Transcription
ในครั้งนั้น ณ พระเชตวันอันสงบเงียบ มีภิกษุรูปหนึ่ง ความสงสัยขึ้นในใจ เขาได้ยินคำสอนว่า จิตของเรานั้นเกิดแล้วก็ดับอย่างรวดเร็วในทุกขณะ แต่ในความเข้าใจนั้นกลับมีคำถามที่ยังไม่คลี่คลาย หากจิตดับอยู่ตลอดเวลา เหตุใดกันเล่า สัตว์โลกจึงยังต้องเวียนว่ายไม่หลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร
ด้วยความสงสัยนั้น ภิกษุจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบลงแทบพระบาทแล้วทูลถามด้วยความเคารพว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่าจิตนี้เกิดแล้วก็ดับอยู่ทุกขณะ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดสัตว์โลกจึงยังต้องไปเกิดอีกเล่า
พระผู้มีพระภาคทรงตรัสด้วยพระสุรสอันสงบลุ่มลึกว่า ภิกษุเอ๋ย จิตนั้นย่อมเกิดและดับอยู่ทุกขณะก็จริง แต่สัตว์โลกหาได้รู้ตามความเป็นจริงไม่ เมื่อจิตเกิดขึ้น ย่อมมีความพอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง มีความอยากบ้าง มีความยึดมั่นบ้าง เพราะไม่รู้จึงหลงยึด เพราะหลงยึดจึงไม่ปล่อยวาง เพราะอวิชชาเป็นเหตุจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นเหตุจึงเกิดอุปทาน เมื่อมีสิ่งที่ยึดมั่น สิ่งนั้นย่อมกลายเป็นที่ตั้งแห่งภพ และเมื่อมีภพชาติย่อมเกิดขึ้น เมื่อมีการเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายย่อมตามมาเป็นธรรมดา
แล้วพระองค์ตรัสต่อไปว่า ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไฟที่ลุกอยู่ แม้เปลวไฟหนึ่งจะดับไป แต่หากยังมีเชื้อไฟอยู่ ไฟนั้นย่อมลุกต่อไปได้ไม่สิ้นสุด ฉันใดก็ฉันนั้น แม้จิตในขณะหนึ่งจะดับไป แต่ตราบใดที่ยังมีตัณหาเป็นเชื้อ การเกิดใหม่ย่อมยังดำเนินต่อไปไม่ขาดสาย
เมื่อภิกษุได้ฟังดังนั้น เขาเกิดความสลดใจอย่างยิ่ง เพราะเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่ผูกมัดตนไว้ ไม่ใช่จิต แต่คือความอยากที่ไม่เคยดับ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสสรุปว่า ไม่ใช่จิตที่พาไปเกิด แต่เป็นตัณหาและอุปทานที่ผูกสัตว์ไว้ในวัฏฏสงสาร จิตอาจดับทุกขณะ แต่หากความอยากยังไม่เคยดับ การเกิดใหม่ก็จะไม่มีวันสิ้นสุด
แล้ววันนี้คุณล่ะ กำลังดับที่จิต หรือยังคงต่อเชื้อไฟให้ตัณหาอยู่