Transcription
โห คุณแบบไม่ถึง 10 ขวบ วันดีคืนดีก็มีคนมาบอกคุณว่า "เอามันมาเลี้ยงทำไม เดี๋ยวมันก็เหมือนแม่มัน" อ้าว แล้วคงไม่ใช่ลูกบ้านนี้หรอ? การเรียนมหาลัยแล้วทำงานจนเก็บเงินได้ 700,000 นี่ โอ้โห หัศจรรย์มากนะครับ
>> เออก็คือพอเราหาเงินได้เยอะใช่มั้ย เราก็จะเริ่มมองแล้วว่าทำไมคนอื่นน่ะถึงไม่ขยันแบบเรา เราเหยียดคนอื่น คือก่อนหน้าเนี้ยไอ้คำว่าอนาคตใหม่ คำว่าคนธรรมดาทำงานการเมือง เราก็โอเคนะ เก็ท แต่ว่าไม่เคยคิดว่าจะเป็นเรา
สวัสดีค่ะ ชื่อรักชนก สีนอกค่ะ ปีนี้ก็ 33 ปี สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวัยนี้ก็คือว่า ไปเจอผู้คนให้เยอะ อ่านหนังสือให้ได้มากที่สุด ไปเจอประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ เข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ให้ได้มากที่สุด แล้วก็รู้สึกกับมัน เรียนรู้มัน แล้วเราก็จะได้ค้นพบตัวเองในเวอร์ชั่นที่มันดีขึ้นค่ะ
>> Listen to the cloud เรื่องที่ The Cloud อยากเล่าให้คุณฟัง
>> Coming of age บทเรียนชีวิตของผู้คนหลากหลายและสิ่งที่พวกเขาเพิ่งได้เรียนรู้ในวัยนี้
คุณกำลังอยู่กับรายการ Coming of Age กับผม ทรงกรด บางยี่ขันครับ ถ้ารายการนี้เคยผ่านตาคุณ แต่ว่ายังไม่ได้กดติดตามก็กดกันไว้สักนิดนึงนะครับ เราจะได้ไม่พลัดพรากจากกันในโลกออนไลน์ครับ แล้วถ้าใครชมแล้วอยากจะให้กำลังใจแขกรับเชิญของเรานะครับ ก็กดไลก์หรือว่าพิมพ์คอมเมนต์บอกกันได้ครับ แต่ว่าถ้าใครชมแล้วอยากติเตียนก็เอาแบบสร้างสรรค์เบาๆหน่อยนะครับ
เรื่องของเรื่องครับ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งครับ ผมติดต่อเธอไปครับ เพื่อบอกว่าหลังเลือกตั้งขอสัมภาษณ์กันหน่อยนะ ครับ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะว่าเธออยู่ในหน้าสื่อทุกวันครับ เปิดประเด็นใหม่ตลอด แล้วก็ชีวิตการเมืองของเธอก็เป็นตัวละครที่มีสีสันมากๆ แบบที่ไม่มีใครเหมือนนะครับ ใครรักก็รักเลยครับ และใครไม่รักก็ไม่รักเลยเช่นเดียวกันนะครับ การเลือกตั้งครั้งนี้เธอเรียนรู้อะไรบ้างนะ ครับ ชีวิตหลักนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร เรื่องคดีความจะเป็นอย่างไรต่อไป เธออยู่กับเราครับ คุณไอซ์ ศรีนอก สวัสดีครับ
>> สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะ
>> วันนี้คงต้องคุยกันหลายๆ เรื่องเลยนะครับ
>> ค่ะ ยินดีเลยค่ะ
>> เริ่มต้นขอเรื่องเบาๆ ง่ายๆ ก่อนเลยนะครับ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ อะไรโดนใจให้ใส่เสื้อลิเวอร์พูลไปเลือกตั้งครับ
>> คือจริงๆ ก็คือว่าเสื้อที่เสื้อที่เรามีในที่บ้านน่ะ คือตอนเนี้ยทั้งอ่ะ มันเป็นเสื้อแบบเสื้อพักหมดเลย เสื้อมันจะมีพื้นที่
>> เออ เสื้อลงพื้นที่ก็คือจะมีชื่อหรือว่าจะมีสัญลักษณ์ มีเบอร์อะไรอย่างเงี้ย แล้วก็ก็คือก็คิดว่า เออถ้าใส่เสื้อสีส้มมันก็ มันคงธรรมดาไปอ่ะ เอาไปใส่เสื้อสีแดงไปเลย ลิเวอร์พูล เออ แล้วก็เป็นเป็นทีมที่เชียร์อยู่ด้วย
>> วันนั้นก็เลยได้เสียใจ 2 ครั้ง
>> ไปโม้กับคนอื่นเขาไว้เยอะด้วยว่าแบบ อื้อหือ วันนี้เดี๋จะชนะทั้งบอลชนะทั้งเลือกตั้ง สรุปแพ้แบบแพ้คู่
>> เอิ่ ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์เก่าครับ ในฤดูกาลที่แล้ว ส่วนปีนี้ก็ไม่ได้เป็นที่ 1
>> อ่า
>> ปีหน้านะฮะ ถ้าอยากให้ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ ต้องทำยังไงครับ
>> เอาคุณสลอตออกไป
>> ไม่ไหว ไม่เราไม่ให้โอกาสเค้าแล้วเนาะ
>> ก็คิดว่าให้โอกาสมาพอสมควรแล้ว
>> นะคะ โอกาสเป็นของราคาแพงก็ถ้าให้ซากก็อาจจะดูเหมือนไม่มีความหมาย
>> ครั้งที่แล้วการเลือกตั้งเป็นแชมป์เก่า ครับ แต่ว่าครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นที่ 1 เนาะ
>> ครั้งหน้าทำยังไงให้กลับมาเป็นแชมป์เลยอีกครั้งนึงครับ
>> ไอซ์คิดว่าเราต้องเอาเนรจี้การทำงานการเมืองแบบสนุกๆ
>> ช่วงสมัยอนาคตใหม่กลับมา
>> ครับ
>> ทำให้การทำงานการเมืองเนี่ยมันมีชีวิตชีวามีสีสัน แล้วก็
>> แล้วก็ทำให้คนที่อยู่ในองคาพยพรู้สึกสนุกกับการมีส่วนร่วม
>> อื
>> ไอ้คิดว่าปัญหาอย่างนึงของรอบนี้ก็คือ พอเราเนี่ยชนะมา 2 ครั้งแบบเท่าทวีนะคะ 1 ก็คืออาจจะทำให้ทุกๆ ทุกๆ ภาคส่วนน่ะมั่นมั่นใจมากเกินมากเกินไป หรือว่าไม่ถอดบทเรียนว่า เอออันไหนเนี่ยมันคือจุดแข็งจุดอ่อนจริงจัง เพราะว่าทุกคนก็จะรู้สึกว่า เออที่มันชนะมาแบบถล่มทลาย 2 ครั้งเนี่ย โอเคส่วนนึงทุกคนอาจจะเคลมว่ามันเป็นเพราะว่าการทำงานของตัวเองอะไรอย่างเงี้ย มันเลยทำให้เราไม่เห็นจุดบกพร่อง
>> มันเป็นความกดดันก็คือพอพอพอชนะมารอบที่แล้วแล้วคนคาดหวังว่า เฮ้ยเราจะต้องตั้งรัฐบาลได้ในรอบนี้อ่ะ มันทำให้เราเนี่ยพยายามที่จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่มาก เออ ก็คือพยายามที่จะอ่ะหามีมี the professional มีนโยบายที่ลงรายละเอียดใช่มั้ย แต่ว่ามันจะทำให้ความสนุกหายไป
>> เออ เพราะว่าทุกคนก็จะทำงานภายใต้ความกดดันว่า รอบหน้าจะต้องได้มากกว่าเดิม รอบหน้าจะต้องได้มากกว่าเดิม แล้วก็มันก็มันก็อาจจะต้องมาคุยกันเรื่องเงี้ยว่า สรุปแล้วทิศทางของเราเนี่ยมันมันจะต้องเป็นยังไง ซึ่งไอคิดว่าในความพ่ายแพ้มันก็มีสิ่งดีๆอยู่เนาะ คืออย่างน้อยเรารู้แล้วว่าโอเคฐานของเราเนี่ยมันก็จะอยู่ประมาณไหนอยู่ตรงไหน แล้วก็ direction ที่มาเนี่ย โอเคมันคงไม่ได้มันคงไม่ได้มีอะไรผิดหรอก แต่ว่าการเมืองมันมีมันมีขึ้นมีลงเนาะ กระแส มันมีขึ้นมีลง แต่ว่าเราจะทำยังไงถ้าในวันที่ไม่มีกระแส ทำให้ทำให้ทุกอย่างมันยังแบบว่ามั่นคง แล้วก็เดินหน้าต่อไปได้อย่างอย่างแบบมีเสถียรภาพอ่ะ เออ เออ อันเนี้ยก็ดีที่จะได้มาถอดบทเรียนกันจริงจัง มาพูดคุยกันจริงจัง มาฟีดแบคกันอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็เอาไปเอาปัญหาทุกอย่างไปแก้ไข ยังมี KPI ในการวัดผล
ไอซ์เคยขายของออนไลน์มาก่อนเนาะ เรียกว่า success เลยทีเดียว การทำให้คนซื้อของเราออนไลน์เนาะ กับการทำให้คนเลือกเราอ่ะ มันเหมือนหรือต่างกันยังไง
>> มันคล้ายๆกัน การเมืองเนี่ยอย่างตัวไอซ์เองอย่างเงี้ย คือมันก็แบรนด์แบรนด์ของเราอ่ะเป็นยังไงใช่มั้ย แล้วก็ร้านค้า หรือว่าการขายของก็เหมือนกัน พอเรามาเป็นนักการเมืองแล้วเนี่ย มันคือการมันคือการสร้างแบรนด์น่ะ คือการคือการขายของแบบสร้างแบรนด์ เออ มันมันจะเป็นมันจะเป็นคนคนละแบบกัน แต่ว่าก็ได้ใช้ได้ใช้สกิล
>> อ
>> ของการเป็นแม่ค้า หรือว่าการเอ่อทำโซเชียลมีเดียอะไรเงี้ย มามาในช่วงของการเป็นการเมืองก็เยอะ
แหม พูดอย่างงี้ขอฟังแผนหน่อยเลยฮะ แล้วพอเป็นสินค้าเป็น สส. ไอซ์เป็นผู้สมัคร สส. ไอซ์ทำยังไงให้คนในเขต หรือคนรอบนี้เป็นปาร์ตี้โหวตเรา
>> คืออย่างรอบที่แล้วอ่ะนะ คือไอซ์อ่ะ เอ่อก็คือมานั่งคิดกับทีมเลย มันจะมีช่วงแรกที่แบบว่าดูอ่อมๆใช่มั้ย แล้วก็ไม่ผ่านการตัดตัวครั้งแรกเนี่ยไอไม่ผ่านการตัดตัวนะ แล้วก็มานั่งคิดว่า เออถ้ายังทำไปแบบเนี้ย ก็คือก็คือก็คือแย่ละ
>> ครับ
>> คือคนมองมาก็คงรู้สึกแบบโหสมเพชนี้อะไรอย่างเงี้ย เออแบบคือคู่แข่งของเรามันก็น่าจะเทียบด้วยอะไรเงี้ยเนาะ ไอซ์ก็เลยคิดว่า เออ กลับมาใหม่แล้วก็แนวคิดตอนนั้นก็คือว่า ใส่เต็มที่เอาให้ถึงขนาดที่ว่าคนที่เราเราแพ้ อ่ะ แต่คนที่แต่แต่คนที่เชียร์เรารู้สึกว่าโอ้ เสียดาย หรือว่าคน ที่เชียร์ต้องรู้สึกว่า เออไอ้นี่มันแบบสู้เต็มที่แล้ว อะไรอย่างเงี้ย เออ แบรนด์ของไอซ์เลยคือตอนนั้นน่ะก็คิดว่าจะจะทำให้ตัวเองเป็นแบบเป็นนักสู้
>> มันก็เลยจะเป็นแบบภาพที่ว่าโอเคเราก็ถือ ทรโข่งตัวเดียวแล้วก็ไปบุกทุกตลาดเลย
>> ไม่ว่าจะเป็นแบบตลาดแบบที่เชียร์เรา หรือไม่เชียร์เราอะไรอย่างเงี้ย เออจะสภาพแวดล้อมเป็นไงก็บุกทุกตลาด แล้วก็ทำให้มันสนุกๆ คือตอนนั้นน่ะก็ทำใบปลิวเนาะ เอามาทำเป็นแผงลอตเตอรี่ มีทำเป็นแผงลอตเตอรี่ มีทำเป็นพวงมาลัยนโยบาย มีทำเป็นถุงกล้วยแขก
>> อื
>> แล้วก็คือจริงๆก็คือคิดอะไรได้อ่ะ ก็ไอเดียใหม่รายวันเลยอ่ะ ใครคิดอะไรออกอ่ะ ทำ
>> เอออ่ะ วันนี้เอาเอาเป็นพวงมาลัยใช่มั้ย อ่ะไปซื้อพวงมาลัยมาอ่ะ แล้วมาแพ็คตอนเช้า มาแพ็คอ่ะ พรุ่งนี้จะเอาลอตเตอรี่ใช่มั้ย โอเคเอาแผงลอตเตอรี่มาแล้วก็แล้วก็ติดนโยบายครับ
>> รอบที่แล้วเป็น สส. เขต ไอซ์ก็รู้สึกว่าก็พยายามทำให้ทุกอย่างมันสนุกเนาะ ซึ่งทุกอย่างก็ก็อยู่ก็อยู่ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา แล้วก็ชนะมาได้โดยที่ก็จริงๆก็ไม่คิดว่าจะชนะ เออแต่ว่าก็ต้องบอกว่ากระแสของพรรคตอนปี 66 เนี่ย มันก็พาหลายๆคนเข้าสภามาได้ ซึ่งพอรอบนี้เนี่ยมาเป็นปาร์ตี้ลิสต์ใช่มั้ย ไอซ์ก็คือก็ยังก็ยังทำแบบเดิม คือทำให้ทุกอย่างมันรู้สึกว่าสนุกๆ แล้วก็ทำให้คนเนี่ยมีอารมณ์ร่วมไปกับเรา มันจะมีช่วงที่พรรคเนี่ยโดนถล่มเรื่อง "ทหารมีไว้ทำไม" ใช่มั้ย ด้อยค่าทหารใช่ป่ะ
>> คือหลายๆคนน่ะเวลาเจออะไรแบบเนี้ย วิกฤตใหญ่ที่แบบโดนกระแสถล่มอ่ะ ก็จะรู้สึกว่า โอ้ยไม่ตอบดีกว่า หรือว่าจะทำยังไงให้มันแบบ เออออกแถลงการณ์อะไรอย่างเงี้ย สำหรับไอซ์อ่ะไอซ์คิดคนละเซิร์ฟเลย คือไอซ์ไม่คิดเหมือนไม่คิดภาพทางการเมืองเลย ไอซ์คิดว่าจะขี่กระแสที่เขา้าที่เขาสร้างขึ้นมาถล่มเราอ่ะ ขี่กลับไปทำลายพวกเขายังไง หรือว่าจะขี่กระแสเนี้ยเพื่อกลับไปสร้าง narrative แบบของเรายังไงใช่มั้ย
>> อ
>> ไอซ์ก็เลย
>> เรียกว่าอะไรปลุกคนที่เคยเป็นทหารชั้นผู้น้อยอ่ะออกมาเลย คือทำคลิปสื่อสารกับพวกเค้าเลยว่า
>> เฮ้ยมาชวนกันมาชวนสังคมคิดกันว่าใครกันแน่ที่ด้อยค่าทหาร
>> แล้วก็ไอ้คำว่าทหารมีไว้ทำไมเนี่ยใครต้องเป็นคนตั้งคำถาม เพราะว่าจริงๆแล้วเนี่ย ไอ้คำว่าด้อยค่าทหารเนี่ย มันคือถ้าสมมุติว่ามองๆมองในเชิงของมุมทหารชั้นผู้น้อยเนี่ย คือเค้าเนี่ยถูกกองทัพด้อยค่าโดยการที่เอาเค้าอ่ะไปทำหน้าที่ในแบบที่มันไม่ใช่ มันไม่ใช่งานของทหารอ่ะ เอาเค้าไปตัดหญ้า ล้างห้องน้ำ ซักผ้า ไปขับแก๊ป ไปเป็นพนักงานเติมน้ำมัน
>> อือ
>> คือมันไม่ใช่หน้าที่ของทหาร เราต้องเราต้องชวนสังคมมาคิดว่าอันนี้ต่างหากคือการด้อยค่าทหาร
>> เออ แล้วก็พูดเองไม่ได้ ดังนั้นต้องยืมปากของคนที่เคยมีประสบการณ์ร่วมตรงนี้มาพูด
>> อ
>> มันก็เลยกลายเป็นกระแสเลยว่าตอนนั้นก็มีทหารหลายคนใช่มั้ยที่เขาก็เจอประสบการณ์กับตัวเองอ่ะ ก็ออกมาพูดเลยว่าเออยืนเคียงข้างพรรคประชาชน เพราะว่าพรรคประชาชนเนี่ยก็พูดเรื่องจริง สิ่งที่เจอมาในกองทัพอ่ะเป็นเรื่องจริงหมดเลยอ่ะ อาหารที่แบบว่าด้อยคุณด้อยคุณภาพด้อยคุณค่าทางโภชนาการ หรือว่าการถักหัวคิว การลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่างๆเนี่ย เขาเจอในกองทัพ แล้วก็เป็นพรรคประชาชนที่เข้าไปช่วยพวกเขาก็ประสบความสำเร็จนะ คือสุดท้ายก็คืออ่ะมีมีมีคนออกมาพูดเรื่องนี้ใช่มั้ย แล้วก็มีทหารชั้นผู้น้อยอ่ะน่าจะแบบเป็นหมื่นๆแสนๆคนเลยที่ออกมาแบบเอารูปตัวเองตอนเป็นทหารชั้นผู้น้อย แล้วก็มาโพสต์ว่าเอออยากเห็นการเปลี่ยนแปลง กา 46 อ
>> ซึ่งมันก็เป็น
>> ไอคิดว่าฝ่ายขวาก็คงงงไปเลยอ่ะ เพราะเขาก็คือพยายามที่จะทำไอ generate ข้อมูลเพื่อทำให้คนเกลียดชังใช่มั้ย แต่กลับกลายเป็นว่าทหารชั้นผู้น้อยอ่ะออกมาพูดอย่างชัดเจนว่ายืนข้างเรา
>> อือ
>> จริงๆมันไม่ใช่เป็นแบบคำสั่งของพรรค หรือว่าอะไรด้วยนะ แต่มันเป็น field ที่ไอซ์แบบแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในในรูปแบบของเราอ่ะครับ
>> เออ หรือการที่ไปทุกตลาดแล้วก็โดนด่าใช่ไหม แล้วสื่อเนี่ยก็จะชอบเอาไอ้ไอ้ส่วนที่โดนด่าเนี่ยทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่
>> อยากให้สังคมรู้สึกจริงๆว่าเราเนี่ยไปไหนก็ไม่ได้ถูกการต้อนรับ ดังนั้นน่ะเราจะแก้ native นี้ยังไงใช่มั้ย ไอซ์ก็เลยตัดคลิปด้วยการที่เริ่มต้นก็คือคนด่า 1 คน แล้วหลังจากนั้นก็คือเป็นคุณป้าที่เอาของมาให้ คุณป้าที่เข้ามากอด คนที่เข้ามาให้กำลังใจ คนที่บอกให้สู้ต่ออะไรอย่างเงี้ย ก็คือไอซ์ไอซ์ไอซ์ก็ตัดแบบเนี้ย
>> ซักจริงๆคือเป็น 10 เป็น 10 คลิปอ่ะที่ลงทั้งแบบ Facebook ทั้ง TikTok อะไรอย่างเงี้ย ก็คือเออฉันก็สร้าง narrative ใหม่เลยว่าไปไหนเนี่ยมีคนไล่แค่คนเดียว แต่ภาพดังแต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลเนี่ยคือมีแต่คนรักใคร่เราเต็มไปหมด แต่แค่ไม่ถูกสื่อสารออกมาผ่านสื่อรัก
>> ซึ่งพอไอซ์ขึ้นรถแห่ปีเนี้ย
>> มันก็มีคนเอาของเอาอะไรมาให้อย่างเงี้ย คือไอซ์เห็นปุ๊บก็อ่ะโอเคกูจะทำรถพุ่มพวงให้คนให้คนมาสนใจว่าไอ้รถขบวนเนี้ยจะไปที่ไหนอ
>> แล้วประชาชนก็จะอยากมีส่วนร่วม เพราะว่า
>> ก่อนหน้าเนี้ยก็แค่ให้เค้าอ่ะดูว่า GPS ไปถึงไหนแล้วก็เค้าก็มาบกมือใช่มั้ย แต่เราต้องสร้างเรียกว่าอะไรทำให้เค้าอ่ะ
>> อยากจะมีแอคชั่นเพิ่ม เออจากรถจรถคาราวานหาเสียงมันก็กลายมาเป็นรถพุ่มหวงใช่มั้ย มันก็มีความแบบมันก็มีความสนุกเพิ่มมากขึ้น แล้วประชาชนก็รู้สึกว่าเขาก็มีส่วนร่วมก็คือเอาเอาของอะไรมาให้เราอะไรอย่างเงี้ย เราก็อ่ะติดๆ
>> คือการเมืองมันเครียดอยู่แล้ว
>> ใช่ๆ
>> มาก แล้วก็คนจะรู้สึกว่าโดย default ของสังคมไทยคือรู้สึกว่าการเมืองมันแบบเป็นอะไรที่แบบเครียด แล้วก็สกปรก เป็นอะไรที่เข้าใจยากเนาะ แบบไม่เกี่ยวข้องกับเรา เราต้องทำยังไงให้เขารู้สึกว่ามันมันกินง่ายมากที่สุด มันแบบมันมันเข้าถึงกับเขาง่าย มันเกี่ยวข้องกับเขาอะไรอย่างเงี้ย โดยทางใดทางหนึ่งก็พยายามทำให้เป็นแบบนั้น
ครับ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ตอน 17:00 น. ครับ ปิดหีบแล้ว คุณไอซ์อยู่ที่ไหนครับ
>> อ อยู่ที่พักค่ะ
>> บรรยากาศตอน 17:00 น. อื้อหือ
>> ฮึกเหิมมาก คือ
>> ต้องบอกว่าเป็นบรรยากาศของการลุ้นแชมป์ อื ก็คือทุกคนมาที่พักใช่มั้ย แล้วก็มีสื่ออะไรอย่างเงี้ย ก็แบบมากันเต็มเลย
>> อ
>> เออ แล้วก็พอหลังจาก 17:00 น. ไปเริ่มมีคะแนนปรากฏอยู่ตามหน้าจอ แล้วก็เราก็เราก็มี เอ่อ สส. ที่เขาพอจะไปเก็บคะแนนเองได้ด้วยอะไรอย่างเงี้ย ก็เริ่มรู้แล้วว่าแนวโน้มเป็นยังไง
>> อือ
>> ซึ่ง จริงๆวันนั้นน่ะ มันยังไม่มีใครเห็นความผิดปกติอะไรนะ
>> อื
>> ทุกคนมีแค่ความรู้สึกว่าโอเคแพ้เลือกตั้ง
>> อือ
>> แล้วก็แล้วก็ยอมยอมรับกับสิ่งนั้น
>> แล้วก็จมจ่อมเลยทีเดียวแหละ
>> ก็เรียกว่าเรียกได้ว่าแบบก็เออจมจ่อมกับความรู้สึกแบบ เออหดหู่ อะไรกันเลยทีเดียว เราเนี่ยต้องตั้งหลักที่ว่าคือยังไงต้องยอมรับผลการเลือกตั้งก่อน เอออ
>> แต่ว่านั่นแหละ หลังจากหลังจากวันนั้นคือวัน 2 วันใช่มั้ย มันก็เริ่มมีกรณีชลบุรี
>> อื
>> ออกมา แล้วก็มีกรณี เอ่อ สุพรรณบุรี
>> ครับ
>> ลำปาง แล้วก็ทีนี้ก็โอ้โห ออกมาเป็นบาร์โค้ด เป็นอะไรก็
>> นั่นแหละค่ะ
>> อืม จากมุมของผู้ชมนะฮะ ก็จะเห็นมีทั้งบัตรเขย่ง มีทั้งเอ่อ บาร์โค้ด อือ
>> ในมุมนักการเมืองนะฮะ คิดว่าผลการเลือกตั้ง 69 เนี่ย จบหรือยังครับ
>> คือถ้าให้พูดจริงๆอ่ะ ก็คือพรรคประชาชนแพ้การเลือกตั้งนะคะ
>> แบบที่แพ้แพ้เยอะด้วย ก็เรียกว่าเขาชนะอย่างถล่มทลายก็ได้ แต่เราต้องยืนยันว่าเรายอมรับผลการเลือกตั้ง แต่เรายอมไม่ได้ที่จะให้มีใครมาบิดเบือนเจตจำนงของประชาชน หรือว่าเรายอมไม่ได้ที่จะมันจะมีการโกงเลือกตั้งอย่างเป็นระบบเกิดขึ้น
>> อ
>> ซึ่งพูดจริงๆว่าพอมันเป็นพรรคที่แพ้การเลือกตั้งแล้วมาพูดเรื่องนี้มันพูดลำบาก
>> มันจะถูกตาหน้าว่า เฮ้ยก็คุณแพ้การเลือกตั้งหรือเปล่า คุณเลยออกมาทำสิสิ่งนี้ แต่เราต้องบอกว่าในขานึงอ่ะเราก็ต้องยืนยันเพื่อเสียงของประชาชนที่เขาไปลงด้วยว่า มันถูกสะท้อนผ่านคูหาเลือกตั้งมาอย่างถูกต้องมั้ย
>> อย่างกรณีที่ชลบุรีอย่างเงี้ย ไอซ์คิดว่า
>> มันชัดเจนมากว่ามันมีความผิดปกติเกิดขึ้นมากจริงๆ ไอซ์จะเล่าให้ฟังว่าความตลกก็คือ จริงๆเนี่ยคุณสุชาติอ่ะชนะใช่มั้ย ชนะ 5,000 แล้วเราก็โอเคประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ไปแล้วเรียบร้อยเนาะ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็คือทุกอย่างมันก็กำลังจะไปสู่การอ่ะนู่นนี่นั่นใช่มั้ย คุณสุชาติก็แดกส้มแล้วก็เหยียดหยามอะไรก็โอเค แล้วก็ก้มหน้าก้มตา ยอมรับ แต่มันมีเพจที่จริงๆก็คือเป็นเครือข่ายของคุณสุชาติอ่ะ
>> ไอซ์อยากจะบอกว่าคือเป็นการเยาะเย้ยแล้วกัน เออ อยากจะเยาะเย้ยแบบคนแพ้ อ่ะ ก็คือประมาณว่า เอออัพสเตตัสแบบเดี๋จะมีการนับใหม่นะ 18:00 น. เจอกันที่ตึ๊ดๆ คิดว่าโหคงไม่มีใครมาหรอกอะไรเงี้ย ปรากฏว่ามีคนไปจริงไปไอ้จุดที่นัดอ่ะ แล้วมันดันมีหีบเลือกตั้งที่มีปัญหาอยู่จริงๆ ก็คือว่าไม่มีไม่มีเคเบิลไทร์ใช่มั้ย มันก็เลยนำไปสู่ว่า เฮ้ยคนก็ไปหาว่า เฮ้ยเคเบิลไทร์อยู่ไหนอ่ะ เจอเคเบิลไทร์ พอไปหาเคเบิลไทร์ เฮ้ยเจอไอ้ป้ายนับคะแนนอยู่ในขยะ คือมันเลยกลายเป็นสถานการณ์มัน escalate ขึ้นมา แล้วก็กลายเป็นการชุมนุมกันในโรงยิม
>> อือ
>> ซึ่งพอพอมันมีพอมันมีเหตุการณ์ที่ชลบุรี อ่ะ คือจากที่พวกเราเซ็งๆอยู่ใช่ป่ะว่าแบบว่า เออแบบโอเคต้องยอมก้มหน้าก้มตายอมรับผลการ
>> อ
>> ไม่ได้ว่ะ มันมีอะไรแปลกๆผิดปกติ
>> ก็เลยทำให้รู้สึกโอทุกคนแบบเออพลังเต็ม แล้วก็กลับมากลับมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันอีกครั้งนึง คือต้องขอบคุณขอบคุณคนชลบุรีเขต 1
>> เออ ที่ที่มันมาสถานการณ์มันมาถึงวันนี้ได้อ่ะ ก็คือมันมันค่อยๆเกิดจากการที่อ่ะ ชลบุรีเขต 1 ใช่มั้ย ยืน 1 ในเรื่องการเรียกร้อง แล้วก็หลังจากนั้นก็มีเอ่อการตั้งข้อสังเกตเกจนสุดท้ายมันออกแครกออกมาเป็นบาร์โค้ดอ่ะ
ในช่วงสักเดือนที่ผ่านมานะฮะ ไอซ์ กลายเป็นการคนดังที่สุดในชีวิตน่าจะได้นะฮะ
การเป็นคนดังขนาดเนี้ย มันทำให้ทำอะไรได้ง่ายขึ้น และทำอะไรยากขึ้นบ้าง
>> มันก็ง่ายในการที่เราเวลาเราเปิดประเด็นอะไรในสังคมเนาะ
>> อ
>> แต่ว่ามันก็มันก็จะยากไปอีก เพราะว่าคือทีเนี้ยมันกลายเป็นว่าเราเราพูดอะไรอ่ะ มันเป็นข่าวหมดเลย คือแค่ไปคอมเมนต์ คือบางทีเราไปคอมเมนต์แบบตลกๆ หรือคุยกับเพื่อน หรือว่าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นข่าวอ่ะ มันก็กลายเป็นเสียงของสังคมไป
>> อือ
>> เออ ซึ่งเราก็ไม่ได้อยากจะทำให้มันเป็นแบบนั้น ยุทธศาสตร์การสื่อสารของตัวเองมันอาจจะต้องแบบโอเค วางแผนอย่างรัดกุมมากกว่านี้ แต่ช่วงช่วงนี้คือจะเงียบๆไปแล้ว ก็จะเลือกจะเลือกสื่อสารเป็นบางอันเนาะ ไปไหนก็มันจะไม่มีคำว่าชีวิตส่วนตัวและ เมื่อก่อนก็คือเราก็แบบเออไปไหนคนเดียวใช่มั้ย
>> ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องแบบมีคนบอดก หรือว่าอะไรอย่างเงี้ย แต่ว่าคือช่วงเนี้ยมันก็จะเริ่มแบบโอเค พอพอมีคนนึงมาขอถ่ายรูปใช่มั้ย มันก็จะแบบต่อคิวยาวอะไรอย่างเงี้ย
>> คือแล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราจะผละจากทุกคนไปได้ยังไง เพราะว่าไม่อยากให้ทุกคนเสียใจใช่มั้ย มันก็เลยแบบเออมันก็เลยจะแบบยากลำบากนิดนึงเวลาไปไหนอะไรแบบเนี้ย กว่าจะได้รับการสนับสนุนขนาดนี้มามันไม่ใช่ง่ายๆ ดังนั้นก็คือก็จะไม่พยายามปฏิเสธมันน่ะ
มุมมองการเมืองในปี เอ่อ ในตอนเลือกตั้ง 69 ต่างจากตอนที่เป็นเลือกตั้ง 66 เยอะมั้ยครับ ในมุมของไอซ์เองครับ
>> โห เยอะมากเลยค่ะ เพราะว่าตอนเลือกตั้ง 66 เนี่ย เราโฟกัสแค่เขตของเรา
>> อือฮึ
>> เออ แต่รอบเเราต้องเราต้องโอหโฟกัสภาพรวมของพรรค โฟกัสภาพรวมของประเทศ ทิศทางการสื่อสาร อารมณ์มวลรวม
>> อื
>> มันมันคือการมันคือการดูแบบทั้งองคาพยพอ่ะ เออ จากที่เมื่อก่อนเราก็ดูแค่ในเขตของเราอย่างเดียว
>> อื ครับ ซึ่งมันต้องใช้พลังชีวิตเยอะมาก
>> ใช่ แล้วก็ก็คิดว่าคือตอนเนี้ยพรรคก็พรรคก็เริ่มมีการปรับเรียกว่าองคาพยพภายในครับ เตรียมพร้อมกับการเปิดสภาเนาะ ซึ่งไอซ์ก็เนี่ยเดี๋ก็จะได้ไปอยู่ทีมโฆษกทีมสื่อสารเต็มตัว และก็ก็เป็นงานที่ที่เราถนัด ตอนปี 66 อ่ะ หรือตอนหาเสียงเลือกตั้งจบล่าสุดเนี่ย ไอซ์ก็คิดแล้วนะว่าไอ้ไอที่เขียนอัสเตตัสว่า "ทำดีที่สุดกว่านี้ไม่ได้แล้ว" อ่ะ คือคิดอย่างงั้นจริงๆ
>> อ
>> เพราะว่ากูก็ใส่ไปหมดแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่มีแรงเวลานอนเนาะ ทุกสภากำลัง
>> แต่พอแพ้เลือกตั้งอ่ะ โอเคไม่เป็นไร กูทำได้กว่านี้อีก
>> อื เออ เดี๋ยวจะใส่เพิ่มไปเป็น 2 เท่า 3 เท่า มันมันต้องได้ มันเหมือนเราก็
>> ดราก้อนบอลน่ะ
>> อ
>> คือร่างแรกใช่มั้ย สู้ไม่ได้ใช่ป่ะ แล้วก็กำลังจะแพ้จะแพ้จะแพ้
>> อยู่ดีๆแบบก็จิตสำนึกภายในตื่นขึ้นแล้วก็เป็นอีโวเป็นร่างใหม่ เออ มันมันคงมันคงอารมณ์ประมาณนั้นน่ะ เราก็รู้สึกว่าเออ ก็คือตอนนี้เป็นอีกเป็นอีกขั้นนึงที่มันมากกว่าเมื่อปีที่ผ่านมา
ซึ่งเดี๋ยวคนมาคุยกันว่าเอาแรงขับพวกนั้น มาจากไหน มาใช้พลังต้องใช้ทั้งชีวิตไปทุ่มให้กับงานการเมืองเนาะ ทีนี้
>> เอ่อ พระชีวิตในวัยเยาว์ฮะเอิอาร์ตก็เล่าว่าในการปากเต็ดที่ดีมากละเอียดมากๆนะครับ
>> แล้วก็สิ่งแรกที่อยากรู้คือชีวิตในวัยเด็กอ่ะ ถึงว่าทุกวันเนี้ยเป็นคนที่ร้องไห้บ่อยมั้ย
>> เป็นคนที่ร้องไห้ง่าย แบบว่าจริงๆดูเหมือนไม่เป็นคนเหมือนไม่ sensitive นะ แต่ว่าบางทีก็คือฟัง podcast ฟังปราศรัย แค่แบบเป็นรายการสั้นๆอะไรอย่างเงี้ย ก็ก็คือเป็นคนที่น้ำตาซึมง่ายอยู่แล้ว แต่ว่าภาพลักษณ์อาจจะไม่ดูไม่ใช่คนแบบนั้น
>> อื
>> แต่ว่าอาจจะเป็นการซึมเพราะความปิติ รู้สึกอะไรแบบนั้น แต่ว่าร้องไห้เพราะว่าเครียดเพราะว่าเศร้าอะไรอย่างเงี้ยบ่อยมั้ย
>> ไม่ค่อยอ่ะ
>> อื
>> เออ แต่ว่าจะร้องจะร้องเพราะว่าโกรธ
>> อื
>> หรือว่ารู้สึกซาบซึ้ง มีอารมณ์ร่วม มันจะเป็นมันจะไปเป็นแนวนั้นมากกว่า
ไอซ์เคยให้สัมภาษณ์ไปว่าเติบโตมาในชุมชนย่านตลาดพลูนะฮะ แล้วก็เอ่อจุดเปลี่ยนเล่นในชีวิตคือพบความจริงว่าบ้านที่ตัวเองอยู่อ่ะไม่ใช่ครอบครัวของเราจริงๆ คุณพ่อเป็น คุณแม่เป็นนักร้อง คุณพ่อเป็นนักเที่ยว แล้วก็มีไอซ์ก็มาฝากเพื่อนคนนึงเอาไว้
>> อือ
>> วันนึงที่รู้ความจริงว่าอ้าวชีวิตฉันเป็นแบบนี้ มันเป็นยังไงบ้าง
>> ฉายภาพให้ทุกคนเห็นเนาะ มันเหมือนกับสมมุติว่าคุณแบบซักไม่ถึง 10 ขวบ แล้วคุณก็โอเคใช้ชีวิตแบบก็ไม่ได้ไม่ได้ไม่ได้แบบเออแฮปปี้มากอะไรอย่างเงี้ย ก็ก็อยู่ในบ้านที่มันแบบอัตคัดอะไรเงี้ย วันดีคืนดีก็มีคนมาบอกคุณว่าเนี่ย "เอามันมาเลี้ยงทำไม เดี๋ยวมันก็เหมือนแม่มัน" เฮ้ย เราก็งงว่าอ้าวแล้วกูไม่ใช่ลูกบ้านนี้หรอ เหมือนแม่มันนี่คือเหมือนใครวะ เหมือนยายแต๋วก็กูก็ไม่ใช่ลูกบ้านนี้หรออ่ะ สุดท้ายเราก็ได้รู้ว่าโอ้หโอเคเราไม่ใช่ลูกบ้านนี้แล้ว ไอ้คำว่าเหมือนแม่มันเนี่ยคือเป็นคำเหยียดด้วย เพราะว่าเค้าอ่ะคิดว่าแม่เราอ่ะทำอาชีพอีกรูปแบบนึง เออถึงทำให้ถึงทำให้มีเรามาได้
>> ซึ่งคือตอนเด็กๆอ่ะก็รู้สึกว่าไม่ได้เรียกว่าอะไรนะ ไม่ได้ไม่ได้เข้าใจขนาดนั้นว่าบริบทมันเป็นอะไรยังไงอะไรเงี้ย แต่พอโตขึ้นมาเรารู้สึกว่า ถ้ามองเป็นหนังสือเล่มนึงนะ
>> อือ
>> คือจริงๆมันไม่มีควร มันไม่มันไม่ควรมีเด็กคนไหนที่ถูกเรียกว่าพูดจาอะไรแบบเนี้ย เพราะว่าก็ก็คือยอมรับเลยว่ามันกลายเป็นทราม่าในชีวิตเลยจริง อือ
>> เอ่อ กับการที่ 1 ก็คือรู้ว่าเราไม่ใช่ลูกบ้านนี้ใช่มั้ย เราก็เลยอ๋อ พอเข้าใจแล้วพอโตมาเราก็เข้าใจแล้ว เออทำไมเขาถึงปฏิบัติกับเราแบบนี้ ทำไมเราถึงแบบไม่ได้อะไรในแบบที่เด็กบ้านอื่นๆควรได้ หรือเอ่อเรียกว่าอะไรอ่ะ การที่เขามองบุพการีเราแบบเนี้ย ก็เลยทำให้หลายๆคนน่ะปฏิบัติกับเราแบบนี้
>> อือ
>> ซึ่งมันก็มันก็เป็นการเป็นการเลือกปฏิบัติด้วย ตอนไอซ์เข้ามาอยู่ในบ้านเนี่ย มันก็จะมีลูกของพี่อีกคนนึงที่แบบ เกิดมาแล้วก็อายุไล่ๆกันพอดี
>> ซึ่งในบ้านเนี่ยมันมีความมันมีความทั้งจีนมากๆ แล้วก็แขกมากๆ เพราะว่าแม่บุญธรรมเนี่ยเป็นจีน ส่วนพ่อบุญธรรมอ่ะเป็นอิสลาม ซึ่งทั้ง 2 อย่างเนี้ยมีจุดร่วมกันก็คือว่า จะต้องรักลูกชายหลานชายมากกว่า
>> อือ
>> แล้วก็บ้านเนี้ยมีลูกสาวมาตลอดเลยโอ๋ เอ้อ เนี่ยที่เป็นลูกแท้ๆก็คือเป็นลูกสาวหมดเลย แล้วก็มีไอซ์มาเป็นลูกบุญธรรม
>> ปรากฏว่ามีหลานชายใช่มั้ย โอ้โห มันก็เหมือนกับการตของบ้านเลย
>> อือ
>> ตอนเด็กๆเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร เออแต่พอโตมาเรามองกลับไปเราถึงได้เข้าใจว่า อ๋อ มันคือวัฒนธรรมที่มันถูกฝังรากลึกด้วย
>> ว่าอ
>> ลูกสาวหรือหลานสาวของบ้านเนี่ย ก็จะถูกปฏิบัติอีกแบบนึง อ่า ลูกชายหลานชายจะถูกปฏิบัติในรูปแบบที่มันดีกว่า ได้กินของ ได้ขนม ได้อะไรก็จะได้ในรูปแบบที่มันดีกว่า แต่พอโตมาเราเราเข้าใจสังคมเพิ่มมากขึ้นน่ะ เราไม่โกรธนะ หมายถึงว่าเราเข้าใจหมดว่า เออทำไมทุกๆการกระทำที่มันเกิดขึ้น สิ่งที่เราเจอตอนเด็กๆเนี่ย มันเกิดจากวิธีคิดแบบไหน ก็เพราะว่าสังคมหล่อหลอมมาแบบนี้ คนในบ้านเลยมีวิธีคิดแบบนี้ เขาก็เลยทำกับเราแบบนี้
แล้วการโตมาในบ้านหลังน้อยที่มีพ่อแม่บุญธรรมเนาะ แล้วก็มีพี่น้อง 5 คนเป็น 6 คนน่ะนะครับ เมื่อกี้ฟังความทุกข์ไปละ มันมีความสุขมั้ย มีมีคุณยายเนาะที่ดูแลไอซ์ แล้วก็ดูแลพี่มาจริงๆ คือยายเนี่ยไม่ได้ไม่ได้ไม่ได้เป็นแบบไม่ได้เป็นญาติ ไม่ได้เป็นอะไรในบ้านเลย เหมือนกับรู้จักกับคุณแม่อะไรอย่างเงี้ยแหละ แต่ว่าก็คือเหมือนกับแกก็มาอยู่บ้านนี้แล้วก็มาดูแบบอาสามาดูแลเรา 2 คนเนาะ เรารู้ว่าคนอื่นเนี่ยไม่รักเรา คือมันสัมผัสได้ แต่เรารู้ว่าโอเคมี ยาย แล้วยายเนี่ยเป็นอิสลาม ทุกๆปลายปีอ่ะอิสลามเขาจะมีช่วงถือศีลอดใช่มั้ย
>> แล้วก็จะให้เรียกว่าจะให้ริสกีกับคนที่แบบเป็นผู้สูงอายุ หรือว่าคนที่แบบดูเหมือนฐานะไม่ค่อยดีอะไรเงี้ย
>> คือให้ทาน
>> เออใช่ ก็คือคนคนที่แบบรวยอ่ะก็จะให้ทานใช่มั้ยครับ
>> ซึ่งตอนเด็กๆเราก็ไม่รู้หรอก คือยายก็จะบอกว่าอ่ะช่วงถือศีลอดอ่ะยายยายมีตังค์ เออเราก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันมันมันเกิดจากอะไรอะไรเงี้ยเนาะ แต่ว่าพอช่วงปลายปีอย่างเงี้ยยายก็จะพาไปซื้อของ เออ แล้วก็มีปีนึงที่แบบยายแบบว่าซื้อจักรยานให้แล้ว แบบในที่สุดแบบมีจักรยานแล้ว คือแบบว่าเออตอนเด็กๆคือการได้จักรยานนี่มันแบบโอ้โห คือมันเป็นอีเวนต์ใหญ่ในชีวิตนะ
>> อื
>> เหมือนซื้อบ้านซื้อรถนะเออ ของของเด็กคนนึงอ่ะ แล้วก็มีปีนึงแบบยายแบบซื้อจักรยานให้แล้วแบบว่า
>> เนี่ยคือแบบในที่สุดฉันแบบมีคนที่รักฉันเหมือนแบบที่ครอบครัวอื่นๆน่ะเออเขามีอะไรอย่างเงี้ย ก็คงมียายนี่แหละที่แบบว่าทำให้เออชีวิตเรารู้สึกแบบมีความสุข หรือ หรือได้รับการปกป้อง แต่ว่าเราก็คือเราก็โตไม่ทันรวยไม่ทันที่จะกลับไปดูแลเขาเนาะ
>> อื
>> เออ ยายก็แบบเสียไปในช่วงที่เรากำลังแบบสร้างเนื้อสร้างตัวพอดี
บรรยายฉากชุมชนที่อยู่ให้ฟังหน่อยครับว่ามันเป็นยังไงครับ
>> ถ้าตอนเด็กๆอ่ะก็คือมันก็เป็นเหมือนแบบชุมชนแออัดปกติ ก็คือมีบ้านที่โอเคเราก็รู้กันว่าอ่ะบ้านนี้ขายยา แล้วก็บ้านนี้เสพยา บ้านนั้นมีเด็กท้องก่อนแต่ง บ้านนี้ไม่ได้ไปโรงเรียน บ้านนี้ลูกเกเรอะไรแบบเนี้ย มันมันก็จะมีแบบอย่างเงี้ยปะปนอยู่ แล้วก็อาจจะมีบ้านรวย บ้านรวยก็คือจะไม่ให้ลูกเนี่ยมาเล่นกับพวกเด็กที่เขาคิดว่าเป็นเด็กทะโมนในซอย
>> เออ คือถ้ามามาเล่นผสมกันเมื่อไหร่ก็จะรีบมาจูงลูกแล้วก็ไปจะไปยุ่งกับเด็กพวกนี้ เราก็จะแบบคุยเพื่อนพวกไหนวะ คือนึกออกมั้ยตอนเด็กๆอ่ะเราไม่รู้ว่า
>> ผู้ใหญ่เขาแบ่งแยกเราด้วยอะไร
>> เออ เวลาที่แบบว่าเราก็เล่นกันดีดลูกแก้ว อะไรอย่างเงี้ย แล้วก็จะมีแบบเด็กแต่งตัวสะอาดๆสะอ้านแล้วก็เอ้ยขอเล่นด้วยได้มั้ยอ่ะ เราก็ไม่ได้คือเราไม่รู้เนาะ เราก็โอเค ก็เพื่อนกันหมด
>> อ
>> แม่เขาจะแบบวิ่งมาๆๆๆ อย่าไปเล่นกับมัน เด็กๆพวกนี้
>> อืออื
>> เด็กพวกไหนวะ คือเราไม่รู้ว่าเราทำอะไรผิดอ่ะ
>> อื
>> นึกออกมั้ย เออ แต่ว่าผู้ใหญ่เค้าก็จะมองว่า อ๋อโอเค อีบ้านนี้เนี่ยมันแบบติดยา พ่อมันติดยา ไอ้เด็กคนนี้เนี่ยมันเกิดจากการที่แม่มันเนี่ยท้องก่อนแต่ง ไอ้บ้านนี้เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนเนี่ย ผู้ใหญ่เขาก็จะมองแบบนี้ แต่ว่าเราเป็นเด็กเนี่ยเราไม่รู้ เราก็โอเค แล้วก็มีความสุขแบบในในวัยเด็กอะไรของเรา แล้วก็
>> มันจะมีบ้านหลังนึงซึ่งเป็นบ้านที่เขาเรียกว่าเชิดสิงโต แบบเล่นกะตั้วอะไรอย่างเงี้ย คือไอซ์พยายามจะพูดระวังนะไม่ ไม่ให้คนที่ทำอาชีพเนี้ยรู้สึกว่าไอซ์ไปลดทอนเขา แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่เราเจอ
>> ตอนเด็กๆจริงๆแล้วเรามองเรามองแบบที่เราอยากเข้าไปแก้ไขปัญหานะ ก็คือมันจะเป็นครอบครัวที่เขาก็จะอยู่กันแบบว่านอนกันแบบหลายสิบคนน่ะ ก็คือ
>> เป็นคณะเนาะ
>> เออ เป็นคณะ คือเวลามองเข้าไปอ่ะเหมือนทุกคนก็นอนทับๆกันอย่างเงี้ย เออ
>> แบบมันแบบมันแออัดไปหมด คือให้ความรู้สึกอึดอัดเวลามองเข้าไปในบ้านนี้เนาะ ทุกๆ 2-3 ปีอ่ะเขาจะต้องแบบเหมือนกับมีลูกใหม่ เออ เพราะว่าก็จุดประสงค์เดียวก็คือว่าหาเด็กขึ้นไปยืนบนยอด
>> อื
>> คือเข้าใจมั้ยกระตั้วมันจะใช่ป่ะ ถ้าถ้าใครถ้าใครเคยเห็นก็คือเวลาเขาต่อตัวมันจะต้องมีเด็กตัวเล็กๆที่ขึ้นไปยืนบนยอด
>> อ
>> เค้าก็เนี่ยวิธีการตัดสินใจในการมีลูกของบ้านเนี้ย ก็คือเอามาทำอะไรแบบเนี้ย แล้วพอเด็กบนยอดโตใช่มั้ย ก็จะลงมาเรื่อยๆ แล้วส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ไปโรงเรียน อือฮือ
>> อื ทุกคนก็จะไม่ได้ไปโรงเรียน แล้วก็ทุกคนก็จะติดอยู่ในอยู่ในช่องว่างของปัญหายาเสพติด เพราะว่าก็เหมือนกับทางบ้านน่ะก็ก็ใช้คุณต้องเข้าใจนะว่าอย่างในชุมชนที่มันมีปัญหายาเสพติดมากๆอ่ะ เด็กคนนึงที่โตมาความรู้สึกมันเหมือนแบบเห็นผู้ใหญ่กินโค้กอ่ะ
>> อือ
>> คือมันไม่มีใครมาสอนหรอกว่าอ๋ออันนี้มันแบบเป็นยาเสพติดใช่มั้ย แถมกูไม่ได้ไปโรงเรียนอีก ยิ่งหนักเลย เออ มันก็เหมือนกับเห็นๆคุณใช้ก็เหมือนคุณแบบใช้ยาสามัญประจำบ้านอะไรอย่างเงี้ย
>> ล่าสุดที่ไอซ์กลับไปอ่ะ มันก็คือมันก็ค่อนข้างที่จะดีขึ้นแล้วเนาะ ต้องบอกว่ายุคเนี้ยเด็กมันเกิดน้อยด้วยในชุมชนตอนนี้ก็เลยกลับไปอ่ะมันจะมีแต่ผู้ใหญ่หมดเลย เออ คนมันก็เปลี่ยนวิถีชีวิตไปก็ไม่ไม่ค่อยมีเด็กเด็กวิ่งอยู่ในชุมชนและ แต่ว่าเมื่อก่อนน่ะมันก็มันจะเป็นเนี่ยภาพแบบเนี้ย อื ในชุมชน
แปลว่าได้กลับไปที่ชุมชนเดิมอีกครั้งนึง
>> อื
>> ยังเห็นบ้านตัวเอง
>> ไม่ได้กลับไปแบบไปอยู่หลายวันเหมือนเดิมแล้วนะ ก็คืออาจจะกลับไปแบบบางวันที่โอเค มีนัดรวมญาติ
>> อื
>> เออ แล้วก็กลับไปแล้วก็โอเคอ๋อไปเจอคนนั้นคนนี้ที่เราเคยเจอ แล้วก็ภาพในความทรงจำในอดีตมันก็จะแบบหลั่งไหลหลั่งไหลมาใช่ไหม มันเลยทำให้เราเข้าใจว่าเศษศาสตร์ของคนจนน่ะ มันไม่เหมือนกับคนที่มันไม่เหมือนกับคนที่ฐานะมั่นคงจริงๆ เวลาคุณแบบถามว่า เฮ้ยทำไมทำไมบ้านที่ทำคณะสิงโตอ่ะถึงตัดสินใจที่จะมีลูกทุกๆ 2-3 ปี ทั้งๆที่ก็รู้ว่าตัวเองเนี่ยไม่มีปัญญาเลี้ยง
>> เออ แล้วจะมีมาทำไม แต่เศษศาสตร์ในแบบของเขาอ่ะ การเงินในแบบของเขาคือก็อันเนี้ยคืออาชีพ
>> อ
>> ดังนั้นน่ะ เค้าไม่ได้วางแผนแบบ 3 ปี 10 ปี หรือวางแผนเกษียณ ไม่มีหรอก คือชีวิตเค้าก็คือว่าเฉพาะหน้ารายวัน วันละ 300 500 วันไหนได้มา 1,000 นึงเนี่ย ก็คือโอ้โหแบบเป็นเป็นแบบเป็นอีเวนต์ใหญ่ในชีวิตที่ต้องเฉลิมฉลองกันและ
>> อ
>> มันเลยทำให้ไอเข้าใจนะว่า เออทำไมเวลาคนเมืองบอกโอ้ทำไมคนชนบทซื้อเสียง ทำไมคนในชุมชนถึงยอมรับการระบอบถาม
>> ไอเข้าใจว่ามันเกิดจากวิธีการตัดสินใจแบบไหน
>> อือ
>> เออ แล้วแล้วไอซ์ก็รู้ว่าจะเข้าไปทลายทำลายระบบนั้นได้ยังไง ซึ่งมันไม่ง่าย วิธีการที่แบบว่าได้ผลที่ดีที่สุดก็คือทำให้การศึกษาในประเทศนี้มันไม่เหลื่อมล้ำ
>> อื
>> ทำให้เด็กๆทุกคนเนี่ยได้เข้าสู่ระบบการศึกษา แล้วก็ให้การศึกษาที่ดีๆกับเค้า แต่ว่านี่ไงมันไม่ง่าย ไอ้แก้เรื่องการศึกษาเนี่ยไอคิดว่า 10 ปีอ่ะ เออเออเป็นอย่างน้อยนะ ถ้าตั้งต้นได้เมื่อไหร่นะ ซึ่งอก็ น่าจะยังไม่ได้ตั้งต้นจากสมัยนี้ด้วย
ไอซ์เคยให้สัมภาษณ์ว่าเพื่อนสนิทหลายๆคนก็ติดยา หลายๆคนก็ท้องก่อนแตกหลุดจากการศึกษาออกไปเลย
คนใกล้ชิดบ้านใกล้ชิดเป็นอย่างเงี้ยตลอดเวลา ไอซ์รอดมาได้ไงครับ
>> โชคดี
>> ใช้คำว่าโชค
>> คือไอซ์คิดว่ามันไม่มีอะไรเลยนะ คือก็จะบอกว่าโอ้ยถ้าจะบอกว่าเรารักดีกว่าคนอื่น ถ้าจะบอกว่าเราดีกว่าคนอื่นมันไม่ใช่เลย อ่ะอ่ะ คือถ้าจะบอกว่าเพื่อนไอซ์อ่ะที่ อืม ต้องต้องถูกทำให้เป็นคุณแม่ก่อนวัยเรียน น่ะไอซ์คิดว่าเค้าไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกับไอซ์นะ มันก็คือเด็กหญิงเด็กหญิงเด็กหญิง A เด็กหญิง B ที่ก็เกิดมาในครอบครัวแบบเดียวกันคล้ายๆกัน เรียนที่เดียวกัน อะไรอย่างเงี้ย คือถ้าจะไม่บอกว่าโชคดี แล้วจะบอกว่าอะไรอ่ะ เพราะว่าเราก็ถูก approach จากคนจากคนกลุ่มเดียวกันแบบเนี้ยเหมือนๆกันด้วยนะ
>> อืออื
>> เออ ซึ่งต้องบอกว่าการที่คุณอยู่ในชุมชนแบบเนี้ย มันก็จะมีพวกพวกแก่ตัณหากลับอ่ะ
>> เออ
>> ที่แบบเค้าก็จะเข้ามาเอาเปรียบเด็กๆเด็กผู้หญิงอะไรอย่างเงี้ยอ่ะ ยิ่งบ้านจนใช่ไหม เค้าก็จะเข้ามาแบบเอามือ 40 บาท เออ เนี่ยเอาไปซื้อขนม ถ้าสมมุติว่าเรารับมาก็แปลว่าเราจะต้องแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างให้กับเขาใช่ป่ะ แล้วถ้าเรารู้สึกว่าเอ้ย
>> ได้รับประโยชน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็คือเรียกว่าอะไรเราประเมินไม่ถูกหรอกว่าสิ่งที่เราจะต้องจ่ายอ่ะมันมีมูลค่าแค่ไหน
>> อือ
>> หรือว่าเราประเมินไม่ถูกหรอกว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำอ่ะมันถูกหรือไม่ถูกกฎหมายหลักศีลธรรมจรรยา คือเราไม่รู้อะไรเลย คือเราเป็นเด็กอย่างเพื่อนไอซ์อ่ะ
>> ก็คือเค้าก็เอาเงินมาให้เนาะ แล้วก็อ่ะตอนแรกให้เล็กๆน้อยๆ ก็ขอกอดขอหอมอะไรแบบเนี้ย เออแบบสัมผัสเนื้อตัวร่างกาย แต่คืออย่างเราอ่ะเราก็รับมาแล้วก็รู้สึกแบบ คือเราไม่รู้ว่าเป็นมันเป็นความรู้สึกอะไร แต่เรารู้สึกว่ามันไม่สบาย มันไม่สบายใจ
>> อือ
>> คือแบบเราไม่ชอบที่ใครมาแบบมาจับมาอะไรแบบเนี้ย เออ
>> แบบว่าเคยรับเงินมาแล้วก็เคยถูกสัมผัส
>> ใช่ แล้วเราก็รู้สึกว่าเราไม่สบายใจ เราก็เลยแบบว่าไอ้ไม่เอาแบบวิ่งหนี ก็จะมีเพื่อนบางคนที่แบบเออเขาก็อดทน เพราะว่าก็
>> คือความจนมันจะบอกว่าความจนมันทำให้เรามันทำให้เราตัดตัดสินใจแบบนั้นจริงๆ คือเด็กคนนึงอ่ะคุณที่แบบว่าถ้ายิ่งบ้านคุณไม่มีข้าวกินน่ะ มีคนมาให้คุณ 40 50 อ่ะ แล้วแลกกับการสัมผัสอะไรอย่างเงี้ย คือบางทีคุณอาจจะแบบเฮ้ยไม่ได้เนี่ยบวกลบคูณหารไม่คุม แต่คุณต้องเข้าใจว่าเฮ้ยบางคนมันไม่มีข้าวกินนะเว้ย พ่อแม่ไม่ได้เอาใจใส่ อะไรขนาดนั้น ไม่ได้มีค่าขนมนะเว้ย
>> เนี่ย แล้วแบบมันคือเด็กที่แบบเด็กมากๆ ซึ่งจริงๆก็คือต้องไปให้อีผู้ใหญ่เนี่ย มันมีสามัญสำนึกก็คือเค้าก็ไม่มีด้วยไง เออ ดังนั้นน่ะมันก็เลยอันเนี้ยอย่างเพื่อนไอซ์ก็คือสถานการณ์มันก็บานไปอ่ะ จากตอนแรกก็คือแบบขอแตะเนื้อต้องตัวใช่ไหม หลังๆก็คือให้ไปไปรับที่ห้อง
>> อื
>> ห้องเค้า ซึ่งเพื่อนก็เหมือนกับอ่ะก็ไม่สบายใจใช่มั้ย ก็มาบอกว่าเออเนี่ยถ้าแบบเราหายไปนานก็คือแบบไปเรียกเรานะ คือทุกคนคงจินตนาการออกเนาะ อ่ะสุดท้ายก็คือเพื่อนคนนั้นก็ต้องออกจากห้องเรียนแล้วก็หายไปเลย เพราะว่าแม่เค้าก็อายอ่ะ ที่แบบคือทุกวันนี้สังคมก็ยังเป็นแบบนี้อยู่นะ คือถ้าแบบเด็กท้องก่อนวัยเรียนเนี่ย พ่อแม่ก็ต้องรู้สึกแบบโหอับอาย แล้วก็ต้องออกไปจากชุมชนนั้น เพราะว่าแบบทนไม่ไหว
>> ซึ่งอายุประมาณสักเท่าไหร่ฮะ
>> ไอซ์จำได้ว่าเพิ่งเริ่มมีประจำเดือนเลยอ่ะ เออของตัวเองนะ
>> แบบ
>> จำไม่ได้ว่าอายุเท่าไหร่ แต่แบบเพิ่งเริ่มเลยอ่ะ
>> อื เด็กมากอ่ะ แล้วตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนเรา นึกออกป่ะ เฮ้ยเพื่อนเราหายไปไหนวะ โอเค แต่จำได้ว่าเกิดเหตุการณ์ประมาณนี้ อ๋อ พอโตมาพอได้เข้ามหาวิทยาลัย อ๋อโอเคกูเข้าใจแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนกู
ไอซ์บอกว่าจุดเปลี่ยนแรกคือการเจอคุณแม่แท้ๆ
>> อ่า
>> นะฮะในวัยประถมเนี่ยแหละฮะ ตอนที่เจอหน้าคุณแม่ครั้งแรก คุยอะไรกัน แล้วความรู้สึกมันเป็นยังไง
>> คืออ่ะสำหรับเราเค้าก็คือคุยคนแปลกอ่ะ แล้วก็ก็ไม่รู้ว่าคือถ้าให้จำได้สถานการณ์เลยก็คือว่า ไปโรงพัก เหมือนกับตีกันแม่ๆกับแม่บุญธรรมอะไรอย่างเงี้ย แบบเคลียร์ๆกันไม่ลงตัว
>> คือเค้าจะเอาคืนเหรอ ขอคืน
>> เออ อะไรประมาณนั้นน่ะ แล้วก็คือไม่ไม่อยากแบบลงรายละเอียดนะ เพราะว่ามันเป็นก็เป็นคงเป็นความขัดแย้งในอดีต แต่ว่าโอเคภาพจำก็คือว่าไปโรงพัก แล้วเราก็นั่งร้องไห้ว่าแบบ คือกูจะต้องติดคุกมั้ยเนี่ย คือไม่รู้ว่าตอนเด็กๆเราไม่รู้ว่าแบบเกิดอะไรขึ้นกับเรา เออ เราจะต้องไปอยู่ที่ไหนอะไรเงี้ย แบบร้องไห้อ่ะ สุดท้ายก็คือมีช่วงนึงที่อ่ะตีตีแม่แท้ๆตีกันสำเร็จ แล้วก็เอาเราไปเลี้ยงดู
>> อือ
>> แต่คือก็ต้องบอกว่าคือชีวิตของคุณแม่คือ เรามองกลับไปด้วยความเข้าใจนะ
>> คือเค้าก็ยังทำอาชีพแบบเดิม ก็คือเป็นเป็นเป็นนักร้องกลางคืนอะไรเงี้ย แล้วเราก็ต้องใช้ชีวิตอยู่แบบนั้นน่ะ กลางวันที่เราจะต้องออกไปวิ่งเล่นน่ะ เค้าก็จะนอน
>> อื
>> ซึ่งมันมันชีวิตมันไม่แมชกัน
>> อื
>> แล้วเค้าก็ยังเด็กเกินกว่าที่จะเห็นปัญหา นี้เค้าอยากจะกลับมาดูแลเรา
>> เออ มันมีช่วงที่เขาอยากจะกลับมาดูแลเรา
>> แต่ว่าสุดท้ายแล้วคือมันไม่เวิร์ค สุดท้ายก็คือกลับมาอยู่กับอยู่กับแม่
>> แม่บุญธรรมใช่บุธ
>> แล้วก็แล้วก็อยู่ในบ้านเนี้ย แล้วก็เออมันก็ขาดหายกันไปในชีวิตก็แบบว่า มันก็ไม่ไม่ค่อยได้ติดต่อกันแบบว่าแบบต่อติดขนาดนั้นน่ะ อื
อครับ แล้วก็ เอ่อ ช่วง ม. ปลาย ก็มีเหตุให้ไม่ได้เรียนต่อ ต้องไปเรียนพาณิชย์
>> อ ใช่
>> ถ้าแต่โชคดีได้กลับมาเนาะ ถามคือถ้าวันนั้นไม่ได้กลับมา คิดว่าเส้นทางชีวิตจะเป็นยังไงต่อไป
>> นึกไม่ออกเลยอ่ะจริงๆ มันอาจจะมีลูกสร้างครอบครัวไปแล้วก็ได้
>> อื
>> คือเวลาเราพูดว่าสิ่งต่างๆมันไม่ดีอ่ะ มันไม่ใช่เพราะว่าเราเหยียด หรือว่าอะไร แต่คือเราอ่ะเข้าใจแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น อย่างโรงเรียนพาณิชย์อย่างเงี้ย เพราะว่าสังคมดันมีค่านิยมว่าเด็กที่เรียนไม่เก่ง อ่ะ ก็คือจะไปเรียนพาณิชย์
>> อ่า ถ้าคุณเรียน 4 5 6 ไม่ไหว คุณไปเรียนพาณิชย์ใช่มั้ย ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่โรงเรียน เอ่อ พาณิชย์ หรือว่าโรงเรียนที่แบบสอนวิชาชีพเนี่ย มันคือว่าคุณเรียนเกี่ยวกับวิชาชีพสายนั้นเลยอ่ะ คุณจะเป็นช่างคุณไปเรียนช่าง คุณเรียนบัญชีคุณก็เรียนบัญชีตั้งแต่สายนี้เลย
>> แต่ว่าค่านิยมของสังทั้งสังคมอ่ะดันมองว่าสายวิชาชีพอ่ะมันให้คุณค่ามันน้อยกว่าสายสามัญ เราเราต้องยอมรับว่าค่านิยมสังคมเรามันเป็นแบบนั้น แล้วเราต้องมาคุยกันว่าเปลี่ยนค่านิยมนี้ยังไงดี
>> เพราะพอมันมีค่านิยมแบบนี้ในสังคมปุ๊บ ก็กลายเป็นว่าผู้ปกครองเนี่ยเวลาลูกเรียนไม่ดี มีพฤติกรรมอะไรไม่ดีอะไรเงี้ย เขาก็จะลูกส่งลูกมารวมอยู่ที่เดียวกัน
>> อ่า พูดตรงๆว่าเด็กๆเนี่ยมันก็คือเค้าก็เค้าก็รู้ เค้าก็เข้าใจนะว่าสังคมคิดกับเค้ายังไงอ่ะ อ่า คิดว่ากูแบบเป็นแบบนี้ใช่ไหม กูก็เป็น
>> อื
>> เออ แบบเฮี้ยวๆ แบบทำตัวเป็นปัญหา บางคนก็คือบางคนคือเลือกจะเป็นปัญหาทางสังคม แค่เพราะว่าก็กูประชดอ่ะ
>> อื
>> กูทำให้มึงดู มึงบอกกูเป็นปัญหาใช่มั้ยอ่ะ ได้
>> คือแล้วเราก็ต้องมาถามว่าเราจะเปลี่ยนนอมสังคมยังไงดีวะ เพราะว่าไอซ์ไปเรียนพาณิชย์มาปีนึงอ่ะ มันก็ทำให้เห็นเนาะ สังคมภายใน หรือว่าหลักสูตรที่แบบตอนนั้นยังเรียนพิมพ์ดีดอยู่ ทั้งๆที่ไม่มีใครใช้พิมพ์ดีดกันแล้ว
>> เออ แบบ
>> อ่างบประมาณเนาะ ค่านิยมการแบบว่าจัดหลักสูตรนู่นนี่นั่นน่ะ คือทำยังไงให้โรงเรียนพาณิชย์มันเป็นโรงเรียนที่แบบเป็นวิชาชีพจริงๆ อันเนี้ย
>> อือ
>> เมื่อก่อนเราก็ใครจะแก้ไขปัญหานี้วะ อ๋อ พอมาเป็นนักการเมืองกูรู้แล้วรัฐบาล
>> อื
>> แก้เรื่องค่านิยม แก้เรื่องการจัดสรรงบประมาณ เรื่องหลักสูตร ทำยังไงให้เอ่อคนที่เรียนพาณิชย์ หรือเรียนสายสามัญเนี่ย รู้สึกว่ามันไม่แตกต่างกันมาก คนที่ต้องแก้ไขความรู้สึกที่มันเหลื่อมล้ำกันตรงเนี้ย ก็คือรัฐบาล
ซึ่งที่ไอซ์ต้องไปเรียนพานิก็เพราะว่า เอ่อ ที่บ้านไม่มีเงินสด ก็เลยต้องทำงานช่วงกลางวันไปเรียนช่วงเย็นอะไรเงี้ยนะฮะ แต่สุดท้ายก็ได้กลับมาเรียนสามัญ และพร้อมกับการเปิดตัวคุณพ่อที่แท้จริง เหตุการณ์เป็นยังไงครับ
>> เราทำงานตอนเช้าใช่มั้ย แล้วก็หลังเที่ยงไปเนี่ย ก็จะไปเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านติ่มซำ ก็มีอยู่วันนึงที่ไปทำงานเนี่ยแหละ แล้วแม่ก็โทรมาแบบว่า เออโทรมาใช่มั้ย แล้วก็ไม่ได้รับอะไรอย่างเงี้ย เราก็โทรกลับไปตอนประมาณ 2:00 น. 3:00 น. แม่ก็บอกว่าหนูทำงานอะไร ก็บอกว่าก็วันนี้คือเค้าล้างร้านมันก็เลยกลับดึก หนูทำงานอะไรหนูบอกแม่มา ซึ่งหนูก็แบบว่าหนูทำงานร้านติ่มซ้ำ แม่คิดว่าหนูทำงานอะไร แม่พูดมาบอกว่าหนูทำงานอะไรหนูบอกแม่มา แล้วก็แบบร้อง ผมร้องไห้ ก็คือเขาคงคิดว่าเราแบบไปแบบทำอาชีพขายบริการอะไรอย่างเงี้ย
>> ซึ่งก็บอกว่าโอ๊ยไม่ คือก็เข้าใจวิธีคิดเค้าอ่ะนะ เออแต่ว่าเราไม่ได้ทำ สุดท้ายก็คือเขาก็เหมือนกับไปติดต่อคุณพ่อมั้ง ซึ่งจริงๆเราก็ไม่มีไม่รู้เลยนะว่าพ่อเราเป็นใครอะไรเงี้ย ก็ไม่มีทั้งในแบบทะเบียนวงทะเบียนบ้านอะไรอย่างเงี้ย ก็ตอนนั้นก็คือได้รู้ว่าโอเคอ่ะ สรุปกูมีพ่อละ เซอร์ไพรส์ เออ แล้วก็แล้วก็เลยขอเขาว่าเอจะกลับมาเรียนสายสามัญ เพราะว่าเนี่ยอยากจะแบบเป็นหมอ อยากจะเราอยากกลับมาหาสังคมเดิม
>> อื
>> แล้วพอแบบจะมีโอกาสที่จะกลับมา เราก็เลยอ่ะฉันเลือกจะกลับมา ซึ่งเราก็คิดว่ากลับมาแล้วแบบมันจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ ปรากฏว่าก็ไม่ใช่
>> อ
>> เพราะว่าเพื่อนก็ไปอยู่ ม.5 แล้ว เราต้องกลับมาเรียน ม.อือ
>> เราก็จะถูกมองในในโรงเรียนด้วยสายตาที่ว่ากลับมาทำไมวะ เออ แล้วก็ก็ถูกเลือกปฏิบัติจากเพื่อนๆในห้องด้วยนะ แบบเออเพื่อนๆในห้องก็จะรู้สึกแบบมันแปลกอ่ะ ที่แบบอยู่ดีๆมาเรียนร่วมกับรุ่นพี่ คือประถมใช่มั้ย
>> อ
>> มันก็แต่ก็สุดท้ายก็คือก็ก็ได้กลับมาเรียนมาเรียนมาเรียนมาเรียนสายสามัญ 4 5 6
>> ตอนเจอคุณพ่อครั้งแรก จำวันนั้นได้มั้ย
>> จำได้ก็คือโต๊ะนัดนัดมาเจอกันใช่มั้ย ก็คือบอกโอ้มาร้านติ่มซำแล้วเค้าก็เข้ามา บอกอ่ะเค้าก็แบบจะแบบเหมือนกับพิมพ์บอกว่าโอเคมาแล้วนะ นั่งอยู่ตรงนี้ เราก็โอเค รู้แล้วว่าใคร ยังไม่กล้าเข้าไปทักกันเลย ก็เหมือนกับเข้าไปเสิร์ฟน้ำแล้วก็เสิร์ฟอะไรอย่างเงี้ย ก็ยังไม่มีคำพูดอะไรกันเลย เออ แล้วก็แยกย้าย
>> เออ
>> ทำไมอ่ะ ทำไมถึงไม่ นี่ไอซ์เองอะไรเงี้ยไม่ ไม่ทำตัวฮะ
>> จริงๆมันไม่ใช่เรื่องแบบโรแมนติกอะไรขนาดนั้นนะ เพราะว่าอย่างพ่อไอซ์เองก็คือเค้ามีลูกแบบ 5-6 คนน่ะ
>> อื
>> แล้วก็คนละแม่หมดเลย มันคงไม่ใช่บิ๊กอัลไลในชีวิตเค้า แต่ว่าโอเคมันก็เป็นแบบว่าเรื่องแปลกๆในชีวิตเราเนาะ ซึ่ง
>> ก็ไม่รู้จะคุยอะไรกันน่ะ มันแบบ
>> เออ วันนั้นมันก็ไม่รู้จะคุยอะไร ก็อ่ะเสิร์ฟน้ำ
>> แล้วก็เสิร์ฟติ่มซำ แล้วก็
>> เออ ไปยืน กูมีพ่อแล้วว่ะ เออ พ่อกูกำลังนั่งอยู่ในร้านที่กูเสิร์ฟติ่มซำ ก็แปลกดี กูต้องรู้สึกไงวะ
>> อื
>> อะไรแบบเนี้ย
ก็เป็นชีวิตในวัยเยาว์ และสุดท้ายก็อก็เรียนดีอยู่แล้ว เลยสอบเข้าธรรมศาสตร์ได้ สอบตรงเข้าธรรมศาสตร์ได้
>> ใช่ๆ
>> เปลี่ยนชีวิตไปยังไงบ้าง
>> จริงๆคือต้องบอกว่าไม่ได้อยากเข้าสายนี้ด้วย แต่ตอนนั้นน่ะก็คือสอบตรงก็เหมือนแบบ จำได้ว่าเพื่อนๆก็เลือกกันแล้วก็ไปแบบหอบกันไปสอบใช่มั้ย แล้วก็เพื่อนไปเราก็ไป ด้วย ปรากฏว่าพอติดตอนติดธรรมศาสตร์อ่ะ คือเราก็ไปบอกแม่บุญธรรมว่าโอเคติดธรรมศาสตร์นะ สถิติวิทยาสถิติในใจก็คือบอกเฉยๆ ยังไม่ได้จะเอา
>> อื
>> แต่แม่บุญธรรมเนี่ยไปประกาศทั้งซอยบ้านหมดแล้ว แล้วก็ความชุมชนแออัดอ่ะคือ โอ้โห มีใครสักคนนึงติดจุฬาธรรมศาสตร์นี่มันแบบ คนต้องแบบร่วมกันเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่นี้
>> อ
>> ก็เลยแบบอ่ะทุกคนแบบเดินออกไปซื้อของโอ้โห ไปน้องไอซ์เก่งมากเลยติดธรรมศาสตร์นี่ ตั้งใจเรียนไม่ได้และ ถ้ากูไม่เรียนเนี่ย
>> ถ้าสละสิทธิ์ไป
>> แล้วไปสอบปกติ
>> เออ แล้วมันแล้วมันไม่ได้มันไม่ได้แล้วมันไม่ได้จุฬาไม่ได้ธรรมศาสตร์เนี่ย
>> มันไม่ใช่แค่ตัวกูและ คือแม่ต้องด่ากูแน่ๆเลย
>> อือ
>> เออ ก็เลยแบบอ่ะรักษาหน้าให้แม่บุญธรรม
>> อือ
>> ก็เลยเลือกเรียนธรรมศาสตร์
>> ครับ
>> เออ แล้วก็มันก็ไม่ใช่คือจริงๆมันไม่ใช่สายที่เราแบบอินอะไรขนาดนั้นน่ะ สถิติ แต่ก็คือแบบ
>> ก็เรียนไปแล้วก็ได้รู้ว่าโอเคไม่ได้มีกูคนเดียวแบบว่าทั้งมหาลัยเนี่ยก็เต็มเลยที่ไม่ได้ไม่ได้เรียนในสายที่ตัวเองอยากเรียนนะ มันคงไม่เป็นไรมากมายนักหรอกวะ เออ เรียนให้จบไปอะไรอย่างเงี้ย
>> เออ แต่ว่าตอนระหว่างเรียนไปด้วยเราก็มีมีเรียกว่ากิจกรรมหลายอย่าง
>> คือพอขึ้นธรรมศาสตร์ปุ๊บเนี่ย เข้าใจว่า
>> สักปีต่อมามันรัฐประหาร
>> อ่า
>> เออ แล้วก็ก็คือคุณพ่อเราเนี่ยเราก็โอเค ได้ร่วงรู้ว่าอ๋ออาชีพเค้าก็คือทำบ่อน
>> เป็นเออเป็นพนักงานใช่มั้ย เค้าก็แบบว่าก็คือเค้าไม่ได้วางแผนการเงินอะไรในชีวิตเลยนะ พอแบบอ่ะไม่มีงานทำะแยกย้าย เราก็แบบว่า What จากที่แบบคุณพ่อส่งเสียใช่มั้ย
>> ถ้าบอลถูกปิดก็เลย
>> คือมันจากแบบสูงมาก หมายถึงว่าโอเคพ่อดูแลทุกอย่าง กลับมาอยู่จุดจุดที่ จะบอกว่ายังไงดีอ่ะ คือถ้าคุณเป็นนักศึกษาคนนึง แล้วคุณรู้สึกว่าไม่ใช่รู้สึกอยู่ดีๆครอบครัวคุณบอกว่าหยุดส่งเสีย
>> อื
>> 1 ค่าหอ ค่าเทอม ค่ากิน ค่าหนังสือ ค่าทุกสิ่งทุกอย่าง คือยังไงชีวิตกูเออ
>> นั่นคือตอนปี 2
>> ใช่
อ่ะ หยุดตรงนี้ไปสักครู่นึงนะฮะ เอ่อ ไอซ์อยู่ในชุมชนที่ที่อย่างที่บอกว่าก็ทั้งรักทั้งเกลียดอ่ะเนาะ
อยากจะออกตัวเองออกมาตลอด เรียนธรรมศาสตร์ รังสิต ได้มาอยู่หอแล้ว เวช ได้ออกมาจากชุมชนนั้นแล้ว เว้ย ฉันได้อยู่อีกโลกใบนึงแล้ว วันที่เอ่อเป็นปี 1 แล้วเข้ามาแบบอยู่มีชีวิตใหม่ อ่ะฮะ แล้วเจอเพื่อนกลุ่มใหม่ ชีวิตเป็นไงบ้าง
>> เริ่มเข้าใจคำว่าเหลื่อมล้ำ มันจะมีคือมหาวิทยาลัยเนี่ย มันน่าจะเป็นด่านแรกในชีวิตของใครหลายๆคน ที่เราจะได้เจอคนในแบบที่มันวาไรตี้มากๆ
>> อื
>> คือตอนเราอยู่โรงเรียนเราอยู่โรงเรียนเก่าอ่ะ คือมันในโรงเรียนเนี่ยมันก็คือเรียกว่าศูนย์รวมคนในชุมชนย่านนั้นถูกป่ะ
>> มันก็ค่าเฉลี่ยทางเศรษฐกิจ
>> อื
>> เอ่อ วิธีคิด วัฒนธรรม มันก็จะแบบประมาณนั้น
>> ไม่ต่างกันมาก
>> เออ พอขึ้นมหาลัยเนี่ย มีคนขับรถมาเรียนด้วยได้ด้วยหรอ อยู่ปี 1 รถสปอร์ตได้หรอวะ คือสำหรับเราที่มาจากฐานะแบบเนี้ย มันมันได้หรอวะ
>> อื
>> หลายๆคนก็ใช้แบรนด์เนม หรือว่าอะไรอย่างเงี้ย ที่มันที่มันแบบโอ้โหเกินกว่าฐานะ หรือว่าเกินกว่าที่เราจะเก็บเงินได้ในหลายๆเดือนมาซื้อด้วยซ้ำอ่ะ
>> แล้วเริ่มอยากมีอย่างเพื่อนๆเค้ามีบ้างมั้ย
>> อยากอยู่แล้ว ไอซ์คิดว่าทุกคนเป็น แต่ว่ามันก็จะทำให้เราเนี่ย คือไอซ์เนี่ยก็คือทำงานตอนนั้นก็คือทำหลายอย่างเลย พอ
>> คุณพ่อหยุดส่งแล้ว
>> ใช่ แล้วก็แล้วก็มันก็คือแบบจะบอกว่าอยากได้อยากมีมันก็ไม่ผิดนะ อยากจะแบบสวย อยากจะแบบแต่งตัว อยากจะอะไรอย่างเงี้ย
>> มันก็เลยทำให้เราอ่ะ เอ่อทำงานหนักมาก ก็คือตอนนั้นน่ะ สอนฟิสิกส์ เคมี ชีวะ สอนเลข สอนพิเศษไปสิงตามแอดดอน หรือว่าตามแบบว่า
>> เอ่อ ห้างสรรพสินค้าที่ เออแล้วก็แล้วก็ไปใช้ไปใช้บริเวณนั้นน่ะ ในการในการในการสอนน้องๆ เออ หรือว่าถ้าบางบ้านที่เขา้า ให้ไปสอนที่บ้านก็คือก็ดีหน่อยก็คือมามีพื้นที่ของเขาก็เราก็ไปสอนได้
>> อ
>> ก็เนี่ย สอนพิเศษ แล้วก็ไปเป็น MC ไป
>> MC ประเภทไหนฮะ
>> แบบว่า งานแบบ Voice ขายของในห้างอะไรอย่างเงี้ย แบบที่มีโปรโมชั่นคบอะไรเงี้
>> ใช่ ก็คือแบบก็เคยก็เคยไปทำ แล้วก็ไปทำงานแบบว่า อ่า ร้านกาแฟใช่มั้ย หรือว่าโหตอนนั้นคือก็คือถ้ามีอะไรที่เราแบบเห็นช่องทางว่าเราทำได้ แล้วมันแมชกับเวลาของเราที่เหลืออยู่ อ่ะ
>> อ
>> ก็คือทำหมดเลยทุกอย่าง สอนพิเศษ แล้วมันมีงานนึงก็คือมันแบบมันไกล ก็คือเราอยู่ธรรมศาสตร์ใช่มั้ย แต่ต้องมาสอนที่บางแค
>> โอ้โห
>> เออ คือมันไกลใจมาก แต่ว่าก็เป็นงานที่ได้เงินเยอะ เพราะว่าน้องฐานะดี 2 คน แล้วน้องก็รักเราด้วย อยากเรียนกับเราอะไรเงี้ย ก็จริงๆคือถ้าถ้าคำนวณเวลาและสุขภาพก็คือไม่คุ้ม แต่ว่าน้องอ่ะตั้งใจเรียน ก็เลยแบบโอเคแบบก็ยอมสอน แล้วก็เลยมาคุยกับคนที่ เป็นคนขายงานสอนให้ว่าแบบ เออเนี่ยเออมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้นะ แต่ว่าไม่เป็นไร แบบเล่าให้ฟังเฉยๆ เออว่างานมันยาก งานมันลำบาก แต่ว่าแต่ว่าน้องอ่ะตั้งใจเรียน อะไรอย่างเงี้ย ก็มาฟีดแบคคนเนี้ย ก็คือจริงๆก็คือแฟนเก่าเรา
>> เหมือนกับตอนนั้นยังไม่ได้รู้จักกัน ซื้องานสอนจากเขาเฉยๆ แต่พอเขาเห็นว่าเรามาฟีดแบคบ่อยๆ แล้วเขาก็บอกว่าเออ
>> เป็นคนขยันทำมาหากินเหมือนกัน ถ้างั้นมาช่วยกันทำมั้ย เออ มาขายงานสอนพิเศษอะไรอย่างเงี้ย แล้วมันก็เลยเริ่มทำให้เราเนี่ยรู้ว่า อ๋อโอเค การสร้าง content ใน Instagram ใน Facebook อ่ะมันทำยังไง
>> ซึ่งเค้าทำมาก่อน
>> ใช่
>> อ่า ทำเพจให้ความรู้
>> ก็คือใช่ใช่ คนรู้ เฮ้ยเพจนี้มันดูมันมี ความรู้
>> เราก็ขายงานสอนพิเศษไปว่าโอเคเรามีครูมี อะไรแบบนี้ที่จะมาแมตช์แล้วก็มามาสอนคุณได้
>> เออ เราก็เราก็เลยเนี่ยภูพักรักจำจากอันเนี้ยไป ก็เริ่มแบบบิ๊วขึ้นมาเป็นโปรไฟล์ ในการที่จะแบบไปเอาของจากสำเพ็ง จากเสือป่าอะไรอย่างเงี้ยมาขาย เออ แล้วหลังจากนั้นก็ก็คือก็คือเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ ก็สั่งจากจีนบ้าง อะไรบ้าง อะไรเงี้ย แล้วก็ร้านก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆๆๆ
>> ก็เลยเป็นชีวิตที่เริ่มจับเงินหลักหมื่น หลักแสน
>> ใช่ใช่
>> แล้ววันที่มีเงินเอ่อเป็นกอบเป็นกรรมแล้วเอาเงินไปทำอะไร
>> ตอนนั้นน่ะ เก็บเงินได้เป็นก้อนใช่มั้ย ก็คือไปตามความฝันเลย คือไป Work and Travel
>> ที่ไหนฮะ
>> ไป เอ่อ South Carolina อเมริกา
>> เป็นการไปเมืองนอกครั้งแรกมั้ยครับ
>> ใช่ในชีวิต แล้วตอนนั้นน่ะมีเงินเก็บอยู่ประมาณแบบ จำได้ว่า 700,000 มั้ง แต่คือเราต้องใช้ครึ่งนึงอ่ะ ประมาณ 400,000 เพื่อไปอันเนี้ย ซึ่งแบบว่าโห คือแบบการเรียนมหาลัยแล้วทำงานจนเก็บเงินได้ 700,000 นี่ โอ้โห หัศจรรย์มากนะ
>> เออก็ จริง โอ้โห ไอซ์ทำงานหนักมากจริงๆ แบบว่าคือถ้าให้ถ้าให้ตอนเนี้ยกลับไปอ่ะทำแบบนั้นไม่ได้ละ คือมันคือการแบบแบกกระสอบ 4 กระสอบขึ้นรถเมล์อ่ะ
>> ทุกสัปดาห์ใช่เดี๋
>> อ
>> แล้วก็จำไม่ขึ้นตุ๊กๆ ไม่ขึ้นแท็กซี่อ่ะ
>> ไม่เปลือง คือใช้แรงเพื่อที่จะลดต้นทุน
>> อือ
>> เออ ตอนนั้นน่ะมันแบบคิดประมาณเนี้ย แล้วก็ทุกวันก็คือไม่ไม่ค่อยได้ไปเรียนนะ ก็แบบนั่งแพ็คของอยู่ในห้อง แล้วก็เออถ่ายรูปลงของ เลือกของอะไรอย่างเงี้ย
>> ซึ่งแฟนเก่าก็ช่วยกันทำได้มั้ยฮะ
>> ตอนนั้นยังไม่ยังยังไม่เจอกัน คือมาเจอกันอีกทีเนี่ย ก็คือตอนหลังจากหลังจาก Work and Travel ละ
>> อ่า
>> เหมือนกับชีวิตก็คือเจอกันช่วงนึงแล้วก็ ได้ได้ครูพักรักจากเขาแล้วก็เอามาสร้างเป็นร้านใช่มั้ย
>> แล้วก็มามาเจอกันหลังจากแบบ Work and Travel
>> เออ
>> ตอนที่ชีวิตเริ่มลงตัวแล้ว
>> ใช่ใช่
>> แล้วการไปอเมริกาครั้งนั้นเป็นยังไงบ้าง เปลี่ยนชีวิตเปลี่ยนมุมมองเป็นยังไงบ้าง
>> คือมันก็เป็นการแบบตัดสินใจครั้งใหญ่ ในการใช้เงินที่หามาอย่างยากลำบากใช่มั้ย ก็แต่ว่าก็คิดว่าไปยังไงก็ต้องไปแบบว่าสักครั้งในชีวิตเว้ย คือเออเนี่ยไม่เป็นไร เงินกูหามา เดี๋ยวหาใหม่ได้ เดี๋ยวถ้าแบบโอเค Work and Travel ก็อาจจะได้เงินเพิ่ม อวาดฝันอะไรไว้
>> จริงๆคือตอนแรกอ่ะจะไป เอ่อ มันเรียกว่า
อะไร Yellow Stone? ก็คือเป็นอุทยานแห่งชาติใช่มั้ย แล้วก็ภาษาเราอ่ะไม่ไม่ได้แย่มากพอจะพูดสื่อสารได้ เค้าจะให้เราไปขายบัตร ก็ถือว่าโอเค เป็นงานที่โอเคในระดับนึง แล้วก็อ่ะ เตรียมตัวแล้วว่าโอ้โหคือมันไกล ใช่มั้ย เราก็ต้องไปอยู่แบบว่าอยู่ลำบากเหมือนกัน เหมือนอยู่แบบชนบทอ่ะ เพราะว่ามันเป็นอุทยานแห่งชาติ
ก็เตรียมตัวแล้ว แต่ปรากฏว่าก็มีเพื่อนกลุ่มนึงมาบอกว่า เฮ้ยเนี่ยเอ้ยไปด้วยกันสิเนี่ยมี 5 คนและไปอยู่ด้วยกันเป็น 6 คน มันจะเล่นเป็นคู่ จากอันที่เราตัดสินใจไว้อ่ะ เราก็มากับเค้า
ปรากฏว่าคือพออยู่ไปอ่ะ มันก็เริ่มมันก็เริ่มมีปัญหากันน่ะเนาะ ซึ่งไอคิดว่ามันก็เป็นปัญหาของแบบวัยรุ่นน่ะ เออแบบผลประโยชน์ไม่ลงตัว คนนั้นรู้สึกว่าคนนี้เอาเปรียบ ทำงานบ้านน้อยกว่านู่นนี่นั่นอะไรอย่างเงี้ย เราก็รู้สึกว่าเอ้ยเราก็ทำเยอะ แล้วก็เกิดการแบบโอเคทะเลาะเบาะแว้ง สุดท้ายก็กลับมาก่อนเวลาจริงๆ คือต้องอยู่ 4 เดือนใช่มั้ย แล้วก็อาจจะบวกไปได้อีก 2 ไปเที่ยว แต่เราอยู่แค่ 2 เดือน เพราะว่าก็คือทะเลาะกับเพื่อนเนี่ยแหละ แล้วมันแบบมันเฮิรตมาก เพราะว่าเราก็รู้สึกว่าเฮ้ยเราอ่ะทิ้งงานที่ดีกว่ามาอยู่กับพวกเขา แต่ว่าคือสุดท้ายคือเหมือนกับพวกเขาก็แบบเหมือนรวมหัวแล้วก็ทิ้งเราไป อะไรเงี้ย แล้วก็อยู่ได้ 2 เดือนแล้วก็กลับมาแบบ 400,000 กูละลายหายไป กับละลายหายไปกับเนี่ย อะไรที่แบบเรียกได้ว่าไม่สำเร็จอ่ะ
แล้วก็เลยเป็นบทเรียนครั้งสำคัญในชีวิต ว่าจากวันนั้นมาจนวันเนี้ยคือไอซ์ได้บทเรียนอย่างนึงก็คือว่ากูจะไม่ให้ใครมาตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆเรื่องสำคัญในชีวิตกูอีกแล้ว มันจะต้องเป็นการตัดสินใจจากเราเท่านั้น เออจะไม่ให้ใครมาโน้มน้าวแล้วก็แบบเปลี่ยนได้อีก หรือถ้าตัดสินใจเนี่ยมันต้องเป็นแบบเรา เพราะว่าถ้าเสียใจมาคือเราต้องเป็นคนรับ เพราะว่าถ้าเสียใจแล้วเป็นการเป็นสิ่งที่คนอื่นเลือกให้อ่ะ มันจะแบบมันจะยอมรับไม่ได้อ่ะ เออ
แล้วก็กลับมาก็มาขายของออนไลน์ต่อ
ซึ่งสิ่งที่ไอซ์พูดถึงแฟนเก่าไว้เสมอๆ คือว่าส่งผลกับชีวิตไอซ์เยอะมาก
ก็คืออาจเราเริ่มเราเริ่มธุรกิจนี้ได้ก็คือครูพักรักจำมาจากเค้าใช่มั้ย แล้วก็เอ่อพอกลับมาเนี่ยก็เลยก็ก็คบกัน เค้าก็จะเป็นเป็นคนแบบคือหัวก้าวหน้า หมายถึงว่าแบบจะพัฒนาแบบตัวเองอยู่เสมอใช่ มั้ยเค้าก็แบบเอ้ยอ่ะเธอเธอลองใช้ขนส่งแบบนั้นแบบนี้ราคาถูกกว่าสต๊อกหลังบ้านเนี่ยต้องทำให้มันเป็นระบบ
แล้วก็เอ่ออะไรอ่ะลองซื้อของจากจีนมันเนี่ยแบบของแบบเดียวกันซื้อจากที่นี่ถูกกว่าเนี่ยให้รู้จักเปรียบเทียบราคา
ก็คือจริงๆคือเราก็แค่แบบกูก็ขายอ่ะยังไง แบบก็แค่ขายไปอะไรอย่างเงี้ยแต่เขาก็จะคอยมาบอกว่าโอเคสิ่งที่ดีกว่ามันคืออะไรอะไรเงี้ย
แล้วเขาก็เลือกเป็นอาจารย์ในเมืองไทย
แต่ว่าก็ได้ไปเอ่อบรรยายตามที่ต่างๆต่างประเทศอก็ติดตามไปด้วย
ก็มันคือไอซ์อ่ะขายของออนไลน์ใช่มั้ย อยู่ตรงไหนก็ได้แค่แบบมี Line แล้วก็แบบทักมาสั่งว่าจะเอาอะไร ส่วนเขาก็แบบเป็นอาจารย์แล้วก็จะมีแบบ conference เวลา conference ทีก็ไปแบบไปแบบ visit ทีแบบหลายที่ก็จะแบบอยู่ต่างประเทศเป็นเดือน ใช่มั้ยเมื่อก่อนก็คือไปเที่ยวต่างประเทศก็คือแบบไปทีก็แบบแบบเป็นเดือนน่ะ
คือไม่ไม่ได้ไปเที่ยวด้วยก็คือเหมือนกับไปใช้ชีวิตไปแบบเออไปอยู่มหาลัยนั้นมหาลัยนี้อะไรอย่างเงี้ย
ก็แบบก็คือแฮปแฮปปี้มากก็คือรู้สึกว่าไม่มีช่วงชีวิตไหนที่มีความสุขเท่านั้นแหละ
จริงๆคือตอนเด็กๆอ่ะเรียกว่าความต้องการของเรามีอย่างเดียวเลยคืออยากมีครอบครัวที่อบอุ่น มีฐานะแล้วก็เนี่ยไปเที่ยวรอบโลกใช่มั้ย มีลูกมีอะไรเงี้ยก็รู้สึกว่าชีวิตตอนนั้น น่ะใกล้เคียงกับใกล้เคียงกับสิ่งที่วาดฝันเอาไว้ตอนเด็กๆมากที่สุดและ
ก่อนจะผ่านช่วงนี้ไปฮะขอถามเรื่องสุดท้าย คือว่าพอเราไม่ค่อยไม่ค่อยมีเงินไปตลอด ตอนเด็กๆวันนึงมันมีแล้ว
ความรู้สึกของการเป็นคนที่มีเงินแล้วฮะ อาจจะมากกว่าเพื่อนๆด้วยซ้ำอ่ะนะฮะมัน เป็นยังไงบ้าง
เราเหยียดคนอื่น
ก็คือพอเราหาเงินได้เยอะใช่มั้ยเราก็จะเริ่มมองแล้วว่าทำไมคนอื่นน่ะถึงไม่ขยันแบบเรา
คือมันจะไอซ์คิดว่าคนที่เป็น mass หลายๆคนน่ะเป็นแบบนี้ คือไอซ์เลย get ว่าบางคนที่รวยมาจากการสร้างเนื้อสร้างตัวแทนที่สังคมอาจจะมองว่าเฮ้ยคนพวกเจะยิ่งเห็นปัญหาใช่มั้ยแล้วก็โอเคมาช่วยกันแก้เป็นส่วนนึงของสังคมที่ดีแบบอยากให้สังคมไม่ใช่คือบางคนจะเป็นอีกแบบนึงเลยก็คือพอตัวฉันเนี่ยหลุดออกจากสังคมแบบนั้นได้แล้วก็แล้วก็สร้างฐานะขึ้นมาด้วยความสามารถของตัวเองอ่ะมันจะกลายเป็นว่าเราเนี่ยมั่นใจในตัวเองมากว่าสิ่งที่ฉันประสบความสำเร็จเงินที่ฉันได้มาเนี่ยมันคือความสามารถของฉัน และคนที่ไม่มีเท่าฉันเนี่ยง่ายๆก็คือพวกขี้เกียจ พวกโง่พวกไม่มุมานะในตัวเอง คือมันมันจะกลายเป็นชุดความคิดแบบนั้นไปเลย
ซึ่งชีวิตก็ดูเรียบราบรื่นดีอย่างที่บอกว่าเคยฝันเอาไว้ก็เป็นแบบนั้นแล้วก็เอ่อเงินทองก็โอเคดี
อะไรทำให้วันนึงรู้สึกว่าเฮ้ยพรรคอนาคตใหม่เขาก็น่าสนใจนะมีเพื่อนไปลง สส.เฮ้ยฉันอยากลง สส.บ้างดีกว่าอะไรเป็นแรงขับแบบนั้นนะฮะ
จุดเริ่มต้นเนี่ยมันคือช่วงที่รณรงค์ เอ่อรัฐธรรมนูญใช่มั้ยแล้วก็มีคนออกมาต่อต้าน คสช.อ่ะคือจริงๆเราเนี่ยก็เป็นแบบสลิ่มหนักมากนะแต่เหตุการณ์แบบครั้งแรกๆเลยที่เริ่มรู้สึกว่ามันผิดปกติก็คือว่าทำไมต้องไปจับคนที่กินเบอร์เกอร์ คือหรือมันมีอะไรที่กูไม่รู้ว่ะ เออแล้วก็เริ่มมาดูเรื่องรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญ เออทำไมทำไมคนที่รณรงค์ว่าคว่ำอ่ะทำไมถึงต้องโดนจับ เออแล้วก็เริ่มแบบเริ่มสงสัยและทั้งๆที่ตอนนั้นก็ยังแบบก็ก็เชียร์ลุงตู่อยู่
แล้วพอมันเข้าสู่เอ่อเฟสการเลือกตั้งปุ๊บอ่ะแล้วก็มีอนาคตใหม่ขึ้นมาใช่ป่ะพี่เอก พี่ช่อ อาจารย์ป๊อกขึ้นเวทีแล้วเค้าก็คือจริงๆมันเป็นช่วงเวลาแบบสั้นๆมากเลยนะที่ทำให้เรารู้สึกว่าเฮ้ยกูเข้าใจและว่าตอนเด็กๆเนี่ยที่เราได้การศึกษาแบบเนี้ยมันไม่ได้เกิดจากบุญธรรมกรรมแต่งว่ะ มันไม่ใช่เพราะว่าแบบเนี่ยเกิดมาแล้วแบบชาติที่แล้วทำบุญน้อยก็เกิดมาแล้วโอโหต้องแบบได้รับการศึกษาแบบนี้ไม่ใช่มันเกิดจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของรัฐบาล
งบประมาณเนี่ยมันมันสามารถกระจายให้แบบเออทุกคนได้เข้าถึงศักยภาพในชีวิตของตัวเองได้มากกว่านี้แล้วก็เราเข้าเริ่มเข้าใจคำว่าความเหลื่อมล้ำเราเริ่มเข้าใจว่าเออเราไม่ควรที่จะมองว่าคนที่แบบสามารถก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้อ่ะเออจริงๆเราควรจะมี empathy กับกับคนที่มาจากฐานเดียวกับเรานะเพราะว่าเออเค้าเลือกไม่ได้อ่ะแล้วก็มันก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะแบบหาช่องแล้วก็ออกจากสังคมแบบนั้นได้เออเริ่มเรียกว่าแบบ enlightened อนาคตใหม่เริ่มแบบเติมความเป็นการเมือง เติมความเป็นมี empathy ในตัวเราที่แบบมีต่อสังคมแล้วก็เริ่มมองสังคมแบบใหม่เริ่มมองปัญหาว่าโอเคความยากจนการศึกษาสิ่งที่เราเจอในวัยเด็กเพื่อนๆเราเจอมันเริ่มไม่ใช่บุญธรรมทำแต่งแหละ เออหรือว่ามันจะแก้ไขได้จากการบริหารจัดการจากอำนาจรัฐ
ซึ่งเราก็ตามหาคำตอบนี้มาเรื่อยๆเนาะจน เอ่อโควิดพอโควิดเนี่ยก็หูกิจการนี่แย่เลยคืออายคิดว่าตอนนั้นน่ะเหมือนกันหมดเนาะก็คือก็คือใครที่ทำค้าขายอะไรอย่าง เงี้ยถ้าหาทางของตัวเองไปได้ก็รุ่งไปเลย กับถ้าใครที่แบบปรับตัวไม่ไหวอ่ะเข้าสู่ช่วงขาลงซึ่งไอซ์อ่ะเข้าสู่ช่วงขาลงเออ แต่ก็คิดว่าถ้าหลังจากที่มันจบโควิดอ่ะเราเราจะฟื้นคืนกลับมาได้นะแต่ว่าเหมือนกับว่าโอเคช่วงนั้นมันมีคลับเฮแล้วเราก็ ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นทางด้านการเมืองเยอะแล้วก็
ก็คือจริงๆก็คือเป็นคนประมาณเนี้ยมาตั้งแต่เด็กๆแล้วเออ ก็แค่แบบเมื่อก่อนก็คือเป็นเป็นไอซ์แบบเวอร์ชั่นแบบนี้แหละแต่ว่า เป็นอนุรักษ์นิยม เออจริงๆก็ไม่ได้แตกต่างจากวันนี้มากนะ อาจจะอาจจะวันนี้อาจจะมีวุฒิภาวะกว่าวันนั้นนิดนึงกับคมขึ้นรู้ว่าเออคนสื่อเลือกสื่อสารอะไรในเวลาไหนมากขึ้นแต่ว่าตอนนั้นก็คือก็คือพูดไปเรื่อยแบบเป็นประชาชนคนนึงที่เราก็แบบเออเห็นปัญหาแล้วแบบว่าเฮ้ยทำไมคือเอาง่ายๆคือทำไมวิธีการตัดสินใจของรัฐบาลเนี่ยมันไม่มันไม่ตาม common sense ของคนที่มันเป็นคนปุถุชนคนธรรมดาเออแค่ นั้นเลยแล้วก็ออกมาแต่แบบเคลื่อนไหวใช่ มั้ยจนสุดท้ายก็เอ่อพี่อ๋องชวนไปทำงานในสภาแล้วก็เริ่มรู้สึกว่า คือคือก่อนหน้าเนี้ยไอ้คำว่าอนาคตใหม่อ่ะคำว่าคนธรรมดาทำงานการเมืองอ่ะเราก็โอเคนะเก็ทแต่ว่าไม่เคยคิดว่าจะเป็นเรา
แล้วหลังจากนั้นก็คือโดนคดีเอ่อหมิ่นประมาทใช่มั้ยในในม็อบโดน 112 ก็เลยแบบว่าเออมันคงแบบมันคงถึงเวลาและแบบอ่ะลองดูก็ได้
แล้วก็เลยมาสมัคร ชีวิตก็เริ่มถึงจุดเปลี่ยนอีกรอบนึงก็คือมันก็จะเรียกว่าสังคมมันก็จะเป็นสังคมใหม่วิธีการใช้ชีวิตก็เป็นแบบใหม่แล้วเนาะพอเริ่มเข้ามาทำงานการเมืองอ่ะมันก็ทำให้ก็คือต้องเลิกเลิกลากับเลิกลากับแฟน เออที่แบบก็เรียกได้ว่าก่อร่างสร้างตัวสร้างชีวิตร่วมกันมา
ใช่
แต่ว่าก็คือตอนนั้นน่ะก็คิดเหมือนว่าก็คิดเหมือนทุกๆครั้งในชีวิตอ่ะประมาณว่าถ้าเราจะพุ่งไปข้างหน้าจะต้องทิ้งอะไรไว้ข้างหลังก็ไม่ได้ไม่เป็นปัญหาสำหรับเราอะไรเงี้ย
อือ
อ่ะไปถ้าทำงานการเมืองปุ๊บ ทิ้งเลยงานเอ่อร้านร้านขายของอ แฟนอย่างอื่นๆก็คือมุ่งไปสู่สิ่งใหม่ซึ่ง จะบอกว่ามันก็อาจจะเป็นข้อไม่ดีของไอซ์ก็ได้นะแต่ว่าก็คือจะเราจะเป็นแบบนี้แบบนี้ตลอดก็คือว่าถ้าเริ่มที่จะทำอะไรสิ่งใหม่อะไรอย่างเงี้ยก็คือจะทำจนกว่าสิ่งนั้นมันจะสำเร็จโดยที่ไม่ไม่สนใจว่าจะต้องแบบสูญเสียอะไรไปบ้างมันเหมือนเหมือนกับตอนที่เริ่มขายของ
ก็เราก็ไม่สนใจการเรียนเลยคือแทบจะต้องลาออกจา กมหาวิทยาลัยด้วยแต่คืออ่ะฉันจะเรียกว่ามุ่งหน้าสู่การหาเงินเป็นวัยรุ่นสร้างตัวอ่ะฉันก็จะทำแบบนี้
พอมาทำงานการเมืองก็เหมือนกัน
จริง ๆแล้วไม่ใช่คนที่เก่งเศษสายขนาดส่วนใหญ่เวลาตัดสินใจอะไรเนี่ยมันคือแบบการ Feeling อ่ะแบบแล้วก็เฉพาะหน้าเลย ซึ่งไม่ค่อยเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเท่าไหร่อ่ะถ้าถ้าสมมุติว่านับมูลค่าของมันน่ะนะ
แล้ววันนึงที่ลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าเฮ้ยเราเป็นผู้สมัคร สส.เขตบางบอแล้ววาต้องไปหาเสียงงงกับตัวเองม.มาถึงจุดนี้ได้ยังไง
งงเพราะว่าคือต้องบอกว่าตอนนั้นน่ะระบบดูแล สส.หน้าใหม่ของพรรคอ่ะมันก็ไม่ได้ดีมันก็เหมือนกับว่าอ่ะมึงสมัครใช่มั้ยมึงอยากทำอะไรมึงทำคือไม่มีไม่มีคู่มือไม่มีโปรโตคอลไม่ได้มีหลักสูตรอะไรแบบทุกวันเนี้ยไม่ได้มีแบบว่ารุ่นหนึ่งอ ที่แบบเฮ้ยไปเดี๋พี่พาไปเดินอะไรอย่างเงี้ยไม่มี
ไม่มีตอนนั้นน่ะมันคือพักมันเล็กเล็กมากเนาะแล้วอายคิดว่าเาก็คงคิดไม่ทันน่ะว่ามันจะต้องมีโปรโตคอลหรือว่าอะไรเพราะว่าพรรคอาจจะมีแนวคิดว่าอย่างรุ่นหนึ่งก็ยังทำกันมาได้เลยคือถ้ามันมีรุ่นต่อไปมันก็ต้องทำได้สิวะอะไรอย่างเงี้ย
เออๆก็เหมือนกับโยนแล้วก็แบบกูเอ้ยทำยังไงวะเดินไปสวัสดีใบปลิวกูจะต้องทำยังไงมันต้องมีรายละเอียดอะไรบ้างหรือต้องมีใบปลิวมั้ยหรือไปหาเนี่ยมันมีใบปลิวอย่างเดียวพอมั้วะแล้วคือเวลาแนะนำตัวมันจะคือแบบมันไม่มีอะไรเลยเออ
ซึ่งตอนแรกก็ทำได้ไม่ดีก็เลยไม่ได้ไม่ได้ไม่ได้ไม่ได้รับการ approve ในในช่วงแรก
แล้วอะไรทำให้สุดท้ายเป็นคนที่ถูกเลือกจากพรรค
พอไม่ได้รับเลือกใช่มั้ยมันเป็นช่วงเวลาแบบประจวบเหมาะพอดีกับการที่เราก็ตัดสินใจว่าไม่ทำร้านต่อแล้วก็เลิกกับแฟนเป็นซึมเศร้า ก็เลยคิดว่าคือถ้าเสียไปหมดทุกอย่างขนาดนี้แล้วอ่ะแล้วยังมาทำงานการเมืองแล้วไม่เวิร์คอีกอ่ะมึงตายเหอะ เออ ก็เลยฮึดขึ้นมาว่าอ่ะอีกสักตั้งนึงสำหรับงานการเมืองเออ ก็เลยแบบโอเคระดมสรรพกำลังตามหาคนที่พอจะช่วยได้แล้วก็มาลงพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกับสมาชิกแล้วก็เริ่มขยายเครือข่าย
ก็เลยเริ่มคำๆคำๆมาจนก็สามารถเอาชนะเลือกตั้งปี 66 มาได้
ไอซให้สัมภาษณ์ว่าตอนเด็กๆเนี่ยเวลาอยากได้ของเล่นจะเขียไพ่ดินน้ำมันก็ต้องเล่นให้ชนะเพราะไม่มีเงินซื้อ
เพราะชนะก็จะได้มาเหมือนกับพันชีวิตอ่ะเนอะ ต้องเอาให้ชนะนะให้ได้เพื่อให้หยุดรอดให้ได้แล้วก็ฟังชีวิตเท่าที่เล่ามาทุกอย่างก็เป็นแบบนั้น
จะขายของออนไลน์ก็ต้องเอาให้รอดเว้ยไม่ งั้นก็อยู่ไม่ได้ทำงานการเมืองก็เช่นเดียวกันว่าทุกอย่างเป็นแรงขับว่าห้ามแพ้
ใช่จะบอกว่ามันก็เป็นสิ่งนึงที่หล่อหลอมให้เราเป็นแบบนั้นนะหมายถึงว่าความยากลำบากในชีวิตอ่ะมันก็หล่อหลอมให้เรามีวิธีคิดแบบนั้นหรือว่าหล่อหลอมเนี่ยจนจนเราเป็นแบบเนี้ย คือไอคิดว่าก็ถ้าใครที่มีชีวิตคล้ายๆกันกับไอซ์แล้วก็ตอนเนี้สสถานะเท่าๆกันน่ะนะจะ get ว่ามันคือมันคือเนี่ยแหละมันคือความลำบากที่มันหล่อหลอมจนเรามาเป็นแบบทุกวันเนี้ย
ซึ่งจริงๆอ่ะเวลามองดูแบบว่าคนในหน้ากระดานทางการเมืองอ่ะหรือว่าแบบบางทีมองมองดูเพื่อนในพรรคด้วยกันเองเนาะคือไอซ์ก็คิดว่าบางคนเนี่ยมาทำงานการเมืองรู้สึกว่ามันเป็นการโปรดสัตว์ประมาณว่าฉันเนี่ยประสบความสำเร็จและ ดังนั้นก็คือการมาทำเคือแบบเอาความรู้ความสามารถมาพัฒนาประเทศเงินเดือนฉันไม่เอาก็ได้เพราะว่ามันเป็นแบบขี้ประติ๋วแล้วก็มันแบบเหมือนการทำงานการเมืองของเขามันสูงส่ง เออ มันมันจะมีแนวคิดแบบนี้แต่ว่าสำหรับเรา
คือไม่ใช่ก็คือแบบเรามาทำเพราะว่าเรา รู้สึกว่าถ้าเราจะเปลี่ยนชีวิตของเพื่อนเราตอนเด็กๆหรือเราจะเปลี่ยนชีวิตของเราเองเปลี่ยนชีวิตของแม่เราเปลี่ยนวิธีการคิดคนในครอบครัวเนี่ยมีกับเด็กผู้หญิงเด็กผู้ชายซึ่งไม่ใช่แค่ในครอบครัวเรานะคือเปลี่ยนทั้งสังคม
สุดท้ายถ้าคุณจะเปลี่ยนนอมเปลี่ยนวัฒนธรรมปฏิรูปการศึกษากระบวนการยุติธรรมเศรษฐกิจทำให้ทุกคนมันไม่ตกอยู่ภายใต้ความเหลื่อมล้ำได้อ่ะมันคือการเมืองตอนแรกที่เราเข้ามาในงานการเมืองเราได้แค่สงสัยว่าเออการเมืองเนี่ยมันคือสิ่งที่จะสามารถกลับไปแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ตอนแรกที่เข้ามานะ
แต่พอเราได้เข้ามาทำงานในกรรมาธิการติดตามงบเราได้ไปนั่งห้องงบประมาณเห็นวิธีการบริหารจัดการเงินประมาณ 4 ล้านล้าน เห็นวิธีการในการทุจริตคอร์รัปชั่นหาส่วนต่างจากเงินที่มันเป็นของทุกๆคนเห็นวิธีการจัดสรรทรัพยากรที่มันเป็นที่มันเป็นกองกลางที่ทุกคนน่ะเอาเอามาใส่รวมกันในกองเนี้ยคือภาษีคือเงินแผ่นดินน่ะเราเห็นวิธีการจัดสรรแล้วเรารู้สึกว่าประเทศเราไม่ได้ไม่ได้จนแน่นอนว่าไม่ได้รวยแบบเกาหลีญี่ปุ่นแต่ไม่ได้จนถึงขนาดว่าจะจัดสรรอะไรให้เด็กๆในโรงเรียนไม่ได้เลย
ถ้าเราเอาทรัพยากรในประเทศนี้นะที่มีนะมา กองรวมกันแล้วจัดสรรอย่างไม่ทุจริตไม่คอร์รัปชั่นตรงไปตรงมาแก้ไขปัญหาที่มันสำคัญเร่งด่วนก่อนเรื่องการศึกษาเรื่องการบริหารจัดการน้ำเรื่องเศรษฐกิจจัดสรรแบบตรงไปตรงมาไม่ต้องหาส่วนต่าง เรากลายเป็นประเทศที่เจริญแล้วได้ในอีก 10 ปี 20 ปีแน่ๆ
คือไอซ์เห็นแล้ว ไอซ์มั่นใจว่ามันคือคำตอบเลยว่าถ้าเราเลิกทุจริตเลิกคอร์รัปชั่นเลิกแบบการแบ่งงบประมาณแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาใครเป็นรัฐมนตรีแล้วก็เอาเงินไปลงพื้นที่ตัวเองทั้งๆที่ไม่ได้เป็นปัญหาเนี่ยแต่ว่าเอาไปเพื่อให้แบบแจกหัวคะแนนของตัวเองแจกพวกเครือข่ายผู้รับเหมาแล้วสุดท้ายก็คือเอามาใช้ในช่วงเลือกตั้งถ้าเราเลิกถ้าเราทำลายวัฒนธรรมการเมืองแบบนี้ได้ถ้าเราทำลายระบบการเมืองแบบนี้ได้ถ้าเราทำให้วิธีงานทำงานการเมืองของพรรคอื่นมันเปลี่ยนไปอ่ะเราเปลี่ยนสังคมนี้ได้จริงๆเราเปลี่ยนประเทศนี้ได้จริงๆแต่มันไม่ง่าย
ธรรมศาสตร์เป็นกลุ่มวัยรุ่นสร้างตัว
พอเข้าสภามาแล้วอ่าตอนแรกอยู่พักก็เป็นนักเปลี่ยนแปลง
เข้าสภามาแล้วน่าจะเป็นกลุ่มคนใหม่ๆนะฮะเหล่าท่านเอ่อ สส.ผู้ทรงเกียดมากมายผู้ทรงเกียด
ชีวิตเอ่อเปลี่ยนไปมั้ยกับผู้คนรอบข้างที่เป็นคนกลุ่มใหม่
คือไอซ์อ่ะไม่ได้รู้สึกว่าเปลี่ยนอะไรไปมากนะเพราะว่าพยายามไม่ได้ทำตัวให้ตัวเอง enjoy กับ privilege มาก คือเราก็รู้สึกว่าเราเอาพูดจริงๆเราพยายามสะกดจิตพยายามจะตั้งสติให้เรายังคือตื่นมาเรายังเป็นเราเราไม่ได้ไป enjoy กับเอ่อเรียกว่าเกียรติยศชื่อเสียงที่ได้มาซึ่งมันชั่วครั้งชั่วคราวนะคือการเป็น สส.เนี่ยมันไม่ใช่ว่าคุณจะได้แบบเนี้ยไปตลอดชีวิตหรอกดังนั้นน่ะไอซ์พยายามที่จะวันนึงถ้าไม่มีมันแล้วอ่ะก็อย่าไปยึดติดพูดตรงๆว่าพอเรามารอบเนี้ยเราเป็นปาร์ตี้ลิสต์ใช่มั้ยแล้วหน้าที่อีกอย่างนึงของเราก็คือว่าต้องสร้างพรรคสร้างเครือข่าย วิธีคิดรอบนี้มันก็จะเปลี่ยนไปแหละคือเราอาจจะต้องเข้าไปอยู่ในสังคมในแบบที่อ่ะพูดตรงๆก็คือแบบสังคม elite เค้าจะยอมยอมจ่ายเงินเพื่อให้เราสามารถทำงานการเมืองต่อไปได้อ่ะ
คือสุดท้ายเราต้องไปขอตังค์เค้าให้เค้ายอมบริจาคพรรคเราให้เค้าสนับสนุนพรรคเราซึ่งเมื่อก่อนคือไอรู้สึกว่าไม่คือไม่ค่อยอยากจะคบค้าสมาคมกับคน 1% เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราไม่เนินเวลาเราไปแบบไปงานไปอะไรอย่างเงี้ยเรารู้สึกว่ามันไม่คืออ่ะคือมันจะมีความหมไส้มันจะมี ความแบบอ่ะพูดตรงๆก็คือรู้สึกเหม็นคนประมาณนี้เพราะว่ามึงคือคนที่ไม่เห็นปัญหาสังคมอะไรอย่างเงี้ยแล้วก็เอ่อคงสเตตัสเดิมแล้วก็ทำให้สังคมมันเป็นอย่างี้คือเราก็จะมีแนวคิดอย่างี้แต่ว่ารอบเนี้ย
มันก็ความคิดเราก็เปลี่ยนไปก็คือว่าถ้าอยากจะทำให้สังคมเปลี่ยนน่ะไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนแค่กลางร่างอย่างเดียว 1% เราก็อาจจะต้องไปเปลี่ยนด้วย เออเออซึ่งรอบเนี้ยก็ต้องบอกว่าหลายๆคนน่ะที่อยู่ใน tier 1% หรือ 10% แรกของสังคมเนาะที่แบบอืมมีความมั่นมั่งคั่งอยู่ในในช่วงเนี้ยเมื่อก่อนเขาอาจจะรู้สึกว่าออฉันไม่เดือดร้อนนะคะแต่ว่าตอนเนี้ยไอคิดว่าความเดือดร้อนเนี่ยมันเริ่มประจักษ์ชัดแก่สายตาของหลายๆคนและที่ทำให้เค้าเริ่มที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงถึงแม้ว่าหลายๆคนจะรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงมันคือความไม่มั่นคงอ่ะแต่ว่าตอนเนี้ยเนี่ยทุกคนก็รู้สึกว่าถ้าอยู่เฉยๆเนี่ยมันจะสั่นคอนสถานะทางสังคมแบบทางการเงินของเขามากกว่าและ
แล้วพอได้เงินเข้ามาเราไม่ต้องตอบแทนเค้าคืนเหรอครับ
ไม่ สิ่งที่เวลาเราไปขอการสนับสนุนนะคืออ่ะเค้าเราให้เค้าบริจาคเข้าพรรคใช่ป่ะก็คือเราก็พูดตรงๆเลยว่าเราไม่มีโควต้าผู้ช่วยไม่มีโควต้ารัฐมนตรีไม่มีอะไรให้หรอกยกเว้นว่าคุณน่ะอยากจะเข้ามาทำด้วยคุณมี ความสามารถสิ่งนี้จริงๆแล้วคุณอยากจะเข้ามาทำนโยบายด้วยตัวคุณเองอันนั่นน่ะคนคนละรูปแบบกับการจ่ายเงินแล้วเข้ามามีอำนาจนะคือคุณต้องจ่ายด้วยแล้วคุณต้องลงแรงด้วยอันนั้นน่ะ
แต่สำหรับไอซ์อ่ะไอซ์คิดว่าไอซ์ขีดเส้นชัดเจนนะกับใครที่จะบริจาคเข้าพรรคหรือว่าให้พรรคได้ทำงานการเมืองว่าสิ่งที่คุณจะได้ก็คือว่านักการเมืองที่จะทำงานอย่างซื่อตรงไปตรงมาไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นเราจะ เป็นนักการเมืองที่ทุ่มเททำเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนรวมจริงๆแล้วก็มันจะไม่ไม่มีการแบบอ่ะให้โคต้านู่นนี่นั่นฝากลูกเข้ามาฝากคนนั้นไปที่นี่อ ไม่มี
แล้วถ้าวันนึงธุรกิจเกลายเป็นสีเทาขึ้นมาเราจะกล้าถ้าเราเป็นรัฐบาลนะเราจะกล้าหักดิบกล้าฟ้องเค้ามั้ครับ
กล้าค่ะสำหรับคนอื่นน่ะไอซ์ไม่รู้เนาะแต่ถ้าไอซ์ยังอยู่ในพรรคเนี้ยไอซ์จะทำให้พรรคมันยังเป็นที่พึ่งที่หวังของทุกคนอยู่แล้วไอซ์จะไม่ให้ใครมาทุบทำลายจริงๆที่บอกว่าคนในพรรคไม่ชอบไอซ์อ่ะก็เป็นเรื่องจริงนะเพราะว่าไอซ์ไม่ได้ตรวจสอบแค่นอกพรรคอย่างเดียวก็คือใครที่ทำงานในพรรคแล้วเรารู้สึกว่าทุ่มเทน้อยไปหรือว่าใครที่ในอนาคตมี potential จะทำให้พรรคมีปัญหาเราก็จะวิพากษ์วิจารณ์เขาเช่นเดียวกันแต่คือภายนอกอาจจะไม่เห็นอะไร เงี้ยแต่ว่าภายในก็คือเอ่อไอซ์ก็จะเป็นแบบเป็นเป็นคนที่แบบว่าเออยุ่งอาจจะแบบยุ่งเรื่องของคนอื่นไปทั่วแล้วแล้วก็ทำให้พรรคมันเป็นพรรคที่เป็นความหวังของทุกคนอยู่ไม่อยากจะทำให้มีสิ่งแปลกปลอมหรือว่าไม่อยากจะทำให้มีแบบสีเทาสีดำแบบสามารถที่จะสอดแทรกเข้ามาได้เพื่อไม่ให้ใครมาแบบทุบทำลายมันได้เพราะว่าไอก็ยังมีความหวังกับมันอยู่
เวลาคนดูดูข่าวการเมืองเจะเห็นการแบ่งแบ่งสีแบ่งขั้วพรรคเทพพรรคมารอะไรก็แล้วแต่แล้วในคนทำงานสภาจริงๆอยู่กรรมาธิการร่วมกันนะฮะเห็นเอ่อนักการเมืองฝั่งขั้วอื่นๆฝั่งตรงข้ามแล้วแบบเจ๋งว่ะเฮ้ยเก่งเก่งอยากเป็นเพื่อนด้วยมันมีมั้ย
อย่างคุณธรรมนัสเนี่ยใครจะบอกว่าเค้าสีอะไรก็แล้วแต่คือเราเองก็รู้สึกว่าใช่เขาคือนักการเมืองในแบบที่ เราคงไม่ได้เอาเป็นเยี่ยงยางแล้วกันแต่ก็ต้องบอกว่าถ้าไปดูวิธีการสร้างเครือข่ายของเค้าเนี่ยก็คือแบบอ่ะดูจากผลการเลือกตั้งรอบเนี้ยก็แน่นอนเหมือนกันนะ เออจิ้มตรงไหนได้ตรงนั้นน่ะ เออแล้วพูดตรงๆว่าใครจะบอกว่าเอ้ยเค้าใช้เงินในการทำงานการเมืองสร้างระบบอุปถัมภ์นะมีทรัพยากรเท่าเค้าอ่ะคุณสร้างเครือข่ายไม่ได้เท่าเค้าอ่ะเรียก ว่าในความที่เราต้องวิพากษ์วิจารณ์ของเค้าแล้วถึงที่สุดเราอยากจะทำให้เค้าออกจากระบบการเมืองใช่ป่ะอ
แต่ว่ามันจะมีความมีความรู้ในวิธีการทำงานอ่ะยกตัวอย่างคนอื่นบ้างก็ได้ทำงานแบบว่าทำให้เรารู้สึกแบบเออโอเคก็คืออ่ะจริงๆมีชื่อนึงคุณหมอชลนคือไม่ไม่ได้ชอบแกในแบบนั้นแล้วก็ไม่ได้ชอบแกขนาดนั้นแต่รู้สึกว่าเวลาที่แกอภิปรายอ่ะแกกฎหมายละเอียดมากก็คือเวลาแกแย้งแล้วแกจะคว่ำกฎหมายอะไรอ่ะมันไม่ใช่อยู่ดีๆคุณจะขึ้นมาชี้ชีโบชีเบได้แต่แบบคือก็ต้องทำรายละเอียดระดับนึงใช่มั้ย
พรรคการเมืองอื่นที่เรามองว่าเขาเป็นสีนั้นสีนี้อ่ะจริงๆเขาก็มีคนที่มีคนที่ เป็นงานอ่ะอย่างอจริงๆคือในสภาเราไปนึกถึงในสภาเยอะจริงๆในสภาเนี่ยไม่ค่อยมีคนเป็นงานเท่าไหร่คนที่เป็นงานส่วนใหญ่จะอยู่ในกรรมาธิการมือพวกมือทำงานน่ะพวกตัว Secret อ่ะจะมาอยู่ในกรรมาธิการ
ใช่แต่เขาจะมาวาดลวดลายในกรรมาธิการแบบเวลามันจะต้องแก้กฎหมายหรือว่าพรบ.หรือว่านั่นนู่นนี่นั่นอะไรอย่างเงี้ยเรานั่งแล้วจะแบบโหกูไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยทำไมมันมีกฎหมายนี้ด้วยหรอแบบพรบ.นี้อมีหรอวะอะไรอย่างเงี้ยหรือว่าแบบบางคนก็แบบดูเหมือนจะกินรัฐธรรมนูญเข้าไปทั้งเล่มเลยอะไรอย่างเงี้ย
ตอนที่ชนะเลือกตั้งปี 66 มาเนี่ยคือก็เริ่มเป็นคนมีชื่อเสียงขึ้นมาระดับนึงใช่ไหมแต่ปมด้อยในชีวิตตอนนั้นคือทุกคนทำอะไรไปไม่มีใครจำได้เลยว่าเราอ่ะทำเรื่องอะไรมีแต่คนจำได้ว่าปั่นจักรยานเอาชนะพี่วันซึ่งเรารู้สึกว่าคือคนอื่นอาจจะบอกเอ้าก็ดีแล้วไงคือเนี่ยมีชื่อเสียงใช่ไหมก็ enjoy สิคือเราไม่ enjoy แล้วเรา รู้สึกว่าถ้ากูทำงานการเมืองไป 10 ปีเนี่ยแล้วคนจำได้แค่ว่าปั่นจักรยานน่ะอันเนี้ยเป็นทรม่าในชีวิตอันใหม่และจะไม่ยอมเด็ดขาดให้มันเป็นแบบนั้นเนาะก็เลยก็คือก็ก็ตั้งหน้าตั้งตาในการที่จะแบบว่าศึกษาแบบองคพยพในสภาทำอะไรได้บ้างเวลาเปิดเรื่องต้องเปิดยังไงข้อมูลมันต้องแบบประมาณไหนหาจากไหนอะไรอย่างเงี้ย
แล้วก็ก็นั่นแหละสะสมสมมาปีกว่าๆจนสุดท้ายก็คือออกมาเป็นเรื่องประกันสังคม
ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเนี่ยจริงๆก็คือเป็นเป็นเรียกว่าเป็นหนึ่งในองคพยพที่เราทำงานร่วมกันแต่ว่าก็คือไม่ใช่ไม่ใช่ส่วนนึงของพรรคโดยตรงแต่คือเค้าก็เหมือนกับว่าขอความช่วยเหลือมาเนาะว่าเฮ้ยอยากจะทำให้เรื่องประกันสังคมเนี่ยมันเป็นประเด็นในสังคมเราจะมาทำยังไงกันดีเพราะว่าคนไม่ค่อยสนใจเลยทั้งๆที่เออคนประมาณ 20 กว่าล้านเนี่ยต้องส่งทุกเดือนก็เลยแบบว่าเออไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันก็แบบอ่ะแฮกงบประกันสังคมมั้ยล่ะแล้วเอาสิ่งที่เราเจอเนี่ยมาให้ประชาชนแบบเนี่ยเรียกประชาชนมาแล้วก็ให้เค้ามาดูมาร่วมกิจกรรมอะไรเงี้ยเออปรากฏว่าจริงๆเราจัดมาหลายแฮกมากเลยนะแฮกงบกรุงเทพฯแฮกงบสภาแฮกงบเรื่องน้ำแฮกฝายแฮกกยส.แต่ว่าก็มีประกันสังคมเนี่ยแหละที่เหมือนจะประสบความสำเร็จมากที่สุดแล้วสื่อก็ให้ให้ความสนใจมากที่สุดแล้วก็สุดท้ายมันก็มันก็เปลี่ยนมันก็เปลี่ยนชีวิตไอซ์ไปเลยเนาะกลายเป็นไอซ์ประกันสังคมเออ
แล้วเปิดประเด็นมาขนาดนี้มีเสียงกระซิบมาบ้างมั้ยว่าเออพอเหอะเงียบๆหน่อยเดี๋ยวจะโดนนั่นจะโดนนี่
โอ้จริงๆก็คือไอซ์เนี่ยไม่โดนและเพราะว่าไอซ์เนี่ยอยู่ใน tier ฝ่ายน่าจะเห็นตรงกันว่ามึงหยุดกูไม่ได้และแต่ว่าเพื่อนๆรอบๆตัวเนี่ยมีมันจริงๆมันเป็นวัฒนธรรมของทุกๆองค์กรที่เป็นหน่วยงานภาครัฐอ่ะนะก็คือเวลาจะชงโครงการอะไรขึ้นมาอย่างเงี้ยเวลามันจะต้องการเสียงโหวตอ่ะอย่างยกตัวอย่างเช่นในบอร์ดประกันสังคมอย่างเงี้ยมันโหวตมัน 21 โหวตใช่มั้ยมันก็จะต้องแบ่งกันเอออ่ะนายจ้างถ้าจะโหวตนี่เอาไปคนละเท่าไหร่ฝั่งลูกจ้างเท่าไหร่แต่คือเราอ่ะไม่ไปร่วมการทำสังฆกรรมกับเค้าแบบนี้ด้วยไงเออสำหรับเพื่อนของไอซ์ในบอร์ดประกันสังคมสิ่งที่ จะโดนก็คืออ่ะอย่างบำนาญสูตรแคร์อย่าง เงี้ยมึงขวางกูมากใช่มั้ยกูก็ไม่เอาวันนี้เข้าครม.ทั้งๆที่ทุกอย่างมันเสร็จหมดแล้วนะเออๆกูก็ไม่เอาอันเนี้เข้าครม.มึงกวนตีนกูมากใช่มั้ยมึงจะผลักดันเรื่องอะไรอ่ะเอ่อสิทธิ์ลาคลอดขยายวงเงินกูไม่ให้บางคนก็อาจจะได้รับคำทำงานอย่างี้ก็ระวังนะอะไรอย่างเงี้ยใช่ไหมก็เป็นการพูดแบบทีเล่นทีจริงเนาะแต่การคุกคามที่ถึงที่ สุดแล้วจริงๆมันก็คือการฟ้องปิดปากเนี่ยแหละก็คือให้เรามีต้นทุนในชีวิตที่จะต้องพูดเรื่องนั้นต่อแล้วเราสร้างความลำบากให้ให้เราแบบไม่อยากที่จะไม่อยากที่จะต้องลำบากแบบนี้หรือว่านั่นแหละทำให้เรากลัวที่จะต้องมีคดีเพิ่มซึ่งสำหรับไอซ์อ่ะเบสิคแล้วอันเนี้ยอืมไม่มีอะไรทำไม่มีอะไรหยุดยั้งเราได้ละ
ถ้าได้เข้าสภาไปสมัยนี้นะฮะอยากไปเป็นกรรมาธิการอะไรครับ
อยากได้ติดตามงบเพราะว่ารอบที่แล้วไอซ์ทำติดตามงบมาเนาะแล้วไอซ์ก็รู้สึกว่าฟังก์ชันของติดตามงบเนี่ยเราเข้าใจหมดแล้วทะลุปู่โป่ง รอบเนี้ยคือรอบที่พร้อมจะใช้องค์ความรู้ที่สั่งสมมาเครือข่ายที่สั่งสมมาในการที่จะใช้กรรมาธิการเนี้ยให้ได้เต็มประสิทธิภาพ
แต่ไม่เป็นไรเหอะคือออกก็ออกเหอะแต่ไอซ์คิดว่าเดี๋เขาจะขวางแต่ไอซ์พูดเลยว่าจะขวางให้เราไม่ได้กรรมาธิการที่เราอยากได้แต่ไอซ์ไปนั่งอันไหนอ่ะกูตรวจมึงทุกก้าวอ่ะเออ
ถ้าจะแบบถ้าจะทำงานกันอย่างเงี้ยซึ่งจริง ๆแล้วอ่ะติดตามงบกับปปช.อ่ะหลักการของมันน่ะมันเป็นกรรมาธิการใหญ่และเป็นกรรมาธิการตรวจสอบจริงๆมันควรจะอยู่กับฝ่ายค้านแต่อย่างรอบที่แล้วอย่างเงี้ยเขาก็ไม่ให้ให้ติดตามงบอันเดียวปปช.เขาก็เอาไปเออแต่ว่ารอบเนี้ยถ้าคือจริงๆถ้าถ้าสมมุติว่าเหี้ยมที่สุดนะก็คือฝั่งรัฐบาลเอาไปเลย 2 อันซึ่งมันจะซึ่งจริงๆเรื่องเนี้ยน่าเกลียดพอๆกับสิ่งที่ กกต.ทำเลยแต่ประชาชนน่ะจะไม่ค่อยรู้เพราะว่าประชาชนไม่รู้เรื่องงานสภาใช่มั้ยแต่ระดับความผิดหลักการน่ะก็คืออาจจะพอๆกับ กกต.เลยเออแต่มันอาจจะเกิดขึ้นได้แต่มันมาดูว่ารอบนี้คือรัฐบาลจะรักษาหลักการมากน้อยแค่ไหนอะไรเงี้เนาะ
ถ้าได้ก็คือคงเอาติดตามงบแล้วก็เนี่ยวางแผนไว้แล้วว่าคงไปแบบจัดกิจกรรมแบบแฮกงบเมื่อก่อนเนี่ยเราจะจะจัดแค่กรุงเทพฯใช่เดี๋ยวรอบเนี้ยเราจะจัดเลยเชียงใหม่ภูเก็ตขอนแก่นอุดรหัวเมืองต่างๆที่พอจะเรียกคนเข้ามาเข้ามาเข้ามาทำกิจกรรมได้แล้วก็ทำให้มันมี active citizen เนี่ยกระจายอยู่ทุกที่แล้วเดี๋จะจัดแบบมีถ่ายทอดสดมีอะไรด้วยเป้าหมายเดียวนะในการที่จะทำงานในกรรมาธิการของไอซ์คือใช้ใช้ทรัพยากรของกรรมาธิการเนี้ยทำให้ประชาชนเนี่ยตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เขาควรรู้ได้มากที่สุดเรื่องภาษีเขาจ่ายไปแล้วเนี่ยจริงๆแล้วเขาควรจะได้อะไรแล้วที่เขาได้แบบนี้เนี่ยมันเพราะอะไรมีใครมาปาดหน้าเค้กมีใครมาหา ส่วนต่างกับเงินของเขาอันนี้คือหน้าที่ที่ไอซ์จะทำแล้วไอคิดว่าไอทำมันได้ดี
เรื่องการลงพื้นที่กับการเอ่อใช้กลไกในสภาในการในการที่จะทำให้พื้นที่กับสภาเนี่ยมันเชื่อมต่อกันได้บางคนมันจินตนาการไม่ออกจริงๆอย่างไอซ์อ่ะคือตอนที่ตอนที่เข้ามาใหม่ๆเนี่ยคือเราเห็นทุกอย่างอ่ะมันเป็นปัญหาไปหมดเลยแต่ไม่รู้ว่าจะแก้ยังไงอ่ะวันนึงไปเห็นสายไฟโอ้ยสายไฟอ่ะกูด่าสายไฟเห็นฟุตบาตเป็นด่าฟุตบาทเห็นการสื่อสารไม่ด่าด่าแต่ประชาชนน่ะไม่ได้คาดหวังคนที่จะมาด่าไปเรื่อยแล้วไงเคาดหวังว่าเฮ้ยคุณมาอธิบายเรื่องเนี้ยต้องบอกด้วยว่าวิธีการแก้ไขอ่ะมันเป็นยังไง 1 2 3 หน่วยงานไหนเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วก็วิธีคิดมันควรจะเป็นยังไงงบมันควรจะเป็นยังไงอันเนี้ยเราควรจะสอน สส.ใหม่ซึ่งรอบเนี้ยมีจริงๆมีไม่เยอะมีไม่ถึงมีไม่ถึง 20 คนก็น่าน่าจะง่ายเพราะว่าคนส่วนใหญ่ก็คือจะเป็นแบบว่าเอ่อแบบสส.เก่าที่มีประสบการณ์แล้วหมดเลยแต่รอบเนี้ยนอกจากอนุบาลสส.ใหม่ให้ on track ได้เร็วๆอ่ะต้องทำให้งานของเพื่อนๆที่เค้ามีเป็นรูปเป็นร่างเป็นชิ้นเป็นอันอยู่แล้วอ่ะออกสู่สายตาประชาชนให้ได้
เอพูดจริงเฮ้ยคือไอซ์จะบอกว่าปัญหาสังคมอย่างนึงนะคือคนที่ติดคุกเนี่ยคือเขาอ่ะมันจะมีอัตราการเข้าซ้ำอ่ะประมาณ 20% 20-30% แล้วเปอร์เซ็นต์ของคนติดคุกเนี่ย 85% มั้งคือคนที่ไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานเนี่ยถ้าคุณเห็นสถิติพวกเนี้ยคุณจะรู้ว่าคุณต้องทำอะไรกับพวกเขาไม่ใช่มองว่าพวกเขาเป็นปัญหาสังคมแล้วจบถูกป่ะแล้วผู้หญิงเนี่ยมี 200,000 ผู้ชายเนี่ยเข้าใจว่าหลักล้านเออคือสำหรับไอซ์นะเรื่องเนี้ยจริงจริงๆก็ติดตามมาแต่ว่าไม่คือเรียกว่าเรายังไม่ได้มีเครื่องมือในการที่จะไปทำมากขนาดนั้นถ้าได้เข้าไปทำอ่ะก็จะเห็นสถานการณ์เข้าไปทำ
เออสิ่งที่ไอซ์แบบเป็นโปรเจคที่อยากทำนะคืออยากเข้าไปดูว่าคือเวลาเราขอไปเวลาเราขอไปดูงานน่ะทุกอย่างมันจะจัดฉากแบบสวยหรูหมดเลยใช่คือเคยเคยเข้าไปดูด้วยแบบเอ้ยในคุกเนี่ยมีสอนทำอาชีพมั้คะอ๋อมีค่ะเนี่ยมีแบบทำสอนทำเค้กทำนู่นทำนี่แล้วเค้าก็ไปซื้อเค้กจากที่ไหนไม่รู้อ่ะมาตั้งให้เราดูนึกออกมั้ยแล้วก็บอกอ๋อมีห้องหนังสือมีห้องสมุดค่ะแต่คือทุกเล่มวางแบบอย่างเป็นระเบียบสวยงามไม่ไม่มีฝุ่นจับแบบฝุ่นจับคือทุกอย่างมันถูกเซตหมดแล้วแล้วเค้าก็บอกว่าเฮ้ยทุกอย่างมันดีอยู่แล้วเนี่ยนะมีการทำงานมีการเรียนงบประมาณเพียงพออาหารโอเคคือสในคุกอ่ะจะเป็นจะเป็นสถานที่สุดท้ายในประเทศนี้ที่จะถูกปฏิรูปเพราะไม่เคยมีใครได้เห็นไม่เคยมีใครได้เห็นความเป็นจริงของมันแล้วเอาออกมาพูดได้ อย่างเป็นระบบเพราะว่าคือคนส่วนใหญ่ก็คือคน 90% น่ะที่เข้าไปอ่ะก็คือไม่ได้เห็นว่ามันเป็นปัญหาอะไรไม่ได้รู้สึกว่าจะแบบว่าคิดเชิงนโยบายส่วนคนอีก 10% น่ะก็ไม่ได้อยากจะพูดถึงชีวิตในนั้นนึกออกมั้ยมันก็เลยเป็นที่สถานที่สุดท้ายที่จะถูกปฏิรูปซึ่งคิดว่าก็ถ้าสมมุติว่าได้เข้าไปอ่ะมันก็เป็นเรื่องนึงที่แบบอาจจะเข้าไปแล้วก็เอาออกมาเขียนเป็นหนังสือหรือว่าออกมาทำเป็นนโยบายอะไรอย่างเงี้ยได้แบบจริงๆจังๆ เออสรุปมีมั้ยเรียนหนังสือเนี่ยที่บอกว่าสอนเนี่ยเออสอนจริงๆจังๆแล้วเป็นยังไงทำยังไงให้ดึงดูดให้คนมันแบบอยากมาเรียนหรือว่าอาชีพเนี่ยคืออ่ะมันขาดเหลือมันอะไรหนังสือคนในนั้นจริงๆได้อ่านมั้ยถ้าถ้าเราไม่เป็นนักโทษเราไม่มีวันได้รู้สิ่งเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา
คือถ้ามันถ้ามันมีถ้ามันมีคดีอ่ะอันเนี้ยก็ไม่มีโอกาสเพราะว่าคนที่โดนคดีอาญาก็จะไม่มีโอกาสได้เป็นรัฐมนตรีสมมุติหลุดรอดคดีไปได้
อ่าถ้าได้เป็นนะไอซ์เป็นได้ดีกับคุณสุชาติอ่ะเออไอซ์เป็นได้ดีกว่าคุณสุชาติแน่ๆคือหลายๆคนอาจจะโอ๊ยรักฉันนกแบบประสบการณ์เธอนู่นนี่นั่นหรือเปล่าคือไอซ์อ่ะไม่เคยเดาในความสามารถตัวเองแต่คน ที่มองเข้ามาจะเดาเออ ดังนั้นน่ะเทียบกับคุณสุชาติค่ะไอคิดว่าไอซ์เป็นได้ดีกว่าเขาแน่นอน
ค่ะใช่
เป็นห่วงแบบในเชิงตำหนินิดนึงว่าแบบทำไมถึงจะต้องแรงขนาดนั้นไม่ต้องไปพูดถึงคนอื่นได้มั้ยเค้าไม่เข้าใจว่าเราทำกำลังทำอะไรอยู่แล้วแล้วไอเคก็เชื่อว่าเค้าก็คงไม่มีวันเข้าใจเออแล้วแล้วก็ด้วยด้วยความเป็นห่วงเค้าก็จะรู้สึกว่าเออสิ่งที่เราทำมันอันตรายอะไรเงี้ยก็ก็เข้าใจวิธีคิดอะไรของเขาทุกอย่างนะว่าเค้าแบบเออถูกหล่อหลอมมายังไงอะไรเงี้ยแล้วก็คงจะมีคนในสังคมอีกจำนวนนึงซึ่งเป็นจำนวนใหญ่ด้วยที่ก็คงจะเหมือนแม่บุญธรรมเราที่รู้สึกว่าทำไมถึงจะต้องไปว่าคนอื่นเออเปิดข้อมูลมาแล้วมันได้อะไรล่ะมันก็ไม่ได้อะไรก็มีแต่คดีอะไรแบบเนี้ยซึ่งก็คือขอขอให้ขอให้เรายังระลึกอยู่ว่าโอเคเราเราทำรู้ตัวว่าเราทำไปเพื่ออะไรอ่ะอืมก็พอไม่ต้องมีใครซัพพอร์ตก็ได้แค่เรารู้ว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้องอยู่
ล่าสุดอ่ะที่ที่กลับไปอ่ะเนาะเอ่อก็คือไปถ่ายแบบเป็นวีดีโอสั้นสารคดีอ่ะก็ทุกคนก็จำจำได้นะแต่ว่าเค้าอาจจะไม่ได้ชื่นชมอืมคนสักครึ่งนึงนะเพราะว่าอาจจะเป็นอนุรักษ์นิยมเหมือนกับคนที่วัยหนุ่มสาวหรือวัยเด็กๆอ่ะก็ย้ายออกจากชุมชนไปหมดไปก็จะเจอแต่แบบผู้สูงอายุหรือว่าคนเก่าแก่ที่อยู่ในพื้นที่นั้นน่ะอ ซึ่งไอซก็คิดว่าก็คือส่วนใหญ่ก็เป็นอนุรักษ์นิยมแล้วก็ถ้ามองแบบไม่เข้าข้างตัวเองก็คือเขาก็อาจจะไม่ได้ไม่ได้ชอบเราด้วยเออไม่ได้สนับสนุนพรรคเราด้วยซ้ำ
ยังอยู่ยังอยู่ก็คิดว่าวันนึงที่สมมุติว่าซักใกล้ๆ 40 อ่ะก็คงก็คงจะวางแผนมีลูกแล้วแหละไม่งั้นมันจะมีไม่ได้และ
เออใช่ๆก็ต้องก็ต้องมีครอบครัวแหละคือไอซ์ก็คิดว่าจริงๆอ่ะแม้ว่าจะมีพ่อหรือไม่มีพ่อไอซ์ก็อยากจะมีลูกนะมีแล้วแบบเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมีพ่อแม่ลูกก็โอเคก็มีแบบนั้นก็ได้แต่ว่าถ้าเอ่อหาคนมาดูแลไม่ได้ก็จริงๆก็อยากจะเป็นครอบครัวแบบที่แม่กับลูกก็ได้เออเพราะว่าคือจริงๆก็แค่อยากอยากมีลูกอ่ะ
ก็ของแฟนของแฟน
คุณทิมพิธาเปิดตัวไปแล้ว
คุณไอซ์ก็จะเปิดตัวตามมาติดๆไม่คงไม่เปิดเพราะว่าน่าจะทำให้ชีวิตเค้าเอ่อแบบยากลำบากอ่ะเออตกลงกันแล้วว่าก็ออย่างนี้แหละ
ใช่ค่ะ
โอเคค่ะ
ตั้งแต่อตั้งแต่ตั้งแต่เด็กมาเนาะคือไอซก็รู้สึกว่ามันจริงๆมันเป็นปมด้อยที่ติดค้างในจิตใจว่าเรารู้สึกว่าเราแบบไม่มีคุณค่าแบบว่าเอ่อผลพ่อคุณแม่เราหรือว่าในครอบครัวบุญธรรมเองก็ไม่ได้ต้องการเราอะไรแบบนี้เนาะมันก็จะเป็นเป็นทรม่าในในใจตั้งแต่เด็กๆซึ่งพอโตมาหน่อยเราเราทำ งานหาเงินได้อ่ะเราก็จะรู้สึกว่าอ่ะการหาเงินได้เยอะนี่แหละคือคุณค่าในชีวิตของเราแล้วเราก็สัมทานเอาสิ่งนี้มาเป็นแบบมาเป็นสารณะมาเป็นมาเป็นคุณค่าใหม่ในชีวิตแต่พอมาทำงานการเมืองอ่ะไอคิดว่าเราก็โอเคเราก็ผ่อนคลายจากเรื่องการทำมาหากินเนาะจากเรื่องที่แบบว่าให้เงินเป็นที่หนึ่งในชีวิตอ่ะมาเป็นมาเป็นงานการเมืองอ คือไอซ์ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกที่แบบว่าเชิดชูตัวเองหรือว่าหรือว่าแบบมาโปรดสัตว์อะไรนะแต่ไอรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ได้ทำเพื่อคนอื่นซึ่งถึงที่สุดแล้วอ่ะมันไม่ใช่อื่นไกลเลยนะมันก็คือแบบเพื่อนๆในชีวิตของเราเพื่อนๆสมัยเด็กที่เราจะไม่ได้มีโอกาสกลับไปเจอเค้าแล้วคนในครอบครัวหรือถึงที่สุดก็คือตัวเราเองด้วย อืมการที่เราจะแบบผลักดันพรบ.อากาศสะอาดอ่ะคือสุดท้ายเราเองก็จะได้หายใจในอากาศที่มันสะอาดด้วยคนในครอบครัวของเราก็ด้วย หรือทำเรื่องอ่ะพอผลักดันพรบ.การศึกษาแห่งชาติทำใหม่เงี้ยก็คืออ่ะเด็กในเด็กในอนาคตเนี่ยก็จะได้ไม่ต้องมาติดอยู่กับระบบการศึกษาที่เป็นหลักสูตรแบบล้าหลังเนาะไม่ทันสมัยหรือว่าเรื่องสวัสดิการที่ เราผลักดันเนี่ยมันก็คือมันก็จะทำให้มวลรวมของสังคมมันน่าอยู่มากขึ้นเราก็รู้สึกว่าเป็นงานที่ทำให้เราเนี่ยเรียกว่าอืรู้สึกว่ามีคุณค่าที่ สุดในชีวิตเลยตั้งแต่ได้ใช้ชีวิตมา 30 กว่าปีอ่ะแล้วยิ่งมาทำเรื่องประกันสังคมใช่มั้ยคือประกันสังคมเนี่ยมันคือชีวิตคนจริงๆเลยเกิดแก่เจ็บตายป่วยไข้ได้รับเงินอดอยากมั้ยมีเงินไปประทังมั้ยคือบางคนที่เค้าแบบมาจับไม้จับมือเราแล้วก็บอกเฮ้ยขอบคุณจริงๆที่ทำเรื่องนี้ผลักดันเรื่องนี้เออมันคือมันทำให้เรารู้สึกว่าถ้าจะมีอะไรสักอย่างนึงที่เป็นคุณค่าในชีวิตที่เราตามหาในในชีวิตช่วงเนี้ยมันก็คือมันก็คือความรู้สึกอะไรประมาณนี้แหละ
มันก็คงแบบอ่ะเอาเวลาใช่มั้ยสุขภาพแล้วก็จริงๆเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตคนมันก็คือเวลานี่แหละเราก็คิดว่า 10 ปีเนี้ยจริงๆอ่ะถ้าไอซ์แบบตั้งหน้าตั้งตากับการหาเงินน่ะคือก็คงไปเป็นแบบวัยรุ่น 100 ล้านอะไรอย่างเงี้ยไม่ยากเราก็เอาเวลา 10 ปีซึ่งมันเรียกคืนมาไม่ได้เนี่ยมาเปลี่ยนใหม่มาเป็นทุ่มเทให้กับงานการเมืองเราเลือกเองนะว่าเราจะเอาเวลา 10 ปีในชีวิตของเราหรือมากกว่านั้นน่ะไปไปทำอะไรให้กับตัวเอ งหรือไปทำอะไรให้กับสังคมซึ่งไอซ์ก็เลือกก็เลือกเอามาทำงานการเมืองนี่แหละ
ก็คงจะอยากให้จดจำว่าเป็นแบบเป็นคุณแม่ที่แบบปกป้องเค้าให้ความรักความอบอุ่นไม่ได้อยากจะให้ลูกมาเข้าใจโอ้คุณแม่เป็นแบบนักการเมืองยิ่งใหญ่ไม่ใช่คือไอก็คงอยากให้ลูกแบบรู้สึกอบอุ่นแบบที่ในแบบที่เราไม่เคยรู้สึกรู้สึกว่าได้รับการปกป้องในแบบที่เราไม่เคยได้รับแล้วก็ให้เค้าได้เติบโตมาอย่างเข้าใจสังคมคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลแล้วก็แล้วก็ให้เค้าเลือกเอาเองว่าเค้าอยากจะอยากจะมีชีวิตแบบไหนไม่ต้องอยากจะมีชีวิตเพื่อคนอื่นแบบแม่ก็ได้ก็คือคุณอยากเป็นอะไรคุณก็ได้เป็น วันนั้นอาจจะไม่ได้แบบมีคนจำในสถานะอะไรแล้วก็ได้เอออาจจะแบบว่าไปแต่งงานมีลูกแล้วก็โอเคพอละการเมืองฮะก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนั้นมันจะเป็นยังไง
ขอบคุณค่ะ
โอสบายมากค่ะขอ
ก็อยากให้เรียกว่าไงดีเปิดใจฟังกันเนาะเพราะว่าอย่างนึงตั้งแต่ไอซ์มาทำงานการเมืองก็คือเราต้องเปิดใจรับฟังคนที่ไม่ชอบเราเหมือนกันว่ามันเป็นเพราะว่าอะไรคือถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงแบบโอ๊ยไม่จำเป็นต้องฟังก็ได้อะไรอย่างเงี้ยหลงมึงเออแต่ตอนนี้ก็คือถ้าเราอยากจะเปลี่ยนสังคมให้มาสมาทานคุณค่าเดียวกับเราเนาะคือสุดท้ายเราต้องเข้าใจก่อนว่าพื้นฐานวิธีคิดของเขาเป็นยังไงแล้วก็ไปเปลี่ยนจากไปเปลี่ยนจากแก่นของเขานั่นแหละ