📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ราชาตลาดเงิน ผู้ชนะธนาคารกลาง George Soros | Behind the Charts EP.2 ตอน 1/2

Uhas Trader23:32

Transcription

more >> วันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1992 ที่ The Bank of England ในกรุงลอนดอนเนี่ย เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางอังกฤษกำลังนั่งประชุมกันอย่างเคร่งเครียดนะครับ ในวันนั้นเลยพวกเขาขึ้นดอกเบี้ยจาก 10% เป็น 12% แล้วก็เป็น 15% ภายในวันเดียว แล้วก็ใช้เงินสำรองระหว่างประเทศกว่า 27,000 ล้านปอนด์ พยายามทุกวิถีทางที่จะปกป้องค่าเงินปอนด์อังกฤษจากการถูกโจมตี แต่ในเวลาเดียวกันเนี่ย ที่สำนักงานเล็กๆแห่งหนึ่งในแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ชายวัย 62 ปีคนนึงกำลังนั่งจิบกาแฟอย่างใจเย็นครับ เขาสั่งช็อตค่าเงินปอนด์อังกฤษเป็นจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์ ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเทรดในยุคนั้นเลย

เย็นวันเดียวกัน รัฐมนตรีคลังอังกฤษก็ออกมาประกาศว่าอังกฤษจะถอนตัวออก จาก European Exchange Rate Mechanism ปล่อยให้ค่าเงินปอนด์ลอยตัว ค่าเงินปอนด์ก็ร่วงทันที 14% ในวันเดียวครับ ชายคนนั้นทำเงินได้ 1,000 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว หนังสือพิมพ์ทั่วโลกก็เรียกเขาว่า The Man who broke the Bank of England ก็คือชายผู้ทำลายธนาคารกลางอังกฤษนั่นเองครับ

วันนี้ผมจะพาคุณผู้ฟังไปรู้จักกับชายคนนี้ George Soros เทรดเดอร์ที่อยู่ในตำนานของวงการ Micro Trading และก็ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนะครับ แต่ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหานะครับ ผมก็ขอฝากผู้สนับสนุนของวิดีโอนี้สักหน่อยครับ ไม่ต้องฝากเงินสักบาท ไม่ต้องเสี่ยงเงินสักเหรียญ แต่ถ้าชนะ ได้เงินรางวัลสูงสุดเกือบ 70,000 บาท ถอนได้ด้วยไม่ใช่แค่เครดิต ผมจะแนะนำการแข่งขันเทรดที่ไม่มีอะไรจะเสีย มีแต่จะได้ Demo Weekly จากทาง Broker XM แข่งเทรดฟรีทุกสัปดาห์ เงินรางวัลรวมมากกว่า 800,000 บาท แจก 100 คนทุกสัปดาห์ สัปดาห์นี้ไม่ได้ ไม่เป็นไร สัปดาห์หน้าลงใหม่ได้เลยครับ แถมวิธีการเข้าร่วมง่ายมากครับ ขั้นตอนแรกจะต้องมีบัญชีกับทาง Broker XM ก่อน หลังจากนั้นก็ทำการยืนยันตัวตนหรือ KYC แค่นี้เองครับ ก็สามารถที่จะกดเข้าร่วมได้เลย แต่ถ้าคุณยังไม่เคยมีบัญชีกับทาง Broker XM มาก่อน ผมอยากแนะนำให้คุณกดลิงก์ใต้คลิปวิดีโอนี้ พร้อมใส่รหัสผู้แนะนำ Haspad เพราะคุณจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆมากมาย พร้อมเครื่องมือช่วยเทรดฟรี ตารางเงินรางวัลก็ตามนี้เลยครับ อันดับที่ 1 คว้าเงินรางวัล 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ มีการแจกรางวัลถึง 100 รางวัลเลยทีเดียว ที่น่าสนใจก็คือรายการนี้เข้าร่วมฟรี ต่อให้สัปดาห์นี้แพ้ก็ไม่เป็นไร สัปดาห์หน้าก็สามารถลงแข่งใหม่ได้ทันที ไม่มีค่าสมัครใดๆทั้งสิ้น

แล้วรายการแข่งขันเทรด Demo Weekly เนี่ยเหมาะกับใครบ้าง ผมบอกได้เลยครับ อันดับแรกเลยเหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากลองแข่งโดยไม่เสียเงินจริง อันนี้คือเหมาะมาก ข้อที่ 2 ก็คือเหมาะสำหรับคนที่ มีฝีมืออยู่แล้วแต่ไม่มีทุน นี่คือโอกาสหาทุนเริ่มต้นฟรีเลย และกลุ่มที่ 3 ครับ เหมาะสำหรับคนที่เทรดอยู่แล้วก็สมัครไว้ ไม่เสียอะไร มีแต่ได้กับได้ ถ้าอยากรู้วิธีการสมัครแบบละเอียด พร้อมเคล็ดลับสู้ศึก Demo Weekly แอด Line มาเลยครับ 8 You ผมสรุปเอาไว้หมดแล้ว ผมลุยได้เลย ผมจะเผยเคล็ดลับที่จะทำให้เราสามารถชนะการแข่งขันครั้งนี้ให้ด้วย

สวัสดีครับคุณผู้ฟังทุกท่าน และก็สวัสดีกับ Member ที่น่ารักของเราทุกท่านด้วยนะครับ ยินดีต้อนรับกลับมาสู่รายการ Behind the Chart รายการที่จะพาคุณผู้ฟังไปทำความรู้จัก ไปเห็นความจริงข้างหลังกราฟที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อนนะครับ ในตอนที่แล้วเนี่ย เราเดินทางไปกับ Jesse Livermore เทรดเดอร์ในยุคต้นศตวรรษที่ 20 และในวันนี้ผมจะพาคุณผู้ฟังมาเจอกับชายอีกคนนึง ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เขาคือชายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นคนเดียวในประวัติศาสตร์โลกที่เอาชนะธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจในการเทรดครั้งเดียวเลย ครับ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ เรื่องของ George Soros คนนี้เนี่ย เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1930 ครับ ที่เมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ในยุคที่ยุโรปกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดในประวัติศาสตร์เลยนะครับ ในวันที่ 12 สิงหาคม 1930 ในครอบครัวชาวยิวที่ค่อนข้างมีฐานะ เด็กชายคนนึงก็ถือกำเนิดขึ้นมา ชื่อเดิมของเขาก็คือ György Schwartz หรือในภาษาอังกฤษก็คือ George Schwartz นั่นเองครับ พ่อของเขาเนี่ยชื่อว่า Tivadar เป็นทนายความและก็เคยถูกจับเป็นเชลยศึกในสงครามโลกครั้งที่ 1 ใช้เวลาหลายปีในไซบีเรียก่อนจะหนีกลับมาได้ ประสบการณ์นั้นเนี่ย ทำให้พ่อของ George เข้าใจเป็นอย่างดีว่าในช่วงเวลาที่อันตราย คนต้องอยู่รอดด้วยไหวพริบนั่นเองครับ

ในปี 1936 พ่อของเขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนนามสกุลจาก Schwartz เป็น Soros เพื่อปกป้องครอบครัวจากกระแสต่อต้านชาวยิวที่เริ่มก่อตัวในยุโรป และในปี 1944 ตอนที่ George อายุได้ 14 ปี ความเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวยิวก็มาถึงประตูบ้านของเขาครับ นาซีเยอรมันบุกฮังการี และก็เริ่มกระบวนการที่ส่งชาวยิวฮังการีกว่า 400,000 คนไปยังค่ายกักกัน Auschwitz ลองคิดดูครับคุณผู้ฟัง คนกว่า 400,000 คนในเวลาไม่กี่เดือน ถูกส่งไปสู่ความตาย อันนี้เป็นเรื่องที่หนักมากในประวัติศาสตร์มนุษย์เลยนะครับ

ในช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดในชีวิตเนี่ย พ่อของ George ก็ใช้ทุกวิถีทาง ปลอมเอกสาร เปลี่ยนชื่อ ซ่อนตัว แยกครอบครัวออกจากกันชั่วคราว เพื่อช่วยให้ลูกๆรอดชีวิต George ในวัย 14 ปีก็ต้องปลอมตัวเป็นเด็กคริสเตียน ใช้ชื่อปลอม และก็อยู่กับคนแปลกหน้าที่พ่อจ้างให้ดูแลเขาเป็นเวลาเกือบ 1 ปีเลยครับ เขาเล่าทีหลังว่าการได้รอดชีวิตในยุคนาซีเนี่ย เป็นเหตุการณ์ที่ฝังลึกในตัวเขาตลอดชีวิต และก็มันสอนเขาเรื่องนึงครับ ก็คือในช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด การยอมรับความจริง และการตัดสินใจที่กล้าหาญก็คือสิ่งที่จะช่วยให้รอดได้นั่นเองครับ

ทีนี้เมื่อสงครามจบในปี 1945 ครอบครัวของ George ก็รอดชีวิตทั้งหมดครับ ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าทึ่งมาก เพราะว่าชาวยิวฮังการี่กว่าครึ่งล้านคนไม่สามารถกลับมาได้ ในปี 1947 George ในวัย 17 ปีก็อพยพไปอังกฤษ เพื่อหนีจากระบอบคอมมิวนิสต์ที่กำลังจะครอบงำฮังการีนะครับ ในลอนดอนเขาทำงานหลากหลายอย่างเลย ทั้งพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร พนักงานเดินทางขายสินค้า คนเก็บผลไม้ และก็คนยกของในสถานีรถไฟ เขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่ก็ขยันเรียน ลองคิดดูครับคุณผู้ฟัง เด็กหนุ่มอายุ 17 ปีไปต่างประเทศคนเดียว ต้องทำงานหลายอย่างเลี้ยงตัวเอง และยังหาเวลาเรียนหนังสือไปพร้อมๆกันด้วย

ในปี 1949 เขาก็ได้เข้าศึกษาที่ London School of Economics หรือ LSE มหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษ ทีนี้ที่ LSE เนี่ย George ก็ได้พบกับชายคนหนึ่งที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของเขาไปตลอดกาลเลยครับ ชายคนนั้นก็คือ Karl Popper นักปรัชญาเชื้อสายออสเตรียที่มีชื่อเสียงระดับโลก Popper สอนเรื่องที่ George ติดใจมากครับ ก็คือความรู้ของมนุษย์เนี่ย เป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ การที่เราคิดว่าเข้าใจอะไรเนี่ย มันอาจเป็นแค่ความเข้าใจที่ผิดก็ได้ และก็ความเข้าใจของเรามันก็ส่งผลย้อนกลับมาเปลี่ยนความเป็นจริงด้วยนะครับ George ก็เอาความคิดนี้มาผสมกับการมองตลาด และก็พัฒนาเป็นทฤษฎีของตัวเองในเวลาต่อมาที่เรียกว่า Theory of Reflexivity

ทฤษฎี Reflexivity เนี่ย มันบอกว่าอย่างนี้ครับ ก็คือตลาดไม่ได้สะท้อนความจริง ตลาดสร้างความจริงนั่นเองครับ ลองคิดดูครับคุณผู้ฟัง ถ้าคนทั้งหมดเชื่อว่าหุ้นจะขึ้น พวกเขาก็จะแห่ซื้อ ราคาก็ขึ้นจริง และเมื่อราคาขึ้น คนก็เชื่อมากขึ้นว่ามันจะขึ้นต่อ ก็ซื้อมากขึ้น ราคาก็ยิ่งขึ้น มันเป็นวงจรที่ความเชื่อสร้างความจริง และความจริงสร้างความเชื่อจนกลายเป็นฟองสบู่นั่นเองครับ และเมื่อฟองสบู่แตก กระบวนการก็เกิดในทางตรงกันข้าม กลายเป็น Crash คนก็กลัวว่าราคาจะลง ก็พากันขาย ราคาก็ลงจริง คนเห็นว่าราคาลงก็กลัวมากขึ้น ขายมากขึ้น ราคาก็ยิ่งลง วงจรของความกลัวก็สร้างความจริงของการล่มลงนั่นเองครับ หลายคนเนี่ย พยายามวิเคราะห์ตลาดด้วย Fundamental ว่า หุ้นนี้ควรราคาเท่าไหร่ตามผลประกอบการ แต่ George เนี่ยเขามองว่าราคาในตลาดมันไม่ได้เป็นแค่ผลของ Fundamental มันเป็นผลของความเชื่อของคนในตลาด ซึ่งสามารถดันราคาให้สูงเกินหรือต่ำกว่า Fundamental ได้ในช่วงเวลานานๆเลยครับ ทฤษฎีนี้ก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ George ในการเทรดตลอดชีวิตของเขา

ทีนี้ในปี 1956 หลังจบจาก LSE George เนี่ยก็ย้ายไปอเมริกาครับ และก็เริ่มทำงานใน Wall Street ที่บริษัทโบรกเกอร์เล็กๆในนิวยอร์ก เขาเชี่ยวชาญด้านระหว่างหุ้นยุโรปกับหุ้นอเมริกา ค่อยๆสั่งสมประสบการณ์และเงินทุน ในปี 1969 George ในวัย 39 ปีก็ตัดสินใจก่อตั้งกองทุนของตัวเองชื่อว่า Double Eagle Fund และในปี 1973 เขาก็เปลี่ยนชื่อเป็น Quantum Fund ในช่วงทศวรรษ 1970-80 Quantum Fund ก็ทำผลตอบแทนเฉลี่ยกว่า 30% ต่อปีติดต่อกันหลายปี กลายเป็นหนึ่งใน Hedge Fund ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกเลยครับ 30% ต่อปีเป็นเวลาหลายปีนะครับคุณผู้ฟัง ลองคิดดูถ้าคุณลงทุน 100 ดอลลาร์ในกองทุนของเขาตั้งแต่ปี 1973 พอถึงปี 1990 เนี่ย คุณจะมีเงินประมาณ 50,000 ดอลลาร์เลยครับ

หนึ่งในการเทรดที่โด่งดังของ George ก่อน Black Wednesday เนี่ย ก็คือในปี 1985 หลังการประชุม Plaza Accord ที่ G5 ตกลงลงให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้าของอเมริกา George เนี่ยเขามองเห็นโอกาสในข้อตกลงนี้ทันที ก็ทุ่มช็อตดอลลาร์ในขณะที่ลองเงินเยนญี่ปุ่นและก็เงินมาร์คเยอรมัน Quantum Fund ก็ทำเงินได้กว่า 230 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่เดือน George เนี่ยมีหลักการเทรดที่เรียกว่า Macro Trading ครับ ก็คือการมองภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ การเมือง ค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย และก็เทรดตามแนวโน้มเหล่านี้ ไม่ใช่ตามรายตัวของหุ้น เขาบอกว่าตลาดที่ดีที่สุดในการเทรดก็คือตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ เพราะเป็นที่ที่มี Opportunity ขนาดใหญ่ซ่อนอยู่นั่นเองครับ

และก็มาถึงปี ค.ศ. 1992 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของชีวิต George ในฐานะเทรดเดอร์เลยครับ ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ยุโรปกำลังพยายามรวมเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ผ่านระบบที่เรียกว่า European Exchange Rate Mechanism หรือ ERM ซึ่งบังคับให้ค่าเงินของแต่ละประเทศสมาชิกต้องเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่กำหนด เพื่อเตรียมการสำหรับการรวมเป็นเงินสกุลเดียวก็คือเงินยูโรในอนาคตนั่นเองครับ อังกฤษเข้าร่วม ERM ในปี 1990 ภายใต้นายกรัฐมนตรี John Major โดยตกลงตรึงค่าเงินปอนด์ในกรอบที่กำหนด แต่ George เนี่ยมองเห็นปัญหาใหญ่ครับ อังกฤษในเวลานั้นกำลังเจอภาวะเศรษฐกิจถดถอย คนตกงานเพิ่ม เงินเฟ้อสูง การตรึงค่าเงินปอนด์ในระดับสูงก็จำเป็นต้องใช้อัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งกำลังทำร้ายเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆนะครับ

ในขณะเดียวกัน เยอรมนี หลังการรวมประเทศตะวันออกกับตะวันตก มีการลงทุนมหาศาลในเยอรมนีตะวันออก ทำให้เงินเฟ้อสูง ธนาคารกลางเยอรมันหรือ Bundesbank ก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ยของเยอรมนีเนี่ย ก็ทำให้ค่าเงิน Deutschmark แข็งขึ้น ซึ่งบีบให้อังกฤษต้องขึ้นดอกเบี้ยตามเพื่อรักษาค่าเงินปอนด์ในกรอบ ERM ทั้งๆที่เศรษฐกิจอังกฤษไม่ได้ต้องการดอกเบี้ยสูงเลยครับ George ก็มองเห็นว่าสภาพแบบนี้เนี่ย ในที่สุดอังกฤษก็จะรับไม่ไหว ต้องยอมปล่อยค่าเงินลอยตัว และเมื่อนั้นค่าเงินปอนด์ก็จะร่วงระเบิดอย่างแน่นอนนะครับ

ในช่วงฤดูร้อนปี 1992 George และทีมงานของเขา โดยเฉพาะ Stanley Druckenmiller มือขวาคนสำคัญซึ่งเป็น CIO ของ Quantum Fund ในเวลานั้น ก็เริ่มสะสม Short Position ในเงินปอนด์ทีละน้อย พวกเขาเปิด Position ขนาดประมาณ 1.5,000-5,000 ล้านดอลลาร์ ทำเงียบๆเพื่อไม่ให้ตลาดสังเกตเห็นครับ ในเดือนสิงหาคม 1992 George ก็ส่งสัญญาณให้ทีมเตรียมเข้าขนาดใหญ่ เพราะเขาเชื่อว่าเวลามาถึงแล้ว ในเดือนกันยายน 1992 ข่าวลือเกี่ยวกับการอาจปล่อยค่าเงินปอนด์ ก็เริ่มแพร่กระจาย The Bank of England ก็เริ่มมีท่าทีร้อนรน

วันที่ 15 กันยายน 1992 ในช่วงเย็นเนี่ย Druckenmiller ก็เดินเข้าไปในห้องของ George พร้อมไอเดียที่จะเพิ่ม Short Position อีก เพราะเริ่มเห็นสัญญาณว่าอังกฤษกำลังจะยอมแพ้ George ก็ฟัง Druckenmiller จบ และก็บอกประโยคที่กลายเป็นตำนานในวงการเทรดเลยครับว่า "Go for the jugular" หมายถึงลุยให้สุดตัว ทะลวงให้ถึงคอเลย ก็คือใส่ Position ให้เต็มที่ ทุ่มทุกอย่างที่มี อย่าทำแค่นิดเดียว เพราะถ้าวิเคราะห์ถูก โอกาสแบบนี้ไม่ได้มาบ่อย "Go for the jugular" เนี่ย มันคือการมั่นใจในตัวเองสุดๆ คุณผู้ฟังลองคิดดูครับ ถ้าวันหนึ่งคุณเจอเทรดที่คุณวิเคราะห์มาเป็นเดือนเป็นปี ทุกอย่างชี้ตรงๆว่าคุณถูก คุณจะกล้าทุ่มสุดตัวแบบนี้ไหมครับ ส่วนใหญ่เราก็จะใส่แค่ 1 หลอ 2 หลอเพื่อความปลอดภัย แต่ George เนี่ยไม่ ถ้าเขาเห็นว่ามันใช่ เขาทุ่มหมดเลยครับ

Quantum Fund ก็เริ่มเปิด Short Position รวมขนาด 10,000 ล้านดอลลาร์ในเงินปอนด์ ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเทรดในยุคนั้น คิดเป็นกว่า 6 เท่าของขนาดกองทุน ณ ขนาดนั้นเลยครับ

วันที่ 16 กันยายน 1992 ในเช้าวันนั้น The Bank of England ก็ตื่นมาเจอกับคลื่นการขายปอนด์ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยเห็น ในห้องประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ เจ้าหน้าที่ระดับสูงก็เริ่มประชุมฉุกเฉิน พวกเขาขึ้นดอกเบี้ยจาก 10% เป็น 12% ในตอนเช้า เพื่อพยุงค่าเงิน หวังว่าจะดึงดูดให้คนซื้อปอนด์กลับเข้ามา ไม่ได้ผลครับ คลื่นการขายปอนด์ยังคงรุนแรง คำสั่ง Short เข้ามาจากทั่วโลก กองทุนใหญ่ๆก็เห็นว่า Quantum Fund กำลัง Short หนักก็พากันเข้าร่วมเทรดตามนะครับ

ในช่วงบ่าย Bank of England ก็ขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งจาก 12% เป็น 15% ภายในวันเดียว ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษยุคใหม่เลยครับ ไม่ได้ผลอีกเช่นกัน The Bank of England ก็ใช้เงินสำรองระหว่างประเทศกว่า 27,000 ล้านปอนด์ พยายามซื้อปอนด์เพื่อพยุงค่าเงิน แต่จำนวน Short Position ในตลาดมันมีเยอะกว่าที่พวกเขาจะรับมือได้ เพราะมันไม่ใช่แค่ George คนเดียว มันคือกองทุนทั้งโลกที่เห็นโอกาส แล้วก็เข้ามาเทรดตามนั่นเองครับ

ในเย็นวันเดียวกัน เวลาประมาณ 19:30 น. รัฐมนตรีคลังอังกฤษ Norman Lamont ก็ออกมาประกาศต่อสาธารณะที่ Treasury Building ในกรุงลอนดอนว่าอังกฤษจะถอนตัวออกจาก ERM อย่างเป็นทางการ ปล่อยให้ค่าเงินปอนด์ลอยตัว ค่าเงินปอนด์ก็ร่วงทันที 14% ในวันเดียวครับ วันนั้นก็ถูกจารึกในประวัติศาสตร์อังกฤษในชื่อ Black Wednesday หรือก็คือวันพุธสีดำนั่นเอง และในวันนั้น Quantum Fund ของ George Soros ก็ทำเงินได้ 1,000 ล้านดอลลาร์ในวันเดียวครับ

ลองคิดดูครับคุณผู้ฟัง ชายคนหนึ่งเนี่ย วิเคราะห์ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ มองเห็นจุดอ่อนของระบบ ทุ่มทุกอย่างที่มีในการเทรดครั้งเดียว และก็เอาชนะธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจในการเทรดเพียงวันเดียวเลย เด็กยิวที่เคยปลอมตัวหนีนาซี เมื่อปีก่อน วันนี้กลายเป็นเทรดเดอร์ที่โด่งดังที่สุดในโลก

แต่เรื่องของ George Soros แค่ Black Wednesday นะครับ หลังจากนั้นเขาก็ยังคงเทรด Macro ต่อเนื่อง ผ่านวิกฤตเอเชีย 1997 วิกฤตรัสเซีย 1998 และก็อีกหลายเหตุการณ์ ไม่ใช่ทุกครั้งที่เขาชนะนะครับ ในวัน Black Monday ปี 1987 เขาเคยเสียกว่า 800 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว และในวิกฤตรัสเซียปี 1998 เขาก็เสียกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์เลย แต่เขาก็ยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยกว่า 30% ต่อปีติดต่อกันเกือบ 30 ปีเลยครับ

และในวัย 92 ปีในปัจจุบันเนี่ย George Soros เขาไม่ได้ใช้เงินที่หามาได้เพื่อความสุขสบายของตัวเองนะครับ ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เขาเริ่มก่อตั้ง Open Society Foundation ซึ่งเป็นมูลนิธิที่สนับสนุนการศึกษาสิทธิมนุษยชน และก็ทุนการศึกษาให้นักเรียนทั่วโลก ตลอดชีวิตของเขา George Soros ก็ได้บริจาคเงินกว่า 32,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับงานการกุศล และก็การสนับสนุนสังคม ทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้บริจาคทรัพย์สินส่วนบุคคลมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเลยครับ เขาเคยพูดว่า "ผมมีทรัพย์สินที่มากเกินกว่าจะใช้ส่วนตัว สิ่งที่ผมทำได้ก็คือใช้มันเพื่อทำให้โลกดีขึ้น"

คุณผู้ฟังครับ ถึงตรงนี้เนี่ย ผมอยากถามว่า คุณคิดยังไงกับเรื่องราวของ George Soros จากเด็กที่เกือบไม่รอดในค่ายกักกัน สู่ชายที่เอาชนะธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจ และในที่สุดก็กลายเป็นผู้บริจาคที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ อะไรในตัวเขาเนี่ยที่คุณเรียนรู้ได้บ้างครับ คอมเมนต์มาเล่าให้ฟังหน่อย ผมอยากรู้ว่าคุณผู้ฟังคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ

แล้วถ้าคุณเองเป็นเทรดเดอร์เนี่ย คุณเคยมีโอกาสที่ conviction ของคุณบอกว่ามันถูก แต่คุณไม่กล้าทุ่มเพราะกลัวมั้ยครับ คุณยอมปล่อยโอกาสไปแล้วกลับมาเสียดายทีหลัง คอมเมนต์มาคุยกันนะครับ ผมเองก็เคยเป็นแบบนั้นครับ เคยเห็นสัญญาณชัดเจนแต่ใส่รอดเล็กเกินไป พอราคาวิ่งไปตามที่วิเคราะห์ก็กำไรนิดเดียว แล้วก็ต้องนั่งเสียดายว่า รู้แบบนี้ทุ่มไปตั้งแต่แรกก็ดี

ก่อนจะจบ ผมก็ขอฝากแน่คิด 3 ข้อจากเครื่องของ George Soros ให้คุณผู้ฟังได้นำไปคิดต่อครับ

ข้อแรกครับ เมื่อ conviction ของคุณถูกต้อง อย่ากลัวที่จะทุ่มสุดตัว Trader ส่วนใหญ่ เนี่ยมีไอเดียที่ดีแต่ position เล็กเกินไป จนเวลาที่ไอเดียนั้นถูกต้องก็ไม่ได้กำไรเท่าที่ควร แล้วก็มาเสียดายทีหลังครับ ผมเห็นเทรดเดอร์หลายคนวิเคราะห์มาดีมาก กราฟชี้ทุกอย่าง แต่เปิด position แค่นิดเดียวเพราะกลัว และพอราคาวิ่งไปตามที่วิเคราะห์ก็ได้กำไรนิดเดียว แล้วก็ต้องนั่งดูคนอื่นที่กล้ากว่าได้กำไรเต็มที่ George บอกว่า "ที่สำคัญไม่ใช่ว่าคุณถูกหรือผิด ที่สำคัญก็คือคุณได้เท่าไหร่ตอนที่ถูก และเสียเท่าไหร่ตอนที่ผิด" แน่นอนครับ การทุ่มสุดตัวต้องมาคู่กับการบริหารความเสี่ยงที่ดี ไม่ใช่ All in ทุกครั้งนะ ครับ แต่เมื่อโอกาสที่ดีมาถึง โอกาสที่คุณวิเคราะห์มาเป็นเดือนเป็นปีแล้วก็ทุกสัญญาณบอกว่ามันใช่ คุณก็ต้องกล้าใส่ไซส์ที่สมกับ conviction ของคุณนั่นเองครับ

ข้อ 2 ครับ รู้ว่าเมื่อไหร่ตัวเองผิดแล้วตัดทันที George มีประโยคที่ผมชอบมากครับ เขาบอกว่า "I'm only rich because I know when I'm wrong" ก็หมายถึงผมรวยได้ เพราะผมรู้ว่าผมผิด เมื่อตลาดบอกว่าไอเดียของเขาผิดเนี่ย เขาก็ตัดขาดทุนทันทีโดยไม่ลังเลเลยครับ ไม่มีการรอให้กลับมา ไม่มีการเฉลี่ย ไม่มี การแก้ตัว นี่ครับก็คือสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากเทรดเดอร์ที่ล้มเหลว เทรดเดอร์ที่เสียหนักไม่ใช่เพราะวิเคราะห์ผิดบ่อย แต่เพราะตอนที่ผิดไม่ยอมรับ และก็ถือ position ขาดทุนต่อจนเสียมากกว่าที่ควรนั่นเอง ในส่วนตัวของผมเองมองว่าตรงนี้มันเป็นเรื่องของ Ego มากกว่าเรื่อง Analysis นะครับ เทรดที่อยู่รอดก็คือคนที่แยกตัวตนของเขาออกจาก position ที่เขาเปิด ถือ position ขาดทุนต่อไม่ได้แปลว่าคุณฉลาดขึ้นนะครับ มันแค่แปลว่าคุณยอมรับไม่ได้ว่าตัวเองผิด

ข้อ 3 ครับ และข้อนี้ผมว่าสำคัญที่สุดเลย เงินที่หามาได้เนี่ย มันมีค่าจริงๆตอนที่เราใช้มันสร้างสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา Soros มีเงินกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์ในจุดสูงสุด แต่เขาบริจาคไปแล้วเกือบ 32,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงชีวิตของเขา มากกว่าที่เคยมีอีกครับ เพราะรายได้ที่เข้ามาในแต่ละปีก็ทยอยบริจาคไปเรื่อยๆ เขาไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อสะสมเงินเป็นเป้าหมายสุดท้าย ครับ เขาใช้เงินเพื่อเปลี่ยนชีวิตของคนอีกหลายล้านคนทั่วโลก ทุนการศึกษาที่เขาให้ก็ทำให้เด็กยากจนนับหมื่นคนได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำ มูลนิธิของเขาก็ช่วยสนับสนุนงานวิจัยทางการแพทย์ การเข้าถึงน้ำสะอาด การศึกษาในประเทศกำลังพัฒนา และก็อีกหลายอย่างมากเลยครับ

ในเรื่องของ Moore ที่ผมเล่าให้ฟังในตอนที่แล้ว เราเห็นเทรดเดอร์ที่มีเงินมากแต่จบลงด้วยความว่างเปล่า แต่ในเรื่องของ Soros ในวันนี้ เราเห็นเทรดเดอร์ที่มีเงินมากแล้วก็ใช้มันเพื่อสร้างความหมายให้กับชีวิต ทั้ง 2 คนเนี่ย เก่งในการเทรดเหมือนกันครับ แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาแตกต่างกันก็คือสิ่งที่อยู่นอกตลาดนั่นเอง เทรดเดอร์ที่ดีทำเงินได้ เทรดเดอร์ที่ยิ่งใหญ่ใช้เงินเป็น และผมเชื่อจริงๆครับว่า เทรดเดอร์ที่อยู่รอดในระยะยาวต้องมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่าตัวเลขในบัญชี ไม่ว่าจะเพื่อครอบครัว เพื่อพ่อแม่ เพื่อชุมชน หรือเพื่ออะไรก็ตามที่ใหญ่กว่าตัวเอง เพราะเมื่อตลาดมันโหด เมื่อขาดทุนหนัก เมื่อจิตใจเหนื่อยล้า สิ่งที่จะทำให้เราลุกขึ้นมาใหม่ได้ มันไม่ใช่เงินนะครับ แต่มันก็คือเป้าหมายที่อยู่ข้างหลังเงินนั้นต่างหากครับ

ก่อนจะจบวิดีโอนี้นะครับ ผมก็ขอฝากกดไลค์แล้วก็กด Subscribe เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมและก็ทีมงานด้วยนะครับ ถ้าวิดีโอนี้มีประโยชน์ก็ช่วยกดแชร์ส่งต่อให้เพื่อนๆที่เทรดด้วยกัน หรือคนที่คุณรักด้วยก็ได้ครับ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

เริ่มกันเลือกข่าวที่ไม่สู้ดีนักนะคะ เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก วันนี้สู้ตัวลงอย่างรุนแรงทุกตลาด รวมทั้งตลาดหุ้นของไทยด้วย ในขณะที่ค่าเงินบาทก็วูบลงทันที