Transcription
บีแอลซี ไลบรารี ห้องสมุดของคุณที่จะพาคุณไปค้นหาความจริงที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้ สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่ บีแอลซี ไรซ์เบอร์รี่ ค่ะ พื้นที่เล็กเล็กที่จะจุดประกายให้คุณเข้าใจเรื่องของการเงินโลกมากขึ้นค่ะ วันนี้หนังสือที่เราจะรีวิวนะคะ เป็นหนังสือในเชิงเศรษฐศาสตร์ค่ะ ที่เขียนมาประมาณแปดสิบปีแล้วนะคะ นั่นคือหนังสือที่ชื่อว่า อีคอนอมิกส์ อิน วัน เลสเซ่น นั่นเอง หนังสือเล่มนี้เลยค่ะ ซึ่งดีมากมากเลยนะคะ ที่ทีมไรท์ชิปนะคะ ได้แปลเป็นภาษาไทยให้เราเรียบร้อยแล้วค่ะ
หนังสือเล่มนี้นะคะ ไม่ได้มองเหมือนการสอนเศรษฐศาสตร์แบบยากยากนะคะ แต่กำลังจะสอนคุณนะคะ ว่าวิธีการมองโลกเนี่ย ให้เข้าใจมัน และคุณจะมองภาครัฐไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะ
อีคอนอมิก อิน วัน เลสเซ่น เนี่ยนะคะ ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกค่ะ ในปีหนึ่งเก้าสี่หกนะคะ เขียนโดย เฮนรี่ เฮาส์ลิต นะคะ หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองค่ะ ซึ่งเป็นช่วงที่โลกนะคะ กำลังถกเถียงกันหนักมากเรื่องของบทบาทของภาครัฐนะคะ เรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและนโยบายทางการเงินต่างต่าง เขาเนี่ยนะฮะ ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์สายวิชาการจ๋านะฮะ แต่เป็นนักเขียนค่ะ นักคิดที่สื่อสารเรื่องยากยากให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นนะคะ ฮอสสลิต เนี่ยนะคะ เป็นนักข่าวของนิวยอร์กไทม์นะคะ และต่อมาก็มาเป็นบรรณาธิการนะคะ ที่นิวส์วีคค่ะ แปลว่าอะไร แปลว่าเขาเนี่ยน่าจะเห็นนโยบายจริงของโลกจริงทุกวันนะคะ ที่ไม่ใช่ทฤษฎีค่ะ เขาเชื่อว่าเศรษฐศาสตร์ที่ดีนะคะ จะต้องอธิบายให้คนเข้าใจได้ ให้คนทั่วไปเดินดินเนี่ยเข้าใจได้เลย เขียนแบบใช้ศัพท์ที่ไม่ยาก แล้วก็ใช้ตัวอย่างจากชีวิตจริง แล้วก็ตรงไปตรงมาด้วยนะคะ อ่านแล้วประมาณว่ามีคนมาเบิกเนตรมากกว่าการสอนหนังสือนะคะ
ฮอลสลิดนะคะ ได้แรงบันดาลใจนะคะ จากนักเศรษฐศาสตร์สายเสรีนิยมนะคะ อย่าง บัสเต็ด นะคะ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องของสิ่งที่คุณมองเห็นกับสิ่งที่คุณมองไม่เห็น ซึ่งกลายมาเป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้นะคะ อ่า เฮนรี่นะคะ ก็คือพยายามที่จะสอนว่า ให้เข้าใจในเรื่องของอินเซนทีฟ แล้วก็ให้ระวังภาพลวงตาทางเศรษฐกิจ แล้วก็ให้มองยาว ไม่ใช่แค่ระยะสั้น ซึ่งคอนเซ็ปต์เนี้ย มันก็คล้ายคล้ายกับคอนเซ็ปต์ของมายด์เซ็ทของบิทคอยน์ค่ะ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า แม้หนังสือเล่มนี้เนี่ยนะคะ จะเขียนมามากกว่าแปดสิบปีแล้วนะคะ แต่หลายแนวคิดในหนังสือเล่มเนี้ย มันตรงกับความจริงที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้แบบน่ากลัวมากนะคะ นี่แหละเป็นเหตุผลที่ทำไมหนังสือเล่มเนี้ยถึงกลายเป็นหนังสือที่เราเรียกว่าคลาสสิกนะคะ คือสามารถที่จะหยิบมาอ่านได้เรื่อยเรื่อยนะคะ โดยเฉพาะในวงการเศรษฐศาสตร์และวงการบิตคอยน์ค่ะ
หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใครบ้างนะคะ ก็เหมาะกับคนที่กำลังเริ่มต้นศึกษาเรื่องของเศรษฐศาสตร์นะคะ เรื่องของ อ่า การเรียนนั้นถือว่าเป็นประตูบานแรกละกันนะคะ ในการที่จะทำให้เราเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้นนะคะ นอกจากนั้นแล้วยังเหมาะกับคนทำงานค่ะ เจ้าของธุรกิจนะคะ ที่จะเข้าใจนโยบายที่กระทบกับธุรกิจนะคะ แล้วก็เงินเฟ้อมากขึ้นค่ะ คนที่สนใจบิทคอยน์ การเงินนะคะ หนังสือเล่มนี้เนี่ย จะทำให้คุณเข้าใจว่าเงินเฟ้อคืออะไรนะคะ และเราเนี่ย จะเข้าใจระบบการเงินโลกมากขึ้น ต้องบอกเลยนะ หนังสือเล่มเนี้ย ไม่มีคำว่าบิทคอยน์เลยนะคะ ไม่มี แต่ว่า มันสามารถที่จะถ่ายทอดและเรื่องราวต่างต่างและกระทบถึงบิตคอยน์ได้อย่างดีเลยทีเดียวค่ะ นอกจากนั้นนะคะ หนังสือเล่มนี้จะทำให้คนอ่านคิดได้มากขึ้นนะคะ ทำไมนโยบายที่ฟังดูดีบางทีถึงพังนะคะ ทำไมของฟรีมักมีต้นทุนที่ซ่อนอยู่นะคะ
แล้วหนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับใครค่ะทุกคน หนังสือเล่มนี้นะคะ จะไม่เหมาะกับคนที่อยากได้สูตรลัด รวยเร็ว ไม่เหมาะเลยนะคะ คนที่ไม่อยากตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเชื่อ เพราะว่าหนังสือเล่มเนี้ย มันไม่ได้ปลอบใจนะคะ แต่มันปลุกให้คุณตื่นขึ้นค่ะ พร้อมหรือยังคะ ถ้าพร้อมแล้วนะคะ เราไปเริ่มต้นกันที่บทที่หนึ่งค่ะ
บทที่หนึ่งเนี่ย พูดถึงเรื่องของสามมิตินะคะ พร้อมกันอันแรกเลย มองระยะยาว สิ่งที่ดูดีในตอนนี้อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตก็ได้ เช่น การแจกเงินใช่ไหมคะ คนประชาชนแฮปปี้ทันที แต่ในระยะยาวอาจจะสร้างสิ่งที่เรียกว่าหนี้ภาษีเพิ่มและเงินเฟ้อค่ะ ของฟรีในวันนี้ ต้องมีคนจ่ายในวันหน้าเสมอค่ะ อันที่สองค่ะ นักเขียนผู้นี้นะคะ คุณเฮนรี่บอกว่า มองทุกคนไม่ใช่แค่บางกลุ่มค่ะ ไม่ใช่แค่คนแค่คนบางกลุ่ม นโยบายส่วนใหญ่นะคะ จะดูดีเพราะว่ามันช่วยคนบางกลุ่มชัดชัด แต่มันอาจจะกำลังทำร้ายคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้นะ เช่นอะไร เช่นช่วยอุตสาหกรรมหนึ่งนะคะ แต่ทำให้ผู้บริโภคทั้งประเทศต้องจ่ายแพงขึ้น นั่นคือสิ่งที่มองไม่เห็นค่ะ ก็คือคนที่เสียประโยชน์นั่นเองค่ะ อันที่สามก็คือเขาพูดถึง มองให้เห็นสิ่งที่มองไม่เห็นนะคะ นี่คือจุดที่สำคัญมากมากของบทนี้ โลกส่วนใหญ่อะค่ะ จะเห็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนะคะ แต่เศรษฐศาสตร์ที่ดีจะต้องถามต่อว่า แล้วสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นล่ะ เช่น เอาเงินไปสร้างโปรเจกต์รัฐเนี่ย สิ่งที่เห็นก็คืออะไร งานที่มันถูกสร้างใช่ไหมคะ แต่สิ่งที่มองไม่เห็นคือเงินนั้นเนี่ย อาจจะถูกไปสร้างธุรกิจใหม่ก็ได้นะ หรือสร้างนวัตกรรมที่ดีกว่า เราเรียกว่าออปโปจูนิตี้คอร์สนะคะ ของจริงนะคะ ออปโปจูนิตี้คอร์สนะคะ สรุปก็คือว่า คนส่วนใหญ่เนี่ย โดนหลอกเพราะว่าเชื่อในสิ่งที่เห็นตรงหน้านะคะ แต่คนที่เข้าใจบทเนี้ย จะเริ่มถามว่า เฮ้ย แล้วผลระยะยาวคืออะไร แล้วคนอื่นล่ะ โดนอะไรบ้าง แล้วสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นคืออะไรนะคะ เพราะฉะนั้น เรามาถึงตรงนี้ นักเขียนนะคะ คุณเฮนรี่กำลังจะบอกว่า เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขนะคะ แต่มันคือการมอง มองโลกให้ครบด้านนั่นเองนะคะ ถ้าคุณเห็นของฟรีนะคะ แปลว่าคุณยังไม่เห็นต้นทุนที่มันซ่อนอยู่นะคะ แต่เมื่อคุณเริ่มเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น คุณจะไม่โดนนโยบายหลอกง่ายง่ายอีกต่อไป
ไปต่อกันที่บทที่สองนะคะ บอกว่า โบรกเกอร์ วินโดว์ กระจกแตก ใครได้ใครเสีย ลองจินตนาการดูนะคะ คุณเดินไปในเมืองเงียบเงียบอยู่ดีดีมีเด็กคนนึงนะคะ หยิบก้อนหินขึ้นมาแล้วก็เพลงกระจกหน้าร้านแตกกระจายค่ะ คนเริ่มมามุงนะคะ มีคนพูดว่า เอ้า ก็ดีนะ อย่างน้อยก็ทำให้ช่างกระจกเนี่ยมีงานทำนะคะ ฟังดูก็มีเหตุผลใช่ไหมคะ แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ นี่แหละค่ะ นี่คือกับดักทางความคิดที่อันตรายที่สุดนะคะ จากหนังสือ เอคอนอมิกส์ อิน วัน แลสเซิลค่ะ สิ่งที่เราเห็นก็คือร้านเนี่ยนะคะ จะต้องจ้างช่างมาซ่อมค่ะ ช่างกระจกได้เงินใช่ไหมคะ แล้วเงินก็หมุนในระบบด้วยนะคะ ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่สิ่งที่เราไม่เห็นคืออะไร ลองคิดต่ออีกนิดนึงไปด้วยกันนะคะ เจ้าของร้านก็จะเอาเงินนั้นไปทำอะไรได้บ้าง อาจจะไปซื้อเสื้อใหม่อาจจะไปลงทุนเพิ่มอาจจะจ้างคนเพิ่ม นี่คือคุณค่าที่ควรจะเกิดขึ้นแต่ตอนเนี้ยมันหายไปแล้วนะคะ สรุปความจริงอันโหดร้ายก็คือว่า การทำลายไม่ได้สร้างเศรษฐกิจ มันแค่เปลี่ยนทิศทางของเงินจากสิ่งที่มีค่า ให้ไปซ่อมสิ่งที่เสียไปค่ะ เราลองมาโยงเข้าชีวิตจริงดูนะคะ นี่นะคะ ไม่ใช่แค่กระจกแตกเนาะ แต่มันก็เกิดขึ้นทุกวันในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างเช่นนโยบายนะคะ ที่ดูเหมือนสร้างงานนะคะ การใช้เงินที่ดูเหมือนกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เอาจริงจริงแล้วเราอาจกำลังแก้ปัญหาที่ไม่ควรเกิดแทนที่จะสร้างสิ่งใหม่ใหม่ขึ้นมาค่ะ คนส่วนใหญ่นะคะ ก็จะหยุดคิดแค่ใครได้ประโยชน์ตรงหน้าบ้าง แต่คนที่เข้าใจเศรษฐศาสตร์จริงจริงก็จะถามว่า แล้วอะไรที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสิ่งนี้นะคะ ครั้งหน้านะคะ เวลาคุณเห็นอะไรที่มันดูดีเกินไปก็อะ เราอาจจะต้องถามตัวเองแล้วล่ะว่า นี่คือการสร้างหรือแค่การซ่อมสิ่งที่ไม่ควรพังตั้งแต่แรก เพราะบางครั้งนะคะ สิ่งที่เราเสียไปค่ะ มันมองไม่เห็นแต่มันมีค่ามากที่สุดนั่นเอง นี่คือบทที่สองค่ะ
ไปต่อกันที่บทที่สามนะคะ พลับพลิกเวิร์คส์ค่ะ งานรัฐสร้างจริงหรือแค่ย้ายเงินนะคะ ลองนึกภาพตามกันนะคะ รัฐบาลประกาศโปรเจกต์ใหญ่ค่ะ เราจะสร้างถนนใหม่ เราจะสร้างสะพาน เราจะสร้างงานสร้างอาชีพให้ประชาชน คนเนี่ยก็เริ่มรู้สึกดีใช่ไหมคะ คนมีงานทำ เงินเริ่มหมุนในเศรษฐกิจเนาะ เศรษฐกิจก็แบบคึกคักขึ้นมาทันที ฟังดูดีใช่ไหมคะ แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ นี่คืออีกหนึ่งภาพลวงตาค่ะ จากหนังสือ อีคอนอมิกส์ อิน วัน เลสเซ่นส์ ค่ะ เฮนรี่บอกว่าสิ่งที่เราเห็นเนี่ย คนได้งานมีการก่อสร้างเงินถูกใช้ในเศรษฐกิจกำลังโต แต่สิ่งที่เราไม่เห็นคืออะไร คำถามสำคัญคือเงินที่รัฐเอามาใช้มาจากไหนค่ะทุกคน คำตอบเนี่ยมีอยู่แค่สามทาง อันแรกนะคะ ให้ทายก่อน ภาษีค่ะ อันที่สองนี่นะคะ เกิดการกู้ยืมเงิน และอันที่สาม พลาดไม่ได้เลย นั่นคือการพิมพ์เงินค่ะ ความจริงที่หลายคนมองข้ามนะคะ ทุกบาททุกสตางค์ที่รัฐใช้คือเงินที่ถูกดึงออกจากที่อื่นค่ะ ลองคิดตามนะคะ ถ้ารัฐไม่เอาเงินก้อนนั้นไปสร้างถนน เงินนั้นก็อาจจะถูกใช้ไปเพื่อเปิดธุรกิจค่ะ ลงทุนในนวัตกรรมหรือสร้างงานที่คนต้องการจริงจริง นั่นคือสิ่งที่เราไม่มีวันได้เห็นค่ะ ประเด็นสำคัญไม่ได้แปลว่างานรัฐเท่ากับไม่ดีนะคะ แต่คำถามคือว่า มันคุ้มหรือเปล่าที่ทำ หรือมันแค่ดูดีในสายตาของเรา งานรัฐทำให้เราเห็นสิ่งที่ถูกสร้างแต่ซ่อนสิ่งที่ถูกทำลายไว้ค่ะ เงินทุนที่หายไป โอกาสที่ไม่เกิดขึ้น การตัดสินใจของตลาดถูกแทนที่ค่ะ หลายครั้งนะคะ โปรเจกต์ใหญ่ใหญ่ถูกใช้เพื่อสร้างภาพสร้างความนิยมหรือแค่ทำให้ดูว่ามีการทำอะไรบางอย่าง แต่คำถามคือถ้าไม่มีโปรเจกต์เนี้ย เงิน นั้นเนี่ย สามารถที่จะสร้างคุณค่าได้มากกว่านี้ไหม ครั้งหน้านะคะ คุณจะเห็นข่าวว่ารัฐบาลทุ่มงบมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าเพิ่งถามนะคะว่ามันสร้างอะไรขึ้นมาค่ะ แต่ให้ถามว่ามันเอาอะไรไปแลก เพราะในโลกเศรษฐศาสตร์ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่เสียอะไรไปค่ะ
ไปต่อกันที่บทที่สี่ค่ะ ทักซ์ ดิสคอเรจ โปรดักชั่น ค่ะ ภาษีเปลี่ยนพฤติกรรมคนยังไงนะคะ ลองจินตนาการกันค่ะทุกคน คุณทำงานหนัก สร้างรายได้เพิ่มขึ้น แล้ววันนึงมีคนมาบอกว่า อุ๊ย ดีมากเลย แต่เราจะขอส่วนแบ่งเพิ่มนะ ยิ่งคุณทำได้ดีนะคะ คุณก็ ยิ่งโดนเอาไปมากเท่านั้น คำถามคือ คุณยังอยากจะทำเพิ่มเหมือนเดิมไหม นี่แหละค่ะหัวใจของบทนี้ จากหนังสือ อีคอมมิกซ์ อิน วัน เลสเซ่นส์ ค่ะ สิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดก็คือ ภาษีมันคือการเอาเงินไปช่วยสังคม ฟังดูแล้วยุติธรรมนะคะ ฟังดูดีค่ะ แต่เศรษฐศาสตร์ไม่ได้หยุดแค่เจตนานี้นะคะ มันถามต่อว่า แล้วพฤติกรรมของคนจะเปลี่ยนยังไง ต่อไปนี้เรามาเรียนรู้คำว่า อินเซนทีฟ ค่ะ อินเซนทีฟก็คือตัวกำหนดทุกอย่างนะคะ มนุษย์ตอบสนองต่อแรงจูงใจเสมอค่ะ ทำแล้วได้มากก็จะทำเพิ่ม ทำแล้วโดนเอาออกไปเยอะก็จะทำน้อยลง อันนี้คือง่ายง่ายเลยนะคะ ภาษีสูงมันคืออะไรคะ เกิดอะไรขึ้น มันไม่ได้แค่เอาเงิน แต่มันค่อยค่อยเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเช่นทำให้คนทำงานน้อยลง ไม่อยากเสี่ยงในการลงทุน คนเก่งย้ายที่นะคะ หรือหาวิธีเลี่ยงระบบนั่นเองนะคะ สิ่งเหล่านี้ มองไม่เห็นทันทีแต่กระทบหนักมากค่ะในระยะยาว สิ่งที่เราเห็นก็คือรัฐเนี่ยได้เงินมากขึ้น มีงบไปใช้ แต่สิ่งที่เราไม่เห็นคือธุรกิจที่ไม่เคยเกิด งานที่ไม่เคยถูกสร้าง นวัตกรรมที่ไม่เคยถูกคิดค่ะ เรามาดูตัวอย่างนะคะนิดนึง ลองคิดแบบนี้นะคะ ถ้าทุกครั้งที่คุณพยายามมากขึ้น แต่ผลตอบแทนถูกลดลงเรื่อยเรื่อย สุดท้ายคุณจะหยุดพยายามค่ะ ที่จะทำงานนั้น และเมื่อคนส่วนใหญ่คิดแบบนี้ทั้งระบบ ระบบก็จะช้าทันที ภาษีเนี่ยนะคะ ไม่ได้แค่เก็บเงินนะคะ แต่มันส่งสัญญาณว่าควรทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไรนะคะ ตอนหน้านะคะ คุณก็จะได้ยินคำว่า ขึ้นภาษีเพื่อสิ่งที่ดีนะคะ แต่ก็อย่าลืมถามนะคะว่า มันกำลังจะสร้างแรงจูงใจแบบไหนอะ และมันกำลังจะเปลี่ยนพฤติกรรมของคนยังไง เพราะสุดท้ายแล้วนะคะ เศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องของเงินนะคะ แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ค่ะ
ไปต่อนะคะกันที่บทที่ห้าค่ะ เครดิต เอ็กซ์เพนชั่น เงินใหม่ในระบบรวยจริงหรือแค่ภาพลวงตาค่ะ ลองนึกภาพนะคะ อยู่ดีดีวันนึงค่ะ เงินในระบบเพิ่มขึ้น ธนาคารปล่อยกู้ง่ายขึ้น ดอกเบี้ยก็ต่ำลง ใครใครก็เข้าถึงเงินได้ ธุรกิจนะคะเริ่มขยายค่ะ คนเริ่มใช้เงินมากขึ้น เศรษฐกิจดูบูมขึ้นทันที ทุกคนเริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย เรากำลังรวยขึ้นแล้ว นี่คือโอกาสของเรามาแล้ว แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ นี่อาจจะเป็นแค่ภาพลวงตาที่อันตรายที่สุดก็ได้นะคะ เฮนรี่นะคะ จาก อีคอมเมิร์ซ อิน วัน เลสเซ่น บอกว่าสิ่งที่เราเห็นนะคะ ในช่วงบูมเนี่ยนะคะ อย่างเช่นธุรกิจโต คนมีเงินใช้ การลงทุนเพิ่ม ตลาดคึกคักเนี่ย ทุกอย่างดูเหมือนเศรษฐกิจดีขึ้นจริงจังนะฮะ แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นคืออะไร ก็คือเงินที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้มาจากการผลิตจริง แต่มาจากเครดิตค่ะ เครดิตคือหนี้นะคะทุกคน การปล่อยกู้นะคะ และเกิดจากการขยายปริมาณเงิน คือการพิมพ์เงินนั่นเองค่ะ พูดง่ายง่ายคือเงินถูกสร้างขึ้นมาใหม่ค่ะ ปัญหาอะไรที่ซ่อนอยู่ ณ ตอนนี้ก็คือ เมื่อเงินดูเหมือนมีมากขึ้น คนก็จะเริ่มตัดสินใจผิดพลาดค่ะ ลงทุนในโปรเจกต์ที่ไม่คุ้มนะคะ ขยายธุรกิจเกินจริง ใช้เงินเหมือนมันมีอยู่จริงตลอดไป เพราะสัญญาณมันเพี้ยนค่ะ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปนะคะ วันนึงค่ะ ความจริงก็จะกลับมา ต้นทุนเพิ่มขึ้น นี่เริ่มมาแล้วนะคะ เริ่มกดดันมาแล้ว โปรเจกต์ที่ไม่คุ้มก็เริ่มพังค่ะ ธุรกิจล้ม คนตกงาน ตลาดพัง จากบูมกลายเป็นบัส เฮ้ย นี่มันเกิดอะไรขึ้นนะคะ บูมมันคือการหลอกตัวเองด้วยเงินที่ไม่จริง ส่วนบัสคือการกลับมาสู่ความจริงนั่นเองค่ะ เงินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น เพราะความมั่งคั่งจริงต้องมาจากการผลิตค่ะ ต้องมาจากนวัตกรรมและมูลค่าที่แท้จริง หลายครั้งที่เราเห็นฟองสบู่สินทรัพย์อะไรต่างต่างเกิดขึ้นนะคะ ตลาดที่ขึ้นแรงผิดปกติ คนรวยรวยเร็วแบบไม่สมเหตุสมผลเลย ให้ลองถามว่า นี่คือการเติบโตจริงจริงหรือแค่เครดิตที่ถูกอัดเข้าไปค่ะ ครั้งหน้านะคะ ถ้าคุณรู้สึกว่าเศรษฐกิจกำลังดีเกินไป อย่าเพิ่งดีใจนะคะ ให้ถามกลับตัวเองนะคะว่า เงินนี้มาจากไหน แล้วมันยั่งยืนจริงหรือเปล่านะคะ เพราะว่าในโลกของเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่ดูดีจนเกินไปมักมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอค่ะ นี่คือบทที่ห้าค่ะ
ไปต่อกันที่บทที่หกนะคะ เท่ากับความคำสาปไหม หรือเป็นฮีโร่ ลองไปดูกันค่ะ ในบทที่หกนะคะ วันนึงนะคะ ลองนึกภาพตามนะคะว่า วันนึงมีเครื่องจักรตัวใหม่เข้ามา หรือให้เทียบในยุคนี้ก็น่าจะเป็นเอไอ มันทำงานได้เร็วกว่า ถูกกว่า แล้วก็ไม่เหนื่อย แล้วคนก็เริ่มพูดว่า เฮ้ย แบบเนี้ย มีคนตกงานแน่แน่นะคะ คำถามคือ เทคโนโลยีกำลังทำลายเราหรือจริงจริงแล้วมันกำลังจะช่วยเรา นี่คือสิ่งที่คุณเฮนรี่นะคะ ผู้เขียน อีคอนอมิกส์ อิน วัน เลสเซ่นส์ อธิบายไว้ตั้งแต่แปดสิบปีก่อน และไม่น่าเชื่อเลยว่ามันเกิดขึ้น ณ วันนี้ที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่นะคะ สิ่งที่เราเห็นก็คือว่า คนบางกลุ่มตกงานค่ะ อาชีพบางอย่างหายไป เครื่องจักรเข้ามาแทนมนุษย์ มันดูน่ากลัวมากใช่ไหมคะ แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นคืออะไร เมื่อเครื่องจักรของคุณทำให้ถูกลง นั่นแปลว่าคนเนี่ย มีเงินเหลือมากขึ้น และเอาเงินไปใช้กับอย่างอื่นค่ะ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปคืออะไรคะ ก็คือความต้องการสินค้าใหม่ค่ะ เพิ่มขึ้น ธุรกิจใหม่เกิดขึ้นค่ะ งานใหม่ก็ถูกสร้างขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้น งานไม่ได้หายไปไหนนะคะ แค่เปลี่ยนที่ค่ะ เปลี่ยนที่ทางเฉยเฉย ความจริงทางประวัติศาสตร์ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่ใหม่ขึ้นมานะคะ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรไอน้ำ ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต คนก็กลัวหมดล่ะค่ะ แต่สุดท้ายนะคะ โลกก็กลับรวยขึ้นทุกครั้งค่ะ เทคโนโลยีเนี้ยนะคะ ไม่ได้มาทำลายงานนะคะ แต่มันแค่ทำลายงานแบบเดิมเท่านั้นเองค่ะ แต่ว่าข้อดีของมันก็คืองานมันสร้างงานที่มีมูลค่าสูงกว่าและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นค่ะ เราลองมาโยงกับเอไอในวันนี้ค่ะ เอไออาจจะทำให้บางงานหายไปจริงนะคะ แต่คำถามที่สำคัญกว่าก็คือว่า คุณจะใช้มันเป็นเครื่องมือหรือจะปล่อยให้มันเป็นคู่แข่งคะ มุมมองของคนที่มองข้ามนะคะ ถ้าเราพยายามหยุดเทคโนโลยีค่ะ เพื่อรักษางานเดิมนะคะ เรากำลังจะทำให้ของแพงขึ้นค่ะ ชีวิตคนแย่ลงและประเทศช้าลงนะคะ ครั้งหน้านะคะ คุณจะรู้สึกว่าเอไอค่ะ หรือเทคโนโลยีกำลังน่ากลัว ลองเปลี่ยน ลองเปลี่ยนดูนะคะ จากคำถามที่ประมาณว่า มันจะมาแย่งงานฉันไหม ลองเปลี่ยนประมาณว่า ฉันจะใช้มันให้เก่งกว่าคนอื่นได้ยังไง นี่เพราะโลกเศรษฐศาสตร์คนที่ชนะนะคะ ไม่ใช่คนที่หยุดการเปลี่ยนแปลง แต่คือคนที่วิ่งไปกับมันค่ะ
ไปต่อกันที่บทที่เจ็ดค่ะ สเปรย์ ทเวิร์ค ความยุติธรรมแบบปลอมปลอมที่ทำให้คุณจนลง มีคนพูดขึ้นมาว่า งานมีไม่พองั้นเรามาแบ่งงานกันดีไหม ลดชั่วโมงทำงานให้ทุกคนได้ทำงานเท่าเท่ากัน ไม่มีใครตกงาน โอ้โห ฟังดูแล้วยุติธรรมจังเลยค่ะ แต่นี่แหละค่ะ คือหนึ่งไอเดียที่ฟังแล้วดูดีที่สุด แต่จริงจริงแล้วอันตรายมากมากค่ะ หนังสือ อีคอมเมิร์ซ อิน วัน เลสเซ่นส์ นะคะ บอกว่าสิ่งที่เราเห็นก็คือ คนได้งานมากขึ้น ดูเหมือนทุกคนมีรายได้ สังคมดูแฟร์ขึ้น มันให้ความรู้สึกว่าเรากำลังช่วยกัน แต่สิ่งที่เราไม่เห็นคืออะไร คำถามสำคัญก็คืองานมันมีจำกัดจริงเหรอ ความจริงที่หลายคนค่ะไม่อยากยอมรับก็คืองานเนี่ยไม่ได้มีจำนวนคงที่นะคะ มันถูกสร้างขึ้นจากการผลิต การลงทุนและความต้องการของตลาด จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราบังคับให้แบ่งงาน คนทำงานน้อยลงค่ะ ผลผลิตก็จะลดลง ธุรกิจต้นทุนก็จะสูงขึ้นนะคะ การจ้างจะน้อยลงค่ะ รายได้รวมของระบบลดลง สุดท้ายรายได้ ทุกคนทุกคนก็จะจนลงค่ะ มาดูภาพใหญ่กันค่ะ มันเหมือนเราพยายามแบ่งเค้กนะคะ ก้อนเดิมนะคะ ให้เท่ากัน แทนที่จะถามว่าทำยังไงให้เค้กก้อนนี้ใหญ่ขึ้น ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ใช่การแบ่งเท่ากันนะคะ แต่คือการสร้างระบบที่ทุกคนมีโอกาสสร้างคุณค่าและได้รับผลตอบแทนที่สร้างขึ้นมาค่ะ เราลองมาโยงกับโลกแห่งความเป็นจริงที่เราคุ้นเคยนะคะนะคะ เช่นนโยบายบางอย่างนะคะที่เราคุ้นเคยไม่ว่าจะเป็นลดชั่วโมงการทำงานนะคะ โดยไม่เพิ่มโพรดักทิวิตี้ พยายามกระจายงานแบบฝืนธรรมชาติ อาจจะทำให้เรารู้สึกดีค่ะในระยะสั้น แต่ระยะยาวนะคะ มันทำให้ระบบช้าลงค่ะ นี่คือบทที่เจ็ดค่ะ
ไปต่อกันที่บทที่แปดค่ะ ดิสแบนดิ้ง ทรูส ตกงานนี่คือจุดจบหรือจุดเริ่มต้นดีนะคะ ลองนึกภาพตามค่ะ มีคนกลุ่มใหญ่กำลังตกงานพร้อมกัน ความรู้สึกแรกก็คือวิกฤตใช่ไหมคะ แต่คำถามก็คือนี่คือจุดจบจริงจริงหรือเปล่า แต่สิ่งที่เราเห็นนะคะ คนตกงาน รายได้หาย ความไม่มั่นคงใช่ไหมคะ มันดูแย่มากเลยเนาะ แต่สิ่งที่เราไม่เห็นคือแรงงานไม่ได้หายไปไหนค่ะ แต่ว่าเขากำลังจะย้ายค่ะ ย้ายจากงานที่ไม่จำเป็นแล้วไปสู่สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าค่ะ ความจริงสั้นสั้นก็คือว่า เราพยายามยื้องานเดิมไว้ เราพยายามที่จะล็อกคนไว้กับอดีต และขวางอนาคตนั่นเองนะคะ สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นค่ะ ในยุคนี้ที่มีการปลดคนอย่างมากมาย แต่นี่ นี่คือการโยกย้ายค่ะ โยกย้ายไปในสิ่งที่ดีกว่าค่ะ เศรษฐกิจที่แข็งแรงนะคะ ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ไม่มีคนตกงานค่ะ แต่คือเศรษฐกิจที่คนสามารถย้ายไปทำสิ่งที่ดีกว่าได้ค่ะ เวลาต่อไปนี้ เวลาคุณเห็นคนตกงานใช่ไหมคะ อย่าเพิ่งถามว่า เฮ้ย จะช่วยเขายังไงดีนะคะ ให้เขาได้งานได้งานแบบเดิมเดิมนะคะ อาจจะต้องแบบถามว่า เราจะช่วยให้เขาไปได้ดีกว่านี้ยังไง ไปในที่ที่ดีกว่านี้ยังไง เพราะบางครั้งนะคะ การจบลงคือการเริ่มต้นนั่นเองค่ะ
ไปต่อกันที่บทที่เก้าค่ะ พลับพลิกเวิร์คส์ อเกนนะคะ โปรเจกต์ใหญ่คุ้มจริงหรือว่าแค่ดูดี รัฐบาลเปิดโปรเจกต์ใหม่งบมหาศาล ภาพสวยคนปรบมือ คำถามคือว่า แค่ดูยิ่งใหญ่คุ้มค่าจริงไหมเนี่ย สิ่งที่เราเห็นนะคะ อาจจะเป็นถนนใหม่ อาคารใหม่ งานที่ถูกสร้าง ทุกอย่างดูดีมาก แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นคือเงินก้อนนี้ มันหามาจากไหนนะคะ มันอาจกำลังดึงทรัพยากรออกจากสิ่งที่สำคัญกว่าก็ได้นะ คำถามไม่ใช่แค่โปรเจกต์นี้เนี่ยดีไหมนะคะ แต่คือมันคือสิ่งที่ดีที่สุดจากทุกทางเลือกหรือเปล่า แค่มีอะไรที่ถูกสร้างขึ้นไม่ได้แปลว่ามันคือการใช้ทรัพยากรที่ดีที่สุด อย่าลืมนะคะว่าในทางเศรษฐศาสตร์เราต้องใช้ทรัพยากรให้มีคุณค่ามีประสิทธิภาพมากที่สุด นะคะ เพราะบางครั้งสิ่งที่เราไม่ได้เห็นอาจจะมีค่ามากกว่าก็ได้นะคะ ทุกท่านคะ ตอนนี้เรากำลังจะเรียนรู้นะคะ ในเรื่องของ คริติคอล ติ้งกิ้ง นะคะ ตอนนี้เราอ่านมาเกือบครึ่งนึงของหนังสือเล่มนี้แล้วนะคะ จะสังเกตเห็นได้ว่า คุณเฮนรี่พยายามที่จะกระตุ้นให้คนอ่านค่ะ เข้าใจในเรื่องของการคิดวิเคราะห์นะคะ การใช้ คริติคอล ติ้งกิ้ง นะคะ สิ่งที่เราเห็นตรงหน้าเนี่ย มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราคิดก็ได้นะคะ
ไปต่อกันที่บทที่สิบค่ะ ยิ่งช่วยยิ่งพัง เราจะช่วยให้ราคาสินค้าสูงขึ้นเพื่อให้ผู้ผลิตอยู่รอด ฟังดูดีไหมคะคำนี้ แต่คำถามคือ ถ้าของแพงขึ้นใครต้องจ่าย สิ่งที่เราเห็นก็คือ ผู้ผลิตได้เงินมากขึ้น รายได้ดูดีขึ้น อุตสาหกรรมเหมือนถูกช่วยนะคะ จากรัฐบาล แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นก็คือ ผู้บริโภคค่ะ ต้องจ่ายแพงขึ้น คนซื้อน้อยลง สินค้าล้นตลาด จุดพังของระบบนะคะ นี่เลย เวลาพอขายไม่ออกใช่ไหมคะ ต้องอุดหนุนเพิ่มละ รัฐเข้ามาอุดหนุนเพิ่มเข้ามาแทรกแซง เป็นการวนลูปแบบนี้ไม่จบไม่สิ้นสักที ราคานะคะ ไม่ใช่แค่ตัวเลขค่ะ มันคือสัญญาณ ถ้าเราบิดมันทั้งระบบก็จะเพี้ยนค่ะ ต่อไปนี้นะคะ ถ้าเราได้ยินว่าเราจะดันราคาเพื่อช่วยคน ลองถามตัวเองนะคะว่า ว่า เฮ้ย เรากำลังช่วยจริงหรือว่าแค่เลื่อนปัญหาไปข้างหน้า เพราะบางครั้งนะคะ ยิ่งพยายามช่วยยิ่งทำให้ระบบพังหนักไปกว่าเดิมค่ะ
ไปต่อกันที่บทที่สิบเอ็ดค่ะ สิบเอ็ด เซฟวิ้ง แอนด์ อินดัสทรี ช่วยหนึ่งคนแต่ทำร้ายอีกสิบคน อะไรประมาณนี้นะ อันนี้คือบทที่สิบเอ็ดนะคะ เราต้องช่วยอุตสาหกรรมนี้นะคะ บางครั้งก็จะแบบมีเสียงประกาศนี้มา ฟังดูก็แบบ โอเค ก็เป็นเรื่องถูกต้องนะ แต่คำถามก็คือว่า ทุกครั้งที่เราช่วยหนึ่งอุตสาหกรรม เรากำลังจะทำร้ายใครอยู่หรือเปล่า สิ่งที่เราเห็นก็คือ ธุรกิจรอด คนในอุตสาหกรรมมีงานทำ ดูเหมือนจะช่วยเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นค่ะ คือเงินถูกดึงจากคนอื่น ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น ธุรกิจเสียโอกาส สิ่งที่เจ็บปวดก็คือ ทรัพยากรไม่ได้เพิ่มขึ้นค่ะ แต่มันถูกย้ายค่ะ จากที่มีประสิทธิภาพไปในที่ที่อ่อนแอนั่นเอง การช่วยบางอุตสาหกรรมเนี่ยนะคะ อาจจะทำให้ทั้งระบบอ่อนแอลงนะคะ คีย์เวิร์ดก็ประมาณว่า ถ้าเราต้องช่วยเขาเนี่ย เราต้องถามก่อนนะว่า แล้วใครต้องจ่าย เพราะในโลกของเศรษฐศาสตร์ การช่วยหนึ่งคนมันหมายถึงการทำร้ายอีกคนโดยที่เรามองไม่เห็นเช่นกันค่ะ
ค่ะ บทที่สิบสองนะคะ เดอะ ไพรส์ซิสเต็ม ราคาค่ะ บทนี้จะพูดถึงเรื่องราคา ภาษาของเศรษฐกิจนะคะ ลองนึกภาพนะคะ โลกที่ไม่มีราคา ไม่มีใครบอกคุณว่าอะไรขาดอะไรล้น อะไรควรทำเพิ่ม อะไรเกิดขึ้น ระบบก็จะมั่วทันทีนะคะ เพราะฉะนั้น ในที่นี้ราคาก็จะเท่ากับภาษาค่ะ ราคาไม่ใช่แค่ตัวเลขค่ะ แต่มันคือภาษาที่สื่อสารข้อมูลนะคะ ของแพงเท่ากับอะไร เท่ากับของขาดนะคะ ของถูกเท่ากับของล้นนะคะ นี่ก็เป็นเรื่องของดีมานด์ ซัพพลายนะคะ สิ่งที่เรามองไม่เห็น ทุกครั้งที่ราคาขยับมันกำลังส่งสัญญาณให้คนทั้งระบบปรับตัวค่ะ โดยที่ไม่ต้องมีใครสั่ง ค่ะ จุดพังค่ะอยู่ที่ไหนคะ ถ้าเราไปบิดเบือนราคาค่ะ อย่างเช่นไปคุมราคาไปดันราคาไปแทรกแซงราคาสัญญาณนี้ก็จะเพี้ยนทันที คีย์อินไซด์ของบทนี้ก็คือ เมื่อสัญญาณผิด การตัดสินใจทั้งระบบก็จะผิดตาม ดังนั้นเมื่อคุณเห็นราคาขึ้นหรือลง คุณอย่ามองว่ามันถูกหรือมันแพงนะคะ แต่ให้ตั้งคำถามค่ะว่า มันกำลังบอกอะไรเรา เพราะในโลกของเศรษฐศาสตร์นะคะ ถ้าคุณอ่านภาษาของราคาออก คุณก็จะเห็นเกมทั้งหมดค่ะ
ไปต่อกันที่บทที่สิบสามค่ะ มินิมัมเวจ หรือการปิดประตูคนจนหรือเปล่า เราจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพื่อช่วยคนจน โอ้ ฟังดูดีมากเลยค่ะ แต่คำถามก็คือ ถ้าค่าแรงสูงขึ้นทุกคนจะได้งานจริงไหม สิ่งที่เราเห็นก็คือ คนที่มีงานได้เงินเพิ่มค่ะ รายได้ดูดีขึ้น แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นก็คือ คนที่ยังไม่มีงานน่ะค่ะ ก็ถูกปฏิเสธ เด็กจบใหม่เข้าตลาดยากขึ้นค่ะ งานบางอย่างก็หายไปเลย แต่จุดที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ ถ้าค่าแรงอะค่ะ สูงกว่ามูลค่าที่คนสร้างได้ นายจ้างก็จะไม่จ้าง และประเด็นสำคัญของบทนี้ก็คือ ค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้แค่กำหนดรายได้นะคะ แต่มันกำหนดว่าใครมีสิทธิ์ได้งานค่ะ ดังนั้นทุกครั้งที่คุณได้ยินว่า ขึ้นค่าแรงเพื่อช่วยคน ลองถามสักนิดค่ะว่า เรากำลังช่วยคนที่มีงานอยู่แล้ว หรือกำลังปิดประตูใส่คนที่ยังไม่มีโอกาส เพราะบางครั้งความตั้งใจดีอาจสร้างผลลัพธ์ที่โหดร้ายกว่าที่คิดก็ได้ค่ะ
บทที่สิบสี่นะคะ ไพรส์ ฟิกซิ่ง ค่ะ การควบคุมราคา ลองนึกภาพค่ะ ลองนึกภาพของชิ้นนึงกำลังจะแพงขึ้นนะคะ รัฐบาลบอกว่า พอก่อน เราจะคุมราคาไม่ให้แพงกว่านี้ คุ้นคุ้นไหมคะ ฟังดูเหมือนว่ารัฐบาลนะคะ กำลังจะช่วยประชาชนค่ะ แต่วันต่อมาของก็หายจากชั้นวางทันที สิ่งที่เราเห็นคืออะไรคะ ราคาถูกลง ดีต่อใจคนใช่ไหมคะ แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นก็คือ คนขายไม่ได้อยากขายนะ ด้วยราคานั้น ผลิตก็น้อยลง ของเริ่มขาดตลาด แต่จุดที่ทำให้พังก็คือ เมื่อราคาเนี้ย มันถูกกดนะคะ ให้มันต่ำเกินจริง ความต้องการก็พุ่งถูกต้องใช่ แต่ของมันจะไม่พอค่ะ ราคาเนี่ยไม่ใช่ศัตรูนะคะ แต่มันคือการใช้ตัวที่ปรับสมดุลค่ะ ดังนั้นเวลาคุณได้ยินภาครัฐบอกว่า เราจะคุมราคาเพื่อช่วยคน เราก็ต้องคิดต่อนิดนึงค่ะว่า ถ้าคนขายอยู่ไม่ได้แล้ว ใครจะขายของให้คุณ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง ของไม่ได้หายเพราะมันไม่มี แต่มันหายเพราะไม่มีใครอยากขายนั่นเองค่ะ
บทที่สิบห้าค่ะ เรนจ์ คอนโทรล นะคะ การคุมค่าเช่าค่ะ ลองนึกภาพตามค่ะ ค่าเช่าแพงขึ้น รัฐบาลบอกว่าเราจะคุมค่าเช่าให้ทุกคนอยู่ได้ ฟังดูเหมือนว่า อุ๊ย ช่วยประชาชนใช่ไหมคะ แต่ ไม่นานน่ะค่ะ หลังจากนั้นก็หาบ้านไม่ได้ สิ่งที่เราเห็นคืออะไร คนเช่าเดิมเนี่ย จ่ายถูกลง เหมือนได้รับการช่วยเหลือค่ะ แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นก็คือว่า เจ้าของไม่อยากปล่อยเช่า บ้านใหม่ไม่ถูกสร้างค่ะ คนหาบ้านใหม่ก็จะไม่มีตัวเลือกนะคะ ดังนั้นสิ่งสำคัญของบทนี้ก็คือว่า เมื่อค่าเช่าถูกนะคะ การกดราคาต่ำเกินจริงอะค่ะ ซัพพลายก็จะหายไป ดีมานพุ่งนะคะ การคุมราคาเนี่ยไม่ได้ทำให้ของถูกลงนะคะ แต่มันทำให้ของหายไปนั่นเองค่ะ เมื่อคุณได้ยินว่า คุมค่าเช่าเพื่อช่วยประชาชน เราก็ต้องถามตัวเองอีกครั้งค่ะว่า เรากำลังช่วยคนที่มีอยู่แล้ว หรือกำลังจะปิดโอกาสของคนที่กำลังจะเข้ามาคะ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง ปัญหาไม่ได้จบแค่ราคาแพงค่ะ แต่มันอาจจะจบที่ไม่มีให้เช่าเลยนั่นเองนะคะ
ไปต่อกันที่บทที่สิบหกค่ะ ฟาร์ม ซับซิไดซ์ นะคะ เรามานึกภาพตามกันค่ะ รัฐบาลบอกว่า เราจะอุดหนุนเกษตรกรให้มีรายได้มั่นคงนะคะ นี่เราได้ยินกันบ่อยมากนะ เอาในประเทศไทย เอาเข้าจริงจริงนะคะ ฟังก็ดูดีเหมือนรัฐบาลจะช่วยเกษตรกรนะคะ แต่ภาพที่ตามมาก็คือ ของล้นค่ะ และบางส่วนถูกทิ้ง สิ่งที่เราเห็นก็คือ เกษตรกรได้เงินเพิ่มจริงจริง รายได้ก็ดูดีมั่นคง แต่สิ่งที่เราไม่เห็นก็คือ ผลิตเกินความต้องการค่ะ ทรัพยากรถูกใช้เกินความจำเป็น ผู้บริโภคจ่ายผ่านภาษี แต่จุดที่พังก็คือ เมื่อรายได้ไม่ผูกกับความต้องการจริงนะคะ คนก็จะผลิตต่อแม้ไม่มีคนซื้อค่ะ ค่ะ คีย์อินไซด์ของบทนี้นะคะ การอุดหนุนทำให้สัญญาณตลาดเพี้ยนค่ะ ครั้งหน้านะคะ เวลาคุณได้ยินว่า เราต้องอุดหนุนเพื่อความมั่นคง ก็อาจจะต้องคิดต่อว่า ความมั่นคงหรือความสูญเปล่าเนี่ย เพราะว่าในเชิงเศรษฐศาสตร์นะคะ ยิ่งช่วยผิดจุดอะค่ะ ก็จะทำให้ทรัพยากรถูกใช้แบบเสียของนั่นเองค่ะ
บทที่สิบเจ็ดค่ะ ก็อฟเวอร์เมนต์ สแปนดิ้ง เงินรัฐก็เท่ากับเงินของคุณใช่ไหม มาต่อกันเลยนะคะ บทที่สิบเจ็ด มาดูรายละเอียดกันค่ะ รัฐบาลจะใช้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ฟังดูก็เหมือนเป็นแบบ เงินของรัฐใช่ไหมคะ แต่ความจริงแล้วเนี่ยนะคะ มันไม่มีคำว่าเงินรัฐนะคะ มันมีแค่คำว่า เงินของคุณ เงินที่รัฐได้เนี่ย มาจากไหน อันแรกเลยก็คือ มาจากภาษีค่ะ มาจากหนี้ค่ะที่คุณต้องจ่ายในอนาคต และมาจากเงินเฟ้อที่ทำให้คุณเงินของคุณมีค่าน้อยลง เงินเฟ้อมาจากอะไรก็กลับไปที่การพิมพ์เงินของภาครัฐ อีกเช่นกันค่ะ สิ่งที่เราเห็นนะคะ ก็คือโปรเจกต์ใหม่นะคะ งบประมาณถูกใช้ สิ่งต่างต่างถูกสร้างขึ้น แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นค่ะ คือเงินในกระเป๋าของคุณหายไปค่ะ โดยที่คุณไม่รู้ตัวด้วยนะ โอกาสที่คุณเลือกใช้เงินเองไม่ได้นะคะ สิ่งที่ควรจะเกิดแต่ก็ไม่ได้เกิดนะคะ ความเจ็บปวดนี้คืออะไร คือรัฐไม่ได้สร้างทรัพยากรใหม่ค่ะ แต่เขาแค่เลือกแทนคุณว่าจะใช้ยังไงนะคะ ทุกครั้งที่รัฐใช้เงินมีคนจ่ายเสมอค่ะ แค่คุณไม่เห็นทันทีนะคะ ดังนั้นการที่รัฐบอกว่ารัฐจะให้เงินคุณหรือจะใช้เงินเพื่อคุณ ก็จะต้องตั้งคำถามอีกแล้วนะคะว่า ถ้าเงินก้อนนี้เนี่ยยังอยู่กับคุณ คุณจะใช้มันดีกว่านี้ไหม เพราะว่าโลกแห่งความเป็นจริง เงินรัฐนะคะ ก็คือชีวิตและเวลาของคุณนั่นเองค่ะ
ไปต่อกันที่บทที่สิบแปดค่ะ อินเฟลชั่น เงินเฟ้อนะคะ คุณเคยรู้สึกไหมคะว่า คุณเงินเท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยลงทุกวัน ไม่มีใครมาบอกว่าจะเก็บภาษีเพิ่ม แต่คุณกลับจนลง นี่แหละค่ะ วิธีของเงินเฟ้อ สิ่งที่เราเห็นก็คือ ราคาของขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้นค่ะ แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นก็คือ มูลค่าเงินในมือของคุณลดลง คนที่ได้เงินใหม่ก่อนก็จะได้เปรียบ คนที่ถือเงินสดก็จะเสียเปรียบ สิ่งที่ทำให้เราฟังแล้วเจ็บปวดก็คือ เงินเฟ้อคือการย้ายความมั่งคั่งจากคนส่วนใหญ่ไปสู่คนที่ใกล้แหล่งเงินใหม่ ก็อย่างเช่นใครบ้าง ก็อย่างเช่นธุรกิจใหญ่ใหญ่นายทุนต่างต่างนะคะ ก็จะได้รับเงินส่วนนี้ก่อนนะคะ แล้วคีย์อินไซด์ของบทนี้คืออะไร มันคือภาษีที่คุณจ่ายโดยไม่รู้ตัวนะคะ และเมื่อคุณรู้สึกว่าของแพงขึ้นนะคะ อย่าถามว่าทำไมร้านขึ้นราคาล่ะ ทำไมร้านนี้ถึงขึ้นราคาแต่ให้ถามว่า เกิดอะไรกับเงินของเราค่ะ เพราะบางครั้งสิ่งที่ถูกขโมยไปไม่ใช่ของนะคะ แต่มันคือมูลค่าในชีวิตของคุณค่ะ
ค่ะ บทที่สิบเก้า บทสุดท้ายแล้วค่ะทุกคน อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดค่ะ การค้าระหว่างประเทศ หลายคนมองว่าการค้าคือการแข่งขัน ต้องมีผู้แพ้ผู้ชนะ อีกประเทศนึงได้ อีกประเทศนึงต้องเสีย แต่ความจริงคือการค้าคือความร่วมมือนะคะ สิ่งที่เราเห็นก็คือ สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาค่ะ ธุรกิจในประเทศก็ต้องแข่งขัน แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นคืออะไร เราได้ของที่ถูกลงค่ะ เราได้ของที่ดีขึ้น เราเอาเวลาไปทำกับสิ่งที่เราถนัดดีกว่า จุดที่เปลี่ยนความคิดก็คือว่า การค้าเนี่ยไม่ใช่เกมที่เราจะต้องมาชนะกันนะคะ แต่มันคือเกมที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ค่ะ เกมส์ซีรีส์ก็มานะคะ คีย์อินไซด์ของบทนี้ก็คือ คุณไม่ได้เสียเวลานะคะ ที่จะซื้อของจากคนอื่นค่ะ แต่คุณกำลังแลกค่ะ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น สุดท้ายแล้วนะคะ หนังสือเล่มนี้สอนอะไรเราบ้างนะคะ คือ คุณได้โอกาสนั้นจริงจริง ส่วนคนที่ไม่เข้าใจอะค่ะ ก็จะเห็นแค่ภาพลวงตา แล้วคุณล่ะคะ วันเนี้ย คุณเห็นอะไรอยู่ ค่ะ
ก่อนที่จะจบตรงนี้นะคะ ลองคิดด้วยกันค่ะว่า ตลอดทั้งซีซั่นนี้ที่เราพูดกัน เอพิโซดนี้นะคะ เราเนี่ย ไม่ได้พูดถึงเรื่องเศรษฐศาสตร์อย่างเดียวนะคะ แต่เรากำลังพูดถึงวิธีการมองโลกแบบ คริติคอล ติ้งกิ้ง นะคะ โลกที่หลายครั้งเนี่ยนะคะ อาจจะมี ดูดีไปหมดเลยนะคะ แต่จริงจริงแล้วสิ่งสำคัญที่สุดเนี่ย อาจจะเป็นสิ่งที่คุณมองไม่เห็นก็ได้นะคะ วันนี้เนี่ย ถ้าคุณเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นนะคะ เริ่มที่จะมองลึกขึ้น เริ่มที่จะไม่เชื่ออะไรง่ายง่ายเหมือนเดิม นั่นแปลว่าคุณนะคะ กำลัง การคิดเป็นนะคะ แบบคิดวิเคราะห์แยกแยะ และนั่นคือพลังที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณค่ะนะคะ ถ้าคอนเทนต์วันนี้นะคะ ทำให้คุณมองโลกได้ชัดขึ้นนะคะ อย่าลืมนะคะ กดไลก์ กดแชร์ แล้วก็ส่งต่อ เอพิโซดนี้ให้กับ คนที่คุณแคร์ เพราะว่ายิ่งแชร์ก็ยิ่งมีคุณค่านะคะ และนี่คือจุดเริ่มต้นนะคะ ของตอนต่อไป บีแอลซี ไลบรารี พอร์ตแคสต์นะคะ เราจะพาคุณไปลงลึกกว่าเดิมนะคะ ลึกถึงในระดับที่คุณจะเริ่มเห็นเกมของโลกใบนี้ก่อนคนอื่น แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ สวัสดีค่ะ บีแอลซี ไลบรารี รีดดิ้ง เดอะ ซิสเต็ม ดังนั้นเวลาลัดสร้างโปรเจกต์ใหม่ใหม่เราก็อาจจะต้องถามว่าเราเสียโอกาสอะไรไปบ้างเพื่อสิ่งนี้นะคะ แต่หลักหลักเลยนะคะที่อ่านแล้วตกผลึกก็คือว่า อย่ามองแค่สิ่งที่เราเห็น อย่าไปตัดสินสิ่งที่แบบเราเห็นตรงหน้า ให้มองครบทั้งระบบค่ะ เพราะว่าในโลกของเศรษฐศาสตร์อะค่ะ คนที่เข้าใจแล้วก็เห็นโอกาสเนี่ย เขาจะมอง