Transcription
ถ้ามีคนบอกคุณว่าความพยายามทั้งหมดที่คุณอุทิศให้กับการทำบุญ ปฏิบัติธรรม หรือแม้แต่การสละทางโลกเพื่อก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ สุดท้ายแล้วคุณอาจกำลังกำเพียงแค่เศษกิ่งไม้และใบไม้แห้งเอาไว้แน่น โดยคิดว่ามันคือเพชรเม็ดงาม คุณจะเชื่อไหมครับ?
สิ่งที่คุณเชิดชูและหวงแหนแทบตาย อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่กิเลสแอบสร้างขึ้นมาหลอกให้คุณเดินหลงทาง สวัสดีครับ ผมดัมะรีวิว คืนนี้เราจะมาเปิดหน้ากระดาษแห่งพระไตรปิฎก ดำดิ่งลงไปในพระสูตรที่ทรงพลังและท้าทายอีโก้ของนักปฏิบัติธรรมมากที่สุด นั่นคือมหาสาโรปมสูตร หรือพระสูตรที่ว่าด้วยอุปมาแห่งแก่นไม้
เรื่องราวนี้ทรงปรารภขึ้น ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์ พระผู้มีพระภาคได้ทรงปรารภถึงเหตุการณ์บางอย่าง และได้ตรัสกับเหล่าภิกษุถึงจุดเริ่มต้นที่งดงามที่สุด แต่กลับกลายเป็นโศกทางจิตวิญญาณที่น่าเสียดายที่สุด พระองค์ตรัสเล่าถึงกุลบุตร หรือชายหนุ่มผู้หนึ่ง ที่มีศรัทธาอย่างเปี่ยมล้น เขาตัดสินใจทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ทิ้งบ้าน ทิ้งเรือน ทิ้งความสุขสบาย เพื่อออกบวชเป็นบรรพชิต
ทำไมเขาถึงยอมทิ้งทุกอย่างนั่นล่ะครับ? พระพุทธองค์ตรัสว่า ชายผู้นี้คิดในใจว่า "เราเป็นผู้ถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาท ครอบงำแล้ว ถูกความทุกข์ครอบงำ มีความทุกข์อยู่เฉพาะหน้าแล้ว" ลองหลับตาและดำดิ่งลงไปในความรู้สึกของชายผู้นี้ดูสิครับ เขาคือตัวแทนของพวกเราทุกคน ที่วันหนึ่งจู่ๆ ก็ตระหนักรู้ขึ้นมาได้ว่า ชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิดนี้ มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เราทุกคนถูกความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก และความคับแค้นใจ บีบรัดเอาไว้ทุกทิศทาง ไม่มีใครหนีพ้น เมื่อความทุกข์มาจ่ออยู่ตรงหน้า คำถามเดียวที่ดัง ก้องอยู่ในหัวใจของเขาก็คือ "ทำอย่างไร การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงมีได้? ทำอย่างไร เราถึงจะทำลายโซ่ตรวนแห่งความทุกข์นี้ได้หลุดได้ราบคาบ?" ความปรารถนาอันแรงกล้านี้เอง คือเข็มทิศนำทางให้เขาออกเดินทาง เพื่อตามหาแก่นแท้แห่งความหลุดพ้น
พระพุทธองค์ทรงอุปมาการเดินทางของกุลบุตรผู้หนี ว่าเปรียบเสมือนบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เขาออกเดินทางเข้าไปในป่าลึก เสาะแสวงหาแก่นไม้อันแข็งแกร่ง เพื่อนำไปใช้ทำกิจสำคัญให้สำเร็จ แต่แล้วเมื่อเขาเดินลึกเข้าไป เขาได้พบกับต้นไม้ใหญ่ ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ยืนต้นตระหง่าน และมีแก่นแท้ อยู่ภายในอย่างสมบูรณ์ ต้นไม้ใหญ่นี้ เปรียบเสมือนร่มเงาของพระพุทธศาสนา ที่มีธรรมะทุกระดับชั้นซ่อนอยู่ ตั้งแต่เปลือกนอก จนถึงแก่นแท้ที่บริสุทธิ์
แต่น่าแปลกไหมครับ เมื่อบุรุษผู้นี้มายืนอยู่เบื้องหน้าต้นไม้ที่เขากำลังตาม เขากลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด พระพุทธองค์ตรัสว่า ชายผู้นี้กลับมองข้ามแก่นไม้ กระพี้ เปลือก และสะเก็ด ไปเข้าใจกิ่งและใบว่าแก่นไม้ จึงตัดนำไปอันหนึ่ง กิจที่เขาจะต้องใช้แก่นไม้ทำ จักไม่สำเร็จประโยชน์
นี่คือความน่ากลัวของการเดินทางในเส้นทางธรรมครับ การเริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่ดีที่สุด ไม่ได้การันตีว่าคุณจะไปถึงจุดหมายปลายทางเสมอไป ตราบใดที่คุณยังไม่มีปัญญาที่จะแยกแยะว่าสิ่งไหนคือเปลือก และสิ่งไหนคือแก่น
แล้วในโลกแห่งความเป็นจริงล่ะครับ อะไรคือกิ่งและใบไม้ที่หลอกล่อให้นักปฏิบัติธรรมหลงคิดว่าตนเองบรรลุถึงแก่นแท้? และสิ่งใดกันแน่ ที่ทำให้คนที่ตั้งใจสละทางโลก กลับตาลปัด กลับไปคว้าเอาสิ่งจอมปลอมมาสวมกอดไว้แน่น?
คำตอบของคำถามนี้คือ ลมปากแรกที่อันตรายที่สุด เป็นหลุมพรางที่ฆ่าศรัทธาของนักปฏิบัติมาแล้วนับไม่ถ้วน ในตอนหน้า เราจะมาเปิดเผยความลับนี้กันครับ ว่ากิ่งและใบแห่งพรหมจรรย์ที่พระพุทธองค์ทรงเตือนไว้นั้นคืออะไร และมันกำลังซ่อนตัวอยู่ในชีวิตของคุณหรือไม่
กิ่งและใบที่แสนจะเย้ายวนเหล่านั้น ในเส้นทางแห่งการแสวงหาธรรม พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า "ลาภสักการะและความสรรเสริญ" ครับ ลองนึกภาพตามนะครับ ชายหนุ่มที่เราพูดถึงเมื่อตอนที่แล้ว เขาเริ่มต้นการเดินทาง ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก พระพุทธองค์ตรัสเล่าถึงกุลบุตรผู้นี้ว่า เขาคือผู้มีศรัทธา ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต ด้วยความคิดที่น่าอนุโมทนาว่า "เราเป็นผู้ถูกชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาท ครอบงำแล้ว ถูกความทุกข์ครอบงำ มีความทุกข์อยู่เฉพาะหน้าแล้ว ทำอย่างไร การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงมีได้?" เขาบวชเพราะเห็นทุกข์ บวชเพราะอยากหนีจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความเศร้าโศก บวชเพื่อหาทางดับไฟที่กำลังแผดเผาจิตใจ
แต่แล้ว เมื่อเขาห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ในระยะแรก ความดีงามของเขาก็เริ่มเปล่งประกาย ผู้คนเริ่มมองเห็น เริ่มศรัทธา และนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่โลกสมมุติว่าคือความสำเร็จ นั่นคือ เขาบวชแล้วอย่างนั้น ทำลาภ สักการะ และความสรรเสริญให้เกิดขึ้น เงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ ชื่อเสียง เยินยอ สรรเสริญจากผู้คนรอบข้าง เริ่มหลั่งไหลเข้ามาหาเขาเหมือนสายน้ำที่ไหลมารวมกัน ณ จุดนี้เองครับ ที่บททดสอบที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้น และมันคือหลุมพรางที่ลึกที่สุด นุ่มนวลที่สุด แต่ก็อันตรายที่สุดเช่นกัน
พระผู้มีพระภาคตรัสอธิบายพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเขาไว้ว่า "เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เขาจึงปลื้มใจและมีความรู้สึกสมหวัง" ความปรารถนาเดิมที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความสุขชั่วคราวจากการได้รับการยอมรับ เขาเริ่มรู้สึกว่า "นี่แหละ คือรางวัลของการทำความดี ฉันมาถูกทางแล้ว ฉันประสบความสำเร็จแล้ว" เมื่อความสมหวังจอมปลอมเข้าครอบงำจิตใจ อีโก้ หรือความยึดมั่นถือมั่นตัวตน ก็ขยายใหญ่ขึ้น
พระพุทธองค์ตรัสชี้ให้เห็นถึงความเสื่อมถอยทางจิตวิญญาณขั้นต่อไปว่า "เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เขาจึงยกตนข่มผู้อื่น ว่า 'เรามีลาภสักการะและความสรรเสริญ ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ไม่มีชื่อเสียง มีศักดิ์น้อย'" ฟังแล้วน่าสลดใจไหมครับ? จากคนที่เคยวิ่งหนีความทุกข์ บัดนี้กลับใช้ผลพลอยได้จากการปฏิบัติธรรม เป็นเครื่องมือในการเหยียบย่ำผู้อื่น เขามองเพื่อนร่วมทางที่สงบเสงี่ยม ผู้ไม่มีลาภยศ ผู้ไม่เป็นที่รู้จัก ว่าเป็นผู้ด้อยกว่าตน เขาลืมไปเสียสนิทว่าจุดเริ่มต้นของการบวช คือการสละทิ้งซึ่งตัวตนและโลกียทรัพย์ ไม่ใช่มาสะสมแต้มบุญ เพื่อแข่งขันกันเอาหน้าเอาตา
และเมื่อจิตใจเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง ผลลัพธ์สุดท้ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็มาถึง พระพุทธองค์ตรัสสรุปจุดจบของกุลบุตรผู้นี้ไว้ว่า "เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เขาจึงมัวเมา ลืมตัว และประมาท เมื่อประมาท ย่อมอยู่เป็นทุกข์" ความมัวเมาในชื่อเสียง ทำให้เขาหยุดเดิน ความลืมตัว ทำให้เขาทิ้งการปฏิบัติ และความประมาท ก็ดึงเขาให้จมกลับลงไปในบ่อเกิดแห่งความทุกข์ ที่เขาเคยวิ่งหนีมาตั้งแต่แรก
ลาภสักการะและคำสรรเสริญ มันก็เหมือนกับกิ่งและใบไม้ครับ เวลามันอยู่บนต้น มันดูเขียวชะอุ่ม ดูร่มรื่น ดูมีชีวิตชีวา ใครเห็นก็ชื่นใจ แต่คุณลองเด็ดใบไม้เหล่านั้นออกมาสิครับ ไม่กี่วันมันก็เหี่ยวเฉา แห้งกรอบ และกลายเป็นฝุ่นผง กิ่งและใบไม้ไม่สามารถนำมาสร้างบ้านให้แข็งแรง คุ้มแดดคุ้มฝนได้ฉันใด ชื่อเสียงและลาภสักการะ ก็ไม่สามารถปกป้องจิตใจคุณจากความแก่ ความเจ็บ และความตายได้ฉันนั้น
พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรียกภิกษุผู้หลงทางรูปนี้ว่า "ผู้ยึดเอากิ่งและใบแห่งพรหมจรรย์ และถึงความพอใจด้วยกิ่งและใบแห่งพรหมจรรย์นั้น" เขาหยุดการเดินทางของตัวเองไว้เพียงแค่กิ่งและใบ โอกาสที่จะได้สัมผัสกับแก่นแท้ที่ซ่อนลึกเข้าไป กีดเพียงเพราะโดนตาข่ายแห่งคำชมเชยดักจับเอาไว้เสียก่อน
นี่คือคีย์ takeaway ที่กระแทกใจเราทุกคนครับ บ่อยครั้งที่เราทำบุญ เราปฏิบัติธรรม แล้วเราเผลอดีใจเวลาที่มีคนมาชื่นชมเรา เผลอรู้สึกเหนือกว่าคนที่ไม่ได้เข้าวัดทำบุญแบบเรา จงระวังให้ดีครับ เพราะนั่นแปลว่าเรากำลังแบก "กิ่งและใบไม้" กลับบ้านแล้ว หลอกตัวเองว่าเราได้ "แก่น" ทำไปแล้ว
แต่เรื่องราวยังไม่จบแค่นี้ครับ สมมุติว่ามีกุลบุตรอีกคนหนึ่ง ที่มีสติปัญญาเข้มแข็งพอ เขามองข้ามลาภสักการะและคำสรรเสริญไปได้ เขาไม่หลงใหลในกิ่งและใบไม้ เขาเดินลึกเข้าไปหาเนื้อไม้ด้านใน และตั้งใจรักษาศีลจนบริสุทธิ์ผุดผ่อง เขาคือคนดีที่ไร้อคติเลย แต่ทว่าความดีที่ไร้อคตินั่นเอง กลับกลายเป็นกรงขังที่แน่นหนา ยิ่งกว่าเดิม มันเกิดอะไรขึ้นกับกุลบุตรผู้มีศีลคนนี้? สิ่งที่เป็นเหมือนสะเก็ดไม้และเปลือกไม้ จะหลอกล่อเขาด้วยวิธีที่แนบเนียนขนาดไหน?
ในตอนหน้า เราจะมาลอกเปลือก "ความดี" ที่นักปฏิบัติธรรมร้ายคนเผลอใช้เป็นอาวุธทิ่มแทงผู้อื่นกันครับ อาวุธที่น่ากลัวที่สุด บางครั้งไม่ได้มาในรูปแบบของความชั่วร้าย แต่มันมาในคราบของความดีงามที่ไร้อคติ
ลองจินตนาการถึงกุลบุตรอีกคนหนึ่งดูสิครับ ชายผู้นี้เข้มแข็งกว่าคนแรกมาก เมื่อเขาออกบวชและมีลาภสักการะ หรือคำสรรเสริญหลั่งไหลเข้ามา เขาสามารถตั้งสติและมองผ่านมันไปได้ พระผู้มีพระภาคตรัสเล่าว่า "เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เขาจึงไม่ปลื้มใจและมีความรู้สึกยังไม่สมหวัง" เขาไม่หลงใหลในชื่อเสียง เขาไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภยศเหล่านั้น จิตใจของเขาจึงมั่นคง ไม่มัวเมา ไม่ลืมตัว และไม่ประมาท
และด้วยความไม่ประมาทนี้เองครับ เขาจึงก้าวเดินลึกเข้าไปในเส้นทางธรรม พัฒนาตนเองจนก้าวข้ามกิ่งและใบไม้ไปได้ เขาตั้งใจรักษาข้อวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนก้าวขึ้นสู่ระดับที่เรียกว่า "ทำความสมบูรณ์แห่งศีลให้สำเร็จ" ศีลของเขาบริสุทธิ์ งดงาม ไร้รอยด่างพร้อย ไม่มี การกระทำใดที่เบียดเบียนตนเอง หรือผู้อื่น
แต่ว่ามารและกิเลสในใจคนเรานั้น มันพลิกแพลงและแนบเนียนเสมอครับ เมื่อความท้าทายทางโลกเล่นงานเขาไม่ได้ กิเลสจึงเปลี่ยนร่างมาในรูปแบบของ "ความภูมิใจในความดี" พระพุทธองค์ตรัสตัดชี้ให้เห็นถึงจุดพลิกผันของกุลบุตรผู้นี้ว่า "เพราะความสมบูรณ์แห่งศีลนั้น เขาจึงมีความปลื้มใจและมีความรู้สึกสมหวัง" ความรู้สึกอิ่มเอมใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง เริ่มก่อตัวขึ้น เขาเริ่มรู้สึกว่าตนเองสูงส่งกว่า สะอาดกว่า และนั่นคือวินาทีที่อีโก้แห่งความดี ได้ถือกำเนิดขึ้น
เมื่อความภูมิใจแปรเปลี่ยนเป็นความหลงตัวลืมตน พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "เพราะความสมบูรณ์แห่งศีลนั้น เขาจึงยกตนข่มผู้อื่น ว่า 'เรามีศีล มีกัลยาณธรรม ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม'" ลองนึกภาพตามนะครับ ชายผู้สวมเครื่องห่มของนักบวช ผู้มีกิริยาวาจาเรียบร้อย แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยสายตาที่เหยียดหยาม เขาใช้ความดีของตนเองเป็นแท่นยืน เพื่อกดหัวผู้อื่นให้ต่ำลง
และเมื่อจิตใจตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากกุลบุตรคนแรกเลยครับ พระผู้มีพระภาคตรัสสรุปว่า "เพราะความสมบูรณ์แห่งศีลนั้น เขาจึงมัวเมา ลืมตัว และประมาท เมื่อประมาทแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์" ความดีที่เขาเพียรพยายามสร้างมา แทนที่จะเป็นเครื่องมือขัดเกลาจิตใจให้เบาสบาย กลับกลายเป็นโซ่ตรวนเส้นใหม่ที่หนักอึ้งกว่าเดิม รัดรึงเขาไว้กับความยึดมั่นถือมั่น
พระผู้มีพระภาคเปรียบเทียบชายผู้นี้ว่า เหมือนบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้อยู่ เมื่อมีต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีแก่นยืนต้นอยู่ เขาสามารถมองข้ามกิ่งและใบไม้ไปได้ แต่กลับไปหลงเข้าใจผิด เข้าใจ "สะเก็ด" ว่าแก่นไม้ จึงถากนำไป สะเก็ดไม้ก็คือเปลือกไม้ชั้นนอกสุด ที่แห้งแตกและหลุดหล่อนได้ง่าย เขาถากเอาสะเก็ดไม้นั้นไปด้วยความภาคภูมิใจ ว่าเขาได้แก่นแท้แล้ว แต่แน่นอนครับว่า กิจที่เขาจะต้องใช้แก่นไม้ทำ จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา
นี่คือคีย์ takeaway ที่ลึกซึ้งและกระแทกใจผู้ประพฤติธรรมอย่างจังครับ ศีลเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นอย่างยิ่ง ในการรองรับคุณธรรมขั้นสูง แต่ถ้าเราถือศีลแล้วศีลนั้นทำให้เรากลายเป็นคนเย่อหยิ่ง ทำให้เรามองคนอื่นว่าเลวทราม นั่นแปลว่าเรากำลังแบก "สะเก็ดไม้" เราเอาความดีมาพอกพูนตัวตนให้หนาขึ้น แทนที่จะใช้ความดีเพื่อละทิ้งตัวตน
คำถามก็คือ แล้วถ้ามีกุลบุตรอีกคนหนึ่ง ที่มีสติปัญญากล้าแข็งกว่านั้นล่ะ? ถ้าเขารักษาศีลจนบริสุทธิ์ แต่ไม่หลงระเริงในศีลของตน ไม่ยกตนข่มใคร แล้วก้าวเดินลึกเข้าไปอีก จนพบความสงบที่ลึกล้ำ ยิ่งกว่า? สิ่งที่เป็นเหมือนเปลือกไม้ด้านใน จะหลอกล่อและรัดรึงเขาไว้ด้วยความสงบที่หอมหวานได้อย่างไร?
ในตอนหน้า เราจะมาเจาะลึกถึงหลุมพรางที่นักทำสมาธิหลายคนเผลอตกลงไปครับ หลุมพรางที่เรียกว่า "ความสมบูรณ์แห่งสมาธิ"
ความสงบที่หอมหวานนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า "ความสมบูรณ์แห่งสมาธิ" ครับ ลองนึกภาพการเดินทางของกุลบุตรคนที่ 3 นี้ดูสิครับ เขาเป็นผู้ที่เข้มแข็งและลึกซึ้งยิ่งกว่า 2 คนแรกมาก เขาออกบวชด้วยหัวใจที่ปรารถนาจะสลัดทิ้งความทุกข์ เมื่อมีลาภสักการะและคำสรรเสริญหลั่งไหลเข้ามา เขาก็ "มองข้าม" มันไปได้ ไม่หลงใหลในกิ่งและใบไม้เหล่านั้น เมื่อเขาเพียรรักษาศีลจนบริสุทธิ์งดงาม ความพิเศษคือเขาไม่ตกลงไปในหล่มของ "สะเก็ดไม้" ครับ
พระพุทธองค์ตรัสเล่าว่า "เพราะความสมบูรณ์แห่งศีลนั้น เขาจึงไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น" เพราะความสมบูรณ์แห่งศีลนั้น เขาจึงไม่มัวเมา ไม่ลืมตัว และไม่ประมาท เมื่อจิตใจของเขาไม่ประมาท และได้รับการปกป้องด้วยศีลที่บริสุทธิ์ ความว้าวุ่นทุรนทุรายของกิเลสอย่างหยาบ จึงสงบลง ทำให้เขาก้าวล่วงลึกเข้าไปสู่ดินแดนแห่งความสงบที่ประณีตยิ่งขึ้น
พระพุทธองค์ตรัสว่า "เมื่อไม่ประมาท ย่อมทำความสมบูรณ์แห่งสมาธิให้สำเร็จ" ครับ เขาเข้าถึงสมาธิที่ตั้งมั่น จิตของเขาแน่วแน่ นิ่งสนิท ดุจผิวน้ำในทะเลสาบที่ไร้ระลอกคลื่น ความปิติและความสุขที่เอิบอาบขึ้นมาจากภายในสมาธินั้น เป็นความสุขที่หอมหวาน ล้ำลึก และดื่มด่ำ ยิ่งกว่าความสุขใดๆ ทางโลกิยะ ที่เขาเคยผ่านพบมาทั้งชีวิต ทุกสิ่งรอบตัวดูสงบ เยือกเย็น ความสับสนวุ่นวายหายไปสิ้น
แต่แล้ว ในดินแดนแห่งความสงบอันไร้อคตินี้เอง กิเลสตัวที่ละเอียดอ่อนกว่า แนบเนียนกว่า ก็แอบย่องเข้ามาเคาะประตูหัวใจของเขาครับ พระผู้มีพระภาคตรัสชี้ให้เห็นถึงรอยร้าวในจิตใจของเขาว่า "เพราะความสมบูรณ์แห่งสมาธินั้น เขาจึงปลื้มใจและมีความรู้สึกสมหวัง" เขาเริ่มเสพติดความสงบนั้น เขาเริ่มยึดติดกับสภาพภาวะที่จิตนิ่ง สว่าง เขาเริ่มรู้สึกว่า "อาการแบบนี้แหละ คือที่สุดของการปฏิบัติธรรมแล้ว ฉันทำสำเร็จแล้ว ฉันหลุดพ้นจากความวุ่นวายของโลกแล้ว"
และเมื่อความหลงใหลในสมาธิก่อตัวขึ้น อัตตา หรือตัวตนที่เคยสงบราบคาบ ก็ฟื้นคืนชีพกลับมาผงาดอีกครั้ง ในรูปแบบที่ลึกซึ้งกว่าเดิม พระผู้มีพระภาคตรัสถึงความมืดบอดที่ซ่อนตัวอยู่ในแสงสว่างนี้ว่า "เพราะความสมบูรณ์แห่งสมาธินั้น เขาจึงยกตนข่มผู้อื่น ว่า 'เรามีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์แน่วแน่ ส่วนภิกษุนอกนี้ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตแปรผัน'"
ลองจินตนาการถึงนักปฏิบัติธรรมที่นั่งหลับตาพริ้ม ดูสงบ เยือกเย็น อยู่ใต้ร่มไม้ดูสิครับ ภายนอกเขาดูเหมือนผู้ตัดขาดจากโลก แต่ภายในใจของเขากลับกำลังเพ่งโทษและดูแคลนผู้คน เขามองเพื่อนร่วมทางที่ยังควบคุมความคิดไม่ได้ ว่าเป็นพวกไร้สาระ จิตกวัดแกว่ง เขาใช้ความสงบของตนเอง สร้างเป็นกำแพงกระจกใส ที่กั้นตัวเองออกจากผู้อื่น และใช้ความนิ่งนั้น เป็นแท่นยืน เพื่อยกสถานะตนเองให้สูงส่งกว่าใคร
ผลลัพธ์สุดท้ายของการหลงทางครั้งนี้ ไม่ต่างอะไรจากผู้ที่หลงในชื่อเสียง หรือหลงในศีลเลยครับ พระผู้มีพระภาคตรัสสรุปจุดจบของเขาไว้ว่า "เพราะความสมบูรณ์แห่งสมาธินั้น เขาจึงมัวเมา ลืมตัว และประมาท เมื่อประมาท ย่อมอยู่เป็นทุกข์" ความสงบที่ควรจะเป็นเพียงสะพานทอดไปสู่ปัญญา กลับกลายเป็นกรงทองคำ ที่ขังเขาไว้ไม่ให้ก้าวเดินต่อไป
พระผู้มีพระภาคทรงเปรียบเทียบชายคนนี้ว่า เหมือนบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้อยู่ เมื่อมีต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีแก่นยืนต้นอยู่ เขาสามารถมองข้ามกิ่งและใบไม้ไปได้ เขามองข้ามสะเก็ดไม้ไปได้ แต่กลับไปพลาดท่ากับ "เปลือกไม้" ชั้นใน พระพุทธองค์ตรัสว่า "เขากลับมองข้ามแก่นไม้และกระพี้ไป เข้าใจเปลือกว่าแก่นไม้ จึงถากนำไป" เปลือกไม้ คือส่วนที่ห่อหุ้มเนื้อไม้ด้านในเอาไว้ครับ มันดูแข็งแรงและเป็นแผ่นเดียวกัน มากกว่าสะเก็ดไม้ที่แตกหลุดร่อน ชายผู้นี้ถากเอาเปลือกไม้นั้นไปด้วยความภาคภูมิใจ ว่าเขาได้แก่นแท้แล้ว แต่แน่นอนครับว่า กิจที่เขาจะต้องใช้แก่นไม้ทำ จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา เพราะเปลือกไม้ไม่อาจทนทานต่อแรงกระแทก หรือกาลเวลาได้เท่ากับแก่นไม้ของจริง
นี่คือคีย์ takeaway ที่กระชากสติผู้ปฏิบัติสมาธิทุกคนครับ สมาธิเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและจำเป็นอย่างยิ่ง ในการทำให้จิตมีกำลัง แต่มันไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาครับ ถ้าคุณนั่งสมาธิได้ลึกซึ้ง จิตดิ่ง สงบสบาย แล้วคุณเริ่มรู้สึกรำคาญคนรอบข้างที่เสียงดัง เริ่มมองคนที่ทำสมาธิไม่ได้ ว่าเป็นพวกด้อยพัฒนา นั่นแปลว่าคุณกำลังตกหลุมพรางที่เรียกว่า "อีโก้แห่งความสงบ" คุณกำลังแบก "เปลือกไม้" กลับบ้าน แล้วหลอกตัวเองว่าคุณได้ "แก่น" ทำไปแล้ว สมาธิที่ถูกต้อง ต้องทำให้ความยึดมั่นในตัวตนเล็กลง ไม่ใช่ทำให้ตัวตนของคุณขยายใหญ่คับฟ้า จนไม่มีใครแตะต้องได้ครับ
คำถามคือ แล้วถ้ามีกุลบุตรคนที่ 4 ล่ะครับ? ชายผู้ที่เข้าถึงสมาธิอันลึกซึ้ง แต่ไม่หลงระเริงในสมาธินั้น เขาไม่ยกตนข่มใคร เพราะความสงบของเขา เขาใช้จิตที่ตั้งมั่นนั้น เป็นฐานปืนใหญ่ ยิงทะลุเปลือกไม้เข้าไป จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า "ญาณทัศนะ" หรือการหยั่งรู้แจ่มแจ้งด้วยทิพยจักขุ? สิ่งที่เป็นเหมือนกระพี้ไม้ ที่อยู่ติดสนิทกับแก่นไม้มากที่สุด จะซ่อนพรางความลวงหลอกที่วิจิตรพิสดารแค่ไหน? ความรู้แจ้งวิเศษที่ควรจะช่วยปลดปล่อย จะกลับกลายเป็นบ่วงรัดที่มองไม่เห็นได้อย่างไร?
ในตอนหน้า เราจะมาเปิดเผยหลุมพรางที่ปราบเซียนที่สุด หลุมพรางที่ซ่อนตัวอยู่ใต้คำว่า "ญาณทัศนะ" ครับ
ญาณทัศนะ หรือการหยั่งรู้เห็นแจ้ง คือดินแดนที่น้อยคนนักจะก้าวไปถึงครับ เรามาดูการเดินทางของกุลบุตรคนที่ 4 กันต่อเลย กุลบุตรผู้นี้เป็นดั่งเพชรที่ถูกเจียระไนมาอย่างดี เมื่อเขาออกบวชเพื่อหนีจากความทุกข์ ลาภสักการะและคำสรรเสริญก็ไม่อาจทำให้เขาหลงลืมตัว เขารักษาศีลจนบริสุทธิ์งดงาม แต่ก็ไม่ยกตนข่มใครเพราะศีลนั้น และแม้เขาจะเข้าถึงสมาธิที่ลึกซึ้งเพียงใด เขาก็ไม่ปล่อยให้อีโก้แห่งความสงบ เข้ามาครอบงำจิตใจ
ด้วยจิตที่ตั้งมั่น นิ่งสนิท และปราศจากอคติใดๆ เพราะผู้มีพระภาคตรัสว่า "เมื่อไม่ประมาท ย่อมทำญาณทัศนะให้สำเร็จ" จิตของเขาบัดนี้ทรงพลัง จนสามารถทะลุทะลวงขีดจำกัดของมนุษย์ธรรมดา เขาอาจได้ทิพยจักขุ ระลึกชาติได้ ยังรู้สภาวธรรมอันลึกซึ้ง หรือเห็นกลไกของกรรมที่ขับเคลื่อนสรรพสัตว์ สิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น เขามองเห็น สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ เขากลับรู้กระจ่าง
แต่คุณผู้ฟังครับ ด่านทดสอบของมารไม่เคยปราณีใคร และหลุมพรางนี้คือหลุมพรางที่แนบเนียนที่สุด วิจิตรพิสดารที่สุด เพราะมันถูกฉาบเคลือบไว้ด้วยคำว่า "ปัญญา" เมื่อกุลบุตรผู้นี้ได้สัมผัสกับญาณทัศนะ พระพุทธองค์ตรัสว่า "เพราะญาณทัศนะนั้น เขาจึงปลื้มใจและมีความรู้สึกสมหวัง" เขาเริ่มตื่นตาตื่นใจกับความวิเศษที่ตนเองได้รับ ความรู้แจ้งที่ควรจะเป็นตะเกียงส่องทาง เพื่อละทิ้งตัวตน กลับถูกนำมาเติมเชื้อเพลิงให้ตัวตนผ่องโต ในที่สุด ความทะนงตนขั้นสูงสุด ก็เข้าครอบงำ
พระผู้มีพระภาคตรัสประโยคที่สะท้อนถึงความมืดบอดทางวิญญาณของเขาไว้ว่า "เพราะญาณทัศนะนั้น เขาจึงยกตนข่มผู้อื่น ว่า 'เราู้ เราเห็นอยู่ ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ ไม่รู้ ไม่เห็นอยู่'" ลองจินตนาการถึงนักปฏิบัติธรรมผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สามารถเทศนาธรรมได้ อย่างลึกซึ้ง หรือมีญาณหยั่งรู้วิเศษ แต่ลึกๆ ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง เขามองเพื่อนร่วมโลกที่ยังดิ้นรนอยู่ในกองทุกข์ มองพระภิกษุรูปอื่น ที่อาจจะยังคลำทางอยู่ ว่าเป็นพวกมืดบอด โง่เขลา ไม่รู้ไม่เห็น อย่างที่เขารู้ เขาเห็น เขาใช้ความรู้ของตนเอง เป็นอาวุธฟาดฟันและดูถูกผู้อื่น
แล้วจุดจบของความอหังการนี้คืออะไรครับ? พระผู้มีพระภาคตรัสสรุปไว้อย่างเฉียบขาดว่า "เพราะญาณทัศนะนั้น เขาจึงมัวเมา ลืมตัว และประมาท เมื่อประมาท ย่อมอยู่เป็นทุกข์" ความรู้ที่ปราศจากการปล่อยวาง ก็คือยาพิษที่เคลือบด้วยน้ำผึ้งดีๆ นี่เองครับ มันทำให้เขาหยุดเดิน หลงคิดว่าตนเองบรรลุเป้าหมายสูงสุดแล้ว และตกลงสู่วังวนแห่งความทุกข์อีกครั้ง
พระผู้มีพระภาคทรงเปรียบเทียบชายผู้นี้ว่า เหมือนบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้อยู่ เมื่อมีต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีแก่นยืนต้นอยู่ เขาสามารถมองข้ามกิ่งและใบไม้มาได้ เขามองข้ามสะเก็ดและเปลือกไม้ไปได้ เขาเดินมาจนเกือบจะถึงแก่นอยู่แล้ว แต่เขากลับพลาดท่าในวินาทีสุดท้าย กลับมองข้ามแก่นไม้ไป เข้าใจ "กระพี้" ว่าแก่นไม้ จึงถากนำไป กระพี้คือเนื้อไม้ชั้นที่อยู่ติดกับแก่นไม้มากที่สุดครับ มันมีสีสันและลักษณะที่ใกล้เคียงกับแก่นไม้ จนแทบแยกไม่ออก หากไม่ใช่ช่างไม้ที่ชำนาญจริง ๆ ย่อมหลงคิดว่านี่แหละคือแก่นไม้ ชายผู้นี้ถากเอากระพี้ไปแบกกลับไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่แน่นอนครับ กิจที่เขาจะต้องใช้แก่นไม้ทำ จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา เพราะกระพี้ยังคงถูกแมลงชอนไชได้ ยังคงผุพังได้ ไม่ทนทาน และเป็นอมตะดั่งแก่นแท้
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกภิกษุรูปนี้ว่า "ผู้ยึดเอากระพี้แห่งพรหมจรรย์ และถึงความพอใจด้วยกระพี้แห่งพรหมจรรย์นั้น" นี่คือ key take away ที่อันตรายและกระตุกจิตวิญญาณที่สุดครับ บ่อยครั้งเมื่อเราศึกษาธรรมะจนเข้าใจลึกซึ้ง เรามีปัญญาเห็นความไม่เที่ยง เราอธิบายสภาวธรรมได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว เราเผลอตั้งตนเป็นผู้พิพากษา ชี้หน้าคนอื่นว่าโง่เขลา หรือปฏิบัติผิดทาง นั่นแปลว่าเรากำลังหลงทางเสียเองครับ เรากำลังกอด "กระพี้ไม้" ไว้แน่น และเอาความรู้ทางธรรมเป็นโลกกำบัง อีโก้ของเรา ปัญญาที่แท้จริง ต้องมาพร้อมกับความอ่อนน้อมถ่อมตนและเมตตา ไม่ใช่ความเย่อหยิ่ง
แล้วแล้ว การค้นหาก็เดินทางมาถึงจุดสูงสุด ท่านลาภสักการะคือใบไม้ ศีลคือสะเก็ด สมาธิคือเปลือก แล้วญาณทัศนะคือกระพี้ แล้วอะไรล่ะครับ ที่เป็นแก่นแท้จริง ๆ ของต้นไม้ใหญ่นี้? อะไรคือเป้าหมายสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวของพระพุทธศาสนา ที่เมื่อเข้าถึงแล้ว จะไม่มีกิเลสหน้าไหนมาหลอกล่อให้เราหลงทางได้อีก?
ในตอนหน้า เราจะมาสัมผัสกับความลับแห่งการดับทุกข์ที่แท้จริง สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า "เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ" ครับ
"เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ" คำนี้อาจฟังดูเป็นภาษาธรรมะที่เข้าใจยาก และดูห่างไกลจากชีวิตพวกเราเหลือเกินนะครับ แต่มั่นใจครับว่านี่คือคำตอบสุดท้าย และเป็นเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว ที่พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่าคือแก่นแท้ของการประพฤติพรหมจรรย์
ลองนึกถึงการเดินทางของกุลบุตรคนสุดท้าย ผู้เป็นดั่งยอดคนในพระสูตรนี้ดูสิครับ เขาออกเดินทางด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เพื่อสลัดทิ้งความทุกข์ทั้งปวง เมื่อเขาได้รับลาภสักการะและคำสรรเสริญ เขาก็ไม่หลงใหลในกิ่งและใบไม้เหล่านั้น เมื่อเขารักษาศีลจนบริสุทธิ์ เขาก็ไม่หยิ่งผยอง เอาสะเก็ดไม้มาข่มผู้อื่น เมื่อเขาทำสมาธิได้ลึกซึ้งแน่วแน่ เขาก็ไม่มัวเมาติดอยู่ในกรงขังแห่งเปลือกไม้ และแม้เขาจะบรรลุญาณทัศนะ มีความรู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรม เขาก็ไม่หลงระเริง เอา "กระพี้ไม้" มาเป็นเครื่องมือสร้างอัตตา เขาใช้ความดีงามและความวิเศษเหล่านั้น เป็นเพียงสะพานทอดข้ามไป ไม่ใช่ปราสาทให้หยุดพักพิง
พระผู้มีพระภาคตรัสถึงกุลบุตรผู้มีสติปัญญาสูงสุดคนนี้ว่า "เมื่อไม่ประมาท ย่อมทำอสัมปยวิมุตติให้สำเร็จ เป็นไปไม่ได้เลยที่ภิกษุนั้น จะพึงเสื่อมจากอสัมปยวิมุตตินั้น" อสัมปยวิมุตติ หรือ เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ คืออะไร? มันคือสภาวะที่จิตเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นความหลุดพ้นที่ไม่มีวันย้อนกลับ ไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา และไม่มีวันเสื่อมสลายไปตามสถานการณ์ แม้ว่าโลกสมมุติจะเหวี่ยงความสุข หรือความทุกข์ คำสรรเสริญ หรือคำนินทา ลาภยศ หรือความเสื่อมลาภ มาก่อกวนจิตใจสักร้อยสักพันครั้ง จิตนั้นก็จะไม่กระเพื่อมไหว ไม่กำเริบกลับไปเป็นธาตุของกิเลส ราคะ โทสะ หรือโมหะ อีกต่อไป
ลองหลับตาและจินตนาการถึงต้นไม้อายุ 1,000 ปี ดูสิครับ ภายนอกมันแผ่กิ่งก้านสาขา มีใบไม้ร่วงหล่นไปตามฤดูกาล เปลือกไม้แห้งกรอบหลุดร่อน กระพี้ไม้ถูกความชื้นและแมลงกัด แต่ลึกลงไปใจกลางต้นไม้นั้น คือแก่นที่อัดแน่น แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า สีของมันเข้มลึก ไม่หวั่นไหวต่อกาลเวลา ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงของเปลือกนอก นั่นแหละครับ คือลักษณะของเจโตวิมุตติ
พระผู้มีพระภาคตรัสถึงกุลบุตรผู้มีสติปัญญาสูงสุดคนนี้ว่า "บุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้อยู่ เมื่อมีต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีแก่นยืนต้นอยู่ รู้แก่นไม้ว่าแก่นไม้ จึงตัดนำไป และกิจที่เขาจะต้องใช้แก่นไม้ทำ จักสำเร็จประโยชน์แก่เขา" เขาคือบุรุษผู้เชี่ยวชาญ ที่มองทะลุกิ่งและใบ ถากทิ้งสะเก็ดและเปลือกนอก เจาะลึกผ่านกระพี้ไม้ จนได้สัมผัสกับแก่นไม้อันบริสุทธิ์ แก่นไม้คือส่วนที่แข็งแกร่งที่สุด ทนทานที่สุด เช่นเดียวกับจิตที่บรรลุเจโตวิมุตติ มันตั้งมั่นเป็นอมตะ และไม่มีวันสั่นคลอน
และนี่คือบทสรุปที่สั่นสะเทือนวงการนักปฏิบัติธรรมที่สุดครับ พระผู้มีพระภาคตรัสประโยคทองที่รวบยอดเป้าหมายของพระพุทธศาสนาไว้ว่า "พรหมจรรย์นี้ จึงมิใช่มีลาภสักการะและคำสรรเสริญเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความสมบูรณ์แห่งศีลเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความสมบูรณ์แห่งสมาธิเป็นอานิสงส์ มิใช่มีญาณทัศนะเป็นอานิสงส์ พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบเป็นเป้าหมาย เป็นแก่น เป็นที่สุด"
นี่คือ Key Take away ที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของเราไปตลอดกาลครับ โลกสอนให้เราสะสม สะสมทรัพย์สิน สะสมบุญ สะสมความดี สะสมความสงบ สะสมความรู้ แต่พระพุทธเจ้ากลับทรงสอนให้เราสลัดทิ้ง สลัดทิ้งแม้กระทั่งความดีที่เราเพียรสร้างมา เพราะตราบใดที่เรายังแบกความดี เราก็ยังคงหนัก ตราบใดที่เรายังยึดความสงบ เราก็ยังคงถูกขัง เป้าหมายที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การสร้างตัวตนให้กลายเป็นผู้วิเศษ แต่คือการทำลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน จนกว่าจิตจะว่างเปล่า เบาสบาย และเป็นอิสระอย่างแท้จริง
เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ จึงไม่ใช่ของรางวัลที่มอบให้กับผู้ที่เก่งที่สุด แต่เป็นดินแดนที่เปิดรับ เฉพาะผู้ที่ยอมปล่อยมือจากทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างแท้จริงครับ และเมื่อมีผู้ค้นพบแก่นไม้อันบริสุทธิ์นี้แล้ว สายตาของเขาที่มองกลับมายังผู้คนที่กำลังดิ้นรนแย่งชิงกิ่งไม้ ใบไม้ หรือเปลือกไม้นั้น จะเป็นอย่างไร? วิญญูชนผู้มีจักษุมองเห็นความวุ่นวายของโลก ที่ผู้คนกำลังหลงใหลในเปลือกนอก ด้วยความรู้สึกแบบไหน?
ในตอนหน้า เราจะมาสวมแว่นตาของผู้มีจักษุมองดูการเดินทางของเหล่าผู้หลงทาง และปัญญาอันแหลมคมที่ใช้แยกแยะของจริงออกจากของปลอมครับ
"ปัญญาอันแหลมคมที่ใช้แยกแยะของจริงออกจากของปลอม" นั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปรียบเทียบไว้ดังสายตาของบุรุษผู้มีตาดีครับ ลองเปลี่ยนมุมมองของเรา ถอยออกมาจากตัวกุลบุตรผู้แสวงหา แล้วก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนเนินเขา ที่มองเห็นภาพกว้างใหญ่แห่งนี้ได้ทั้งหมด ลองสวมบทบาทเป็นบุรุษผู้มีสายตาแจ่มชัด ยืนสงบนิ่ง ทอดสายตามองดูผู้คนมากมาย ที่ดิ้นรนเข้ามาในป่าแห่งนี้ เพื่อตามหาแก่นไม้ หรือทางพ้นทุกข์
บุรุษผู้มีตาดี มองเห็นชายคนแรก หอบหิ้วกองกิ่งไม้และใบไม้กองโต เดินยิ้มร่าออกไปจากป่า ด้วยความภาคภูมิใจในลาภยศและคำสรรเสริญ เขามองเห็นชายคนที่ 2 ที่พยายามถากเอาสะเก็ดไม้แห้ง กอดรัดมันไว้แนบอก ราวกับสมบัติล้ำค่า ภูมิใจในความบริสุทธิ์แห่งศีลของตนเอง จนลืมตัว เขามองเห็นชายคนที่ 3 ที่หลงใหลในเปลือกไม้ชั้นใน หวงแหนความเงียบสงบในสมาธิจนไม่ยอมรับรู้สิ่งใด และยกตนข่มผู้อื่นด้วยความเย่อหยิ่ง และเขามองเห็นชายคนที่ 4 ผู้แบกกระพี้ไม้ที่ดูคล้ายแก่น หลงใหลในญาณทัศนะและความรู้แจ้งของตนเอง จนถูกความทรนงตนกลืนกินอย่างช้าๆ
คุณผู้ฟังคิดว่า บุรุษผู้มีตาดี หรือวิญญูชนผู้ตื่นรู้แล้ว มองเห็นภาพเหล่านี้ ด้วยรู้สึกแบบไหนครับ? เขาโกรธไหม? เขาเกลียดชังคนเหล่านั้นไหม? เปล่าเลยครับ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า บุรุษผู้มีตาดี เมื่อเห็นการกระทำเช่นนั้น จะพึงกล่าวขึ้น ด้วยความสลดสังเวช และเต็มไปด้วยความกรุณาว่า "ท่านผู้นี้ไม่รู้จักแก่นไม้ กระพี้ เปลือก สะเก็ด กิ่ง และใบ" คำว่า "ไม่รู้จัก" ในที่นี้ ไม่ใช่แปลว่าพวกเขาไม่มีความรู้ทางวิชาการนะครับ แต่มันหมายถึงการขาด "ดวงตาแห่งธรรม" ขาดความรู้เท่าทันอวิชชา ที่เข้ามาสวมรอยหลอกลวงจิตใจ แม้ปากของพวกเขาจะพร่ำบอกว่าตัวเองกำลังตามหาแก่นแท้
"แท้จริง ท่านผู้นี้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้อยู่ เมื่อมีต้นไม้ใหญ่ที่มีแก่นยืนต้นอยู่ กลับมองข้ามแก่นไม้ กระพี้ เปลือก และสะเก็ดไป เข้าใจกิ่งและใบว่าแก่นไม้ จึงตัดนำไป"
วิญญูชนมองเห็นความวุ่นวายนี้ ด้วยใจที่สงบนิ่ง เขาไม่ได้เพ่งโทษหรือด่าทอ แต่เขามองทะลุไปถึงผลลัพธ์อันน่าเศร้า ที่กำลังจะเกิดขึ้น พระพุทธองค์ตรัสแทนสายตาของบุรุษผู้นี้ไว้ว่า "อันหนึ่ง กิจที่เขาจะต้องใช้แก่นไม้ทำ จักไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขา"
นี่คือคีย์ takeaway ที่ลึกซึ้งและกระตุกหัวใจอย่างรุนแรงครับ ลองจินตนาการดูสิครับว่า กิจที่ต้องใช้แก่นไม้ทำคืออะไร? ถ้าคุณต้องการจะสร้างเสาเรือนที่แข็งแรง เพื่อพยุงบ้านทั้งหลัง ไม่ให้พังทลายลงมา เมื่อพายุโหมกระหน่ำมา คุณจะเอากิ่งไม้ ใบไม้ หรือสะเก็ดไม้ ไปค้ำยันบ้านหลังนั้นได้อย่างไร? ทันทีที่พายุแห่งโลกธรรมโหมกระหน่ำมา ทันทีที่ความเจ็บป่วย ความสูญเสีย หรือความตายมาเยือน บ้านที่สร้างจากชื่อเสียง ลาภยศ อีโก้แห่งศีล หรือความทนงตนในปัญญา ย่อมพังครืนลงมาทับตัวผู้สร้าง อย่างไม่มีชิ้นดี
เมื่อเรามองโลกในปัจจุบัน ผ่านสายตาของบุรุษผู้มีตาดี เราจะเห็นผู้คนมากมาย ที่กำลังทะเลาะเบาะแว้งกันในเรื่องของศาสนา แข่งขันกันว่าวัดใครใหญ่กว่า อาจารย์ใครบริสุทธิ์กว่า ใครนั่งสมาธิได้นานกว่า หรือใครอธิบายธรรมะได้แกร่งกว่า วิญญูชนเห็นแล้วก็เพียงแต่ถอนหายใจ ด้วยความเมตตา เพราะเขารู้ดีว่าผู้คนเหล่านั้น กำลังเอาเป็นเอาตาย เพื่อแย่งชิง "กิ่งไม้ เปลือกไม้ และกระพี้ไม้" โดยปล่อยให้ "แก่นไม้" ที่แท้จริง คือความหลุดพ้นจากตัวตน ถูกทิ้งร้างและไร้คนเหลียวแล
สายตาของผู้ตื่นรู้ จึงเป็นสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ เข้าใจว่าสรรพสัตว์ล้วนถูกตาข่ายแห่งอวิชชาครอบงำ ถูกความเพลิดเพลินหลอกล่อให้หยุดพักกลางทาง และนำเอาเครื่องมือที่ควรจะใช้พายเรือข้ามฝั่ง มาทูลไว้บนศีรษะแทน
แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ อะไรล่ะครับ? อะไรคือตัวการสำคัญ ที่ทำให้กุลบุตรผู้มีความตั้งใจดี ผู้ที่อุตส่าห์สละโลกียวิสัยมาแล้ว กลับมาต้องสะดุดล้ม และหลงทางไปกับเปลือกนอกเหล่านั้น? พระผู้มีพระภาคทรงชี้ให้เห็นถึงยาพิษชนิดหนึ่ง ที่แฝงตัวอยู่อย่างเงียบๆ ในทุกระดับของการปฏิบัติ ยาพิษที่เปลี่ยนคุณธรรมอันสูงส่ง ให้กลายเป็นหลุมฝังศพทางจิตวิญญาณ
ในตอนหน้า เราจะมากางแผลรอยต่อของความล้มเหลวนี้กันครับ สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสซ้ำแล้วซ้ำเล่า "วิบากแห่งความประมาท" การติดหล่ม "ความสบายใจ" มันทำงานอย่างไรกับจิตที่กำลังก้าวเดิน? พลิกหน้าถัดไป แล้วเราจะไปค้นพบความจริงที่ทำให้หลายคนต้องสะดุ้งตื่นครับ
ความจริงที่ชวนให้สะดุ้งตื่นนั้น ซ่อนตัวอยู่ในคำสั้นๆ เพียงคำเดียวครับ นั่นคือคำว่า "ความประมาท" ตลอดการเดินทางของกุลบุตรทั้ง 4 คน ที่เราได้ร่วมติดตามกันมาตั้ง แต่ต้น คุณผู้ฟังพอมองเห็นจุดเชื่อมโยงที่เหมือนกันอย่างหนึ่งมั้ยครับ? ไม่ว่าพวกเขาจะตกม้าตายที่ด่านไหนของเส้นทางธรรม จะเป็นด่านกิ่งและใบไม้ อย่างลาภสักการะ ด่านสะเก็ดไม้ อย่างความสมบูรณ์แห่งศีล ด่านเปลือกไม้ อย่างสมาธิที่ลึกซึ้ง หรือด่านกระพี้ไม้ อย่างปัญญาญาณทัศนะ พระผู้มีพระภาคทรงสรุปจุดจบของพวกเขา เอาไว้ด้วยประโยคเดียวกันเสมอนั่นก็คือ "เขาจึงมัวเมา ลืมตัว และประมาท เมื่อประมาท ย่อมอยู่เป็นทุกข์"
ความประมาทในความหมายของพระพุทธองค์ ไม่ใช่การเดินสะดุดหกล้ม ไม่ใช่การหลงลืมสิ่งของในชีวิตประจำวันนะครับ แต่มันคือ "ความประมาททางจิตวิญญาณ" มันคือสภาวะที่จิตตกหลุมพรางของความพึงพอใจ แล้วหยุดการเจริญเติบโต ทอดทิ้งเป้าหมายสูงสุดที่แท้จริงไว้เบื้องหลัง
ลองกางแผ่รอยต่อของความล้มเหลวนี้ดูสิครับ เมื่อกุลบุตรผู้มีความมุ่งมั่น ได้ก้าวผ่านอุปสรรค จนทำความสมบูรณ์แห่งศีลให้สำเร็จก็ดี ทำความสมบูรณ์แห่งสมาธิให้สำเร็จก็ดี หรือเจริญรอยตามจนทำญาณทัศนะให้สำเร็จก็ดี สิ่งแรกที่มารและกิเลสจะแอบกระซิบข้างหูของเขาก็คือ "เก่งมาก เธอถึงจุดสูงสุดแล้ว" และเมื่อเขาเชื่อเสียงกระซิบนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "เขาจึงปลื้มใจ และมีความรู้สึกสมหวัง"
ความสมหวังนี่แหละครับ คือจุดเริ่มต้นของยาพิษอันหอมหวาน เมื่อจิตรู้สึกว่า "พอแล้ว ฉันสำเร็จแล้ว ฉันบริสุทธิ์กว่าใครๆ แล้ว" มันจะสร้างกำแพงล่องหนขึ้นมาปิดกั้นตัวเอง จากนั้นกลไกป้องกันตัวของอีโก้จะเริ่มทำงาน นำไปสู่อาการที่พระผู้มีพระภาคตรัสเตือนว่า "เขายกตนข่มผู้อื่น" การยกตนข่มผู้อื่น ไม่จำเป็นต้องแสดงออก ด้วยการด่าทอ หรือชี้หน้าว่ากล่าวเสมอไปนะครับ บางครั้งมันมาในรูปแบบของรอยยิ้มเย็นชา สายตาที่มองเหยียดคนทำผิดศีล หรือความรู้สึกรำคาญใจ เมื่อเห็นคนที่จิตไม่สงบ เขาเอาคุณธรรมที่ควรจะใช้ดับทุกข์ มาเป็นแท่นยืน เพื่อเหยียบหัวผู้อื่น
พระผู้มีพระภาคตรัสชี้ชัดว่า พฤติกรรมเช่นนี้เอง ที่ทำให้ "เขาจึงมัวเมา ลืมตัว และประมาท" แล้วผลลัพธ์ของความประมาทคืออะไรล่ะครับ? "เมื่อประมาทแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์" ลองคิดดูให้ลึกซึ้งสิครับ ชายผู้เริ่มต้นออกบวช เพราะเห็นโทษของความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความเศร้าโศก อุตส่าห์วิ่งหนีรอดจากกองไฟแห่งโลกิยะมาได้ตั้งไกล แต่สุดท้ายกลับมาต้องนั่งรับความทุกข์ทรมาน จากความเย่อหยิ่งในความดีของตัวเอง ทุกข์เพราะต้องคอยรักษาภาพลักษณ์ ทุกข์เพราะต้องคอยเปรียบเทียบว่าใครเหนือกว่าใคร มันเป็นตลก ร้ายที่น่าเศร้าที่สุดของนักปฏิบัติอารมณ์เลยนะครับ
นี่คือ key takeaway ที่เราต้องสลักไว้ในหัวใจให้ลึกที่สุดครับ "ความดี" ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นเพียง "ยานพาหนะ" ศีล สมาธิ และปัญญาญาณ เป็นดั่งเรือลำใหญ่ ที่สร้างมาเพื่อพาเราข้ามแม่น้ำแห่งความทุกข์ แต่ถ้าคุณใช้เรือลำนั้น พายไปถึงเกาะกลางน้ำแล้ว คุณหลงรักความสวยงามของเกาะนั้น หลงรักความวิจิตรของตัวเรือ จนไม่ยอมพายไปให้ถึงฝั่ง แถมยังตะโกนด่าคนที่กำลังตะเกียกตะกายว่ายน้ำอยู่ เรือที่เรียกว่าความดีนั้น ก็จะกลายเป็นคุก ที่ขังคุณไว้กลางมหาสมุทรตลอดกาล
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เรารังเกียจความดีนะครับ แต่พระองค์ทรงเตือนไม่ให้เรา "เมาความดี" เพราะความเมา ไม่ว่าจากสุรา หรือจากศีลธรรม ก็ทำให้คนเดินตกเหว
ถ้าเช่นนั้น หากเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การเป็นคนดีเลิศ ไม่ใช่การมีสมาธินิ่งสนิท ไม่ใช่การมีวิสัยทัศน์อย่างรู้เหนือมนุษย์ พรหมจรรย์ หรือการประพฤติธรรมในพระพุทธศาสนานี้ แท้จริงแล้วมีไว้เพื่ออะไรกันแน่? หากไม่ใช่เพื่อสิ่งเหล่านี้แล้ว พระผู้มีพระภาคทรงก่อตั้งศาสนานี้ขึ้นมา เพื่อจุดประสงค์ใด?
ในตอนหน้า เราจะมาฟังคำตอบจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาค คำตอบที่ชัดเจน กระจ่างแจ้ง และรวมยอดที่สุดของมหาสาโรปมสูตร พลิกหน้าถัดไป แล้วเราจะไปพบกับแก่นแท้ที่ เป็นเหตุผลที่แท้จริงของการเกิดมาพบพระพุทธศาสนาครับ
เหตุผลที่แท้จริงของการเกิดมาพบพระพุทธศาสนานั้น ไม่ได้ซ่อนอยู่ที่ไหนไกลเลยครับ แต่มันถูกสลักไว้อย่างชัดเจนและทรงพลังที่สุด ในช่วงท้ายของมหาสาโรปมสูตร ตลอดเส้นทางที่เราได้ร่วมค้นหากันมา เราได้เห็นกุลบุตรผู้มีความมุ่งมั่น พ่ายแพ้ให้กับภาพลวงตาตามรายทาง บางคนหลงไหลในกิ่งและใบไม้ แบกเอาลาภสักการะและคำสรรเสริญกลับไป บางคนหลงติดสะเก็ดไม้ ยึดเอาความบริสุทธิ์แห่งศีลมาเป็นเครื่องมือข่มผู้อื่น บางคนหลงเมามัวในเปลือกไม้ ใช้ความสงบแห่งสมาธิสร้างกำแพงอัตตา และบางคนก็หลงผิดคิดว่ากระพี้ไม้คือแก่นแท้ ปล่อยให้ญาณทัศนะ หรือความรู้แจ้ง กลายเป็นความเย่อหยิ่งทระนงตน
ถ้าเช่นนั้น การประพฤติพรหมจรรย์ หรือการอุทิศชีวิตเข้ามาสู่เส้นทางธรรมในพระพุทธศาสนานี้ แท้จริงแล้วมีไว้เพื่ออะไร? พระผู้มีพระภาคทรงสรุปรวบยอดเป้าหมายสูงสุดของการสละโลก ด้วยพระสุรเสียงที่หนักแน่นและเด็ดขาดว่า "ดังพรรณนามาชะนี้ พรหมจรรย์นี้จึงมิใช่มีลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความสมบูรณ์แห่งศีลเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความสมบูรณ์แห่งสมาธิเป็นอานิสงส์ มิใช่มีญาณทัศนะเป็นอานิสงส์ พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบเป็นเป้าหมาย เป็นแก่น เป็นที่สุด"
ลองฟังประโยคนี้ให้ซึมลึกเข้าไปในหัวใจดูนะครับ พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธสิ่งที่เราชาวพุทธส่วนใหญ่มักจะใช้เป็นเป้าหมายในการทำความดีมาตลอดชีวิตเลยนะครับ เราทำบุญทำทาน ก็หวังอานิสงส์คือความเจริญรุ่งเรืองและคำสรรเสริญ พระองค์ก็ตรัสว่า "ไม่ใช่" เรารักษาศีลอย่างเคร่งครัด ก็หวังอานิสงส์คือความบริสุทธิ์เหนือใคร พระองค์ก็ตรัสว่า "ไม่ใช่" เรานั่งสมาธิภาวนา ก็หวังอานิสงส์คือความสงบสุขอันลึกล้ำ พระองค์ก็ตรัสว่า "ไม่ใช่" เราศึกษาธรรมะจนแตกฉาน ก็หวังอานิสงส์คือปัญญาที่เหนือมนุษย์ พระองค์ก็ตรัสว่า "ไม่" อีกเช่นกัน
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงอานิสงส์ หรือผลพลอยได้ระหว่างทางเท่านั้นครับ มันเหมือนกับทิวทัศน์สองข้างทางที่สวยงาม ที่ทำให้การเดินทางของคุณรื่นรมย์ขึ้น แต่มันไม่ใช่จุดหมายปลายทาง ถ้าคุณหยุดรถแล้วสร้างบ้านอยู่กลางทาง คุณก็จะไม่มีวันไปถึงจุดหมายที่แท้จริง
จุดหมายเพียงหนึ่งเดียว แก่นแท้เพียงหนึ่งเดียวของการบวชและการปฏิบัติธรรม พระพุทธองค์ตรัสยืนยันว่าคือ "เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ" คำว่า "เจโตวิมุตติ" แปลว่า ความหลุดพ้นแห่งจิต ส่วนคำว่า "อันไม่กำเริบ" หมายถึง การไม่ย้อนกลับไปกำเริบ หรือไม่กลับไปเป็นธาตุของกิเลสอีกตลอดกาล มันคือสภาวะที่จิตเป็นอิสระอย่างสิ้นเชิง หลุดร่วงจากพันธนาการของความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง
นี่คือ key take away ที่สำคัญที่สุดของพระสูตรนี้ครับ การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง จะต้องนำไปสู่ความเบาลง ละทิ้ง และคลายออกเสมอ ถ้าคุณปฏิบัติธรรม และคุณรู้สึกว่าตัวเองมีอะไรมากขึ้น เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น มีศีลที่เหนือกว่าคนอื่น มีสมาธิที่ลึกกว่าคนอื่น มีความรู้ที่มากกว่าคนอื่น นั่นแปลว่าคุณกำลังแบกน้ำหนักของโลกเอาไว้บนบ่า และกำลังเดินสวนทางกับคำสอนของพระพุทธเจ้าครับ
พรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา ไม่ได้สอนให้เราเก่งกล้าสามารถ จนไม่มีใครเทียบติด แต่สอนให้เรายอมจำนนต่อสัจธรรม ยอมสลัดทิ้งแม้กระทั่งความดี ความสงบ และความรู้ ที่เราเพียรพยายามสร้างมา เพราะสภาวะแห่งเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบนั้น ไม่มีพื้นที่เหลือไว้สำหรับคำว่า "ตัวฉัน" หรือ "ของฉัน" อีกต่อไป มันคือความว่างเปล่าที่เต็มเปี่ยม คืออิสรภาพที่แท้จริงของดวงจิต
เมื่อกุลบุตรผู้มีปัญญา ถากกิ่ง ใบ สะเก็ด เปลือก และกระพี้ ทิ้งไปจนหมดสิ้น เขาจึงได้พบกับแก่นไม้ที่แท้จริง แก่นไม้ที่ไม่มีเปลือกใดๆ ห่อหุ้ม แก่นไม้ที่แข็งแกร่ง ทนทาน และไม่มีวันผุพัง กิจที่เขาต้องทำจึงสำเร็จประโยชน์อย่างสมบูรณ์ และเมื่อความหลุดพ้นอันไม่กำเริบนี้บังเกิดขึ้น สภาวะของจิตใจในวินาทีแห่งการตื่นรู้จะเป็นอย่างไร? พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงธรรมที่วิเศษกว่านี้อีกหรือไม่? เมื่อปิงคลโกศพราหมณ์ ผู้เป็นคู่สนทนา ได้ฟังพระธรรมเทศนานี้จบลง ปฏิกิริยาของเขาจะเป็นเช่นไร?
ในตอนหน้า ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของซีรีส์นี้ เราจะมาก้าวเข้าสู่บทสรุปแห่งมหาสาโรปมสูตร พลิกหน้าถัดไป แล้วไปสัมผัสกับวินาทีแห่งการตื่นรู้พร้อมกันครับ
วินาทีแห่งการตื่นรู้นั้น เกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด ที่สั่นสะเทือนไปถึงส่วนลึกที่สุดของดวงจิตครับ เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงตรัสพระธรรมเทศนาอันลึกซึ้งนี้จบลง ไม่ว่าจะเป็นในมหาสาโรปมสูตร ที่ทรงแสดงแก่เหล่าภิกษุ หรือในจุลสาโรปมสูตร ที่ทรงแสดงแก่ปิงคลโกศพราหมณ์ ผลลัพธ์ที่ตามมาล้วนงดงามและเป็นสากล ทันทีที่ถ้อยคำอันทรงพลังว่า "พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบเป็นเป้าหมาย เป็นแก่น เป็นที่สุด" ได้ซึมซาบลงสู่กลางใจของผู้ฟัง เปลือกแห่งอัตตา ที่เคยห่อหุ้มจิตวิญญาณของพวกเขา ก็พังทลายลง
ปิงคลโกศพราหมณ์ ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ อาจจะเคยสับสนกับทิฐิและวาทะของเจ้าลัทธิต่างๆ ผู้ซึ่งอาจจะเคย มองหาความวิเศษจากนักบวชในรูปแบบของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หรือความสมบูรณ์แบบภายนอก บัดนี้ ดวงตาของเขาได้เปิดกว้างขึ้นแล้วครับ เขาได้เห็นว่าแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การเติมเต็มตัวตนให้ยิ่งใหญ่ แต่คือการปลดเปลื้องภาระทั้งหมดทิ้งไป
ด้วยความซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้ ปิงคลโกศพราหมณ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาว่า "ข้าแต่ท่านพระโคดม พระภาษิตของท่านพระโคดม ชัดเจน ไพเราะยิ่งนัก พระภาษิตของท่านพระโคดม ชัดเจน ไพเราะยิ่งนัก" ถ้อยคำนี้ไม่ใช่เพียงคำชมตามมารยาทนะครับ แต่มันคือเสียงอุทานของคนที่หลงทางอยู่ในความมืดมาทั้งชีวิต แล้วจู่ๆ ก็มีใครบางคนมาจุดคบเพลิง ส่งสว่างให้เห็นทางเดินที่ถูกต้อง เขาเปรียบเทียบความรู้สึกนี้ว่า "เหมือนคนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยตั้งใจว่าคนมีตาดีจักเห็นรูปได้"
ความรู้แจ้งที่พระพุทธองค์ทรงมอบให้ ได้ชำระล้างความลังเลสงสัยจนหมดสิ้น จนเขาต้องเปล่งวาจาขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ "ขอท่านพระโคดม จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนตลอดชีวิต"
นี่คือ key takeaway สุดท้าย ที่เป็นดังของขวัญล้ำค่าจากพระสูตรนี้ครับ การตื่นรู้ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน หรือต้องใช้พลังงานเหนือธรรมชาติใดๆ เลย การตื่นรู้เกิดขึ้นในวินาทีที่คุณยอมรับความจริง ยอมรับว่าลาภสักการะ ศีล สมาธิ หรือญาณทัศนะ เป็นเพียงเครื่องมือ เป็นเพียงเปลือกและกระพี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาหวงแหน หรือใช้ยกตนข่มใคร
เมื่อคุณยอมรับความจริงข้อนี้ได้ จิตของคุณจะเบาสบาย ความทุกข์ที่เกิดจากการต้องคอยแบก "ตัวฉัน" และ "ความดีของฉัน" จะสลายไปในพริบตา ตลอดซีรีส์มหาสาโรปมสูตร ที่เราเดินทางร่วมกันมานี้ เราได้เห็นหลุมพรางที่แนบเนียนที่สุดของเส้นทางธรรม หลุมพรางที่ไม่ได้เกิดจากความชั่วร้าย แต่เกิดจากความดีที่ขาดปัญญา
วันนี้ ถ้าคุณกำลังเดินอยู่บนเส้นทางของการปฏิบัติธรรม ลองถอยออกมาสักก้าว แล้วถามตัวเองด้วยความสัตย์จริงดูสิครับว่า ตอนนี้ในมือของคุณ กำลังกำสิ่งใดไว้? คุณกำลังกอด "กิ่งและใบไม้" ของลาภยศและคำชมเชยอยู่หรือเปล่า? คุณกำลังแบก "สะเก็ดไม้" แห่งศีลที่บริสุทธิ์ เพื่อใช้ดูแคลนผู้อื่นอยู่ไหม? คุณกำลังหลงใหลใน "เปลือกไม้" แห่งสมาธิและความเงียบสงบ จนไม่รับรู้โลกแห่งความเป็นจริงใช่ไหม? หรือคุณกำลังติดหล่ม "กระพี้ไม้" แห่งญาณทัศนะ ยกตนว่ารู้แจ้งกว่าใครอยู่หรือเปล่า?
หากคำตอบคือใช่ ก็ไม่เป็นไรเลยครับ เพราะการรู้ตัวคือก้าวแรกของการตื่นเสมอ เพียงแต่คุณค่อยๆ คลายมือออก ปล่อยกิ่งไม้ ใบไม้ และเปลือกไม้เหล่านั้นทิ้งไป หยุดใช้ความดีเป็นอาวุธ หยุดใช้ความสงบเป็นกำแพง แล้วก้าวเดินต่อไป ด้วยใจที่อ่อนน้อม ถ่อมตน และว่างเปล่า เมื่อนั้น คุณจะได้สัมผัสกับ "แก่นไม้" ที่แท้จริง ได้สัมผัสกับ "เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ" อิสรภาพที่แท้จริงของดวงจิต ที่จะไม่มีวันสั่นคลอนไปกับพายุแห่งกิเลสใดๆ อีกต่อไป ตลอดกาล
ผม ดำมารีวิว ขออนุโมทนาในความตั้งใจของทุกท่าน ที่เดินทางร่วมกันมาจนถึงบทสรุปนี้ ขอให้ธรรมะแห่งพระผู้มีพระภาค จงเป็นประทีปส่องสว่าง นำพาทุกท่านทะลุผ่านทุกเปลือกและกระพี้ เข้าถึงแก่นแท้แห่งความหลุดพ้นโดยธรรม อย่างงดงามและเบาสบายครับ สวัสดีครับ