Transcription
สวัสดีครับ ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีแล้วนะครับว่าไขมัน LDL เนี่ย มันเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายของเรานะครับ ยิ่งเยอะก็ยิ่งมีอันตรายต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดอื่นๆ มากมายนะครับ
แต่คำกล่าวคำนี้เนี่ย ก็มักจะได้รับเสียงคัดค้านจากกลุ่มที่เขากินอาหารประเภทคีโตเจนิคไดเอท ซึ่งเขาจะกินคาร์โบไฮเดรตต่ำมากนะครับ และในคนกลุ่มพวกนี้เนี่ย มักจะมีหลายๆ คนเลยที่มีค่า LDL สูง และเขาก็จะให้เหตุผลต่างๆ นานาว่า LDL ที่สูงในกลุ่มของมันไม่อันตราย
ล่าสุดเนี่ย มีการอ้างอิงงานวิจัยงานนึง ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกอย่าง JAC นะครับ มีการอ้างอิงมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันนี้ และตอนนี้รู้อะไรมั้ครับว่า งานวิจัยนั้นได้ถูกถอดถอนออกจากวารสารเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ เรื่องราวมันเป็นยังไงนั้น เดี๋ยววันนี้ผมจะเล่าให้ฟังนะครับ
พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนีธนียวัณ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ ปัจจุบันนะครับ องค์ความรู้ทางด้านของไขมัน LDL นะครับ มันมีมากมายแล้ว และมีการรวบรวมข้อมูลมา 10 ปี เรายิ่งรู้มากขึ้นว่ายิ่งมันสูง มันยิ่งอันตรายต่อร่างกายนะครับ อันนี้เป็นองค์ความรู้ที่แน่นมากๆ นะครับ
ผมจะขอเล่าประวัติศาสตร์นิดนึง เพื่อใครที่ไม่ทราบนะครับ จะได้เข้าใจ เพราะว่ากลุ่มคีโตเนี่ย เขาก็จะอธิบายว่า การที่ไขมันของเขาเนี่ย มันสูง มันเป็นไขมัน LDL ตัวใหญ่ นะครับ หรือที่เรียกว่า large buoyant LDL ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งอันเนี้ยไม่จริงนะครับ
เขาจะอ้างว่า ถ้าเกิดว่าเรามาตรวจค่า HDL หารด้วยไขมันไตรกลีเซอไรด์แล้วเนี่ย ค่ามันต่ำกว่า 2 หรือเราไปตรวจดูค่าแคลเซียมที่มันเกาะอยู่ ในหลอดเลือดแดงที่หัวใจของเราแล้ว มันไม่มีอะไรเกาะเลยเนี่ย แปลว่าไขมัน LDL ของเรามันเป็นตัวใหญ่ ปลอดภัย ไม่ต้องรักษา นะครับ
เขาพยายามจะพิสูจน์มาหลายครั้งหลายครานะครับ รวมทั้งมีการบอกว่า การกินยา กลุ่มสแตติน เพื่อไปลด LDL พวกนี้เนี่ย อ่า มันอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ นานามากมายนะครับ ซึ่งเรื่องทั้งหมดทั้งมวลนี้ มันไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แต่แต่อย่างใด แต่ก็จะมีคนพยายามจะอ้างเสมอมาว่า เนี่ย มีหมอหัวใจบางคนนะ ที่เขายอมที่จะต่อสู้กับสมาพันธ์หัวใจของอเมริกา ยอมที่จะเสียชื่อเสียง ยอมที่จะละทิ้งใบประกอบวิชาชีพเลย เพื่อที่จะมาอธิบายว่ามันไม่ถูกต้องยังไง แต่ก็ไม่มีข้อมูลอะไรสนับสนุนครับ
ปัจจุบันความรู้ที่ถูกต้องคือ LDL เป็นอันตรายเสมอ ถ้ามันสูงนะครับ ทีนี้งานวิจัยตัวเนี้ย มันมีที่มาที่ไปอย่างไรนะครับ งานวิจัยอันนี้มีชื่อว่า longitudinal data from the keto CTA study plague predicts plague. B does not นะครับ ตีพิมพ์ในวารสารชื่อ JAC อันนี้เป็น อ่าชื่อเต็มของเขาคือ Journal of the American College of Cardiology ก็คือเป็นงานวารสารที่มีความสำคัญมากๆ นะครับ โด่งดังมาก มี Impact Factor เนี่ย ประมาณ 22 ซึ่งถือว่าใช้ได้เลยทีเดียวนะครับ
โดยตัวนี้เนี่ย เขาตีพิมพ์ตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วนะครับ แต่ต่อมาก็เกิดมีคนไปอ่านงานวิจัยเนี้ย รู้สึกว่ามันทะแม่งทะแม่ง ก็เลยเขียนหนังสือไปถึงบรรณาธิการ ตีพิมพ์เมื่อเดือน อ่า กรกฎาคมปีที่แล้วนะครับ บอกว่า เอ้ย มันมีข้อพิรุธหลายๆ อย่างนะ หลังจากนั้นครับ ทางวารสารเนี้ย เขาก็เริ่มเห็นด้วย เอ๊ะ มันแปลกๆ จริงๆ ลองเอาคนเข้าไปอ่านใหม่ หลังจากนั้นครับ ในวันที่ 27 มกราคมปีเนี้ย มีการออกจดหมายเตือนบนหน้าเว็บไซต์เขาเลยว่า อ่า มันมีอะไรไม่ชอบมาพากลเนี่ย เรากำลังสืบสวนสอบสวนอยู่ และล่าสุดครับ เดือนนี้ งานวิจัยนี้ได้ถูกถอดถอนออกไปแล้วนะครับ
อ่ะ มันคืออะไร มันเป็นยังไง มันมีที่มายังไง เดี๋ยวเราลองเล่าให้ฟังอย่างนี้ก่อนนะครับ งานศึกษาครั้งเนี้ย เขาพยายามที่จะตอบคำถามว่า LDL กับ Apo โปรตีน B เนี่ย ซึ่งมันสูงมากๆ ในคนที่กินอาหารประเภทคีโตเนี่ย มันอันตรายจริงหรือไม่จริงนะครับ นี่คือคำถามที่เขาต้องการจะตอบ
สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Apo โปรตีน B เนี่ย ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า ปกติในร่างกายเรามันมีไขมันอยู่หลายชนิดนะครับ อ่า HDL High Density Lipoprotein, LDL Low Density Lipoprotein ซึ่งเป็นตัวที่ไม่ดี HDL นี่เป็นตัวที่ดีนะครับ ระหว่างนั้นก็ยังมี IDL Intermediate Density Lipoprotein, VLDL very low density Lipoprotein นะครับ ถ้านอกเหนือจากตัว HDL ที่เหลือเนี่ย มันมีปัญหาหมด เราไม่ค่อยชอบให้มันสูงนะครับ
ทีนี้ Apo B มันมาตรงไหนนะครับ Apo B เนี่ย ใน 1 โมเลกุลของไขมันเนี่ย มันจะมี Apo B แปะอยู่นะครับ แปะอยู่เสมอ และ Apo B หรือ Apo ไลโปรตีน B ตัวนี้เนี่ย มันจะเป็นตัวที่สามารถบอกความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองได้ดีกว่า LDL และในอนาคตอาจจะกลายเป็นสิ่งที่เราใช้ทดแทน LDL ก็ได้นะครับ แต่ปัจจุบันยังไม่ขนาดนั้น เพราะว่ามันยังมีราคาที่แพงกว่า LDL แล้วก็ไม่ได้มีในทุกแล็บในปัจจุบันนี้นะครับ
ดังนั้น โดยทั่วไปเราจะตรวจ Apo โปรตีน B เมื่อไหร่นะครับ ข้อแรกเราจะไม่ตรวจเมื่อ LDL สูง เพราะยังไงมันก็จะสูงอยู่ดีนะครับ แต่ถ้า LDL ของเรามันปกติ เราอยากรู้ว่าเรามีความเสี่ยงต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองเหลืออยู่ไหม หรือว่าในครอบครัวเรามีโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง สโตรกเต็มไปหมดเลยเนี่ย พวกเนี้ย เราถึงจะไปตรวจ Apo โปรตีน B นะครับ จำไว้นะครับ LDL ต้องต่ำก่อน เราถึงจะไปตรวจ ต่ำนี่คือแค่ไหน คือโดยทั่วไปเนี่ย LDL ต่ำกว่า 100 อ่า มันถึงจะเป็นปกติ ในปัจจุบันนี้ LDL เนี่ย เราต้องการให้ต่ำกว่า 100 ในคนทั่วไปนะครับ คุณจะทำยังไงก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องกินยาสแตติน คุณจะต้องทำให้มันต่ำลงมาให้ได้ ถ้าคุณมีโรคเบาหวาน คุณจะต้องคุมให้มันต่ำกว่า 70 แต่ถ้าเกิดคุณเกิดเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมันติดตันไปแล้ว หรือโรคสโตรกหลอดเลือดสมองไปแล้วเนี่ย คุณจะต้องทำให้มันต่ำกว่า 55 ให้ได้ ซึ่งพวกหลัง 2 พวกเนี้ย มักจะต้องกินยาสแตติน เพราะว่ายาสแตตินไม่เพียงแต่ลด LDL แต่มันยังลดการอักเสบ รวมทั้งทำให้คราบตะกันที่มันเกาะอยู่ตรงหลอดเลือดเนี่ย ไม่มี การหลุดร่อนแล้วไปอุดตรงบริเวณปลายของหลอดเลือด ทำให้เกิดปัญหาได้นะครับ
อ่ะ ตรงนี้คือความรู้เบื้องต้น ทีนี้งานศึกษานี้เขาทำอะไรนะครับ ผมเพิ่งจะวิเคราะห์การศึกษา นี้ผมก็เลยจะเปิดงานวิจัยที่ผมเปิดไว้ตรงนี้ดูด้วยนะครับ คือเขาติดตามคนที่กินอาหารคีโตเจนิคทั้งหมด 100 คนนะครับ โดยคนเหล่านี้เขาหามาจากโซเชียลมีเดีย ใครสนใจ อ่า สมัครมาเลยนะครับ แล้วก็จะต้องเป็นคนที่กินคีโตมาอย่างน้อย 2 ปี มีค่า LDL ก่อนกินคีโตเจนิคไดเอทเนี่ย ที่มันต่ำกว่า 160 แต่หลังจากกินมันจะต้องสูงกว่า 190 เพราะว่าเขาต้องการจะดูซิว่า LDL ที่สูงมีปัญหามั้ยนะครับ เขาเลยต้องเอาคนที่กินคีโต LDL สูงมา แต่ก็จะต้องเป็นคนที่มี HDL ที่สูง มีไตรกลีเซอไรด์ที่ต่ำ ไม่เป็นเบาหวานนะครับ แล้วก็ไม่เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองมาก่อน
เขาเอาคนกลุ่มเนี้ยนะครับ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะต้องมีน้ำหนักที่ไม่เยอะเกินไปนะครับ เขาจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Lean Mass Hyper Responder นะครับ ซึ่งมันแปลว่าอะไร มันแปลว่าคนที่เขากินคีโตเนี่ย จะมีอยู่กลุ่มนึงที่น้ำหนักตัวน้อย เวลากินคีโตไปสักพักเนี่ย คนกลุ่มพวกนี้มักจะมีค่า LDL สูงกระฉูดเลยนะครับ บางคน 4-500 ซึ่งอันตรายมากๆ นะ แต่คนเหล่านี้เขาก็จะพยายามบอกว่าไม่อันตราย ไม่เป็นอะไรนะครับ แล้วมันไม่เป็นอะไรจริงหรือเปล่า เขา ก็อ้างงานวิจัยตัวนี้แหละครับนะ
ทีนี้ในงานวิจัยนี้นะครับ เขาพยายามจะสื่อ ถ้าเราจะอ่านชื่อเนี่ย เขาจะบอกว่าค่าเรื่องของตะกันที่มันอยู่ในรอบๆ อ่า หลอดเลือดเนี่ย เราจะเรียกว่า plaque นะครับ plaque เขาบอกว่ามันสามารถที่จะทำนายได้ว่า plaque พวกเนี้ย มันจะเพิ่มขึ้นหรือเปล่า มันขึ้นอยู่กับว่าเรามี plaque พวกนี้ หรือเปล่า ถ้าเรามีอยู่ตั้งแต่แรก มันจะเพิ่มขึ้นในเวลาต่อมานะครับ แล้วก็พยายามจะสื่อว่า Apo B กับ LDL เนี่ย มันไม่สัมพันธ์อะไรกับการเพิ่มขึ้นของ plaque พวกนี้นะครับ หรือบางคนอาจจะอ่านค่า plaque ก็ได้ plaque หรือ plaque ก็แล้วแต่คุณเรียกแล้วกันนะครับ ผมจะเรียกว่า plaque เพราะว่าเวลาที่ผมออกเสียงภาษาอังกฤษแล้วเรียกว่า plaque นะครับ
แล้วก็อันเนี้ย มันทำให้หลายคนใช้งานวิจัยตัวเนี้ยตีความว่า คนที่กินอาหารกลุ่มคีโต มันแม้จะมี Apo โปรตีน B ที่สูง มี LDL ที่สูง และของพวกเนี้ยมันจริง แต่มันไม่ อันตราย ซึ่งผิดทั้งหมดเลยนะครับ
ทีนี้ ประเด็นที่สำคัญมากๆ ของเรื่องนี้คืออะไรนะครับ คือเขาเนี่ย บอกว่ามันไม่เจอความสัมพันธ์ หรือ association ระหว่าง LDL และ Apo B ที่สูง กับการที่คราบตันพวกเนี้ย มันจะเพิ่มขึ้นนะครับ แต่ถ้าคุณเข้าไปอ่านงานวิจัยตัวเนี้ย จะเจอว่าทั้งกลุ่มเนี้ย ที่เขาศึกษา 100 คน ทุกคนน่ะ เกือบทุกคน มันมีการเพิ่มขึ้นของคราบตะกันพวกนี้ ครับ ทุกคน อ่า แสดงว่าไม่ว่าคุณจะอยู่ในกลุ่มไหน ค่าตะกันพวกนี้มันก็เพิ่มขึ้นถูกมั้ยครับ อ่างั้นอันเนี้ย มันเป็นสิ่งที่ เราต้องคิดนะว่าเขาพยายามจะเปลี่ยนประเด็น ให้เราหลงประเด็นหรือเปล่าว่า เอ๊ มัน อ่า Apo โปรตีน B ที่สูง LDL ที่สูง มันไม่เกี่ยวข้องอะไรกัน ถ้ามันไม่เกี่ยวข้องเนี่ย แล้วทำไมทำไมทุกคนมันถึงมีคราบพวกนี้ หรือ plaque พวกนี้ หรือ plaque เนี่ย มันเยอะขึ้นนะครับ ทำไม อ่า ตรงเนี้ยสำคัญ แล้วทุกคนมีค่าตันเพิ่มมากขึ้นนะครับ
ทีนี้มันแปลว่างานเนี้ย มันไม่สามารถบอกได้ว่า การที่หลอดเลือดมันมีไอ้ตะกันพวกเนี้ยเกาะ หรือมันไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกี่ยวข้องอะไรกับ LDL หรือ Apo โปรตีน B เนี่ย มันไม่อันตรายนะ มันอันตรายนะครับ เพราะว่าการที่หลอดเลือดเพื่อเนี่ย มีตะกันมาเกาะ มันก็ตีบลงตีบลงทุกวันแล้วมันอันตรายได้นะครับ
งานนี้เนี่ย เขาศึกษาติดตามคนเหล่านี้ไปประมาณ 1 ปีนะครับ โดยที่เขาจะมีการทำการ CT พิเศษที่หลอดเลือดหัวใจ เพื่อที่จะดูว่า ไอ้ค่าของตะกันพวกเนี้ย มันเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนนะครับ ดังนั้นสิ่งที่เขาทำคือ ติดตามคน 100 คนที่สมัครมาทางโซเชียลมีเดีย โดยจะต้องกินคีโตมาอย่างน้อย 2 ปี ไม่มีโรคประจำตัวอะไร ระบบเมตาบอลิซึมทุกอย่างต้องดีหมดนะครับ ไม่อ้วนนะฮะ แล้วก็ติดตามดูซิว่า ไอ้ค่า plaque หรือ plaque เนี่ย ในตะกันในหลอดเลือดเนี่ย มันมันเยอะขึ้นแค่ไหนนะครับ
อ่ะ แล้วเขาก็พยายามจะบอกว่า เฮ้ย มันไม่เกี่ยวอะไรกับตัว Apo โปรตีน B แต่ปัญหาคือว่า ทุกคนเนี่ย มันมันมีคราบตะกันเพิ่มขึ้นหมดเลยนะครับ ทั้งกลุ่มเนี้ย ซึ่ง ซึ่งทั้งกลุ่มเนี้ย คือค่า LDL กับ Apo โปรตีน B สูงด้วยทั้งนั้นนะครับ
ทีนี้ ในงานวิจัยนี้เนี่ย เขาก็มีจะต้อง มันมีหลายๆ อย่างที่เราต้องรู้ นะ ข้อแรกมันถูกถอดถอนออกไปแล้วนะ แล้วเหตุผลที่ถอดถอนเนี่ย ก็คือเขา อ่า บอกว่าเป็นเรื่องของข้อมูลที่มันไม่ค่อยโปร่งใสบางอย่าง แล้วก็งานการวิเคราะห์ทางสถิติเนี่ย มันมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะครับ อ่ะ แต่ไม่ว่ายังไงครับ ผมจะขอวิเคราะห์ให้ฟังแล้วกัน สมมุติว่าเราจะตีความงานวิจัยตัวนี้ เพราะว่ามันจะต้องมีคนพูดแน่ๆ ว่า อ๋อ คนพวกเนี้ย พอเขาจะทำอะไรดังขึ้นมาสักอย่างนึง มันก็จะต้องโดนบริษัทยาสั่งเก็บแน่นอน เพราะว่าไม่ งั้นจะขายยาสแตตินไม่ได้ อ่า เขา ก็ต้องพูดแบบนี้นะครับ
แต่ถ้าเกิดคุณไปตีความงานตัวนี้เนี่ยนะครับ คุณก็จะเจอปัญหาหลายๆ อย่างนะครับ อย่างแรกนะ ขอเริ่มจากข้อดีของงานนี้ก่อน ข้อดีของงานเนี้ย คือเป็นงาน prospective ก็คือเป็นการติดตามคนไปเรื่อยๆ ครบ 1 ปีนะครับ ข้อที่ 2 เนี่ย เขาจะใช้วิธีการทำ CT coronary ก็คือหลอดเลือดหัวใจ แล้วก็ใช้ AI มาช่วยจับดูซิว่า มันมีคราบ plaque เนี่ย มันมันสูงขึ้นหรือเปล่า นะครับ แล้วก็เป็นการศึกษาแบบตรงกลุ่มเลย ก็คือกลุ่มที่เป็น Lean Mass Hyper Responder ก็คือในคนที่กินคีโตเยอะๆ เนี่ย แล้วก็ LDL สูงนะครับ
ทีนี้จุดอ่อน คืออะไร ข้อแรกนะครับ ไม่มี การสุ่มครับ non randomized แปลว่าอะไร เลือกมาจากทางโซเชียลมีเดีย มันจะมีปัญหาตรงที่ว่า อาจจะมี selective bias คือเราเลือกคนที่เขาที่เราอยากมา ที่เขามาเงี้ยเนี่ย มันไม่มีการสุ่มอะไรเลย การที่ไม่มีการสุ่มเนี่ย บอกอะไรไม่ได้นะครับ แล้วก็อันที่ 2 คือ ไม่มีกลุ่มควบคุม คุณเอาคนทุกคนที่เขา LDL สูงหมดมา คุณจะต้องจริงๆ ถ้าจะบอกว่า อ่า LDL สูงมันไม่อันตราย คุณจะต้องมีกลุ่มที่เขา LDL ไม่สูงด้วยสิ เอามาเทียบกัน ตกลงแล้ว อันตราย อันตรายมันต่างกันยังไง และ LDL พวกนี้ ถ้ากลุ่มนึง LDL ปกติ กับกลุ่มนึง LDL สูง ลองตามดูซิว่า ไอ้คราบตะกันในหลอดเลือดหัวใจเนี่ย มันเพิ่มขึ้นต่างกันมั้ยนะครับ แต่เขาไม่มีกลุ่มควบคุมใดๆ ดังนั้น การที่เขา อ่า ใช้คำศัพท์ที่บอกว่า ไลโปรตีน B เนี่ย กับ LDL มันไม่ได้ทำให้มีความสัมพันธ์ระหว่างการเพิ่มขึ้นของคราบตะกัน อันเนี้ยเป็นการใช้ภาษาที่ค่อนข้างแรง แล้วก็สรุปเกินข้อมูลที่เขา อ่า มีไปเยอะเลยนะครับ
อ่ะ งั้นมันมีอีกประเด็นก็ คือว่า ถ้าถ้าใครเข้าไปอ่านจะเจอว่าเขาไม่มีกลุ่มควบคุม ไม่พอนะ แต่เขา ยังพยายามจะเอากลุ่มของเขาเนี่ย ไปเทียบกับงานวิจัยอื่นๆ ถือว่างานวิจัยอื่นๆ เป็นกลุ่มควบคุม ซึ่งทำแบบนั้นน่ะ มันไม่ได้นะครับ อาจจะเทียบได้เล่นๆ เท่านั้น แต่ว่าจะเอามาเทียบเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ งานวิจัยนี้นะครับ อย่างมากก็สามารถทำได้แค่ชวนให้คิด แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ครับ อ่า ชวนให้คิดว่า เออ ไลโปโปรตีน B LDL เนี่ย มันอาจจะไม่มีปัญหา ก็ได้นะ แต่พิสูจน์อย่างนั้นไม่ได้ครับ ข้อมูลของคุณยังแป๊กมากเลย ยังไม่สามารถสู้ข้อมูลทางด้านของ LDL โปรตีน B ซึ่งเรามีมาเป็น 10 ปีแล้ว บอกว่ามันอันตรายได้เลยนะครับ
นอกเหนือจากนี้ครับ มันยังเป็นการติดตามที่สั้นมากคือ 1 ปี ปกติแล้วเนี่ย เราจะเห็นว่าคราบตะกันมันจะเยอะมากๆ เนี่ย มันจะเพิ่มขึ้นในช่วงประมาณ 3-6 ปี การติดตามไปแค่ปีเดียวเนี่ย มันบอกอะไรไม่ได้ครับ และอีกอย่างนึงนะครับ คือมันจะต้องเป็นเฉพาะกลุ่มมากๆ คือต้องเข้าเกณฑ์เป๊ะ ไม่ใช่ว่าใครกินคีโตเนี่ย ก็จะต้องเข้ากลุ่มนี้ ถ้าเกิดคุณกินคีโตแล้วคุณอ้วน อ่า ไม่เข้ากลุ่มนี้ก็ใช้ไม่ได้ คุณกินคีโตแล้วมีไตรกลีเซอไรด์สูง คุณกินคีโตแล้วมีเบาหวานซ่อนอยู่ ก็เข้ากลุ่มนี้ไม่ได้เหมือนกัน ก็แปลว่า ถ้าเกิดว่าคุณจะใช้ข้อสรุปของเขาว่า LDL Apo โปรตีน B ไม่ได้มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของตัวตะกันในหลอดเลือด มันก็จะต้องเป็นคนกลุ่มนี้เท่านั้น ถ้าเป็นคนกลุ่มอื่นใช้ไม่ได้เลยครับ
ดังนั้น จะสรุปทั้งหมดว่า LDL กับ Apo โปรตีน B ที่สูงในคนที่กินคีโตไม่ อันตรายไม่ได้ครับนะ ต่อมาครับ คือมีปัญหาเรื่องของการวิเคราะห์ เกือบจะทุกอย่าง จริงๆ ทุกอย่างของเขาเนี่ย รายงานเป็น median นะครับ อ่า ปกติเวลาที่เรารายงาน เราจะมักรายงานเป็น mean หรือค่าเฉลี่ยนะครับ แต่ median นี่คือค่ามัธยฐาน มันต่างกันยังไงนะครับ คือเมื่อไหร่ที่มีการรายงานเป็น median ไม่ใช่ mean แล้วล่ะก็ แสดงว่าข้อมูลเนี่ย มันเป็นการกระจายแบบที่ไม่สมมาตรนะ ครับ ไม่ใช่การกระจายแบบปกติ ไม่ใช่ normal distribution ตรงนี้เป็นภาษาสถิตินะครับ ถ้าใครไม่เข้าใจข้ามไปเลยแล้วกันนะครับ ผมจะเล่าให้ฟังเล่นๆ นะครับ คือโดยทั่วไปตัวแปรพวกเนี้ย เราจะต้องเป็นการดูว่า 1 มันเป็นการกระจายตัวแบบ normal distribution หรือเปล่า เป็นรูประฆังคว่ำ ถ้าเป็นแบบนี้ เราถึงจะใช้การวิเคราะห์แบบนึงได้นะครับ แต่ถ้ามันไม่ใช่แบบนี้ เขามักจะรายงานเป็นค่ามัธยฐาน หรือพวก อ่า median พวกเนี้ย ซึ่งพอรายงานเป็น median เวลาที่วิเคราะห์เนี่ย จะต้องใช้การวิเคราะห์อีกแบบนึง ก็คือใช้ non parametric test นะครับ non parametric test เนี่ย จะใช้พวกนี้ แต่ของเขาเนี่ย มันไม่ได้ใช้แบบนั้นนะครับ
แล้วก็มีการทำ อ่า เขาเรียกว่าเป็น regression analysis แล้วก็มีตารางเป็น plot ขึ้นมา เดี๋ยวผมจะให้คุณขึ้นคุณดูเลยนะฮะ อันเนี้ย ผมว่าทุกคนดูแล้วจะเห็นเหมือนผมนะครับ อันนี้เขาเรียกว่า Scatter Plot นะครับ Scatter Plot เนี่ย คือเขาพยายามจะเขียนว่ามันมีแนวโน้มมีเนี่ย เห็นขีดขีดเส้นแดงๆ ใช่มั้ยครับ แต่คุณดูด้วยสายตาคุณเปล่า ไอ้จุดพวกเนี้ย มันดูไม่มีแนวโน้มอะไรเลยอ่ะ ไม่มีเลยนะครับ แล้วเส้นแดงๆ ผมไม่รู้เขา ลากขึ้นมาได้ยังไงเหมือนกัน เพราะมันไม่มีแนวโน้มแบบนั้นจริงๆ อย่างเงี้ย คือแค่เห็นกราฟผมก็รู้สึกว่า เอ๊ะ มันมั่วมากเลยนะ เพราะโดยปกติแล้วเนี่ย อย่างน้อยมันจะต้องเห็นมันมีการเกาะกลุ่มเป็นรูปเส้นเป็นอะไรอย่างงี้สิ มันถึงจะสามารถวาดเส้นอย่างนั้นขึ้นมาได้ แต่แบบนี้คือไม่ได้เลยนะ ครับ ดังนั้นอันเนี้ย เป็นอันที่แบบ บอกแล้วมันค่อนข้างแย่สุดนะครับ อ่า แล้วก็มีเรื่องของตารางอันที่ 2 ซึ่งผมจะขึ้นให้คุณดูเหมือนกัน คือเขาบอกสารอาหารทุกอย่างนะ แต่ทำไมไม่บอกเรื่องโปรตีนที่กินแต่ละวัน แล้วก็พลังงานที่กินแต่ละวัน เพราะไอ้ 2 อย่างเนี้ย ก็มีความเกี่ยวข้องเหมือนกันนะครับ กับผลลัพธ์ของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจขึ้นมาได้อ่านะครับ
แล้วก็ยังไม่มีการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยกวนนะครับ เช่น ปริมาณพลังงานที่เรากินนะครับ ไม่มี การควบคุมเรื่องของดัชนีมวลกาย BMI ไม่มีการควบคุมทางด้านของ Body Composition หรือมีมีพุงมีอะไรหรือเปล่านะครับ ไม่มี การควบคุมตรงนี้ ดังนั้นแสดงว่างานตัวเนี้ย อาจจะมีตัวกวน หรือ confounding factor ค่อนข้างที่จะเยอะ มันก็เลยทำให้สรุปอะไรไม่ได้ ที่สำคัญครับ เขาใช้การวิเคราะห์ที่เรียกว่า univariate analysis นะครับ univariate analysis คือการวิเคราะห์ทีละตัวแปรนะ ครับ การวิเคราะห์ทีละ 1 ตัวแปร แล้วมันเจออะไรสักอย่างเนี่ย มันอาจจะบอกว่า เออ อันเนี้ยน่าสนใจ ต้องไปศึกษาเพิ่ม แต่ถ้าจะต้องการตัดตัวกวนออกไป ก็จะต้องใช้สิ่งที่ เราเรียกว่า multivariate analysis ซึ่งก็จะมีการใส่อย่างอื่น เช่น อ่า ค่า อ่า มีเรื่องของน้ำตาล เรื่องของไขมัน เรื่องของอะไรอย่างอื่นปนๆ เข้าไปในนั้น เพื่อที่จะดูว่า เออ ถ้าเกิดว่าตัวแปรตัวที่ 1 มันอาจจะมีผล แต่มันอาจจะเป็นผลของพวกที่เป็นตัวกวนหรือเปล่า ถ้าเราปรับตัวกวนให้มันไม่มีตัวกวนล่ะ โดยเอาตัวอื่นๆ มาจับเนี่ย มันจะเปลี่ยนแปลงผลในนี้หรือเปล่านะ อันนี้เรียกว่า multivariate analysis ซึ่งมันจะทำได้ก็ต่อเมื่อตัวอย่างเนี่ย มันใหญ่เพียงพอ แต่อันนี้คือทำแค่ 100 คน ตัวอย่างน้อยครับ ยังอาจจะไม่สามารถบอกอะไรได้แล้ว เขาก็ใช้ univariate ซึ่งการใช้ univariate เนี่ย มีปัญหากับ confounding factor ได้ค่อนข้างง่ายนะครับ
อ่ะ งั้นตรงนี้ ถามว่าแล้วมันเป็นยังไง คืออันนี้นะครับ ข้อแรกเลยนะ สรุปเกินข้อมูลเยอะมากนะครับ สรุปเกินข้อมูลไปเยอะเลยนะครับ แล้วก็มีการทำให้หลายๆ คนเนี่ย อ่านแล้วจะเข้าใจผิดไปได้ว่า ถ้า LDL หรือ Apo โปรตีน B สูงในคนที่กินคีโตไม่ อันตราย ซึ่งไม่ใช่ครับ ไม่ใช่แล้วมันบอกอย่างนั้นไม่ได้ด้วย เพราะว่าทั้งหมดทั้งมวลที่เขากินคีโตพวกเนี้ย ถึงแม้ว่าจะเป็นกลุ่ม non อ่า Lean Hyper Responder ทั้งหมดเลยนะครับ ถึงแม้จะเป็นกลุ่มนี้ทั้งหมด แต่ทั้งหมดนี้อย่าลืมนะครับว่า ทุกคนมีตะกันเพิ่มขึ้นในระยะเวลาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น ทุกคนนะครับ ตรงนี้สำคัญนะ แปลว่าคนที่ Apo โปรตีน B อ่า Apo โปรตีน B กับ LDL ที่สูงเนี่ย เป็นไง ปลายทางที่ 1 ปี หลอดเลือดก็ตีบตันไปเยอะเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะไม่เจอแคลเซียม ไม่ได้แปลว่ามันไม่อันตรายครับ
เพราะว่าในงานศึกษาครั้งนี้นะครับ เขาศึกษาสิ่งที่เรียกว่า อ่า เป็น non calcified plaque volume นะครับ non calcified ก็คือไม่มีแคลเซียมมาเกาะนะครับ ปกติเวลาที่เราทำการตรวจ Calcium Score เราจะตรวจซิว่า เอ๊ะ ผนังหลอดเลือดที่มันอักเสบ มีแคลเซียมไปเกาะเยอะมั้ย ถ้าเยอะมากๆ เนี่ย เป็นสิ่งที่ไม่ดี แปลว่าน่าจะมีการติดตันของหลอดเลือดได้ แต่การที่ Calcium Score เป็น 0 ไม่ได้แปลว่ามันไม่อันตราย เพราะว่าจะมีการเกิดตะกันข้างใน แต่มันยังไม่มีแคลเซียมไปเกาะ ดังนั้น งานวิจัยอันเนี้ย เขา อ่า เขาเลยวัด non calcified plaque volume ซึ่งมันเพิ่มขึ้นด้วยครับ มันเพิ่มขึ้นด้วยนะฮะ ดังนั้นอันเนี้ย เป็นอะไรที่กลุ่มคีโตเนี่ย เขาก็อาจจะแย้งกันเองก็ได้นะ เขาบอกว่า เอ้ย เนี่ย ตรวจ Calcium Score เป็นศูนย์ แปลว่าเราปลอดภัยแล้ว หลอดเลือดมันไซส์สะอาด อ่า ไม่ เนี่ยครับ งานนี้เขา ยังงานของคนคีโตเอง เขายังตรวจตัวนี้เลย แล้วเขายังบอกว่ามันสำคัญ ทำไมเขาไม่ตรวจแคลเซียมอ่ะ ถ้าคิดว่าแคลเซียมมันสำคัญ เออ นะฮะ
งั้นนี่ก็ คือเหตุผลว่าทำไมงานวิจัยตัวเนี้ย มันถึงถูกถอดถอนนะครับ อ่า ก็คืองานทางสถิติมีปัญหา ข้อมูลมีความไม่ค่อยโปร่งใสเท่าไหร่ นะครับ ตรวจสอบบางอย่างไม่ได้ เขาก็เลยพิจารณาถอดถอนงานวิจัยตัวนี้ออกไปจากวารสารระดับ JAC แต่ถ้าใครยังจะอ้างงานวิจัยตัวนี้อีก งานวิจัยตัวนี้ตีความได้หลายอย่าง แต่อย่างเดียวที่บอกได้ชัดๆ เลย ก็คือมันได้แค่ทำให้เราสงสัยว่า Apo โปรตีน B กับ LDL อาจจะไม่ได้อันตราย แต่พิสูจน์ไม่ได้ครับ ข้อมูลยังไม่แน่น ตัวอย่างก็น้อยนะครับ ติดตามแค่ 1 ปี แล้วเป็นตัวอย่างที่มันเฉพาะมากๆ ไม่มีการสุ่มตัวอย่าง ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ ไม่มีกลุ่มควบคุมใดๆ ทั้งสิ้นเลย แถมทุกคนในนี้มีปริมาณตะกันที่เพิ่มมากขึ้นตอนสุดท้ายเสียอีก และทุกคนในนี้เป็นคนที่มี LDL กับ B สูง ดังนั้น การที่บอกว่า Apo B กับ LDL ไม่มีความสัมพันธ์ กับการเพิ่มขึ้นของตะกัน คงจะบอกเช่นนั้นไม่ได้ครับ เพราะว่าเรารู้อยู่แล้วว่า 2 อย่างนี้มันเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดการ เกิดตะกันขึ้นมาตั้งแต่แรก ข้อมูลตรงนั้นมีชัดกว่าเยอะเลยนะครับ
อ่ะ คงจะเป็นข่าวที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สำหรับคนที่เป็นกูรูคีโตแล้วพยายามจะสู้เรื่องนี้ตลอดมานะ ครับ เอ่อ แต่อย่างที่ผ่านมา ผมก็เคยทำคลิปพวกนี้มาคัดค้านในกลุ่มกลุ่มคีโตเจนิคไดเอทมา 4-5 ปีแล้วนะครับ แต่ก็ยังได้รับเสียงตอบรับที่เป็นเชิงลบจากกลุ่มนั้นอยู่ดี
ผมจะไม่ว่าอะไรคุณนะครับ คือถ้าเกิดคุณกินคีโตเจนิคอยู่แล้ว ก็รู้สึกว่า เออ LDL ของคุณสูง แล้วคุณไม่คิดว่ามันเป็นอันตราย อันนั้นก็เป็นสิทธิของคุณนะครับ แต่ข้อมูลที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ มันไม่ได้บอกแบบนั้นเท่านั้นเอง ส่วนคุณ ถ้าคุณมีสมอง ทุ เออ ทุกคนมีสมองอยู่แล้ว คุณหัดใช้มันหน่อย ครับ หัดใช้มัน คือหัดใช้เข้าใจงานวิจัยตัวนี้ ถ้าคุณอ่านไม่เป็น ก็ต้องใช้ AI ให้เป็น ส่วนคนที่เป็นกูรูคีโตแล้วบอกว่าใช้ AI ดูงานวิจัยไม่ได้หรอก แสดงว่าคุณใช้ AI ไม่เป็นครับ และโลกของเราทุกคนใช้ AI ถ้าต่อไปนี้คุณไม่ใช้ AI หรือใช้ AI ไม่เป็น อ่า ปัญหาตกอยู่กับคุณแล้วครับ คุณจะกลายไปเป็นคนล้าหลังทันทีนะครับ เพราะว่าหลังจากที่ผมบอกให้เราสามารถใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อความต่างๆ ที่เราได้ยินมาจากอินเทอร์เน็ตแล้วก็มีคนไม่เห็นด้วย AI เดี๋ยวมันทำผิดพลาดเยอะแยะ นั่นแสดงว่าคุณเขียน prompt ไม่เป็นครับ ไม่รัดกุมเพียงพอ แล้วคุณก็ไม่สามารถใช้ตรรกะของคุณในการวิเคราะห์ได้ว่าอะไรจริงหรืออะไรไม่จริงนะครับ
โอเค วันนี้นะครับ สรุปง่ายๆ คือ LDL สูง อันตรายเสมอครับ ส่วนคุณจะลดมันด้วยวิธีอะไรนั้น อันนี้ก็แล้วแต่คุณเลยครับ ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องกินยา ผมไม่ได้สนับสนุนให้คนกินยานะครับ แต่คุณจะต้องลดมันลงมาให้ได้ เพราะว่าข้อมูลบอกชัดเจน LDL ยิ่งสูง ยิ่งอันตราย LDL ยิ่งต่ำ มันยิ่งดีนะครับ
โอเค โอเค วันนี้ก็เล่าให้ฟังประมาณเท่านี้นะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดี