📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เด็กไทยไม่ได้โง่ แต่ระบบการศึกษาไทยกำลังทำให้เด็กตามโลกไม่ทัน | KEY MESSAGES #254

THE STANDARD15:59

Transcription

ผลสอบพิซซ่าของนักเรียนไทยอายุ 15 ปีในปี 2022 คะแนนลดต่ำลงที่สุดในรอบกว่า 20 ปีครับ แล้วก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD อย่างมีนัยยะสำคัญ จนกลายเป็นว่ายิ่งเรียนสูงขึ้น ช่องว่างระหว่างเด็กไทยกับมาตรฐานของโลก มันยิ่งห่างกันอย่างชัดเจนขึ้นครับ

และนี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าเด็กไทยไม่เก่งจริงๆ หรือว่าสิ่งนี้มันกำลังสะท้อนว่าระบบการศึกษาไทยกำลังพัฒนาเด็กของไทยได้ไม่ทันโลก แต่ว่าเมื่อมองลึกลงไปข้อมูลหลายชุด มันชี้ตรงกันครับว่าเด็กไทยยังมีพัฒนาการตามวัยครับ แต่ทักษะที่การศึกษาไทยมอบให้ มันอาจจะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่โลกต้องการ เมื่อปัญหานี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่อยู่ที่ระบบการศึกษาที่กำลังออกแบบการเรียนรู้ให้พวกเขา ปัญหานี้มันเริ่มขึ้นจากตรงไหน และทำไมเราถึงยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้สักที

ระบบการศึกษาไทยพร้อมกันในรายการคิเครับ ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีกับการติดตามพัฒนาการเด็กไทยแบบต่อเนื่องภายใต้โครงการที่ชื่อว่า Thailand Shineฮูด Long Gitinal Surveย ของรองศาสตราจารย์ ดร. วีรชาติ กิเรนทอง ผู้อำนวยการวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสส. พบครับว่าเด็กไทยไม่ได้ฉลาดน้อยลงเลยนะครับ แต่เป็นเพราะว่าการศึกษาไทยทำให้เด็กพัฒนาไม่ทันโลก

ข้อมูลจากการศึกษากลุ่มตัวอย่างเด็กในจังหวัดมหาสารคามและกาฬสินธุ์ อายุระหว่าง 7-14 ปี จำนวน 1,292 คน พบว่าระดับสติปัญญาเฉลี่ย หรือว่า IQ อยู่ที่ประมาณ 86.4 คะแนนครับ แล้วก็มีแนวโน้มลดลงตามลำดับชั้น ตัวเลขนี้อาจทำให้หลายคนเข้าใจนะครับว่าเด็กไทยเรายิ่งโตยิ่งฉลาดน้อยลง แต่เมื่อพิจารณาคะแนนดิบเด็กยังคงทำข้อสอบได้ถูกต้องมากขึ้นตามวัยครับ นั่นแปลว่าพวกเขายังมีพัฒนาการตามปกติ

แต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมก็คือวิธีการว่า IQ ในงานวิจัยนี้ใช้แบบทดสอบ Revent ซึ่งเป็นการวัดสติปัญญาที่เน้นความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลครับ การมองหาความสัมพันธ์ และการแก้ปัญหาใหม่ๆ โดยใช้มาตรฐานสากลที่กำหนดค่าเฉลี่ยไว้ที่ 100 ในแต่ละช่วงอายุ ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานแบบนี้จะเห็นว่าเด็กไทยพัฒนาได้ช้ากว่าในช่วงวัยเดียวกัน จึงทำให้ค่า IQ ที่คำนวณออกมาดูเหมือนลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น หรือว่าเรียนชั้นสูงขึ้นครับ

ก็ตามอาจารย์วีรชาติระบุชัดครับว่างานวิจัยชิ้นนี้มันก็มีข้อจำกัด เนื่องจากเป็นการศึกษาในบางพื้นที่ ไม่ได้เป็นตัวแทนของเด็กไทยทั้งประเทศโดยตรง แต่เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI และผลทดสอบพิซซ่าโปรแกรม for International Student Assessment ซึ่งสะท้อนแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน ก็ยิ่งทำให้ข้อสังเกตเรื่องพัฒนาการของเด็กไทยที่ช้ากว่าโลกมีน้ำหนักมากขึ้นครับ

โดยการสอบพิซซ่าเป็นการประเมินระดับนานาชาติในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ก็พบแนวโน้มที่สอดคล้องกัน โดยผลสอบของนักเรียนไทยอายุ 15 ปีเมื่อปี 2022 ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 20 ปีครับ แล้วก็ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD ทั้งหมดเลย เพราะการสอบลิซ่าไม่ได้วัดว่าเด็กจำอะไรได้ แต่เขาประเมินความสามารถในการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา และก็นำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงครับ

เมื่อมองแนวโน้มในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าผลสอบดังกล่าวนี้เด็กไทยเราคะแนนลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านการอ่านที่ลดลงกว่า 60 คะแนน ขณะที่คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ลดลง 30 คะแนนครับ

การที่คะแนนของเด็กไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้การเรียนรู้ของเด็กถดถอยจากการเรียนออนไลน์ แต่ขณะเดียวกันการสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทยครับ ที่ยังเน้นอยู่ที่การจดจำมากกว่าฝึกให้เด็กคิดวิเคราะห์ และก็นำความรู้ไปใช้จริง จึงทำให้เด็กไทยเสียเปรียบเมื่อต้องไปเจอกับการทดสอบในลักษณะแบบนี้ มันตอกย้ำให้เห็นว่าระบบการเรียนรู้ที่พึ่งพาการถ่ายทอดเนื้อหาเป็นหลักมีความเปราะบางมากครับ เมื่อต้องไปเผชิญกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ว่าเมื่อรูปแบบการเรียนถูกเปลี่ยนเด็กจำนวนมากก็ไม่สามารถปรับตัวหรือเรียนรู้ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาจารย์วีรชาติยังเปิดเผยผลการวิเคราะห์อีกชุดนึงเกี่ยวกับทักษะการคิดเชิงบริหาร หรือ Executive Function หรือย่อๆว่า EF นะครับ โดยเขาใช้เครื่องมือ Yero Lage Application แล้วก็พบว่าทักษะการคิดยืดหยุ่น ซึ่งเป็นความสามารถในการปรับวิธีคิดเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ที่ประเมินผ่านเกม TR เด็กไทยมีคะแนนต่ำกว่าเด็กชิลีแล้วก็ช่องว่างนี้มันยิ่งขยายชัดขึ้นตามระดับชั้นครับ ในขณะที่ทักษะในการยั้งคิดไตร่ตรอง ซึ่งประเมินผ่านเกมแกลับไม่พบความน่ากังวลในระดับเดียวกัน ความแตกต่างนี้มันสะท้อนว่าระบบการเรียนรู้อาจยังสามารถพัฒนาทักษะบางด้านได้ แต่ยังมีข้อจำกัดในการสร้างทักษะที่ต้องอาศัยความยืดหยุ่นและการปรับตัว

ขณะเดียวกันวิจัยของ eric และข้อมูลบน resีarch gate ยังสะท้อนอีกมิตินึงครับ ว่าหลักสูตรของไทยโดยเฉพาะในกลุ่มสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมยังคงเน้นการสร้างพลเมืองดีมากกว่าการพัฒนาพลเมืองโลกที่มีทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 นั่นทำให้เป้าหมายของการเรียนรู้ยังคงอยู่ในกรอบเดิมๆครับ ขณะที่โลกภายนอกเปลี่ยนไปเร็วขึ้นเรื่อยๆ และต้องการทักษะที่กว้างกว่าเดิมมาก

ดังนั้นเมื่อเอาข้อมูลทั้งหมดนี้มาต่อกัน สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่ว่าเด็กไทยไม่เรียนรู้ แต่มันคือระบบกำลังพาพวกเขาเรียนไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้สร้างความสามารถที่ใช้ได้จริงในโลกใบนี้ และยิ่งเรียนสูงขึ้นช่องว่างระหว่างเด็กไทยกับมาตรฐานของโลกมันก็ยิ่งทางขยายมากขึ้นเรื่อยๆครับ จุดนี้สำคัญมากนะครับ เพราะว่ามันเปลี่ยนคำอธิบายจากเด็กไทยเรียนแล้วไม่ฉลาด หรือยิ่งเรียนยิ่งโง่ กลายเป็นการว่าระบบการเรียนรู้ของไทยช่วยเร่งศักยภาพของเด็กได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็นครับ

หากดูจากคะแนนดิบที่ยังเพิ่มขึ้นตามวัย จะเห็นว่าเด็กไทยยังมีพัฒนาการ นั่นจึงทำให้โจทย์ของการแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็กเลยครับ แต่มันต้องย้อนกลับไปที่การออกแบบการเรียนรู้ทั้งระบบ

เมื่อได้คำตอบว่าจริงๆแล้วเด็กไทยไม่ได้อยู่ก็ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ แต่มันเป็นที่ระบบการศึกษาที่ใช้หลักสูตรเก่ามานานกว่า 15 ปี หรือเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2551 ครับ แม้จะมีการปรับปรุง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงแค่การปรับรายวิชาหรือรายละเอียดเล็กน้อย โดยไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างเลยครับ

ลองย้อนกลับไประดับนโยบายนะครับ จะเห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ว่าทำมาต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่การปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 ไปจนถึงการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาเมื่อปี 2560 และความพยายามในการผลักกฎหมายใหม่ในปี 2564 แต่สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆก็คือมีคณะกรรมการ มีแผน มีเอกสาร และมีร่างกฎหมาย ขณะที่การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ หรือในห้องเรียนกลับไม่เกิดขึ้นอย่างลึกพอครับ โดยเฉพาะที่ห้องเรียน และโครงสร้างการบริหารยิ่งแทบจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง

เมื่อระบบการศึกษาไทยวัดความสำเร็จจากการจดจำเพื่อนำไปตอบ เด็กก็ย่อมถูกฝึกให้เก่งในสิ่งนั้นครับ แต่ในโลกของการทำงานและชีวิตจริงมันต้องการทักษะอีกแบบครับ ต้องการทักษะการคิดวิเคราะห์ การประเมิน ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการแก้ปัญหาที่ไม่ได้มีคำตอบตายตัว จนหลายคนมองครับว่าการปฏิรูปการศึกษาของไทยยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

ดร. สมพงษ์ จิตอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอพาตการศึกษา หรือ กสส. เคยแสดงความเห็นไว้ในการทำนโยบาย policy watch ของไทย PBS นะครับว่าระบบการศึกษาไทยมีขนาดใหญ่แล้วก็รวมศูนย์ แม้จะมีการปฏิรูปหลายรอบ แต่หน่วยงานกลับไม่ได้ลดลงเลยครับ และอาจารย์จะได้สรุปปัญหาใหญ่ของการศึกษาไทยไว้ถึง 6 ประเด็น ที่ทำให้เห็นว่าเวลาใครพูดเรื่องระบบการศึกษามีปัญหามันไม่ใช่แค่คำลอยๆนะครับ แต่มันมีความหมายเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น

อันดับแรกคือโครงสร้างที่รวมศูนยที่ทำให้การตัดสินใจสำคัญยังคงถูกรวมศูนยไว้ที่ส่วนกลาง โรงเรียนมีอิสระจำกัดในการปรับการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทของตัวเองครับ ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงมักจะเกิดขึ้นอย่างช้ามากแล้วก็ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริงของผู้เรียนที่อยู่แต่ละพื้นที่เลย

ข้อที่ 2 คือคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำ สะท้อนออกมาอย่างต่อเนื่องผ่านผลลัพธ์ของผู้เรียนครับ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบระดับนานาชาติ หรือทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตจริง ซึ่งมันชี้ให้เห็นว่าระบบยังไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่

ข้อที่ 3 คือ งบประมาณที่กว่า 80% หรือว่าเกือบจะทั้งหมดเลยนะครับ ถูกใช้ไปกับเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร ทำให้งบประมาณสำหรับพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้จริงๆ เช่น สื่อการเรียนรู้ การพัฒนาครู หรือการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ เหลืออยู่ในสัดส่วนที่จำกัดมากๆ สอดคล้องกับข้อกังวลของ TDRI นะครับ เพราะว่าแม้ประเทศไทยจะลงทุนด้านการศึกษาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับประเทศเราได้ใกล้เคียงกัน แต่ผลลัพธ์มันกลับต่ำแล้วก็ลดลงอย่างต่อเนื่องครับ ถอนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ทีงบประมาณไม่พอหรอกครับ แต่มันอยู่ที่ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ

ข้อที่ 4 คือ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่รุนแรงมากครับ เด็กในแต่ละพื้นที่เริ่มต้นด้วยโอกาสที่ไม่เท่ากัน ทั้งในแง่ทรัพยากรของโรงเรียน สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และการสนับสนุนจากครอบครัว ทำให้ผลลัพธ์ทางการศึกษามันมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนครับ แค่สตาร์ทก็ไม่เท่ากันแล้ว

ข้อที่ 5 หลักสูตรที่ล้าสมัย เน้นท่องจำไม่สอนให้คิดอย่างยืดหยุ่น ส่งผลการเรียนรู้ไม่สอดคล้องกับทักษะที่จำเป็นของโลกปัจจุบัน

และสุดท้ายข้อที่ 6 ระบบผลิตครูที่มีปัญหา ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพครับ ส่วนนี้ TDI ระบุครับว่าในสภาพความเป็นจริง โรงเรียนจำนวนมากยังไม่มีอิสระเพียงพอในการจัดสรรทรัพยากรของตัวเอง ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กต้องเจอกับปัญหาขาดครูครับ ครูไม่ครบชั้นเรียน และครูจำนวนมากต้องรับภาระงานธุรการ นอกเหนือจากการสอน จนไม่สามารถเอาเวลาไปทุ่มเทกับการเรียนรู้ของนักเรียนได้เต็มที่

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้แยกขาดออกจากกันนะครับ ทำให้การแก้ปัญหามันไม่ได้สามารถทำได้แบบแยกส่วน แต่มันต้องมองทั้งระบบครับ แล้วส่งผลให้คำว่าปฏิรูปการศึกษามันกลายไปเป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา เพราะเหมือนรัฐกำลังสนใจผิดจุด คือไปเน้นที่การออกแบบนโยบายซ้ำแล้วซ้ำอีก สนใจเอกสารมากมาย มากกว่าการเปลี่ยนแปลงจริงในประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็ก มันเลยส่งผลให้เด็กไทยกำลังเติบโตอยู่ในระบบที่ไม่ ได้ช่วยให้เขาไปได้ไกลกว่านี้ครับ และนี่คือเหตุผลที่เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งเด็กเรียนมากขึ้น ช่องว่างระหว่างเด็กไทยกับโลกมันจึงห่างออกไปมากขึ้นมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้นครับ ดร. สมพงษ์ยังมองว่าการปฏิรูปยังขาดความจริงจังทางการเมือง ขาดคนที่มีกล้าตัดสินใจ คนที่มีอำนาจที่ใส่ใจในตัวเด็กๆ ทำให้การเปลี่ยนแปลงการศึกษากลายเป็นเพียงแค่วาทกรรมมากกว่าการลงมือปรับระบบอย่างแท้จริงครับ

หากเรายอมรับว่าเด็กไทยจริงๆแล้วมีศักยภาพในการพัฒนาครับ แต่ที่เขาพัฒนาช้ากว่าโลก เพราะระบบการศึกษาเดิมยังไม่ได้ตอบโจทย์ สิ่งที่ต้องเร่งทำต่อก็คือการหาคำตอบว่าจะต้องเพิ่มอะไรให้กับเด็กๆ จะต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง ต้องทำอะไรบ้าง และต้องออกแบบการเรียนรู้อย่างไรที่จะทำให้พวกเขาใช้ได้จริงและวิ่งตามทันโลก

ด้วยโครงสร้างกรมการศึกษาที่เน้นแบบรวมศูนย์ จัดสรรงบประมาณที่ไปกระจกอยู่ที่เงินเดือนและภาระงานของครูที่ไม่ได้เกี่ยวกับการสอนเลย สิ่งที่จำเป็นก็คือการกระจายอำนาจให้โรงเรียนมีความยืดหยุ่นมากขึ้นครับ ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของครู แล้วก็จัดสรรทรัพยากรให้ตรงกับความต้องการจริงของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่เขาทั้งขาดครูแล้วก็ขาดอุปกรณ์

อีกจุดนึงที่สำคัญแพ้กันคือระบบข้อมูลและการประเมิน เพราะปัญหาหนึ่งของการศึกษาไทยคือเรามีข้อมูล แต่ข้อมูลมันไม่สะท้อนความจริงเลยครับ ผลที่ออกมามักจะเป็นในทางที่ว่าโรงเรียนเกือบทุกแห่งอยู่ในระดับที่ดี ขณะที่ผลลัพธ์ของเด็กเวลาประเมินนานาชาติ กลับมีผลทดสอบที่แย่ลง

ในส่วนด้านของตัวเด็ก งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันครับว่าการพัฒนาของเด็กไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนครับ แต่เชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมทั้งหมด ทั้งครอบครัว โภชนาการ และสุขภาพจิต ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าเด็กแต่ละคนไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน แต่ยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่มีอยู่เดิมมันยิ่งขยายชัดขึ้น ดังนั้นนโยบายที่มองเฉพาะในโรงเรียนมันจึงไม่พอครับ เราจำเป็นต้องเชื่อมกับระบบสวัสดิการและการดูแลเด็ก ตั้งแต่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไปจนถึงครอบครัว เพื่อให้เด็กๆได้เรียนรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง สามารถเอาไปใช้ได้นอกห้องเรียนได้จริง รวมถึงยับยั้งไม่ให้ตัวเลขเด็กไทยต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาไปมากกว่านี้

และเรื่องสุดท้าย ปัญหาที่ถูกพูดถึงมานานที่สุด แต่ยังไม่ถูกแก้สักทีก็คือเกตจำนงทางการเมืองครับ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไทยมีแผนการปฏิรูปการศึกษาหลายครั้ง กรรมการมีร่างกฎหมาย แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มันไม่ได้เห็นผลลัพธ์ของความเปลี่ยนแปลงเลยครับ การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่แค่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ต้องมีความต่อเนื่อง และมีความกล้าทางนโยบายในการปรับโครงสร้างที่รากของปัญหา

และนั่นคือเหตุผลที่คำถามเรื่องเด็กไทยยิ่งเรียนยิ่งตามไม่ทันโลก ไม่สามารถตอบด้วยการโทษเด็กได้เลยครับ เพราะสิ่งที่ต้องเปลี่ยนจริงๆไม่ใช่เด็กหรอกครับ แต่มันคือระบบที่กำลังสร้างเส้นทางการเรียนรู้ให้กับพวกเขาทั้งหมด

ขอบคุณคุณผู้ชมทุกท่านที่ติดตามรายการคีย์ message และเปลี่ยนความเห็นรบถึงข้อ มูลดีๆกับเราอย่างต่อเนื่องนะครับ ถ้าชอบเนื้อเรื่องเนื้อหาของเรา อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ กด Subscribe หรือกดฟีเจอร์ Super Than กำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ สวัสดีครับ