📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

สรุป ช่างมันเถอะ อีกไม่กี่ปีเราก็เป็นเถ้าธุลีกันหมดแล้ว ใครแคร์? เคล็ดลับมีความสุขทันที!

เล่มโปรดของฉัน34:46

Transcription

เคยรู้สึกไหมว่าทุกวันนี้เราพยายามมากเกินไป? พยายามทำงานให้ดีที่สุด พยายามทำให้ทุกคนรอบข้างพอใจ พยายามเป็นคนดีในแบบที่สังคมคาดหวัง จนบางทีสิ้นวันนอนลงไปบนเตียงแล้วรู้สึกว่าตัวเองเหมือนแบตเตอรี่ที่ถูกใช้จนหมดเกลี้ยง แต่ก็ยังบอกตัวเองว่าพรุ่งนี้ต้องพยายามอีก พรุ่งนี้ต้องทำให้ดีกว่านี้ ปากบอกว่าไม่เป็นไร แต่จริงๆ แล้วข้างในมันเป็นไรมากเลย

ถ้าเพื่อนๆ เคยรู้สึกแบบนี้ วันนี้เรามีหนังสือเล่มนึงที่อยากเล่าให้ฟัง หนังสือที่แค่อ่านชื่อก็รู้สึกโล่งอกแล้ว ชื่อว่า "ช่างมันเถอะ อีกไม่กี่ปีเราก็เป็นเฒ่าธุลีกันหมดแล้ว" ฟังชื่อแล้วอาจจะรู้สึกว่ามันดูเฉยชา หรือดูเหมือนยอมแพ้ แต่เดี๋ยวก่อน มันไม่ใช่แบบนั้นเลย จริงๆ แล้วมันคือการปลดปล่อยตัวเองจากภาระที่เราแบกมาตลอดชีวิตโดยไม่รู้ตัว

ก่อนจะไปต่อ ถ้าเพื่อนๆ ชอบฟังเรื่องหนังสือดีๆ แบบเล่าสบายๆ เข้าใจง่าย กดติดตามรายการเราไว้ได้เลยนะ จะได้ไม่พลาดตอนใหม่ที่กำลังจะมา

ทำความรู้จักกับหนังสือเล่มนี้กันก่อน "ช่างมันเถอะ อีกไม่กี่ปีเราก็เป็นเฒ่าธุลีกันหมดแล้ว" เขียนโดย ฟูจิโนะ โทโมยะ จิตแพทย์ชาวญี่ปุ่นที่เกิดในปี 1991 ซึ่งหมายความว่าเขายังอายุไม่ถึง 40 เลย แต่อย่าดูแค่อายุนะ เพราะประสบการณ์ของเขาหนักกว่าคนทั่วไปมาก ตั้งแต่เด็ก ฟูจิโนะ โทโมยะ ป่วยเป็นโรคคาวาซากิ ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้หลอดเลือดหัวใจมีปัญหา เขาต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับอาการป่วยมาโดยตลอด คนที่เคยเจ็บป่วยมาตั้งแต่เด็กจะเข้าใจเรื่องนึงดีมาก นั่นก็คือชีวิตมันสั้นและมันไม่แน่นอน บางทีคนที่เคยเดินอยู่ใกล้ขอบของความไม่แน่นอนมาก่อน จะเข้าใจเรื่องปล่อยวางได้ลึกซึ้งกว่าคนอื่น

แต่สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้พิเศษไม่ใช่แค่ตัวคนเขียน มันอยู่ที่น้ำเสียงของหนังสือ เพราะฟูจิโนะ โทโมยะ ไม่ได้เขียนในฐานะจิตแพทย์ที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้างแล้วสั่งสอนคนข้างล่าง เขาเขียนในฐานะคนนึงที่เคยเหนื่อย เคยท้อ เคยรู้สึกว่าตัวเองพยายามมากเกินไปเหมือนกัน เขาเขียนข้อความสั้นๆ ลงในโซเชียลมีเดียเพื่อเตือนใจตัวเอง แล้วก็ปลอบใจคนอื่นไปด้วย จนมีคนติดตามกว่าแสนคน แล้วก็ถูกรวบรวมมาเป็นหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้ขายดีมากในญี่ปุ่น ยอดขายเกินแสนเล่ม แล้วก็ถูกแปลเป็นภาษาไทยโดย กมลวัน เพ็ญอาร่า สำนักพิมพ์อมรินทร์

How นี้ มาเข้าเรื่องกันว่าหนังสือเล่มนี้พูดถึงอะไร ถ้าจะสรุปด้วยประโยคเดียว มันคือเคล็ดลับการใช้ชีวิตอย่างไม่เปลืองแรงสำหรับคนที่พยายามมากเกินไป ฟังแค่นี้ก็รู้สึกแล้วว่ามันพูดถึงเราใช่มั้ย หนังสือเล่มนี้เขียนมาเพื่อคนที่เป็น theแบกมาทั้งชีวิต คนที่พยายามเพื่อคนอื่นมากจนลืมสนใจความรู้สึกของตัวเอง คนที่ข้างนอกดูสดใสแต่ข้างในแตกสลาย

ฟูจิโนะ โทโมยะ เรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็นคนที่มักจะเป็นฝ่ายปรับตัวเข้ากับค่านิยม หรือกฎเกณฑ์ที่คนอื่นกำหนด คือเราใช้ชีวิตตามที่คนอื่นคาดหวัง ไม่ใช่ตามที่เราอยากเป็นจริงๆ แต่สิ่งที่น่าคิดคือ ทำไมเราถึงทำแบบนั้น ทำไมเราถึงฝืนยิ้มทั้งที่ค่ำในไม่โอเค ทำไมเราถึงบอกว่าไม่เป็นไรทั้งที่มันเป็นไรมากเลย

ฟูจิโนะ โทโมยะ บอกว่าส่วนนึงเป็นเพราะเราถูกสอนมาว่าการพยายามคือสิ่งที่ดี การอดทนคือสิ่งที่ถูก การเสียสละคือสิ่งที่น่ายกย่อง แต่ไม่มีใครเคยสอนเราว่าการหยุดพักก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเหมือนกัน ไม่มีใครเคยบอกว่าการยอมรับว่าเหนื่อยไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ และไม่มีใครเคยบอกว่าบางทีสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำให้ตัวเองได้คือการพูดว่า "ช่างมันเถอะ"

หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 5 บทหลัก แล้วก็มีบทย่อยอยู่ในแต่ละบท แต่ละบทย่อยสั้นมาก ประมาณ 2-3 หน้าเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ดีมาก เพราะมันอ่านง่าย ไม่เหนื่อย เปิดไปบทไหนก็อ่านได้เลย ไม่ต้องอ่านเรียงลำดับ เนื้อหาหลักจะหมุนรอบเรื่องการใช้ชีวิตแบบไม่กดดันตัวเอง การหยุดพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ การเลือกแคร์สิ่งที่ไม่จำเป็น แล้วก็การหันมาดูแลความรู้สึกของตัวเองบ้าง

แนวคิดที่เป็นแก่นกลางของหนังสือคือ ก่อนที่ร่างกายและจิตใจของเราจะอ่อนล้าจนเกินรับไหว เราควรเลิกใส่ใจความรู้สึกคนอื่นมากเกินไป แล้วหันมาให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นอันดับแรก

ตอนที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เราแค่สนใจชื่อมัน ตรงใจมากในช่วงเวลานั้น เพราะตอนนั้นเราอยู่ในช่วงที่พยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ ทำงานก็ต้องดี ดูแลครอบครัวก็ต้องดี รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนก็ต้องดี จนวันนึงรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเชือกที่ถูกดึงหลายทาง มันตึงจนใกล้จะขาด พอเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ มันเหมือนมีคนนั่งอยู่ตรงข้ามแล้วพูดเบาๆ ว่า "พอ พอแล้ว พักได้แล้ว ไม่ต้องพยายามขนาดนั้นก็ได้" มันไม่ได้ตะโกนสอน ไม่ได้บังคับให้เราเปลี่ยน มันแค่กระซิบ แล้วปล่อยให้เราตัดสินใจเอง

แต่ก็ต้องพูดตรงๆ เหมือนกันว่าพออ่านไปสักพัก เราก็มีคำถามเกิดขึ้น เพราะหนังสือบอกให้เราเลิกแคร์คนอื่น เลิกพยายามมากเกินไป ใช้คำว่า "ช่างมันเถอะ" กับเรื่องส่วนใหญ่ในชีวิต คำถามคือ ถ้าเราช่างมันกับทุกเรื่อง แล้วจะเหลืออะไรที่เราใส่ใจจริงๆ จะกลายเป็นคนที่ไม่แคร์อะไรเลยหรือเปล่า จะกลายเป็นคนเฉยชากับทุกอย่างหรือเปล่า

ตรงนี้ต้องบอกว่าพออ่านลึกๆ ลงไปอีก เราเข้าใจแล้วว่าฟูจิโนะ โทโมยะ ไม่ได้บอกให้เราเฉยชากับทุกเรื่อง เขาบอกให้เราเลือกว่าเรื่องไหนที่คุ้มค่าที่จะใส่ใจ แล้วเรื่องไหนที่ไม่คุ้ม เพราะพลังงานของเรามีจำกัด ถ้าเราเอาไปใส่กับทุกเรื่อง มันก็จะกระจายจนไม่เหลือพลังให้กับเรื่องที่สำคัญจริงๆ สิ่งที่เขาอยากให้เราทำคือ ใช้คำว่า "ช่างมันเถอะ" กับเรื่องที่ไม่สำคัญ เพื่อจะได้มีพลังเหลือสำหรับเรื่องที่สำคัญจริงๆ ฟังแบบนี้แล้วมันก็สมเหตุสมผลขึ้นเยอะเลย

ทีนี้ ทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงขายดีขนาดนั้น เราคิดว่าเป็นเพราะมันมาในจังหวะที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด เราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างเร็ว ทุกอย่างต้องดี ทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์ ทุกคนต้อง productive ตลอดเวลา โซเชียลมีเดียทำให้เราเห็นว่าคนอื่นประสบความสำเร็จ คนอื่นมีความสุข คนอื่นทำได้ทุกอย่าง แล้วเราก็กดดันตัวเองว่าต้องทำให้ได้เหมือนเค้า พอมีจิตแพทย์สักคนมาบอกว่า "หยุดได้แล้ว ไม่ต้องทำขนาดนั้น" มันก็เหมือนมีคนมาปลดโซ่ที่ล่ามเราอยู่

แล้วก็ต้องพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งด้วย ที่ฟูจิโนะ โทโมยะ พูดไว้ได้น่าคิดมาก เขาบอกว่าเวลาที่เรามีปัญหาอะไรสักอย่าง ให้ลองมองมันด้วยกรอบเวลาระยะยาว หมายความว่ายังไง หมายความว่าสิ่งที่ตอนนี้เราเห็นเป็นเรื่องใหญ่มาก พอเวลาผ่านไปสักพัก มันอาจจะไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้นเลย เหมือนตอนสมัยเรียน การสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต แต่พอผ่านไป 10 ปี มองกลับไป มันก็แค่เรื่องหนึ่งในชีวิตเท่านั้นเอง

แล้วพอคิดต่อไปอีกว่า อีก 100 ปี เราทุกคนก็กลายเป็นเฒ่าธุลีกันหมดแล้ว ฟังดูเศร้าไหม แต่จริงๆ แล้วมันไม่เศร้าเลย มันคือการปลดปล่อย เพราะมันทำให้เราตระหนักว่าเรื่องที่เรากำลังกังวลอยู่ตอนนี้ มันอาจจะไม่ได้สำคัญเท่าที่เราคิด

ในตอนถัดไป เราจะพาเพื่อนๆ เข้าไปในเนื้อหาของหนังสือกันแบบจัดเต็ม จะเจาะลึกไอเดียสำคัญที่ฟูจิโนะ โทโมยะ เขียนไว้ ทั้งเรื่องการเลิกเป็นคนที่พยายามทำให้ทุกคนพอใจ การหยุดกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แล้วก็เรื่องที่สำคัญมากอย่างการเข้าสู่โหมดง่ายของชีวิต เพราะฟูจิโนะ โทโมยะ บอกว่าถ้ารักตัวเองเป็น ชีวิตจะเข้าสู่โหมดง่าย แต่คำถามคือ รักตัวเองเป็นมันทำยังไง คำตอบอยู่ในตอนหน้า เจอกันนะ

ตอนที่แล้วเราคุยกันเรื่องภาพรวมของหนังสือ "ช่างมันเถอะ อีกไม่กี่ปีเราก็เป็นเฒ่าธุลีกันหมดแล้ว" ไปแล้ว แล้วเราทิ้งคำถามไว้ว่ารักตัวเองเป็นมันทำยังไง วันนี้เราจะมาตอบคำถามนั้น พร้อมกับเจาะลึกไอเดียสำคัญในหนังสือเล่มนี้กัน แล้วเพื่อนๆ จะเห็นว่าหลายเรื่องที่ฟูจิโนะ โทโมยะ พูดถึงมันตรงกับชีวิตเราจนน่าตกใจ

ไอเดียแรกที่อยากหยิบมาคุยคือเรื่องของคน ที่พยายามทำให้ทุกคนรอบข้างพอใจ หรือที่หลายคนเรียกว่า People Pleaser ฟูจิโนะ โทโมยะ บอกว่าหนังสือเล่มนี้เขียนมาเพื่อคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ คนที่ข้างนอกดูสดใสร่าเริง แต่ข้างในแตกสลาย ลองนึกดูนะ เคยไหมที่มีคนชวนเราทำอะไรสักอย่างที่เราไม่ อยากทำ แต่เราก็ตอบตกลง เพราะกลัวว่าถ้าปฏิเสธแล้วเขาจะไม่ชอบเรา เคยไหมที่มีคนพูดอะไรที่ทำให้เราเจ็บใจ แต่เราก็ยิ้มรับแล้วบอกว่าไม่เป็นไร เคยไหมที่เหนื่อยมากจนอยากจะล้มลงไปตรงนั้นเลย แต่ก็ยังฝืนทำต่อ เพราะกลัวว่าถ้าหยุดจะทำให้คนอื่นผิดหวัง

ฟูจิโนะ โทโมยะ บอกตรงๆ เลยว่าการทำแบบนี้ มันไม่ใช่ความเข้มแข็ง มันคือการทำร้ายตัวเอง เพราะทุกครั้งที่เราฝืนยิ้ม ทุกครั้งที่เราบอกว่าไม่เป็นไรทั้งที่มันเป็นไร ทุกครั้งที่เราเอาความรู้สึกของคนอื่นมาไว้ก่อนความรู้สึกของตัวเอง เราก็กำลังกร่อนพลังชีวิตของตัวเองลงทีละนิด แล้วฟูจิโนะ โทโมยะ ก็ตั้งคำถามที่น่าคิดมากว่า "ถ้าเราใช้ชีวิตเพื่อทำให้คนอื่นพอใจมาตลอด แล้วเราอยู่เพื่อใคร ทำเพื่อใคร" คำถามนี้ฟังดูง่าย แต่พอนั่งคิดจริงๆ มันหนักมาก เขาบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดที่จะใจดีกับตัวเองบ้าง การปล่อยมือจากภาระที่แบกอยู่ชั่วคราว แล้วใช้เวลาอยู่กับตัวเอง โอบกอดตัวเอง ชื่นชมตัวเอง มันก็สำคัญไม่แพ้กัน ตรงนี้เราชอบมาก เพราะมันไม่ได้บอกว่าเลิกทำเพื่อคนอื่นเลย แต่มันบอกว่าทำเพื่อตัวเองด้วย

ไอเดียที่ 2 ที่น่าสนใจมากคือเรื่องของการหยุดพัก ฟูจิโนะ โทโมยะ พูดประโยคนึงที่เราจำได้ขึ้นใจเลย เขาบอกว่า "ให้ปลดปล่อยตัวเองโดยการคิดแบบนี้ ฉันไม่ได้ละเลยหน้าที่ แต่แค่กำลังชาร์จพลัง" ลองคิดดูนะ เวลาโทรศัพท์มือถือแบตหมด เราก็ต้องชาร์จใช่มั้ย เราไม่ได้โกรธโทรศัพท์ว่าทำไมมันต้องชาร์จ เราเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่พอเป็นตัวเราเอง พอรู้สึกเหนื่อยแล้วอยากพัก กลับรู้สึกผิด รู้สึกว่าตัวเองขี้เกียจ รู้สึกว่าไม่ควรหยุด ฟูจิโนะ โทโมยะ บอกว่ามันไม่สมเหตุสมผลเลย ร่างกายและจิตใจเราก็ต้องการเวลาชาร์จเหมือนกัน แล้วเขาก็ย้ำอีกว่า "ชีวิตจะไร้ความหมายถ้ามัวแต่ทำงานของวันพรุ่งนี้ในวันนี้" ตรงนี้โดนมาก เพราะเรามักจะใช้เวลาวันนี้ไปกับการเตรียมตัวสำหรับพรุ่งนี้ กังวลเรื่องงานที่ยังไม่ถึง วางแผนสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น จนลืมใช้ชีวิตกับปัจจุบัน พอวันพรุ่งนี้มาถึง เราก็ทำแบบเดิมอีก คือกังวลเรื่องวันมะรืน วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนไม่เคยได้อยู่กับวันนี้จริงๆ สักครั้ง

ทีนี้มาถึงไอเดียที่ 3 ที่เราคิดว่าจะทำให้หลายคนหยุดคิดเลย ฟูจิโนะ โทโมยะ บอกว่า "ส่วนใหญ่เรื่องที่เรากังวลมักไม่เกิด ขึ้นจริง เพราะเราไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะหยั่งรู้อนาคตสักหน่อย" ลองนึกย้อนดูนะ เรื่องที่เราเคยกังวลมากที่สุดเมื่อปีที่แล้ว มันเกิดขึ้นจริงมั้ย ส่วนใหญ่ไม่เกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้น มันก็ไม่ได้แย่เท่าที่เราจินตนาการไว้ แต่เวลาที่เราใช้ไปกับการกังวลนั้น มันหายไปแล้ว เอากลับคืนมาไม่ได้ เราอาจจะเสียเวลาหลายชั่วโมง หลายวัน หรือหลายเดือน ไปกับการนั่งกลัวเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ตรงนี้มันเชื่อมกับไอเดียเรื่องกรอบเวลาระยะยาวที่เราพูดถึงในตอนที่แล้วด้วย คือถ้าเรามองเรื่องที่กังวลด้วยกรอบเวลาที่ยาวขึ้น สิ่งที่ตอนนี้ดูเหมือนเรื่องใหญ่มาก พอผ่านไปสักพัก มันก็แค่เรื่องเล็กเรื่องหนึ่งแล้ว พอขยายกรอบเวลาออกไปอีก จนถึงจุดที่เราทุกคนกลายเป็นเฒ่าธุลี เรื่องที่กังวลอยู่ตอนนี้มันก็ไม่เหลืออะไรเลย ฟังดูเศร้าไหม แต่จริงๆ แล้วมันปลดปล่อยมาก

ไอเดียที่ 4 เป็นไอเดียที่ทำให้เราหยุดคิดนานที่สุด ฟูจิโนะ โทโมยะ บอกว่า "ถ้ารักตัวเองเป็น ชีวิตจะเข้าสู่โหมดง่าย" โหมดง่ายที่เขาพูดถึงไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะไม่มีปัญหา แต่หมายความว่าเราจะหยุดสร้างปัญหาเพิ่มให้ตัวเอง เพราะจริงๆ แล้วปัญหาหลายอย่างที่เราเจอ เราสร้างขึ้นมาเอง เราสร้างมันขึ้นมาจากการกังวลมากเกินไป จากการพยายามควบคุมทุกอย่าง จากการอยากให้คนอื่นมองเราดี จากการไม่ยอมให้อภัยตัวเอง พอเรารักตัวเองเป็น เราจะรู้ว่าอะไรคุ้มค่าที่จะใส่ใจ อะไรไม่คุ้ม อะไรเป็นเรื่องของเรา อะไรเป็นเรื่องของคนอื่น อะไรควบคุมได้ อะไรควบคุมไม่ได้ แล้วชีวิตมันก็จะง่ายขึ้นเอง ไม่ใช่เพราะปัญหาหายไป แต่เพราะเราเลือกได้แล้วว่าจะให้ปัญหาไหนมีอิทธิพลต่อเรา

แต่ตรงนี้เราก็มีคำถามเหมือนกันนะ เพราะคำว่า "รักตัวเอง" มันถูกใช้บ่อยมาก จนบางทีมันกลายเป็นคำที่ว่างเปล่า ทุกคนบอกให้รักตัวเอง แต่ไม่ค่อยมีใครบอกว่ามันทำยังไง ฟูจิโนะ โทโมยะ ไม่ได้ให้สูตรสำเร็จเหมือนกัน แต่สิ่งที่เขาทำได้ดีคือเขาชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันคือการไม่รักตัวเองมากกว่า การฝืนยิ้มทั้งที่เจ็บไม่ใช่การรักตัวเอง การพยายามจนร่างกายพังไม่ใช่การรักตัวเอง การเอาความรู้สึกคนอื่นมาก่อนตัวเองตลอดเวลาไม่ใช่การรักตัวเอง พอเราเห็นว่าอะไรไม่ใช่ เราก็จะเริ่มเห็นว่าอะไรใช่เอง

ไอเดียสุดท้ายที่อยากหยิบมาคุยคือเรื่องที่ฟูจิโนะ โทโมยะ พูดว่า "ถึงจะไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้เป็นคนสำคัญ แต่ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย" ตรงนี้ฟังดูเหมือนยอมแพ้ใช่มั้ย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ มันคือการยอมรับ ยอมรับว่าเราไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ดีที่สุดในห้อง ไม่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากทุกคน เราแค่ต้องเป็นตัวเราในแบบที่เราพอใจ ฟูจิโนะ โทโมยะ เสริมอีกว่า "อย่าลืมว่าตัวคุณยอดเยี่ยมกว่าที่คิดไว้ตั้งเยอะ" ตรงนี้เขาไม่ได้พูดแบบปลอบใจลอยๆ เขาพูดในฐานะจิตแพทย์ที่เห็นคนไข้มามากมายแล้วพบว่าคนส่วนใหญ่ประเมินตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เราทุกคนมีจุดดีอยู่ แต่บางทีเราเลือกที่จะมองแต่จุดด้อย แล้วก็ลืมไปว่าตัวเองก็มีค่ามากพอที่จะให้คุณค่ากับตัวเอง

ก่อนจะจบตอนนี้มีอีกเรื่องนึงที่อยากพูดถึง ฟูจิโนะ โทโมยะ แนะนำเรื่องการจัดการอารมณ์ไว้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องความโกรธ เขาบอกว่าเวลาที่เรารู้สึกโกรธ ให้อยู่นิ่งสักพักเพื่อจัดการความรู้สึกของตัวเอง ไม่ต้องรีบตอบโต้ ไม่ต้องรีบพูดอะไรออกไป แค่หยุดหายใจ แล้วให้เวลาตัวเองสงบลง ฟังดูเหมือนคำแนะนำธรรมดา แต่พอลองทำจริง มันช่วยได้เยอะมาก เพราะคำพูดที่เราพูดตอนโกรธ มันมักจะเป็นคำพูดที่เราเสียใจทีหลัง แล้วพอเรื่องมันผ่านไป เรากลับต้องมานั่งเสียพลังไปกับการแก้ปัญหาที่เราสร้างขึ้นมาเองตอนโกรธ นี่ก็เป็นอีกวิธีนึงในการใช้ชีวิตแบบไม่เปลี่ยนแปลง

วันนี้เราเจาะลึกไอเดียสำคัญจากหนังสือไปหลายเรื่องเลย ตั้งแต่การเลิกเป็นคนที่พยายามทำให้ทุกคนพอใจ การให้ตัวเองได้พัก การหยุดกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น ไปจนถึงการเข้าสู่โหมดง่ายของชีวิต แต่ยังไม่จบนะ ในตอนหน้าเราจะมาคุยกันต่อว่าพออ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว เรารู้สึกยังไง ส่วนไหนที่สะกิดใจมากที่สุด แล้วก็จะบอกตรงๆ ว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร และใครที่อาจจะยังไม่ใช่ แล้วก็จะมีเรื่องนึงที่เราตั้งคำถามกับฟูจิโนะ โทโมยะ ว่าแนวคิด "ช่างมันเถอะ" มันมีขอบเขตตรงไหน เส้นแบ่งระหว่างปล่อยวางกับไม่รับผิดชอบมันอยู่ตรงไหนกันแน่ คำถามที่น่าคิดมาก เจอกันตอนหน้านะ

2 ตอนที่ผ่านมา เราคุยกันเรื่องหนังสือ "ช่างมันเถอะ อีกไม่กี่ปีเราก็เป็นเฒ่าธุลีกันหมดแล้ว" กันมาพอสมควรแล้ว ตั้งแต่ภาพรวมไปจนถึงไอเดียสำคัญที่ฟูจิโนะ โทโมยะ เขียนไว้ วันนี้เราจะมาพูดในมุมที่ส่วนตัวขึ้นอีกหน่อย เราจะเล่าให้ฟังว่าอ่านจบแล้วรู้สึกยังไง ชอบตรงไหน สะกิดใจตรงไหน แล้วก็จะมาบอกตรงๆ ด้วยว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร และใครที่อาจจะยังไม่เหมาะ แล้วก็มีคำถามที่ค้างจากตอนที่แล้วด้วยนะ เรื่องเส้นแบ่งระหว่างปล่อยวางกับไม่รับผิดชอบ

เริ่มจากเรื่องความรู้สึกหลังอ่านก่อน หนังสือเล่มนี้อ่านง่ายมาก อ่านง่ายจนน่าแปลกใจ แต่ละบทย่อยยาวแค่ 2-3 หน้า ภาษาที่ใช้ก็ไม่ซับซ้อน ไม่มีศัพท์เทคนิคยากๆ ให้ต้องนั่งขมวดคิ้ว มันเหมือนนั่งอ่านข้อความที่เพื่อนส่งมาให้ใน Line มากกว่า คือสั้น กระชับ แล้วก็ตรงประเด็น ซึ่งมันก็สมเหตุสมผล เพราะต้นกำเนิดของหนังสือเล่มนี้มาจากข้อความสั้นๆ ที่ฟูจิโนะ โทโมยะ โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย มันจึงยังคงความรู้สึกแบบนั้นอยู่ คือกระชับ ตรงใจ อ่านปุ๊บ เข้าใจปั๊บ เราอ่านจบภายในวันเดียว ไม่ใช่เพราะรีบอ่าน แต่เพราะมันพลิกได้เรื่อยๆ หยุดไม่ลง

แต่ถึงจะอ่านง่าย มันก็ไม่ได้ตื้น มีหลายจุดที่ต้องหยุดวางหนังสือลง แล้วนั่งมองเพดานสักพัก เพราะมันสะกิดอะไรบางอย่างข้างใน โดยเฉพาะตรงที่เขาพูดว่า "ถึงจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่จริงๆ แล้วในใจมันเป็นไรมากเลยใช่มั้ยล่ะ" ตรงนี้พออ่านถึงแล้วเราหยุดเลย เพราะมันเหมือนมีคนมาพูดตรงๆ กับสิ่งที่เราซ่อนไว้ข้างในมานาน เรื่องที่เราไม่เคยยอมรับกับตัวเองว่ามันเจ็บ เรื่องที่เราพยายามกลบมันไว้ด้วยรอยยิ้ม พอมีคนมาชี้ตรงๆ ว่า "เฮ้ มันเจ็บอยู่ใช่มั้ย" มันรู้สึกเหมือนถูกถอดหน้ากากออก แต่ไม่ได้รู้สึกเปลือยเปล่า กลับรู้สึกโล่ง เพราะในที่สุดก็มีคนเข้าใจ

ถ้าถามว่าชอบอะไรที่สุด ต้องตอบว่าชอบน้ำเสียงของหนังสือ ฟูจิโนะ โทโมยะ ไม่ได้เขียนในแบบที่จิตแพทย์มักจะเขียน คือไม่ได้วิเคราะห์ ไม่ได้วินิจฉัย ไม่ได้สั่งยา เขาเขียนแบบเพื่อนคนหนึ่งที่เคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาเหมือนกัน แล้วนั่งลงข้างๆ เราแล้วพูดว่า "รู้มั้ย ไม่ต้องพยายามขนาดนั้นก็ได้" มันไม่ได้ตะโกนสอน ไม่ได้กดดันให้เราเปลี่ยน มันแค่เบาๆ อ่อนโยน แล้วก็จริงใจ

อีกอย่างที่ชอบคือการที่เขาไม่ได้บอกให้เราหยุดทำทุกอย่าง เขาไม่ได้บอกว่าเลิกทำงานเลย หรือเลิกสนใจคนอื่นเลย เขาบอกว่าทำได้ แต่ดูแลตัวเองด้วย พยายามได้แต่อย่าลืมพัก ใส่ใจคนอื่นได้ แต่ใส่ใจตัวเองก่อน มันเป็นการ balance ไม่ใช่การสุดขั้วไปทางใดทางหนึ่ง แล้วก็ต้องชมเรื่องขนาดของหนังสือด้วย มันบางพอดี ไม่หนาจนน่ากลัว แต่ก็ไม่บางจนรู้สึกว่าเนื้อหาไม่คุ้ม

ทีนี้มีเรื่องหนึ่งที่อยากชี้ให้เห็น เพราะคิดว่าหลายคนอาจจะอ่านผ่านไปโดยไม่ทันสังเกต คือเรื่องที่ฟูจิโนะ โทโมยะ เล่าว่าตัวเขาเองป่วยเป็นโรคคาวาซากิตั้งแต่เด็ก ต้องใช้ชีวิตอยู่กับอาการป่วยมาตลอด ตรงนี้หลายคนอาจจะอ่านแล้วข้ามไป แต่ถ้าหยุดคิดสักนิด มันจะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเขียนในหนังสือเล่มนี้ มันมาจากประสบการณ์จริงของเขาเอง คนที่รู้ว่าร่างกายตัวเองไม่ได้แข็งแรงเหมือนคนอื่น จะเข้าใจเรื่องหนึ่งดีมาก นั่นก็คือเราต้องเลือกว่าจะใช้พลังงานไปกับเรื่องอะไร เพราะพลังงานมันมีจำกัด ถ้าเอาไปใช้กับเรื่องที่ไม่สำคัญ มันจะไม่เหลือให้เรื่องที่สำคัญจริงๆ เพราะฉะนั้น เวลาที่เขาบอกว่า "ช่างมันเถอะ" มันไม่ใช่แค่คำพูดเท่ๆ มันเป็นวิธีใช้ชีวิตที่เขาเรียนรู้มาจากการเผชิญกับข้อจำกัดของตัวเอง และนั่นแหละที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีน้ำหนัก มันไม่ได้เขียนจากคนที่ชีวิตสบายแล้วมานั่งบอกคนอื่นว่าปล่อยวางสิ มันเขียนจากคน ที่เคยลำบากจริงแล้วค้นพบวิธีใช้ชีวิตที่ทำให้เขารอดมาได้

ทีนี้มาถึงคำถามที่ค้างไว้จากตอนที่แล้ว เส้นแบ่งระหว่างการปล่อยวางกับการไม่รับผิดชอบมันอยู่ตรงไหน เพราะถ้าเราพูดว่า "ช่างมันเถอะ" กับทุกเรื่อง มันก็อาจจะกลายเป็นข้ออ้างในการไม่ทำอะไรเลย เช่น งานที่ต้องส่งพรุ่งนี้ จะบอกว่า "ช่างมันเถอะ" แล้วไม่ทำเลย ก็คงไม่ถูก หรือคนในครอบครัวที่ต้องการเรา จะบอกว่า "ช่างมันเถอะ" แล้วไม่สนใจเลย ก็คงไม่ใช่

ตรงนี้เราคิดว่าฟูจิโนะ โทโมยะ อาจจะไม่ได้อธิบายบ่ายจุดนี้ชัดเจนมากนัก เขาเน้นไปที่การบอกให้เราปล่อยวาง ให้เราเลิกแคร์ ให้เราหยุดพยายาม แต่ไม่ค่อยได้พูดถึงว่าขอบเขตของมันอยู่ตรงไหน แต่พอเราคิดต่ออีกที เราก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเขียนแบบนั้น เพราะกลุ่มเป้าหมายของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่คนที่ไม่รับผิดชอบ มันคือคนที่รับผิดชอบมากเกินไป มันคือคนที่พยายามจนเกินพอดี คนที่แบกทุกอย่างไว้คนเดียว คนที่ไม่เคยให้ตัวเองได้พัก สำหรับคนกลุ่มนี้ คำว่า "ช่างมันเถอะ" ไม่ได้พาไปสู่การไม่รับผิดชอบ แต่พาไปสู่ความสมดุล เหมือนลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งไปข้างเดียวมานาน พอมีคนมาบอกว่า "แกว่งกลับมาตรงกลางบ้างสิ" มันก็แค่กลับมาอยู่จุดที่ควรอยู่

เพราะฉะนั้น ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนที่พยายามมากเกินไปอยู่แล้ว คำว่า "ช่างมันเถอะ" มันจะไม่ทำให้เป็นคนไม่รับผิดชอบ มันจะทำให้สมดุลมากขึ้น แต่ถ้าใครเป็นคนที่ปล่อยปละอยู่แล้ว หนังสือเล่มนี้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

อีกจุดนึงที่ต้องพูดถึง เพราะฟูจิโนะ โทโมยะ ในฐานะจิตแพทย์ เขาแยกให้เห็นชัดเจนว่าสภาวะซึมเศร้ากับโรคซึมเศร้ามันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน สภาวะซึมเศร้าคือความรู้สึกเศร้า เหนื่อยล้า หมดแรง ที่เกิดขึ้นเมื่อจิตใจรับมือกับความผิดหวังหรือความเสียใจมามาก สิ่งที่ต้องทำคือพัก ให้เวลาตัวเองฟื้นตัว แต่โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ต้องไปพบแพทย์ ต้องรักษาอย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่พัก พักแล้วจะหาย

ตรงนี้เราให้คะแนนเขาเต็มเลย เพราะหนังสือพัฒนาตัวเองหลายเล่มมักจะพูดเหมารวมว่าแค่คิดบวกก็จะดีขึ้น แต่ฟูจิโนะ โทโมยะ ในฐานะจิตแพทย์ เขารู้ดีว่ามันมีเส้นแบ่งอยู่แล้ว เขาก็พูดออกมาตรงๆ การที่เขาชี้จุดนี้ให้เห็น มันแสดงให้เห็นว่าเขาเขียนด้วยความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่เขียนเพื่อให้ขายได้

มาถึงคำถามที่หลายคนรอ หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร ตอบตรงๆ เลย หนังสือเล่มนี้เหมาะมากกับคนที่พยายามมากเกินไป ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้ตัวเอง หนังสือเล่มนี้จะเตือนให้หยุดพัก ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนที่คอยเอาใจคนอื่นจนลืมดูแลตัวเอง หนังสือเล่มนี้จะบอกว่าตัวเราเองก็สำคัญ ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนที่กังวลกับทุกเรื่อง นอนไม่หลับเพราะคิดมาก หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้มองเรื่องต่างๆ ด้วยกรอบเวลาที่กว้างขึ้น ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนที่กดดันตัวเองให้ต้องเก่ง ต้องดี ต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา หนังสือเล่มนี้จะบอกว่าไม่สมบูรณ์แบบก็ไม่เป็นไร และถ้าเพื่อนๆ แค่อยากอ่านอะไรสั้นๆ ง่ายๆ ที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น หนังสือเล่มนี้ก็ตอบโจทย์เหมือนกัน

นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ยังเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มสนใจเรื่องการดูแลจิตใจ เพราะมันไม่หนัก ไม่ซับซ้อน อ่านได้เลยโดยไม่ต้องมีพื้นฐานอะไร

แต่ก็ต้องพูดตามตรงว่าหนังสือเล่มนี้อาจจะไม่เหมาะกับบางคน ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนที่อ่านหนังสือพัฒนาตัวเองมาเยอะมาก เนื้อหาบางส่วนอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว เพราะแนวคิดเรื่องการรักตัวเอง การปล่อยวาง การหยุดเปรียบเทียบ มันเป็นเรื่องที่หนังสือหลายเล่มพูดถึง แต่สิ่งที่ต่างคือน้ำเสียง หนังสือเล่มนี้พูดเรื่องเดิมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่า เบากว่า ไม่กดดันอีกกลุ่มนึงที่อาจจะไม่เหมาะคือคนที่กำลังมองหาแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมมาก เพราะหนังสือเล่มนี้เน้นเปลี่ยนมุมมองมากกว่าให้ขั้นตอนที่ต้องทำตาม มันไม่ได้บอกว่าขั้นตอนที่ 1 ทำอย่างนี้ ขั้นตอนที่ 2 ทำอย่างนั้น แต่มันบอกว่า "ลองคิดแบบนี้ดูสิ"

ถ้าเพื่อนๆ ชอบหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่น รู้สึกว่ามีคนเข้าใจ รู้สึกว่าได้รับอนุญาตให้พักได้ หนังสือเล่มนี้ตอบโจทย์เลย และที่สำคัญ ถ้าเพื่อนๆ กำลังอยู่ในช่วงที่จิตใจหนักมากจริงๆ รู้สึกหมดแรงมาก หรือมีความรู้สึกที่น่าเป็นห่วง อยากให้ไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นตัวเสริมภายหลัง

นั่นก็คือความรู้สึกส่วนตัวของเราหลังอ่านหนังสือ "ช่างมันเถอะ อีกไม่กี่ปีเราก็เป็นเฒ่าธุลีกันหมดแล้ว" ทั้งหมด มันเป็นหนังสือที่ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเราแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่มันค่อยๆ ทำให้เรายอมรับตัวเองมากขึ้น ให้อภัยตัวเองมากขึ้น แล้วก็ใจดีกับตัวเองมากขึ้น

ในตอนสุดท้าย เราจะมาปิดท้ายกันด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นก็คืออ่านจบแล้วเอาไปทำอะไรกับชีวิตจริงได้บ้าง จะมีโพยสรุปให้เพื่อนๆ เอาไปใช้ได้เลย พร้อมกับบทส่งท้ายที่เราตั้งใจเตรียมมาเป็นพิเศษ เจอกันตอนหน้านะ

ตอนสุดท้ายแล้ว 3 ตอนที่ผ่านมา เราคุยกันเรื่องหนังสือ "ช่างมันเถอะ อีกไม่กี่ปีเราก็เป็นเฒ่าธุลีกันหมดแล้ว" ของฟูจิโนะ โทโมยะ กันมาเยอะแล้ว ตั้งแต่ภาพรวม ไอเดียสำคัญ ไปจนถึงความรู้สึกส่วนตัวหลังอ่าน วันนี้เป็นตอนสุดท้ายแล้ว แล้วตอนนี้คือตอนที่เราตั้งใจเตรียมมาให้มากที่สุด เพราะเราจะไม่สรุปหนังสือแล้ว แต่จะทำโพยสรุปที่เพื่อนๆ เอาไปใช้กับชีวิตจริงได้เลย พร้อมกับบทส่งท้ายที่เตรียมไว้ให้เป็นพิเศษ

ก่อนเข้าโพยสรุป เราอยากให้เพื่อนๆ ลองนึกถึงเมื่อวานดู เมื่อวานมีเรื่องอะไรที่ทำให้เราเหนื่อยใจมั้ย อาจจะเป็นเรื่องงาน เรื่องคน เรื่องความสัมพันธ์ หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ ที่ตอนนั้นรู้สึกว่ามันใหญ่ แล้วถามตัวเองต่อว่าเรื่องนั้น ถ้ามองย้อนกลับไปจากวันนี้ มันยังใหญ่เท่าเดิมมั้ย ส่วนใหญ่แล้วมันจะเล็กลงไปเยอะ นี่แหละคือพลังของกรอบเวลาระยะยาวที่ฟูจิโนะ โทโมยะ พูดถึง

แล้วโพยสรุปที่จะบอกต่อไปนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ ใช้พลังของมันได้ทุกวัน

ข้อแรกเลย ฝึกถามตัวเองคำถามนี้ให้เป็นนิสัย: "นี่เรากำลังพยายามมากเกินไปหรือเปล่า" ฟูจิโนะ โทโมยะ บอกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกว่าต้องพยายามมากกว่านี้ ให้หยุดแล้วถามตัวเองด้วยว่ามันมากเกินพอดีหรือเปล่า เพราะคนที่พยายามมากเกินไปมักจะไม่รู้ตัว เราถูกสอนมาว่าการพยายามคือสิ่งที่ดี จนไม่เคยตั้งคำถามว่ามันมากเกินพอดีหรือเปล่า วิธีง่ายๆ คือทุกครั้งที่รู้สึกเหนื่อยมากจนอยากจะล้ม ให้หยุด แล้วถามตัวเองว่าถ้าเพื่อนสนิทของเราทำแบบนี้ เราจะบอกให้เพื่อนพักมั้ย ถ้าคำตอบคือใช่ นั่นก็แปลว่าเราก็ควรพักเหมือนกัน

ข้อที่ 2 เปลี่ยนคำที่ใช้กับตัวเอง แทนที่จะบอกตัวเองว่า "ไม่เป็นไร" ทุกครั้งที่มีอะไรมากระทบ ลองเปลี่ยนเป็น "ไร แต่ฉันจัดการได้" ฟังดูต่างกันนิดเดียว แต่ผลมันต่างกันมาก เพราะ "ไม่เป็นไร" มันคือการปฏิเสธความรู้สึกตัวเอง เหมือนบอกตัวเองว่าความเจ็บปวดของเรามันไม่สำคัญ แต่ "ไร แต่ฉันจัดการได้" มันคือการยอมรับว่าเจ็บ แล้วก็บอกตัวเองว่ามีความสามารถพอที่จะผ่านมันไปได้ มันให้เกียรติความรู้สึกของเรา แล้วก็ให้กำลังใจตัวเองไปพร้อมกัน ลองฝึกพูดแบบนี้กับตัวเองสักสัปดาห์ แล้วจะรู้สึกถึงความแตกต่าง

ข้อที่ 3 ทุกครั้งที่กังวลเรื่องอะไร ลองถามตัวเองว่า "อีก 5 ปีจากนี้เรื่องนี้จะยังสำคัญอยู่มั้ย" ถ้าคำตอบคือไม่ ก็ช่างมันเถอะ ถ้าคำตอบคือใช่ ก็ค่อยจัดการมัน วิธีนี้ช่วยกรองว่าเรื่องไหนคุ้มค่าที่จะใส่ใจ เรื่องไหนไม่คุ้ม เพราะพลังงานของเรามีจำกัด ถ้าเอาไปใส่กับทุกเรื่อง มันจะกระจายจนไม่เหลือพลังให้เรื่องที่สำคัญจริงๆ ฟูจิโนะ โทโมยะ สอนให้เราเลือก ไม่ใช่เพิกเฉย "ช่างมันเถอะ" ไม่ใช่การหนี แต่เป็นการเลือกอย่างฉลาดว่าจะสู้กับเรื่องไหน

ข้อที่ 4 ให้ตัวเองได้พักโดยไม่ต้องรู้สึกผิด จำประโยคของฟูจิโนะ โทโมยะ ได้มั้ย "ฉันไม่ได้ละเลยหน้าที่ แต่แค่กำลังชาร์จพลัง" ลองเอาประโยคนี้ไปใช้จริง ทุกครั้งที่รู้สึกผิดที่หยุดพัก ให้พูดกับตัวเองว่า "ฉันแค่กำลังชาร์จพลัง" เหมือนโทรศัพท์ที่ต้องชาร์จเพื่อใช้งานต่อ ร่างกายกายและจิตใจเราก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่ชาร์จ มันก็จะดับกลางทาง แล้วตอนนั้นจะเสียหายมากกว่าการหยุดพักสักชั่วโมงอีก การพักไม่ใช่ความขี้เกียจ การพักคือการลงทุนเพื่อให้ตัวเองทำงานได้ดีขึ้นในวันถัดไป

และข้อสุดท้าย ข้อนี้ง่ายที่สุดแต่ทำยากที่สุด หัดพูดว่า "ช่างมันเถอะ" กับตัวเองวันละครั้ง ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ เช่น มีคนพูดอะไรที่ทำให้หงุดหงิด แทนที่จะเอาไปคิดทั้งวัน ก็บอกตัวเองว่า "ช่างมันเถอะ" ทำอาหารแล้วรสชาติไม่ได้ดั่งใจ แทนที่จะโกรธตัวเอง ก็บอกว่า "ช่างมันเถอะ ครั้งหน้าค่อยทำใหม่" โพสต์รูปลงโซเชียลแล้วไม่ค่อยมีคนกดไลก์ แทนที่จะนั่งเศร้า ก็บอกว่า "ช่างมันเถอะ" ฝึกพูดกับเรื่องเล็กๆ ก่อน แล้ววันหนึ่งเราจะพูดกับเรื่องใหญ่ได้เอง เพราะคำว่า "ช่างมันเถอะ" มันไม่ใช่การยอมแพ้ มันคือการเลือกว่าเรื่องไหนคุ้มค่าที่จะใส่ใจ แล้วก็ปล่อยเรื่องที่ไม่คุ้มออกไปจากหัว

ทั้ง 5 ข้อที่เราเล่ามา สังเกตมั้ยว่ามันไม่มีข้อไหนที่ยากเลย ถามตัวเองว่าพยายามมากไปมั้ย เปลี่ยนคำพูดกับตัวเอง ใช้กรอบเวลาระยะยาว ให้ตัวเองได้พัก แล้วก็หัดพูดว่า "ช่างมันเถอะ" ทำได้เลยวันนี้ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องเตรียมอะไรแล้ว

แล้วถ้าจะถามว่าข้อคิดที่สำคัญที่สุดจากหนังสือเล่มนี้คืออะไร เราคิดว่ามันคือเรื่องนี้ ชีวิตมีแค่ครั้งเดียว แล้วมันสั้นกว่าที่เราคิด อีกไม่กี่ 10 ปี เราทุกคนก็กลายเป็นเฒ่าธุลีกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องที่ไม่สำคัญก็ช่างมันเถอะ เรื่องที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับเราก็ช่างมันเถอะ เรื่องที่ทำให้เราเหนื่อยโดยไม่จำเป็นก็ช่างมันเถอะ แล้วเอาพลังที่เหลือไปใช้กับเรื่องที่สำคัญจริงๆ ไปใช้กับคนที่เรารัก ไปใช้กับสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข ไปใช้กับการดูแลตัวเอง

ก่อนจะจบ เราอยากเล่าอะไรให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบ เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเปลี่ยนชีวิตเราแบบพลิกหน้ามือหลังมือ มันไม่ได้ทำให้เราตื่นขึ้นมาเป็นคนใหม่ในวันถัดไป แต่สิ่งที่มันทำคือมันทำให้เราอนุญาตตัวเองได้ อนุญาตให้ตัวเองเหนื่อยได้ อนุญาตให้ตัวเองพักได้ อนุญาตให้ตัวเองไม่สมบูรณ์แบบได้ อนุญาตให้ตัวเองบอกว่า "ช่างมันเถอะ" ได้ โดยไม่ต้องรู้สึกผิด แล้วพอเราอนุญาตตัวเองได้ ทุกอย่างมันก็เบาลง ไม่ใช่เพราะปัญหาหายไป แต่เพราะเราเลือกได้แล้วว่าจะแบกเรื่องไหน แล้วเรื่องไหนจะวางลง

ฟูจิโนะ โทโมยะ เขียนหนังสือเล่มนี้ในฐานะคนที่เคยป่วยมาตั้งแต่เด็ก คนที่รู้ดีว่าชีวิตมันไม่แน่นอน คนที่เลือกจะเป็นจิตแพทย์เพื่อช่วยคนอื่น แล้วก็คนที่เขียนข้อความสั้นๆ ลงโซเชียลมีเดียเพื่อเตือนใจตัวเองและคนรอบข้าง แล้วข้อความเหล่านั้นก็ไปถึงคนนับแสน จนกลายเป็นหนังสือที่ขายดีกว่า 100,000 เล่ม มันบอกอะไรบางอย่าง มันบอกว่าคนจำนวนมากกำลังเหนื่อย กำลังพยายามมากเกินไป กำลังต้องการใครสักคนมาบอกว่า "พอแล้ว พักได้แล้ว"

ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนๆ นั้น หนังสือเล่มนี้อาจจะเป็นเพื่อนที่เพื่อนๆ กำลังมองหาอยู่ก็ได้ เราหวังว่า 4 ตอนที่ผ่านมา จะทำให้เพื่อนๆ ได้อะไรบางอย่างกลับไป อาจจะเป็นมุมมองใหม่ อาจจะเป็นความกล้าที่จะพัก หรืออาจจะแค่รู้สึกว่ามีคนเข้าใจ เพราะถ้ามีสิ่งนึงที่ฟูจิโนะ โทโมยะ อยากบอกเราผ่านหนังสือเล่มนี้ มันคงเป็นเรื่องนี้ แม้จะใช้ชีวิตอย่างล้มลุกคลุกคลานอยู่บ่อยๆ แต่ก็ถึงเวลาที่ต้องโอบรับตัวเองแล้ว จงกล่าวขอบคุณตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง แล้วก็ใจดีกับตัวเอง เพราะตัวเราน่ะ ยอดเยี่ยมกว่าที่คิดไว้ตั้งเยอะ

ถ้าเพื่อนๆ ฟังมาถึงตรงนี้ ขอบคุณมากจริงๆ เลยนะ ที่อยู่ด้วยกันจนจบ ถ้าคุณรู้สึกว่าเนื้อหาวันนี้มีประโยชน์ หรือนึกถึงใครสักคนที่กำลังเหนื่อย กำลังพยายามมากเกินไป ฝากกดแชร์ให้เขาฟังด้วยนะ บางทีคนที่ต้องการได้ยินคำว่า "ช่างมันเถอะ" มากที่สุด อาจจะเป็นคนที่อยู่ใกล้เรานี่แหละ แล้วก็อย่าลืมกดติดตาม กดกระดิ่ง เปิดการแจ้งเตือนไว้ เพื่อที่จะได้ไม่พลาดตอนใหม่ เพราะรายการเราจะมีหนังสือเล่มใหม่มารีวิวให้ฟังเรื่อยๆ ยังมีหนังสือดีๆ อีกมากมายที่รอเอามาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง

ถ้าเพื่อนๆ มีหนังสือเล่มไหนที่อยากให้รีวิว หรืออยากมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องหนังสือ "ช่างมันเถอะ" คอมเมนต์มาพูดคุยกันได้เลย เราอ่านทุกคอมเมนต์ แล้วก็ตอบทุกคน เราเชื่อว่าการอ่านหนังสือสักเล่มแล้วเอามาแลกเปลี่ยนกัน มันเป็นเรื่องที่มีค่ามาก เพราะมุมมองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราอาจจะพลาด เพื่อนๆ อาจจะเห็น

สำหรับวันนี้ ขอจบการรีวิวหนังสือ "ช่างมันเถอะ อีกไม่กี่ปีเราก็เป็นเฒ่าธุลีกันหมดแล้ว" ของฟูจิโนะ โทโมยะ ไว้ตรงนี้ ขอให้เพื่อนๆ ใจดีกับตัวเอง ให้อภัยตัวเอง แล้วก็อย่าลืมพักบ้าง เพราะอีกไม่กี่ปีเราก็เป็นเฒ่าธุลีกันหมดแล้ว ดังนั้น เรื่องที่ไม่สำคัญ ช่างมันเถอะ ไว้เจอกันใหม่กับหนังสือเล่มต่อไปนะ