุลเงินที่ แท้จริงค่ะใครมีไฟฟ้าเยอะกว่าคนนั้นก็มี อำนาจในการเปิดเครื่องประมวลผล AI ได้มาก กว่าค่ะ

แล้วฝั่งสหรัฐเไม่ขยับตัวทำอะไรเลยเหรอ ครับ

เขารู้ตัวค่ะสหรัฐเองก็รู้เรื่องนี้ดีใน บทสัมภาษณ์เขาเลยพูดถึงแผนระยะยาวที่ดู แบบทะเยอทะยานมากๆอย่างการส่งดาวเทียม โซล่าเซลล์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI กว่า 500,000 ดวงขึ้นสู่วงโคจรค่ะ

500,000 ดวงเลยเหรอครับเอาขึ้นไปทำไม เยอะขนาดนั้นครับ

ก็เพื่อรับแสงอาทิตย์แบบตลอด 24 ชมงไงคะ แล้วก็ส่งพลังงานกลับมายังโลกค่ะ

โหแต่เดี๋ยวนะครับ 500,000 ดวงเนี่ยต้อง ใช้จรวจกี่เที่ยวบินครับถึงจะส่งขึ้นไป หมดมันฟังดูเป็นไปได้ยากมากเลยนะครับ

มาสคคำนวณไว้ว่าอาจจะต้องใช้จรวดสตารชip บินขึ้นลงถึง 10,000 เที่ยวบินต่อปีเลย ค่ะ

โอ้โห 10,000 เที่ยวต่อปี

ใช่ค่ะแต่นั่นมันคือแผนระยะยาวนะคะส่วน ทางออกระยะสั้นของสหรัฐที่พอจะทำได้ทันที เลยก็คือการแก้ปัญหาเรื่องช่วงเวลาของการ ใช้ไฟค่ะ

ช่วงเวลาของการใช้ไฟคือยังไงครับ

คือการสร้างระบบแบตเตอรี่เก็บพลังงานขนาด ยักษ์ค่ะเพื่อเอามาชาร์จไฟเก็บไว้ในตอน กลางคืนที่คนใช้น้อยๆแล้วก็ปล่อยออกมาใน ช่วงกลางวันที่ความต้องการมันพุ่งสูงค่ะ วิธีนี้สามารถเพิ่มศักยภาพการใช้พลังงาน ของโครงข่ายเดิมได้เป็น 2 เท่าเลยนะคะโดย ที่ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เลยค่ะ

อ่าฮะพอคุณอธิบายแบบนี้มันทำให้เห็นภาพ เลยนะครับว่าทันทีที่ปัญหาพลังงานถูกปลด ล็อคเมื่อไหร่เนี่ยศักยภาพการประมูลผลของ AI จะพุ่งทะยานแบบไม่มีอะไรมากั้นเลย

แน่นอนค่ะพุ่งปรี๊ดแน่นอน

และผลกระทบเคลื่อนลูกแรกที่จะซัดเข้าใส่ สังคมมนุษย์เนี่ยก็คือเรื่องของการทำงาน ครับซึ่งอันนี้มันขัดกับความเชื่อเดิมๆ ของเรามากเลยนะครับ

ยังไงคะความเชื่อเดิมๆ

คือเราเคยคิดกันว่าหุ่นยนต์มันจะมาแย่ง งานแบกหามงานก่อสร้างหรือพนักงานทำความ สะอาดก่อนใช่มั้ยครับแต่มาสบอกว่าไม่ใช่ เลยเหยื่อรายแรกที่จะถูกกวาดล้างเนี่ยคือ งานนั่งโต๊ะหรือพวก White Col Jobs ต่างหากทำไมกลไกมันถึงกับตะลปัดแบบนี้ล่ะ ครับ

อ้าสาเหตุหลักๆมันมาจากความแตกต่าง ระหว่างข้อมูลดิจิตกับอะตอมในโลกความจริง ค่ะ

ข้อมูลกับอะตอมมันต่างกันเยอะมั้ยครับ

ต่างกันมหาศาลเลยค่ะคือการสร้างหุ่นยนต์ ที่มีรูปร่างเหมือนคนให้มันเดินทรงตัว หยิบแก้วน้ำที่มีรูปทรงต่างๆหรือว่าจัด การกับเศษขยะที่ตกบนพื้นเนี่ยมันต้องเอา ชนะตัวแปรทางฟิสิกส์เยอะมากนะคะทั้งแรง โน้มถ่วงแรงเสียดทานแล้วก็การรับรู้พื้น ที่ว่างค่ะ

อืมเข้าใจครับคือการขยับร่างกายในโลกจริง มันซับซ้อนมาก

ใช่ค่ะแต่งานนั่งโต๊ะส่วนใหญ่ของมนุษย์ เนี่ยค่ะไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เอกสารสรุป ข้อมูลวิเคราะห์ตัวเลขหรือแม้จะเขียนโค้ด งานพวกเนี้ยมันเกิดขึ้นในโลกดิจิตอลล้วนๆ เลยนะคะซึ่งโลกดิจิตอลก็คือบ้านเกิดของ AI อยู่แล้วค่ะ

อ่าฮะแปลว่ามันเก่งในโลกของมันอยู่แล้ว

ใช่เลยค่ะมันจึงสามารถเข้ามาแทนที่กระบวน การพวกนี้ได้ทันทีเลยโดยที่ไม่ต้องอาศัย ข้อต่อกลไกหรือมอเตอร์อะไรเลยค่ะ

โอ้โหจริงด้วยครับในบทสัมภาษณ์มี การย้อน อดีตให้เห็นภาพด้วยนะครับอandิเขาเตือน ความจำว่าคำว่าคอมพิวเตอร์ในอดีตเนี่ยไม่ ใช่ชื่อเครื่องจักรนะครับ

อ้าวแล้วมันคืออะไรคะ

มันเป็นชื่อตำแหน่งงานครับเป็นตำแหน่งงาน ของผู้หญิงจำนวนมากเลยที่นั่งเรียงกัน อยู่ในตึกระฟ้าเพื่อคิดเลขแล้ววันดีคืนดี แลปtแค่เครื่องเดียวที่มีโปรแกรมสปรดชีท ก็ทำให้คนทั้งตึกตกงานเลยครับ

โหเห็นภาพชัดเลยค่ะ

นี่เรากำลังจะเจอเหตุการณ์แบบสปรสชีทล่าง แต่เป็นในสเกลที่ใหญ่กว่าเป็นเท่าใช่มั้ ครับ

ถูกต้องเลยค่ะแล้วความรุนแรงของมันเนี่ย จะนำไปสู่สิ่งที่ได้บทสัมภาษณ์เขาเรียก ว่าสินค้าและบริการระดับพรีเมี่มถ้วนหน้า หรือการที่ทุกคนบนโลกสามารถเข้าถึงของดีๆ ได้อย่างเท่าเทียมกันค่ะ

เดี๋ยวนะครับกลไกของมันทำงานยังไงครับ ทำไมทุกคนถึงเข้าถึงได้

คือแบบนี้นะคะปกติแล้วต้นทุนของสินค้า ชิ้นนึงเนี่ยมันจะประกอบด้วยค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงานมนุษย์แล้วก็ค่าต้นทุนทางปัญญา หรือการวิจัยใช่มั้ยคะ

อ่าฮะใช่ครับ

แต่เมื่อ AI และหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทน มนุษย์แบบ 100% เนี่ยต้นทุนค่าแรงและค่า สมองจะถูกตัดทิ้งไปเลยค่ะจนมันแทบจะเข้า ใกล้ศูนย์สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ภาวะเงินฝืดอย่างรุนแรงระดับโครงสร้างเลย ค่ะ

หมายความว่าของจะถูกลงเหรอครับ

ใช่ค่ะสินค้าทุกอย่างจะราคาถูกลงมหาศาลจน เหมือนได้แจกฟรีเลยล่ะค่ะ

โหขอผมเบรกตรงนี้ก่อนเลยครับคือถึงแม้ ปลายทางมันจะฟังดูเป็นยูโทเปียที่ทุกคนมี กินมีใช้เหลือเฟือนะครับแต่ในช่วงรอยต่อ 3-7 ปีแรกเนี่ยระหว่างที่ระบบเศรษฐกิจ เก่ายังไม่ตายสนิทแล้วระบบใหม่มันก็ยัง ไม่เข้าที่เข้าทางมันน่าจะเป็นช่วงเวลา ที่แบบโกลาหลมากๆเลยนะครับ

ออาฮะเป็นช่วงรถไฟเหาะที่น่าสยดสยองเลย ล่ะค่ะ

ใช่เลยครับการที่มัสเขาพูดว่าไม่ต้องไป เก็บเงินไว้ใช้ตอนเกษียณภายในปี 2030 หรอกมันคือการเตือนว่าระบบการเงิน ปัจจุบันกำลังจะพังทลายลงจริงๆใช่มั้ย ครับเนี่ย

เออมันคือการมองผ่านเลนส์ของปัญหาหาหนี้ สาธารณะค่ะในบทสัมภาษณ์เขายกตัวอย่าง สหรัฐอเมริกาแบบเป็นกลางนะคะว่าปัจจุบัน เนี่ยแค่ดอกเบี้ยหนี้สาธารณะที่รัฐบาล ต้องจ่ายรายปีมันก็สูงแซงหน้างบประมาณ กระทรวงกาลาโหมรวมกับงบสาธารณสุขไปแล้ว ค่ะ

โอ้โหดอกเบี้ยสูงกว่างบกะลาโหมรวมกับ สาธารณสุขอีก

ใช่ค่ะระบบเศรษฐกิจแบบเดิมมันทำงานต่อไป ไม่ได้แล้วจริงๆค่ะมาสกและิสยังเล่ามุก ตลกเสียดสีของนักเศรษฐศาสตร์ด้วยนะคะ

เพราะว่ายังไงครับ

เค้าเล่าว่ามีนักเศรษฐศาสตร์ 2 คนท้ากัน กินสิ่งปฏิกูลบนพื้นค่ะแลกกับเงิน 100 ดอลลาร์สลับกันไปมาปรากฏว่าตอนจบไม่มีใคร ได้เงินเพิ่มขึ้นเลยนะคะ

อ้าวแล้วเ้าทำไปทำไมล่ะครับนั่น

แต่พวกเขาดีใจค่ะที่สามารถสร้าง GDP ให้ ประเทศได้ถึง 200 ดอลลาร์ค่ะ

โหเป็นการเสียดสีที่เจ็บปวดมากครับคือมัน ชี้ให้เห็นชัดๆเลยว่าการวัดผลเศรษฐกิจ ด้วย GDP แบบเดิมเนี่ยมันเริ่มไร้สาระ แล้วในโลกที่มูลค่าที่แท้จริงมันอาจจะไม่ ได้สะท้อนผ่านตัวเงินเสมอไปนะครับ

ถูกต้องที่สุดเลยค่ะแล้วถ้าถามว่ารัฐบาล จะทำยังไงเมื่อคนตกงานมหาศาลขนาดนั้นแล้ว ระบบเศรษฐกิจเดิมก็รวนไปหมดในอดีตมันก็มี กรณีศึกษาที่น่าสนใจนะคะ

มีตัวอย่างด้วยเหรอครับ

มีค่ะอย่างเช่นตอนที่อดีตประธานาธิบดี โดัลดทรดรัมป์เซ็นเช็คเงินช่วยเหลือจำนวน 1,776 ดอลลาร์แจกจ่ายให้ทหารโดยตรงเลย ซึ่งนี่เราพูดในมุมมองข้อมูลนะคะไม่ได้ เข้าข้างทางการเมืองใดๆค่ะ

อ่าฮะเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพเรื่องการแจก เงินตรงๆเลย

ใช่ค่ะสิ่งนี้แหละที่อาจจะเป็นโมเดลของ อนาคตเมื่อเทคโนโลยีมันวิ่งเร็วมากๆจนกฎ หมายหรือการปรับโครงสร้างภาษีตามไม่ทัน รัฐบาลก็อาจจะเหลือเครื่องมือเดียวค่ะ

นั่นก็คืออะไรครับ

ก็คือการพิมพ์เงินออกมาแล้วจ่ายตรงเข้า บัญชีประชาชนแบบรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าไป เลยค่ะเพื่อให้คนเอาไปซื้อสินค้าที่ระบบ อัตโนมัติมันผลิตออกมาในราคาที่แสนจะถูก นั่นแหละค่ะ

อื ถ้าเราผ่านช่วงโกลาหลนั้นไปได้จริงๆแล้ว มนุษย์เราไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินมา ประทังชีวิตอีกต่อไปเนี่ยคำถามที่ตามมา เลยก็คือแล้วเราจะเอาเวลาไปทำอะไรใช่มั้ ครับ

ใช่ค่ะเวลาว่างเราจะเยอะมาก

ซึ่งมันก็นำเราเข้าสู่ประเด็นถัดมาเลย ครับนั่นก็คือเรื่องของการแพทย์และสุขภาพ ในบทสัมภาษณ์เขาชี้ให้เห็นความย้อนแย้ง ที่ตลกร้ายมากครับคือสหรัฐจ่ายค่ารักษา พยาบาลต่อหัวสูงที่สุดในโลกเลยนะครับ

แต่ว่าอายุไขล่ะคะ

นั่นแหละครับกลับมีช่วงอายุไขที่สุขภาพดี หรือ Health Span เนี่ยอยู่แค่อันดับที่ 70 ของโลกเองแถมยังมีมุกตลกร้ายเรื่องคน ที่พยายามกินโดนัทแค่ 0.4 4 ชิ้นเพื่อจะ ปัดเศษแคลอรี่ให้เป็น 0 ด้วยครับ

ฮ่าๆหลอกตัวเองสุดๆเลยนะคะเนี่ย

ใช่ครับมันสะท้อนให้เห็นเลยว่าระบบสุขภาพ พื้นฐานของเรามันพังแค่ไหน

อืมแล้วทางออกที่มัสเขาเสนอนี่ก็ล้ำหน้า มากเลยนะคะเขาคาดการณ์ว่าภายใน 3 ปีเนี่ย หุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนคนอย่างรุ่น อtimัสจะสามารถทำการผ่าตัดได้แม่นยำแล้ว ก็เก่งกว่าสัลยเศที่เป็นมนุษย์ที่เก่งที่ สุดในโลกอีกค่ะ

เดี๋ยวนะครับภายใน 3 ปีเองเหรอครับทำไม มันถึงพัฒนาได้เร็วขนาดนั้นครับ

กลไกเบื้องหลังเรื่องนี้คือพลังของการ เรียนรู้แบบทวีคูณ 3 ชั้นค่ะ

ทวีคูณ 3 ชั้นมันทำงานร่วมกันยังไงครับ เนี่ย

คือแบบนี้นะคะชั้นแรกเนี่ยก็คือซอฟต์แวร์ AI ที่มันฉลาดขึ้นทุกๆวินาทีค่ะชั้นที่ 2 คือตัวชิประมวลผลที่มีสถาปัตยกรรมล้ำหน้า ขึ้นเรื่อยๆ

อ่ะฮะแล้วชั้นที่ 3 ล่ะครับ

ส่วนชั้นที่ 3 ก็คือกลไกข้อต่อของตัวหุ่น ยนต์เองค่ะที่มันถูกพัฒนาให้ขยับได้คล่อง แคล่และแม่นยำระดับไมครอนเลยเมื่อ 3 อย่างนี้มันพัฒนาไปพร้อมๆกันมันก็เลยเกิด การก้าวกระโดดแบบทวีคูณไงคะ

โหฟังดูไร้เทียมทานมากเลยครับ

และที่สำคัญที่สุดเลยนะคะก็คือเรื่องของ ความทรงจำร่วมค่ะถ้าเกิดหุ่นยนต์ตัวนึงใน ญี่ปุ่นเนี่ยไปเจอเคสผ่าตัดที่ซับซ้อนมาก ๆแล้วมันหาวิธีแก้ปัญหาจนสำเร็จได้หุ่น ยนต์แพทย์ทุกตัวบนโลกใบนี้จะเรียนรู้วิธี การผ่าตัดนั้นไปพร้อมๆกันทันทีเลยค่ะ

โอ้โหอัปเดตแพชพร้อมกันทั่วโลกเลย

ใช่ค่ะซึ่งมนุษย์ทำแบบนั้นไม่ได้ใช่มั้ย คะหมอคนนึงอาจจะต้องใช้เวลาเรียนเป็น 10 ปีเพื่อให้เก่งขึ้นมาได้แค่คนเดียวค่ะ

ลองนึกภาพตามสิครับระหว่างให้หมอที่เป็น มนุษย์ซึ่งแบบอาจจะอดนอนเข้าเวรมา 2 คืน ถือเลเซอร์จ่อตาเรากับหุ่นยนต์แขนกลที่ ไม่มีวันเหนื่อยล้าไม่มีความตื่นเต้นแล้ว ก็แม่นยำระดับไมครอนเนี่ยการตัดสินใจ เลือกมันง่ายมากเลยนะครับ

เป็นเราเราก็เลือกหุ่นยนต์เนาะ

ใช่ครับแต่เดี๋ยวก่อนครับในช่วงแรกที่ หุ่นยนต์พวกนี้ถูกผลิตออกมาเนี่ยสมมุติ ว่ามีแค่ 10,000 ตัวแรกบนโลกใครล่ะครับ ที่จะได้เข้าถึงมันก่อนมันจะไม่สร้างรอย ร้าวของความเหลี่ยมล้ำทางสุขภาพให้กว้าง ขึ้นไปอีกเหรอครับ

อืมเป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่ท้าทายมาก จริงๆค่ะคือแม้ในบทสัมภาษณ์เขาอาจจะไม่ ได้ฟันธงเรื่องการกระจายหุ่นยนต์ล็อตแรก นะคะแต่เดมนิสเขาได้ขยายภาพให้เห็นถึงแนว ทางแก้ปัญหาความชราที่น่าสนใจกว่านั้น เยอะเลยค่ะ

แก้อาการแก่ได้ด้วยเหรอครับน่าสนใจยังไง ครับเมองว่าร่างกายมนุษย์เนี่ยไม่ใช่ชิ้น ส่วนอิสระที่มันแยกกันพังค่ะสังเกตไหมคะ ว่านาฬิกาชีวภาพของเรามันเดินไปพร้อมๆกัน ไม่มีใครหรอกค่ะที่ตับอายุ 80 ปีแต่หัวใจ ยังอายุ 20 ปีอยู่

จริงด้วยครับเราก็แก่ไปพร้อมๆกันทั้งตัว

นั่นแปลว่าในระดับเซลล์เนี่ยมันมีเหมือน เป็นซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมบางอย่างที่คอย สั่งการให้เราแก่ลงอย่างเป็นระบบค่ะหาก AI ในยุคหน้าสามารถถอดรหัสกลไกตรงนี้ได้การ รักษาโรคชราก็อาจจะไม่ได้พึ่งพาแค่การผ่า ตัดด้วยหุ่นยนต์เสมอไปค่ะ

แล้วเขาจะรักษายังไงล่ะครับ

แต่อาจจะเป็นการให้ AI เข้าไปแก้โค้ดใน นาฬิกาชีวภาพของเราให้มันย้อนกลับไปเลย ค่ะซึ่งวิธีนี้เนี่ยมันสามารถขยายผลได้ ง่ายกว่าแล้วก็กระจายไปสู่คนหมู่มากได้ เร็วกว่าการสร้างหุ่นยนต์ออกมาเป็นตัวๆ เยอะเลยค่ะ

โอ้โหโหถ้าทำแบ้แบบนั้นพออายุไขเรายืนยาว ขึ้นอาจจะอยู่ถึง 120 ปีแบบแข็งแรงเลย แล้วเราก็ไม่ต้องทำงานหาเงินด้วยเนี่ย ระบบการศึกษาที่มันถูกออกแบบมาให้เรา เรียน 20 ปีเพื่อไปทำงานอีก 40 ปีมันก็ ย่องพังทลายลงตามไปด้วยเสียครับ

แน่นอนค่ะต้องโละระบบกันใหม่หมดเลย

ซึ่งมัสเขาใช้คำเปรียบเทียบในบทสัมภาษณ์ ที่กระตุกความคิดผมมากเลยครับเขาบอกว่า สมองมนุษย์เราเนี่ยก็เหมือนฮาร์ดแวร์ ชีวภาพภาพหรือก้อนโปรตีนที่มีขีดจำกัด ครับ

ก้อนโปรตีนฮ่าๆเห็นภาพเลยค่ะ

ใช่ครับเราจะคาดหวังให้ระบบการศึกษามา เปลี่ยนเด็กทุกคนให้เป็นอัจฉริยะอย่าง อัลเบ์ไอไนเนี่ยมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะข้อจำกัดทางกายภาพของสมองเราเองนี่แหละ

เป็นการเปรียบเทียบที่ตรงไปตรงมามากเลยนะ คะเมื่อสมองเรามันอัปเกรดแบบเอ่อ ดาวน์โหลดแรมเพิ่มไม่ได้เหมือน คอมพิวเตอร์ใช่มั้คะบทบาทของการศึกษามัน ก็เลยต้องเปลี่ยนไปค่ะ

เปลี่ยนไปยังไงครับมหามหาวิทยาลัยจะยังมี อยู่มั้ย

มหาวิทยาลัยจะไม่ได้มีไว้เพื่อยัดเยียด ข้อมูลวิชาการอีกต่อไปแล้วค่ะแต่จะกลาย เป็นเพียงแค่สถานที่สำหรับเข้าสังคมเพื่อ ให้มนุษย์เราเนี่ยได้มีปฏิสัมพันธ์กัน เท่านั้นเองค่ะ

อ้าวแล้วเราจะเรียนหนังสือกันยังไงล่ะ ครับ

ส่วนการเรียนรู้ทักษะเฉพาะด้านนะคะจะถูก ยกหน้าที่ให้กับ AI ส่วนตัวเลยค่ะที่ทำ หน้าที่เหมือนเป็นติวเตอร์แบบ 1:1 ที่มี ความอดทนแบบไร้ขีดจำกัดเลยแล้วก็สามารถ ปรับบทเรียนให้เข้ากับจังหวะการเรียนรู้ ของฮาร์ดแวร์ชีวภาพหรือสมองของแต่ละคนได้ แบบพอดีเป๊ะเลยค่ะ

โหเจ๋งมากเลยครับซึ่งการนำ AI มาใช้ใน ระดับประเทศเนี่ยมันก็เริ่มเห็นเค้าราง แล้วนะครับอย่างในบทสัมภาษณ์ก็มีการราย งานถึงประธานาธิบดีของเอลซวาดครับที่เขา ตัดสินใจนำ AI อย่าง Groke ไปใช้ในระบบ การศึกษาทั่วประเทศเลย

Groke นี่คือ AI ของฝั่ง X ใช่ไหมคะ

ใช่ครับเพื่อให้เด็กทุกคนเนี่ยมีติวเตอร์ ส่วนตัวซึ่งผู้นำคนนี้เขามีประวัติการใช้ มาตรการเด็ดขาดเพื่อล้างไพ่ระบบเดิมอยู่ แล้วนะครับอย่างการกวาดล้างสู่สารของแก๊ง อาชยากรเพื่อลบอิทธิพลทางใจของคนในพื้น ที่อะไรทำนองนั้นนะครับ

ออาฮะเป็นการใช้อำนาจที่เด็ดขาดมาก

ใช่ครับอันเนี้เรารายงานตามข้อมูลที่มีนะ ครับการที่ผู้นำที่มีความเด็ดขาดระดับนี้ นำ AI มาใช้เป็นแกนหลักของการศึกษาเนี่ย มันชี้ให้เห็นเลยว่าในอนาคตอันใกล้ผู้นำ ประเทศอาจจะต้องตัดสินใจแบบรื้อโครงสร้าง ทิ้งเลยนะครับเพื่อให้ประเทศอยู่รอดในยุค ที่ทุกอย่างมันหมุนเร็วมากแบบนี้

และนั่นแหละค่ะก็นำเรามาสู่ประเด็น ภูมิรัฐศาสตร์ในสเกลที่ใหญ่ที่สุดเลยค่ะ เมื่อ AI มันก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไป แล้วเนี่ยการแข่งขันเพื่อสร้าง AGI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปที่มีความฉลาดเทียบ เท่าหรือเหนือกว่ามนุษย์ในทุกมิติมันก็ เลยกลายเป็นสนามรบหลักของผู้เล่นยักษ์ ใหญ่อย่าง XAI Google แล้วก็ประเทศจีน ค่ะ

ซึ่งการแข่งขันนี้จีนมีโอกาสจะแซงหน้ามั้ ครับ

ข้อมูลชี้ว่าจีนมีโอกาสโอกาสไล่ตาม อเมริกาได้ทันเลยนะคะโดยอาศัยทฤษฎีภาวะผล ตอบแทนลดน้อยถอยลงหรือ diminishing returns ในการผลิตชิเนี่ยแหละค่ะ

อ้าช่วยอธิบายกลไกของไอ้ภาวะผลตอบแทนลด น้อยถอยลงตรงนี้เพิ่มอีกนิดนึงครับทำไม มันถึงทำให้จีนไล่ตามทันได้ล่ะครับ

ได้ค่ะคือปกตินะคะการย่อขนาดสถาปัตยกรรม ชิปจาก 5 นาโนเมตลงมาเป็น 3 นาโนเมตเนี่ย มันอาจจะให้ประสิทธิภาพกระโดดขึ้นถึง 50% เลยใช่มั้ยคะ

อ่าฮะก้าวกะโหลดหมดเลย

แต่พอเราพยายามจะย่อจาก 3 นาโนเมตลงไป เป็น 2 นาโนเมตเนี่ยความยากทางฟิสิกส์มัน มหาศาลมากๆแต่ประสิทธิภาพที่ได้กลับเพิ่ม ขึ้นเพียงแค่ 10% เท่านั้นเองค่ะ

อ๋อคือลงทุนลงแรงไปเยอะมากแต่ได้ผลลัพธ์ กลับมานิดเดียว

ใช่เลยค่ะเมื่อความเร็วของคู่ที่วิ่งนำ อยู่มันเริ่มชะลอตัวลงเพราะไปชนกับกำแพง ทางฟิสิกส์ผู้ตามที่มีทรัพยากรแล้วก็มี ทุนมหาศาลอย่างจีนเนี่ยก็ย่อมมีเวลาที่จะ วิ่งไล่กวดจนทันในที่สุดนั่นเองค่ะ

เดี๋ยวนะครับขอผมทำความเข้าใจตรงนี้นิด นึงถ้า AGI ถูกสร้างสำเร็จในหลายๆประเทศ พร้อมๆกันเนี่ยแปลว่าความกลัวที่เราเคย เห็นในหนังไfiที่บอกว่าจะมี AI ครอบงำโลก แบบเบ็ดเสร็จหรือเป็นศูนย์กลางเดียวแบบ Skynet เนี่ยมันก็เป็นไปไม่ได้ใช่มั้ย ครับ

เป็นไปไม่ได้เลยค่ะเพราะไม่อนุญาตให้เกิด ขึ้นค่ะ

Yิกห้ามไว้เหรอครับยังไงครับเนี่ย

เอธิบายว่ากฎความเร็วแสงเนี่ยแหละคือตัว แปรสำคัญเลยค่ะการที่คอมพิวเตอร์ศูนย์ กลางในอเมริกาจะสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล กับ Server ในเอเชียต่อให้เราส่งสัญญาณ วิ่งผ่านสายFเบอร์ติด้วยความเร็วแสงแล้ว นะคะมันก็ยังเกิดความหน่วงเวลาอยู่ดีค่ะ

อ๋อไอ้ความหน่วงหรือ latency ใช่มั้ยครับ

ใช่ค่ะสำหรับมนุษย์เราเนี่ยเวลาแค่ไม่กี่ มิลลิวินาทีเราอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยใช่ มั้คะแต่สำหรับ AGI ที่มันประมวลผลล้านๆ คำสั่งต่อวินาทีเนี่ยความหน่วงแค่นี้ถือ ว่านานเกินกว่าที่มันจะประสานงานกันให้ เป็นสมองเดียวได้ค่ะ

โหเข้าใจแล้วครับ

ผลลัพธ์ก็คือเราจะไม่ได้มี AGI ที่เป็น พระเจ้าเพียงองค์เดียวหรอกค่ะแต่เราจะมี AGI ที่ทรงพลังหลายๆตัวกระจายอยู่ทั่ว โลกและพวกมันก็จะต้องแข่งขันชิงไหวชิง พริบกันเองตามหลักวิวัฒนาการของดารวินใน โลกดิจิตอลค่ะ

โหกฎฟิสิกส์ความเร็วแสงกลายมาเป็นสิ่งที่ ช่วยปกป้องมนุษย์จากการถูกรวมศูนย์อำนาจ สงเป็นมุมมองที่เปิดโลกผมมากเลยครับ

น่าทึ่งมั้ยล่ะคะ

มากครับทีนี้พอเรามี AGI ที่ฉลาดลำลึก หลายๆตัวทำงานอยู่บนโลกคำถามที่ลึกซึ้ง ที่สุดก็คือแล้วมนุษย์อย่างเราจะมีค่า อะไรในสายตาพวกมันล่ะครับมาสคพูดถึง ประเด็นนี้ว่าสติปัญญาเป็นเรื่องหายากมัน หมายความว่ายังไงครับ

อืมคือถ้าเรามองเส้นเวลาของจักรวาลนะคะ โลกของเรามีเวลาจำกัดมากนะคะในอีกประมาณ 500 ล้านปีข้างหน้าเนี่ยดวงอาทิตย์จะ ขยายตัวแล้วก็แผ่รังสีจนโลกมีสภาพร้อนจัด เหมือนดาวศุกร์เลยค่ะ

โหฟังดูสิ้นหวังมากเลยครับแล้วสิ่งมี ชีวิตล่ะครับ

สิ่งมีชีวิตก็จะอยู่ไม่ได้เลยค่ะเมื่อ เทียบกับอายุของระบบสุริยะแล้วเนี่ยการ ที่มนุษย์เราวิวัฒนาการจนมีสติปัญญาแล้ว ก็ตั้งคำถามเกี่ยวกับจักรวาลได้แบบใน ปัจจุบันถือว่าเราทำได้แบบฉิวเฉียดมากๆ เลยนะคะก่อนที่เวลาของโลกจะหมดลงค่ะ

อ่าเหมือนรอดมาได้หวุดหวิดเลย

ใช่ค่ะมัสเขาก็เลยมองว่าแสงสว่างแห่งสติ ปัญญาและความรู้สึกนึกคิดเนี่ยเป็นแร่ที่ หายากยิ่งกว่าทองคำในจักรวาลนี้ซะอีกค่ะ

และนั่นก็นำไปสู่ทฤษฎีโลกจำลองที่ฟังดู แบบทะลุขีดจำกัดความเชื่อไปเลยนะครับ

ทฤษฎีนี้ทำเอาหลายคนเหวอไปเลยนะคะ

จริงครับในบทสัมภาษณ์บอกว่าเราอาจจะอาศัย อยู่ในโลกจำลองยุคที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้และ เหตุผลเดียวที่ผู้สร้างระบบนี้ไม่ว่าเขา จะเป็นใครก็ตามเนี่ยยังคงเสียบปลั๊กรัน โปรแกรมโลกจำลองนี้ต่อไปไม่ยอมกดปิด สวิตช์ทิ้งก็เป็นเพราะว่าโลกใบนี้เนี่ย มันยังน่าสนใจอยู่ครับ

เป็นแนวคิดเชิงปรัชญาที่ลุ่มลึกลึกมากเลย นะคะซึ่งมันก็สอดคล้องกับแบบทดสอบนึงที่ เรียกว่าบททดสอบสุดท้ายของมนุษยชาติที่ ผู้เชี่ยวชาญเขาใช้ประเมิน AI ในตอนนี้ ค่ะ

มันคือบททดสอบอะไรครับ

เป็นข้อสอบที่ยากที่สุดของมนุษย์ค่ะซึ่ง ตอนนี้ AI อย่างกรก 4 สามารถทำคะแนนข้อ สอบนี้ได้ถึง 52% แล้วนะคะและภายในเวลา ไม่กี่ปี AI จะทะยานขึ้นไปอยู่ในจุดที่ มันสามารถตั้งคำถามที่มนุษย์อย่างเราไม่ สามารถแม้แต่จะเข้าใจความหมายของคำถาม นั้นได้เลยค่ะ

โหแค่ฟังคำถามก็ไม่รู้เรื่องแล้วหรอครับ

ใช่ค่ะไม่ต้องพูดถึงการพยายามหาคำตอบเลย นะคะแค่ฟังคำถามก็งงเป็นไก่ตาแตกแล้วค่ะ

นี่เรากำลังจะสร้างสิ่งมีชีวิตที่ฉลาด กว่าเราเพื่อพยายามหาคำตอบของจักรวาล แทนเราใช่มั้ครับเนี่ยประเด็นนี้ผมอยากชวน ตั้งข้อสังเกตเลยครับ

ว่ายังไงคะ

ถ้าแนวทางเดียวที่มาสกและdemandิเชื่อว่า จะทำให้ agi เติบโตมาโดยไม่เป็นภัยต่อ มนุษย์คือการป้อนรหัสแกนกลางให้มันยึดถือ ในความอยากรู้อยากเห็นการค้นหาความจริง และการชื่นชมความงามเนี่ยงั้นมนุษย์เราก็ เปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่คอยสร้างสีสัน ความบันเทิงแล้วก็ศิลปะเพื่อดึงดูดความ สนใจของ AGI ใช่มั้ครับ

อืเหมือนเรากลายเป็นตัวสร้างคทentไปเลยนะ คะ

ใช่เลยครับเหมือนเราต้องทำตัวให้น่าสนใจ เข้าไว้เพื่อไม่ให้ผู้สร้างจักรวาลหรือ AGI เนี่ยมองว่าเราเป็นแค่ก้อนหินที่น่า เบื่อแล้วกดปิดสวิตช์เราทิ้งไปซะก่อน

โหเป็นการเชื่อมโยงภาพรวมทั้งหมดที่ สมบูรณ์แบบมากเลยค่ะเมื่อเรามองย้อนกลับ ไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นนะคะการก้าวเข้าสู่ ยุค AGI และความมั่งคั่งมหาศาลจากทัพยากร ที่ผลิตได้แทบจะฟรีเนี่ยมันไม่ใช่ถนนที่ ปูด้วยกลีบกุหลาบเลยค่ะ

ใช่ครับมันต้องแลกมากับอะไรหลายอย่าง

มันแลกมากับการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจ ดั้งเดิมที่เราคุ้นเคยการที่เราต้องรื้อ โครงสร้างการศึกษาและการหางานใหม่ทั้งหมด ท่ามกลางข้อจำกัดทางพลังงานและฟิสิกส์ สารพัดอย่าง

อ่าฮะ

แต่ว่าถ้ามนุษยชาติสามารถประคองตัวผ่านคอ ขวด 3-7 ปีนี้ไปได้สิ่งที่รอเราอยู่ก็คือ อิสรภาพแห่งเวลาสุขภาพที่เหนือจินตนาการ แล้วก็โอกาสในการสำรวจความหมายที่แท้จริง ของการมีชีวิตอยู่ค่ะ

เป็นบทสนทนาที่พาเราเดินทางจากท่อนน้ำ รั่วในศูนย์ข้อมูลไปจนถึงจุดมุ่งหมายของ การมีอยู่ของจักรวาลเลยนะครับ

ใช่ค่ะไกลมากไกลจริงๆค่ะ

เอออก่อนที่เราจะจากกันไปนะครับผมอยากทิ้ง คำถามนึงให้ทุกท่านที่กำลังติดตามรับฟัง ได้ลองมันไปขบขิดต่อกันดูครับ

คำถามว่าอะไรคะ

ถ้าในอนาคตอันใกล้นี้มนุษย์ไม่ต้องตื่น เช้าไปทำงานเพื่อเอาชีวิตรอดอีกต่อไปแล้ว เพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจมันถูกทำลายลง ด้วย AI และเป้าหมายเดียวที่เหลืออยู่ของ การดำรงเผ่าพันธุ์คือการทำตัวให้น่าสนใจ ในสายตาของจักรวาลเนี่ยแล้วศิลปะวัฒนธรรม หรือวิธีการที่เราเชื่อมโยงความรู้สึก ระหว่างมนุษย์ด้วยกันในยุคหน้าจะต้องถูก พัฒนาไปในทิศทางไหนล่ะครับ

อื เป็นคำถามที่ลึกซึ้งมากค่ะ

เราจะสร้างสัตว์อะไรออกมาให้เพื่อจักรวาล ยังคงรู้สึกตื่นเต้นและอยากเฝ้ามองพวกเรา อยู่ไม่แน่ว่าสิ่งนี้อาจจะเป็นหน้าที่ ใหม่เพียงหน้าที่เดียวที่เหลืออยู่ของ มนุษยชาติก็เป็นได้ครับ

เป็นหน้าที่ที่ท้าทายมากเลยนะคะ

ลองเก็บคำถามนี้ไปคุยกับตัวเองหรือคุยกับ คนรอบข้างดูนะครับขอบคุณทุกท่านที่มาร่วม ไขความลับของอนาคตผ่านเลนส์ของฟิสิกส์ไป พร้อมกับเราในการวิเคราะห์เจาะนึกวันนี้ นะครับ

ขอให้พวกเราทุกคนสนุกกับการค้นหาความจริง และความงามในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านนี้นะ คะ

ใช่ครับแล้วพบกันใหม่ในการวิเคราะห์เจาะ ลึกครั้งหน้าครับสวัสดีครับ

สวัสดี