📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ณัฐชา-ชลณัฏฐ์-พนิดา ฟาดเดือดรัฐบาล ฟ้องปชช.ซี้ซั้ว หนูลวงโลก กินรวบ โยนบาปบนคราบน้ำตา : Matichon TV

matichon tv45:50

Transcription

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผมณัฐบุญชัยสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ

ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันเริ่มต้นของรัฐบาล "หนู 2" รัฐบาลที่นำโดยนายกอนุทิน ชาญวีรกูล ในครั้งที่ 2 ต้องขอยอมรับแบบตรงไปตรงมานะครับ เมื่อวานนี้ผมนั่งหลับตาฟังท่านนายกฯ ตั้งแต่เริ่มจนจบ พอเห็นเค้าร่างถือว่าเป็นการแถลงนโยบายที่ดีเท่าที่ผมทำหน้าที่มาฟังการแถลงนโยบายมา 5 ครั้ง ถือว่าครั้งนี้เนี่ย พูดได้ดี เห็นภาพ มองแล้วมีอนาคต หลับตาฟังเพลินๆ แล้วรู้สึกอนาคตจะสดใส แต่พอลืมตาเท่านั้น ท่านประธาน เจอหน้าท่านนายกฯ คนเดิม มันหมดความน่าเชื่อถือว่าไอ้ที่ฟังดูดีเมื่อสักครู่เนี่ย มันจะเป็นจริงได้หรือเปล่า

ถ้าเปรียบเทียบนะครับ การทำงาน ถ้าไปฝึกงานเนี่ย เค้าบอกให้ทดลองงานก่อน 4 เดือน พวกผมรอบที่แล้วพูดได้เพราะว่าเป็นคนเสนอ เป็นคนโหวตท่านให้ทดลองงานก่อน 4 เดือน ถ้าเป็นเด็กฝึกงานแบบนี้ เรียกฝึกได้กลางทางแล้วหนีกลับบ้าน เพราะผ่านไป 2 เดือน ท่านไม่ทำอะไรเลย สิ่งที่เรามอบหมายภารกิจไว้ตาม MOA ท่านไม่ทำ อุตส่าห์มอบหมายงานที่ง่ายที่สุดนั่นคือ ไปควบคุมเสียงในสภา สภาบนทั้งสภาล่าง ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีน่าจะมีเทคนิควิชาที่จะสามารถทำเรื่องนี้ได้เชี่ยวชาญที่สุด แต่สุดท้ายทำไม่ได้ครับ

เอาล่ะ มันอาจจะเป็นเพราะท่านคิดว่าไอ้เรื่องพวกเนี้ย มันเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนเค้าต้องการ มันอาจจะไม่ใช่ความต้องการของประชาชนหรือเปล่า แต่สุดท้ายครับ วันนี้เสียงของประชาชน ตะโกนดังๆ กู่ก้องทั้งประเทศ 21,621,638 เสียง นี่คือเสียงตะโกนของพี่น้องประชาชนว่าเขาต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ว่าเขาจะไม่ชอบอะไรในรัฐธรรมนูญ เขาบอกว่าต้องปรับเปลี่ยน ต้องแก้ไข และไม่ใช่แค่เสียงของพรรคฝ่ายค้านด้วย เมื่อสักครู่พระนิดาบอกแล้ว มันเป็นเสียงที่มาจากรัฐบาล มันเป็นเสียงที่มาจากพรรคท่าน มันเป็นเสียงที่มาจากพรรคผม มันเป็นเสียงพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนที่เขาต้องการ แต่ท่านไม่ได้ยินเสียงตะโกนของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ท่านได้ยินแต่เสียงกระซิบเบาๆ ของคนบางคนในบุรีรัมย์ แล้วนำพาประเทศนี้ไปในทิศทางที่ท่านต้องการ แล้วเราจะอยู่ยังไงกันครับ ในวันเริ่มต้นแห่งการทำงาน ไม่มีแม้แต่คำเดียวว่าความต้องการของคน 20 กว่าล้านในประเทศนี้ จะทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างไร ให้โอกาสนะครับ ถึงแม้ว่าในเอกสารแถลงนโยบายฉบับนี้ จะไม่มีท่านพูดสักนิด ก่อนจะจบคืนนี้ไป ขอเริ่มต้นบรรยากาศการทำงานที่ดีกว่านี้หน่อย พูดแล้วกันครับว่าจะทำแบบไหนยังไง มาดูกันต่อครับ

ที่ผมบอกว่าคาแรคเตอร์ท่าทางมันดูไม่น่าเชื่อถือ ในรายงานฉบับนี้ ในคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ข้อที่ 4.3 ท่านใส่เอาไว้ว่าท่านมีนโยบาย นู่นนี่นั่นมากมาย มีนโยบายหนึ่งครับที่เขียนบอกว่า ท่านจะเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร อยากจะให้ประเทศไทยเป็นห้องอาหารโลก มีความมั่นคง มีความหลากหลายในเรื่องของอาหารที่จะเป็นจุดเด่น จนอุตส่าห์ใส่มาในนโยบาย แต่ท่านทราบไหมครับ พี่น้องประชาชนรับรู้รับทราบ นโยบายนี้ตกใจครับ วันมีปลา ปัญหาปลาหมอคางดำกัดกินแม่น้ำลำคลองไปหมดแล้ว ปลาท้องถิ่น ปลาสายพันธุ์ธรรมชาติไม่มีแล้ว ท่านจะนำพานโยบายห้องอาหารโลกไปในทิศทางไหนครับ เพราะในแม่น้ำลำคลองของบ้านเรามีแต่ศัตรูที่กำลังกัดกินชีวิตพี่น้องคนไทย

ไปดูเรื่องต่อไปครับ ข้อ 15.3 3 ท่านบอกว่า เปิดปากมาบอกว่าจะทำพยาบาลอาสา เพื่อนสมาชิกในพรรคของผมก็ได้อภิปรายไปแล้ว ลงรายละเอียดว่าพูดมาเนี่ย ดูดีครับ มันจะไปต่อได้หรือเปล่า เขากลับมองว่าไอ้เรื่องนี้เนี่ย มันอาจจะเป็นแครียพารของคนที่ทำงานสำเร็จในช่วงเลือกตั้งหรือเปล่า กูรูทางการเมือง นักวิเคราะห์ทางการเมือง บอกที่ผ่านมาใช้องคาพยพอาสาสมัคร วันนี้ใส่นโยบายไปก็เลยจะยกระดับเรื่องพวกนี้ ให้อาสาสมัครที่อำนวยความสะดวกภารกิจการเมืองของท่านไปทำงาน ทำไมถึงพูดแบบนั้นครับ ไม่ได้ปรามาสครับ เพราะถ้าเกิดท่านมีความตั้งใจที่จะดูแลเรื่องของพยาบาล ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบางๆ ท่านไปดูตัวอย่างผู้บริบาลของกระทรวง พม. เค้าทำไปแล้วครับ ปัจจุบันมีอยู่ 800 กว่าคน ยังไม่เพียงพอ ถ้าเกิดท่านไปดูเรื่องของพยาบาลอาชีพ ปัจจุบันมีอยู่ 198,836 คน ยังไม่เพียงพอ แต่วันนี้ท่านมาคิดชื่อใหม่ เอามาทำในกระทรวงที่ท่านดูแลเอง แล้วก็เปลี่ยนผ่านยกระดับไอ้เขียนนโยบายแบบนี้ครับ มองจากดาวอังคารมาก็รู้ครับว่า หวังประโยชน์อื่นใด มีวังภาระซ่อนเร้นทางการเมืองหรือไม่

พวกผมถึงบอกครับว่าวิธีการเขียนแบบนี้ วิธีการบอกแบบนี้ มันดูเหมือนจะเป็นวิธีการบริหารแบบลวงโลก กินรวบโยนบาปบนคราบน้ำตาของประชาชน ท่านประธานครับ ที่บอกว่าบนคราบน้ำตาของประชาชน ก็เพราะว่าคนรอบข้างคนรอบตัว ไม่ใช่แค่ท่านนายกอย่างเดียว มันมักจะมีความสามารถพิเศษ ที่จะสามารถเห็นวิกฤตเป็นโอกาส สามารถใช้วิกฤตที่พี่น้องประชาชนกำลังอดจนตาย แต่สามารถเปลี่ยนแปลงให้พวกพ้องรวยจนอ้วก ท่านประธานคิดดูสิครับ ไม่ว่าจะตั้งแต่ วิกฤตโควิดสมัยนั้นเป็นรัฐมนตรีสาสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแมส เรื่องวัคซีน เรื่องอะไรต่างๆ สุดท้ายโศกคณาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารจัดการเมื่อท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการสาสุขในขณะนั้น พอมาถึงตอนนี้ครับ วิกฤตนู้นเนี่ย ตายจริงๆ แต่พอมาวิกฤตนี้ครับ วิกฤตนี้เรียกว่าตายทั้งเป็น เพราะน้ำมันแพง เป็นชนวนเหตุให้เดินหน้าไปในทิศทางอื่นไม่ได้

ถ้าประธานที่เคารพครับ ผมต้องพูดจริงๆ ก็เพราะว่าวิธีการบริหารจัดการของท่าน มันเป็นภาพรวมภาพลักษณ์ ที่ทำให้เราไม่สามารถเชื่อมั่นและเชื่อถือผู้บริหารสูงสุดของประเทศนี้ได้ ท่านประธานคิดดูครับ เค้ามายิงกันที่ตะวันออกกลาง วันเดียว วันรุ่งขึ้นประเทศไทย เอเชียก็ละหล่ะ มันเป็นเพราะอะไรครับ ท่านนายกฯ ยังไม่ได้ทำอะไร ผมรู้ครับ เพราะเค้าเพิ่งยิงเมื่อวาน ยังไม่ได้ทำอะไรก็วิกฤตแล้ว เพราะเขาไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อใจว่าคนๆ นี้จะบริหารสถานการณ์วิกฤตอย่างไร

ท่านประธานครับ พอเริ่มทำงาน ยิ่งตกใจใหญ่ครับ ประเทศไทยเรามีกระทรวงพลังงาน มีรัฐมนตรีพลังงาน ท่านตกใจครับ วิกฤตพลังงานเกิดขึ้น ตั้งรัฐมนตรีคมนาคมไปดูแลเลย แล้วคนประเทศไทยจะรู้สึกไปทิศทางไหนครับ เขารู้สึกเหมือนท่านกำลังให้เสือไปเฝ้าเขียงเนื้อ ท่านคิดเหรอครับว่าจะอดใจไหว แล้วไม่ใช่เสือธรรมดาด้วย เสือหิวหมดไปเยอะช่วงเลือกตั้ง เสือหิวเดินน้ำลายยืดไปเลย ไปบริหารงานแล้ว มันจะให้พี่น้องประชาชนเชื่อใจว่า จะนำพาวิกฤตนี้ผ่านพ้นไปได้ยังไง ท่านประธาน

แล้วไอ้วิธีการบริหารแบบนี้ครับ เสร็จปุ๊บ ท่านบอกว่าท่านตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันมาดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ เสร็จแล้ว ท่านประกาศตรึงราคาน้ำมันทันที คิดว่าจะเอาอยู่ ผ่านไปแป๊บเดียว ตรึงให้นายทุนกักตุนไว้เอากำไรกับพี่น้องประชาชน เผลอแป๊บเดียวประกาศลอยตัว คนได้ประโยชน์สูงสุดคือใครครับ นายทุนอีกแล้ว นี่มองจากดาวอังคารไม่ไหว มองจากดาวพลูโตมาเลยท่านประธาน

เรื่องเนี้ย เพราะไอ้การกระทำแบบเนี้ยครับ พี่น้องประชาชนบอกว่า ตรึงราคาน้ำมันไม่ไหว งั้นตรึงราคาสินค้าพื้นฐานก่อนได้ไหม อาหาร การกิน ข้าวปลาอาหารอะไรต่างๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนเค้าจำเป็น เค้าต้องการ ท่านนายกฯ ประกาศอีกแล้วครับ ท่านรัฐมนตรีซุปเปอร์ G ก็ประกาศว่าสิ่งของจำเป็นต้องยังคงราคาเดิม สุดท้ายเป็นไงครับท่านประธาน ไปดูครับ ข้าวยากหมากแพง วันนี้จะหากินอะไรแต่ละอย่างไม่ได้อีกต่อไปแล้ว มันบริหารจัดการแบบวิ่งตามสถานการณ์อย่างเดียว วันนี้ความสามารถของท่านนายกรัฐมนตรี ตรึงราคา

น้ำมันก็ไม่ได้ ตรึงราคาอาหารก็ไม่ได้ ตรึงได้อยู่ 2 อย่าง หน้าท่านตึง เวลาตอบคำถามประชาชนไม่ได้ วันนี้ปิดวาจาวันที่ 3 อีกอย่างที่ท่านตรึงไม่ได้ก็คืออีกอย่างที่ท่านตรึงอีกอย่างก็คือหู หู ตอนนี้หูท่านตึงมากเลย ประชาชนบอกเปล่าๆ ว่าเค้ามีไอ้โม่ง ไอ้โม่งมันกักตุนน้ำมัน ท่านนายกฯ ท่านเถียงคอเป็นเอ็น บอกไม่มี ไม่มี ไม่มีแน่นอน นี่ท่านรัฐมนตรียุติธรรมนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย ต้องขอกราบชื่นชมท่าน ทำงานตรงไปตรงมามาก วันหนึ่งท่านรัฐมนตรียุติธรรมบอกว่า พบแล้วครับ วันนี้มีการกักตุนน้ำมัน 57 ล้านลิตร ท่านนายกฯ บอกว่าไงครับ อ๋อ ผมรู้ตั้งแต่วันก่อนแล้ว แต่ไม่ไม่บอกไม่บอกวัน แสดงว่าวันก่อนที่บอกว่าไม่มีไม่มีคืออะไรครับ หรือท่านบริหารงานแบบบอกประชาชนวันนี้โกหกตั้งแต่เมื่อวาน

ท่านประธานครับ แล้วจะไปต่ออย่างไร ในเมื่อความน่าเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือของผู้นำประเทศ วันนี้พี่น้องประชาชนต่างตั้งคำถามครับ ว่าวิธีการบริหารแบบนี้ จะทำให้ประเทศไทยของเราติดลม ไม่สามารถเดินหน้าต่อ นี่เสียงแว่วๆ จะมาไล่กันตั้งแต่วันแรก จะเอายังไงกันต่อ

สิ่งต่อมาที่เป็นเรื่องที่ท่านนายกฯ ชอบธรรมมากก็คือพฤติการ พฤติกรรมที่ชอบโยนบาป โยนขี้โยนให้คนอื่นเขา ถ้าที่เพื่อนสมาชิกพูดกันบ่อยๆ ก็คือสถานการณ์น้ำท่วม น้ำท่วมภาคใต้ เป็นตัวเองเนี่ย เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารภัย มีความรับผิดชอบ รับผิดรับชอบในเรื่องของการป้องกันและบรรเทาสาภัยโดยตรง ท่านมอบหมายรัฐมนตรีเกษตร รัฐมนตรีเกษตรไม่ว่าไม่ได้อยู่ที่ภาคใต้ด้วย บินจากพะเยาไปเดินงงอยู่สักพักนึง แล้วมันจะไปต่อยังไงครับ นี่หลังจากเหตุการณ์นั้นมา เหตุการณ์น้ำมันก็ตั้งคนผิดฝาผิดตัวอีก ไอ้เรื่องราวเหล่านี้แหละครับ ที่มันเป็นที่มาที่ไปว่าวันแรกของการทำงาน เราอยากให้บรรยากาศมันดีขึ้น เลยขอแนะนำท่านนายกครับ 3 เรื่องด้วยกัน

แนะนำให้ท่านนายกปรับคาแรคเตอร์ ด่วน วันนี้ปรับใหม่ ผมเชื่อครับ ท่านทำได้ ท่านนายกหนูเนี่ย สามารถทำได้แน่นอน ท่านมีหลายคาแรคเตอร์อยู่แล้ว ปรับที่มันตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนสักนิดนึง

อันที่ 2 ครับ เร่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ ความน่าเชื่อถือของท่านจะมาจากอะไรบ้างครับ เมื่อสักครู่รัชนกบอกไปแล้ว มียาให้กิน 2 อย่าง 1 ปรับเปลี่ยน ครม. ที่หน้าตาไม่ดี ที่มันจะทำให้ความน่าเชื่อถือของท่านลดลง 2 อย่าหยอดตาให้มันเห็นภาพชัดๆ ว่าใครที่มีความรู้ความสามารถ ใครที่ไม่มีความรู้ความสามารถ และหลังจากนั้นครับ ได้เริ่มต้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่คำสัญญาลอยๆ ที่ท่านชอบพูดบนเวทีหาเสียงว่าท่านพูดแล้วทำ วันนี้เราถึงมาขอเรียกร้องในสิ่งที่ท่านยังไม่ได้พูด ในคำแถลงนโยบาย แต่เราอยากให้ท่านทำ

วันนี้ท่านบอกว่าพูดแล้วทำ แต่เมื่อมีอำนาจ ท่านพูดและทำพังทุกครั้ง เมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้ง พี่น้องประชาชนพูดผ่านผู้แทนราษฎรหลายๆ คน บอกว่าไอ้ลีที่ท่านพูดบนเวทีนั้น จะนำพามาให้เกิดขึ้นจริงได้ มันต้องอยู่ในคำแถลงนโยบาย บนเวทีหาเสียง ท่านโปรยคำหวานครับ พอแล้ว พอแล้ว พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว พี่น้องประชาชนดีใจครับ วันนั้นกะว่าจะรวยกับเค้าบ้าง แต่มาเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ ตั้งแต่วันแรก พี่น้องประชาชนบอก พอแล้ว พอแล้ว สวยฉิบหายแล้ว มีนายกแบบนี้

เพราะฉะนั้น ฝากไว้พิจารณานะครับ ท่านประธานครับ เริ่มต้นการทำงานให้ดี ขอคำตอบชัดๆ จากท่านนายกรัฐมนตรีด้วยครับ ในวันนี้ ขอบพระคุณครับ

>> เรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉันชรนัส โกยกุล ผู้แทนราษฎรชาวบางบ่อ จอมทอง หนองแขม จากพรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกสภา หลังจากได้ฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลนะคะ ในฐานะอดีตสื่อมวลชน ดิฉันมีความกังวลเป็นอย่างมากถึงประเด็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนค่ะ คำถามคือ เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน จะได้รับการคุ้มครองจริงหรือไม่ หรือรัฐจะยังคงปล่อยให้การฟ้องปิดปาก หรือคดี SLAP กลายเป็นเครื่องมือในการทำร้ายประชาชนที่ออกมาตรวจสอบรัฐบาลและกลุ่มทุนใหญ่ ตอนนี้ประชาชนกลัวไปหมดแล้วค่ะ ไม่กล้าพิมพ์ ไม่กล้าพูดอะไรแล้ว กลัวโดนฟ้องจนต้องร้องว่า ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว พอแล้วค่ะ ซวยมากๆเลยนะคะตอนนี้ ไม่มีที่เก็บหมายศาลแล้ว คนที่โดนฟ้องเนี่ย ลำบากจริงๆ ค่ะท่าน มันน่าคิดนะคะ ในสังคมเรา คนที่พูดความจริง ต้องเหนื่อย ต้องเสี่ยง แต่คนที่ต้องสงสัยว่าทำความผิดเนี่ย กลับลอยตัวเหนือปัญหา ทำไมรัฐถึงปล่อยให้มีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ทำไมปล่อยให้มีการใช้นิติสงครามเป็นอาวุธในการทำลายล้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำไมปล่อยให้มีการเชือดไก่ให้ลิงดู ขัดขวาง ไม่ให้คนออกมาปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม

ดิฉันได้ยินรัฐบาลพูดถึงคำว่าหลักนิติธรรมนะคะ เป็นคำพูดแฟนซีสวยๆ แต่พอไปดูในรายละเอียดค่ะ มีแค่พูดเล็กน้อย หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล ความเป็นธรรม แค่นี้ค่ะ ไม่ได้ลงรายละเอียดเลยว่าจะมีกลไกในการป้องกันการฟ้องปิดปากยังไงบ้าง ซึ่งดิฉันเป็นห่วงมากๆ เลยนะคะ เพราะว่าประชาชนเดือดร้อนมากๆ เรื่องนี้ พูดถึงความร้ายกาจของการฟ้องปิดปาก ดิฉันไม่ได้พูดพูดไปเรื่อยๆ นะคะ มีตัวเลขยืนยันค่ะ ประเทศไทยเราเนี่ย เป็นแชมป์อาเซียนเลยค่ะ เรื่องของการฟ้องปิดปาก อันดับ 1 เลยนะคะ ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงต้นปี 256 มีคดีลักษณะนี้ราวๆ 600 คดีนะคะ แล้วก็เหยื่อ 78% ล่ะค่ะ อันดับ 1 จะเป็นชาวบ้าน แล้วก็เป็นคนที่อยู่ในชุมชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องท้องถิ่นของตัวเองนะคะ ในขณะเดียวกัน นักการเมืองและสื่อ สื่อมวลชนก็โดนฟ้องเล่นงานเช่นกัน เพราะพวกเขาออกมาปกป้องความจริงนะคะ

ดิฉันอยากจะตั้งคำถามกลับไปยังรัฐบาลอนุทินค่ะ ว่าท่านจะยังคงรักษาแชมป์ในแง่ลบแบบนี้ต่อไปหรือไม่คะ แล้วก็เรื่องของการฟ้องปิดปากเนี่ยนะค่ะ มันน่าปวดหัวมากๆ เพราะว่าประชาชนเดือดร้อนมากจริงๆ นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นล่าสุดนะคะ กกต. โอ้โห วีรกรรม ไม่อยากจะพูดเลยค่ะ มันร้ายแรงมากๆ เลย สุดท้ายแล้วนะคะ ฟ้องกับประชาชน 6 คนที่แค่มาวิพากษ์วิจารณ์ ถามเรื่อง QR Code และ Barcode ค่ะ กกต. เนี่ย ยัดข้อหาร้ายแรงกับประชาชนที่มาตั้งคำถามนะคะ มาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น มาตรา 322 เปิดเผยเอกสารลับของผู้อื่น และมาตรา 209 ความผิดฐานอั้งยี่ค่ะ อั้งยี่ในทางกฎหมายเนี่ย หมายถึงว่าคน 2 คนขึ้นไปรวมตัวกัน เป็นสมาคมหรือว่าองค์กรไปก่อการร้าย ค้าของผิดกฎหมาย กกต. ยัดข้อหานี้ให้กับคนที่ต้องการเห็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม นอกจากนั้นนะคะ 6 ท่านนี้ยังโดนยัดข้อหา พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14 และ พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. มาตรา 66 ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ท่านประธานคะ คน 6 คนไปแค่ยืนสังเกตการณ์การเลือกตั้ง หนึ่งในนั้นคือสื่อมวลชนไปทำงานนะคะ ขัดขวางแบบใดคะท่าน นี่คือเคสขององค์กรอิสระฟ้องประชาชนใช่ไหมคะ แต่ภาคธุรกิจก็ใช้ SLAP เป็นเครื่องมือเช่นเดียวกันค่ะ

ในภาคธุรกิจนะคะ ยกตัวอย่าง เลขาธิการมูลนิธิของ BIOTHAI นะคะ ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย 200 ล้านบาท เพราะเขา ลุกขึ้นมาเปิดโปงความจริงเพื่อปกป้องระบบนิเวศค่ะ โดนกลุ่มทุนใหญ่ฟ้องนะคะ นักวิชาการก็ไม่รอดค่ะ คุณสรณี อาชวาณนท์ และเพื่อนสมาชิกของพวกเรานะคะ นักการเมืองโดนฟ้องคนละ 100 ล้านบาท เพราะออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของรัฐบาล และเรื่องของสัมปทานโรงไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมค่ะ คนที่ฟ้องคดีนี่ค่ะ เขาไม่ได้ต้องการที่จะชนะคดีนะคะ แต่ต้องการให้จำเลยเนี่ย รู้สึกเหนื่อย สิ้นเปลือง เสียสุขภาพจิต ไม่ไหว จนหยุดพูดไปเอง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับการฟ้องคดี SLAP ค่ะ

เมื่อคน 1 คนโดนฟ้องปิดปาก สิ่งที่เกิดขึ้นเนี่ย ไม่ใช่กระทบกับเขาคนเดียว นะคะ แต่ว่าทำให้เกิดภาวะความหวาดกลัวในสังคม คนที่มีเรื่องที่อยากจะพูด เขาเลือกจะเงียบค่ะ ส่วนคนที่เคยพูดไปแล้ว ไม่พูดต่อดีกว่า อันตรายกับตัวเอง สังคมจะมีคนที่กล้าพูดความจริงน้อยลงเรื่อยๆ นะคะ และความร้ายกาจของการฟ้องปิดปากอีกอย่างนึงก็คือ ท่านรู้ไหมคะ ไม่ได้กระทบแค่เรื่องของสิทธิมนุษยชนนะคะ แต่กระทบเศรษฐกิจด้วย รัฐบาลแถลงว่าอยากจะพาประเทศไทยเข้าไปสู่การเป็นสมาชิก OECD ก็คือเป็นกลุ่มประเทศที่มีการรวมตัวกัน เพื่อยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจนะคะ กลุ่มนี้เขาให้ความสำคัญกับเรื่องของความโปร่งใส และหลักนิติธรรม รัฐบาลคิดเหรอคะว่า ในประเทศที่มีการฟ้องปิดปากอยู่ เขาจะให้เราเข้าไปเวทีโลกเนี่ย เขาไม่ได้ดูแค่คำประกาศของรัฐบาลนะคะ เขาดูว่ามีการบังคับใช้กฎหมายในประเทศอย่างเป็นธรรมหรือไม่ เราสอบตกตั้งแต่ต้นแล้วค่ะ ไม่ต้องพูดถึงเลย

พอพูดถึงเรื่องกฎหมายนะคะ หลายคนอาจจะพูดว่า เอ๊ะ แล้วก็มีการอัปเดตกฎหมาย Anti-SLAP ไปแล้วไม่ใช่หรอ พรรคประชาชนมันตื่นตูมหรือเปล่า มาพูดเรื่องนี้ ดิฉันบอกเลยค่ะว่าทราบดีค่ะ ว่าเมื่อปี 2562 เรามีการแก้ ป.วิ.อาญา มาตรา 161/1 และ 165/2 นะคะ เพื่อให้ศาลสามารถยกฟ้องคดีที่ไม่สุจริตได้ แต่ว่าความจริงที่เจ็บปวดก็คือ มาตราเหล่านี้แทบไม่เคยได้ใช้จริงเลยค่ะ เพราะว่าอะไรคะ ศาลมักจะรับฟ้องไว้ก่อน แล้วค่อยวินิจฉัยตอนจบ โอ้โห ประชาชนสิ้นเนื้อประดาตัวไปแล้ว หมดแรงไปแล้วค่ะ และอีกปัญหาใหญ่ก็คือดุลยพินิจของศาลที่มันกว้างมากๆ เลยนะคะ ไม่มีคำนิยาม SLAP สุดท้ายกฎหมายกลายเป็นแค่เสือกระดาษค่ะ

แล้วก็ยังมีวาทกรรมที่ซ้ำเติมจำเลยนะคะ พูดเสมอ ไม่ได้ทำผิดอ่ะ โดนฟ้องจะกลัวอะไร ดิฉันตอบแทนประชาชนค่ะ คนหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้มีเงิน ไม่ได้มีเวลาเยอะแยะ คิดว่าคนแบบนี้ที่โดนฟ้องเนี่ย เขาต้องเสียต้นทุนอะไรในชีวิตไปบ้างคะ แล้วท่านประธานรู้ไหมคะ สิ่งที่น่ากลัวกว่าตัวคดีเนี่ย ก็คือพฤติกรรมของผู้มีอำนาจค่ะ เริ่มต้นที่ท่านอนุทินค่ะ ท่านฟ้องสื่อมวลชนและอดีต ส.ส. เพราะว่าไปวิพากษ์วิจารณ์นโยบายโควิด แล้วก็ฟ้องคุณเศรษฐา ทวีสินป์ ก่อนหน้านี้ เพราะว่าคุณเศรษฐาไปปราศรัยเรื่องกัญชาเสรี แต่ทำไมรู้ไหมคะ พอจะจัดตั้งรัฐบาล ถอนฟ้องกลับมา จุบปากกันหวานเจี๊ยบ คำถามคือกฎหมายในประเทศนี้ ถูกใช้เพื่อผดุงความยุติธรรม หรือเพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองกันแน่คะ

รัฐมนตรีอีกท่านนึงค่ะ ดิฉันเป็นแฟนคลับเขาเลยนะคะ เขามาแรงแซงทางโค้ง คุณสุชาติ ชมกลิ่น ฟ้องหมดไม่สนหน้าค่ะ อินด้าพรหมที่ไหนนะคะ ฟ้องสื่อมวลชน ฟ้องประชาชนด้วย ล่าสุดฟ้องสื่ออีสานเรคคอร์ดนะคะ 50 ล้านบาท จากการที่บรรณาธิการบริหารออกมาเปิดเผยเรื่องราวเรื่องแรงงานไทยในฟินแลนด์ ไม่จบค่ะ ไปฟ้องบรรณาธิการเนื้อหาอีก หลังจากที่ถอนฟ้องคุณไทยรัฐ ผลทัพไปแล้วนะคะ คือในความวุ่นวายทั้งหมดนี้ ดิฉันรู้ว่าสุดท้ายแล้วเนี่ย ศาลก็จะยกฟ้องคดี SLAP เสมอใช่มั้ยคะ แต่ว่าระหว่างนั้น 3 ปี 5 ปี 7 ปี ประชาชนมีคดีติดตัวค่ะ เป็นตราบาปทางสังคมไปแล้ว และนี่คือความสำเร็จของการฟ้องคดีปิดปากค่ะ ไม่ต้องชนะคดีค่ะ แค่ทำให้คนหยุดพูดก็พอ แต่ดิฉันจะไม่หยุดพูดเรื่องนี้เด็ดขาดค่ะ

วันนี้ดิฉันและพรรคประชาชนมีข้อเสนอมาให้รัฐบาลดังนี้ค่ะ

ข้อ 1 ถ้าไม่เห็นด้วยกับการฟ้องปิดปาก ท่านทำให้เห็นเป็นตัวอย่างเลยค่ะ องคาพยพของท่าน คนในรัฐบาลฟ้องใช่มั้ยคะ หยุดฟ้อง ถอนฟ้องตอนนี้เลยค่ะ

ข้อที่ 2 รัฐบาลภายใต้การนำของคุณอนุทิน พร้อมหรือไม่ที่จะเซ็ตเป็นมาตรฐานเลยว่า ทั้งหน่วยงานรัฐและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะไม่ฟ้องประชาชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต และ

ข้อ 3 นะคะ รัฐบาลมีอำนาจในการเร่งรัดกระบวนการเสนอ กฎหมาย SLAP ดิฉันแอบบอกนิดนึง เรามีร่างของพรรคประชาชนอยู่ในกระบวนการสภานะคะ แต่ถ้าท่านไม่ถูกใจเนี่ย ท่านเร่งรัดไปที่กระทรวงยุติธรรมแล้วบอกเลย ออกร่างของรัฐบาลออกมาเข้าสู่การพิจารณาของสภาโดยเร็วค่ะ

แล้วก็ในวันนี้นะคะ เราพูดถึงคดีฟ้องปิดปากกัน แต่ก็มีคนอีกจำนวนนึงที่เขาต้องอยู่ในกระบวนการยุติธรรม แค่เพราะแสดงออกทางการเมืองค่ะ

>> นักโทษการเมืองตอนนี้ 2,000 กว่าคนนะคะ ใน 300 คดี และมี 600 คดีที่ยังไม่สิ้นสุดนะ คะ พูดถึงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่วันนะคะ ท่านประธาน พวกเราทุกคนในที่นี้ มีโอกาสกลับไปหาครอบครัว ไปอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ว่ามีแค่คนบางคน คนกลุ่มนึงในสังคม นักโทษการเมืองที่ไม่มีโอกาสแบบนั้นค่ะ อานนท์ นำภาค่ะ โทษสูงเหลือเกิน 31 ปี 9 เดือนนะคะ เกโสภล โทษรวม 4 คดี 10 ปี 6 เดือน ครูใหญ่ อรรถพลนะคะ โทษรวม 5 ปี แล้วก็ไผ่ ดาวดินนะคะ โทษ 2 ปี 12 เดือน ล่าสุดวันนี้เพิ่งโดนปฏิเสธการขอประกันตัวไปนะคะ ทุกท่านในที่นี้ถูกเบลอหน้า แต่ว่าเสื้อดิฉัน ท่านเบลอไม่ได้ค่ะ นี่คือความเจ็บปวด เราควรจะต้องมีการลงโทษคนเหล่านี้ มันเป็นการลงโทษที่ได้สัดส่วน และเป็นธรรมหรือไม่คะ

รัฐบาลเนี่ย มีการแถลงนโยบายด้านสังคม วันนี้นะคะ พูดสวยหรู ในข้อ 15 บอกว่าเราต้องพัฒนา พัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล ให้อยู่ร่วมกันแบบมีความรับผิดชอบ อยู่ด้วยกันอย่างสมาร์ท ฉัน ดิฉันขอถามกลับไปยังรัฐบาลค่ะว่า ท่านอยากจะให้คนในชาติอยู่ร่วมกันอย่างมีสิทธิ เสรีภาพ ท่านสอนคนรัฐบาลท่านก่อน อย่าให้ฟ้องประชาชนซี้ซั้ว ให้เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยนะคะ อยากอยู่กันอย่างสมาร์ท ฉัน ดิฉันก็อยากอยู่แบบไม่มีหมายศาลด้วยได้ไหมคะ เพราะวันนี้ค่ะ ประชาชนไม่ใช่เหนื่อยไม่ไหวแล้ว แต่ว่าไม่โอเคค่ะ ไม่ใช่รวยไม่ไหวแล้วนะคะ เหนื่อยไม่ไหวแล้วค่ะ กับการที่ประชาชนต้องจ่ายราคาที่สูงมากๆ ในการที่จะพูดความจริง รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้ความเหนื่อยนี้นะคะ กลายเป็นภาระของประชาชน เป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับการพูดความจริง ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน

>> เรียนประธานที่เคารพ ดิฉันพณิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ เขต 1 อำเภอเมือง ตำบลปากน้ำ ท้ายบ้าน บางเมือง บางโปรง บางด้วน พรรคประชาชน สมาชิกรัฐสภาค่ะ วันนี้ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการเสนอความเห็นต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ในประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันลุกขึ้นมาอภิปรายในฐานะของการเป็นหนึ่งใน 21.66 ล้านเสียงที่กาเห็นชอบเพื่อริเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ค่ะ ท่านประธานที่ประชาชนอย่างเราได้มีโอกาสลงเสียงประชามติพร้อมกันกับการใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั่วไปส่ง สส. เข้าสภา ท่านประธานคะ เราพูดถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญ 60 มาตลอด 60 มาตลอด 10 ปีที่ผ่านมาค่ะ มีความพยายามในการแก้ไขรายมาตราหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะติดอุปสรรคในรัฐสภา ก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ ดิฉันเองก็มีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ประชาชนกาเห็นชอบเพื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ค่ะ พูดตรงๆ ว่าลุ้นเหมือนกันว่าประชาชนจะเห็นด้วยกับพวกเรา ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา เข้าใจแค่ไหนกับการที่พวกเรากำลังรณรงค์กันอยู่ เพราะในขณะนั้นก็มีหลายกระแสค่ะ ที่ออกมาต่อต้าน บ้างก็ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันดีอยู่แล้ว บ้างก็ว่าเห็นด้วยว่ามีปัญหา แต่แก้ไขรายมาตราก็ได้ ไม่จำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ บ้างก็ว่าเป็นการตีเช็คเปล่าให้กับนักการเมืองบ้างก็บอกว่าเป็นเรื่องของนักการเมืองไม่เกี่ยวกับประชาชน โดยทั้งหมดอ้างว่าเป็นเสียงของประชาชนค่ะ

หลังปิดคูหา 8 กุมภาพันธ์ ผลประชามติออกมาชัดเจนว่ามีประชาชน 21.66 ล้านคนกาเห็นชอบเพื่อบอกเราทุกคนในที่แห่งนี้ ทั้ง สส. และ สว. ว่าประชาชนพอแล้วค่ะ ไม่เอาแล้วกับรัฐธรรมนูญฉบับ 60 ไม่ไหวแล้วกับกติกาเดิม มองจากสไลด์ด้านบนนี้นะคะ ท่านก็จะเห็นค่ะว่า 21.66 ล้านเสียงนี้ มีมากกว่าคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนถึง 2 เท่า ที่สำคัญมีมากกว่าเสียงเห็นชอบรัฐรัฐธรรมนูญปี 60 ถึง 5 ล้านเสียงนะคะ เพราะฉะนั้นมีเสียงของคนที่เลือกพรรค รัฐบาลอย่างภูมิใจไทย เพื่อไทยแน่นอน นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น นี่คือเสียงของผู้สนับสนุนทุกพรรค ทุกกลุ่มความคิด ทุกความเชื่อทางการเมือง ที่ได้มอบภารกิจในการเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นวาระสำคัญของประเทศ ที่เป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน

ปัญหาคือทำไมเรื่องนี้ถึงไม่สำคัญพอที่จะปรากฏอยู่ในถ้อยคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเลยสักคำคะ เพราะตั้งแต่เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น กระบวนการมันมีขั้นตอนต่อจากนี้มากมายค่ะ รัฐบาลต้องเตรียมการการตั้งคณะกรรมาธิการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ออกแบบวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสร็จแล้วก็ต้องไปทำประชามติเห็นชอบจากประชาชนเป็นครั้งที่ 2 ถ้าประชาชนเห็นชอบก็ต้องเริ่มกระบวนการเลือกคู่ร่างจะวิธีการแบบไหนก็อยู่ที่ออกแบบกันมาได้ผู้ร่างแล้วก็ต้องมาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสร็จแล้วต้องมาถามประชาชนเป็นครั้งสุดท้ายว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ กระบวนการนี้ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี และต้องเปิดคูหาให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการทำประชามติอีก 2 ครั้ง ทั้งหมดนี้อาศัยการบริหารจัดการทั้งงบประมาณและ การกำหนดทิศทางจากรัฐบาลค่ะ แต่จากที่ดิฉันฟังคุณอนุทินแถลงนโยบาย ค้นทั้งเล่ม นโยบายทั้งเล่มเลยนะคะ ไม่มี ไม่เห็น ไม่เจอ เจตจำนงของรัฐบาลที่จะทำตามเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนแม้สักนิดเดียว หรือการที่คุณอนุทินไม่ทำอะไรเลยแบบนี้ มันคือข้อพิสูจน์ให้พวกเราทุกคนเห็นได้ชัดล่ะคะว่า คุณอนุทินและองคาพยพคือส่วนหนึ่งของผู้ที่ได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยตรง

หากเรามองจากภาพบนสไลด์ค่ะ ที่กำลังขึ้นอยู่ตอนนี้ จะเห็นได้ว่าไม่เคยมีรัฐบาลไหน ที่มาจากการเลือกตั้งแล้วสามารถมีอำนาจเหนือทุกองค์กรได้แบบนี้มาก่อน จนเขาต้องสวัสดีระบอบสีน้ำเงินกันแล้ว รูปธรรมของมันคืออะไรคะท่านประธาน การที่ผู้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางของประเทศส่วนใหญ่มาจากเครือข่ายการเมืองเดียวกันทั้งคณะรัฐมนตรี สส. โดยเฉพาะ สว. ที่มีอำนาจในการเลือกองค์กรมาตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ที่ปัจจุบันทั้งหมดนี้กลายเป็นกลุ่มคนสีเดียวกันแล้ว ภาพนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยค่ะ หากไม่มีเครื่องมือสำคัญในการเอื้อประโยชน์อำนวยการกินรวบอำนาจอย่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 60

คนที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีใครอีกคะท่านประธาน กลุ่มคนอย่าง กกต. ค่ะ ที่ดำเนินการจัดการเลือกตั้งแบบค้านสายตาประชาชน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกสาธารณชนตั้งคำถามอย่างไร ดูคำตอบสิคะท่านประธาน ไม่แคร์เลยว่าประชาชนจะโกรธแค้นขนาดไหน กับการวินิจฉัยเรื่องต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะรัฐธรรมนูญ 60 ไม่ได้ให้อำนาจการถอดถอนคณะกรรมการ กกต. และองค์กรอิสระอื่นๆ ไว้ที่เราประชาชน

ถัดไปค่ะ กลุ่มคนอย่างคณะกรรมการ สตง. ค่ะ ที่ถืออำนาจเด็ดขาดในการตรวจเงินทุกบาททุกสตางค์ของทุกองค์กรภาครัฐในประเทศ แต่กลับไม่เคยต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีตึก สตง. ถล่ม คนตายนับร้อย สตง. หายเข้ากลีบเมฆเลยค่ะ ไม่มีใครถูกดำเนินคดี ประชาชนตาดำๆ อย่างเราติดตามกันเป็นเดือดเป็นร้อน เศร้าโศกเสียใจกับความสูญเสียกันขนาดไหน แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ให้องค์กรอิสระตรวจสอบกันเอง ก็ไม่สามารถเอาผิดคนเหล่านี้ได้

ใครอีกคะ กลุ่มคนอย่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญค่ะ คนเพียง 9 คน ที่สามารถชี้เป็นชี้ตาย กดปุ่มสั่งยุบพรรค ตัดสิทธิ์นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนนับล้านได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีดาบอาญาสิทธิ์ที่เรียกว่ามาตรฐานจริยธรรม ถอดถอนนายกฯ มาแล้ว 2 คน ภายในสภาชุดที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความชอบธรรมกับการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร และองค์องคาพยพทางการเมืองฝ่ายเดียวกัน หลุดแทบทุกคดี อันนี้เป็นผลพวงจากความไม่แน่นอนชัดเจนในระบบกฎหมายของมาตรฐานจริยธรรม ที่เป็นเครื่องมือทรงพลานุภาพของกลุ่มคนที่ถือใบอนุญาตใบที่ 2 มาคัดเลือก ว่าใครสมควรจะเป็นนักการเมือง สส. สว. รัฐมนตรีในระบอบนี้

หัวใจสำคัญเลยค่ะ อยู่ตรงนี้ กลุ่มคนอย่าง สว. ตัวเปลี่ยนเกม ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญปี 60 เลยก็ว่าได้ ใครคุม สว. ได้ ก็คือคนที่คุมอำนาจได้ทั้งหมด เปรียบเสมือนด่าน ตม. ค่ะ ที่คอยอนุมัติส่งคนเข้าไปอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระต่างๆ นี่คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงเลยนะคะ จากรัฐธรรมนูญปี 60 อำนาจสูงมาก แต่ความชอบธรรมทางประชาธิปไตย กลับสวนทาง นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับธงเขียวปี 40 ค่ะ สว. ถูกดึงให้ห่างออกจากประชาชนไปทุกที ฉบับปี 40 สว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ฉบับปี 50 สว. มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง สรรหาครึ่งหนึ่ง ฉบับปัจจุบันปี 60 ชุดแรกค่ะ มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารทั้งหมด ชุดนี้ที่นั่งอยู่กับพวกเราในตรงนี้ มาจากการเลือกกันเองจนทุกวันนี้ค่ะ มีข้อครหาเรื่องการฮั้ว สว. แต่ก็เป่าจนหลุดคดีได้

>> และที่สำคัญ คนที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ก็คือรัฐบาลนั่นแหละค่ะ เพราะการดูแลประชาชนในด้านต่างๆ ที่เคยถูกระบุไว้ว่าเป็นสิทธิ์ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญปี 40 50 กลายเป็นว่าในฉบับ 60 ไปกำหนดไว้ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐ มันต่างกันยังไงทราบไหมคะ ท่านประธาน ดิฉันอธิบายง่ายๆ แบบนี้ค่ะ

>> การกำหนดให้เป็นสิทธิ์

>> ส่งผลให้ประชาชนมีสถานะเป็นผู้ทรงสิทธิ์

>> มีมีผู้ประท้วงครับท่านผู้อภิปรายครับ

>> ท่านประธานครับขออนุญาตครับประท้วงท่านประธานมาตรา 5 ครับผู้อภิปรายนี่ยังไม่ ได้เข้าถึงประเด็นของการแถลงนโยบายเลยนะครับผมอยากฟังข้อเสนอจากท่านผู้อภิปราย ครับว่าท่านอยากมีอะไรแนะนำทางรัฐบาลครับ ขอบพระคุณครับ

>> ท่านผู้อภิปรายได้เข้าประเด็นด้วยนะครับ

>> ครับท่าน

>> ถ้าไม่งั้นเดี๋ยวประท้วงไม่หยุดเดี๋ไม่ ได้กลับบ้าน

>> ได้เลยค่ะประเด็นรอฟังสักนิดดีมั้ยคะ

>> ครับเอาเข้าประเด็นเข้าเรื่องเลยค่ะบอก ถึงเหตุผลแล้วก็ความจำเป็นและที่มาที่ ประชาชนออกเสียประชาชน

>> ขอบคุณนะคะขออนุญาตอธิบายต่อให้เห็นภาพ ชัดๆแบบนี้ว่าที่ประชาชนบอกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีปัญหาเรามาชี้ให้เห็นชัดๆมัน เป็นปัญหาอย่างไรบ้างใช่มั้คะ สิทธิ์ค่ะจากที่เคยเป็นสิทธิ์ถูกเปลี่ยน มาเป็นหน้าที่ของรัฐความต่างคือตอนเป็น สิทธิ์ประชาชนเป็นผู้ทรงสิทธิ์เรียกร้อง จากรัฐและเอกชนได้ถ้าประชาชนถูกฤทธิ์รอน สิทธิ์ไปรัฐต้องคุ้มครองไม่ให้ประชาชนถูก ละเมิดแต่การกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐ ประชาชนเป็นผู้รอรับสิทธิ์เท่านั้นรัฐบาล จะเป็นคนบริการจัดทำบริการสาธารณะให้จะ มากจะน้อยก็แล้วแต่ประชาชนเรียกร้องได้ ไม่เต็มที่ดิฉันยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ แบบนี้ค่ะสิทธิแรงงาน ฉบับ 40 กำหนดว่าเป็นเป็นสิทธิแรงงานนะคะ ที่ประชาชนต้องได้รับค่าแรงอย่างเป็นธรรม วันนี้เหลือเพียงเหมาะสมแก่การดำรงชีพ เท่านั้นสิทธิการรักษาพยาบาลค่ะฉบับ 40 50 กำหนดว่าประชาชนต้องได้รับการบริการทาง สาธารณสุขที่เท่าเทียมเสมอกันมี ประสิทธิภาพได้มาตรฐานและรวดเร็วในรัฐมูล ปี 60 ตัดคีย์เวิร์ดเหล่านี้ออกไปทั้งหมด เลยสิทธิ์ในการเข้าถึงการศึกษาอันนี้ สำคัญมากๆค่ะรัฐมนูญปี 40 กำหนดไว้ว่า ประชาชนมีสิทธิ์เสมอกันในการรับการศึกษา ขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปีผลคือเด็กๆ ได้เรียนฟรีตั้งแต่ป. 1 ถึงป. 6 รัฐบาลจะ จัดให้เรียนฟรีมากกว่านี้ก็ได้แต่ต้องไม่ น้อยกว่า 12 ปีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันค่ะ ไปกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้ เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับมันคือ การล็อคไว้เลยว่า 12 ปีเท่านั้นและการ ศึกษาภาคบังคับมันถึงแค่ม. 3 นะคะนี่ไคะ สิทธิ์ที่หายไปพร้อมกับความรับผิดชอบของ รัฐบาลต่อประชาชนที่ลดลงตามรัฐธรรมนูญแน่ นอนค่ะคนที่เสียประโยชน์ที่สุดในเรื่อง นี้ก็คือประชาชนดังนั้นไม่แปลกใจเลยที่ เราจะได้เห็นรัฐบาลส่อแววปัดตก พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้รับรองสิทธิ์ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นอันตรายต่อ ประชาชนแม้ค่า AQI ของเชียงใหม่จะสูงติด อันดับโลกก็ตาม สิ่งที่เหมือนกันของคนกลุ่มนี้คืออะไร ทราบมั้คะท่านประธานพวกเขามักจะกระทำการ ขัดต่อหลักการค่ะไม่สนความเห็นสาธารณะและ ชอบพูดจาไม่แคร์พี่น้องประชาชนนี่หรือ เปล่าคะหน้าตาของกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์ เต็มๆจากรัฐธรรมนูญ 60 และไม่ต้องการให้ เรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็น รัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริงเพราะ แบบนี้หรือเปล่ามันเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ คุณอนุทินไม่ฟังเสียงของประชาชนที่แสดง ผ่านประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ ผ่านมา ทั้งๆที่ในคำสัมภาษณ์ 1 วันหลังเลือกตั้ง ของว่าที่นายกรัฐมนตรีอนุทินในขณะนั้น ท่านกระพำบอกว่านี่เป็นเจตจำนงของประชาชน ปฏิเสธไม่ได้ต้องเร่งรัดจัดทำแล้วรูปธรรม ของมันในวันนี้ล่ะคะ

>> ไม่มีสักคำเลยพูดแล้วทำคำนี้เชื่อไม่ได้ จริงๆที่น่ากังวลกว่านั้นค่ะคือท่าทีของ คุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทยก่อนอื่นท่าน ประธานต้องไม่ลืมนะคะว่าสาเหตุที่นำไปสู่ การยุบสภาระหว่างการประชุมโหวตวาระ 2 ของ การออกแบบวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องหัก MOA กันกลางสภาก็เพราะว่าพรรค ภูมิใจไทยยืนยันที่จะคงไว้ซึ่งอำนาจ 1 ใน 3 ของ สว. ก่อนที่จะผ่านรัฐธรรมนูญไปถึง มือประชาชน

>> ซึ่งพรรคประชาชนเรายอมไม่ได้อ่ะค่ะเรา เห็นชอบไม่ได้จริงๆมันคือการให้อำนาจคน 67 คนผู้ประท้วงอีกแล้วครับเข้าประเด็นครับ

>> ท่านประธานครับผมสยามเพียงทองสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาเขต 1 พใจไทยครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสาภาขอประท้วงท่านประธาน ข้อ 45 ครับก็ต้องขออนุญาตท่านผู้ที่ กำลังอภิปรายด้วยความเคารพนะครับตามจริง ท่านก็อภิปรายดีแล้วครับเพียงแต่ว่าอ่า ฟังมาเห็นเวลาเหลืออีกไม่มากครับแล้วก็ ยังไม่ได้เข้าประเด็นชัดเจนเห็นท่าน ประธานได้ตักเตือนไปบ้างแล้วก็อยากจะให้ ท่านประธานช่วยวินิจฉัยอีกสักครั้งครับ ด้วยความรบท่านประธานครับครับผมก็เห็น เช่นเดียวกันครับเพราะว่ามันเหลือเวลาอีก เล็กน้อยนะครับเข้าประเด็นเลยครับเข้า ประเด็นจะได้จบครับ

>> มีผู้ประท้วงค่ะ

>> จะประท้วงอะไรอีกล่ะครับท่านประธาน

>> ถ้างั้นมันก็ไม่จบนะครับถ้าประท้วงบ่อยๆ

>> ท่านประธานครับผม

>> แล้วเข้าประเด็นแล้วมันก็จบแล้วครับ

>> ผมผมจะต้องชี้แจงและประท้วงท่านประธาน ด้วยครับท่านประธานครับ

>> ก็ก็ใช่สิครับผม

>> ผมท่านประธานให้ผมประท้วงมั้ครับผมยกมือ เหลือ 4

>> ประท้วงอเชิญเชิญฮเชิญครับ

>> ครับผมผมปิยรัตน์ จงเทพครับพรรคประชาชนใน ฐานะสมาชิกรัฐสภาครับท่านประธานท่าน ประธานผมฝากท่านประธานนะครับประท้วงข้อ ที่ 142 ท่านประธานต้องดูข้อบังคับให้ดี นะครับท่านประธานท่านประธานจะบอกว่าไม่ เข้าเนื้อหาเพราะจะมีผู้ประท้วงไม่ได้เค ให้ผู้อภิปรายสามารถคัดค้านหรือสนับสนุน อภิปรายความรู้ความสามารถของรัฐมนตรีนะ ครับว่าจะสามารถทำหน้าที่ตามนโยบายได้ หรือไม่ฉะนั้นนั้นจะเห็นด้วยหรือคัดค้าน ผู้อภิปรายสามารถอภิปรายได้ครับและ รัฐมนตรีมีสิทธิ์มาตอบนะครับฉะนั้นขอให้ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่กำลังอภิปรายอยู่นะครับ ขอบคุณครับ

>> ขอบคุณครับผมวินิจฉัยแล้วนะครับขอให้เข้า ประเด็นเพราะว่าผมใช้อำนาจตามข้อ 47 นะ ครับคำวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาดนะ ครับเข้าประเด็นได้เลยครับเชิญครับเพราะ เวลาเหลือน้อยเหลือน้อยแล้วครับมันไม่จบ

>> ดิฉันยืนยันที่ที่จะพูดในเรื่องที่เป็น ประเด็นมาโดยตลอดนะคะดิฉันกำลังอธิ อธิปรายในประเด็นเรื่องการจัดทำรัฐมนูญ ฉบับใหม่ที่ผ่านประชามติมาจากพี่น้อง ประชาชนนะคะขออนุญาตอภิปรายต่อนะคะท่าน ประธาน

>> อนุญาตครับเชิญครับ

>> ค่ะขอบพระคุณค่ะย้อนกลับไปค่ะให้ทุกท่าน ได้ทวนความจำกันสักเล็กน้อยนะคะว่าทำไม เราถึงต้องพูดเรื่องนี้เพราะว่าวันนั้น ที่พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจยืนยันคงไว้ซึ่ง อำนาจสว. 1 ใน 3 ก่อนที่จะผ่านรัฐธรรมนูญ ไปถึงมือประชาชนพรรคประชาชนยอมรับสิ่งนี้ ไม่ได้ใช่มั้คะเพราะมันคือการให้อำนาจคน 67 คนสว. 67 คนที่ได้ประโยชน์จาก รัฐธรรมนูญโดยตรงมามีอำนาจเหนือการออกแบบ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ควรใช้เสียงของพี่ น้องประชาชนตัดสินขออนุญาตขึ้นสไลด์อีก สักทีค่ะท่านประธานในคำสัมภาษณ์นี้พิธีกร คุณสรยุทธ์ได้สอบถามคุณอนุทินว่าจะเอายัง ไงต่อกับเงื่อนไขสว. 1 ใน 3 ซึ่งความเห็น ของคุณอนุทินมีหลายถ้อยคำค่ะท่านประธาน ที่สะท้อนวิธีคิดที่ตรงกันข้ามกับหลักการ ประชาธิปไตยอย่างชัดเจนท่านบอกว่าจะให้ สว. โหวตตัดอำนาจตัวเองนั้นเป็นไปไม่ได้จะ ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มั้ก็ต้องดูก่อน ว่าในร่างมีอะไรบอกว่าสว. หมดอำนาจเลือก นายกแล้วถ้าตัดอำนาจนี้ไปอีกสว. จะไม่มี งานทำบอกว่าประชาชนได้คืบจะเอาศอกในระบบ การเมืองไทยทำแบบนั้นไม่ได้ยืนยันหนัก แน่นค่ะว่านี่คือประสบการณ์และหลักการ บริหารของคุณอนุทินที่มองเกมขาดย่าง 3 ขุมดิฉันกังวลเหลือเกินค่ะว่ามันจะเป็น การพาประเทศไทยเดินวนแล้วก้าวไปไม่ถึงไหน ได้ยินแบบนี้กังวลใจจริงๆท่านประธานขณะ ที่ว่าผลประชามติออกมาชัดเจนขนาดนี้แล้ว รัฐบาลจะเลือกยืนข้างประชาชนหรือจะกังวล ใจแทนผู้มีอำนาจเดิมตกลงรัฐบาลจะพาประเทศ ออกจากโครงสร้างอำนาจแบบเก่าตามผล ประชามติหรือกำลังหาวิธีประคองโครงสร้าง ที่เอื้อประโยชน์มหาศาลต่อท่านไว้กันแน่ ท่านประธานคะการที่มีประชาชน 21.6 ล้าน เสียงกายเห็นชอบในคำถามประชามติมันแปลว่า ประชาชนเขาต้องการออกจากกติกาแบบเดิมระบบ แบบเดิมเขาเห็นแล้วค่ะว่ามันเป็นปัญหาคุณ อนุทินเข้าใจเจตนารมณ์ภายใต้ผลประชามติ นี้หรือไม่ว่าประชาชนไม่เอาอำนาจสว.มา เป็นผู้ชี้ขาดค่ะไม่เอาอำนาจที่ไม่ยึดโยง กับประชาชนกลุ่มคนที่ไม่ได้มาจากการเลือก ตั้งมาเป็นผู้กำหนดชะตาว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่ถูกเขียนขึ้นมานั้นจะผ่านหรือ ไม่ผ่านมันต้องอยู่ภายใต้ใครประชาชนเท่า นั้นถูกมั้ยคะไม่เฉาชนก็คงการไม่เห็นชอบ เพื่อแก้ไขรายมาตรากันไปแล้วดิฉันอยาก เตือนรัฐบาลนะคะว่าประชามติไม่ใช่ พิธีกรรมไม่ใช่เครื่องมือเอาไว้พูดตอนหา เสียงหรือเอาไว้สร้างภาพว่าเคารพประชาชน แล้วเมื่อเราถามประชาชนก็ต้องพร้อมเดิน ตามคำตอบของประชาชนดิฉันไม่ได้เสนอว่า ต้องทำเรื่องนี้ตอนนี้เดี๋ยวนี้นะคะแต่ การไม่มีปรากฏในคำแถลงนโยบายที่เป็นสัญญา ประชาคมเลยเป็นสิ่งที่ดิฉันยอมรับไม่ได้ เพราะรัฐบาลกำลังทำให้การใช้อำนาจทางตรง ของประชาชนเป็นเพียงฉากประกอบทางการเมือง เป็นของประดับความชอบธรรมของรัฐบาลเท่า นั้นแต่แน่นอนค่ะดิฉันไม่ได้ฝากความหวัง ทั้งหมดไว้ที่รัฐบาลพูดตามตรงหลายๆฝ่ายก็ ฝากความกังวลกับดิฉันมาพร้อมกับความไม่ เชื่อมั่นว่าหากมีการจัดทำรัฐรัฐ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ณเวลานี้ในระบอบสี น้ำเงินโดยไม่ได้เปิดให้พี่น้องประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมได้มากพอเราจะได้ร่าง ใหม่ที่แย่กว่าเดิมในขณะนี้ค่ะที่อยู่ ระหว่างการผลักดันเดินหน้าจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างที่กล่าวไปเบื้อง ต้นถ้านับ 1 กันวันนี้มันใช้ระยะเวลา อย่างน้อย 2 ปีค่ะพวกเราเองพรรคประชาชน ไม่ได้นิ่งนอนใจณเวลานี้เพื่อนสมาชิกพฤธ ก็ได้มีการเสนอร่างแก้ไขรายมาตราใน ประเด็นที่ว่าด้วยที่มาอำนาจและการถอดถอน องค์กรอิสระเข้ามาในรัฐสภาแล้วเพราะใน ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเราเป็นเราเห็น ปัญหาทั้งการจัดการเลือกตั้งที่เป็นข้อ คหากันทั่วบ้านทั่วเมืองของกกต.ดัชนีความ โปร่งใสที่ตกต่ำรั้งท้ายโลกจนคุณอนุทิน เองก็รับไม่ได้แบบนี้แต่องค์กรอิสระที่มี หน้าที่รับผิดชอบโดยตรงกับลอยตัวค่ะหวัง เป็นอย่างยิ่งนะคะว่าเพื่อนสมาชิกหลายๆ ท่านที่เคยบอกว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไข รายมาตราจะโหวตเห็นชอบให้กับพวกเรา คำถามสำคัญในวันนี้ค่ะรัฐธรรมนูญไทยเอา ยังไงต่อคะรัฐบาลจะเอายังไงกับร่างเดิม ที่เราเคยนั่งพิจารณาอยู่ด้วยกันจะดึง กลับมาพิจารณาภายใน 60 วันเพื่อตั้ง กรรมาธิการการใหม่มั้ยหรือครม.จะเสนอร่าง ใหม่เข้ามาดิฉันขอความชัดเจนในเรื่องนี้ แล้วหวังเป็นอย่างยิ่งนะคะว่าคำตอบที่ให้ มาจะเป็นรูปธรรมจับต้องได้ไม่ใช่ตอบแบบ ขอไปทีและหากท่านยังยืนยันดึงดันเอาไว้ ซึ่งเงื่อนไขเดิมของสว. 1 ใน 3 ในการผ่านร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดิฉันขอท้าให้ท่านนายก ลุกขึ้นมาตอบต่อหน้าพี่น้องประชาชนทั้ง ประเทศว่ามาถึงขนาดนี้แล้วผลประชามติชัด ขนาดนี้แล้วกล้ายืนยันมว่าตกลงรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จะมีเนื้อหาอย่างไรสรุปแล้วเรา ยังต้องมาร้องขอสว. 1 ใน 3 ก่อนหรือไม่ นายกรัฐมนตรีต้องตอบค่ะว่าท่านจะกอด รัฐธรรมนูญที่หมดความชอบธรรมจากประชาชนไป แล้วโดยไม่ทำอะไรเลยอีกกี่วันนี้เป็นวัน ที่ 62 แล้วนะคะหลังจากมีผลประชามติดิฉัน จะเฝ้านับวันรอแล้วติดตามความคืบหน้า ประเด็นนี้ต่อไปจนกว่าจะเริ่มกระบวนการ เดินหน้าการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สุดท้าย แล้วค่ะดิฉันขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกอนุทินวันนี้พิสูจน์ให้เห็นหน่อย ค่ะว่าท่านไม่ได้เป็นไปตามที่เขาหากัน ทั้งบ้านทั้งเมืองว่าเก้าอี้สีน้ำเงินที่ ท่านนั่งคือรัฐบาลอำนาจนิยมที่แค่มีการ เลือกตั้งเป็นพิธีกรรมแล้วไม่ยอมรับว่า อำนาจการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ขอบคุณค่ะ

>> ดูคลิปจบแล้วอย่าลืมกดไลค์กดแชร์กด Subscribe ช่องมติชนทีวีกันด้วยนะครับ